หน้า 1 จากทั้งหมด 1

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: พุธ มี.ค. 28, 2007 10:30 pm
โดย ปรัชญา
เห็นมีวอลุ่มแปลกๆ  นี่หุ้นวิหรือเปล่า
ขนาดติด  CM  ยังซื้อซะขนาดนี้
ใครเข้าไปซื้อบ้างขอเสียงหน่อย  วู้ๆๆๆ


SCNYL : บริษัทไทยพาณิชย์นิวยอร์คไลฟ์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)



มันดียังไง  อิอิ

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: พุธ มี.ค. 28, 2007 10:33 pm
โดย Reminiscence of 3 Dogs
ต้องถามผู้ถือหุ้นใหญ่แถวๆนี้ท่านนึงครับ
พึ่งเห็นในกระทู้ก่อนหน้านี้

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. มี.ค. 29, 2007 12:08 am
โดย miracle
มีอยู่ไม่กี่คนที่มาครับพี่ปรัชญา
ประชุมกันวันศุกร์ที่ 27 /04/2550

สภาพคล่องคอน้อยมากๆ
กลุ่มประกันภัย ไม่ค่อยมีคนสนใจครับ
แต่ถ้าใครมองทะลุล่ะกันก็มีหุ้นแบบเต่าที่กลายร่างเป็นกระต่ายทุกปีน่าครับ

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. มี.ค. 29, 2007 12:44 am
โดย Reminiscence of 3 Dogs
คุณพี่วรพ...จะไม่แสดงตัวหน่อยเหรอครับ  8)

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. มี.ค. 29, 2007 8:49 am
โดย artvr4
เป็นแต่ลูกค้าเค้าน่ะครับ

น่าจะมีสมนาคุณ เป็นหุ้นให้ลูกค้าบ้าง 100 หุ้นก็ยังดี

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. มี.ค. 29, 2007 11:31 pm
โดย miracle
เพิ่งอ่าน รายงานประจำปีของTHRE(อ่านไปครึ่งหนึ่ง) ความหนา 98 หน้า
(ส่งมาเป็นCDรายงานนี้ไปนั่งพิมพ์ออกมาอ่านว่ามีอะไรบ้างที่น่าสนใจ)

รายงานดังกล่าว ได้บอกว่า อัตราการขยายตัวของธุรกิจประกันชีวิตปีที่แล้วประมาณ 4 % ส่วนประกันภัย 5%

และบริษัทประกันชีวิตไม่ค่อยส่งเบี้ยประกันภัยต่อเท่าไร เก็บเบี้ยประกันไว้ที่บริษัทประมาณ 89% ส่งที่เหลือส่งต่อให้ ซึ่งที่ส่งให้น้อยเนื่องจากคาดการได้

:)

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: ศุกร์ มี.ค. 30, 2007 5:45 pm
โดย Ryuga
เพิ่งเข้ามาอ่านครับ ไม่รู้ว่าพูดกันเรื่องนี้(หัวเรื่องไม่ sense ง่ะ) เห็นตั้งแต่ขายหุ้นเพิ่มทุนราคาพาร์ต้นปี 48 ก็ดูดีขึ้นเพราะเร่งขายกรมธรรม์ใหม่พรวดๆ ยอดขายเบี้ยเยอะกว่าเงินสำรอง+กรมธรรม์จ่ายทำให้กำไรพุ่งพรวดตาม เป็นผลดีระยะสั้นเนื่องจากการเร่งขายกรมธรรม์ใหม่นั่นแลเพราะคนที่เพิ่งทำยังมีชีวิตอยู่ดีมีสุขหาได้รีบร้อนไปเฝ้ายมบาลไม่  :twisted:  พอร์ตลงทุนของเขาเป็นพันธบัตรซะเกือบ 90% อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 4 ปลายๆ 5 ต้นๆ (บางไตรมาส) ซึ่งก็ไม่ได้ดูดีอะไรนัก ถ้าคนที่ทำกรมธรรม์มอดม้วยมรณาก่อนครบยี่สิบปีเยอะก็จะซวยครับ ปีที่ผ่านมาเริ่มจ่ายภาษีไปแล้ว ปีนี้ก็อาจดีขึ้นอีกหน่อย แต่ราคาปัจจุบันก็ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: ศุกร์ มี.ค. 30, 2007 5:49 pm
โดย Ryuga
สัญญาณซื้อน่าจะเริ่มตั้งแต่ตอนที่ขายหุ้นเพิ่มทุนถัดมากำไรก็พลิก ไม่ได้ตามไปดูผู้บริหาร หรือ Biz-plan น่ะครับ ใครรู้ช่วยบอกที  :bow:

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: ศุกร์ มี.ค. 30, 2007 8:42 pm
โดย worapong
[quote="Ryuga"]สัญญาณซื้อน่าจะเริ่มตั้งแต่ตอนที่ขายหุ้นเพิ่มทุนถัดมากำไรก็พลิก ไม่ได้ตามไปดูผู้บริหาร หรือ Biz-plan น่ะครับ ใครรู้ช่วยบอกที

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: ศุกร์ มี.ค. 30, 2007 9:10 pm
โดย Ryuga
ขอบคุณครับ ไม่ทันคิด (ฮิ ฮิ  :lol: ) แต่รู้สึกว่าเริ่มเปิดกระทู้ตอนที่หุ้นมา 50 แล้ว แล้วก็ขึ้นไป 70 ในเดือนเดียว งบกำไรพลิกออกตอนพฤษภา/48 แต่ราคาทะลุ 20 ก็กรกฎา ไม่รู้ว่าใครเข้าไปดักไว้ก่อนตั้งแต่ยังไม่ 20 บ้างครับ สุดยอดไปเลย  :cheers:

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: ศุกร์ มี.ค. 30, 2007 9:34 pm
โดย Reminiscence of 3 Dogs
[quote="Ryuga"]ไม่รู้ว่าใครเข้าไปดักไว้ก่อนตั้งแต่ยังไม่ 20 บ้างครับ สุดยอดไปเลย

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: ศุกร์ มี.ค. 30, 2007 11:09 pm
โดย miracle
ต้องนับถือพี่วรพ...ในการขุดหุ้นตัวนี้ครับ
ขุดมาจากไหนก็ไม่ทราบครับ
เพราะตัวนี้ติดCMมานานมากแล้วด้วย
เล่นกันที่ต้องเคาะกันตอนCall marketอย่างเดียว
เล่นเอาเหนื่อยน่าครับ

ไปคุยกันต่อที่ร้อยคนร้อยหุ้นได้ครับ
ชอบขุดแล้วลืมประจำเลย ขี้ลืม
ฮิฮิ

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: เสาร์ มี.ค. 31, 2007 2:33 pm
โดย Ryuga
ขออภัยในความรู้น้อยของผมด้วยเถิด ต้องมาถอนคำพูดเสียแล้ว (ฮี่ ฮี่  :mrgreen: )

SCNYL เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ หากตั้งต้นจากผลประกอบการที่ย่ำแย่ขาดทุนในปี 43 อันส่งผลให้บริษัทเกือบล้มละลาย และนำไปสู่การเพิ่มทุนราคาพาร์ 1.5 หุ้นเดิมต่อ 1 เมื่อถึงสิ้นปีส่วนผู้ถือหุ้นก็เพิ่มขึ้นมากกว่าเงินเพิ่มทุนเนื่องจากบริษัทรับรู้กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าเงินลงทุนเข้าในส่วนทุนเพิ่มขึ้น 252 ล้าน

ต่อมาอีก 3 ปี บริษัทก็แสดงความเป็นเต่าแก่ๆ ให้เห็น มันไม่มีอะไรโดดเด่นเลยนอกเสียจากยอดเบี้ยประกันรับที่สูงขึ้นเรื่อยๆ และอัตราส่วนทุนต่อสินทรัพย์ที่ต่ำลงเรื่อยๆ จาก 16.4% เมื่อสิ้นปี 44 ก็ลงมาเหลือ 13.5% 10.2% และ 3.6% ในปี 45-47 ตามลำดับ หนี้ที่สูงนั้นไม่ได้เป็นปัญหาอะไรเพราะเกือบทั้งหมดเป็นเงินสำรองประกันชีวิตทั้งสิ้น (ในไตรมาสล่าสุดอยู่ที่ 94.5% ของหนี้สินรวม) แต่การที่บริษัทจะเพิ่มทุนรึไม่เห็นทีต้องรบกวนท่านพี่ miracle มาให้ความกระจ่าง (แอบพาดพิง แหะ แหะ  :lol:  เพื่อท่านพี่จะได้ไม่ปฏิเสธ)

ถ้าเทียบกันระหว่างการมียอดทุนต่อสินทรัพย์สูงๆ แต่ไม่มีกำไร กับยอดทุนต่อสินทรัพย์ต่ำแต่มีกำไรเยอะ อย่างหลังย่อมดีกว่า หากคิดจะเพิ่มทุนราคาพาร์อีกสักรอบก็คงไม่น่าเกลียดอะไรหรอกถึงอย่างไรการไม่จ่ายเงินปันผลนั้นมันก็ยังดีกว่าการเพิ่มทุนเป็นไหนๆ

ขอยกตัวอย่างความเป็นกระทิงของบริษัทจากข้อมูล 2 ปีล่าสุดมาประกอบ (ไม่มีตัวเลขใดเป็นลบเลย)

(1) รายรับ
(2) เบี้ย
(3) เบี้ย-เงินสำรอง
(4) เบี้ย-เงินสำรอง+รายรับอื่น
(5) เบี้ย-เงินสำรอง+รายรับอื่น-กรมธรรม์จ่าย
(6) เบี้ย-เงินสำรอง+รายรับอื่น-กรมธรรม์จ่าย-ค่าจ้างค่าบำเหน็จค่าใช้จ่ายรับประกัน

            Q1/48      Q2/48      Q3/48      Q4/48       Q1/49       Q2/49      Q3/49     Q4/49
(1)       +82.5%    +56.8%    +38.2%    +37.5%    +17.0%    +12.3%    +18.1%    +21.4%
(2)       +82.9%    +55.5%    +36.2%    +34.8%    +14.3%      +8.8%    +15.6%    +19.3%
(3)       +63.5%    +34.4%    +39.4%    +41.1%    +26.8%    +35.9%    +37.4%    +37.9%
(4)       +64.8%    +39.6%    +44.0%    +47.1%    +32.2%    +40.7%    +40.4%    +39.6%
(5)       +77.0%    +39.5%    +35.3%    +35.1%    +10.5%    +14.7%    +29.0%    +40.3%
(6)       +52.8%    +94.0%   +151.5%   +86.4%    +75.1%    +38.3%    +42.5%    +39.5%

ในปี 48 ยอดรายรับทั้งปีเพิ่มขึ้น 51.0% ในขณะที่ปี 49 เพิ่มขึ้นเพียง 17.3% แตกต่างจากกำไรสุทธิปี 49 ที่เพิ่มขึ้นถึง 65.2% จึงยืนยันคำกล่าวของผมที่ว่ากำไรของบริษัทเพิ่มพรวดพราดในระยะสั้นเนื่องจากบริษัทขยายฐานเบี้ยประกันรับอย่างรวดเร็วในขณะที่เงินสำรองและกรมธรรม์จ่ายโตตามไม่ทันดังข้อมูล 8 ไตรมาสล่าสุด ส่วนที่เหลือก็มาจากต้นทุนการดำเนินงานต่อหน่วยที่ต่ำลง

บริษัทขยายฐานสินทรัพย์จาก 4,000 ล้านขึ้น 20,000 ล้านภายในเวลา 13 ไตรมาสเท่านั้น คิดเป็นอัตราการเติบโตสูงถึง 64.1% แบบทบต้นต่อปี ถ้าราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้น 5 เท่าจาก 16 บาท ไป 80 บาท ก็ดูสมเหตุสมผล แต่การเพิ่มขึ้นอีก 5 เท่าถัดไป จาก 20,000 ล้าน ขึ้นไปที่ 100,000 ล้านจะเกิดขึ้นในเวลาเท่าเดิมรึไม่

มันคงจะเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไปเสียแล้ว หากมันเกิดขึ้นเช่นนั้นจริง AIA กับเมืองไทยประกันฯ คงจะหันมามองหน้ากันเองจากนั้นก็แยกย้ายกันไปทำฮาราคีรีโทษฐานที่นอนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็นปล่อยให้ SCNYL หยิบชิ้นปลามัน 80,000 ล้าน ไปกินเองซะหมด สมมติฐานที่น่าจะเป็นไปได้มากกว่าแต่อนุรักษ์นิยมมากเกินไปด้วยก็คือแทนที่ฐานสินทรัพย์จะเพิ่มขึ้นในอัตราเท่าเดิม มันอาจจะเพิ่มขึ้นในปริมาณเท่าเดิมนั่นคือจาก 20,000 ล้าน ไปที่ 36,000 ล้าน ใน 13 ไตรมาสถัดไปซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตทบต้น 19.8% ต่อปี

ณ ระดับราคาหุ้นที่ยืนต่ำกว่า 20 บาท มาเป็นเวลานานนับตั้งแต่ที่บริษัทเพิ่มทุนราคาพาร์เมื่อปี 44 หากใครถือหุ้นผ่านช่วงนั้นก็จะขาดทุนค่าเสียโอกาสอย่างแรงจากกระทิงปี 46 แต่แล้วบริษัทก็พลิกสถานะจากการเป็นเต่าแก่ๆ มาสู่การเป็นกระต่ายหนุ่มๆ การเปลี่ยนแปลงนั้นชัดเจนในปี 47 แม้จะยังขาดทุนอยู่ก็ตาม แต่การที่กำไรของบริษัทเกิดพลิกตั้งแต่ Q1/48 นั่นถือเป็นสัญญาณซื้อสำหรับคนที่ไม่ได้เกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่ต้นอย่างท่าน worapong และ ท่านลูกอีสาน เมื่อถึง Q1/49 ขาดทุนสะสมก็หมดไปซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มตั้งกระทู้ในร้อยคนร้อยหุ้น(รู้สึกจะเริ่มช้าไปเล็กน้อย) จากนั้นเรื่องราวของบริษัทก็ดูดีขึ้นเรื่อยๆ

การประเมินราคาหุ้นจาก P/E P/B นั้นไร้สาระมาตั้งแต่ต้นแม้แต่ตอนนี้ก็เช่นกัน มันเป็นภาพลวงตาสำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจบริษัทลึกซึ้ง พอร์ตลงทุนปริมาณมากนั้นถูกค้ำไว้อีกฟากด้วยเงินสำรองประกันชีวิต(มันจึงยังไม่ใช่ของผู้ถือหุ้น) ฉะนั้นสิ่งที่ผู้ถือหุ้นจะได้จึงมาจากรายรับรวมลบด้วยเงินสำรอง กรมธรรม์จ่าย และต้นทุนกรมธรรม์ การประเมินจากกระแสเงินสดรับจากการดำเนินงานจึงถูกต้องกว่า

ปี47-48 นั้น บริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อพอร์ตลงทุนที่ 4% ปลายๆ มาปี 49 นี้เองจึงเพิ่มขึ้นเป็น 5% ต้นๆ ย้อนไปเมื่อสิ้นปี 47 กระแสเงินสดรับจากการดำเนินงานอยู่สูงกว่าราคาหุ้นถึง 4 เท่า หากคิดง่ายๆ จากอัตราผลตอบแทนที่ 5% แต่ได้ส่วนลดถึง 75%

อัตราผลตอบแทนประมาณการตั้งต้นจะเท่ากับ 5%*1/(1-0.75) = 20%
อัตราผลตอบแทนประมาณการรวมจึงเท่ากับ 20% บวกด้วย[อัตราการเติบโตของพอร์ตลงทุน*อัตราผลตอบแทนจากพอร์ตลงทุน]

นั่นเป็นสำหรับผู้ที่ได้ไปซื้อหุ้นเขาไว้ก่อน แต่สำหรับราคาปัจจุบันที่ 0.8 เท่าของกระแสเงินสดรับจากการดำเนินงาน

อัตราผลตอบแทนประมาณการตั้งต้นจะเท่ากับ 5%*1/(1-0.2) = 6.25%
อัตราผลตอบแทนประมาณการรวมจึงเท่ากับ 6.25% บวกด้วย[อัตราการเติบโตของพอร์ตลงทุน*อัตราผลตอบแทนจากพอร์ตลงทุน]นับจากนี้เป็นต้นไป

ณ สิ้นปี 49 บริษัทมีพอร์ตลงทุนที่ 88.3% ของสินทรัพย์ และองค์ประกอบของพอร์ตเป็นพันธบัตรถึง 89.0% หุ้นกู้ 10.2%

บริษัทจะสร้างอัตราการเติบโตของสิมทรัพย์ทบต้นต่อปีสูงๆ อย่างต่อเนื่องได้หรือไม่ เพราะฐานสินทรัพย์ที่ใหญ่ขึ้นย่อมกีดขวางการเติบโตมากๆ เป็นธรรมชาติโดยตัวเอง ในปีล่าสุด ยอดรายรับก็เพิ่มเพียง 17.3% เท่านั้น การที่เจ้าใหญ่ในตลาดเสียท่าให้ SCNYL ไปแล้วใน 13 ไตรมาสที่ผ่านมา ไม่ได้หมายความว่าในเวลาที่เท่ากันนับจากนี้เขาจะยอมเสียซ้ำสอง

กระแสเงินสดรับจากการดำเนินงาน
ปี 47 = 3,460 ล้าน
ปี 48 = 5,680 ล้าน     +64%
ปี 49 = 6,220 ล้าน     +9.5%

ในปี 48 นับเป็นจุดพลิกจริงๆ และปี 49 ก็ชะลอลง โดยทั่วไปกระแสเงินสดรับจากการดำเนินงานจะไม่มีแนวโน้มถดถอยเว้นเสียแต่ว่าลูกค้าของบริษัทจะทยอยไปเฝ้าพระอินทร์กันมากเป็นพิเศษ ด้วยการประมาณการที่อนุรักษ์นิยม ผมคาดการอัตราผลตอบแทนขั้นต่ำจาก SCNYL ได้ที่ 14.8% แบบทบต้นต่อปี นั่นหมายความว่าราคาหุ้นรวมเงินปันผลขั้นต่ำจะยืนระดับเหนือ 300 บาท ในอีก 10 ปีข้างหน้า เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมต้องถอนคำพูดที่ว่า ราคาหุ้นปัจจุบันของบริษัทไม่ค่อยน่าสนใจ เป็น น่าสนใจในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้มาชี้นำให้ซื้อหุ้นเขาเพียงแต่มาแก้ไขสิ่งผิดพลาดที่ได้กล่าวไปจากการนั่งเทียนเอาเองเมื่อวานโดยไม่ได้ดูข้อมูลให้ชัดเจนก่อน หากบริษัทเป็น GEICO ผมคงไม่มีอะไรมาแย้ง แต่หากการเติบโตของเบี้ยประกันรับหยุดลงเมื่อไหร่ นอกจากเงินจ่ายกรมธรรม์จะไม่หยุดตามแล้ว ความเป็นจริงก็จะกลับมาอีกด้วยว่าบริษัทสร้างอัตราผลตอบแทนจากพอร์ตลงทุนได้เพียง 5% ต่อปี กรณีของ SCNYL ทำให้ผมนึกถึง DCC ที่เคยช้ำๆ มาก่อนเหมือนกันแต่ก็พลิกมาสร้างตำนานหุ้น 10,000% จนเป็นที่ประจักษ์ การที่ SCNYL พลิกสถานะจากหุ้นช้ำๆ มาเป็นหุ้นแจ่มๆ นั้นน่าสนใจมากทีเดียว ถ้าไม่เป็นการรบกวน ก็อยากให้ท่านผู้รู้กล่าวถึง Biz-model ของบริษัทในกระทู้ของท่านพี่มนด้วยเพราะผมก็ไม่อยากให้กระทู้ดีๆ ต้องตกไปหน้าหลังน่ะครับ (ฮี่ ฮี่  :mrgreen: )

หมายเหตุ : ข้อความด้านบนผมเว้นจุดอ่อนให้โจมตีไว้ เพื่อจะได้มาโพสกันต่อ (อิ อิ  :ep: )

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: เสาร์ มี.ค. 31, 2007 3:18 pm
โดย Ryuga
ยังอุตส่าห์พิมพ์เกินอีก  :oops:  ไทยประกันเป็นเมืองไทยประกันไปซะได้  :oops:

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: เสาร์ มี.ค. 31, 2007 5:42 pm
โดย miracle
ดูในงบการเงินเห็นบรรทัดในส่วนของผู้ถือหุ้น
มีการจัดจำหน่ายหุ้นไม่เติมจำนวนเลยไม่รู้ว่าจะเอาไว้ทำไม
หรือว่าได้ใช่ในยามจำเป็น

ซึ่งการเพิ่มทุนหรือไม่ ต้องดูที่สัดส่วนของเงินกองทุนของบริษัท (เหมือนธนาคาร) จุดนี้จะดีกว่าธนาคารที่ว่ามีกฏหมายอยู่แล้วในของมันเอง

จุดนี้คงจะไม่ต้องวิตกว่ามันจะเพิ่มทุน
กังวลกลัวว่ามันจะออกจากตลาดมากกว่าเพราะมันCMมายาวนานมากๆแล้ว

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: เสาร์ มี.ค. 31, 2007 5:53 pm
โดย Ryuga
เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ ไม่แต่ชาว VI เท่านั้นหรอกที่สังเกตเห็น SCB ก็ต้องเห็นเหมือนกัน ราคาหุ้นปัจจุบันถ้าว่าแบบสัมพัทธ์แล้วต่ำเกินไปจริงๆ จึงนับเป็นโอกาสอันยอดเยี่ยมที่เขาจะ delist  :twisted:  :twisted:  :twisted:

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: เสาร์ มี.ค. 31, 2007 9:36 pm
โดย ลูกอิสาน
พอดีเห็นคุณริวกะพูดถึงตัวเลขประมาณการของ scnyl
ซึ่งผมเพิ่งทำตัวเลขเสร็จไปหลายวันก่อน
เลยเอามาโพสต์ เผื่อจะมีประโยชน์บ้างสำหรับคนที่สนใจ..



รูปภาพ


และต้องย้ำว่าประมาณการทางการเงินใปในอนาคตนี้ ประกอบไปด้วยตัวแปรหลายตัว ซึ่งต้องเดา ไม่รับประกันความถูกต้อง แต่เป็นการเดาจากข้อมูลในอดีตที่เคยเป็นมาครับ ที่สำคัญๆเช่น

1.รายได้เบี้ยปีแรกในอนาคตของประกันสามัญคือ 2,000 ล. ของประกันสินเชื่อคือ 1,500 ล. ซึ่งน่าจะเป็นไปได้ เพราะผู้บริหารตั้งเป้าเบี้ยปีแรกรวมทั้ง 2 ประเภทปีนี้เท่ากับ 5,500 ล.

2.อัตราการต่อประกัน(renewal) 2 ปีแรก 92% ปีที่ 3 95% ปีหลังจากนั้น 100% โดยมีการจ่ายเงินประกันแค่ 7 ปี (เพราะผมคิดว่าประกันแผนนี้ขายดีที่สุด เลยใช้เป็นตัวแทน)

3.สำรองเบี้ยประกัน 56.3% ค่าสินไหม 16% ค่าคอมมิสชั่น 20% ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 10%  แน่นอนว่าตัวเลขเหล่านี้ในอนาคตอาจจะเปลี่ยนแปลง

4.ผลตอบแทนเงินลงทุน 5%





ถ้าผมคิดผิดตรงไหน ช่วยแนะนำ ท้วงติงด้วยนะครับ จะได้ไม่พาเข้ารกเข้าพง.. :lol:



ก่อนหน้านี้เคยโพสต์ตัวนี้ทำนองนี้ มีรายการนึงที่ผมไม่ได้ใส่เข้าไปคือ ภาษี แต่ครั้งนี้ผมเพิ่มไปแล้ว แต่ผลตอบแทนก็ยังน่าจะได้ 23% ต่อปีเหมือนเดิม :lol:

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: เสาร์ มี.ค. 31, 2007 9:48 pm
โดย ลูกอิสาน
ส่วนความเสี่ยงของ scnyl ที่ผมเคยโพสต์คือ

1.ผู้เอาประกันเสียชีวิตมากๆ พร้อมกัน บริษัทอาจจะเจ็งได้ครับ

ส่วนประเด็นที่ผมเพิ่งรับรู้คือ

2.หุ้นติดเครื่องหมาย cm ซึ่งตอนนี้มีข่าวว่า กลต.หรือตลาดหลักทรัพย์ไม่แน่ใจ ซึ่งเพิ่งคิดได้ว่าเครื่องหมาย cm ไม่ได้ผล ก็มีความคิดบรรเจิดว่า ให้เวลาอีก 1 ปีซื้อขายโดยไม่ติด cm ถ้าปีที่ 2 บริษัทยังทำให้หลุดเงื่อนใขไม่ได้จะ sp พักการซื้อขาย และปีที่ 3 ถ้าบริษัทยังไม่แก้ใข จะไล่ออกจากตลาด

ผมก็ไม่รู้ว่า กลต.คิดอย่างไรถึงต้องหาทางรังแกคนที่ถือหุ้น cm หลายต่อหลายครั้ง อาจจะเป็นเพราะว่าทำให้ตลาดหุ้นไทยตกคะแนนด้านการกระจายหุ้นมั้งครับ (แต่ทีการปั่นหุ้น อินไซด์ กลับไม่เข้มงวด ปล่อยให้ปั่นขึ้นไป 2-3 เท่า รายย่อยเริ่มเข้าแล้ว ประกาศห้าม net ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครเสียหาย เอวัง :roll: )

เข้าเรื่องก็คือ ถ้ากฎนี้ออกมาจริง ผมคิดว่าผู้ถือหุ้นใหญ่ scnyl จะไม่ยอมขายหุ้นเพื่อให้หลุด cm อาจจะทำเสนอซื้อ ซึ่งผมคิดว่าคงสูงกว่าราคาตลาดไม่มาก และสุดท้ายคงโดนไล่ออกจากตลาด ดังนั้นคนที่คิดจะซื้อ คิดให้ดีก่อนว่า คุณพร้อมจะถือหุ้นนอกตลาดหรือเปล่า :lol:

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: เสาร์ มี.ค. 31, 2007 10:27 pm
โดย juntuma
cm  นี่ อะไรครับ  ใช่สัดส่วนรายย่อยน้อยกว่ากำหนด  ของ  ตลท.ป่าวคับ  ถึงจะ  delist  ถ้าใช่นี่กี่ %  ครับ
กำลังสนใจบริษัทประกันครับ  ขอบคุณข้อมูลของพี่ ๆ  ครับ
ผมมีแต่ข้อมูลพื้น ๆ  มุมมองแบบบ้าน ๆ  นะครับ
ไทยพาณิชย์นิวยอร์คไลฟ์  นี่ขายประกันรายเดือนหักบัญชีเงินฝาก  ขายดีมากครับ  ขอยืนยัน  
ผมเห็นตัวแทนไอเอ็นจี  กับ  เอไอเอ  ยังสู้ไม่ได้เรยย์  
จึงไม่แปลกใจที่จากเต่ากลายเป็นกระต่ายหนุ่ม
ฐานมนุษย์เงินเดือนใหญ่มากนะครับ  ไอเอ็นจี  กับเอไอเอ
ตัวแทนจ้องแต่ขายเบี้ยรายปี  ออพชั่นเยอะ ๆ  จะได้เปอร์เซ็นต์สูง ๆ  ก้อเบี้ยมันแพงอ่ะ
ทุกวันนี้  ครอบครัวนึงมีประกันชีวิตกันหลายใบนะครับ  
ใบแรกอาจเป็นรายปี  ใบต่อไปถ้าเป็นก้อนอีกไม่ไหว  ถ้าผ่อนรายเดือนนี่โอเค  แม้ว่าคิดแล้วมากกว่ารายปี
ที่สำนักงานผม  แม้จะอยู่บ้านนอก  ห่างไกล  กทม.  ไม่มีสาขา
ส่งแต่ตัวแทนจาก  กทม.มาเยี่ยมปีละครั้ง  ไทยพาณิชย์กวาดเกือบเกลี้ยง
แถมไปแบ็งค์เคาน์เตอร์เชียร์ขายประกันอีก  รอดยากส์
อีกข้อนึง  ไทยประกัน  ไทยสมุทร  สาขาอยู่ใกล้ ๆ  สำนักงานผมแท้ ๆ  
ไม่เคยส่งพนักงานมาขายประกันที่  สำนักงานผมเลยครับ  แปลกจริง  
ให้คน  กทม.  มาเอาลูกค้าถึงถิ่นไปได้งัย  ผมยังงง !

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: อาทิตย์ เม.ย. 01, 2007 2:55 am
โดย miracle
ประเด็นที่สองของพี่ลูกอีสานคมมากครับ
อาจจะเป็นจริงตามที่พี่คาดเดาไว้ครับ
ถ้าหากยังCMอยู่อาจจะต้องโดนไล่ออกจากตลาดได้ครับ
แต่ทางตลาดต้องหาแนวทางออกในเรื่องนี้ด้วย
เพราะตอนนี้เหลือเจ้าSCNYLในตลาดตัวเดียวที่อยู่อุตสาหกรรมประกันชีวิต
ตัวที่อยู่ก่อนหน้าคือAACP ออกำเมื่อตอนต้นทศวรรษนี้ (ประมาณปี 2543) ครับ

ถ้าออกไปจริงๆคงจะต้องเกิดการTender
ซึ่งใครจะเป็นผู้Tenderบริษัทหรือผู้ถือหุ้นใหญ่คนไหน
เนื่องจากหุ้นในมือผู้ถือหุ้นใหญ่มีจำนวนหุ้นมากกว่า90แล้ว

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: อาทิตย์ เม.ย. 01, 2007 4:51 pm
โดย ลูกอิสาน
ขอขยายความที่โพสต์ไปนะครับ มีเพื่อนสงสัยที่ไปที่มา..


(เบี้ยรับรวม+รายได้จากการลงทุน) - ค่าใช้จ่าย = กำไร

เบี้ยรับรวม = เบี้ยประกันสามัญปีแรก + เบี้ยประกันสามัญต่ออายุ (actual-ordinary renewal) + เบี้ยประกันสินเชื่อ credit life

renewal expected คือเบี้ยประกันสามัญต่ออายุประมาณการ ในตารางคือผลรวมของเบี้ยปีที่ 2 -7

actual-ordinary renewal คือเบี้ยประกันสามัญที่ได้รับจริง ตัวเลขในปี 2548 และ 2549 นำมาจาก www.saa-thai.org   ส่วนตั้งแต่ปี 2550 ซึ่งยังไม่เกิดขึ้นจริงนำตัวเลขมากจากประมาณการ (renewal expected)



รายได้จากการลงทุน = เงินลงทุนสุทธิ x ผลตอบแทนการลงทุน ( 5% เพราะส่วนใหญ่ลงทุนในพันธบัตร)

เงินลงทุนสุทธิ = เงินลงทุนปีก่อน + เบี้ยรับสุทธิปีปัจจุบัน

เบี้ยรับสุทธิปีปัจจุบัน = เบี้ยรับรวม - ค่าคอมมิสชั่น - ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน - ค่าสินไหม  

(จะเห็นได้ว่าไม่ได้ลบสำรองเบี้ยประกัน เพราะเป็นรายจ่ายที่ไม่ได้เป็นตัวเงินจริง สำรองนี้จะบันทึกเป็นรายจ่ายในงบกำไรขาดทุน และบันทึกเป็นหนี้สินในงบดุล บริษัทประกันจะนำสำรองนี้ไปลงทุนเพื่อหาผลตอบแทน ที่วอร์เรนเรียกว่า float นั่นเอง   หรืออีกนัยนึง เบี้ยรับสุทธิปีปัจจุบัน~สำรองเบี้ยประกัน )

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: อาทิตย์ เม.ย. 01, 2007 5:09 pm
โดย ลูกอิสาน
[quote="juntuma"]cm

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: อาทิตย์ เม.ย. 01, 2007 5:33 pm
โดย miracle
CMนี้ตลาดหลักทรัพย์ไม่ชอบหรือโบรกเกอร์ไม่ชอบ
เพราะว่าซื้อขายได้น้อยครั้งทำให้ Float Freeต่ำครับ
เป็นประเด็นที่สำคัญ ทำให้ค่านายหน้าของโบรกเกอร์ได้น้อยไป

มาร์เกตติ้งอยู่ไม่ได้น่าครับ

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: จันทร์ เม.ย. 02, 2007 12:14 am
โดย Ryuga
สรุปว่าผมมาตกหลุมพรางของท่านพี่ปรัชญานั่นเอง หุ้นเค้าก็ไม่มีแต่เมื่อมาพัวพันแล้วก็เห็นจะะต้องพัวพันให้ถึงที่สุด  :mrgreen:

ผมไม่ใช่คนในวงการจึงไม่ทราบตื้นลึกหนาบางชัดเจนน่ะครับ ขอมาเรียนถามท่านพี่ miracle ถึงข้อข้องใจเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในกลุ่มธุรกิจประกันภัยบ้านเราเมื่อปีที่แล้วตอน Q3 ที่มีเรื่องของวิธีการบันทึกบัญชีเงินสำรองเบี้ยประกันภัยที่ยังไม่ตกเป็นรายได้ของบริษัท อันเป็นเหตุให้บริษัทต่างๆ ต้องแก้งบย้อนหลังกัน  ไทยรีดูเหมือนเดิม แต่อย่างทิพย บางกอก อยุธ ... ก็เปลี่ยนกันเล็กๆ น้อยๆ แต่เทเวศเดิมกำไรปี 48 มี 157 ล้าน พอแก้ใหม่เหลือ 93 ล้าน จัดว่าตกหนักเป็นพิเศษ มันเกี่ยวข้องกับความไม่มีวินัยในการประกอบธุรกิจรึเปล่าครับ ในฐานะผู้ลงทุนเราควรจะทำอย่างไรต่อไป  (ขอถามที่นี่นะครับเพราะในร้อยคนร้อยหุ้นมันเป็นสุญญากาศ)  :lol:

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: จันทร์ เม.ย. 02, 2007 1:07 pm
โดย miracle
อันนี้ไม่ชัดเจนเหมือนกันครับ
เพราะวงการประกันภัยได้อยู่แค่ช่วงแป๊บเดียวครับ
มองหาไปหามาเจอไม่กี่ตัวที่เข้าตากรรมการ
กะจะไปถามประเด็นนั้นอยู่เหมือนกันครับ

เพราะผมเปิดประเด็นนี้ในTVI ก็มีคนตอบกันน้อยมากๆ
ไปถามที่ประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทประกันภัยดีกว่าครับ
จะได้เป็นข้อเปรียบเทียบไปในตัวเลยว่า มันดีกว่าเดิมหรือแย่กว่าเดิม

บ้างครั้งต้องยอมไปถามเพราะสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ไม่รู้จริงๆ
ต้องไม่อายในการถามในสิ่งที่ไม่รู้ครับ

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: จันทร์ เม.ย. 02, 2007 2:50 pm
โดย Ryuga
miracle เขียน:บ้างครั้งต้องยอมไปถามเพราะสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ไม่รู้จริงๆ
ต้องไม่อายในการถามในสิ่งที่ไม่รู้ครับ

 :cool: เพราะผมก็ไม่รู้จริงๆ น่ะครับถึงต้องมาถามเหมือนกัน ยังไงก็ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นเขา ถือว่าถามเป็นความรู้น่ะครับ อยากรู้เหมือนกันว่าใครถือหุ้นเขาอยู่บ้าง (หมายถึง DVS)

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: จันทร์ เม.ย. 02, 2007 6:48 pm
โดย thawattt
ขอร่วมสนุกชิงรางวัลบ้างครับ อิ อิ :lol:

จากงบการเงินล่าสุดครับ

ผมมีข้อสังเกตดังนี้

1.  ค่าเบี้ยประกันภัยรับสุทธิ เพิ่มขึ้น 1253.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 14.60% แต่ทำไมเงินจ่ายตามกรมธรรม์ชีวิตในปีนี้จึงมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 730.2 ล้านบาท สูงถึง 93.11% ตรงนี้ถ้าแยกได้ชัดเจนว่า เป็นเงินจ่ายที่ครบกำหนดสัญญาตามกรมธรรมเท่าไร และเงินจ่ายที่เกิดจากภัยที่เกิดขึ้น เช่น การเสียชีวิต หรือ อุบัติเหตุเท่าไร และรายการนี้มีแนวโน้มอย่างไร

เหตุที่ผมตั้งประเด็นนี้ ผมนึกถึงธนาคาร การรับเบี้ยประกันภัยระยะยาวมานั้น มีความเสี่ยงที่สำคัญในระยะยาวเหมือนกับการให้สินเชื่อของธนาคาร ที่มีความเสี่ยงต่อ NPL ซึ่งวันนี้ยังไม่เกิด แต่ในอนาคตจะเกิดมากขึ้น ดังนั้น คณิตศาสตร์การประกันภัยจึงเป็นเรื่องสำคัญในการดูความเสี่ยงในระยะยาวครับ เผอิญเห็นตัวเลขค่าใช้จ่ายตรงนี้สูงขึ้นมามาก ก็เลยสงสัยครับ

2.  รายได้จากเงินลงทุนสุทธิเพิ่มขึ้น 323.1 ล้านบาท จากเงินลงทุน 18233 ล้านบาท  เพิ่มสูงขึ้นจากปี 48 เท่ากับ  63.20%  และส่วนใหญ่ผลตอบแทนจากการลงทุนจะเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่  โดยเงินลงทุนในหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ถือในรูปพันธบัตรจำนวน 16222 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยประมาณ 4.91%  หุ้นกู้ 1855 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยประมาณ 5.95% และเงินให้กู้ยืมสุทธิ 903 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยประมาณ 6.97% รายได้ตรงนี้คงค่อนข้างเป็นรายได้ประจำแน่นอนหากไม่มีการถอนคืนก่อนกำหนด ซึ่งคงมีความเสี่ยงในแง่ที่หากมีการถอนคืนก่อนกำหนดกรณีที่มีการเสียชีวิตหรืออุบัติภัยที่สูงขึ้น ทำให้ต้องถอนพันธบัตรก่อนกำหนด ประเด็นของผมก็คือ รายได้จากเงินลงทุนที่เก็บจากค่าเบี้ยประกัน และความเสี่ยงภัยนั้น ในระยะยาวจะเป็นอย่างไร แม้บริษัทจะมีการสำรองประกันภัยไว้มาก แต่ต้องดู Annual ว่า ความเสี่ยงภัยนั้นมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นหรือไม่ เพราะการจ่ายค่าเบี้ยประกันชีวิตเป็นการจ่ายเพื่อความคุ้มครองระยะยาว รายรับจากค่าเบี้ยประกันชีวิตจะปลอดภาระก็ต่อเมื่อครบกำหนดสัญญาแล้ว

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ หากดู De แล้ว ธุรกิจประกันชีวิตนั้น ใช้ leverage ที่สูงมาก เพราะส่วนของผู้ถือหุ้นเท่ากับ 1209 ล้านบาท แต่มีภาระหนี้สินรวม 19433 ล้านบาท หรือเท่ากับ 16.07 เท่า

ดังนั้นเวลาธุรกิจนี้หากสามารถควบคุมความเสี่ยงภัยได้มากเท่าไร ประกอบกับทำ Leverage ที่สูง ทำให้กำไรเพิ่มขึ้นมาก

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าความเสี่ยงภัยในอนาคตเกิดผิดพลาด เพราะการตรวจสุขภาพของลูกค้าไม่ดีพอ ทำให้มีความเสี่ยงภัยที่สูงขึ้น ตรงนี้อาจทำให้ประสบกับค่าใช้จ่ายในเรื่องเงินจ่ายตามกรมธรรม์ที่สูงได้ครับ

ตรงนี้ผมว่าต้องไปดูระบบบริหารความเสี่ยงว่า เขาเข้มงวดกับลูกค้าในการตรวจสุขภาพมากน้อยหรือไม่ เพราะความเสี่ยงตรงนี้เป็นจุดตายของบริษัทประกันชีวิตเลยครับ

ผมทราบว่า บริษัท AIA มีกำไรจากธุรกิจประกันชีวิตมาก เพราะมีความเข้มงวดในการตรวจสุขภาพมากขึ้น ทำให้มีความเสี่ยงภัยค่อนข้างน้อย และสามารถหาประโยชน์จากการลงทุนได้มาก

ระบบบริหารความเสี่ยงในเรื่องการตรวจสุขภาพที่เข้มงวด ทำให้มีการคัดเลือกกลุ่มลูกค้าที่มีสุขภาพดีมาทำประกันชีวิต และทำให้สถานะของบริษัท AIA ได้รับการจัดอันดับเครดิตสูงถึงระดับ AAA ติดต่อกันหลายปี เนื่องจากความเข้มงวดในเรื่องการบริหารความเสี่ยงในเรื่องดังกล่าวอย่างมากครับเพราะมีประสบการณ์ทำประกันชีวิตในประเทศไทยมานานมากครับ และมีส่วนครองตลาดเป็นอันดับ 1 มาหลายปีครับ

จุดแข็งตรงนี้ ไม่ทราบว่า บริษัท SCNYL เวลาทำประกันชีวิตมีระบบที่ดีหรือไม่ ใครเคยเป็นลูกค้าของบริษัทนี้บ้าง และไม่ทราบว่าแนวโน้มเรื่องการเสียชีวิตและอุบัติเหตุต่อจำนวนประชากรเป็นเช่นไรครับ  น่าสนใจตรงการบริหารความเสี่ยงครับ สำหรับการตลาดนั้นทำได้ดีอยู่แล้วจากเบี้ยประกันภัยรับสุทธิ ผมไม่ค่อยเป็นห่วงเท่าไรครับ  :wink:

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: จันทร์ เม.ย. 02, 2007 7:24 pm
โดย thawattt
เรื่องการดูอันดับเครดิตนั้น ในอนาคตน่าจะมีความสำคัญมากขึ้น เพราะผลตอบแทนควรเทียบกับความเสี่ยงในอนาคตด้วยว่าเป็นอย่างไร

เรื่องนี้ในอนาคตจะทำให้เราง่ายกับการดูมากขึ้น ถ้าในอนาคตจะบังคับให้บริษัทประกันชีวิตและประกันภัยเข้าสู่ระบบการจัดอันดับเครดิตเพื่อดูสถานะความมั่นคงขององค์กรครับตามข่าวนี้

แต่ผมไม่เห็นอันดับเครดิตของ SCNYLครับ แต่บริษัทไทยอื่น ๆ บางรายมีการจัดอันดับไปบ้างแล้วเหมือนกันครับ

จันทราจ้องจับ จัดเรตติ้งประกัน ลั่นขอ3ปีทำเสร็จ

กรมการประกันภัย ฝันจับบริษัทประกันภัย บริษัทประกันชีวิต จัดอันดับความน่าเชื่อถือในอีก 3 ปีข้างหน้า


นางจันทรา บูรณฤกษ์ อธิบดีกรมการประกันภัย เปิดเผยว่า กรมการประกันภัยยังไม่ทิ้งแนวคิดที่จะให้บริษัทประกันภัยและบริษัทประกันชีวิต จัดอันดับความน่าเชื่อถือด้านฐานะการเงิน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับประชาชน และส่งเสริมให้ธุรกิจทำการปรับปรุงความมั่นคงทัดเทียมกับต่างประเทศ ตามแผนแม่บทประกันภัยแห่งชาติ

ในอีก 3 ปีข้างหน้า เราจะนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง ถ้าเป็นไปได้ก็ให้จัดอันดับกันเลย นางจันทรา กล่าว

สำหรับบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันภัยในประเทศไทย ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตจากบริษัท สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ หรือเอสแอนด์พี สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ประกอบด้วย บริษัท ไทยประกันชีวิต ได้รับการจัดอันดับเครดิตอยู่ในระดับ A- สะท้อนสถานะบริษัทมีความแข็งแกร่งทางการเงินสูง ซึ่งระดับ A- เป็นอันดับเครดิตสูงสุดของธุรกิจคนไทย

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต ได้รับการจัดอันดับเครดิตจากเอสแอนด์พีอยู่ในระดับ BBB+/Stable สะท้อนสถานะบริษัทมีระดับของความมั่นคงทางการเงินดี และมีแนวโน้มอันดับเครดิตเป็นเสถียรภาพ

บริษัท นิวแฮมเชอร์ประกันภัย สาขาประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับครั้งล่าสุดจากเอสแอนด์พีอยู่ที่ระดับ AA+ มีความแข็งแกร่งทางการเงินสูง

บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ หรือ ไทยรี ได้รับการจัดอันดับที่ BBB+/Stable
นอกจากนี้ เอสแอนด์พียังได้จัดอันดับบริษัท กรุงเทพประกันภัย บริษัท ทิพยประกันภัย บริษัท ประกันคุ้มภัย บริษัท สามัคคีประกันภัย แต่ไม่แสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับความมั่นคงทางการเงิน

ทั้งนี้ การจัดอันดับเครดิตของเอสแอนด์พีจะพิจารณาจากแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจ ความมั่นคงของสินทรัพย์ลงทุน ส่วนแบ่งทางการตลาด กำไรจากการดำเนินงาน กำไรจากการรับประกัน อัตราส่วนสินไหม ระบบการบริหาร และอื่นๆ

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: จันทร์ เม.ย. 02, 2007 7:30 pm
โดย thawattt
เอาข้อมูลของอุตสาหกรรมประกันชีวิตมาฝากครับ เป็นธุรกิจที่เป็นแหล่งเงินระยะยาวอีกแหล่งหนึ่งที่น่าสนใจครับ และเป็นแหล่งที่ลงทุนในพันธบัตรค่อนข้างสูง เพื่อเก็บเป็นทุนสำรองประกันชีวิตอีกด้วยครับ

เงินสำรองประกันชีวิตพุ่งแสนล้าน

กรมการประกันภัย เผยปี 2549 ทรัพย์สินในรูปเงินสำรองประกันภัยของบริษัทประกันชีวิตเพิ่มขึ้น 18% อยู่ที่ 1.14 แสนล้านบาท

นางจันทรา บูรณฤกษ์ อธิบดีกรมการประกันภัย กล่าวว่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549 บริษัทประกันชีวิตทั้ง 25 บริษัท ได้วางทรัพย์สินสำหรับเป็นเงินสำรองประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันชีวิตซึ่งยังมีผลผูกพันไว้กับกรมการประกันภัย เป็นจำนวนทั้งสิ้น 114,766.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 18.16%


สำหรับทรัพย์สินสำรองตามกรมธรรม์ที่วางเงินสำรองกับกรมการประกันภัย ประกอบด้วย พันธบัตรรัฐบาลไทย จำนวน 74,082.32 ล้านบาท คิดเป็น 64.55% ของทรัพย์สินเงินสำรองที่วางไว้ทั้งหมด

รองลงมาคือ พันธบัตรและหุ้นกู้ของรัฐวิสาหกิจ จำนวน 32,789.16 ล้านบาท คิดเป็น 28.57% ของทรัพย์สินเงินสำรองที่วางไว้ ส่วนตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 6,094.41 ล้านบาท คิดเป็น 5.31%

นอกจากนี้ ยังมีสมุดเงินฝาก ใบรับฝากเงิน จำนวน 1,189.67 ล้านบาท คิดเป็น 1.04% หุ้นกู้บริษัทจำกัด จำนวน 554.63 ล้านบาท คิดเป็น 0.47% และที่ดินและอาคารที่ใช้เป็นสำนักงานสาขา จำนวน 55.87 ล้านบาท คิดเป็น 0.05% ของทรัพย์สินเงินสำรองที่ วางไว้

นางจันทรา กล่าวว่า เงินสำรองประกันภัยที่บริษัทประกันชีวิตได้วางไว้กับกรมการประกันภัยนี้ เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงสำหรับผู้ทำประกันภัยกับบริษัทประกันชีวิต กรมการประกันภัยจึงกำหนดให้บริษัทจะต้องนำทรัพย์สินที่มีความมั่นคงสูงเท่านั้นที่วางกับกรมการประกันภัยได้

ทั้งนี้ บริษัทประกันชีวิตจะต้องจัดสรรเบี้ยประกันภัยไว้เป็นเงินสำรองประกันภัยเพื่อจ่ายคืน ให้แก่ผู้เอาประกันชีวิตหรือผู้รับประโยชน์ในอนาคตตามสัญญาที่ได้ทำไว้กับลูกค้า เช่น เมื่อครบกำหนดสัญญา เมื่อเสียชีวิต หรือเมื่อเวนคืนกรมธรรม์ โดยกฎหมายกำหนดให้นำเงินสำรองประกันภัยมาวางไว้กับกรมการประกันภัยเป็นมูลค่าไม่เกิน 25% ของเงินสำรองประกันภัยทั้งหมด

ทั้งนี้ สินทรัพย์รวมของธุรกิจประกันชีวิต ณ สิ้นปี 2549 กรมการประกันภัย ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะต้องรอทางบริษัทประกันชีวิตส่งข้อมูลงบดุลประจำปี 2549 ที่ผ่านการตรวจสอบบัญชีทำการสอบทานงบการเงินก่อน ซึ่งต้องรออีก 150 วันหลังสิ้นปีบัญชี

ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมตัวเลขสินทรัพย์งวด 9 เดือน ซึ่งจะเผยแพร่ในเร็วๆ นี้ ขณะนี้จึงมีเฉพาะตัวเลขสินทรัพย์ งวด 6 เดือนแรกของปี 2549 เท่านั้น โดยธุรกิจประกันชีวิตมีสินทรัพย์รวมทางบัญชี 651,762.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวด เดียวกันของปี 2548 จำนวน 14.62% ด้านหนี้สินมีทั้งสิ้น 561,128 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.11% มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 90,634.24 ล้านบาท เพิ่ม ขึ้น 13.91%

คงมีคนในเวปนี้เข้าไปสอยมาบ้างล่ะ

โพสต์แล้ว: จันทร์ เม.ย. 02, 2007 7:41 pm
โดย thawattt
อีกเรื่องหนึ่งก็คือ หากดู De แล้ว ธุรกิจประกันชีวิตนั้น ใช้ leverage ที่สูงมาก เพราะส่วนของผู้ถือหุ้นเท่ากับ 1209 ล้านบาท แต่มีภาระหนี้สินรวม 19433 ล้านบาท หรือเท่ากับ 16.07 เท่า
ผมเอาข้อมูลของอุตสาหกรรมมาเทียบให้ดู จะเห็นได้ชัดเจนว่า DE ของ SCNYL สูงกว่าของอุตสาหกรรมมากโขทีเดียวครับ

จากตัวเลขของอุตสาหกรรม 25 แห่งในรอบ 9 เดือนพบว่า

ด้านหนี้สินมีทั้งสิ้น 561,128 ล้านบาท  มีเงินกองทุนหรือส่วนของผู้ถือหุ้นเท่ากับ  90,634.24 ล้านบาท คิด เป็น DE อยู่ที่ 6.19 เท่าเท่านั้นครับ เทียบกับ SCNYL ซึ่งอยู่ที่ 16.07 เท่าครับ

ตรงนี้หรือไม่ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้แม้บริษัทจะกำไรค่อนข้างมาก แต่เพื่อความมั่นคงของผู้เอาประกันชีวิตในระบบ ทำให้บริษัทยังมีความจำเป็นต้องสำรองเงินไว้ให้มากขึ้น เพราะ DE ยังแตกต่างจากอุตสาหกรรมถึง 9.88 เท่าครับ