" เหล็กโงหัว " ??????
โพสต์แล้ว: จันทร์ เม.ย. 17, 2006 6:33 pm
อุตฯเหล็กโงหัวไตรมาสสอง >ขยับตัวทั้งราคาและการบริโภค/สถาบันเหล็กชี้ให้จับตายักษ์วงการเหล็กโลกควบรวมแน่
ไตรมาสสองสถานการณ์อุตฯเหล็กกระเตื้อง ส่งสัญญาญดีทั้งราคาและการบริโภค กลุ่มผู้ผลิตยังมั่นใจปีนี้โต10% แน่ ชี้กลุ่มลูกค้าจากยานยนต์ -เครื่องใช้ไฟฟ้ายังเติบโต ยอมรับไตรมาสแรกตกหลุมอากาศเพราะจีนระบายสะต็อกสู่ตลาดโลกจำนวนมาก สถาบันเหล็กชี้แผนควบรวมกิจการเหล็กของ Mittal กับARCELOR น่าจะเกิดขึ้น และจะทำให้ผู้ผลิตเหล็กคุมราคาได้
นายพิบูลย์ศักด์ อรรถบวรพิศาล ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไทยไวร์โพรดัคท์ จำกัด (มหาชน) อดีตประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ถึง สถานการณ์ของอุตสาหกรรมเหล็กในขณะนี้ว่า เริ่มส่งสัญญาณดีขึ้นแล้วในช่วงไตรมาสสอง(ระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน2549) หลังจากที่ไตรมาสแรกเหล็กมีราคาและกำลังการบริโภคที่อ่อนตัวลง เมื่อดูจากราคาเหล็กแผ่นในช่วงปลายปีที่แล้วที่ราคาดีกว่าในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ เนื่องจากระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคมเป็นช่วงที่ผู้ผลิตเหล็กในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนได้มีการระบายสะต็อกเหล็กราคาถูกออกมาขายทั่วโลกจำนวนมาก และในช่วงไตรมาสสองและไตรมาสสามปีนี้จะเป็นช่วงที่อุตสาหกรรมเหล็กอยู่ภายหลังสถานการณ์การควบรวมกิจการ จะทำให้จำนวนผู้ผลิตเหล็กในตลาดโลกมีน้อยรายขึ้น จะทำให้ราคาเหล็กยิ่งมีเสถียรภาพ รวมถึงเป็นช่วงที่มีการปิดซ่อมบำรุงเตาเผา ขณะที่สะต็อกเหล็กที่ถูกระบายมาจากจีนเริ่มทรงตัวแล้ว ทำให้มั่นใจว่าการบริโภคเหล็กในประเทศไทยยังขยายตัวอยู่ประมาณ 10% ต่อปี
" ถึงแม้ว่านักลงทุนจะมองว่าโครงการเม็กกะโปรเจ็กส์ยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววันนี้ แต่ทิศทางการบริโภคเหล็กแผนชี้ให้เห็นว่า มีการใช้ต่อเนื่องโดยเฉพาะการบริโภคในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงอาหารกระป๋องด้วย"
สอดคล้องกับที่แหล่งข่าวจากบริษัท สยามยูไนเต็ดสตีล(1995) จำกัด ผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดเย็นกล่าวยอมรับว่าปีนี้ เหล็กแผ่นยังมีตลาดรองรับอยู่มากโดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่มีการตั้งเป้าว่าจะเติบโต 20% เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่การส่งออกยังขยายตัวต่อเนื่อง ในขณะที่อาหารกระป๋องและหลังคาสังกะสีก็น่าจับตามองด้วย
ล่าสุด"ฐานเศรษฐกิจ"ได้ทำการสำรวจราคาเหล็กแผ่นจากกลุ่มผู้ประกอบการหลายรายพบว่าราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนเมื่อปลายปีที่แล้วราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 22,000-24,000 บาท/ตัน ไตรมาสแรกปี2549 ราคาตกมาอยู่ที่ 16,000 บาท/ตัน และคาดว่าราคาในช่วงไตรมาส2และ3 จะขยับขึ้นมาเป็น 18,000-20,000 บาท/ตัน ส่วนเหล็กแผ่นรีดเย็นในช่วงไตรมาสแรกยืนอยู่ที่ราคาเฉลี่ย 22,000-26,000 บาท/ตัน และราคาจะปรับขึ้นเป็น 27,000-29,000 บาท/ตัน
ด้านนายวิกรม วัชระคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่าตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมเป็นต้นมา ราคาเหล็กในตลาดโลกได้เริ่มปรับตัวสูงขึ้นแล้ว สาเหตุนอกจากจะเกิดกรณีที่จีนลดการระบายสะต็อกเหล็กออกมาสู่ตลาดโลกแล้ว ยังเกิดจากที่ปีนี้สหรัฐอเมริกากำลังฟื้นฟูประเทศในพื้นที่ที่ได้รับความเสียจากการถูกพายุกระหน่ำเมื่อปีที่แล้วทำให้มีการใช้เหล็กมากขึ้น
"สำหรับในช่วงไตรมาสที่สามยังคาดเดาลำบาก เพราะไม่แน่ใจว่าจีนซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญจะจัดการกับเหล็กส่วนที่เหลืออย่างไรหากมีปริมาณที่ล้นตลาดอยู่มาก ในขณะที่รัฐบาลจีนเองก็มีการสั่งห้ามนำเหล็กออกมาขายนอกประเทศในราคาถูก"
ส่วนแนวโน้มของอุตสาหกรรมเหล็กตนมองว่าจะยิ่งน่าจับตาดูเป็นอย่างมากเพราะมีความเป็นไปได้ว่า กลุ่ม Mittal จากอินเดีย จะควบรวมกิจการเหล็กกับอัลซีลอร์(ARCELOR) ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งต่างก็เป็นผู้ผลิตเหล็กที่คุมตลาดยานยนต์รายใหญ่โดยกลุ่มMittal คุมตลาดยานยนต์อยู่ในสหรัฐอเมริกามากถึง 40% ขณะที่ ARCELOR คุมตลาดยานยนต์ในยุโรป ในสัดส่วน 40% เช่นกัน ฉนั้นเมื่อสองยักษ์ใหญ่มารวมธุรกิจเหล็กด้วยกันได้ก็จะอยู่ภายใต้บริษัทเดียว และจะส่งผลให้บริษัทเหล็กก็จะสามารถคุมราคาได้มากขึ้นกว่าเดิม และในระยะยาวจะทำให้เสถียรภาพของราคาดีขึ้น ส่วนระยะสั้นนี้ตัวแปรสำคัญยังคงเป็นจีนอยู่เพราะเป็นตลาดใหญ่ที่มีอำนาจซื้อทั้งในแง่การผลิตและการบริโภค โดยปัจจุบันจีนมีขนาดกำลังการผลิตเหล็กในประเทศเกือบ 400 ล้านตัน จากที่การผลิตเหล็กในตลาดโลกมีจำนวนกว่า 1,000 ล้านตัน/ปี
อนึ่ง กลุ่ม Mittal จากอินเดีย เจ้าของคือ Mr Lakshmi N Mittal ที่กำลัง เข้ามามีอิทธิพลต่อราคาเหล็กในตลาดโลก ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ โดยสัญญาณที่บอกชัดเจนเริ่มจากที่ทุนกลุ่มนี้เข้าไปเทคโอเวอร์โรงงานเหล็กต่างๆทั่วโลกใน 14 ประเทศในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ทำให้ปัจจุบันกลุ่มMittal รวยเป็นอันดับหนึ่งของเอเซีย มีกำลังผลิตเหล็กรวมทั่วโลกทั้งสิ้น 63 ล้านตัน ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า อัลซีลอร์(ARCELOR) ประเทศฝรั่งเศสที่มีขนาดกำลังผลิตรวมทั่วโลกเพียง 45 ล้านตัน/ปี นั่นหมายความว่าเวลานี้กลุ่ม Mittal ได้คุมตลาดเหล็กของโลกไปแล้ว และในระยะอันใกล้นี้กลุ่มทุนขนาดใหญ่เพียง 2-3 ราย จะเป็นผู้ลงมากำหนดราคาในตลาดโลกไปในที่สุด
ไตรมาสสองสถานการณ์อุตฯเหล็กกระเตื้อง ส่งสัญญาญดีทั้งราคาและการบริโภค กลุ่มผู้ผลิตยังมั่นใจปีนี้โต10% แน่ ชี้กลุ่มลูกค้าจากยานยนต์ -เครื่องใช้ไฟฟ้ายังเติบโต ยอมรับไตรมาสแรกตกหลุมอากาศเพราะจีนระบายสะต็อกสู่ตลาดโลกจำนวนมาก สถาบันเหล็กชี้แผนควบรวมกิจการเหล็กของ Mittal กับARCELOR น่าจะเกิดขึ้น และจะทำให้ผู้ผลิตเหล็กคุมราคาได้
นายพิบูลย์ศักด์ อรรถบวรพิศาล ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไทยไวร์โพรดัคท์ จำกัด (มหาชน) อดีตประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ถึง สถานการณ์ของอุตสาหกรรมเหล็กในขณะนี้ว่า เริ่มส่งสัญญาณดีขึ้นแล้วในช่วงไตรมาสสอง(ระหว่างเดือนเมษายน-มิถุนายน2549) หลังจากที่ไตรมาสแรกเหล็กมีราคาและกำลังการบริโภคที่อ่อนตัวลง เมื่อดูจากราคาเหล็กแผ่นในช่วงปลายปีที่แล้วที่ราคาดีกว่าในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ เนื่องจากระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคมเป็นช่วงที่ผู้ผลิตเหล็กในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนได้มีการระบายสะต็อกเหล็กราคาถูกออกมาขายทั่วโลกจำนวนมาก และในช่วงไตรมาสสองและไตรมาสสามปีนี้จะเป็นช่วงที่อุตสาหกรรมเหล็กอยู่ภายหลังสถานการณ์การควบรวมกิจการ จะทำให้จำนวนผู้ผลิตเหล็กในตลาดโลกมีน้อยรายขึ้น จะทำให้ราคาเหล็กยิ่งมีเสถียรภาพ รวมถึงเป็นช่วงที่มีการปิดซ่อมบำรุงเตาเผา ขณะที่สะต็อกเหล็กที่ถูกระบายมาจากจีนเริ่มทรงตัวแล้ว ทำให้มั่นใจว่าการบริโภคเหล็กในประเทศไทยยังขยายตัวอยู่ประมาณ 10% ต่อปี
" ถึงแม้ว่านักลงทุนจะมองว่าโครงการเม็กกะโปรเจ็กส์ยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววันนี้ แต่ทิศทางการบริโภคเหล็กแผนชี้ให้เห็นว่า มีการใช้ต่อเนื่องโดยเฉพาะการบริโภคในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงอาหารกระป๋องด้วย"
สอดคล้องกับที่แหล่งข่าวจากบริษัท สยามยูไนเต็ดสตีล(1995) จำกัด ผู้ผลิตเหล็กแผ่นรีดเย็นกล่าวยอมรับว่าปีนี้ เหล็กแผ่นยังมีตลาดรองรับอยู่มากโดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่มีการตั้งเป้าว่าจะเติบโต 20% เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ที่การส่งออกยังขยายตัวต่อเนื่อง ในขณะที่อาหารกระป๋องและหลังคาสังกะสีก็น่าจับตามองด้วย
ล่าสุด"ฐานเศรษฐกิจ"ได้ทำการสำรวจราคาเหล็กแผ่นจากกลุ่มผู้ประกอบการหลายรายพบว่าราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนเมื่อปลายปีที่แล้วราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 22,000-24,000 บาท/ตัน ไตรมาสแรกปี2549 ราคาตกมาอยู่ที่ 16,000 บาท/ตัน และคาดว่าราคาในช่วงไตรมาส2และ3 จะขยับขึ้นมาเป็น 18,000-20,000 บาท/ตัน ส่วนเหล็กแผ่นรีดเย็นในช่วงไตรมาสแรกยืนอยู่ที่ราคาเฉลี่ย 22,000-26,000 บาท/ตัน และราคาจะปรับขึ้นเป็น 27,000-29,000 บาท/ตัน
ด้านนายวิกรม วัชระคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่าตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมเป็นต้นมา ราคาเหล็กในตลาดโลกได้เริ่มปรับตัวสูงขึ้นแล้ว สาเหตุนอกจากจะเกิดกรณีที่จีนลดการระบายสะต็อกเหล็กออกมาสู่ตลาดโลกแล้ว ยังเกิดจากที่ปีนี้สหรัฐอเมริกากำลังฟื้นฟูประเทศในพื้นที่ที่ได้รับความเสียจากการถูกพายุกระหน่ำเมื่อปีที่แล้วทำให้มีการใช้เหล็กมากขึ้น
"สำหรับในช่วงไตรมาสที่สามยังคาดเดาลำบาก เพราะไม่แน่ใจว่าจีนซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญจะจัดการกับเหล็กส่วนที่เหลืออย่างไรหากมีปริมาณที่ล้นตลาดอยู่มาก ในขณะที่รัฐบาลจีนเองก็มีการสั่งห้ามนำเหล็กออกมาขายนอกประเทศในราคาถูก"
ส่วนแนวโน้มของอุตสาหกรรมเหล็กตนมองว่าจะยิ่งน่าจับตาดูเป็นอย่างมากเพราะมีความเป็นไปได้ว่า กลุ่ม Mittal จากอินเดีย จะควบรวมกิจการเหล็กกับอัลซีลอร์(ARCELOR) ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งต่างก็เป็นผู้ผลิตเหล็กที่คุมตลาดยานยนต์รายใหญ่โดยกลุ่มMittal คุมตลาดยานยนต์อยู่ในสหรัฐอเมริกามากถึง 40% ขณะที่ ARCELOR คุมตลาดยานยนต์ในยุโรป ในสัดส่วน 40% เช่นกัน ฉนั้นเมื่อสองยักษ์ใหญ่มารวมธุรกิจเหล็กด้วยกันได้ก็จะอยู่ภายใต้บริษัทเดียว และจะส่งผลให้บริษัทเหล็กก็จะสามารถคุมราคาได้มากขึ้นกว่าเดิม และในระยะยาวจะทำให้เสถียรภาพของราคาดีขึ้น ส่วนระยะสั้นนี้ตัวแปรสำคัญยังคงเป็นจีนอยู่เพราะเป็นตลาดใหญ่ที่มีอำนาจซื้อทั้งในแง่การผลิตและการบริโภค โดยปัจจุบันจีนมีขนาดกำลังการผลิตเหล็กในประเทศเกือบ 400 ล้านตัน จากที่การผลิตเหล็กในตลาดโลกมีจำนวนกว่า 1,000 ล้านตัน/ปี
อนึ่ง กลุ่ม Mittal จากอินเดีย เจ้าของคือ Mr Lakshmi N Mittal ที่กำลัง เข้ามามีอิทธิพลต่อราคาเหล็กในตลาดโลก ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ โดยสัญญาณที่บอกชัดเจนเริ่มจากที่ทุนกลุ่มนี้เข้าไปเทคโอเวอร์โรงงานเหล็กต่างๆทั่วโลกใน 14 ประเทศในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ทำให้ปัจจุบันกลุ่มMittal รวยเป็นอันดับหนึ่งของเอเซีย มีกำลังผลิตเหล็กรวมทั่วโลกทั้งสิ้น 63 ล้านตัน ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า อัลซีลอร์(ARCELOR) ประเทศฝรั่งเศสที่มีขนาดกำลังผลิตรวมทั่วโลกเพียง 45 ล้านตัน/ปี นั่นหมายความว่าเวลานี้กลุ่ม Mittal ได้คุมตลาดเหล็กของโลกไปแล้ว และในระยะอันใกล้นี้กลุ่มทุนขนาดใหญ่เพียง 2-3 ราย จะเป็นผู้ลงมากำหนดราคาในตลาดโลกไปในที่สุด