อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ส่งออกขยายตัว....ภายใต้อุปสรรคกีดขวาง
18 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 15:00:00
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์จัดเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลให้การสนับสนุน เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทในการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งไทยเป็นฐานการผลิตขนาดใหญ่ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก และมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในส่วนที่ก่อให้เกิดการจ้างงานเป็นจำนวนมาก และก่อให้เกิดการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรรมเกี่ยวเนื่องต่างๆ พร้อมทั้งเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถทำรายได้เข้าสู่ประเทศในแต่ละปีเป็นจำนวนนับแสนล้านบาท โดยในปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมนี้สามารถทำรายได้เข้าประเทศถึง 2.54 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ไทยต้องผชิญกับภาวะการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น เฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศคู่แข่งที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนที่อยู่ในระดับต่ำกว่าเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาด ทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยต้องมีการปรับตัวโดยเน้นการเสริมสร้างศักยภาพการออกแบบและพัฒนา พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพการผลิต ตลอดจนลดการสูญเสียจากการผลิตด้วยการยกระดับเทคโนโลยีการผลิต และพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อเพิ่มศักภาพในการแข่งขันของผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยให้สามารถเติบโตต่อไปได้ในระยะยาว
ตลาดชิ้นส่วน OEMรับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ
การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยในปัจจุบัน ครอบคลุมรายการชิ้นส่วนต่างๆ มากมาย ได้แก่ ชิ้นส่วนเครื่องยนต์ ชิ้นส่วนระบบกันสะเทือนและเบรก ชิ้นส่วนตัวถัง ชิ้นส่วนระบบขับเคลื่อนและถ่ายทอดกำลัง ชิ้นส่วนตกแต่งภายใน และชิ้นส่วนอุปกรณ์ระบบไฟฟ้า เป็นต้น โดยทั่วไปแล้วผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จะมีตลาดในการจัดจำหน่ายชิ้นส่วนอยู่ 2 ตลาดหลัก ได้แก่
1. ตลาดชิ้นส่วนเพื่อนำไปใช้ประกอบยานยนต์ (Original Equipment Market : OEM) โดยผู้ผลิตต้องผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ป้อนให้กับรถยนต์และจักรยานยนต์รุ่นใหม่ๆ สำหรับค่ายยานยนต์ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยเพื่อประกอบยานยนต์ส่งออกและจำหน่ายในประเทศ ซึ่งเป็นการผลิตตามคำสั่งซื้อโดยมีการกำหนดจำนวนคำสั่งซื้อเบื้องต้นไว้ล่วงหน้าและในแต่ละครั้งจะมีจำนวนการสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการยานยนต์มีอำนาจในการเจรจาต่อรองราคากับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตยานยนต์ต่ำลง นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากผู้ประกอบการยานยนต์ในเรื่องของคุณภาพและระยะเวลาในการส่งมอบชิ้นส่วน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างแรงกดดันให้กับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต เพื่อให้ได้ชิ้นส่วนที่มีคุณภาพมาตรฐานอย่างสม่ำเสมอและเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง
ทั้งนี้ความต้องการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ในกลุ่มนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณการผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของผู้ประกอบการยานยนต์ที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2550 มีปริมาณการผลิตรถยนต์จำนวน 488,200 คัน ลดลงร้อยละ 1.9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการผลิตเพื่อการส่งออก 251,924 คัน เพิ่มขึ้น 12.68% และเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 236,276 คัน ลดลง 13.8% ในขณะที่ การผลิตรถจักรยานยนต์มีปริมาณ 1,370,773 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 9.77% ตามภาวะการซบเซาของตลาดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในประเทศ อันเป็นผลจากการชะลอการตัดสินใจซื้อยานยนต์ของผู้บริโภคที่ไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ความผันผวนของราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น และเหตุการณ์ความไม่สงบในเขตกรุงเทพมหานครและพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้
2. ตลาดชิ้นส่วนทดแทนหรืออะไหล่ทดแทน (Replacement Equipment Market : REM) เป็นตลาดชิ้นส่วนอะไหล่เพื่อการทดแทนชิ้นส่วนเดิมที่เสียหรือสึกหรอตามสภาพการใช้งาน ซึ่งชิ้นส่วนแต่ละชิ้นจะมีอายุการใช้งานที่แตกต่างกัน ผู้ผลิตที่ทำการผลิตเพื่อป้อนให้กับตลาดทดแทนนี้มีทั้งผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก จึงทำให้ชิ้นส่วนที่ผลิตได้นั้นมีคุณภาพที่หลากหลายทั้งอะไหล่แท้ อะไหล่ปลอม และอะไหล่เทียม ซึ่งจะทำการจัดจำหน่ายให้กับศูนย์บริการอะไหล่ของค่ายยานยนต์ต่างๆ โดยปกติศูนย์บริการจะมีการจัดเก็บสต็อกอะไหล่ทดแทนไม่มากนัก จะเน้นเก็บเฉพาะอะไหล่ที่ใช้ในการซ่อมยานยนต์บ่อยครั้งเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังมีการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายเข้าไปในร้านค้าอะไหล่ทั่วประเทศ ตลอดจนอู่ซ่อมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ทั้งนี้ ความต้องการใช้ชิ้นส่วนในตลาดทดแทนนี้ ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ยานยนต์ภายในประเทศ ซึ่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2550 รวมทั้งสิ้น 1,027,749 คัน โดยแบ่งเป็นจำนวนรถยนต์ 306,942 คัน และจำนวนรถจักรยานยนต์ 720,807 คัน จากจำนวนรถยนต์และจักรยานยนต์จดทะเบียนสะสมที่มีอยู่เดิม ณ ธันวาคม 2549 อยู่ที่ระดับ 23,532,103 คัน ซึ่งยานยนต์ที่ได้จดทะเบียนใหม่เหล่านี้ จะมีส่วนทำให้ปริมาณการใช้ยานยนต์ภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น อันจะมีผลให้ความต้องการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ในตลาดทดแทนขยายตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วยในอนาคต
ส่งออก..ยังขยายตัว
อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยได้มีการขยายการลงทุนและมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสามารถผลิตชิ้นส่วนให้มีความหลากหลาย ตลอดจนมีคุณภาพและมาตรฐานการผลิตอยู่ในระดับที่ผู้ผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ระดับโลกยอมรับ ทำให้สามารถส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศต่างๆได้เพิ่มขึ้น โดยการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2550 มีมูลค่าการส่งออกรวมทั้งสิ้น 111,972.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.55% โดยจำแนกเป็นชิ้นส่วนรถยนต์มูลค่า 102,943.85 ล้านบาท และชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์มูลค่า 9,028.55 ล้านบาท เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกชิ้นส่วนเป็นรายผลิตภัณฑ์แล้ว พบว่าชิ้นส่วนที่มีมูลค่าการส่งออกสูงสุด คือ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบและส่วนประกอบ มูลค่า 22,867.49 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 20% ของมูลค่าการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ทั้งหมด ตลาดส่งออกที่สำคัญได้แก่ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และอินเดีย ส่วนมูลค่าการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์รองลงมาได้แก่ ยางยานพาหนะ ส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ ชุดสายไฟรถยนต์ และหม้อแบตเตอรี่และส่วนประกอบ ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม การส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาค่าเงินบาท ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง โดยเฉพาะต้องเผชิญกับคู่แข่งอย่างจีน อินเดีย และเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า
JTEPA กับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทย
ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น(Japan-Thailand Economic Partnership) ได้กำหนดให้สินค้าชิ้นส่วนยานยนต์(เฉพาะที่นำเข้ามาใช้ประกอบรถยนต์หรือOriginal Equipment Manufacturing(OEM)) ซึ่งปัจจุบันไทยมีอัตราภาษีนำเข้าอยู่ที่ร้อยละ 15-30 โดยกำหนดให้รายการที่มีอัตราภาษีเกินร้อยละ 20 ลดภาษีเหลือร้อยละ 20 ทันที ให้คงภาษีไว้ 5 ปี และยกเลิกในปีที่ 6 ส่วนรายการที่มีอัตราภาษีเท่ากับหรือต่ำกว่าร้อยละ 20 ให้คงอัตราภาษีไว้ที่อัตราเดิม 5 ปี และยกเลิกในปีที่ 6 เช่นกัน ขณะที่ กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีความอ่อนไหวง่าย เพราะความสามารถในการแข่งขันไม่มากพอ เช่น เครื่องยนต์และชิ้นส่วนเครื่องยนต์ ได้กำหนดให้คงอัตราภาษีไว้ที่อัตราเดิมเป็นเวลา 7 ปี และยกเลิกในปีที่ 8
การลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วนยานยนต์ดังกล่าว จะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ให้สามารถนำเข้าชิ้นส่วนคุณภาพดีในราคาที่ลดลง ซึ่งจะช่วยให้การผลิตรถยนต์มีต้นทุนที่ต่ำลง ขณะที่ ผลกระทบในระยะยาว จะทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนของไทยต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันที่มีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากญี่ปุ่นได้ชื่อว่าเป็นประเทศผู้นำในการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ระดับโลกประเทศหนึ่ง
นอกจากนี้ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนสัญชาติญี่ปุ่นส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์เข้ามาในไทยมากขึ้น และเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตชิ้นส่วนในไทยลดลง ส่งผลให้ไทยขาดโอกาสในการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและไม่สามารถผลิตชิ้นส่วนหลักสำคัญที่มีมูลค่าเพิ่มสูงหรือใช้เทคโนโลยีขั้นสูงได้ อย่างไรก็ตาม การปรับลดภาษีให้ลงเหลือ 0% เป็นการปรับลดแบบมีระยะเวลา ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ประเภท OEM มีระยะเวลาในการปรับตัว โดยการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตชิ้นส่วนให้มีคุณภาพสูงขึ้น และมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันกับชิ้นส่วนที่นำเข้าจากญี่ปุ่น และพร้อมสำหรับการแข่งขันเสรีในระบบโลกาภิวัฒน์ต่อไป
แนวโน้ม
การส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ในปี 2550 คาดว่า จะมีมูลค่าประมาณ 2.8 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10% เนื่องจากชิ้นส่วนยานยนต์ไทยที่ผลิตได้มีคุณภาพสูงเทียบเท่าระดับมาตรฐานสากลและเป็นที่ยอมรับในตลาดโลกมากขึ้น รวมถึงการได้รับอานิสงส์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างไทย-ออสเตรเลีย ไทย-นิวซีแลนด์ และข้อตกลงทางการค้าเสรีอาเซียน(AFTA) ตลอดจนการได้รับแรงสนับสนุนจากทางสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และกรมส่งเสริมการส่งออกในการจัดงานแสดงสินค้าชิ้นส่วนยานยนต์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะมีส่วนช่วยขยายตลาดส่งออกได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยลบสำคัญซึ่งจะฉุดรั้งการขยายตัวของภาคการส่งออกให้ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้เบื้องต้น ได้แก่ การแข็งค่าขึ้นของเงินบาท ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนที่พึ่งพาตลาดส่งออกเป็นหลัก โดยเฉพาะตลาดอะไหล่ทดแทน อันจะทำให้ไม่สามารถปรับเพิ่มราคาจำหน่ายขึ้นได้ เพราะอาจจะส่งผลต่อการเปลี่ยนคู่ค้าในตลาดต่างประเทศได้ ขณะเดียวกัน ยังต้องเผชิญกับภาวะการแข่งขันด้านราคาที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นจากประเทศคู่แข่งรายใหม่ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในตลาดโลกมากขึ้นอย่างเวียดนาม นอกเหนือจากคู่แข่งหลักอย่างจีนและอินเดียซึ่งมีแหล่งวัตถุดิบและต้นทุนแรงงานที่ถูกกว่า แม้ว่า ปัจจุบัน คุณภาพการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของจีนและอินเดียยังไม่สามารถเทียบกับคุณภาพชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยได้ แต่ก็สามารถช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดในตลาดส่งออกที่สำคัญไปได้บางส่วน และมีแนวโน้มจะขยายส่วนแบ่งตลาดให้สูงขึ้นได้อีกในอนาคตจากการเร่งพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง อันจะส่งผลให้มูลค่าการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยขยายตัวได้ยากลำบากมากขึ้น
ที่มา : ฝ่ายวิจัยธนาคารนครหลวงไทย
http://www.bangkokbiznews.com/2007/07/1 ... wsid=84833