Auntie Anne VS Roti Boy
โพสต์แล้ว: จันทร์ ก.ค. 10, 2006 12:36 am
อืมม พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ คิดว่าอะไรที่ทำให้สินค้าตัวหนึ่งมันเป็น trend อีกตัวหนึ่งมันกลายเป็นแค่ Fashion ครับ
ผมเดาเอาว่ามี 2 ส่วนครับwoody เขียน:อืมม พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ คิดว่าอะไรที่ทำให้สินค้าตัวหนึ่งมันเป็น trend อีกตัวหนึ่งมันกลายเป็นแค่ Fashion ครับ
โค้ด: เลือกทั้งหมด
สินค้าแฟชั่น
คอลัมน์ market-think
โดย สรกล อดุลยานนท์
ครั้งหนึ่งเมื่อ "ชานมไข่มุก" กำลังมาแรง ลูกน้องหลายคนพยายามคะยั้นคะยอให้ "ตัน ภาสกรนที" หรือ "ตัน โออิชิ" ลงทุนทำ "ชานมไข่มุก"
แต่ "ตัน" ปฏิเสธ
เหตุผลก็คือ เขาเชื่อว่า "ชานมไข่มุก" เป็น "สินค้าแฟชั่น"
หลักการลงทุนของ "ตัน" คือจะไม่ลงทุนในธุรกิจที่เป็นแฟชั่น
ประเภทที่ได้รับความนิยมชั่วครั้งชั่วคราวไม่ใช่สินค้าที่ขายระยะยาวเป็นการถาวร
แบบนี้ "ตัน" ไม่สนใจ
หลักการตรวจสอบว่าสินค้าอะไรเป็นสินค้าแฟชั่นหรือสินค้าถาวร ของ "ตัน" มีอยู่ 2 อย่าง
ข้อแรก พิจารณาจาก "รสชาติ" ถ้าอร่อยมาก อร่อยสุดๆ
โอกาสที่จะเป็น "สินค้าแฟชั่น" สูงมาก
เพราะอาหารที่อร่อยมากๆ มักจะมีรสเข้มข้น
กินอะไรรสเข้มข้นมากๆ ไม่นานก็จะเบื่อ
ไม่เหมือนอาหารหรือเครื่องดื่มที่รสชาติไม่เข้มข้นมากนัก เจือหวาน เจือเค็มนิดๆ
พวกนี้กินได้นาน ไม่เบื่อง่าย
สังเกตไหมครับว่า "โออิชิ กรีนที" รสชาติจะไม่เข้มข้นมาก
"อะมิโน โอเค" หรือน้ำลำไย ตรา "ดีไทย" ก็ไม่หวานจัด
เพราะ "ตัน" ต้องการให้คนดื่มได้บ่อยๆ ไม่เบื่อง่าย
ข้อที่ 2 "ตัน" จะหาข้อมูลจากประเทศต่างๆ ใกล้บ้านเรา
ถ้าเครื่องดื่มประเภทใดได้รับความนิยมเป็นระยะเวลายาวนาน
ขายมา 5 ปี 10 ปีแล้วยังขายดีอยู่
แสดงว่าเครื่องดื่มประเภทนี้มีโอกาสที่จะเป็น "สินค้าถาวร" ไม่ใช่ "สินค้าแฟชั่น"
เหมาะสมกับการลงทุน
การลงทุนใหญ่ในธุรกิจ "ชาเขียว" ของ "ตัน" ในอดีตก็เกิดจากการหาข้อมูลจากประเทศในแถบเอเชีย
ทั้งญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์
เครื่องดื่มชาเขียวได้รับความนิยมสูงมากเป็นเวลายาวนาน
"โออิชิ กรีนที" จึงกำเนิดขึ้น
ช่วงหลังๆ ผมนั่งรถไฟฟ้าไปลงที่สถานีศาลาแดง ถนนสีลมบ่อยมากทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของร้านโรตีบอยที่ผมเคยเขียนถึงมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์
ตอนนั้นคนที่ยืนต่อแถวซื้อ "โรตีบอย" ยาวเหยียด
ไม่ต่ำกว่า 30 คน
เห็นความยาวของขบวน "โรตีบอย" แล้วได้แต่ถอดใจทุกครั้งไป
แต่วันนี้ขบวน "โรตีบอย" หดสั้นลงเหลือเพียงแค่ 4-5 คน
แถมในซอยใกล้ๆ กันมีร้านมาเปิดใหม่
ชื่อว่า "ปาป้า โรตี"
ขนมแบบเดียวกันเลยครับ
ถ้ามี "มาม่า โรตี-ซิสเตอร์โรตี-อังเคิล โรตี ฯลฯ" ก็ครบถ้วนวงศาคณาญาติ "โรตี" พอดี
เห็นคิวที่หดสั้นลงของ "โรตีบอย" แล้วนึกถึงคำพูดของ "ตัน"
ผมเคยคุยกับเขาเรื่องกระแสความนิยมใน "โรตีบอย"
"ตัน" ให้ความเห็นว่า "โรตีบอย" น่าจะเป็นสินค้าแฟชั่น
ด้วย 2 เหตุผล
1.รสชาติอร่อยเกินไป กินไม่นานก็เบื่อ
สินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ดีในมุมมองของ "ตัน" ลูกค้าต้องบริโภคซ้ำๆ ได้โดยไม่เบื่อ
2.ประวัติศาสตร์ "โรตีบอย" ในประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย สิงคโปร์ หรืออินโดนีเซีย จะบูมอยู่พักหนึ่งแล้วยอดขายก็จะตกลง
ถึงวันนี้ผมยอมรับว่า "ตัน" มองถูก
เพราะคิวที่หดสั้นลงนั้นทำให้ยอดขายต่อคนลดลงด้วย
มันเป็นเรื่อง "จิตวิทยา" ครับ
นึกดูสิครับตอนที่เราเห็นคนต่อคิวยาวเหยียด เราจะเกิดความสนใจว่าขนมอะไรทำไมคนถึงต่อคิวเยอะขนาดนี้
และอยากชิมว่าอร่อยจริงหรือเปล่า
นอกจากนั้น ด้วยความยากของการเข้าถึงทำ ให้ "โรตีบอย" มีสถานะเป็น "ของฝาก" ที่มีมูลค่าทางใจ
แม้จะมีราคาแค่ 20-25 บาทก็ตาม แต่คนที่ได้รับส่วนใหญ่จะชอบ
"ความยาก" มี "ราคา"
เมื่อต้องต่อคิวนานกว่าจะได้กิน และยังสามารถซื้อไปฝากเพื่อนๆ ได้
แต่ละคนที่ซื้อจึงซื้อกันคนละ 10-20 ชิ้น
อัตราการซื้อต่อคนของ "โรตีบอย" เมื่อ 4-5 เดือนก่อนจึงสูงมาก
แต่พอถึงวันนี้คนต่อคิวน้อยลง และคนส่วนใหญ่ได้ทดลองลิ้มรสชาติ "โรตีบอย" ไปแล้ว
ไม่ใช่ของแปลกเหมือนในอดีต
คนที่ซื้อก็รู้สึกว่าอยากกินเมื่อไรก็ซื้อได้ ไม่ต้องสต๊อกและไม่ต้องฝากใคร
อัตราการซื้อต่อคนก็ย่อมลดลง
ทำให้ยอดขายของ "โรตีบอย" ช่วงนี้คงเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว
แต่อนาคตจะเป็นอย่างไรคงต้องติดตามกันต่อไป
ติดตามทั้งอนาคตของตัว "โรตีบอย" เอง
และติดตามว่าจะมีญาติฝ่ายไหนของ "โรตี" พาเหรดเข้ามาในเมืองไทยบ้าง
ปรากฏการณ์ "โรตีบอย" ครั้งนี้มีคนถามว่า "ใครเจ็บตัวที่สุด" รู้ไหมครับว่าใคร
"บอย" ครับ
เพราะเขาเป็นคนถูก "โร" ตี
[code]
พูดแล้วน้ำลายไหล ... ตอนที่ KrispyKreme มาเปิดร้านแรกที่ Boston เหมือนตอนที่ Rotiboy มาเปิดสาขาแรกที่สยามเลยครับ .. ฝรั่งเองก็ยังไปต่อคิวกันยาวเหยียด รอกินโดนัทร้อนๆadi เขียน:KrispyKreme อร่อยจริงๆ ขอยืนยัน
ต้องรสธรรมดานั่นแหละสุดยอด ยิ่งไปยืนดูมันไหลมาตามเครื่องทำโดนัทที่หน้าร้านแล้วได้อารมณ์สุดๆ
ตรงใจกับที่คิดไว้ตอนแรกเลยครับพี่คัดท้าย :Pคัดท้าย เขียน: ผมเดาเอาว่ามี 2 ส่วนครับ
1. การ Position ตัวเองในตลาด ตัวนึง Position เป็นสินค้า อีกตัว Position เป็น Fashion ...
2. เรื่องผลิตภัณฑ์ครับ โฆษณาจะดึงดูดคนมาครั้งแรก แต่คนจะมาครั้งที่ 2 หรือไม่ ก็อยู่ที่สิ่งที่เค้าได้เสพ ไปในครั้งแรก
สำหรับผม ผมก็ยังกิน RotiBoy อยู่นานๆครั้งนะครับ จะว่าไปหลังๆผมกิน Aunti Anne ไม่ได้มากกว่ากิน RotiBoy นะ
แต่ถ้าให้ผมฟันธงนะ จริงๆ ผลิตภัณฑ์ ทั้งสองตัวนี้มันมีคนกินครับ แต่ว่า RotiBoy มันเหมือนหุ้นที่ปั่นขึ้นไปจน PE 40-50 แล้ว มันก็ลงมาสู่มูลค่าที่แท้จริง ส่วน Auntie Anne เหมือนหุ้น PE 12-15 คือ มันก็อยู่ของมันแบบนี้
แล้วพอ RotiBoy ตกเข้าสู่มูลค่าที่แท้จริง คนก็บอกเฮ้ย ทำไม RotiBoy คนเลิกกินเร็วจัง จริงๆ ผมยังเห็นคนกินอยู่นะครับ เพียงแต่ มันลงมา PE 12-15 ของมันแค่นั้นเอง
ส่วนอนาคต ถ้า RotiBoy เลิกทำธุรกิจแบบปั่น หันมาออก Products เรียกลูกค้ามากขึ้น ผมว่าทั้ง RotiBoy กับ Auntie Anne ก็คงเหมือนๆกันครับ
ปล. ความเห็นส่วนตัวครับ
ครั้งหนึ่งเมื่อ "ชานมไข่มุก" กำลังมาแรง ลูกน้องหลายคนพยายามคะยั้นคะยอให้ "ตัน ภาสกรนที" หรือ "ตัน โออิชิ" ลงทุนทำ "ชานมไข่มุก"
แต่ "ตัน" ปฏิเสธ
เหตุผลก็คือ เขาเชื่อว่า "ชานมไข่มุก" เป็น "สินค้าแฟชั่น"
หลักการลงทุนของ "ตัน" คือจะไม่ลงทุนในธุรกิจที่เป็นแฟชั่น
ประเภทที่ได้รับความนิยมชั่วครั้งชั่วคราวไม่ใช่สินค้าที่ขายระยะยาวเป็นการถาวร
แบบนี้ "ตัน" ไม่สนใจ
หลักการตรวจสอบว่าสินค้าอะไรเป็นสินค้าแฟชั่นหรือสินค้าถาวร ของ "ตัน" มีอยู่ 2 อย่าง
ข้อแรก พิจารณาจาก "รสชาติ" ถ้าอร่อยมาก อร่อยสุดๆ
โอกาสที่จะเป็น "สินค้าแฟชั่น" สูงมาก
เพราะอาหารที่อร่อยมากๆ มักจะมีรสเข้มข้น
กินอะไรรสเข้มข้นมากๆ ไม่นานก็จะเบื่อ
ไม่เหมือนอาหารหรือเครื่องดื่มที่รสชาติไม่เข้มข้นมากนัก เจือหวาน เจือเค็มนิดๆ
พวกนี้กินได้นาน ไม่เบื่อง่าย
สังเกตไหมครับว่า "โออิชิ กรีนที" รสชาติจะไม่เข้มข้นมาก
"อะมิโน โอเค" หรือน้ำลำไย ตรา "ดีไทย" ก็ไม่หวานจัด
เพราะ "ตัน" ต้องการให้คนดื่มได้บ่อยๆ ไม่เบื่อง่าย
ข้อที่ 2 "ตัน" จะหาข้อมูลจากประเทศต่างๆ ใกล้บ้านเรา
ถ้าเครื่องดื่มประเภทใดได้รับความนิยมเป็นระยะเวลายาวนาน
ขายมา 5 ปี 10 ปีแล้วยังขายดีอยู่
แสดงว่าเครื่องดื่มประเภทนี้มีโอกาสที่จะเป็น "สินค้าถาวร" ไม่ใช่ "สินค้าแฟชั่น"
เหมาะสมกับการลงทุน
การลงทุนใหญ่ในธุรกิจ "ชาเขียว" ของ "ตัน" ในอดีตก็เกิดจากการหาข้อมูลจากประเทศในแถบเอเชีย
ทั้งญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง และสิงคโปร์
เครื่องดื่มชาเขียวได้รับความนิยมสูงมากเป็นเวลายาวนาน
"โออิชิ กรีนที" จึงกำเนิดขึ้น
หลายคนก็คงนึกว่ามันจะเป็น trend จริงคุณตันบอกว่า ชาเขียวจะเป็น trend วันนี้ก็พิสูจน์แล้วครับว่าเป็นแค่แฟชั่น หลังจากเลิกแจกเงินสามสิบล้านก็ทำให้รู้ว่า ยอดขายที่ผ่านมาซึ่งสูงมากๆนั้น ไม่ได้ยั่งยืนและพร้อมที่จะหล่นฮวบลงมาอยู่ที่ตำแหน่งต่ำๆเดิม และแม้จะกลับมาแจกเงินเหมือนเดิมก็ปลุกไม่ขึ้นเสียแล้ว เพราะมันเป็นแฟชั่น ไม่ใช่ trend ตั้งแต่ต้น เพียงแต่สร้างภาพให้ดูเป็น trend เท่านนั้นเอง
ตามที่ผมเข้าใจ เจ้าของกระทู้น่าจะหมายถึงอ่านๆ ชักงงกับคำว่า Trend กับ แฟชั่นแล้วสิ
ลองอธิบายตามที่เรียนการตลาดเท่าที่จำได้นะครับ แบบลึกๆต้องให้มือการตลาดที่พอใจมาบรรยายให้ฟังดีกว่าอ่านๆ ชักงงกับคำว่า Trend กับ แฟชั่นแล้วสิ
ยืนยันด้วย อร่อย กว่าทุกเจ้า หลายยยยadi เขียน:KrispyKreme อร่อยจริงๆ ขอยืนยัน
ต้องรสธรรมดานั่นแหละสุดยอด ยิ่งไปยืนดูมันไหลมาตามเครื่องทำโดนัทที่หน้าร้านแล้วได้อารมณ์สุดๆ
8) น้องโย พี่ก็ไม่รู้เรื่องนี้เหมือนกันyoyo เขียน: ลองอธิบายตามที่เรียนการตลาดเท่าที่จำได้นะครับ แบบลึกๆต้องให้มือการตลาดพี่พอใจมาบรรยายให้ฟังดีกว่า
ปกติจะแบ่งคำศัพท์พวกนี้ได้เป็น 4 คำคือ
Fad - คือมาเร็วไปเร็ว อย่างพวกตู้ sticker
Fashion - มาเป็นพักๆ คือฮิตอยู่ช่วงนึงแล้วหายไป .. เวลาผ่านไปนานๆแล้วกลับมาใหม่ อย่างกางเกงขาบายขากระดิ่งเป็นต้น
Trend - อันนี้จะอยู่นานหน่อย
Megatrend - ระดับสูงสุดของกระแส คืออยู่นานมากหลายๆปีขึ้นไป ส่วนใหญ่มีผลจากการเปลี่ยนแปลงตาม Generation อย่างเช่น กระแสสุขภาพเกิดจากการที่คนอายุมากมีสัดส่วนมากขึ้น
รอพี่พอใจมาช่วยตอบครับ