ผมหาให้2ตัวล่ะกันครับ
........................................
TOC
ผู้ถือหุ้นรายใหญ่1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 410,570,440 หุ้น 50.00%2. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) 35,530,085 หุ้น 4.33%3. บริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) 29,096,690 หุ้น 3.54%4. OMAN OIL COMPANY S.A.O.C. 25,109,100 หุ้น 3.06%5. บริษัท วีนิไทย จำกัด (มหาชน) 22,437,535 หุ้น 2.73%คณะกรรมการ1. นายมนู เลียวไพโรจน์ ประธานกรรมการ 2. นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ รองประธานกรรมการ3. นายอดิเทพ พิศาลบุตร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ 4. นายพละ สุขเวช กรรมการ5. นายชลณัฐ ญาณารณพ กรรมการ
บริษัท ไทยโอเลฟินส์ จำกัด(มหาชน) จำกัด หรือ TOC ผู้ผลิตและจำหน่ายเอทิลีนและโพรพิลีนเป็นปิโตรเคมีภัณฑ์ต้นน้ำ ที่ใช้ในการผลิตเม็ดพลาสติกต่างๆ รวมทั้งเป็นผู้ผลิตโอเลฟินส์รายใหญ่อันดับสามของประเทศ ยังคงโชว์ผลการดำเนินงานได้อย่างน่าประทับใจ
แม้ผลประกอบการไตรมาส 3 สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2548 ของ TOC จะทำกำไรสุทธิได้เป็นจำนวน 2,048 ล้านบาท หรือ 2.50 บาทต่อหุ้น ปรับลดลง 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 2,475 ล้านบาท หรือ 3.01 บาทต่อหุ้น แต่นั้นถือเป็นผลการดำเนินงานที่ดีมากๆ ในภาวะเช่นนี้
เนื่องจากถ้ามองผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนจะพบว่า TOC มีกำไรสุทธิรวม 6,333 ล้านบาท หรือ 7.71 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 4,127ล้านบาท หรือ 5.03 บาทต่อหุ้น
โดยกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นมาจากยอดรายได้จากการขายที่เพิ่มมาที่ 26,994 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 64% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 16,448 ล้านบาท เนื่องมาจากกำลังการผลิตที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับยอดขายโอลิฟินส์ที่เพิ่มมากขึ้น
นอกจากนี้ยังได้รับผลประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสูงถึง 134 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งประสบผลขาดทุนสูงถึง121 ล้านบาท
ด้านต้นทุนขายก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 19,350 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีเพียง 11,632 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น 85% เนื่องจากการขยายกำลังการผลิตที่เพิ่มมากขึ้นขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายสูงเพิ่มไปด้วย
ส่วนภาระดอกเบี้ยจ่ายที่เพิ่มขึ้นถึง 68% มาอยู่ที่ระดับ 384 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีเพียง 228 ล้านบาท ล้วนเกิดจากยอดเงินกู้ยืมระยะยาวที่มีเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้บริษัทมีภาระดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
สำหรับสภาพคล่องในการดำเนินงานพบว่า ดีมากๆ หลังบริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียนเพิ่มขึ้นเป็น 17,859 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันมีเพียง 8,672 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็น 2 เท่าตัว ขณะที่มีหนี้สินมหุนเวียนมีอยู่เพียง 7,929 ล้านบาท ส่งผลให้ค่าCurrent Ratio ออกมาเท่ากับ 2.25 เท่า จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1.56 เท่าแสดงให้เห็นว่า บริษัทมีเงินทุนหมุนเวียนคล่องตัวเป็นอย่างมาก
ส่วนหนี้สินรวมที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 23,688 ล้านบาท จากก่อนหน้านี้มีเพียง 12,259ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเงินกู้ยืมเพื่อใช้ลงทุนสำหรับการขยายงานและเพิ่มกำลังการผลิต
ทางด้านส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 29,286 ล้านบาท จากเดิมอยู่ที่ระดับ 25,915.62 ล้านบาท คือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ ค่า D/E Ratio ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 0.80 เท่าทั้งที่ภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก
ประกอบกับเร็วๆ นี้ TOC และ NPC จะมีการควบรวมกิจการเพื่อความคล่องตัวในการดำเนินงาน ย่อมเป็นข่าวดีสำหรับคนที่ถือหุ้นเพื่อนำไปแลกเป็นหุ้นใหม่ หลังเห็นกันชัดๆว่า ภายหลังการควบรวมประสิทธิภาพในหการทำกำไรจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว