พี่ขุนอินเพิ่งเตือนเมื่อเช้า ตอนนี้ขึ้นหน้า1 ฐานเศรษฐกิจแล้ว
โพสต์แล้ว: เสาร์ มิ.ย. 18, 2005 7:01 pm
มีใครอยากเก็บอะไร ก็มองๆกันได้ครับ จะเป็นมหกรรมลดราคาหรือเปล่า อันนี้ต้องรอดูครับ
http://www.thannews.th.com/detialNews.p ... issue=2019
4,000โรงงานระส่ำ 'อีสเทิร์น'วิกฤติน้ำ
โรงงานย่านนิคมฯ"อีสเทิร์นซีบอร์ด"พื้นที่ระยอง-ชลบุรี ป่วนหนัก วิกฤตน้ำถล่มซ้ำ ระบุบางนิคมฯถึงขั้นให้โรงงานต้องจัดหาน้ำมาใช้เอง เดทไลน์ถึงปลายเดือนก.ค.นี้ หากผลไม่ตกอีก เชื่อหลายโรงงานถึงขั้นต้องหยุด-ลดกำลังผลิตลงชั่วคราว ด้านเอกชนหวั่นสูญเสียโอกาสผลิตและส่งออก ขณะที่อีสต์วอเตอร์ โบ้ยประชาชน-โรงงานใช้น้ำมากกว่าทุกปี
สืบเนื่องจาก"ฐานเศรษฐกิจ" ได้รายงานและเกาะติดปัญหาภัยแล้งมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบันถือว่าเป็นอีกช่วงในรอบหลายสิบปี ที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวะภัยแล้งยาวนานที่สุด สร้างความเดือดร้อนไปทั่วทุกหัวระแหง ทั้งในภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรม ล่าสุดวิกฤตน้ำได้ลุกลามส่งผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออกหรือ"อีสเทิร์นซีบอร์ด" ขึ้นแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มโรงงานในพื้นที่จังหวัดระยองและชลบุรี เจอปัญหาหนักที่สุด เมื่อน้ำไม่พอใช้ในกระบวนการผลิต
-4,000โรงงานป่วนรอฝนชี้ชะตา
อย่างไรก็ตามจากการสำรวจของ"ฐานเศรษฐกิจ" และจากการสอบถามผู้ประกอบการรวมถึงการเก็บข้อมูลอุตสาหกรรมจังหวัดระยองและชลบุรี พบว่าขณะนี้โรงงานในจังหวัดระยองที่มีอยู่ประมาณ 1,450 แห่ง ที่จังหวัดชลบุรีอีกกว่า 2,000 แห่ง ส่วนใหญ่จะต้องพึ่งพาการใช้น้ำในอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล และดอกกรายนั้น ขณะนี้เริ่มประสบชะตากรรมน้ำไม่พอใช้ เนื่องจากปริมาณน้ำในอ่างเหือดแห้ง พร้อมกับโอดครวญถึงภาครัฐว่าทำงานซ้ำซาก แก้ปัญหาน้ำในอีสเทริ์นซีบอร์ดไม่ตก
สอดคล้องกับกลุ่มทุนข้ามชาติรายหนึ่งที่ระบุว่าโรงงานทั้งหมดจะต้องใช้น้ำในการผลิต เมื่อมีการขอร้องให้เลื่อนการปิดซ่อมบำรุงเครื่องจักรประจำปีจากภาครัฐจากช่วงคริสต์มาสมาเป็นช่วงนี้ ถึงกับทำให้บริษัทสัญชาติฝรั่งถึงกับอึ้ง เมื่อเริ่มรู้ว่าภาวะวิกฤตน้ำดังกล่าวรุนแรงกว่าที่คิดไว้มาก
ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงจากกลุ่มผู้ผลิตอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอีกรายหนึ่งในจังหวัดระยอง กล่าวเช่นกันว่า อุตสาหกรรมปิโตรเคมี เป็นอีกอุตสาหกรรมที่ต้องใช้น้ำในกระบวนการผลิตค่อนข้างมาก โดยเฉพาะที่จังหวัดระยอง ถือเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมดังกล่าว ผู้ประกอบการแต่ละรายต่างมีความวิตกกังวลว่า หากฝนไม่ตก หรือน้ำไม่ไหลลงอ่างเก็บน้ำทั้งสองแห่งดังกล่าว ก็จะเป็นปัญหาใหญ่ตามมาอย่างแน่นอน
"คาดการณ์ว่าภายในวันที่ 15 กรกฏาคม 2548 นี้ก็น่าจะรู้ผลว่าปริมาณน้ำในอ่างทั้ง2แห่งจะมีเพียงพอหรือไม่ และจะมีโรงงานไหนบ้าง โดยเฉพาะในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่จะต้องมีการหยุดผลิต หรือลดการผลิตลงเป็นการชั่วคราว หลังจากที่ปริมาณน้ำอยู่ในระดับที่ต่ำสุดแล้วในเวลานี้"
-ดิ้นสุดทางถึงขั้นลดกำลังผลิต-รีไซเคิลน้ำ
นอกจากนี้เขายังบอกอีกว่า เวลานี้หลายโรงงานใช้วิธีบำบัดน้ำที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงบางรายก็ได้ตัดสินใจ ลดกำลังผลิตลงแล้ว ซึ่งปัญหานี้ภาครัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ต้องการให้เกิดกระแสข่าวขาดน้ำออกไปแบบคึกโครม เพราะจะเป็นเรื่องของภาพพจน์การลงทุน โดยเฉพาะพื้นที่ลงทุนในอีสเทิร์นซีบอร์ด ที่เป็นยุทธศาสตร์การลงทุนของทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นพื้นที่ลงทุนที่มีศักยภาพที่สุด มีความพร้อมในระบบโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ
"จะเห็นว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการพัฒนาที่ดินเพื่อตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก และเป็นศูนย์กลางการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ และปิโตรเคมี ที่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาลที่มีการลงทุนมาก และใช้เงินลงทุนสูง"
-นิคมฯมาบตาพุดคุมเข้มรง.ใช้น้ำฟุ่มเฟือย
แหล่งข่าวจากบริษัท อัลลายแอนซ์ รีไฟน์นิ่ง จำกัด ผู้บริหารโรงกลั่นน้ำมันระยอง และโรงกลั่นสตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง หรือเออาร์ซี เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางนิคมอุตสาหกรรมได้กำชับให้โรงงานที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งรวมถึงโรงกลั่นน้ำมันระยองและสตาร์ปิโตรเลียมฯ ให้ประหยัดการใช้น้ำมันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้กระทั่งเวลานี้น้ำรดต้นไม้ก็ต้องชะลอการใช้น้ำออกไปหรือไม่มีการรดเลยในช่วงนี้ และให้แต่ละโรงงานมีการจัดเตรียมวางแผนในการหาน้ำมาใช้ในขบวนการผลิตเอง ด้วยวิธีการต่างๆ เท่าที่จะทำได้หากเกิดวิกฤตที่เลวร้ายจริงๆ โดยมีการพูดถึงหากจำเป็นก็ต้องขนน้ำบรรทุกใสเรือจากที่อื่นมาใช้
"ทราบว่าขณะนี้ทางการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.)อยู่ระหว่างวางแผนรองรับไว้หากเกิดการขาดแคลนน้ำจริงๆ จะให้แต่ละโรงงานลดกำลังการผลิตลง ที่จะกำหนดว่าโรงงานไหนจะเริ่มลดกำลังการผลิตก่อน และหากวิกฤตจริงๆ จนถึงขั้นต้องปิดโรงงาน ก็จะกำหนดให้โรงงานไหนต้องปิดก่อน ซึ่งเวลานี้ทุกฝ่ายกำลังประสานงานกันและหาทางออกในเรื่องนี้อยู่"
-กนอ.เสนอลดใช้น้ำเพิ่มเป็น40%
นายพีระวัฒน์ รุ่งเรืองศรี ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางจังหวัดได้มีการตั้งศูนย์ภัยแล้งและสนับสนุนปฏิบัติการฝนหลวงขึ้นมาเพื่อรับมือกับวิกฤตการขาดแคลนน้ำในเวลานี้แล้ว โดยได้มีการเชิญผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและนิคมใกล้เคียงกว่า 60 ราย มาหารือเพื่อวางแผนการใช้น้ำจากเดิมที่มีอยู่ ซึ่งในเวลานี้แผนได้ออกมาแล้วว่าจะตั้งเป้าลดการใช้น้ำลงจาก10% เพิ่มเป็น 40 % โดยขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมประเภทไหนที่ลดได้มากน้อยแตกต่างกันไป
ซึ่งจากผลจากลดการใช้น้ำ10-40% นั้น จะส่งผลกระทบให้โรงงานต่างๆ ต้องลดกำลังการผลิตของตนเองลงด้วย ตามปริมาณการใช้น้ำที่ลดลง และยังได้ประสานงานไปที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เตรียมจัดหาปริมาณไฟฟ้าจากแหล่งอื่นเข้ามาเสริม กรณีที่โรงไฟฟ้าระยองขนาด 700 เมกะวัตต์ ต้องลดกำลังการผลิตลงด้วย และได้ขอให้โรงงานใดที่มีแผนหยุดการซ่อมบำรุงประจำปีช่วงปลายปีนี้ ให้มาดำเนินงานในช่วงนี้แทนเพื่อเป็นการลดใช้น้ำได้ทางหนึ่ง รวมถึงการเพิ่มน้ำในอ่างที่ได้มีการระดมการทำฝนเทียม และหากจำเป็นจะมีการเสนอให้ภาครัฐอนุญาตให้โรงงานขุดเจาะบ่อบาดาลใช้เองได้
เขายังกล่าวย้ำอีกว่า ในวันจันทร์ที่ 20 มิถุนายนนี้ จะมีการเสนอแผนดังกล่าวให้ผู้ว่าราชการจังหวัดระยองรับทราบ ซึ่งในระยะนี้ได้กลุ่มอุตสาหกรรมใหญ่ๆ เช่น โรงกลั่นน้ำมัน ไฟฟ้า และปิโตรเคมี ได้เริ่มที่จะลดกำลังการผลิตลงแล้ว แต่ในส่วนของโรงกลั่นน้ำมันอาจจะต้องมีการพิจารณาเป็นพิเศษ เนื่องจากหากลดกำลังการผลิตที่มากเกินควรจะกระทบต่อปริมาณการจัดหาน้ำมันของประเทศได้ ซึ่งต้องดูเป็นพิเศษ
-หวั่นเสียโอกาสผลิตและส่งออก
แหล่งข่าวจากบริษัท เอเพ็ค ปิโตรเคมีคอล จำกัด ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกพีวีซี หนึ่งในโรงงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ระยองเช่นเดียวกัน กล่าวว่า ขณะนี้ซัพพายเออร์ที่ป้อนวัตถุดิบ ให้กับบริษัทในญี่ปุ่น รู้แล้วว่าโรงงานผลิตพีวีซีในประเทศไทยเผชิญปัญหาวิกฤติน้ำขาดแคลน จึงลังเลว่าจะส่งวัตถุดิบให้กับลูกค้าในประเทศไทยได้เท่าไหร่ เนื่องจากไม่มั่นใจว่าการบริโภควัตถุดิบที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า เช่น ไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์(วีซีเอ็ม)จะลดลงหรือไม่ จากปัจจุบันจะมีการนำเข้ามาใช้ประมาณ 70,000-100,000 ตัน/ปี
นอกจากนี้ยังมองว่าปัญหาการขาดน้ำควรจะประกาศออกมาให้ชัดเจนล่วงหน้า ถึงภาวะขาดแคลนและมาตรการตั้งรับ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต และการส่งออก เพื่อที่โรงงานอุตสาหกรรมจะได้รับมือและเตรียมชี้แจงกับลูกค้าในต่างประเทศได้ล่วงหน้า กรณีที่มีการหยุดผลิต หรือลดการผลิตลงชั่วคราว เพราะออเดอร์ส่วนใหญ่เป็นการสั่งซื้อล่วงหน้า เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการศูนย์เสียโอกาสการลงทุนและการตลาด เพราะการลดการใช้น้ำลง เท่ากับว่าต้องลดการผลิตลงด้วยอย่างแน่นอน แหล่งข่าวกล่าว
-นิคมฯเหมราชเคลียร์ลูกค้าในพ.ท.
นายวิวัฒน์ จิรัฐติกาลสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า ตลอด 10 ปีที่เข้ามาบริหารงานในนิคมเหมราชฯ ไม่เคยเผชิญกับวิกฤติขาดแคลนน้ำในภาคอุตสาหกรรมหนักและยาวนานอย่างในปีนี้ อย่างไรก็ดีเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ทางเหมราชฯ ก็ได้เตรียมการวางแผนรับมือไว้แล้วเช่นเดียวกันโดยร่วมมือกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในการกำหนดแผนใช้น้ำระยะสั้นและระยะยาว
สำหรับแผนการใช้น้ำระยะสั้นนั้น จะมีการแบ่งโควตาน้ำ ให้กับนิคมอุตสาหกรรมต่างๆในพื้นที่ดังกล่าวตามสัดส่วนที่เหมาะสม ส่วนแผนระยะยาวจะมีการรับน้ำมาจากอ่างประแสที่มีปริมาณน้ำต่อปีประมาณ 200 ล้านลบ.ม. โดยจัดสรรมาจำนวน 80 ล้านลบ.ม. และจัดสรรน้ำมาจากเขื่อนบางปะกง ประมาณ 40 ล้านลบ.ม. รวมเป็นปริมาณน้ำที่จัดสรรมาจำนวนประมาณ 120 ล้านลบ.ม./ปี ที่จัดสรรมาใช้ในจังหวัดระยอง
"ปัจจุบันเหมราชมีลูกค้าเข้ามาตั้งโรงงานในพื้นที่จังหวัดระยองและชลบุรี จำนวน 240 ราย เฉพาะในจังหวัดระยอง ส่งผลให้เกิดการลงทุนแล้วกว่า 500,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามเหมราชได้ชี้แจงกับลูกค้าในพื้นที่อย่างต่อเนื่องว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะฝนตกและน้ำไม่ลงอ่าง เนื่องจากทิศทางลม ซึ่งเราไม่สามารถบังคับได้ แต่ก็ได้แต่หวังว่าช่วงเดือนกรกฏาคมของทุกปี จะมีมรสุมมาจากประเทศฟิลิปปินส์ ก็จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ไปบางส่วน"
- อีสต์วอเตอร์ชี้น้ำก้นอ่างสำรองได้
นายวันชัย หล่อวัฒนตระกูล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออกหรืออีสต์วอเตอร์ กล่าวว่า ตามภาวะปกติอีสต์วอเตอร์จะนำน้ำดิบออกจากอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล และดอกกรายกว่า 20 ล้านลบ.ม./เดือน สำหรับใช้ในภาคอุตสาหกรรม เกษตร และการบริโภค โดยปริมาณน้ำดิบดังกล่าวแบ่งเป็นใช้ในภาคอุตสาหกรรมประมาณ 15 ล้านลบ.ม./เดือน ขณะนี้เหลือเพียง 13.5 ล้านลบ.ม./เดือน หลังจากที่กรมชลประทานขอความร่วมมือให้ลดการใช้น้ำเพื่ออุตสาหกรรมลง 10 % ที่เหลือ 1.5 ล้านลบ.ม./เดือนเป็นการบริโภค โดยไม่นับรวมการใช้น้ำสำหรับภาคเกษตรที่ได้ผลจากน้ำฝน
อย่างไรก็ตามปริมาณน้ำดังกล่าวยังไม่ได้นับรวมน้ำก้นอ่าง หรือน้ำตะกอนอีกจำนวน 15 ล้านลบ.ม. ซึ่งน้ำดังกล่าวสามารถนำมาใช้ได้แต่ต้องได้รับการอนุมัติจากกรมชลประทานก่อนตามกฏระเบียบของการใช้น้ำที่มีอยู่ ดังนั้นปริมาณน้ำที่มีอยู่ในขณะนี้กว่า 30 ล้านลบ.ม.จะยังพอใช้ได้อีกประมาณ 2 เดือนนับจากนี้ไป น่าจะพอดีกับช่วงที่ฝนตกหนักในเดือนกรกฏาคมนี้ พร้อมยอมรับว่าปีนี้มีการบริโภคน้ำกันมาก โดยพื้นที่จังหวัดระยองจะใช้น้ำเพื่ออุตสาหกรรมการผลิตมาก
ขณะที่จังหวัดชลบุรีจะใช้น้ำเพื่อการบริโภคมาก โดยพิจารณาจากการขายน้ำของอีสต์วอเตอร์ที่ปีที่แล้วขายน้ำดิบทั้งปี 170 ล้านลบ.ม. เปรียบเทียบกับปีนี้ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน(ครึ่งปี) ขายน้ำไปแล้ว 100 ล้านลบ.ม.
-กรมชลรับแล้งปีนี้สาหัส
ต่อเรื่องนี้นายเนตร อัจฉริยะพิทักษ์ หัวหน้าโครงการชลประทานระยอง กล่าวว่า จากปัญหาในอ่างเก็บหนองปลาไหล และอ่างเก็บน้ำดอกกราย ซึ่งเป็นแหล่งเก็บน้ำสำคัญ ที่ใช้ในการบริโภค-อุปโภค และเป็นแหล่งน้ำสำคัญภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดระยองและจังหวัดชลบุรีมีไม่พอใช้นั้น ขณะนี้ทางกรมชลประทานได้หารือกับจังหวัดระยอง และบริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จัด (มหาชน) หรืออีสต์วอเตอร์ ซึ่งเป็นผู้รับจัดสรรน้ำให้กับภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว ว่าจะหาทางรับมืออย่างไรต่อไป
เนื่องจากขณะนี้ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำสำคัญในอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ที่เคยมีปริมาณน้ำด้วยความจุ 164 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ขณะนี้เหลือปริมาณน้ำในความจุเพียง 24 ลบ.ม. ส่วนแหล่งน้ำในอ่างเก็บน้ำดอกกรายจะมีปริมาณน้ำที่ความจุที่ 72 ล้านลบ.ม. ลดลงเหลือปริมาณน้ำเพียง 13 ล้านลบ.ม. เท่านั้น
"ยอมรับว่าภัยแล้งครั้งนี้รุนแรงที่สุด และนับเป็นครั้งแรกที่ประชาชนและโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ในภาวะที่ใช้น้ำได้ไม่เต็มที่ จึงต้องมีมาตรการการประหยัดน้ำเกิดขึ้น โดยกรมชลประทานและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.)มีการขอร้องให้โรงงานอุตสาหกรรมที่มีการซ่อมบำรุงประจำปีในช่วงปลายปี ให้เลื่อนซ่อมบำรุงในช่วงนี้แทน เพื่อเป็นการยืดเวลาใช้น้ำให้ทันกับช่วงฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดระยองในเดือนกรกฏาคมของทุกปี หลังจากที่ผ่านมามีปริมาณน้ำฝนตกลงอ่างน้ำต่ำกว่าเกณฑ์ เพราะทิศทางลมผันแปร "
http://www.thannews.th.com/detialNews.p ... issue=2019
4,000โรงงานระส่ำ 'อีสเทิร์น'วิกฤติน้ำ
โรงงานย่านนิคมฯ"อีสเทิร์นซีบอร์ด"พื้นที่ระยอง-ชลบุรี ป่วนหนัก วิกฤตน้ำถล่มซ้ำ ระบุบางนิคมฯถึงขั้นให้โรงงานต้องจัดหาน้ำมาใช้เอง เดทไลน์ถึงปลายเดือนก.ค.นี้ หากผลไม่ตกอีก เชื่อหลายโรงงานถึงขั้นต้องหยุด-ลดกำลังผลิตลงชั่วคราว ด้านเอกชนหวั่นสูญเสียโอกาสผลิตและส่งออก ขณะที่อีสต์วอเตอร์ โบ้ยประชาชน-โรงงานใช้น้ำมากกว่าทุกปี
สืบเนื่องจาก"ฐานเศรษฐกิจ" ได้รายงานและเกาะติดปัญหาภัยแล้งมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบันถือว่าเป็นอีกช่วงในรอบหลายสิบปี ที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวะภัยแล้งยาวนานที่สุด สร้างความเดือดร้อนไปทั่วทุกหัวระแหง ทั้งในภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรม ล่าสุดวิกฤตน้ำได้ลุกลามส่งผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออกหรือ"อีสเทิร์นซีบอร์ด" ขึ้นแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มโรงงานในพื้นที่จังหวัดระยองและชลบุรี เจอปัญหาหนักที่สุด เมื่อน้ำไม่พอใช้ในกระบวนการผลิต
-4,000โรงงานป่วนรอฝนชี้ชะตา
อย่างไรก็ตามจากการสำรวจของ"ฐานเศรษฐกิจ" และจากการสอบถามผู้ประกอบการรวมถึงการเก็บข้อมูลอุตสาหกรรมจังหวัดระยองและชลบุรี พบว่าขณะนี้โรงงานในจังหวัดระยองที่มีอยู่ประมาณ 1,450 แห่ง ที่จังหวัดชลบุรีอีกกว่า 2,000 แห่ง ส่วนใหญ่จะต้องพึ่งพาการใช้น้ำในอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล และดอกกรายนั้น ขณะนี้เริ่มประสบชะตากรรมน้ำไม่พอใช้ เนื่องจากปริมาณน้ำในอ่างเหือดแห้ง พร้อมกับโอดครวญถึงภาครัฐว่าทำงานซ้ำซาก แก้ปัญหาน้ำในอีสเทริ์นซีบอร์ดไม่ตก
สอดคล้องกับกลุ่มทุนข้ามชาติรายหนึ่งที่ระบุว่าโรงงานทั้งหมดจะต้องใช้น้ำในการผลิต เมื่อมีการขอร้องให้เลื่อนการปิดซ่อมบำรุงเครื่องจักรประจำปีจากภาครัฐจากช่วงคริสต์มาสมาเป็นช่วงนี้ ถึงกับทำให้บริษัทสัญชาติฝรั่งถึงกับอึ้ง เมื่อเริ่มรู้ว่าภาวะวิกฤตน้ำดังกล่าวรุนแรงกว่าที่คิดไว้มาก
ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงจากกลุ่มผู้ผลิตอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอีกรายหนึ่งในจังหวัดระยอง กล่าวเช่นกันว่า อุตสาหกรรมปิโตรเคมี เป็นอีกอุตสาหกรรมที่ต้องใช้น้ำในกระบวนการผลิตค่อนข้างมาก โดยเฉพาะที่จังหวัดระยอง ถือเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมดังกล่าว ผู้ประกอบการแต่ละรายต่างมีความวิตกกังวลว่า หากฝนไม่ตก หรือน้ำไม่ไหลลงอ่างเก็บน้ำทั้งสองแห่งดังกล่าว ก็จะเป็นปัญหาใหญ่ตามมาอย่างแน่นอน
"คาดการณ์ว่าภายในวันที่ 15 กรกฏาคม 2548 นี้ก็น่าจะรู้ผลว่าปริมาณน้ำในอ่างทั้ง2แห่งจะมีเพียงพอหรือไม่ และจะมีโรงงานไหนบ้าง โดยเฉพาะในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่จะต้องมีการหยุดผลิต หรือลดการผลิตลงเป็นการชั่วคราว หลังจากที่ปริมาณน้ำอยู่ในระดับที่ต่ำสุดแล้วในเวลานี้"
-ดิ้นสุดทางถึงขั้นลดกำลังผลิต-รีไซเคิลน้ำ
นอกจากนี้เขายังบอกอีกว่า เวลานี้หลายโรงงานใช้วิธีบำบัดน้ำที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงบางรายก็ได้ตัดสินใจ ลดกำลังผลิตลงแล้ว ซึ่งปัญหานี้ภาครัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ต้องการให้เกิดกระแสข่าวขาดน้ำออกไปแบบคึกโครม เพราะจะเป็นเรื่องของภาพพจน์การลงทุน โดยเฉพาะพื้นที่ลงทุนในอีสเทิร์นซีบอร์ด ที่เป็นยุทธศาสตร์การลงทุนของทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นพื้นที่ลงทุนที่มีศักยภาพที่สุด มีความพร้อมในระบบโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ
"จะเห็นว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการพัฒนาที่ดินเพื่อตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก และเป็นศูนย์กลางการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์ และปิโตรเคมี ที่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาลที่มีการลงทุนมาก และใช้เงินลงทุนสูง"
-นิคมฯมาบตาพุดคุมเข้มรง.ใช้น้ำฟุ่มเฟือย
แหล่งข่าวจากบริษัท อัลลายแอนซ์ รีไฟน์นิ่ง จำกัด ผู้บริหารโรงกลั่นน้ำมันระยอง และโรงกลั่นสตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง หรือเออาร์ซี เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางนิคมอุตสาหกรรมได้กำชับให้โรงงานที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งรวมถึงโรงกลั่นน้ำมันระยองและสตาร์ปิโตรเลียมฯ ให้ประหยัดการใช้น้ำมันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้กระทั่งเวลานี้น้ำรดต้นไม้ก็ต้องชะลอการใช้น้ำออกไปหรือไม่มีการรดเลยในช่วงนี้ และให้แต่ละโรงงานมีการจัดเตรียมวางแผนในการหาน้ำมาใช้ในขบวนการผลิตเอง ด้วยวิธีการต่างๆ เท่าที่จะทำได้หากเกิดวิกฤตที่เลวร้ายจริงๆ โดยมีการพูดถึงหากจำเป็นก็ต้องขนน้ำบรรทุกใสเรือจากที่อื่นมาใช้
"ทราบว่าขณะนี้ทางการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.)อยู่ระหว่างวางแผนรองรับไว้หากเกิดการขาดแคลนน้ำจริงๆ จะให้แต่ละโรงงานลดกำลังการผลิตลง ที่จะกำหนดว่าโรงงานไหนจะเริ่มลดกำลังการผลิตก่อน และหากวิกฤตจริงๆ จนถึงขั้นต้องปิดโรงงาน ก็จะกำหนดให้โรงงานไหนต้องปิดก่อน ซึ่งเวลานี้ทุกฝ่ายกำลังประสานงานกันและหาทางออกในเรื่องนี้อยู่"
-กนอ.เสนอลดใช้น้ำเพิ่มเป็น40%
นายพีระวัฒน์ รุ่งเรืองศรี ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางจังหวัดได้มีการตั้งศูนย์ภัยแล้งและสนับสนุนปฏิบัติการฝนหลวงขึ้นมาเพื่อรับมือกับวิกฤตการขาดแคลนน้ำในเวลานี้แล้ว โดยได้มีการเชิญผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและนิคมใกล้เคียงกว่า 60 ราย มาหารือเพื่อวางแผนการใช้น้ำจากเดิมที่มีอยู่ ซึ่งในเวลานี้แผนได้ออกมาแล้วว่าจะตั้งเป้าลดการใช้น้ำลงจาก10% เพิ่มเป็น 40 % โดยขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมประเภทไหนที่ลดได้มากน้อยแตกต่างกันไป
ซึ่งจากผลจากลดการใช้น้ำ10-40% นั้น จะส่งผลกระทบให้โรงงานต่างๆ ต้องลดกำลังการผลิตของตนเองลงด้วย ตามปริมาณการใช้น้ำที่ลดลง และยังได้ประสานงานไปที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เตรียมจัดหาปริมาณไฟฟ้าจากแหล่งอื่นเข้ามาเสริม กรณีที่โรงไฟฟ้าระยองขนาด 700 เมกะวัตต์ ต้องลดกำลังการผลิตลงด้วย และได้ขอให้โรงงานใดที่มีแผนหยุดการซ่อมบำรุงประจำปีช่วงปลายปีนี้ ให้มาดำเนินงานในช่วงนี้แทนเพื่อเป็นการลดใช้น้ำได้ทางหนึ่ง รวมถึงการเพิ่มน้ำในอ่างที่ได้มีการระดมการทำฝนเทียม และหากจำเป็นจะมีการเสนอให้ภาครัฐอนุญาตให้โรงงานขุดเจาะบ่อบาดาลใช้เองได้
เขายังกล่าวย้ำอีกว่า ในวันจันทร์ที่ 20 มิถุนายนนี้ จะมีการเสนอแผนดังกล่าวให้ผู้ว่าราชการจังหวัดระยองรับทราบ ซึ่งในระยะนี้ได้กลุ่มอุตสาหกรรมใหญ่ๆ เช่น โรงกลั่นน้ำมัน ไฟฟ้า และปิโตรเคมี ได้เริ่มที่จะลดกำลังการผลิตลงแล้ว แต่ในส่วนของโรงกลั่นน้ำมันอาจจะต้องมีการพิจารณาเป็นพิเศษ เนื่องจากหากลดกำลังการผลิตที่มากเกินควรจะกระทบต่อปริมาณการจัดหาน้ำมันของประเทศได้ ซึ่งต้องดูเป็นพิเศษ
-หวั่นเสียโอกาสผลิตและส่งออก
แหล่งข่าวจากบริษัท เอเพ็ค ปิโตรเคมีคอล จำกัด ผู้ผลิตเม็ดพลาสติกพีวีซี หนึ่งในโรงงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ระยองเช่นเดียวกัน กล่าวว่า ขณะนี้ซัพพายเออร์ที่ป้อนวัตถุดิบ ให้กับบริษัทในญี่ปุ่น รู้แล้วว่าโรงงานผลิตพีวีซีในประเทศไทยเผชิญปัญหาวิกฤติน้ำขาดแคลน จึงลังเลว่าจะส่งวัตถุดิบให้กับลูกค้าในประเทศไทยได้เท่าไหร่ เนื่องจากไม่มั่นใจว่าการบริโภควัตถุดิบที่ต้องพึ่งพาการนำเข้า เช่น ไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์(วีซีเอ็ม)จะลดลงหรือไม่ จากปัจจุบันจะมีการนำเข้ามาใช้ประมาณ 70,000-100,000 ตัน/ปี
นอกจากนี้ยังมองว่าปัญหาการขาดน้ำควรจะประกาศออกมาให้ชัดเจนล่วงหน้า ถึงภาวะขาดแคลนและมาตรการตั้งรับ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต และการส่งออก เพื่อที่โรงงานอุตสาหกรรมจะได้รับมือและเตรียมชี้แจงกับลูกค้าในต่างประเทศได้ล่วงหน้า กรณีที่มีการหยุดผลิต หรือลดการผลิตลงชั่วคราว เพราะออเดอร์ส่วนใหญ่เป็นการสั่งซื้อล่วงหน้า เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการศูนย์เสียโอกาสการลงทุนและการตลาด เพราะการลดการใช้น้ำลง เท่ากับว่าต้องลดการผลิตลงด้วยอย่างแน่นอน แหล่งข่าวกล่าว
-นิคมฯเหมราชเคลียร์ลูกค้าในพ.ท.
นายวิวัฒน์ จิรัฐติกาลสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า ตลอด 10 ปีที่เข้ามาบริหารงานในนิคมเหมราชฯ ไม่เคยเผชิญกับวิกฤติขาดแคลนน้ำในภาคอุตสาหกรรมหนักและยาวนานอย่างในปีนี้ อย่างไรก็ดีเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ทางเหมราชฯ ก็ได้เตรียมการวางแผนรับมือไว้แล้วเช่นเดียวกันโดยร่วมมือกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในการกำหนดแผนใช้น้ำระยะสั้นและระยะยาว
สำหรับแผนการใช้น้ำระยะสั้นนั้น จะมีการแบ่งโควตาน้ำ ให้กับนิคมอุตสาหกรรมต่างๆในพื้นที่ดังกล่าวตามสัดส่วนที่เหมาะสม ส่วนแผนระยะยาวจะมีการรับน้ำมาจากอ่างประแสที่มีปริมาณน้ำต่อปีประมาณ 200 ล้านลบ.ม. โดยจัดสรรมาจำนวน 80 ล้านลบ.ม. และจัดสรรน้ำมาจากเขื่อนบางปะกง ประมาณ 40 ล้านลบ.ม. รวมเป็นปริมาณน้ำที่จัดสรรมาจำนวนประมาณ 120 ล้านลบ.ม./ปี ที่จัดสรรมาใช้ในจังหวัดระยอง
"ปัจจุบันเหมราชมีลูกค้าเข้ามาตั้งโรงงานในพื้นที่จังหวัดระยองและชลบุรี จำนวน 240 ราย เฉพาะในจังหวัดระยอง ส่งผลให้เกิดการลงทุนแล้วกว่า 500,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามเหมราชได้ชี้แจงกับลูกค้าในพื้นที่อย่างต่อเนื่องว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะฝนตกและน้ำไม่ลงอ่าง เนื่องจากทิศทางลม ซึ่งเราไม่สามารถบังคับได้ แต่ก็ได้แต่หวังว่าช่วงเดือนกรกฏาคมของทุกปี จะมีมรสุมมาจากประเทศฟิลิปปินส์ ก็จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ไปบางส่วน"
- อีสต์วอเตอร์ชี้น้ำก้นอ่างสำรองได้
นายวันชัย หล่อวัฒนตระกูล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออกหรืออีสต์วอเตอร์ กล่าวว่า ตามภาวะปกติอีสต์วอเตอร์จะนำน้ำดิบออกจากอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล และดอกกรายกว่า 20 ล้านลบ.ม./เดือน สำหรับใช้ในภาคอุตสาหกรรม เกษตร และการบริโภค โดยปริมาณน้ำดิบดังกล่าวแบ่งเป็นใช้ในภาคอุตสาหกรรมประมาณ 15 ล้านลบ.ม./เดือน ขณะนี้เหลือเพียง 13.5 ล้านลบ.ม./เดือน หลังจากที่กรมชลประทานขอความร่วมมือให้ลดการใช้น้ำเพื่ออุตสาหกรรมลง 10 % ที่เหลือ 1.5 ล้านลบ.ม./เดือนเป็นการบริโภค โดยไม่นับรวมการใช้น้ำสำหรับภาคเกษตรที่ได้ผลจากน้ำฝน
อย่างไรก็ตามปริมาณน้ำดังกล่าวยังไม่ได้นับรวมน้ำก้นอ่าง หรือน้ำตะกอนอีกจำนวน 15 ล้านลบ.ม. ซึ่งน้ำดังกล่าวสามารถนำมาใช้ได้แต่ต้องได้รับการอนุมัติจากกรมชลประทานก่อนตามกฏระเบียบของการใช้น้ำที่มีอยู่ ดังนั้นปริมาณน้ำที่มีอยู่ในขณะนี้กว่า 30 ล้านลบ.ม.จะยังพอใช้ได้อีกประมาณ 2 เดือนนับจากนี้ไป น่าจะพอดีกับช่วงที่ฝนตกหนักในเดือนกรกฏาคมนี้ พร้อมยอมรับว่าปีนี้มีการบริโภคน้ำกันมาก โดยพื้นที่จังหวัดระยองจะใช้น้ำเพื่ออุตสาหกรรมการผลิตมาก
ขณะที่จังหวัดชลบุรีจะใช้น้ำเพื่อการบริโภคมาก โดยพิจารณาจากการขายน้ำของอีสต์วอเตอร์ที่ปีที่แล้วขายน้ำดิบทั้งปี 170 ล้านลบ.ม. เปรียบเทียบกับปีนี้ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน(ครึ่งปี) ขายน้ำไปแล้ว 100 ล้านลบ.ม.
-กรมชลรับแล้งปีนี้สาหัส
ต่อเรื่องนี้นายเนตร อัจฉริยะพิทักษ์ หัวหน้าโครงการชลประทานระยอง กล่าวว่า จากปัญหาในอ่างเก็บหนองปลาไหล และอ่างเก็บน้ำดอกกราย ซึ่งเป็นแหล่งเก็บน้ำสำคัญ ที่ใช้ในการบริโภค-อุปโภค และเป็นแหล่งน้ำสำคัญภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดระยองและจังหวัดชลบุรีมีไม่พอใช้นั้น ขณะนี้ทางกรมชลประทานได้หารือกับจังหวัดระยอง และบริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จัด (มหาชน) หรืออีสต์วอเตอร์ ซึ่งเป็นผู้รับจัดสรรน้ำให้กับภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว ว่าจะหาทางรับมืออย่างไรต่อไป
เนื่องจากขณะนี้ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำสำคัญในอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ที่เคยมีปริมาณน้ำด้วยความจุ 164 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ขณะนี้เหลือปริมาณน้ำในความจุเพียง 24 ลบ.ม. ส่วนแหล่งน้ำในอ่างเก็บน้ำดอกกรายจะมีปริมาณน้ำที่ความจุที่ 72 ล้านลบ.ม. ลดลงเหลือปริมาณน้ำเพียง 13 ล้านลบ.ม. เท่านั้น
"ยอมรับว่าภัยแล้งครั้งนี้รุนแรงที่สุด และนับเป็นครั้งแรกที่ประชาชนและโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ในภาวะที่ใช้น้ำได้ไม่เต็มที่ จึงต้องมีมาตรการการประหยัดน้ำเกิดขึ้น โดยกรมชลประทานและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.)มีการขอร้องให้โรงงานอุตสาหกรรมที่มีการซ่อมบำรุงประจำปีในช่วงปลายปี ให้เลื่อนซ่อมบำรุงในช่วงนี้แทน เพื่อเป็นการยืดเวลาใช้น้ำให้ทันกับช่วงฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดระยองในเดือนกรกฏาคมของทุกปี หลังจากที่ผ่านมามีปริมาณน้ำฝนตกลงอ่างน้ำต่ำกว่าเกณฑ์ เพราะทิศทางลมผันแปร "