คุณจำเดือนมกราปีนั้นได้ไหม
-
- ผู้ติดตาม: 0
คุณจำเดือนมกราปีนั้นได้ไหม
โพสต์ที่ 1
ผมจำไม่ได้ว่าวันที่ 5 หรือ ปล่าว ปี 37 หรือ 38 นี่แหละ
ดัชนีไปสูงสุดที่ 1700 จากนั้น ................
ผมไม่แน่ใจว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่
ขอให้โชคดี PTT
ดัชนีไปสูงสุดที่ 1700 จากนั้น ................
ผมไม่แน่ใจว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่
ขอให้โชคดี PTT
- ปรัชญา
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 18252
- ผู้ติดตาม: 0
คุณจำเดือนมกราปีนั้นได้ไหม
โพสต์ที่ 2
ปีนั้นจำได้ว่า...
เปิดมา พวกก็ขายอย่างเดียว
ดัชนีหยุกยืนแล้วก็ลงหยุดยืนแล้วก็ลง
จาก1พัน7ร้อยกว่าจุดมันกินเวลาเดนทางลงเกือบ7ปี
ที่ลงลูกเดียว ทำให้เศรษฐีเป็นยาจกไปหลายๆๆคน
เลยทำให้วันนี้..............มีเศรษฐีใหม่ หลายๆคน
สมัยนั้นมีแต่นักเก็งกำไร ร้อยละ99%
ปัจจุบันผมคาดว่า คงมีนักเก็งกำไร80%
เพราะมีการพัฒนาจากหนังสือของท่าน ดร.นิเวศน์และชุมชนเวปนี้
ที่หันมาถือหุ้นปันผลกันมากขึ้น นักลงทุนหน้าใหม่ๆก็เก่ง
ดูงบการเงินเป็น ดูข่าวทั่วโลก และคาดการอุตสาหกรรม
แต่.....
(ผมไม่ชอบคำพูดที่ว่า...PTT 300ยังน้อยไปที่ท่านนายกพูดตามข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ไม่รู้ว่าท่านพูดเองหรือนักข่าวเขียนเอง ไม่ชอบคำนี้เอาจริงๆ ถึงแม้ว่าอนาคตมันจะวิ่งกันเกินกว่า300บาท จะเอาอะไรแน่นอนบนความไม่แน่นอน)
เปิดมา พวกก็ขายอย่างเดียว
ดัชนีหยุกยืนแล้วก็ลงหยุดยืนแล้วก็ลง
จาก1พัน7ร้อยกว่าจุดมันกินเวลาเดนทางลงเกือบ7ปี
ที่ลงลูกเดียว ทำให้เศรษฐีเป็นยาจกไปหลายๆๆคน
เลยทำให้วันนี้..............มีเศรษฐีใหม่ หลายๆคน
สมัยนั้นมีแต่นักเก็งกำไร ร้อยละ99%
ปัจจุบันผมคาดว่า คงมีนักเก็งกำไร80%
เพราะมีการพัฒนาจากหนังสือของท่าน ดร.นิเวศน์และชุมชนเวปนี้
ที่หันมาถือหุ้นปันผลกันมากขึ้น นักลงทุนหน้าใหม่ๆก็เก่ง
ดูงบการเงินเป็น ดูข่าวทั่วโลก และคาดการอุตสาหกรรม
แต่.....
(ผมไม่ชอบคำพูดที่ว่า...PTT 300ยังน้อยไปที่ท่านนายกพูดตามข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ไม่รู้ว่าท่านพูดเองหรือนักข่าวเขียนเอง ไม่ชอบคำนี้เอาจริงๆ ถึงแม้ว่าอนาคตมันจะวิ่งกันเกินกว่า300บาท จะเอาอะไรแน่นอนบนความไม่แน่นอน)
-
- ผู้ติดตาม: 0
คุณจำเดือนมกราปีนั้นได้ไหม
โพสต์ที่ 4
เป็นวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๓๗ อย่างแน่นอนที่สุดครับ
ต่างชาติเทขายแบบฆ่าล้างคอกนักลงทุนท้องถิ่น
ที่กำลังฝันสีทองถึงดัชนี ๒๐๐๐ จุด
ไม่มีนักวิเคราะห์แม้แต่คนเดียว ที่ส่งสัญญาณเตือนภัยแมลงเม่าไทย
ทุกคนยึดติดอยู่กับจีดีพีที่พุ่งกระฉูด
ที่สำคัญที่สุดคือ
ตอนนั้นตลาดฯยังไม่มีรายงานนักลงทุนแยกรายกลุ่มแบบวันต่อวัน
ผ่านไปเกือบเดือน แมลงเม่าไทยจึงเริ่มช็อค
ประวัติศาสตร์คงไม่ซ้ำรอยสิบปีที่แล้ว
แต่สัญญาณเตือนภัยแบบพื้นๆ บ่งบอกมาหลายวันแล้ว
ต่างชาติเทขายแบบฆ่าล้างคอกนักลงทุนท้องถิ่น
ที่กำลังฝันสีทองถึงดัชนี ๒๐๐๐ จุด
ไม่มีนักวิเคราะห์แม้แต่คนเดียว ที่ส่งสัญญาณเตือนภัยแมลงเม่าไทย
ทุกคนยึดติดอยู่กับจีดีพีที่พุ่งกระฉูด
ที่สำคัญที่สุดคือ
ตอนนั้นตลาดฯยังไม่มีรายงานนักลงทุนแยกรายกลุ่มแบบวันต่อวัน
ผ่านไปเกือบเดือน แมลงเม่าไทยจึงเริ่มช็อค
ประวัติศาสตร์คงไม่ซ้ำรอยสิบปีที่แล้ว
แต่สัญญาณเตือนภัยแบบพื้นๆ บ่งบอกมาหลายวันแล้ว
-
- ผู้ติดตาม: 0
คุณจำเดือนมกราปีนั้นได้ไหม
โพสต์ที่ 5
อ่านแล้วรู้สึกถึงสัญญาณอำมหิต จริงๆครับ แต่ผมว่ารัฐบาลเอื้ออาทรนี้คงช่วยเหลือนักลงทุนไม่ปล่อยให้ฝรั่งมารังแกหรอก
คนใหญ่คนโตในนี้หลายคนเป็นนักเล่นหุ้นระดับเซียนกันทั้งนั้น
(อย่าให้เกิดเลยโอมเพี้ยง !!!!)
คนใหญ่คนโตในนี้หลายคนเป็นนักเล่นหุ้นระดับเซียนกันทั้งนั้น
(อย่าให้เกิดเลยโอมเพี้ยง !!!!)
-
- ผู้ติดตาม: 0
คุณจำเดือนมกราปีนั้นได้ไหม
โพสต์ที่ 6
ตอนนั้นฝรั่งมีหุ้นในมือเยอะ แล้วลากขึ้นมานานแล้วด้วย แต่ตอนนี้หุ้นในมือฝรั่งเหลือน้อย เหตุการณ์แบบนั้นคงไม่เกิดนะครับ
-
- ผู้ติดตาม: 0
คุณจำเดือนมกราปีนั้นได้ไหม
โพสต์ที่ 7
ผมว่า โลกเราไม่ได้ DESIGN ให้คนส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จ (ทางวัตถุ) นะครับ ฉะนั้นการที่คนส่วนใหญ่ได้กำไรกันถ้วนหน้าไม่น่าจะเป็นไปได้ในระยะยาวครับ มันเป็นแค่เหตุการณ์ชั่วคราวซึ่งทำให้หลายๆคนหลงผิดคิดว่ามันเป็นแนวโน้ม ตอน NASDAQ ขึ้นแรงๆ คนก็ได้กำไรกันมากๆทั้งนั้น ( แถมยังโจมตี WARREN BUFFETT ว่าเป็นนักลงทุนหลงยุคอีกต่างหาก) แต่พอ NASDAQ ตก มีใครครับที่สามารถรักษาความมั่งคั่งนั้นไว้ได้ ตอนต้นปี 2000 ตอนที่ตลาดหุ้นอเมริกาสูงๆ มีการสำรวจพบว่า นักลงทุนคาดว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า 18 % ต่อปีตลอดช่วงหลายปีข้างหน้า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการตกต่ำของตลาดครับ
-
- ผู้ติดตาม: 0
คุณจำเดือนมกราปีนั้นได้ไหม
โพสต์ที่ 8
และเมื่อหวนคิดถึงเดือนมกรา ปี 2538 ผมยังจำได้ขึ้นใจว่า มีนักวิชาการตลาดหุ้นที่มีชื่อเสียงมากท่านหนึ่งเขียนคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ว่า จะมีเศรษฐีร้อยล้าน พันล้าน เกิดขึ้นมากมาย ( ที่ผมจำได้ เพราะผมก็พลอยเคลิ้มไปกับบทความนั้นด้วย ) แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็น...............เมื่อไรที่ทุกคนคิดว่า ตัวเองสามารถทำกำไรได้ ความตกต่ำอาจกำลังจะมาเยือน
-
- ผู้ติดตาม: 0
คุณจำเดือนมกราปีนั้นได้ไหม
โพสต์ที่ 9
ปรัชญา เขียน:
(ผมไม่ชอบคำพูดที่ว่า...PTT 300ยังน้อยไปที่ท่านนายกพูดตามข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ไม่รู้ว่าท่านพูดเองหรือนักข่าวเขียนเอง ไม่ชอบคำนี้เอาจริงๆ ถึงแม้ว่าอนาคตมันจะวิ่งกันเกินกว่า300บาท จะเอาอะไรแน่นอนบนความไม่แน่นอน)
เห็นใน eFinancialThai เค้าเอา set call คุณณัฐวุฒิมาลง
เค้าบอกว่า 300 น่ะ PTTEP ครับ ไม่ใช่ PTT ...
แต่ผมก็เข้าใจว่าเป็น PTT เหมือนกับทุกคนนั่นแหละครับ
ไม่รู้แกฟังผิดหรือ พวกเราฟังผิดกันแน่
-
- Verified User
- โพสต์: 627
- ผู้ติดตาม: 0
คุณจำเดือนมกราปีนั้นได้ไหม
โพสต์ที่ 10
จาก ข่าวไทรัฐ --เงาหุ้น
วันที่ 29.12.03
คุณ ประเสริฐ บุณสัมพันธ์ MD -Ptt ออกมารับลูกของนายก ในงานครบรอบ 25 ปี ของ Ptt ว่า ราคา Ptt มากกว่า 300 บาทแน่ในปี 2004
ดังนั้น พนักงานที่ถืออยู่ ไม่ต้องรีบร้อนขายออกมา
วันที่ 29.12.03
คุณ ประเสริฐ บุณสัมพันธ์ MD -Ptt ออกมารับลูกของนายก ในงานครบรอบ 25 ปี ของ Ptt ว่า ราคา Ptt มากกว่า 300 บาทแน่ในปี 2004
ดังนั้น พนักงานที่ถืออยู่ ไม่ต้องรีบร้อนขายออกมา
ควรลงทุนอย่างรอบคอบ ในหุ้นดีและราคาไม่แพง ครับ
- CEO
- Verified User
- โพสต์: 1243
- ผู้ติดตาม: 0
คุณจำเดือนมกราปีนั้นได้ไหม
โพสต์ที่ 11
ขอเรียนถามท่านผุ้รู้ที่อยู่ในเหตการณ์ครับว่า เขาลากหุ้นอะไรกันบ้างครับในการทำดัชนีให้สูงๆ หรือว่ามันขึ้นทั้งกระดานแบบไม่มีตัวนำแบบวันนี้ครับ
อย่างเช่นวันนี้ตัวนำอันดับหนึ่งคือ PTT สมัยนั้นคือตัวไหนครับที่นำขึ้นมา
ขอบคุณครับ
อย่างเช่นวันนี้ตัวนำอันดับหนึ่งคือ PTT สมัยนั้นคือตัวไหนครับที่นำขึ้นมา
ขอบคุณครับ
การซื้อกิจการอาจไม่ใช่การเทคโอเวอร์ และการเทคโอเวอร์ ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าซื้อหุ้น..
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
คุณจำเดือนมกราปีนั้นได้ไหม
โพสต์ที่ 13
สมัยนั้นขึ้นเกือบยกกระดานเลยครับ ช่วง ต.ค. ถึง ธ.ค. นี้ วันไหนไม่มีห้นใน Port ชนเพดาน รับรองบ่นทั้งวันครับ สมัยนั้นเพดานที่ 10% ครับ
ผมมี ADVANC ซื้อที่ 300 บาท ถือไม่ถึงปีราคาไปถึง 1200 บาทครับ พวกธนาคาร ไฟแนน อสังหา สื่อสาร พลังงาน พวกนี้แหละครับ ลองไปดกราฟซิครับ
ผมมี ADVANC ซื้อที่ 300 บาท ถือไม่ถึงปีราคาไปถึง 1200 บาทครับ พวกธนาคาร ไฟแนน อสังหา สื่อสาร พลังงาน พวกนี้แหละครับ ลองไปดกราฟซิครับ
- Mon money
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 3134
- ผู้ติดตาม: 0
คุณจำเดือนมกราปีนั้นได้ไหม
โพสต์ที่ 14
ผมคิดคล้ายๆกับคุณอรินมากครับ ไม่ใช่เพราะกราฟหรอกครับ ต่างชาติกลับมาเห็นว่ามันไปมากแล้ว ก็ขายออก คนส่วนใหญ่ได้กำไรแล้วเห็นน่ากลัวก็ขายออก VIเห้นว่า PEสูงมากแล้วขายออก นักเก็งกำไรเข้าออกตลอดอยู่แล้วยิ่งไปกันใหญ่
อาจไม่เป้นอย่างที่คิดก็ได้แต่ผมมักคิดสวนทางกับชาวบ้านเขาครับ
อาจไม่เป้นอย่างที่คิดก็ได้แต่ผมมักคิดสวนทางกับชาวบ้านเขาครับ
- CEO
- Verified User
- โพสต์: 1243
- ผู้ติดตาม: 0
คุณจำเดือนมกราปีนั้นได้ไหม
โพสต์ที่ 16
ถึงตอนนี้ผู้รู้ยังไม่มีใครเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดออกมาเลย
แต่ผมมีข้อสังเกตเล็กๆ
ตอนนี้เงินเดือนคนทำงานบริษัทที่นั่งตำแหน่งเดียวกันในบริษัทที่คล้ายๆกันในอุตสาหกรรมเดียวกับผมตอนนี้ยังได้เงินเดือนน้อยกว่าตอนที่ผมนั่งอยู่ใน ปี 2537 ครับก่อนที่ผมจะเกษียณตัวเองในปี 2538
ไม่ต้องไปดูอินเด็กซ์ต่างๆให้วุ่นวาย
ใครที่ไม่เคยทำงานไปแล้วถอยออกมานั่งมองจากภายนอกคงยังไม่ทราบครับ
แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่อยากให้พวกเราประมาทครับ
แต่ผมมีข้อสังเกตเล็กๆ
ตอนนี้เงินเดือนคนทำงานบริษัทที่นั่งตำแหน่งเดียวกันในบริษัทที่คล้ายๆกันในอุตสาหกรรมเดียวกับผมตอนนี้ยังได้เงินเดือนน้อยกว่าตอนที่ผมนั่งอยู่ใน ปี 2537 ครับก่อนที่ผมจะเกษียณตัวเองในปี 2538
ไม่ต้องไปดูอินเด็กซ์ต่างๆให้วุ่นวาย
ใครที่ไม่เคยทำงานไปแล้วถอยออกมานั่งมองจากภายนอกคงยังไม่ทราบครับ
แต่อย่างไรก็ตาม ก็ไม่อยากให้พวกเราประมาทครับ
แก้ไขล่าสุดโดย CEO เมื่อ เสาร์ ม.ค. 03, 2004 1:03 am, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.
การซื้อกิจการอาจไม่ใช่การเทคโอเวอร์ และการเทคโอเวอร์ ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าซื้อหุ้น..
- Golden Stock
- Verified User
- โพสต์: 615
- ผู้ติดตาม: 0
คุณจำเดือนมกราปีนั้นได้ไหม
โพสต์ที่ 18
ผมคิดว่าระบบเศรษฐกิจไทยยังคงเป็นขาขึ้นอยู่ ดังนั้น ตลาดหุ้นก็ยังคงจะเป็นไปในทิศทางเดียวเช่นกัน
สำหรับเศรษฐกิจไทยที่ว่าจะมีอัตราการเติบโตร้อยละ 8 ในปีหน้าก็มีความเป็นไปได้สูง
ก็เนื่องมาจากมาตรการที่ทางรัฐบาลใช้ และโครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งจากภาครัฐ และเอกชน
และเมื่อคืนดูรายการทีวีหนึ่ง ที่คุณสนธิแสดงความเห็นที่ว่าปีหน้าจะมีการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น
ทั่วประเทศนั้น จะมีการใช้เงินสำหรับการนี้ไม่ต่ำกว่าสองหมื่นล้านบาท ซึ่งเงินตรงนี้มีการหมุนเวียน
ก็จะทำให้มีการทวีคูณเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า ดังนั้นการเติบโตที่ร้อยละ 8 จึงไม่น่าจะใช่เรื่องยากจนเกิน
ไป
สรุปว่ามองในช่วง 2 ปีข้างหน้า ผมคิดว่าระบบเศรษฐกิจไทยยังคงยังมีการเติบโตอยู่ แต่ทว่าก็ต้อง
ระวังในเรื่องของฟองสบู่ ที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องเป็นฟองสบู่ที่ทางการสามารถควบคุม หรือจัดการได้
ระบบเศรษฐกิจไทยก็จะเป็นขาขึ้นไปอีกหลายปี
สำหรับเศรษฐกิจไทยที่ว่าจะมีอัตราการเติบโตร้อยละ 8 ในปีหน้าก็มีความเป็นไปได้สูง
ก็เนื่องมาจากมาตรการที่ทางรัฐบาลใช้ และโครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งจากภาครัฐ และเอกชน
และเมื่อคืนดูรายการทีวีหนึ่ง ที่คุณสนธิแสดงความเห็นที่ว่าปีหน้าจะมีการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น
ทั่วประเทศนั้น จะมีการใช้เงินสำหรับการนี้ไม่ต่ำกว่าสองหมื่นล้านบาท ซึ่งเงินตรงนี้มีการหมุนเวียน
ก็จะทำให้มีการทวีคูณเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า ดังนั้นการเติบโตที่ร้อยละ 8 จึงไม่น่าจะใช่เรื่องยากจนเกิน
ไป
สรุปว่ามองในช่วง 2 ปีข้างหน้า ผมคิดว่าระบบเศรษฐกิจไทยยังคงยังมีการเติบโตอยู่ แต่ทว่าก็ต้อง
ระวังในเรื่องของฟองสบู่ ที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องเป็นฟองสบู่ที่ทางการสามารถควบคุม หรือจัดการได้
ระบบเศรษฐกิจไทยก็จะเป็นขาขึ้นไปอีกหลายปี
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
คุณจำเดือนมกราปีนั้นได้ไหม
โพสต์ที่ 19
ผมว่าการที่เราแน่ใจว่าเศรษฐกิจปี 2547 จะโต 8% และปี 2548 โต 10% จะทำให้ห้นในปี 2547 และ 2548 ขึ้นต่อไปนั้น ผมอยากจะบอกว่าคงจะง่ายไปครับ
ถ้าเป็น VI เราลงทนในตัวบริษัทและพิจารณาที่มลค่าตามปัจจัยพื้นฐานเป็นหลักในการพิจารณาลงทน
การที่ห้นขึ้นมากว่าเท่าตัวในปี 2546 (ดัชนีตลาดนะครับ แต่บางบริษัทขึ้นมามากกว่าซะอีก) โดยเฉพาะที่ขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือนหลังๆ จะไม่ได้ขึ้นมารับการเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2547 และ 2548 แล้วหรือครับ
อีกทั้งการพิจารณาโดยเปรียบเทียบกับ P/E ของประเทศอื่นๆนั้น เราร้ถึงรายละเอียดในการคำนวณ P/E ของแต่ละประเทศไหมครับ เช่น ของประเทศเรามีการรวมกำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้ หรือ รายการพิเศษต่างๆด้วยหรือไม่
อีกประการสัดส่วนของบริษัทในแต่ละอตสาหกรรมในแต่ละตลาดนั้นเหมือนกันหรือไม่ เช่น บางประเทศสัดส่วนบริษัทส่วนใหญ่อาจจะอย่ในอตสาหกรรมที่มีอัตราเติบโตสง P/E ตลาดนั้นก็ย่อมสง ในขณะที่บางตลาดบริษัทส่วนใหญ่อาจจะอย่ในอตสาหกรรมที่เติบโตช้า P/E ตลาดนั้นก็ควรที่จะต่ำกว่า
ถ้าจะเปรียบเทียบ P/E ของแต่ละประเทศที่มีโครงสร้างไม่เหมือนกัน ก็เปรียบเสมือนกับการเปรียบ P/E ของแต่ละอตสาหกรรมนะครับ
ผมว่าเราควรที่จะพิจารณาให้ละเอียด มากว่าข้อมลข่าวดีหรือบทวิเคราะห์หยาบๆ เราควรที่จะพิจารณาในแต่ละบริษัทมากกว่านะครับ ดัชนีจะเท่าไรจะไปสนใจทำไหมครับ ห้นปลายปีวิ่งมากมาย แต่จะมีซักกี่คนที่กำไรครับ จริงไหมครับเพื่อนๆ
ถ้าเป็น VI เราลงทนในตัวบริษัทและพิจารณาที่มลค่าตามปัจจัยพื้นฐานเป็นหลักในการพิจารณาลงทน
การที่ห้นขึ้นมากว่าเท่าตัวในปี 2546 (ดัชนีตลาดนะครับ แต่บางบริษัทขึ้นมามากกว่าซะอีก) โดยเฉพาะที่ขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือนหลังๆ จะไม่ได้ขึ้นมารับการเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2547 และ 2548 แล้วหรือครับ
อีกทั้งการพิจารณาโดยเปรียบเทียบกับ P/E ของประเทศอื่นๆนั้น เราร้ถึงรายละเอียดในการคำนวณ P/E ของแต่ละประเทศไหมครับ เช่น ของประเทศเรามีการรวมกำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้ หรือ รายการพิเศษต่างๆด้วยหรือไม่
อีกประการสัดส่วนของบริษัทในแต่ละอตสาหกรรมในแต่ละตลาดนั้นเหมือนกันหรือไม่ เช่น บางประเทศสัดส่วนบริษัทส่วนใหญ่อาจจะอย่ในอตสาหกรรมที่มีอัตราเติบโตสง P/E ตลาดนั้นก็ย่อมสง ในขณะที่บางตลาดบริษัทส่วนใหญ่อาจจะอย่ในอตสาหกรรมที่เติบโตช้า P/E ตลาดนั้นก็ควรที่จะต่ำกว่า
ถ้าจะเปรียบเทียบ P/E ของแต่ละประเทศที่มีโครงสร้างไม่เหมือนกัน ก็เปรียบเสมือนกับการเปรียบ P/E ของแต่ละอตสาหกรรมนะครับ
ผมว่าเราควรที่จะพิจารณาให้ละเอียด มากว่าข้อมลข่าวดีหรือบทวิเคราะห์หยาบๆ เราควรที่จะพิจารณาในแต่ละบริษัทมากกว่านะครับ ดัชนีจะเท่าไรจะไปสนใจทำไหมครับ ห้นปลายปีวิ่งมากมาย แต่จะมีซักกี่คนที่กำไรครับ จริงไหมครับเพื่อนๆ
- คัดท้าย
- Verified User
- โพสต์: 2917
- ผู้ติดตาม: 0
คุณจำเดือนมกราปีนั้นได้ไหม
โพสต์ที่ 20
ขอบคุณพี่ฉัตรชัย ที่ให้ความรู้เรื่อง P/E ของประเทศครับ เพราะผมเองก็สงสัยมานาน ขนาด P/E ของบริษัทยังหลอกกันได้ขนาดนี้ P/E ของประเทศยิ่งจะไม่มีอะไรที่หมกเม็ดได้มากมายเหรอครับ ก็สงสัยมานานเหมือนกันครับ 

The crowd, the world, and sometimes even the grave, step aside for the man who knows where he's going, but pushes the aimless drifter aside. -- Ancient Roman Saying
-
- ผู้ติดตาม: 0
คุณจำเดือนมกราปีนั้นได้ไหม
โพสต์ที่ 21
การวิเคราะห์ผมชอบที่จะมองจากภาพใหญ่มาก่อน แล้วจึงมาเจาะในรายละเอียดของแต่ละส่วนอีกที
ตามทฤษฎี มีความเชื่อว่าระบบใหญ่ประกอบด้วยระบบย่อยๆ และระบบย่อยจะมีความเชื่อม
โยงสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ซึ่งก็จะออกมาเป็นภาพรวมของทั้งหมด คือถ้าระบบใหญ่แย่ ระบบย่อยส่วนใหญ่ก็
แย่ด้วย หรือตรงกันข้ามถ้าระบบใหญ่ดี ก็หมายความว่าระบบย่อยส่วนใหญ่ดีไปด้วย
ก็เหมือนกับบริษัทที่ถือเป็นระบบย่อยหรือหน่วยหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ ถ้าหากว่าบริษัทส่วนใหญ่ใน
ระบบเศรษฐกิจมีผลประกอบการดี ก็หมายถึงว่าระบบเศรษฐกิจมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น และถ้าหากว่า
บริษัทประกอบธุรกิจขาดทุนเป็นส่วนใหญ่ ก็หมายความว่าภาพรวมของระบบเศรษฐกิจออกมาไม่ดี
ซึ่งก็จะแสดงออกมาใน real sector ,labour sector ,monetary sector ,foreign sector ซึ่งแต่ละ sectors จะ
มีความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กัน เมื่อ sector ใดเกิดความไม่สมดุลขึ้น ก็จะส่งผลไปยัง sector อื่นๆ ด้วยเช่นกัน
ก็อยากให้ดูเหตุการณ์ในอดีตเป็นกรณีศึกษาครับ วิกฤตเศรษฐกิจของไทยที่ผ่านมาเป็นอย่างไร แล้วนำหลัก
ทฤษฎีมาจับดู (ว่า sectors ใดเสียสมดุล แล้วมีผลกระทบต่อ sectors อื่นอย่างไรบ้าง)
แล้วนำมาพิจารณาถึงภาพข้างหน้าว่าน่าจะเป็นไปแบบไหน อย่างไร
ทว่าในระบบย่อยก็ยังมีส่วนน้อยหรือบางส่วนที่สามารถทำผลงานออกมาได้ดีกว่าระบบโดยรวม ซึ่งตรง
จุดนี้ ถ้ามองในแง่ของการลงทุน ก็ต้องมีการคัดเลือกแต่ละบริษัท
ก็เป็นความเห็นส่วนตัวแบบคร่าวๆ (ไม่ต้องการเจาะในรายละเอียดมากนัก) โดยเน้นการมองภาพรวม แล้วจึง
มองส่วนย่อย ซึ่งใครจะเห็นไม่เหมือนกันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกครับ เนื่องจากทฤษฎีๆ มีมากมายหลายสำนัก
ทั้งที่เห็นเหมือนกัน และเห็นต่างกัน
ตามทฤษฎี มีความเชื่อว่าระบบใหญ่ประกอบด้วยระบบย่อยๆ และระบบย่อยจะมีความเชื่อม
โยงสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ซึ่งก็จะออกมาเป็นภาพรวมของทั้งหมด คือถ้าระบบใหญ่แย่ ระบบย่อยส่วนใหญ่ก็
แย่ด้วย หรือตรงกันข้ามถ้าระบบใหญ่ดี ก็หมายความว่าระบบย่อยส่วนใหญ่ดีไปด้วย
ก็เหมือนกับบริษัทที่ถือเป็นระบบย่อยหรือหน่วยหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ ถ้าหากว่าบริษัทส่วนใหญ่ใน
ระบบเศรษฐกิจมีผลประกอบการดี ก็หมายถึงว่าระบบเศรษฐกิจมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น และถ้าหากว่า
บริษัทประกอบธุรกิจขาดทุนเป็นส่วนใหญ่ ก็หมายความว่าภาพรวมของระบบเศรษฐกิจออกมาไม่ดี
ซึ่งก็จะแสดงออกมาใน real sector ,labour sector ,monetary sector ,foreign sector ซึ่งแต่ละ sectors จะ
มีความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กัน เมื่อ sector ใดเกิดความไม่สมดุลขึ้น ก็จะส่งผลไปยัง sector อื่นๆ ด้วยเช่นกัน
ก็อยากให้ดูเหตุการณ์ในอดีตเป็นกรณีศึกษาครับ วิกฤตเศรษฐกิจของไทยที่ผ่านมาเป็นอย่างไร แล้วนำหลัก
ทฤษฎีมาจับดู (ว่า sectors ใดเสียสมดุล แล้วมีผลกระทบต่อ sectors อื่นอย่างไรบ้าง)
แล้วนำมาพิจารณาถึงภาพข้างหน้าว่าน่าจะเป็นไปแบบไหน อย่างไร
ทว่าในระบบย่อยก็ยังมีส่วนน้อยหรือบางส่วนที่สามารถทำผลงานออกมาได้ดีกว่าระบบโดยรวม ซึ่งตรง
จุดนี้ ถ้ามองในแง่ของการลงทุน ก็ต้องมีการคัดเลือกแต่ละบริษัท
ก็เป็นความเห็นส่วนตัวแบบคร่าวๆ (ไม่ต้องการเจาะในรายละเอียดมากนัก) โดยเน้นการมองภาพรวม แล้วจึง
มองส่วนย่อย ซึ่งใครจะเห็นไม่เหมือนกันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกครับ เนื่องจากทฤษฎีๆ มีมากมายหลายสำนัก
ทั้งที่เห็นเหมือนกัน และเห็นต่างกัน
-
- ผู้ติดตาม: 0
คุณจำเดือนมกราปีนั้นได้ไหม
โพสต์ที่ 22
อีกอย่างผมชอบกระทู้นี้ซึ่งมีการแสดงความเห็นที่เป็นประโยชน์มากครับ
พอดีช่วงปีใหม่ได้หยุดงานหลายวัน ก็เลยมีเวลามานั่งพิมพ์พอสมควร
ก็ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุนในปี 2547 และปีต่อๆ ได้ครับ
พอดีช่วงปีใหม่ได้หยุดงานหลายวัน ก็เลยมีเวลามานั่งพิมพ์พอสมควร
ก็ขอให้ทุกท่านโชคดีในการลงทุนในปี 2547 และปีต่อๆ ได้ครับ
-
- ผู้ติดตาม: 0
คุณจำเดือนมกราปีนั้นได้ไหม
โพสต์ที่ 23
อ่านเรื่องการเปรียบเทียบ PE ของคุณ Chatchai
เพิ่งเข้าใจปรัชญา เรื่อง PE ครับ
ตอนแรกก็สงสัยมานาน คำอธิบายวันี้ ทำให้เข้าใจทันทีครับ
ขอบคุณครับ
เพิ่งเข้าใจปรัชญา เรื่อง PE ครับ
ตอนแรกก็สงสัยมานาน คำอธิบายวันี้ ทำให้เข้าใจทันทีครับ
ขอบคุณครับ
- ayethebing
- Verified User
- โพสต์: 2125
- ผู้ติดตาม: 0
คุณจำเดือนมกราปีนั้นได้ไหม
โพสต์ที่ 24
ฤา ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย เนี่ย
ยังงี้ผมว่าต้องรอแรงซื้อจากฝรั่งลูกเดียว ถ้ารายย่อยเล่นกันเอง ก้อถล่มกันเองละครับ
พักฐานซะละมั้ง คราวนี้
ยังงี้ผมว่าต้องรอแรงซื้อจากฝรั่งลูกเดียว ถ้ารายย่อยเล่นกันเอง ก้อถล่มกันเองละครับ
พักฐานซะละมั้ง คราวนี้
-
- ผู้ติดตาม: 0
คุณจำเดือนมกราปีนั้นได้ไหม
โพสต์ที่ 27
ขอแจมหน่อยครับ จำได้แม่นก็คือ 5 มกราคม 2537 เพราะว่าก่อนหยุดยาวไปเที่ยว เห็นหุ้นขึนแรง ๆ ทุกวัน ก็เลยนึกย้อนหลังถึงวันนั้น
จำได้ว่าถือหุ้นประมาณ 10 ตัว ในเดือนธันวา 36 ตอนนั้นซิลลิ่งที่ 10เปอร์เซนต์ หุ้นที่ผมมีลิ่งทุกตัว ทุกวัน ตัวอย่างเช่น TATL, SVI ฯลฯ กำไรวันละ 5/6 แสนบาท และไม่เคยยอมขายเลย จนเปิดปีใหม่วันทำงานวันแรก ก็คือ 4 มค หุ้นก็ยังขึ้นต่อ แต่วันที่ 5 มค 37 เช้ารู้สึกยังขึ้นอยู่ แต่บ่ายลงแบบแก๊สระเบิด รายย่อยตายเป็นเบือ ผมเองก็ไม่ยอมขาย จากกำไรมาก เป็นขาดทุน
เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนก่อนไปเที่ยว ก็คิดถึงเรื่องนี้ ก็เลยขายบางส่วนทำกำไร แต่ก็ยังตามตลาดตอนอยู่ต่างประเทศ ก็เห็นมันขึ้นวันละ 10 กว่าจุด รวมทั้งเมื่อวาน ใจหนึ่งก็อยากขาย ก็เพราะคิดย้อนหลังถึงต้นปี 37 แต่ก็ไม่ได้ขาย โชคยังดีหุ้นในพอร์ตวันนี้ ก็ยังเขียวหลายตัว สลับแดง ก็เลยไม่เจ็บตัวเท่าไร
แต่เมื่อมาเห็นวันนี้ ไม่ผิดจาก 5 มค 2537 เลยครับ ผมเชื่อว่ารายย่อยวันนี้ คงย่อยยับมากทีเดียว
หวังว่าสภาวะวันนี้ น่าจะดีกว่าปี 37 มาก โดยเฉพาะดอกเบี้ยยังถูกอยู่ และเศรษฐกิจโลกโดยรวม ก็น่าจะดีขึ้นมากในปีนี้ และหุ้นในมือฝรั่ง ก็น่าจะมีไม่มาก ผมเชื่อว่าฝรั่งยังคงต้องกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทย เพราะ fundamental โดยรวมยังดีมาก และยังให้ผลตอบแทนได้ดี เพียงแต่ว่าทุกคนต้องมองว่าควรลงทุนอย่างไร ณ จุดใหน
ผมเชื่อว่าเป็นการปรับฐานช่วงสั้นจากที่ขึ้นมาแรง ๆ ถึง 799 จุด แต่ก็ขึ้นอยู่ว่าจะปรับฐานถึงไหน และนานกี่วัน
ผมว่าเหตุการณ์ปี 36/37 และวันนี้ น่าจะสอนให้เราได้ลงทุนอย่างถูกต้อง และไม่คิดเข้าข้างตัวเองตลอดเวลาว่าหุ้นต้องขึ้นทุกวัน ต้องไม่โลภ และอย่าห่วงเรื่องขายหมู มีหุ้นดี ๆ ในตลาดให้ลงทุนตั้งมากมาย โชคดีทุกคนครับ
จำได้ว่าถือหุ้นประมาณ 10 ตัว ในเดือนธันวา 36 ตอนนั้นซิลลิ่งที่ 10เปอร์เซนต์ หุ้นที่ผมมีลิ่งทุกตัว ทุกวัน ตัวอย่างเช่น TATL, SVI ฯลฯ กำไรวันละ 5/6 แสนบาท และไม่เคยยอมขายเลย จนเปิดปีใหม่วันทำงานวันแรก ก็คือ 4 มค หุ้นก็ยังขึ้นต่อ แต่วันที่ 5 มค 37 เช้ารู้สึกยังขึ้นอยู่ แต่บ่ายลงแบบแก๊สระเบิด รายย่อยตายเป็นเบือ ผมเองก็ไม่ยอมขาย จากกำไรมาก เป็นขาดทุน
เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนก่อนไปเที่ยว ก็คิดถึงเรื่องนี้ ก็เลยขายบางส่วนทำกำไร แต่ก็ยังตามตลาดตอนอยู่ต่างประเทศ ก็เห็นมันขึ้นวันละ 10 กว่าจุด รวมทั้งเมื่อวาน ใจหนึ่งก็อยากขาย ก็เพราะคิดย้อนหลังถึงต้นปี 37 แต่ก็ไม่ได้ขาย โชคยังดีหุ้นในพอร์ตวันนี้ ก็ยังเขียวหลายตัว สลับแดง ก็เลยไม่เจ็บตัวเท่าไร
แต่เมื่อมาเห็นวันนี้ ไม่ผิดจาก 5 มค 2537 เลยครับ ผมเชื่อว่ารายย่อยวันนี้ คงย่อยยับมากทีเดียว
หวังว่าสภาวะวันนี้ น่าจะดีกว่าปี 37 มาก โดยเฉพาะดอกเบี้ยยังถูกอยู่ และเศรษฐกิจโลกโดยรวม ก็น่าจะดีขึ้นมากในปีนี้ และหุ้นในมือฝรั่ง ก็น่าจะมีไม่มาก ผมเชื่อว่าฝรั่งยังคงต้องกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทย เพราะ fundamental โดยรวมยังดีมาก และยังให้ผลตอบแทนได้ดี เพียงแต่ว่าทุกคนต้องมองว่าควรลงทุนอย่างไร ณ จุดใหน
ผมเชื่อว่าเป็นการปรับฐานช่วงสั้นจากที่ขึ้นมาแรง ๆ ถึง 799 จุด แต่ก็ขึ้นอยู่ว่าจะปรับฐานถึงไหน และนานกี่วัน
ผมว่าเหตุการณ์ปี 36/37 และวันนี้ น่าจะสอนให้เราได้ลงทุนอย่างถูกต้อง และไม่คิดเข้าข้างตัวเองตลอดเวลาว่าหุ้นต้องขึ้นทุกวัน ต้องไม่โลภ และอย่าห่วงเรื่องขายหมู มีหุ้นดี ๆ ในตลาดให้ลงทุนตั้งมากมาย โชคดีทุกคนครับ
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
คุณจำเดือนมกราปีนั้นได้ไหม
โพสต์ที่ 28
การคำนวณ P/E ของตลาดนั้นแย่ก็ที่ผมคิดอีกครับ คราวนี้ทราบจะหมดความเชื่อถือข้อมลต่างๆของทางการเลย
แบบนี้การคำนวณยอดการนำเข้า ส่งออก ดลการค้า ดลบัญชีเดินสะพัด ดลการชำระเงิน อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ GDP หนี้ของรัฐบาล หนี้ NPL และ NPA ของถาบันการเงินต่างๆ และข้อมลอีกมากมาย ผมจะเชื่อดีไหมครับ การคำนวณมีอะไรพิศดารล้ำลึกอีกหรือเปล่า ช่างแต่งตัวเลขเก่งจริงๆ
เปรียบเสมือนทำงบกำไรขาดทน ลงแต่รายได้ ไม่ลงรายจ่ายเลยครับ สงสัยจะเป็นเงินลงทนซะหมด ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเลย เก่งจริงๆครับ
แบบนี้การคำนวณยอดการนำเข้า ส่งออก ดลการค้า ดลบัญชีเดินสะพัด ดลการชำระเงิน อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ GDP หนี้ของรัฐบาล หนี้ NPL และ NPA ของถาบันการเงินต่างๆ และข้อมลอีกมากมาย ผมจะเชื่อดีไหมครับ การคำนวณมีอะไรพิศดารล้ำลึกอีกหรือเปล่า ช่างแต่งตัวเลขเก่งจริงๆ
เปรียบเสมือนทำงบกำไรขาดทน ลงแต่รายได้ ไม่ลงรายจ่ายเลยครับ สงสัยจะเป็นเงินลงทนซะหมด ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายเลย เก่งจริงๆครับ
-
- ผู้ติดตาม: 0
คุณจำเดือนมกราปีนั้นได้ไหม
โพสต์ที่ 30
ให้Volume มันนิ่งๆซะหน่อยเถอะ พอทุบๆทำๆจนได้ที่ คนซื้อน้อยๆ เดี๋วยมันก็เข้ามาซื้อเองแหละ ขืนทำตอนนี้ มูลค่าการซือขาย 5-6 หมื่นล้านต้นทุนแพงตายเลย เป็นผม ผมก็ไม่เข้ามาทำราคานะ เชื่อเถอะยังไงก็ไม่ใช่ขาลง ทำไมพับฐานแค่อาทิตย์เดียงอารมณ์ตลาดไม่น่าเปลี่ยนเร็วเลยนะ