Re: ถือหุ้นรับเหมาแล้วเหนื่อยใจ
โพสต์แล้ว: อังคาร ก.ค. 03, 2012 12:11 am
หุ้นรับเหมาผงาดข้ามปี
* เตรียมแย่งเค้กรถไฟฟ้า-งานรัฐฯเพียบ
จับตา หุ้นรับเหมาฯ เตรียมผงาดถึงปี 56 หลังมีงานใหญ่รอประมูลอีกเพียบ ทั้งรถไฟฟ้าสายสีแดง และอีก 5 สายในปีหน้า แถมภาครัฐฯ เทงบปฏิรูปภาคขนส่งอีกปีละ 2 แสนล้านบาท 5 ปีติด เชื่อแย่งประมูลกันสนุก ขณะที่ปัญหาค่าวัสดุ - ค่าแรงแพงไม่กระทบ เหตุตลาดรับรู้ไปหมดแล้ว ชู STEC เป็น Top Pick เป็นเต็งจ๋าคว้าสัญญารถไฟฟ้าสายสีแดง สัญญาที่1 ด้าน CK ไม่น้อยหน้าเตรียมรับรู้กำไรจากอีกหลายโครงการ ส่วน ITD ยังพอเก็งกำไรได้
เป็นหุ้นอีกหนึ่งกลุ่มที่มีแนวโน้มว่าจะได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง สำหรับกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง แม้ว่าในช่วงครึ่งปีแรกจะยังไม่มีข่าวการประมูลโครงการขนดใหญ่มาให้ได้เห็น หรือต้นทุนการก่อสร้างทั้งค่าวัสดุค่าแรงที่ปรับขึ้น แต่ทางโบรกเกอร์มีมุมมองว่า ปัจจัยเรื่องต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นนั้นตลาดรับรู้ไปแล้ว ขณะที่รัฐบาลเองมีแนวโน้มที่เปิดประมูลรถไฟฟ้าสายสีแดงสัญญาที่ 2 และมีอีก 5 สายในปี 2556 รวมถึงโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล โดยเฉพาะภาคการขนส่งทั้งทางบก น้ำ และอากาศ รวมไปถึงทางรถไฟรางคู่ ด้วยมูลค่าลงทุนรวมเฉลี่ยปีละประมาณ 2 แสนล้านบาทระยะ 5 ปีข้างหน้า ทำให้เห็นสัญญาณการแข่งขันของบรรดายักษ์ใหญ่ด้านรับเหมาก่อสร้างของไทยตั้งแต่ครึ่งปีหลัง และปีหน้าอย่างเข้มข้น และดุเดือด
โดยราคาหุ้นรับเหมาก่อสร้างชั้นนำของไทยวานนี้ (2 ก.ค.55) อย่าง บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC, บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)หรือ CK และ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ต่างเคลื่อนไหวในแดนบวกกันถ้วนหน้า
STEC ปิดการซื้อขายที่ระดับ 14.60 บาท เพิ่มขึ้น 0.30 บาท หรือ 2.10% มูลค่าการซื้อขาย 209.27 ล้านบาท
CK ปิดการซื้อขายที่ระดับ 7.30 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท หรือ 2.82 % มูลค่าการซื้อขาย 48.16 ล้านบาท
ITD ปิดการซื้อขายที่ระดับ 3.20 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท หรือ 3.23% มูลค่าการซื้อขาย 78.21ล้านบาท
*** การลงทุนในภาคก่อสร้างช่วง Q1/55 เพิ่มขึ้น 4.4% YoY
บล.ฟินันเซียไซรัส เปิดเผยว่า มูลค่าก่อสร้างรวมตามราคาตลาด 1Q12 อยู่ที่ 2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 4.4% YoY โดยสัดส่วนมูลค่าการก่อสร้างในช่วง 1Q12 ยังมาจากภาคเอกชนมากกว่าภาครัฐ โดยสัดส่วนงานก่อสร้างภาคเอกชนอยู่ที่ 56% ของมูลค่าก่อสร้างรวม หรือ 1.1 แสนล้านบาท ขณะที่มาจากภาครัฐสัดส่วน 44% ของมูลค่าก่อสร้างรวม หรือ 8.9 หมื่นล้านบาทซี่งเป็นภาพการลงทุนที่มีลักษณะต่อเนื่องจากปี 2011 ที่สัดส่วนมูลค่างานก่อสร้างภาคเอกชนอยู่ที่ 53% ขณะที่ภาครัฐมีสัดส่วน 47% ของมูลค่าก่อสร้างรวมที่ 8.2 แสนล้านบาท ซึ่งน่าจะเป็นผลจากจากการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้าของภาครัฐ และการเลื่อนการประมูลโครงการใหญ่หลายโครงการ ขณะที่การลงทุนในภาคเอกชนเติบโตต่อเนื่องโดยเป็นการก่อสร้างที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมีเนียม และงานระบบป้องกันและปรับปรุงโรงงานอุตสาหกรรมเป็นหลัก
โดย 1Q12 การลงทุนรวมขยายตัว 4.4% ดีขึ้นจากการเติบโตเพียง 1.6% ในปี 2011 โดยภาคเอกชนมีอัตราการเพิ่มของมูลค่าการลงทุนใน 1Q12 ที่ 5.6% YoY ชะลอลงจากการเติบโตทั้งปี 2011 ที่ 13.1% ส่วนภาครัฐมีการลงทุนเติบโตใน 1Q12 เพิ่มเพียง 2.9% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ฟื้นขึ้นดีขึ้น เพราะทั้งปี 2011 ภาครัฐมีการลงทุนลดลงถึง 9.1% YoY
ด้านราคาวัสดุก่อสร้างประเภทเหล็กและซีเมนต์ในปี 2011 โดยเฉลี่ยปรับขึ้น 11%-12% YoY ส่วนราคาวัสดุก่อสร้างอื่นๆ เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 5% YoY ขณะที่ 5M12 ราคาวัสดุก่อสร้างประเภทเหล็กปรับขึ้นเฉลี่ย 3% YoY และซีเมนต์ลดลง 1% YoY ส่วนราคาวัสดุก่อสร้างอื่นๆ เพิ่มขึ้น 6% ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการก่อสร้างให้ปรับสูงขึ้น รวมทั้งค่าแรงที่ปรับขึ้นเป็น 300 บาทตั้งแต่ 1 เม.ย.2012 ซึ่งคาดว่าจะกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นลดลง 1% กรณีเป็นงานเก่า อย่างไรก็ตาม สำหรับงานใหม่ที่ที่ผู้รับเหมารับงานมา ส่วนใหญ่จะปรับมูลค่ารับงานให้สอดคล้องกับต้นทุนที่สูงขึ้นแล้ว ทำให้ยังรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ตามเป้าหมายได้
*** ลุ้นประมูลรถไฟฟ้า 6 สายจนถึงปี 56
อีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นงานเมกะโปรเจกต์ของบรรดากลุ่มรับเหมาก่อสร้าง นั่นคือโครงการรถไฟฟ้าที่ รัฐบาลยังคงเป้าหมายก่อสร้างรถไฟฟ้า 10 สาย ให้มีการเซ็นสัญญาก่อสร้างให้แล้วเสร็จทั้งหมดภายใน 4 ปีในสมัยรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งทางบล.ฟินันเซียไซรัส ประเมินว่า แม้การประมูลรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ ยังไม่มีเกิดขึ้นเลยในช่วง 1H12 แต่คาดว่าในช่วง 2H12 จะเริ่มเห็นการเปิดประมูลรถไฟฟ้าสายสีแดง สัญญาที่ 2 หลังจากที่งานรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) สัญญาที่ 1 (STEC&UNIQ) มีแนวโน้มที่เซ็นสัญญาได้ที่วงเงิน 29,826 ล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินที่ปรับขึ้นจากกรอบเดิม 10% โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาประมาณสัปดาห์หน้า (3 ก.ค.12)
ทั้งนี้หากสัญญาที่ 1 เซ็นสัญญาได้เรียบร้อย ก็จะสามารถเปิดซองประมูลรถไฟฟ้าสายสีแดง สัญญาที่ 2 มูลค่า 21,406 ล้านบาทได้ โดยรฟท. คาดว่าจะประกาศผลประมูลได้ในช่วงต้นก.ค.12 โดยมี CK และ ITD เป็นผู้แข่งขันในการประมูลสัญญาที่ 2 ปี 2013 จะมีโครงการรถไฟฟ้าประมูลตามแผนหลายโครงการ
สำหรับ โครงการรถไฟฟ้าที่คาดว่า จะเปิดประมูลในปี 2013 ได้แก่
1)โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ตลิ่งชัน- มีนบุรี) สัญญาที่ 1-3 วงเงิน 150,000 ล้านบาท คาดเปิดประมูลต้นปี 2013
2)โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) วงเงิน 50,770 ล้านบาท คาดเปิดประมูลปลายปี 2013
3)โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) วงเงิน 46,000 ล้านบาท คาดเปิดประมูลปลายปี 2013
4)โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่) วงเงิน 33,212 ล้านบาท อยู่ระหว่างทบทวนแผนสร้างสถานี คาดว่าเปิดประมูลในปี 2013
5)โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ วงเงิน 28,436 ล้าน คาดเปิดประมูลปี 2013
*** CK - ITD เตรียมขับเคี่ยวแย่งรถไฟฟ้าสีแดงสัญญาที่ 2
บล.ฟิลลิป ประเมินว่าในช่วงเดือน ก.ค. จะมีการประกาศผลประมูลรถไฟฟ้าสายสีแดง สัญญา 2 ซึ่ง CK และ ITD เข้าประกวดราคา ส่วนงานโรงรถไฟฟ้าใหม่อีก 3 เส้น โดยสายสีเขียวเข้มมีความพร้อมเปิดประมูล ส่วนสีส้ม และสีชมพู น่าจะออกมาต้นปี นอกจากนี้โครงการใหญ่รถไฟรางคู่มูลค่าโครงการทั้งหมด 400 พันล้านบาท จะมี 3 โครงการออกมา งานใหม่ที่ได้เพิ่มขึ้นใน 2H55 จะเป็นการสร้างความต่อเนื่องในการเติบโตต่อในปีหน้า
พิจารณาจากมูลค่าโครงการระดับ 10 พันล้านบาทขึ้นไป บริษัทขนาดกลางถึงเล็กคงจะไม่มีกำลังในการเข้าประมูลโดยลำพัง ผู้รับเหมารายใหญ่ (CK, ITD และ STEC) น่าจะมีคุณสมบัติพร้อมเข้าประมูล Backlog ล่าสุดของ STEC และ CK ค่อนข้างสูง โดยคิดเป็น 3 เท่า และ 10 เท่าของรายได้ปีก่อน ทำให้ขนาด Backlog พอเพียงต่อการสร้างรายได้ในปี 55 ขณะที่ Backlog ล่าสุดไม่รวมงานรอเซ็นของ ITD มีมูลค่า 110 พันล้านบาท คิดเป็นแค่ 2 เท่าของรายได้ปีก่อนที่ 45 พันล้านบาท ITD มี Backlog รองรับรายได้ที่น้อยกว่า STEC และ CK อีกทั้ง ITD มี รายจ่ายการดำเนินงานสูงกว่า การทำกำไรยากกว่า CK และ STEC และยังมีภาระลงทุนโครงการทวายมาก มีความเสี่ยงที่จะเพิ่มทุน (Recap Risk)
ขณะเดียวกัน ร.ฟ.ท. เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ว่า ภายในปีนี้จะสามารถเปิดประกวดราคาโครงการรถไฟทางคู่ได้ 3 เส้นทาง ได้แก่
1.เส้นทางฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย ระยะทาง 106 กิโลเมตร(ก.ม.)มูลค่าประมาณ 11,348 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาอนุมัติดำเนินการ
2.เส้นทางชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 185 ก.ม. มูลค่าประมาณ 17,046 ล้านบาท
3.เส้นทางประจวบคีรีขันธ์ชุมพร ระยะทาง 167 ก.ม.มูลค่าประมาณ 10,312 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทที่ปรึกษาอยู่ระหว่างสรุปแบบรายละเอียด และจัดการประกวดราคาในช่วงต่อไป
*** ครึ่งหลังได้เห็นงานภาครัฐฯ อีกเพียบ
ในปี 2012 รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณรายจ่ายในการลงทุนไว้ที่ 438,555 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.1% จากปีงบประมาณ 2011 ที่ 355,485 ล้านบาท ซึ่งรายจ่ายในการลงทุนคิดเป็นสัดส่วน 18.1% ของวงเงินงบประมาณปี 2012 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ 16.4% ในปีงบประมาณ 2011 ซึ่งน่าจะมีการเร่งรัดการใช้งบประมาณในช่วง 2H12 หลังจากที่มีการประมูลและเบิกจ่ายงบล่าช้าในช่วง 1H12
โดยเฉพาะงานโครงการของกระทรวงคมนาคม ซึ่งมีโครงการที่ต้องลงทุนทั้งการขนส่งทางบก (โครงการมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรี 3 หมื่นล้านบาท) การขนส่งทางน้ำ (โครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 มูลค่า 7 พันล้านบาท) การขนส่งทางอากาศ (โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 งบลงทุน 62,503 ล้านบาท โครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต งบ 5,791 ล้านบาท) การขนส่งทางราง (รถไฟฟ้า 10 สายทาง มูลค่า 7.8 แสนล้านบาท รถไฟฟ้าความเร็วสูง 4 เส้นทาง มูลค่า 6 แสนล้านบาท และรถไฟฟ้าทางคู่ 6 เส้นทาง มูลค่า 8.6 หมื่นล้านบาท) มูลค่าลงทุนรวมเฉลี่ยปีละประมาณ 2 แสนล้านบาทระยะ 5 ปีข้างหน้า
*** ให้ STEC เป็น Top Pick ของกลุ่ม
บล.ฟินันเซียไซรัสเปิดเผยถึง บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC ว่าแนวโน้มรายได้ก่อสร้างน่าจะเพิ่มจาก 1Q12 เพราะจะเร่งการก่อสร้างได้เต็มที่มากขึ้นหลังจากชะลอไปจากประเด็นน้ำท่วม อัตรากำไรขั้นต้นน่าจะรักษาระดับได้ประมาณ 8%-9% แต่จะมีอัตราภาษีจ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 23% เพราะใช้ Tax loss carry forward หมดไปแล้วใน 1Q12 ซึ่งมีอัตราภาษีจ่ายเพียง 6.3% ทำให้คาดว่ากำไร 2Q12 จะอ่อนลง Q-Q แต่หากเทียบ Y-Y กำไรจะยังเพิ่มขึ้น เพราะมีรายได้จากงานก่อสร้างสูงขึ้นจาก 2Q11
มีแนวโน้มได้เซ็นสัญญางานรถไฟฟ้าสายสีแดง สัญญาที่ 1 ต้นก.ค.นี้ หลังจากที่กลุ่มกิจการค้าร่วม SU (STEC ถือหุ้น 60% และ UNIQ 40%) ยอมปรับลดราคาลงเป็น 29,826 ล้านบาท จากเดิมที่ 31,170 ล้านบาท ซึ่งรฟท.จะนำเรื่องเข้าเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติในสัปดาห์หน้า (3 ก.ค.)
Backlog สิ้น 1Q12 อยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านบาท รองรับรายได้ 3 ปีข้างหน้า และหากได้เซ็นสัญญางานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดงสัญญาที่ 1 จะมี Backlog เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนที่ถือหุ้น 60% อีก 17,896 ล้านบาท โดยมูลค่างานใน Backlog จะเป็นงานโครงสร้างพื้นฐาน (ส่วนใหญ่เป็นรถไฟฟ้า) สัดส่วน 57% งานโรงไฟฟ้าและอุตสาหกรรม 41% และงานอาคาร 2% โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2012 ของ STEC ที่ 15.30 บาท อิง PBV ที่ 2.5 เท่า แนะนำ “ซื้อ”
*** CK รอรับรู้กำไรหลายโครงการ แนะ "ซื้อ"
บล.ฟินันเซียไซรัส เปิดเผยถึง บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)หรือ CK ว่าแนวโน้มกำไร 2Q12 น่าจะยังเป็นบวกต่อจาก 1Q12 เพราะรับรู้รายได้จากการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินสัญญาที่ 1 และสัญญาที่ 5 งานก่อสร้างโรงไฟฟ้า SPP และโครงการไซยะบุรีต่อเนื่อง และมีกำไรพิเศษจากการขายโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ของบจ.บางเขนชัย (กำลังการผลิต 8 MW ถือหุ้น 100%) และนครราชสิมา โซล่าร์ (กำลังการผลิต 6 MW ถือหุ้น 30%) ให้กับซีเค พาวเวอร์ (CKP) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมของ CK (CK ถือ 38%) คาดว่า CK จะบันทึกกำไรจากขายเงินลงทุนหลังหักภาษีจากการขายทั้งสองบริษัทนี้ประมาณ 135 ล้านบาท คิดเป็น 0.08 บาท/หุ้น
Backlog 1Q12 อยู่ระดับ 1.1 แสนล้านบาท (รวมโครงการไซยะบุรี 7.6 หมื่นล้านบาท) และมีงานรอเซ็นสัญญาในปีนี้ คือ 1) งานก่อสร้างทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครให้กับ BECL มูลค่า 2.25 หมื่นล้านบาท และ 2) งานก่อสร้างโรงไฟฟ้าบางปะอินโคเจนเนอเรชั่น เฟส 2 มูลค่า 5 พันล้านบาท ซึ่งหากรวมสองโครงการนี้ จะทำให้มี Backlog เพิ่มขึ้นเป็น 1.37 แสนล้านบาท รับรู้ไประยะ 2-8 ปีข้างหน้า
บริษัทเตรียมนำซีเคพาวเวอร์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ช่วงปลายปี 12 โดย CK ถือหุ้นอยู่ในซีเค พาวเวอร์ (CKP) สัดส่วน 38% ซึ่ง CKP เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ถือหุ้นในธุรกิจพลังงาน ปัจจุบันถือหุ้น 54.67% ในบจ.เซาท์อีสท์ เอเชีย เอนเนอร์จี (ซึ่งถือใน บจ.โรงไฟฟ้าน้ำงึม 2 สัดส่วน 75%) โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ของบจ.บางเขนชัย (กำลังการผลิต 8 MW ถือหุ้น 100%) และนครราชสิมา โซล่าร์ (กำลังการผลิต 6 MW ถือหุ้น 30%) ซึ่ง CK มีแผนจะลดสัดส่วนการถือหุ้นใน CKP ลงหลังจาก CKP เข้าตลาดฯ และเงินที่ได้จากการขายหุ้นจะนำมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจต่อไป โดยให้ราคาเป้าหมาย CK ปี 2012 ที่ 8.80 บาท จากวิธี Sum of the parts แนะนำ “ซื้อ”
*** ITD มีเรื่องเพิ่มทุนกดดัน แต่หากคุมค่าใช้จ่ายได้ งบ Q2 มีลุ้นบวก
บล.ฟินันเซียไซรัส ว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ขณะนี้มี Backlog ณ 5 มิ.ย.12 อยู่ที่ 2.27 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็น 1) งานที่ทำอยู่ในและต่างประเทศประมาณ 1.12 แสนล้านบาท 2) งานที่เซ็นสัญญาในปี 2012 (1 เม.ย.- 5 มิ.ย.) 5.2 พันล้านบาท และ 3) งานที่ประมูลได้แล้วรอลงนาม 1.15 แสนล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีงานที่เสนอราคาต่ำสุด/อยู่ระหว่างเจรจาอีก 4.4 หมื่นล้านบาทมีแผนเพิ่มทุนเพื่อรองรับการขยายงาน บริษัทจะเพิ่มทุนจดทะเบียนแบบมอบอำนาจทั่วไป (General Mandate) จำนวน 1,677 ล้านหุ้น (ผู้ถือหุ้นเดิม 1,258 ล้านหุ้นและเสนอบุคคลในวงจำกัด 419 ล้านหุ้น) วัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนและสภาพคล่องทางการเงิน และเพิ่มศักยภาพในการทำงานโครงการ เช่น นิคมทวายที่พม่า เหมืองแร่โปแตช และเหมืองแร่อลูมิเนียม เป็นต้น และลด Net D/E ที่สิ้น 1Q12 อยู่สูงถึง 3.18X แต่ยังไม่มีการกำหนดระยะเวลาแน่นอนในการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนว่าจะเพิ่มทุนเมื่อใดและจัดสรรครั้งเดียวหรือหลายครั้ง ซึ่งกรณีเพิ่มทุนทั้งจำนวนจะทำให้เกิด EPS Dilution 29%
แนวโน้มผลประกอบการเริ่มดีขึ้นบ้าง แม้จะยังติดลบใน 1Q12 แต่ก็มีโอกาสที่จะเป็นบวกได้ในไตรมาสถัดไป หากยังสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี แต่ประเด็นการเพิ่มทุนจะเป็นสิ่งที่กดดันราคาหุ้นอยู่ จึงแนะนำเป็นการเล่นเก็งกำไรเป็นระยะตามประเด็นข่าวการประมูลงานต่างๆ เท่านั้น : ราคาเป้าหมายปี 2012 ที่ 4.30 บาท อิง PBV ที่ 2 เท่า แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ตามข่าวการประมูล
ที่มา : http://www.efinancethai.com/hotnews/hot ... &release=y
* เตรียมแย่งเค้กรถไฟฟ้า-งานรัฐฯเพียบ
จับตา หุ้นรับเหมาฯ เตรียมผงาดถึงปี 56 หลังมีงานใหญ่รอประมูลอีกเพียบ ทั้งรถไฟฟ้าสายสีแดง และอีก 5 สายในปีหน้า แถมภาครัฐฯ เทงบปฏิรูปภาคขนส่งอีกปีละ 2 แสนล้านบาท 5 ปีติด เชื่อแย่งประมูลกันสนุก ขณะที่ปัญหาค่าวัสดุ - ค่าแรงแพงไม่กระทบ เหตุตลาดรับรู้ไปหมดแล้ว ชู STEC เป็น Top Pick เป็นเต็งจ๋าคว้าสัญญารถไฟฟ้าสายสีแดง สัญญาที่1 ด้าน CK ไม่น้อยหน้าเตรียมรับรู้กำไรจากอีกหลายโครงการ ส่วน ITD ยังพอเก็งกำไรได้
เป็นหุ้นอีกหนึ่งกลุ่มที่มีแนวโน้มว่าจะได้รับความสนใจมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง สำหรับกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง แม้ว่าในช่วงครึ่งปีแรกจะยังไม่มีข่าวการประมูลโครงการขนดใหญ่มาให้ได้เห็น หรือต้นทุนการก่อสร้างทั้งค่าวัสดุค่าแรงที่ปรับขึ้น แต่ทางโบรกเกอร์มีมุมมองว่า ปัจจัยเรื่องต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นนั้นตลาดรับรู้ไปแล้ว ขณะที่รัฐบาลเองมีแนวโน้มที่เปิดประมูลรถไฟฟ้าสายสีแดงสัญญาที่ 2 และมีอีก 5 สายในปี 2556 รวมถึงโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล โดยเฉพาะภาคการขนส่งทั้งทางบก น้ำ และอากาศ รวมไปถึงทางรถไฟรางคู่ ด้วยมูลค่าลงทุนรวมเฉลี่ยปีละประมาณ 2 แสนล้านบาทระยะ 5 ปีข้างหน้า ทำให้เห็นสัญญาณการแข่งขันของบรรดายักษ์ใหญ่ด้านรับเหมาก่อสร้างของไทยตั้งแต่ครึ่งปีหลัง และปีหน้าอย่างเข้มข้น และดุเดือด
โดยราคาหุ้นรับเหมาก่อสร้างชั้นนำของไทยวานนี้ (2 ก.ค.55) อย่าง บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC, บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)หรือ CK และ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ต่างเคลื่อนไหวในแดนบวกกันถ้วนหน้า
STEC ปิดการซื้อขายที่ระดับ 14.60 บาท เพิ่มขึ้น 0.30 บาท หรือ 2.10% มูลค่าการซื้อขาย 209.27 ล้านบาท
CK ปิดการซื้อขายที่ระดับ 7.30 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท หรือ 2.82 % มูลค่าการซื้อขาย 48.16 ล้านบาท
ITD ปิดการซื้อขายที่ระดับ 3.20 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท หรือ 3.23% มูลค่าการซื้อขาย 78.21ล้านบาท
*** การลงทุนในภาคก่อสร้างช่วง Q1/55 เพิ่มขึ้น 4.4% YoY
บล.ฟินันเซียไซรัส เปิดเผยว่า มูลค่าก่อสร้างรวมตามราคาตลาด 1Q12 อยู่ที่ 2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 4.4% YoY โดยสัดส่วนมูลค่าการก่อสร้างในช่วง 1Q12 ยังมาจากภาคเอกชนมากกว่าภาครัฐ โดยสัดส่วนงานก่อสร้างภาคเอกชนอยู่ที่ 56% ของมูลค่าก่อสร้างรวม หรือ 1.1 แสนล้านบาท ขณะที่มาจากภาครัฐสัดส่วน 44% ของมูลค่าก่อสร้างรวม หรือ 8.9 หมื่นล้านบาทซี่งเป็นภาพการลงทุนที่มีลักษณะต่อเนื่องจากปี 2011 ที่สัดส่วนมูลค่างานก่อสร้างภาคเอกชนอยู่ที่ 53% ขณะที่ภาครัฐมีสัดส่วน 47% ของมูลค่าก่อสร้างรวมที่ 8.2 แสนล้านบาท ซึ่งน่าจะเป็นผลจากจากการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้าของภาครัฐ และการเลื่อนการประมูลโครงการใหญ่หลายโครงการ ขณะที่การลงทุนในภาคเอกชนเติบโตต่อเนื่องโดยเป็นการก่อสร้างที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมีเนียม และงานระบบป้องกันและปรับปรุงโรงงานอุตสาหกรรมเป็นหลัก
โดย 1Q12 การลงทุนรวมขยายตัว 4.4% ดีขึ้นจากการเติบโตเพียง 1.6% ในปี 2011 โดยภาคเอกชนมีอัตราการเพิ่มของมูลค่าการลงทุนใน 1Q12 ที่ 5.6% YoY ชะลอลงจากการเติบโตทั้งปี 2011 ที่ 13.1% ส่วนภาครัฐมีการลงทุนเติบโตใน 1Q12 เพิ่มเพียง 2.9% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ฟื้นขึ้นดีขึ้น เพราะทั้งปี 2011 ภาครัฐมีการลงทุนลดลงถึง 9.1% YoY
ด้านราคาวัสดุก่อสร้างประเภทเหล็กและซีเมนต์ในปี 2011 โดยเฉลี่ยปรับขึ้น 11%-12% YoY ส่วนราคาวัสดุก่อสร้างอื่นๆ เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 5% YoY ขณะที่ 5M12 ราคาวัสดุก่อสร้างประเภทเหล็กปรับขึ้นเฉลี่ย 3% YoY และซีเมนต์ลดลง 1% YoY ส่วนราคาวัสดุก่อสร้างอื่นๆ เพิ่มขึ้น 6% ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการก่อสร้างให้ปรับสูงขึ้น รวมทั้งค่าแรงที่ปรับขึ้นเป็น 300 บาทตั้งแต่ 1 เม.ย.2012 ซึ่งคาดว่าจะกระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นลดลง 1% กรณีเป็นงานเก่า อย่างไรก็ตาม สำหรับงานใหม่ที่ที่ผู้รับเหมารับงานมา ส่วนใหญ่จะปรับมูลค่ารับงานให้สอดคล้องกับต้นทุนที่สูงขึ้นแล้ว ทำให้ยังรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไว้ตามเป้าหมายได้
*** ลุ้นประมูลรถไฟฟ้า 6 สายจนถึงปี 56
อีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นงานเมกะโปรเจกต์ของบรรดากลุ่มรับเหมาก่อสร้าง นั่นคือโครงการรถไฟฟ้าที่ รัฐบาลยังคงเป้าหมายก่อสร้างรถไฟฟ้า 10 สาย ให้มีการเซ็นสัญญาก่อสร้างให้แล้วเสร็จทั้งหมดภายใน 4 ปีในสมัยรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งทางบล.ฟินันเซียไซรัส ประเมินว่า แม้การประมูลรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ ยังไม่มีเกิดขึ้นเลยในช่วง 1H12 แต่คาดว่าในช่วง 2H12 จะเริ่มเห็นการเปิดประมูลรถไฟฟ้าสายสีแดง สัญญาที่ 2 หลังจากที่งานรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) สัญญาที่ 1 (STEC&UNIQ) มีแนวโน้มที่เซ็นสัญญาได้ที่วงเงิน 29,826 ล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินที่ปรับขึ้นจากกรอบเดิม 10% โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาประมาณสัปดาห์หน้า (3 ก.ค.12)
ทั้งนี้หากสัญญาที่ 1 เซ็นสัญญาได้เรียบร้อย ก็จะสามารถเปิดซองประมูลรถไฟฟ้าสายสีแดง สัญญาที่ 2 มูลค่า 21,406 ล้านบาทได้ โดยรฟท. คาดว่าจะประกาศผลประมูลได้ในช่วงต้นก.ค.12 โดยมี CK และ ITD เป็นผู้แข่งขันในการประมูลสัญญาที่ 2 ปี 2013 จะมีโครงการรถไฟฟ้าประมูลตามแผนหลายโครงการ
สำหรับ โครงการรถไฟฟ้าที่คาดว่า จะเปิดประมูลในปี 2013 ได้แก่
1)โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ตลิ่งชัน- มีนบุรี) สัญญาที่ 1-3 วงเงิน 150,000 ล้านบาท คาดเปิดประมูลต้นปี 2013
2)โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) วงเงิน 50,770 ล้านบาท คาดเปิดประมูลปลายปี 2013
3)โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) วงเงิน 46,000 ล้านบาท คาดเปิดประมูลปลายปี 2013
4)โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่) วงเงิน 33,212 ล้านบาท อยู่ระหว่างทบทวนแผนสร้างสถานี คาดว่าเปิดประมูลในปี 2013
5)โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ วงเงิน 28,436 ล้าน คาดเปิดประมูลปี 2013
*** CK - ITD เตรียมขับเคี่ยวแย่งรถไฟฟ้าสีแดงสัญญาที่ 2
บล.ฟิลลิป ประเมินว่าในช่วงเดือน ก.ค. จะมีการประกาศผลประมูลรถไฟฟ้าสายสีแดง สัญญา 2 ซึ่ง CK และ ITD เข้าประกวดราคา ส่วนงานโรงรถไฟฟ้าใหม่อีก 3 เส้น โดยสายสีเขียวเข้มมีความพร้อมเปิดประมูล ส่วนสีส้ม และสีชมพู น่าจะออกมาต้นปี นอกจากนี้โครงการใหญ่รถไฟรางคู่มูลค่าโครงการทั้งหมด 400 พันล้านบาท จะมี 3 โครงการออกมา งานใหม่ที่ได้เพิ่มขึ้นใน 2H55 จะเป็นการสร้างความต่อเนื่องในการเติบโตต่อในปีหน้า
พิจารณาจากมูลค่าโครงการระดับ 10 พันล้านบาทขึ้นไป บริษัทขนาดกลางถึงเล็กคงจะไม่มีกำลังในการเข้าประมูลโดยลำพัง ผู้รับเหมารายใหญ่ (CK, ITD และ STEC) น่าจะมีคุณสมบัติพร้อมเข้าประมูล Backlog ล่าสุดของ STEC และ CK ค่อนข้างสูง โดยคิดเป็น 3 เท่า และ 10 เท่าของรายได้ปีก่อน ทำให้ขนาด Backlog พอเพียงต่อการสร้างรายได้ในปี 55 ขณะที่ Backlog ล่าสุดไม่รวมงานรอเซ็นของ ITD มีมูลค่า 110 พันล้านบาท คิดเป็นแค่ 2 เท่าของรายได้ปีก่อนที่ 45 พันล้านบาท ITD มี Backlog รองรับรายได้ที่น้อยกว่า STEC และ CK อีกทั้ง ITD มี รายจ่ายการดำเนินงานสูงกว่า การทำกำไรยากกว่า CK และ STEC และยังมีภาระลงทุนโครงการทวายมาก มีความเสี่ยงที่จะเพิ่มทุน (Recap Risk)
ขณะเดียวกัน ร.ฟ.ท. เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ว่า ภายในปีนี้จะสามารถเปิดประกวดราคาโครงการรถไฟทางคู่ได้ 3 เส้นทาง ได้แก่
1.เส้นทางฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย ระยะทาง 106 กิโลเมตร(ก.ม.)มูลค่าประมาณ 11,348 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาอนุมัติดำเนินการ
2.เส้นทางชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ระยะทาง 185 ก.ม. มูลค่าประมาณ 17,046 ล้านบาท
3.เส้นทางประจวบคีรีขันธ์ชุมพร ระยะทาง 167 ก.ม.มูลค่าประมาณ 10,312 ล้านบาท ปัจจุบันบริษัทที่ปรึกษาอยู่ระหว่างสรุปแบบรายละเอียด และจัดการประกวดราคาในช่วงต่อไป
*** ครึ่งหลังได้เห็นงานภาครัฐฯ อีกเพียบ
ในปี 2012 รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณรายจ่ายในการลงทุนไว้ที่ 438,555 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.1% จากปีงบประมาณ 2011 ที่ 355,485 ล้านบาท ซึ่งรายจ่ายในการลงทุนคิดเป็นสัดส่วน 18.1% ของวงเงินงบประมาณปี 2012 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ 16.4% ในปีงบประมาณ 2011 ซึ่งน่าจะมีการเร่งรัดการใช้งบประมาณในช่วง 2H12 หลังจากที่มีการประมูลและเบิกจ่ายงบล่าช้าในช่วง 1H12
โดยเฉพาะงานโครงการของกระทรวงคมนาคม ซึ่งมีโครงการที่ต้องลงทุนทั้งการขนส่งทางบก (โครงการมอเตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรี 3 หมื่นล้านบาท) การขนส่งทางน้ำ (โครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 มูลค่า 7 พันล้านบาท) การขนส่งทางอากาศ (โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 งบลงทุน 62,503 ล้านบาท โครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต งบ 5,791 ล้านบาท) การขนส่งทางราง (รถไฟฟ้า 10 สายทาง มูลค่า 7.8 แสนล้านบาท รถไฟฟ้าความเร็วสูง 4 เส้นทาง มูลค่า 6 แสนล้านบาท และรถไฟฟ้าทางคู่ 6 เส้นทาง มูลค่า 8.6 หมื่นล้านบาท) มูลค่าลงทุนรวมเฉลี่ยปีละประมาณ 2 แสนล้านบาทระยะ 5 ปีข้างหน้า
*** ให้ STEC เป็น Top Pick ของกลุ่ม
บล.ฟินันเซียไซรัสเปิดเผยถึง บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC ว่าแนวโน้มรายได้ก่อสร้างน่าจะเพิ่มจาก 1Q12 เพราะจะเร่งการก่อสร้างได้เต็มที่มากขึ้นหลังจากชะลอไปจากประเด็นน้ำท่วม อัตรากำไรขั้นต้นน่าจะรักษาระดับได้ประมาณ 8%-9% แต่จะมีอัตราภาษีจ่ายเพิ่มขึ้นเป็น 23% เพราะใช้ Tax loss carry forward หมดไปแล้วใน 1Q12 ซึ่งมีอัตราภาษีจ่ายเพียง 6.3% ทำให้คาดว่ากำไร 2Q12 จะอ่อนลง Q-Q แต่หากเทียบ Y-Y กำไรจะยังเพิ่มขึ้น เพราะมีรายได้จากงานก่อสร้างสูงขึ้นจาก 2Q11
มีแนวโน้มได้เซ็นสัญญางานรถไฟฟ้าสายสีแดง สัญญาที่ 1 ต้นก.ค.นี้ หลังจากที่กลุ่มกิจการค้าร่วม SU (STEC ถือหุ้น 60% และ UNIQ 40%) ยอมปรับลดราคาลงเป็น 29,826 ล้านบาท จากเดิมที่ 31,170 ล้านบาท ซึ่งรฟท.จะนำเรื่องเข้าเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่ออนุมัติในสัปดาห์หน้า (3 ก.ค.)
Backlog สิ้น 1Q12 อยู่ที่ 4.5 หมื่นล้านบาท รองรับรายได้ 3 ปีข้างหน้า และหากได้เซ็นสัญญางานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดงสัญญาที่ 1 จะมี Backlog เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนที่ถือหุ้น 60% อีก 17,896 ล้านบาท โดยมูลค่างานใน Backlog จะเป็นงานโครงสร้างพื้นฐาน (ส่วนใหญ่เป็นรถไฟฟ้า) สัดส่วน 57% งานโรงไฟฟ้าและอุตสาหกรรม 41% และงานอาคาร 2% โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2012 ของ STEC ที่ 15.30 บาท อิง PBV ที่ 2.5 เท่า แนะนำ “ซื้อ”
*** CK รอรับรู้กำไรหลายโครงการ แนะ "ซื้อ"
บล.ฟินันเซียไซรัส เปิดเผยถึง บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)หรือ CK ว่าแนวโน้มกำไร 2Q12 น่าจะยังเป็นบวกต่อจาก 1Q12 เพราะรับรู้รายได้จากการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินสัญญาที่ 1 และสัญญาที่ 5 งานก่อสร้างโรงไฟฟ้า SPP และโครงการไซยะบุรีต่อเนื่อง และมีกำไรพิเศษจากการขายโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ของบจ.บางเขนชัย (กำลังการผลิต 8 MW ถือหุ้น 100%) และนครราชสิมา โซล่าร์ (กำลังการผลิต 6 MW ถือหุ้น 30%) ให้กับซีเค พาวเวอร์ (CKP) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมของ CK (CK ถือ 38%) คาดว่า CK จะบันทึกกำไรจากขายเงินลงทุนหลังหักภาษีจากการขายทั้งสองบริษัทนี้ประมาณ 135 ล้านบาท คิดเป็น 0.08 บาท/หุ้น
Backlog 1Q12 อยู่ระดับ 1.1 แสนล้านบาท (รวมโครงการไซยะบุรี 7.6 หมื่นล้านบาท) และมีงานรอเซ็นสัญญาในปีนี้ คือ 1) งานก่อสร้างทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครให้กับ BECL มูลค่า 2.25 หมื่นล้านบาท และ 2) งานก่อสร้างโรงไฟฟ้าบางปะอินโคเจนเนอเรชั่น เฟส 2 มูลค่า 5 พันล้านบาท ซึ่งหากรวมสองโครงการนี้ จะทำให้มี Backlog เพิ่มขึ้นเป็น 1.37 แสนล้านบาท รับรู้ไประยะ 2-8 ปีข้างหน้า
บริษัทเตรียมนำซีเคพาวเวอร์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ช่วงปลายปี 12 โดย CK ถือหุ้นอยู่ในซีเค พาวเวอร์ (CKP) สัดส่วน 38% ซึ่ง CKP เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ถือหุ้นในธุรกิจพลังงาน ปัจจุบันถือหุ้น 54.67% ในบจ.เซาท์อีสท์ เอเชีย เอนเนอร์จี (ซึ่งถือใน บจ.โรงไฟฟ้าน้ำงึม 2 สัดส่วน 75%) โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ของบจ.บางเขนชัย (กำลังการผลิต 8 MW ถือหุ้น 100%) และนครราชสิมา โซล่าร์ (กำลังการผลิต 6 MW ถือหุ้น 30%) ซึ่ง CK มีแผนจะลดสัดส่วนการถือหุ้นใน CKP ลงหลังจาก CKP เข้าตลาดฯ และเงินที่ได้จากการขายหุ้นจะนำมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจต่อไป โดยให้ราคาเป้าหมาย CK ปี 2012 ที่ 8.80 บาท จากวิธี Sum of the parts แนะนำ “ซื้อ”
*** ITD มีเรื่องเพิ่มทุนกดดัน แต่หากคุมค่าใช้จ่ายได้ งบ Q2 มีลุ้นบวก
บล.ฟินันเซียไซรัส ว่า บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ขณะนี้มี Backlog ณ 5 มิ.ย.12 อยู่ที่ 2.27 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็น 1) งานที่ทำอยู่ในและต่างประเทศประมาณ 1.12 แสนล้านบาท 2) งานที่เซ็นสัญญาในปี 2012 (1 เม.ย.- 5 มิ.ย.) 5.2 พันล้านบาท และ 3) งานที่ประมูลได้แล้วรอลงนาม 1.15 แสนล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีงานที่เสนอราคาต่ำสุด/อยู่ระหว่างเจรจาอีก 4.4 หมื่นล้านบาทมีแผนเพิ่มทุนเพื่อรองรับการขยายงาน บริษัทจะเพิ่มทุนจดทะเบียนแบบมอบอำนาจทั่วไป (General Mandate) จำนวน 1,677 ล้านหุ้น (ผู้ถือหุ้นเดิม 1,258 ล้านหุ้นและเสนอบุคคลในวงจำกัด 419 ล้านหุ้น) วัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนและสภาพคล่องทางการเงิน และเพิ่มศักยภาพในการทำงานโครงการ เช่น นิคมทวายที่พม่า เหมืองแร่โปแตช และเหมืองแร่อลูมิเนียม เป็นต้น และลด Net D/E ที่สิ้น 1Q12 อยู่สูงถึง 3.18X แต่ยังไม่มีการกำหนดระยะเวลาแน่นอนในการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนว่าจะเพิ่มทุนเมื่อใดและจัดสรรครั้งเดียวหรือหลายครั้ง ซึ่งกรณีเพิ่มทุนทั้งจำนวนจะทำให้เกิด EPS Dilution 29%
แนวโน้มผลประกอบการเริ่มดีขึ้นบ้าง แม้จะยังติดลบใน 1Q12 แต่ก็มีโอกาสที่จะเป็นบวกได้ในไตรมาสถัดไป หากยังสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี แต่ประเด็นการเพิ่มทุนจะเป็นสิ่งที่กดดันราคาหุ้นอยู่ จึงแนะนำเป็นการเล่นเก็งกำไรเป็นระยะตามประเด็นข่าวการประมูลงานต่างๆ เท่านั้น : ราคาเป้าหมายปี 2012 ที่ 4.30 บาท อิง PBV ที่ 2 เท่า แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ตามข่าวการประมูล
ที่มา : http://www.efinancethai.com/hotnews/hot ... &release=y