หน้า 1 จากทั้งหมด 2
เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: พุธ ต.ค. 25, 2006 9:11 pm
โดย LOSO
เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ...........
ทุกคนที่เล่นหุ้นรวยกันหมดทุกคน .................
และรวยขึ้น รวยขึ้น และ รวยขึ้น ทุกปี ทุกปี................................
ถ้าเป็นไปได้ ............................
ทํายังไงถึงจะเป็นแบบนั้นได้ !!!!!
ถ้าเป็นไปไม่ได้ที่จะรวยขึ้น รวยขึ้น กันทุกคนทุกปี .............................
แล้วใครที่รวยขึ้น รวยขึ้น คนส่วนมากหรือคนส่วนน้อย ....................
แล้วใครที่รวยลง รวยลง คนส่วนมากหรือคนส่วนน้อย ...................
แล้วอะไรคือความแตกต่างระหว่าง คนที่รวยขึ้น กับ คนที่ รวยลง .....
ที่ทําให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้น !!!!
เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: พุธ ต.ค. 25, 2006 9:25 pm
โดย LOSO
ทิดสะดี ........................
เงินในกระเป๋าเรา มาจากกระเป๋าคนอื่น .....................
เรารวยขึ้นต้องมีคนอื่นรวยลง .....................................
เป็นจริงหรือป่าวครับ .......................
Re: เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: พุธ ต.ค. 25, 2006 9:30 pm
โดย ปรัชญา
LOSO เขียน:เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ...........
ทุกคนที่เล่นหุ้นรวยกันหมดทุกคน .................
และรวยขึ้น รวยขึ้น และ รวยขึ้น ทุกปี ทุกปี................................
!
ผมก็อยากได้แบบนี้
แต่ยังหาวิธีไม่เจอ
มีคนเขาบอกว่า ถ้าทำเหมือนกันหมด
ด้วยความคิดและวิธีการ
วิธีการนั้นก็จะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร
ผมเลยตามอ่านคุณLOSO ทำแบบไหนผมหนีตายเลย

:mrgreen:
เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: พุธ ต.ค. 25, 2006 9:35 pm
โดย big15096
[quote="LOSO"]ทิดสะดี ........................
เงินในกระเป๋าเรา
เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: พุธ ต.ค. 25, 2006 9:51 pm
โดย nearly_vi
[quote="big15096"][quote="LOSO"]ทิดสะดี ........................
เงินในกระเป๋าเรา
เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: พุธ ต.ค. 25, 2006 10:05 pm
โดย น้ำครึ่งแก้ว
หุ้น สำหรับบางคน เป็น Zero sum game
แต่ กับบางคนไม่เป็น Zero sum เพราะ มีเงินปันผลครับ
ส่วนเรื่องที่ จะรวยขึ้นทุกคน ทุกปี
สงสัยทุกคนที่ว่า คงต้องถือหุ้นพื้นฐานดี ที่โตขึ้นเรื่อยๆ และ มีเงินปันผล
เพิ่มขึ้นทุกปี ๆ แล้ว ผู้ถือทุกท่านก็จะ ได้ Diy Yield ต่อสัดส่วนเงินลงทุน
เริ่มต้นเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี เช่นกัน
เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. ต.ค. 26, 2006 1:33 pm
โดย apichai214
ถ้าจะให้รวยกันกันทุกคน บริษัทในตลาดหุ้นจะต้องมีกำไรจากการดำเนินทุกบริษัท

เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. ต.ค. 26, 2006 2:34 pm
โดย สามัญชน
เป็นไปได้ครับ
สุดโต่งฝั่งขวา บอกว่า
ทุกคนที่เล่นหุ้นรวยกันหมดทุกคน .................
และรวยขึ้น รวยขึ้น และ รวยขึ้น ทุกปี ทุกปี..................
ซึ่งก็เป็นเรื่องเป็นไปได้ ถ้าบริษัทได้กำไรทุกไตรมาสห้ามขาดทุน (มีเงินเพิ่มขึ้นมาในระบบ)และทุกคนซื้อหุ้นที่ fair value(ห้ามซื้อขายที่ underและovervalue) ดังนั้น fair value จะขยับขึ้นเรื่อยๆเพราะมีเงินจากกำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ทุกคนที่ซื้อๆขายๆก็รวยขึ้น ๆ ๆ เพราะเป็น Possitive Sum Game
สุดโต่งฝั่งซ้ายก็บอกตามทิดสะดี ........................
เงินในกระเป๋าเรา มาจากกระเป๋าคนอื่น .....................
เรารวยขึ้นต้องมีคนอื่นรวยลง .....................................
ก็เป็นการมองหุ้นเหมือนการพนันที่ไม่มีเงินเพิ่มเข้ามาในระบบ ซึ่งก็เป็นจริงในตลาดหุ้นในระยะสั้นๆที่ไม่มีผลการดำเนินงานในบริษัทเพิ่มเข้ามา หลายๆคนบอกว่าเป็น Zero Sum Game แต่ที่จริงการพนันและการเล่นหุ้นแบบนี้เป็น negative Sum Game เพราะต้องเสียค่าคอมหรือค่าต๋ง
แต่ในความเป็นจริงซึ่งปรากฏให้เห็นบ่อยๆกว่า คือ
อยู่ตรงกลางระหว่างซ้ายสุดขอบและขวาสุดโต่ง
บริษัทมีทั้งได้กำไรและขาดทุน
คนเล่นๆทั้งที่ราคา underและ overvalue
จึงมีทั้งคนได้กำไรและขาดทุน
เพราะมีสาเหตุที่แตกต่างกันแบบนี้ ผลลัพธ์แบบนี้จึงเกิดขึ้นได้เสมอๆ !!!!
เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. ต.ค. 26, 2006 6:10 pm
โดย คัดท้าย
เงินมาจากกระเป๋าคนอื่น 1,000,000 % ครับ !!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
ใครเกิดมา แล้วมีเงินเหน็บก้นออกมามั่งครับ ขอดูหน้าหน่อยครับ :lovl: :lovl: :lovl:
เกิดมาตัวเล็กๆ เงินค่าขนมก็มาจากพ่อแม่ ... เรียนจบทำงาน ก็ได้เงินเดือน เอามาจากกระเป๋าเจ้านาย .... พอตั้งบริษัทก็กู้เงินแบงก์เอาเงินมาจากธนาคาร พอทำธุรกิจได้กำไร ก็ได้เงินมาจากลูกค้า .... พอเจ๊งไปเป็นโจร ก็ไปปล้นเค้า เอาเงินมาจากเหยื่อ .... หรือ ไปเป็นนักการเมืองก็ไปเอาเงินมาจากไหนหว่า .... ?????
วันนึงกำเงินเข้าตลาดหุ้น เงินก็มาจากกระเป๋าคนอื่น(และอาจไปจากกระเป๋าเรา) เงินนั้นมาจากไหนหนอในตลาดหุ้น ?????? กำไรของบริษัท ... ???
หรือว่ากำไรทางบัญชี ??? เอหรือว่าท่านอื่นๆขนเงินมาแจก
ถ้ากำไรมาจาก กำไรของบริษัทเพียงอย่างเดียว บริษัททุกบริษัทต้องกำไร ได้เงินสดมาในงบกระแสเงินสด .... เอหรือว่ายังไงมั่งครับ คนเก่งงบกระแสเงินสดช่วยไล่ให้ฟังทีครับ
ปล. ตอนเกิดมาตัวเปล่า ตอนตาย ก็เอาเงินไปไม่ได้มากหรอกครับ อมไว้ได้จะกี่เหรียญกันเชียว ....
เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. ต.ค. 26, 2006 6:18 pm
โดย คัดท้าย
ลืม เนื้อเลย .... .ดังนั้นความคิดผม สำหรับตลาดหุ้น
ถ้าคุณคิดว่า เงินไม่ได้มาจากกระเป๋าลูกค้าของบริษัท แล้วละก็ เงินก็กำลังจะมาจาก ............... คิดเอาเอง
เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. ต.ค. 26, 2006 6:23 pm
โดย jaychou
ก็พูดไปสิครับ ว่า
.............. = ผู้ถือหุ้น
ความจริงอันโหดร้ายของระบอบทั........ เอ้ย ทุนนิยม
แต่มันก็เป็นความจริงครับ
ควรไปดูพวกหุ้นที่เพิ่มทุนแล้วขาดทุน
เงินขาดทุนไปไหนเอ่ย...
พวกแจกวอร์แรนต์ แล้วสุดท้ายกลายเป็นกระดาษ...
เงินที่ซื้อวอร์ไปไหนเอ่ย...
เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. ต.ค. 26, 2006 6:26 pm
โดย jaychou
ลองตลาดหลักทรัพย์ทดสอบทิดสะดี Positive Sum Game ดูมั้ยล่ะ
ลองออกกฏ 75% แรกของผู้ถือหุ้นใหญ่ ห้ามขายหุ้น ห้ามโอน ห้ามรับโอน ห้ามรับ ESOP
ดูซิ SET จะมี Market Cap ซักเท่าไหร่
เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. ต.ค. 26, 2006 8:52 pm
โดย chatchai
ปริมาณเงินในโลกใบนี้นั้นเพิ่มขึ้นทุกปีครับ อย่างน้อยก็ในช่วงนี้
เกิดขึ้นเพราะประเทศสหรัฐซึ่งสามารถพิมพ์เงินออกมาได้อย่างอิสระ เป็นหนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากมายในทุกปี ส่งผลให้สภาพคล่องท่วมโลกอยู่ในขณะนี้
อีกประเด็นหนึ่งก็เรื่องเงินเฟ้อ เงินเฟ้อสามารถทำให้ทรัพย์สินต่างๆมีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยที่ไม่ต้องมีการซื้อขายก็ได้ครับ
เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 27, 2006 9:28 am
โดย hot
แสดงว่าเรากำลังอยู่ในโลกที่จับต้องได้ที่
คิดเองหรือเปล่าคับ
จีนเน้น ความเป็นรูปธรรม และนามธรรมที่
เป็นสิ่งถาวร เพื่อสร้างเม็ดเงินจริง
ตามวิสัยคนจีน ทำงาน ถึงมีกิน
อเมริกา กำลังจะมีตลาดล่วงหน้าใหญ่ที่สุดในโลก
ที่เป็นภาพมายา ที่ดึงเม็ดเงินจริงเข้าไป
เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 27, 2006 9:44 am
โดย HI.ผมเอง
[quote="jaychou"]ก็พูดไปสิครับ ว่า
..............
เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 27, 2006 10:03 am
โดย jaychou
ฮุๆๆๆ หลังๆนี่รายใหญ่ก็โดนครับ เลยไม่เติมคำว่า "รายย่อย"
คิดดูครับ PICNI ออกตราสารหนี้ให้กองทุนหลงไปซื้อลงทุนได้
ที่ว่ากองทุนตราสารหนี้ปลอดภัยกว่าหุ้น ไม่จริงซะแล้วครับ
เอ.......ใครหนอให้เครดิตเรตติ้ง PICNI ขนาดนั้นได้
สุดท้ายก็...........
นับว่าเป็นพัฒนาการของตลาดทุนไทย
เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 27, 2006 10:27 am
โดย atsu
jaychou เขียน:นับว่าเป็นพัฒนาการของตลาดทุนไทย
มีพัฒนาการที่ดีจริงๆครับ
เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 27, 2006 10:38 am
โดย chatchai
ตอนที่บริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐล้มละลาย มีปัญหาเรื่องแต่งงบการเงิน
ก็มีกองทุนยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ ( ที่เคยเลิกลงทุนในไทย โดยอ้างเรื่องธรรมาภิบาล) ลงทุนถือหุ้นบริษัทนั้นไว้ซะมาก
สงสัยจะลืมดูเรื่องธรรมาภิบาลบริษัทในประเทศตัวเอง :lol: :lol: :lol:
เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 27, 2006 11:26 am
โดย lekmak333
เงินที่เพิ่มขึ้นในอีกแง่หนึ่ง ก็มองได้จาก ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นในโลก นั้นก็คือการนำทรัพยากรในส่วนต่างๆ มาทำประโยชน์ให้แก่มนุษย์
เช่น เราปลูกข้าวในปีที่แล้วได้ข้าวมาสุทธิโดยหักออกจากต้นทุน สมมุติ ล้านตัน มาปีนี้ผลผลิตเพิ่มเป็น สองล้านตัน เราก็ได้เม็ดเงินเพิ่มขึ้นมาแล้ว
เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 27, 2006 12:35 pm
โดย สามัญชน
ท่านฉัตรชัยบอกว่า
ปริมาณเงินในโลกใบนี้นั้นเพิ่มขึ้นทุกปีครับ
ท่านlekmak333 บอกว่า
เช่น เราปลูกข้าวในปีที่แล้วได้ข้าวมาสุทธิโดยหักออกจากต้นทุน สมมุติ ล้านตัน มาปีนี้ผลผลิตเพิ่มเป็น สองล้านตัน เราก็ได้เม็ดเงินเพิ่มขึ้นมาแล้ว
เห็นด้วยกับทั้งสองท่านครับ
ยิ่งถ้าย้อนอดีตไปนานๆก็ยิ่งเห็นว่าเงินมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สมัยปู่ผมนี่ วัวตัวละ 2 บาทเอง สมัยพ่อก็ซื้อที่ดิน 30 ไร่ราคา 600 บาท ไม่น่าเชื่อใช่ไหมครับ นอกจากเรื่องเงินเฟ้อมันก็มีการเพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์จริง
โลกเราสร้างผลิตภัณฑ์เพิ่มมากขึ้นทุกปี ขุดทองมาใช้เพิ่มขึ้น ขุดเงินมาใช้มากขึ้น เพาะเลี้ยงสัตว์ได้มากขึ้น ปลูกข้าวได้ข้าวทุกปี ดังนั้นถ้าเรามองหนึ่งหน่วยย่อย(ระบบที่เราสนใจ)คือ สินทรัพย์ที่เรามีและเอามาใช้ มันก็เพิ่มขึ้นได้ แต่ถ้ามองรวมทั้งหมดทั้งที่เอามาใช้แล้วและยังไม่เอามาใช้ ผลรวมมันก็เท่าเดิม จึงขึ้นอยู่กับคำจำกัดความว่าหนึ่งหน่วยย่อยนั้นเรานิยามไว้อย่างไร
โดยสากลนั้น จะนิยามสิ่งที่เราสนใจจะศึกษาเราเรียกว่า ระบบ และส่วนอื่นๆที่เราไม่สนใจ(ไม่ใช่ประเด็นที่จะศึกษา)ว่า สิ่งแวดล้อม
กรณีนี้คำถามคุณ LOSO ถามเกี่ยวกับ คนเล่นหุ้น และตลาดหุ้น นิยามจึงต้องให้ คนเล่นหุ้นและตลาดหุ้นเป็นระบบ ส่วนคนซื้อสินค้าของหุ้นตัวนั้นหรือคนอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องก็ถือว่าไม่เกี่ยว กลายเป็นสิ่งแวดล้อม จะเอามาปนกันไม่ได้
ดังนั้นถ้าเรามองเงินที่เรามีและใช้อยู่เป็นระบบ เราก็จะพบว่าปริมาณเงินในปัจจุบัน(เทียบจากเดิมที่เรามีใช้กัน)เป็น positive sum game เพราะมีการงอกเงยเพิ่มขึ้นมาด้วยไม่ใช่แค่เปลี่ยนมือจากมือหนึ่งไปอีกมือหนึ่งเหมือนจำนวนเงินในวงไพ่เท่านั้น
เอ๊ะ!!!!!สสารไม่สูญหายไม่เกิดใหม่ไม่ใช่หรือ
เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 27, 2006 12:35 pm
โดย สามัญชน
ใช่!!!!!! ถ้าเราให้คำจัดกัดความของระบบให้ใหญ่โตถึงจักรวาล มันก็ไม่เพิ่ม แต่กรณีนี้เราจำกัดความเฉพาะตลาดหุ้นเป็นระบบที่เราสนใจไม่ใช่หรือ
ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกเลยถ้าในระบบที่เราสนใจศึกษาสามารถเพิ่มขึ้นได้ เพราะมันเป็นระบบเปิด แต่ระบบอื่นก็จะลดลง โลกเราได้พลังงานและสสารจากดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์ก็เสียพลังงานและมวลให้โลก ถ้าขยายขอบเขตให้ใหญ่ขึ้นเราก็จะพบว่ามันหมุนเวียนถ่ายทอดให้กันโดยไม่มีการเพิ่มขึ้นหรือลดลง แต่ถ้ามองเฉพาะโลก (เอาโลกเป็นระบบ ดวงอาทิตย์และจักวาลเป็นสิ่งแวดล้อม)มันก็เพิ่มขึ้นได้ :lol:
ตลาดหุ้นก็คล้ายๆกัน(เอาตลาดหุ้นเป็นระบบ เอาคนเล่นหุ้นและเงินคนเล่นหุ้นอยู่ในระบบ ส่วนคนซื้อสินค้าของบริษัทเป็นสิ่งแวดล้อม ต้องนิยามให้ตรงกัน ไม่งั้นก็มั่วอีก :lol: )
ถ้ามองตลาดหุ้นเป็นหนึ่งระบบมันก็เป็น positive sum game ได้ หรืออาจจะ negative ก็ได้ (negative ในกรณีวงเงินโดยรวมจากทุกบริษัทลดลงเรื่อยๆเพราะขาดทุนถ้วนหน้า) หรืออาจจะเป็น zero sum game ถ้ากิจการไม่ได้กำไรและไม่ขาดทุน คือเสมอตัวลูกเดียว
แต่โดยส่วนใหญ่จะเป็น positive sum game เพราะบริษัทส่วนใหญ่มีกำไรเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ สังเกตจาก market cap ของทุกตลาดโตขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีดัชนีหุ้นประเทศไหนที่ยังยืนอยู่ที่ระดับ 100 เลย ยิ่งอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ดัชนีเขาขึ้นไปเป็นหมื่นๆเลยทีเดียว(นี่ขนาดไม่ได้รวมเงินปันผลที่แจกจ่ายออกมาต่างหากแล้วนะ)
หรือถ้าจะบอกว่า market cap สะท้อนได้ไม่ตรงนักเพราะอาจจะถูกตีราคาแพงไปบ้างถูกไปบ้าง ก็ดูมูลค่าตามบัญชี (book value) ของดัชนีก็จะพบว่าเพิ่มขึ้นมาจากตอนที่เปิดตลาดใหม่ๆกันทั้งนั้น
ผมจึงไม่เข้าใจที่มีคนบอกว่า ตลาดหุ้นเป็น zero sum game เหมือนการพนัน ถ้าเราจะได้แปลว่าต้องมีคนเสีย มันจะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร :lol:
และก็เลยเดาว่า เป็นเพราะเขาเล่นกับมันสั้นๆแบบการพนันต่างหาก เขาก็เลยมองมันแบบนั้น :lol:
เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 27, 2006 2:09 pm
โดย jaychou
ต้องบอกอย่างนี้ครับ
ตัวตลาดเอง เป็น Zero Sum ครับ ที่ไหนๆก็เป็น Zero Sum ครับ
เงินที่เอามาซื้อหุ้น เท่ากับเงินที่ขายหุ้นได้ แต่เป็นกระเป๋าใครเป็นอีกเรื่อง
(ไม่นับค่าคอม)
หลักการที่ท่านคัทท้ายพูดไว้ ไม่มีผิดเลย
แต่ตัวการลงทุนกับบริษัทนั้น ไม่ใช่ เพราะได้ปันผล และสิทธิพิเศษอื่นๆ "แล้วแต่ว่าผู้ลงทุนนั้นๆเป็นใหญ่ในบริษัทขนาดไหน"
ถ้าคุณถือหุ้นน้อย คงได้แค่ปันผลจากบริษัท
ถ้าคุณมีหุ้นมากพอ คุณได้เป็นกรรมการ
ถ้ามีมากกว่านั้นอีก คุณอาจจะจ้างตัวเองเป็น CEO ได้ มีรายได้จากบริษัทในรูปแบบต่างๆ จะชี้นำบริษัทไปไหนก็ได้ตามแต่คุณจะสั่งการ...
เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 27, 2006 2:12 pm
โดย jaychou
ไม่งั้นดีลระดับเจ็ดหมื่นล้านจะเกิดขึ้นได้ยังไง
ถ้าสุดท้ายแล้วก็ต้องเอามาขายทำกำไรในตลาดเดิม
เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 27, 2006 2:39 pm
โดย สามัญชน
ตัวตลาดเอง เป็น Zero Sum ครับ ที่ไหนๆก็เป็น Zero Sum ครับ
ผิดถนัดเลยครับ
หวังว่าคงไม่โกรธนะครับ ที่ผมแสดงความคิดเห็นกำปั้นทุบดินไปหน่อย :lol:
งั้นเพิ่มเติมหน่อยครับ
เงินที่เอามาซื้อหุ้น เท่ากับเงินที่ขายหุ้นได้
คือว่าผิดที่นิยามของคำว่าตัวตลาดครับ ตัวนี้ไม่ได้เรียกว่าตัวตลาด
แต่เรียกว่าการซื้อขายหนึ่งครั้ง แม้จะมีหลายๆคนซื้อขายหลายๆครั้งก็ตาม
ตัวตลาด(น่าจะหมายถึงตลาดหุ้นนะครับ)หมายถึง การที่มีผู้เล่นหุ้น ซื้อมาขายไปจากระยะเวลาหนึ่งไปถึงอีกระยะเวลาหนึ่งแล้วนับจำนวนเงินโดยรวมของทุกๆคน(sum)ว่าตอนแรกกับตอนหลังนั้นเท่ากันหรือไม่
สมมติว่าทุกคนเริ่มต้นเอาเงินมาหนึ่งล้านล้านบาท พอเล่นไปได้ห้าปี ก็นับเงินทุกๆคนใหม่ ถ้านับรวมกันแล้วปรากฏว่ายังนับได้หนึ่งล้านล้านบาท ซึ่งไม่แตกต่างกันเลย คือนับผลกำไรกับขาดทุนแล้วได้เป็นศูนย์ถึงจะถือว่า zero sum
แต่ในความเป็นจริง พอนับรวมกันแล้วปรากฏว่าในตอนหลังนั้นมีเงินเพิ่มขึ้นมาเป็นสองล้านล้านบาท คือมีคนที่ได้กำไรเป็นจำนวนเงินมากกว่าที่ขาดทุน อย่างนี้เรียกว่า positive sum ซึ่งตลาดหุ้นสามารถเป็นอย่างนี้ได้ แต่วงพนันหรือวงป็อกเด้งทำไม่ได้แม้จะยืดเวลาออกไปเป็นสิบๆปีก็ตาม เงินโดยรวมก็ยังคงเป็นหนึ่งล้านล้านบาทเหมือนเดิม(ไม่นับว่าหักค่าต๋ง)
แต่ตัวการลงทุนกับบริษัทนั้น ไม่ใช่ เพราะได้ปันผล และสิทธิพิเศษอื่นๆ
อันนี้ถูกต้องแล้วครับ :cheers:
เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 27, 2006 2:49 pm
โดย อองตวน
ในวงไพ่ เป็น zero sum เพราะ ผลรวม NAV ของทุกคนในวงไพ่หลังเล่น รวมกันแล้ว เท่าเดิม กับก่อนเล่น
ทำนองเดียวกัน สำหรับตลาดหุ้น วัดจาก
ผลรวมของ NAV ของทุกคนที่เล่นหุ้น ซึ่งเท่ากับ มาร์เก็ตแคปทั้งตลาด + เงินสดจากการขายหุ้นของทุกคน
จะตัดสินว่าเป็น positive หรือ negative อยู่ที่สองตัวแปร คือ การเปลี่ยนแปลงของมาร์เก็ตแคป และ เงินสดที่ขายออกมายังคงหมุนเวียนกลับมาลงทุนหรือไม่ หรือถูกย้ายออกบางส่วนหรือทั้งหมดไปยังตลาดอื่น
นอกจากนี้ จำนวนคนที่เล่นหุ้นอยู่ในระบบก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มีทั้งหน้าเก่าเลิกไป และ หน้าใหม่หรือหน้าเดิมที่ขนเงินใหม่เข้ามาจากตลาดอื่น
ดังนั้นหรับตลาดหุ้น ไม่มีใครรู้ว่ามัน positive หรือ negative เพราะไม่มีใครสามารถวัดตัวแปรใน part ที่สองได้ แค่รู้ว่ามันเปลี่ยนแปลง และมันเป็นได้ทั้งpositive หรือ negative ในแต่ละช่วงเวลา
ทุกคนในตลาดย่อมอยากเล่นหุ้นในช่วงที่เป็น positive sum เพราะมีโอกาสกำไรมากกว่า การเดาใจและศึกษาทิศทาง fund flow จึงสำคัญ
เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 27, 2006 3:01 pm
โดย สามัญชน
ถูกต้องครับท่านอองตวน
งั้นถ้าจะขอเลียนแบบท่าน ck ก็ต้องบอกว่า
1. ในระบบปิด พลังงานและสสารย่อมไม่สูญหาย ซึ่งก็คือ zero sum
2. ในระบบเปิด พลังงานและสสารย่อมเปลี่ยนแปลงได้ทั้งเพิ่มขึ้นและลดลงซึ่งก็คือ positive sum หรือ negative sum
ตลาดหุ้นเป็นระบบเปิดเพราะสามารถรับเงินใหม่ๆจากกำไรของบริษัทได้(รวมทั้งขาดทุน)
วงไพ่เป็นระบบปิดเพราะกิจกรรมนี้ไม่สร้างเงินใหม่ๆขึ้นเลยมีเพียงแต่เปลี่ยนกระเป๋าไปมาเท่านั้น และส่วนใหญ่เป็นระบบเปิดทางเดียวคือไหลออกเป็นค่าต๋งเสียด้วย
คงไม่มีใครเปิดบ่อนแล้วจ่ายเงินค่าต๋งเป็นรางวัลให้ลูกค้าโทษฐานที่เล่นนาน :lol:
เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 27, 2006 3:05 pm
โดย อองตวน
อย่างที่คุณสามัญชน อธิบายมา ผมว่าชัดเจนตามความหมายดีแล้วครับ
สำหรับเงินปันผล ผมก็มองว่าเป็นส่วนของตัวแปร part 2 เพราะเป็นกิจกรรมที่เกิดจากการที่เรายังคงตัวเองอยู่ในระบบ(ในวันXD) พอเป็นเงินมาแล้วก็ขึ้นอยู๋กับผู้เล่นว่าจะนำไปใช้ส่วนตัว หรือ reinvest
เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 27, 2006 3:16 pm
โดย jaychou
:lol: ด้วยความยินดีคับพี่ เราคุยกันฉันญาติมิตรอยู่แล้ว :lol:
ถ้าอย่างนั้นต้องนิยาม "เกม" ก่อนครับ ว่า "เกม" นี้เล่นอย่างไร นับผลแพ้ชนะในแต่ละรอบอย่างไร มองแบบผมกับคัทท้าย จะมองว่า สุดท้ายแล้วมีหุ้นเอาไปทำอะไรไม่ได้ ต้องเป็นเงินเท่านั้น แบบนี้ยังคงเป็น Zero Sum อยู่
แต่ถ้ามองว่าหุ้นเป็นสิ่งที่รักษามูลค่าได้ และนับเป็นเงินได้ทันที อันนี้ไม่เป็น Zero Sum แน่นอนครับ
เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 27, 2006 3:32 pm
โดย สามัญชน
สุดท้ายแล้วมีหุ้นเอาไปทำอะไรไม่ได้ ต้องเป็นเงินเท่านั้น แบบนี้ยังคงเป็น Zero Sum อยู่
.
ถึงเป็นเงินก็ไม่ zero sum ครับ
ตัวอย่างวอร์แรนต์ที่ไม่เหลือค่าเลยเมื่อหมดอายุ ขายไปก็คงได้ศูนย์สตางค์ อย่างนี้ถือว่า negative sum ขาดทุนกันเป็นส่วนใหญ่
หรือตัวอย่างหุ้น stanly ที่ขึ้นจาก 5 บาท มาที่ 200 บาท แม้ว่าคนที่ซื้อไม้สุดท้ายทุกหุ้นจะยอมขายกิจการและเลิกกิจการทิ้งที่ราคา100บาท ซึ่งแปลว่าเขาขาดทุน 100*จำนวนหุ้น แต่ไม้แรกก็ได้กำไรถึง 195*จำนวนหุ้น พอรวมกันก็ยังเป็นบวก ใช่ไหมครับ
เป็นไปได้ไหมครับ ที่ ........... !!!!
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 27, 2006 3:37 pm
โดย สามัญชน
อ้อ......นึกขึ้นได้ขอแก้ไขข้อผิดพลาดหน่อยครับ
1. ในระบบเปิด พลังงานและสสารย่อมเปลี่ยนแปลงได้ทั้งเพิ่มขึ้นและลดลงซึ่งก็คือ positive sum หรือ negative sum
2. ในระบบปิด สสารย่อมไม่สูญหาย ซึ่งก็คือ positive sum หรือ negative sum เพราะพลังงานมีการสูญหายหรือเพิ่มขึ้นได้
3. ในระบบปิดสนิท พลังงานและสสารย่อมไม่สูญหาย ซึ่งก็คือ zero sum
เกือบหน้าแตก :lol: