หน้า 1 จากทั้งหมด 1

บัฟเฟตต์ vs เกรแฮม

โพสต์แล้ว: จันทร์ มิ.ย. 25, 2007 8:09 pm
โดย สามัญชน
สืบเนื่องจาก  

หมู่เฮาชาว VI ของ ดร.นิเวศน์
Value Investor นับถือและยกย่อง วอเร็น บัฟเฟตต์ มากที่สุด แต่แนวทางการลงทุนนั้น ส่วนใหญ่จะเน้นการลงทุนในแนวของ เกรแฮม นั่นก็คือ นักลงทุนจะเน้นการซื้อหุ้นราคาถูกและขายหุ้นเมื่อราคาปรับตัวขึ้นหรือราคาแพงแล้วในสไตล์ของ เกรแฮม คุณภาพของกิจการที่เป็นจุดเน้นของ วอเร็น บัฟเฟตต์ นั้น นักลงทุนจะให้ความสนใจน้อยกว่าเรื่องของราคา ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะเขายังอาจจะไม่เข้าใจในคุณสมบัติที่แท้จริงของธุรกิจดีพอ อีกส่วนหนึ่งอาจจะมองว่าการเทรดหุ้นบ้างน่าจะช่วยให้สามารถเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนได้มากกว่าการถือหุ้นตัวใดตัวหนึ่งยาวเกินไป
ท่านใดมีข้อวิพากษ์วิจารณ์เพิ่มเติมบ้างครับ  เพื่อที่เราจะได้พัฒนาแนวทางการลงทุนของพวกเราต่อไปในอนาคต

บัฟเฟตต์ vs เกรแฮม

โพสต์แล้ว: จันทร์ มิ.ย. 25, 2007 9:03 pm
โดย MO101
ผมเห็นด้วยกะ ดร. เลยครับ
เล่นแนว เกรแฮมเข้าใจง่าย และไม่ต้องการความรู้ในธรกิจ หรือ model มากๆ
น่าจะมีคนเล่นแนวนี้เยอะ
ส่วนพวกเซียนหุ้นมือโปรส่วนใหญ่น่าจะเล่นแบบ บัฟเฟตต์

การเทรดหุ้นบ้างน่าจะช่วยให้สามารถเพิ่มผลตอบแทนการลงทุนได้มากกว่าการถือหุ้นตัวใดตัวหนึ่งยาวเกินไป
อันนี้ไม่แน่ใจเนื่องจากไม่ทราบการถือหุ้นเฉลี่ยของคนในเว็บนี้ครับ

บัฟเฟตต์ vs เกรแฮม

โพสต์แล้ว: จันทร์ มิ.ย. 25, 2007 10:04 pm
โดย cryptonian_man
ผมในฐานะมือใหม่คิดว่า แนวทางแบบบัฟเฟตต์ค่อนข้างจะทำได้ยากในตลาดหุ้นไทย แถมความอดทนของคนไทยเราก็น้อย ดังนั้น แนวทางแบบเกรแฮม จึงเป็นไปได้มากกว่าในความคิดของนักลงทุน VI

โดยเฉพาะตัวผมเอง เริ่มศึกษาจาก NEW BUFFETTOLOGY แต่รู้สึกว่า VALUE INVESTING MADES EASY อ่านแล้วใช้ได้ง่าย และเข้ากับตลาดไทยมากกว่าด้วย

เพราะการหากิจการดี ราคาเหมาะสมค่อนข้างยาก แต่ถ้าหากิจการดีหรือไม่ก็ได้ แต่ราคาถูกเนี่ย หาได้ไม่ยาก แถมที่สำคัญถ้าขึ้นก็ขายได้อีก

บัฟเฟตต์ vs เกรแฮม

โพสต์แล้ว: จันทร์ มิ.ย. 25, 2007 10:19 pm
โดย Doramon007
ผมคิดว่าแนวเกรแฮมจะทำได้ง่ายกว่าครับ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นก้นบุหรี่ ที่พอราคาถูกมากก็ซื้อ พอขึ้นเกินไปก็ขายครับ แต่แนวทางแบบบัฟเฟตการลงทุนแนวนี้ต้องมองข้ามกาลเวลาและสิ่งนั้นต้องเปลี่ยนแปลงได้ยาก พูดง่าย ๆ ก็คือเราต้องสามารถเห็นภาพในอนาคตว่าธุรกิจใดในอนาคตจะดีและสิ่งที่จะเกิดขึ้นจะเปลี่ยนแปลงได้ยากครับ ถ้าหากเราทำสำเร็จโอกาสที่จะได้กำไรก็น่าจะมากกว่าแนวทางของเกรแฮมมากน่ะครับ (หากผิดพลาดประการใดโปรดแนะนำด้วยครับ)

บัฟเฟตต์ vs เกรแฮม

โพสต์แล้ว: อังคาร มิ.ย. 26, 2007 10:34 am
โดย HI.ผมเอง
คงหมายถึง
ถ้าแนว เกรแฮม ต้องซื้อ เซเว่นเมื่อสองเดือนก่อน
ถ้าแนวบัฟเฟตต์ ซื้อตอนนี้ ก็ยังไม่สาย
:rofl:  :rofl:  :nm:

บัฟเฟตต์ vs เกรแฮม

โพสต์แล้ว: อังคาร มิ.ย. 26, 2007 2:33 pm
โดย chatchai
คุณภาพที่ดี  หมายถึงว่า  บริษัทต้องมีผลการดำเนินงานที่ดีสม่ำเสมอ  จาก  อดีต  ปัจจุบัน  ไปถึงอนาคต  ใช่ไหมครับ

คงไม่ใช่ว่าเพิ่งมาดีปีนี้  เดือนนี้  เท่านั้น  แต่น่าจะดีมานานแล้ว

ซึ่งเมื่อพิจารณาจากผลการดำเนินงานในอดีตของบริษัททั้งตลาดหลักทรัพย์   ผมว่าคงเหลือบริษัทลักษณะนี้น้อยเต็มทน

อีกทั้งบริษัทเหล่านี้ก็ไม่มี story ที่เร้าใจซะด้วย

แต่ถ้าจะคัดแบบ  เพิ่งดีมาซักปีสองปีนี้  และมี story ที่สามารถชักชวนให้นักลงทุนทั่วไป (รวมทั้ง  ผู้จัดการกองทุน  นักวิเคราะห์) เชื่อว่าดี  ก็คงพอมีเยอะหน่อย

ซึ่งการลงทุนในบริษัทลักษณะหลังนี้  ก็อาจจะให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะเวลาอันรวดเร็วได้  ซึ่งกว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจะสะท้อนภาพที่แท้จริงของกิจการ  ราคาหุ้นก็คงขึ้นไปสูงลิ่ว  จนนักลงทุนที่ซื้อก่อนสามารถขายทำกำไรได้อย่างงดงามและรวดเร็ว

บัฟเฟตต์ vs เกรแฮม

โพสต์แล้ว: อังคาร มิ.ย. 26, 2007 2:57 pm
โดย ดาวหางสีแดง
ผมว่าขนาดของพอร์ตน่าจะมีส่วนสำคัญ ในแนวทางการลงทุน
ถ้าพอร์ตเล็ก ลงทุนในแนวทางของเกรแฮมก็น่าจะใช้ได้ดี
แต่ถ้าพอร์ตใหญ่มากๆ แนวทางของบัฟเฟตต์เป็นแนวทางที่น่าจะเหมาะกว่า

พอร์ตใหญ่ หรือเล็ก

โพสต์แล้ว: พุธ มิ.ย. 27, 2007 12:34 pm
โดย sunnyvi
เกิดข้อสงสัยว่านับอย่างไรครับ

เช่น นับว่า 10 ล้านหรือ 20 ล้านขึ้นไป ซึ่งอาจต้องคิดต่อว่า  ซื้อหุ้นไว้กี่ตัวถ้าซื้อหลายตัว

Re: พอร์ตใหญ่ หรือเล็ก

โพสต์แล้ว: พุธ มิ.ย. 27, 2007 2:02 pm
โดย ดาวหางสีแดง
[quote="suirya"]เกิดข้อสงสัยว่านับอย่างไรครับ

เช่น นับว่า 10 ล้านหรือ 20 ล้านขึ้นไป ซึ่งอาจต้องคิดต่อว่า

บัฟเฟตต์ vs เกรแฮม

โพสต์แล้ว: พุธ มิ.ย. 27, 2007 8:43 pm
โดย cryptonian_man
[quote="HI.ผมเอง"]คงหมายถึง
ถ้าแนว เกรแฮม ต้องซื้อ เซเว่นเมื่อสองเดือนก่อน
ถ้าแนวบัฟเฟตต์ ซื้อตอนนี้ ก็ยังไม่สาย
:rofl:

บัฟเฟตต์ vs เกรแฮม

โพสต์แล้ว: พุธ มิ.ย. 27, 2007 9:15 pm
โดย naris
เพราะฉะนั้นเราควรมองหาหุ้น ในราคาเกรแฮม(เชิงปริมาณ) และเป็นหุ้นบัฟเฟตต์(เชิงคุณภาพ)ในอนาคตใช่ไหมครับ

แต่ผมว่าข้อจำกัดของหลายคนที่ต้องการหุ้นบัฟเฟตต์ มีความต้องการกำไร มากกว่า20-30%ต่อปีในระยะยาว ทำให้ต้องมีการกระโดดเปลี่ยนม้าระหว่างทำศึก ซึ่งเราจะต้องมีmargins of safety มากพอควร เพื่อไม่ให้เราพลาดตกม้าได้ และผมจะใช้วิธีทฤษฎีการเปลี่ยนถ่ายน้ำปลา มาใช้ในการลงทุนครับ :lol:

บัฟเฟตต์ vs เกรแฮม

โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. มิ.ย. 28, 2007 8:42 am
โดย ดาวหางสีแดง
naris เขียน:เพราะฉะนั้นเราควรมองหาหุ้น ในราคาเกรแฮม(เชิงปริมาณ) และเป็นหุ้นบัฟเฟตต์(เชิงคุณภาพ)ในอนาคตใช่ไหมครับ

แต่ผมว่าข้อจำกัดของหลายคนที่ต้องการหุ้นบัฟเฟตต์ มีความต้องการกำไร มากกว่า20-30%ต่อปีในระยะยาว ทำให้ต้องมีการกระโดดเปลี่ยนม้าระหว่างทำศึก ซึ่งเราจะต้องมีmargins of safety มากพอควร เพื่อไม่ให้เราพลาดตกม้าได้ และผมจะใช้วิธีทฤษฎีการเปลี่ยนถ่ายน้ำปลา มาใช้ในการลงทุนครับ :lol:
รบกวนคุณ naris อธิบายทฤษฎีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ(ตู้)ปลา ด้วยครับ

ขอความรู้หน่อยครับ

บัฟเฟตต์ vs เกรแฮม

โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. มิ.ย. 28, 2007 9:45 am
โดย naris
ดาวหางสีแดง เขียน: รบกวนคุณ naris อธิบายทฤษฎีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ(ตู้)ปลา ด้วยครับ

ขอความรู้หน่อยครับ
การเปลี่ยนน้ำตู้ปลามีหลักง่ายๆอยู่2อย่างคือ
1ต้องเป็นน้ำสะอาดที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้วว่าบริสุทธิ์จริง และต้องดีกว่าน้ำเก่า
2ต้องทะยอยเปลี่ยนไม่เกินครึ่งของน้ำเก่า ถ้าน้ำเก่ายังดีอยู่ก็อาจเปลี่ยนทีละ25%

สรุปว่าถ้าพอร์ตเรา มีหุ้นที่ดีอยู่ แต่ราคาค่อนข้างจะมีupsideต่ำกว่าที่เราต้องการแล้ว แต่ยังรักชอบพอกันอยู่ เพราะยังเป็นบริษัทที่ดี ก็อาจจะขายไปครึ่ง แล้วไปซื้อตัวที่คิดว่าดี มีupsideมากกว่า แต่เราอาจจะยังไม่รู้ปัจจัยพื้นฐานดีเท่าบริษัทเดิม เราก็ทะยอยเปลี่ยนน้ำปลาตามความมั่นใจของเราเองครับ

บัฟเฟตต์ vs เกรแฮม

โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. มิ.ย. 28, 2007 12:14 pm
โดย ดาวหางสีแดง
naris เขียน:
สรุปว่าถ้าพอร์ตเรา มีหุ้นที่ดีอยู่ แต่ราคาค่อนข้างจะมีupsideต่ำกว่าที่เราต้องการแล้ว แต่ยังรักชอบพอกันอยู่ เพราะยังเป็นบริษัทที่ดี ก็อาจจะขายไปครึ่ง แล้วไปซื้อตัวที่คิดว่าดี มีupsideมากกว่า แต่เราอาจจะยังไม่รู้ปัจจัยพื้นฐานดีเท่าบริษัทเดิม เราก็ทะยอยเปลี่ยนน้ำปลาตามความมั่นใจของเราเองครับ
สั้นๆ ได้ใจความ
มีประโยชน์สำหรับมือใหม่อย่างผมมาก

ขอบคุณ คุณ naris มากครับ