news01/12/07
โพสต์แล้ว: เสาร์ ธ.ค. 01, 2007 12:39 pm
ยื่นกมธ.แก้นิยามค้าปลีก
สมาคมศูนย์การค้าออกโรงขอยกเว้น32ธุรกิจ-และเพิ่มขนาดพื้นที่ขออนุญาตใหญ่ขึ้น
โพสต์ทูเดย์ สมาคมศูนย์การค้า ยื่น กมธ.แก้ร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีก ค้าส่งฯ ขอยกเว้น 32 ธุรกิจ หวั่นกระทบการขยายตัวธุรกิจค้าปลีกมูลค่าแสนล้าน
นายกอบชัย จิราธิวัฒน์ นายกสมาคมศูนย์การค้าไทย กล่าวว่า สมาคมฯ ได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมา ธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง เพื่อแก้ไขคำนิยาม ในมาตรา 5 ซึ่งยกเว้น ธุรกิจการขายของที่ระลึกตามแหล่งท่องเที่ยว เป็นธุรกิจทุกประเภทที่อยู่ในแหล่งท่องเที่ยว และเสนอเพิ่มยกเว้นธุรกิจสินค้า ซึ่งมีลักษณะพิเศษจำนวน 32 รายการ เช่น ธุรกิจเสื้อผ้า รองเท้า แว่นตา เครื่องสำอาง เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และมือถือ อุปกรณ์ก่อสร้างเครื่องกีฬา ธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องนอน เป็นต้น
นอกจากนี้ ได้ขอแก้ไขข้อ กำหนดในมาตรา 20 เกี่ยวกับธุรกิจ ที่ต้องขออนุญาตจากเดิมวรรค 1 และ 2 ของมาตราดังกล่าว กำหนดให้ธุรกิจที่มีขนาด 1 พันตาราง เมตร และมีรายได้ 1 พันล้านบาท ต่อปี ต้องขออนุญาต เป็นพื้นที่ 4 พันตารางเมตร และมีรายได้ 1 หมื่นล้านบาทขึ้นไป ที่ต้องขอ อนุญาต เพราะผู้ประกอบการไฮเปอร์มาร์เก็ต ปัจจุบันรายเล็กที่สุดมีรายได้ต่อปีมากกว่า 2 หมื่นล้าน บาทแล้ว
ปัจจุบันร้านค้าย่อยเหล่านี้ มีการขยายร้านค้าในรูปแบบใหม่ๆ บางรายมีหลายแบรนด์ พื้นที่ที่ใช้ ก็เกือบ 1 พันตารางเมตรอยู่แล้ว หากรวมพื้นที่สต๊อก ที่จอดรถด้วยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดแน่นอน นายกอบชัย กล่าว
ทั้งนี้ เดิมร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีก ค้าส่งฯ มีเจตนารมณ์เพื่อต้องการ คุ้มครองร้านโชห่วย ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการขยายสาขาของโมเดิร์นเทรด แต่มาถึงตอนนี้ รู้สึกว่าเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.เริ่มไม่ตรง กับที่ตั้งเป้าหมายไว้ และจากความไม่ชัดเจนในร่างกฎหมายจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อร้านค้ารายย่อย ที่ขายธุรกิจเฉพาะ เช่น เสื้อผ้า รองเท้า แว่นตา เป็นต้น รวมทั้งส่งผลโดยอ้อมต่อศูนย์การค้า ที่ต้องพึ่งพาร้านค้าเหล่านี้มากกว่า 50% ในการเช่าพื้นที่ขายสินค้า หาก กมธ. ไม่แก้ไข เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาธุรกิจค้าปลีกโดยรวม
ด้านนายนพพร วิฑูรชาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ กล่าว ว่า จุดยืนของสมาคมฯ สนับสนุน ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่หากกฎหมายกำหนดไว้กว้างเกินไป ไม่ชัดเจน จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการลงทุนของผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีก รวมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งประเมินว่าปัจจุบันนี้คิดเป็นการลงทุนมากกว่าแสนล้านบาท
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=206688
สมาคมศูนย์การค้าออกโรงขอยกเว้น32ธุรกิจ-และเพิ่มขนาดพื้นที่ขออนุญาตใหญ่ขึ้น
โพสต์ทูเดย์ สมาคมศูนย์การค้า ยื่น กมธ.แก้ร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีก ค้าส่งฯ ขอยกเว้น 32 ธุรกิจ หวั่นกระทบการขยายตัวธุรกิจค้าปลีกมูลค่าแสนล้าน
นายกอบชัย จิราธิวัฒน์ นายกสมาคมศูนย์การค้าไทย กล่าวว่า สมาคมฯ ได้ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมา ธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง เพื่อแก้ไขคำนิยาม ในมาตรา 5 ซึ่งยกเว้น ธุรกิจการขายของที่ระลึกตามแหล่งท่องเที่ยว เป็นธุรกิจทุกประเภทที่อยู่ในแหล่งท่องเที่ยว และเสนอเพิ่มยกเว้นธุรกิจสินค้า ซึ่งมีลักษณะพิเศษจำนวน 32 รายการ เช่น ธุรกิจเสื้อผ้า รองเท้า แว่นตา เครื่องสำอาง เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และมือถือ อุปกรณ์ก่อสร้างเครื่องกีฬา ธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องนอน เป็นต้น
นอกจากนี้ ได้ขอแก้ไขข้อ กำหนดในมาตรา 20 เกี่ยวกับธุรกิจ ที่ต้องขออนุญาตจากเดิมวรรค 1 และ 2 ของมาตราดังกล่าว กำหนดให้ธุรกิจที่มีขนาด 1 พันตาราง เมตร และมีรายได้ 1 พันล้านบาท ต่อปี ต้องขออนุญาต เป็นพื้นที่ 4 พันตารางเมตร และมีรายได้ 1 หมื่นล้านบาทขึ้นไป ที่ต้องขอ อนุญาต เพราะผู้ประกอบการไฮเปอร์มาร์เก็ต ปัจจุบันรายเล็กที่สุดมีรายได้ต่อปีมากกว่า 2 หมื่นล้าน บาทแล้ว
ปัจจุบันร้านค้าย่อยเหล่านี้ มีการขยายร้านค้าในรูปแบบใหม่ๆ บางรายมีหลายแบรนด์ พื้นที่ที่ใช้ ก็เกือบ 1 พันตารางเมตรอยู่แล้ว หากรวมพื้นที่สต๊อก ที่จอดรถด้วยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดแน่นอน นายกอบชัย กล่าว
ทั้งนี้ เดิมร่าง พ.ร.บ.ค้าปลีก ค้าส่งฯ มีเจตนารมณ์เพื่อต้องการ คุ้มครองร้านโชห่วย ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการขยายสาขาของโมเดิร์นเทรด แต่มาถึงตอนนี้ รู้สึกว่าเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.เริ่มไม่ตรง กับที่ตั้งเป้าหมายไว้ และจากความไม่ชัดเจนในร่างกฎหมายจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อร้านค้ารายย่อย ที่ขายธุรกิจเฉพาะ เช่น เสื้อผ้า รองเท้า แว่นตา เป็นต้น รวมทั้งส่งผลโดยอ้อมต่อศูนย์การค้า ที่ต้องพึ่งพาร้านค้าเหล่านี้มากกว่า 50% ในการเช่าพื้นที่ขายสินค้า หาก กมธ. ไม่แก้ไข เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาธุรกิจค้าปลีกโดยรวม
ด้านนายนพพร วิฑูรชาติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ กล่าว ว่า จุดยืนของสมาคมฯ สนับสนุน ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่หากกฎหมายกำหนดไว้กว้างเกินไป ไม่ชัดเจน จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและการลงทุนของผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีก รวมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งประเมินว่าปัจจุบันนี้คิดเป็นการลงทุนมากกว่าแสนล้านบาท
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=206688