ข่าวจากนสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 24 มีนาคม 2549 ครับ
ยูนิเวนเจอร์ทุ่ม3พันล้านซื้อโครงการอสังหาฯ
"ยูนิเวนเจอร์" รุกซื้อโครงการอสังหาฯ ด้อยคุณภาพปรับปรุงต่ออีก 3 โครงการ มูลค่ากว่า 3 พันล้านบาท ดันรายได้รวมปีนี้โตอย่างน้อย 30% เตรียมเปิดตัวบริษัทลูกทำธุรกิจพลังงานเมษายนนี้ หลังเล็งเห็นแนวโน้มความต้องการพลังงานสูง
นางอรฤดี ณ ระนอง ประธานอำนวยการ บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ UV เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนซื้อโครงการอสังหาริมทรัพย์มาพัฒนาอีก 3 โครงการ จากไตรมาสที่ 1 ที่ซื้อโครงการมาแล้ว 2 โครงการ ประกอบด้วย โครงการพาร์ค วิลล์ วิภาวดี มูลค่าโครงการ 580 ล้านบาท และโครงการบ้านรังสิตมูลค่าโครงการ 1,700 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในสิ้นปีบริษัทจะมีโครงการที่ซื้อมาพัฒนาจำนวน 5 โครงการ มูลค่ารวม 5,000 ล้านบาท จะสามารถรับรู้รายได้ 2,500 ล้านบาทในปีนี้ แต่บริษัทจะรับรู้เป็นรายได้ตามสัดส่วนการลงทุน
"ปีนี้เริ่มมีสัญญาณว่า โครงการอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว ซึ่งเป็นเพราะผู้บริหารขาดประสบการณ์ของผู้พัฒนาโครงการ และการขยายโครงการมากเกินไป ทำให้ขาดสภาพคล่องทางการเงิน ขณะที่บริษัทมีจุดแข็งคือมีพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ ทำให้สามารถพัฒนาโครงการให้ประสบความสำเร็จได้" นางอรฤดีกล่าว
สำหรับธุรกิจผลิตผงสังกะสีออกไซด์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจของบริษัท คาดว่าจะมียอดขาย 100 ล้านบาทต่อเดือน เพราะราคาสังกะสีในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในปี 2548 จากปี 2547 ที่ราคาอยู่ในระดับ 1,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ในแง่รายได้รวมปีนี้บริษัทคาดว่าจะขยายตัว 30% จากปี 2548 ที่มีรายได้รวม 1,107 ล้านบาท
โดยแบ่งเป็น
รายได้จากการลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ 25-30% และจาก
ธุรกิจด้านการผลิตผงสังกะสีออกไซด์ 70% ที่เหลือเป็นธุรกิจอื่นๆ ประกอบด้วย ธุรกิจการบริหารงานและขายผลิตภัณฑ์ด้านที่จอดรถ ธุรกิจด้านที่ปรึกษาในการลงทุนและธุรกิจด้านที่ปรึกษาในการบริหารการใช้พลังงานอย่างมีศักยภาพ ทั้งนี้ กำไรจะมาจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ คิดเป็น 70% ของกำไรสุทธิ และจากธุรกิจผงสังกะสี 22-30%
อย่างไรก็ตาม
แม้ว่ากำไรของบริษัทจะมาจากภาคอสังหาริมทรัพย์มากกว่า แต่บริษัทยังไม่มีความพร้อมที่จะย้ายกลับเข้าไปซื้อขายในหมวดอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากประเมินว่า บริษัทไม่ได้ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรง แต่เป็นการลงทุนที่รับกำไรตามสัดส่วนการถือหุ้นเท่านั้น
นางอรฤดี กล่าวอีกว่า เดือนหน้าบริษัทมีแผนที่จะเปิดตัวบริษัทย่อย ซึ่งดำเนินธุรกิจพลังงาน มีทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท โดยบริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 60% อีก 40% เป็นการถือหุ้นของ บลจ.วรรณ และกองทุนจากต่างประเทศ โดยขณะนี้ บริษัทย่อยกำลังอยู่ระหว่างก่อสร้างโรงผลิตไฟฟ้าขนาด 3 เมกะวัตต์ 1 โรงงานที่ จ.ระยอง มูลค่าโครงการ 300-400 ล้านบาท โดยบริษัทใส่เงินในโครงการนี้ 20% ของมูลค่าโครงการ ที่เหลือเป็นการลงทุนของกองทุนต่างประเทศ และเจ้าของโรงผลิตไฟฟ้า
"การที่บริษัทหันมาลงทุนในธุรกิจพลังงาน เพราะแนวโน้มราคาน้ำมันขยับขึ้นต่อเนื่อง รวมทั้งความต้องการใช้พลังงานก็สูงขึ้น จึงคิดว่าธุรกิจนี้จะสร้างผลตอบแทนที่ดีในอนาคต" นางอรฤดีกล่าว
สำหรับปัจจัยทางการเมืองไม่มีเสถียรภาพรวม ทั้งทิศทางดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องนั้น บริษัทประเมินว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดอสังหาฯ โดยรวม และบริษัทมากนัก เนื่องจากความต้องการทางด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะโครงการระดับกลางและที่อยู่อาศัยแนวรถไฟฟ้ายังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
อะไรคือธุรกิจหลักของUVครับ
