หน้า 1 จากทั้งหมด 1

รวยไม่โกง บัฟเฟตต์ สุดยอดแห่งตัวอย่าง

โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. มิ.ย. 28, 2007 11:15 am
โดย Komsun R.
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 28 มิถุนายน 2550 09:37 น.

เดอะ ไทมส์ - วอร์เรน บัฟเฟตต์ อภิมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยเป็นอันดับที่ 3 ของโลก ประณามระบบการจ่ายภาษีของสหรัฐฯ ที่ทำให้เขาจ่ายภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าที่เลขาฯ และคนทำความสะอาดของเขาจ่าย
     
      บัฟเฟตต์ อภิมหาเศรษฐีที่มีมูลค่าทรัพย์สินประมาณ 52 พันล้านดอลลาร์ กล่าวในการประชุมเพื่อหาเงินสนับสนุนให้แก่วุฒิสมาชิกฮิลลารี คลินตันในนิวยอร์กว่า "พวกเรา 400 คนในที่นี้จ่ายเงินส่วนหนึ่งของรายได้เป็นภาษี ต่ำกว่าที่รีเซฟชัน หรือพนักงานทำความสะอาดสาวต้องจ่ายเสียอีก หากคุณเป็น 1% ของคนที่โชคดีที่สุด คุณก็จำเป็นต้องคิดถึงคนอื่นๆ ที่เหลืออีก 99% ด้วย"
     
      บัฟเฟตต์ระบุว่า เขาถูกเรียกเก็บภาษีที่ 17.7% จากเงิน 46 ล้านดอลลาร์ที่เขาทำได้ในปีที่แล้ว โดยไม่ได้พยายามหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีสูงกว่า ขณะที่ เลขาฯ ของเขา ซึ่งมีรายได้เพียง 60,000 ดอลลาร์ กลับต้องจ่ายภาษีถึง 30% โดยชี้ว่า นโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ยิ่งตอกย้ำความไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งทำร้ายเศรษฐกิจของประเทศด้วยการปิดกั้นโอกาส และแรงกระตุ้น
     
      นอกจากนี้ มหาเศรษฐีเจ้าของกลุ่มบริษัทลงทุนเบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ ซึ่งนับเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกยังเสริมว่า เขาเลือกอยู่ข้างเดโมแครต เนื่องจากรีพับลิกันคงจะคิดว่าเพราะเขาทำเงินได้ปีละ 80 ล้านดอลลาร์ ดังนั้น พระเจ้าต้องอยากให้เขาจ่ายภาษีต่ำกว่าแน่นอน
     
      ข้อเสนอของรีพับลิกันที่จะยกเลิกการจัดเก็บภาษีมรดก ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี จากทรัพย์สินของครอบครัวที่ร่ำรวยกว่า 12,000 ครัวเรือน จะยิ่งเพิ่มช่องว่างความไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนรวยและคนจนด้วย เขาสำทับ โดยชี้ว่า รีพับลิกันไม่ควรนำรายได้ที่เสียไปตรงนั้นกลับมาโดยการเพิ่มภาษีผู้ที่ฐานะต่ำกว่า
     
      "คุณสามารถที่จะได้เงิน 30,000,000,000 ดอลลาร์ และนำ 1,000 ไปให้แก่ครอบครัวที่ยากจน 30 ล้านครอบครัวได้ หรือคุณควรที่จะสงเคราะห์ 12,000 ครอบครัวนั้น และให้อีก 30 ล้านครอบครัวจ่ายเงินพิเศษเพิ่ม 1,000 ดอลลาร์กัน"
     
      ทั้งนี้ บัฟเฟตต์ได้ออกมาแสดงความเห็นท่ามกลางการโต้วาทีระหว่าง 2 ค่ายความคิดของแอตแลนติกเกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ และวิธีที่คนอภิมหาร่ำรวยถูกเรียกเก็บภาษี

รวยไม่โกง บัฟเฟตต์ สุดยอดแห่งตัวอย่าง

โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. มิ.ย. 28, 2007 11:53 am
โดย LEQ
อ่านแล้วประทับใจมากๆ บัฟเฟตต์รวยมากแต่ยังคำนึงถึงคนที่ด้อยโอกาส ไม่เหมือนนักการเมืองหรือนักธุรกิจบ้านเรา

ผมอยากเห็นจริงๆ ในพรบ ฉบับนี้คือภาษีมรดก และการเลิกใช้ "ปรับหรือจำคุกไม่เกิน" แต่คงเป็นไปได้ยากเพราะผู้ที่พิจารณาพรบ ก็มีฐานะทั้งนั้น

รวยไม่โกง บัฟเฟตต์ สุดยอดแห่งตัวอย่าง

โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. มิ.ย. 28, 2007 12:04 pm
โดย mprandy
ชอบ Buffet ตรงที่เป็นคนที่ยึดถือความเท่าเทียมและธรรมาภิบาลมาตลาด

Buffet ไม่ชอบการออก warrant, ต่อต้านการให้ stock option (ESOP บ้านเรา) กับผู้บริหารเพราะว่าทำให้บริษัทแย่ลง

แทนที่จะอ้างว่าให้ ESOP เพื่อดึงดูดผู้บริหาร ทำไมไม่ให้เป็นโบนัสไปซื้อหุ้นเอาเองในตลาด (ในอเมริกา การซื้อขายหุ้นในตลาดต้องเสียภาษีกำไร (capital gain tax) ด้วย แต่บ้านเราตรงนี้ต่างกัน)

และเมื่อบริษัทออก stock option ก็ต้อง "บันทึก" เป็นค่าใช้จ่ายหมวดค่าจ้างผู้บริหาร ซึ่งตรงนี้ผมเห็นด้วยว่าควรจะเอามาใช้ในเมืองไทย

ลงบัญชีพวก ESOP เป็น "รายจ่าย" (ตั้งจากราคาหุ้นปัจจุบัน) จะได้ทราบว่าพวกนี้มันกระทบฐานะของบริษัทมากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่แจกกันถูก ๆ หรือแจกกันฟรี ๆ ผู้ถือหุ้นจะได้ทราบว่า "รายได้แท้จริง" ของผู้บริหารเท่าไหร่ต่อปี และกำไรสุทธิจริง ๆ มันเท่าไหร่

รวยไม่โกง บัฟเฟตต์ สุดยอดแห่งตัวอย่าง

โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. มิ.ย. 28, 2007 9:15 pm
โดย Sumotin
mprandy เขียน:ชอบ Buffet ตรงที่เป็นคนที่ยึดถือความเท่าเทียมและธรรมาภิบาลมาตลาด

Buffet ไม่ชอบการออก warrant, ต่อต้านการให้ stock option (ESOP บ้านเรา) กับผู้บริหารเพราะว่าทำให้บริษัทแย่ลง

แทนที่จะอ้างว่าให้ ESOP เพื่อดึงดูดผู้บริหาร ทำไมไม่ให้เป็นโบนัสไปซื้อหุ้นเอาเองในตลาด (ในอเมริกา การซื้อขายหุ้นในตลาดต้องเสียภาษีกำไร (capital gain tax) ด้วย แต่บ้านเราตรงนี้ต่างกัน)

และเมื่อบริษัทออก stock option ก็ต้อง "บันทึก" เป็นค่าใช้จ่ายหมวดค่าจ้างผู้บริหาร ซึ่งตรงนี้ผมเห็นด้วยว่าควรจะเอามาใช้ในเมืองไทย

ลงบัญชีพวก ESOP เป็น "รายจ่าย" (ตั้งจากราคาหุ้นปัจจุบัน) จะได้ทราบว่าพวกนี้มันกระทบฐานะของบริษัทมากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่แจกกันถูก ๆ หรือแจกกันฟรี ๆ ผู้ถือหุ้นจะได้ทราบว่า "รายได้แท้จริง" ของผู้บริหารเท่าไหร่ต่อปี และกำไรสุทธิจริง ๆ มันเท่าไหร่
ผมว่าเรื่อง ESOP น่าจะเป็นแบบ บริษัท ไปซื้อหุ้นในตลาดมาให้ แล้วให้มี silent period ตอนจะขายออกมา น่าจะเป็นทางที่ดีนะครับ จะได้ไม่มีเรื่องการขายในทันที หรือเรื่องได้เงินไปเปล่าๆ หรือว่า มีผลกระทบต่อราคาหุ้น