ขออนุญาติพี่หมอพีพีมาลงในนี้นะครับ เรื่องเกี่ยวกับอาจารย์มังเกอร์ที่ผูกพันธ์กันมาตลอดครับ
Saimese Twin :psychology of human misjudgement and Reflexivity
สวัสดีครับ บทความนี้ ไม่ใช่จะใช้ประมวลข้อเท็จจริงและเหตุการณ์ในตลาดที่เกิดขึ้นประจำวัน หรือใช้อ้างอิงเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในการเทรดหุ้น แต่เป้นประสบการเฉพาะตนช่วงหนึ่ง ในฐานะคนอ่านจากเรื่องใด ย่อมต้องการความมีเหตุและผลที่ปราศจากอคติอย่างชิ้นเชิงหรือในระดับหนึ่งที่ยอมรับได้
ผู้เขียนพยายามนำเสนอบทความอย่างเป้นระบบ แต่มันยากลำบากมาก เหนืออคติอย่างนั้นหรือ แต่คนอ่านที่ตั้งข้อสังเกตในขณะนี้ ล้วนเป็นเทรดเดอร์ในตลาดเช่นกัน ท่านจะวางตัวอยู่เหนืออคติเท่าที่จำเป้นได้หรือไม่ สำหรับคนนอกตลาด การวางตัวอยู่เหนืออคติเป้นสิ่งที่ยากยิ่งกว่า เพราะห่างไกลจากประสบการจริงๆ ในตลาด มีแต่คนที่อยู๋ในตลาดเท่านั้นที่ทราบได้ ผู้เขียนตั้งตนเขียนด้วยสมมุติฐานว่าตัวเองตัดสินใจเขียนด้วยความผิดในครั้งนี้ ผู้เขียนย่อมมีอคติถึงจะมาเขียน ระหว่าทีเขียนก็มีอคติที่ใช้ในการเขียน ต้องขออภัยผู้อ่านทุกท่านที่ไม่สามารถเขียนโดยปราศจากอคติได้ทั้งหมด
การอ่านแบบเดิม เป็นการอ่านจากเนือเรื่อง แต่การอ่านบทความนี้ ท่านอาจต้องตั้งคำถามกับตัวเองมากกว่าตั้งคำถามกับผู้เขียน แน่นอนว่า ผู้อ่านย่อมมีความสนใจในคุณค่าของตนเอง แต่การสนใจตัวเอง มองตัวเองเป็นศูนย์กลางระหว่างการอ่าน เป็นการถูกต้องหรือไม่ หรือว่า การตีความหมายสิ่งที่คนอ่านรับรู้ถูกกำนหนดโดยอคติจากตัวผู้อ่านเองที่เป็นฉากบังตาซ่อนอยู่ในช่องว่างของ reflexivity ขัดแย้งภายในซ่อนอยู่มานานแล้ว
แต่โชคยังเข้าข้างที่ผู้เขียนหาวิธีจัดการกับความสามาถที่จะแยกตัวเองออกจากอัตตาความยึดมั่นในอคติตนเองในขอบเขตที่เป็นข้อจำกัดและพาตัวเองอยู่เหนืออคติตนเองจนเปลี่ยนแปลงตนไปสู่สิ่งที่ดีกว่าด้วยความพยายามที่จำเป็นอย่างมาก
ผู้เขียนจำได้ว่าอาจารย์ชาลี มังเกอร์กล่าวว่าการค้นพบอคติตนเองเป็นสิ่งที่ท่านต่อต้านมาตลอด จนกระทั่งท่านถามตนเองว่าทำไมท่านถึงตัดสนใจในหลายๆ เรื่องจนเกิดความผิดพลาด ท่านนั่งค้นศึกษาอคติตัวเองเขียนออกมาชื่อ psychology of human misjudgement จนท่านสามารถทำนายพฤติกรรมตนเองได้ ท่านกล่าวว่าภายในตนเองมีศักยภาพ 2 อย่างในตนเอง ทว่าอย่างไหนจะปรากฎออกมาขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเขา ว่าเขาตัดสินใจด้วยตนเอง หรือว่า ตัดสินใจด้วยอคติที่กำหนดชีวิตของเขามานาน
ผมอ่านในบล๊อคท่านมัด ท่านมัดเคยแนะนำเรื่อง Revolver
http://www.youtube.com/watch?v=q3vM1PcrV0k
ผมนั่งดูพระเอกติดในลิฟแล้วเอาชนะตนเอง ดูแล้วถึงแม้ คนดูอาจไม่เข้าใจภาพยนตร์ทั้งเรื่องได้ดี หากแต่อันดับแรก เราไม่พยายามเข้าใจแต่ละองค์ประกอบแต่ละภาพย่อยของภาพยนต์แล้วมาปะติดปะต่อกัน
เรื่องนี้เปลี่ยนความคิดที่ผมเอาชนะอคติตนเองอย่างสิ้นเชิง มันอธิบายสิ่งที่ผมทำผิดมาตลอดเพราะชอบเน้นย้ำโลกแห่งความสำเร็จค้นคว้าความรู้จากภายนอกเพียงด้านเดียวโดยไม่ได้ให้ความสำคัญแก่ประสบการณ์การค้นพบความรู้ตัวเองจากภายใน
ในที่สุด ผมค้นพบและยอมรับอคติตนเองไว้ด้วยศรีษะที่เชิดสง่างาม
Reflexivity เป้นวงจรอุบาทย์ ระหว่างที่อ่าน ท่านก็มี reflexivity เกิดในใจตลอดเวลา คติประโยคนี้แฝงไว้ด้วยความจริงสำหรับการเทรด ไม่ว่ารุปแบบใด ผู้อ่านจะได้ประจักษ์ว่าการเทรดในตลาดล้วน เป็นความตรึงเครียดระหว่างสิ่งที่คนอ่านทำได้สำเร็จกับสิ่งที่คนอ่านควรจะทำให้สำเร็จ สำหรับผู้เขียนเอง reflexivity เป็นช่องว่างระหว่างสิ่งที่คนคนนหนึ่งเป็นอยู่กับสิ่งที่เขาคิดว่าเขาควรจะเป็น และดูเหมือนสภาพจิตใจของเทรดเดอร์จะแกว่งไกวไปมาตลอดเวลาระหว่างความสุดโต่ง /2 ขั้วนี้
ไม่เร็ว ไม่ช้า ผ้เขียนสังเกตเพื่อนร่วมห้องคนจีนท่านหนึ่ง มีอาการปั่นจิ้งหรีด อาการโพสลงในเวบบอร์ด อาหารช๊อปปิ้ง อาการอยู่เฉยไมได้ในวันอาทิตย์ เมื่อไมได้อย่างใจหวัง ความวุ่นวายในใจและความว่างเปล่าในตัวเองจะแสดงออกมาอย่างเด่นชัด ยังมีอคติทำหน้าที่เป็นฉากบังตาซ่อนอยู่ในความว่างเปล่าของ reflexivity เมื่อเจตนาของคนติดขัดข้องเมื่อใด สิ่งนั้นจะถูกชดเชยด้วยการแสวงหาการยอมรับจากสังคมใน เนต หรือ รวมไปถึงการมุ่งแสวงหาเงินในตลาดเพื่อทดแทน ความพึงพอใจที่ติดขัดข้องใจ บางทีมักจบลงด้วยความต้องการทางเพศออกไปเที่ยวตามแหล่งจูเหมิน
เพื่อนร่วมห้องของผมไม่ใช่คนป่วย แต่เขาเป็นโรค reflexivity symtoms
การเติมช่องว่าง reflexivity ไม่มีวันเต็ม มีแต่ทำลายช่องว่างนี้ในช่วงขณะหนึ่งเท่านั้น
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในที่สุดคนเป้นผู้ลิขิตชีวิตตนเองได้หรือไม่ หรือว่าดวงดาวที่ห่างไหลจากโลกเป็นล้านปีแสงไกลโพ้นจะมากำหนดชีวิตเราได้อย่างไร ทำไมดวงดาวเหล่านั้นจึงให้ความสำคัญกับเรานัก หรือว่าพวกมันหมุนรอบตัวเรา หรือว่าเรามีอคติให้พวกดวงดาวไว้หมุนรอบ ถ้าไม่มีอคติแล้วพวกมันจะหมุนรอบอะไร
ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับการตะหนักถึงความไม่เที่ยง ตรงนั้นต่างหากที่สำคัญ
วิธีกำจัดอาการข้างงนี้เคียงที่เกิดจาก reflexivity เป็นแก่นสาระสำคัญที่ผู้เขียนต้องรับผิดชอบในการเขียนบทความนี้ ผู้เขียนขอตอบคำถาม แต่ละวัน แต่ละชั่วโมง การตั้งปุจฉากับตนเองว่า อคติเป็นต้นเหตุการตัดสินใจที่ผิดพลาดและเป็นต้นเหตุของภาพอีกด้านหนึ่งของช่อว่าง reflexivity ใช่หรือไม่
ถ้าสมมุติมันใช่ เราจะแก้มันอย่างไร
วิธีแก้ของผู้เขียน invert always invert
ทุกวันเหมือนได้ผ่านมาแล้ว ทุกวันเหมือนได้ทำผิดมาหมดเลย ปัจจุบันคืออดีตไปแล้ว เราจะใช้ชีวิตเหมือนเมื่อวานที่เราได้ผิดมาแล้ว คราวนี้เราจะแก้ไขอดีตของเราได้ เราจะกำหนดเองว่าเราจะเลือกทำผิดเหมือนเดิมหรือไม่ อดีตแก้ไขได้
ยิ่งไม่คิดถึงตัวเอง ยิ่งตัดอคติออกไปหมด
นี่คือคำตอบของข้าพเจ้า
สิ่งที่เป้นธรรมชาติของคนคือความเครียด สุขภาพจิตจะดีขึ้นอยู่กับความเครียดในระดับหนึง ซึ่งมันเกิดขึ้นได้เพราะเราเปรียบเทียบจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับสิ่งที่เราคิดว่าควรจะเกิด มันมีช่องว่างเกิดขึ้นระหว่างสองขั้วนี้ หรือเป้นช่องว่างที่คนคนนั้นเป้นอยู๋กับสิ่งที่คนคนนั้นควรจะเป้น
ในตลาดหุ้นมีความวิตกกังวลแบบที่เรียกว่าอาการที่ชอบคาดการณ์ไปล่วงหน้า อาการวิตกกังวลเหล่านี้เป็นปัจจุยสำคัญที่ทำให้ตลาด ขึ้น/ลง เพราะตลาดตอบสนองต่อความกลัวโดยปราศจากเหตุและผลและเจ้าความกลัวในลักษณะอาการโรคประสาทของตลาด เป็นตัวกระตุ้นอาการดังกล่าว ซึ่งผลสะท้อนกลับของอาการดังกล่าวนี้ยิ่งตอกย้ำให้ตลาดเองมีความกลัวมากขึ้น
งานนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่ความอดกลั้นในหลายปีได้รับการแก้ไขในที่สุด ผมเป็นคนเหงื่อเยอะ เวลาขึ้นรถไฟฟ้า ตัวมันจะเหม็น แล้วใครอยู่ใกล้ๆ เกรงใจเขา ยิ่งเป็นสาวๆ มายืนใกล้ๆ งถ้าวันไหน มีธุระต้องขึ้น แต่ยังไม่ขึ้น แค่คิดเวลาขึ้น อาการกลัวมันมาก่อน เหงื่อมันออกมารอะ ยังไม่ได้ไปไหนเลย เหงิ่อมารอแล้ว ยิ่งไม่อยากให้ออก ยิ่งออก เราเจอเหตุการร์คล้ายๆ กันอย่างนี้ทุกคน แล้วแต่ว่าเราจะมีอาการประสาทในเรื่องอะไร แล้วการย้ำคิดย้ำทำสะท้อนกลับไปกลับมาอย่างนี้มันเกิดในตลาดหุ้นตลอดเวลา
คำถามคือมันคืออาการของ reflexivity symtoms ใช่หรือไม่
Reflexivity จะเป้นสิ่งที่กำหนดว่า เราจะกลายเป้นเครื่องเล่นของอคติตนเอง ยอมละทิ้งอิสรภาพของความมีเหตุและผลในตัวเอง จากนั้นยอมให้อคติดังกล่าวหลอมกลืนตัวเราจนมีพฤติกรรมแบบเดียวกับนักลงทุนอื่นๆ ที่เห็นกันทั่วๆ ไป
ผู้เขียนสามารถตอบคำถามข้างบนจากประสบการณ์ เช่นเดียวใช้หลักการ psychology of human misjudgement มาอธิบาย
เทรดเดอร์จะมีบุคคลิกอย่างไรเป็นผลมาจากอคติของคนคนนั้นที่กำหนดการตัดสินใจภายในจิตใจของของเขา หาใช่เป็นผลมาจากอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมอย่างเดียวไม่
ความแตกต่างของการตะหนักถึงอคติตนเองนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าคนคนนั้นจะอยู่ในสงครามตลาดหุ้นได้นานแค่ไหน
ถ้อยคำเหล่านี้ทำใหผู้เขียนคิดถึงเหตุการณ์หนึ่งอยู่บ่อยๆ ที่อาจารย์โซรอสกว่าวถึงว่า ถ้าราคาของในประเทศใดกำลังปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องจนนักลงทุนกลัวเงินเฟ้อในจะเกิดขึ้น ทุกคนจะคาดการณืไปล่วงหน้า จนหมดศัทธาเงินในประเทศนั้น พอขายเงินออกมามาก ๆ แนวโน้มอย่างนี้จะพลักดันให้เกิดเงินเฟ้อในประเทศซ้ำเข้าไปอีก ดังนั้นจึงเป็นการตอกย้ำความถูกต้องของแนวโน้มการหมดความเชื่อถือของเงินที่นักลงทุนคาดการณ์ไว้ตั้งแต่แรก
กฏก็คือ invert always invert
เรื่องเหงื่อออก กลัวคนอื่นเหม็น คราวนี้พอขึ้นรถไฟ ผมก็คิดตรงข้ามทันที เปิดเผยเต็มที่ คือมีผ้าขนหนู แต่งตัวเป้นนักกีฬาเลย ทั้ง ๆที่ขอโทษนะครับ กรูรรไม่ได้เล่นอะไรมาเลย แต่เดินขึ้นบรรไดก้เหงือออกแล้ว คราวนี้โชวเต๋มที่ให้คนอื่นเห็นไปเลยว่าเราเหงื่อออกเยอะขนาดไหน แล้วต้องคิดถึงเรื่องตลกตลอดนะ มันไปด้วยกัน อย่างคิดว่าถ้าเหงื่อออกมาก ๆ คิดไปเลยว่าแม่มออกมามากขนาดนี้ ใส่ชุดว่ายน้ำไปเลยดีกว่า ผมเรียนรู้ที่จะหัวเราะเยอะตัวเองไปกับเรื่องเหล่านี้ไปเลย
หยุด !!!! วงจรอุบาทย์ reflexivity
อีกเรื่องหนึ่งที่ตรึงผู้เขียนให้คิดถึงตลอด
ผมติดอ่างตอนเด้กจนถึง 10 ขวบ เชื่อไหมครับมีวันหนึ่งในชีวิตช่วงนั้นที่ผมพูดไม่ติดเลย คือ ไปงานวันเด็กแล้วเขาบอกว่าใครดูน่าสงสารที่สุดให้มารับสมุดได้ 2 เล่ม ผมติดอ่าง เลยเดินไปบอกเขาบอกว่า ผมน่าสงสารเพราะพูดติดอ่าง ไอ้เราเลยพยายามจะพุดติดอ่างให้เขาดู แต่พูดออกไปแล้ว มันพูดคล่องปื๋อเลย นี่ถ้าตั้งใจจะติดอ่างกลับไม่ติด ถ้าไม่มีความวิตกกังวลมารอข้างหน้านี่ มันหายนะครับ
ใครไม่เคยมีประสบการณืเหล่านี้ .ยากที่จะเข้าใจ
ลองเอาเทคนิคนี้ไปทำตรงกันข้าม คิดตรงข้ามเสมอ มองสิ่งต่างๆ ในแง่มุมอารมณ์ขันเข้าไว้ มันเป็นอุบายที่จะเอาตัวรอดในชีวิตและในตลาดหุ้นได้เป้นอย่างดีครับ เราจะได้ไม่ตกลงไปในกับดักของ reflexivity
ป.ล. ถ้าไปโกรธใคร ก็ลองคิดดูว่า ถ้าเราเป็นเขา เราอยู๋ในเหตุการณ์อย่างนั้น เราจะทำอย่างนั้นไหม
สิ่งที่ reflexivity สอนผมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ การฝึกคิดแบบ invert แล้วผลพลอยได้ที่ได้รับเป้นกำไรต่อมาคือ เราจะเห็นเลยว่า ปัจจุบันก็คืออดีต
แค่อยากเรียนรู้เรื่อง reflexivity ก็เป็นกำไรของชีวิตแล้ว แล้วกำไรหุ้นมันตามมาเอง
คิดดูซิครับ! กลับทุกอย่างเป็นตรงข้ามอย่างนั้นหรือ
ถ้าปัจจุบันคืออดีต ทุกวินาทีจึงมีความหมาย เพราะจะกลายเป้นความทรงจำที่เราเก้บไว้ แล้วคิดอย่างนี้ อดีตมันเลยแก้ไขได้ เพราะมันขึ้นอยู่กับว่าเราทำอะไรในวินาทีนั้น ยิ่งคิดว่าเราเคยผ่านวันนี้มาแล้ว แต่คราวนั้นเราทำผิดหมดเลย คราวนี้เราจะทำให้มันถูกละ พอคิดอย่างนี้เราจะได้คิดรอบครอบมากขึ้น แล้วโอกาสผิดพลาดมันน้อย เพราะเราจินตนาการในสิ่งที่เราทำวันนี้จากเมื่อวานแล้ว จินตนาการเป็นภาพ เป็นเสียงเลย นึกออกมาเป็นฉาก ๆ ว่าจะเทรดหุ้นอย่างไร ถ้ามันมาอย่างนี้ แล้วเราจะทำอย่างไรบ้าง
เท่าที่คิดออก ผมสรุปว่าความวิตกกังวลในเชิงคาดการณ์ล่วงหน้าแบบ reflexivity ต้องเอาเทคนิคการจัดการในทางตรงกันข้ามไปปะทะมันไว้
ผู้เขียนได้กล่าวไปที่ละขั้น จวบจนกลับมากอบกู้อคติของตนเองออกมาเหมือนท่านอาจารย์มังเกอรืได้ อติเหล่านั้นเคยขุมขังข้าพเจ้าในที่แคบๆ เสียดายมันฆ่าข้าพเจ้าไมได้ กลับทำหใข้าพเจ้าแข็มแข็งกว่าเดิม หากเป้นเหตุการปกติ ข้าพเจ้าจะไม่มีวันทำได้เลย
โอกาสอันโดดเด่นของอาจารย์โซรอสที่สำคัญ ผมอีกครั้งจดไว้สร้างความท้าทาย อ่านแล้วทั้งหนาวและเย็นยะเยือกจับหัวใจทุกครั้ง ไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ ในชีวิต
สร้างสมมุติฐานขั้นมาก่อน
แล้ว Invert first , Investigate, then Invest
ลงทุนทีละน้อย คอยดูว่าสมมุติฐานของเราถุกหรือผิด
สร้างสัมผัสขึ้นแบบ invert ขึ้นมา ถ้าอยากซื้อ ให้ขายก่อน ดูถ้ามีคนรับมาก ถึงจะซื้อ
ให้แน่ใจว่าซื้อไปแล้ว มีคนมารอซื้อต่อแน่ๆ
การสร้างความรูสึกเกี่ยวตลาดขึ้นมานั้น
ทำต่อเมื่อ ไม่แน่ใจเท่านั้น
ถ้าอยากซื้อ ผมจะขายก่อน ถ้าอยากขาย ผมจะซื้อก่อน
ที่สำคัญ ต้องแยกอารมณ์และความรูสีกของตนออกจากตลาดให้ได้
ไม่ปล่อยให้ตันหาต่างๆ เข้ามาปน
ไม่ปล่อยให้อัตตามาปะปนกับการตัดสิน ใจทางการลงทุนอย่างเด็ดขาด
การที่ปราศจากอารมณ์ความรูสึกในการลงทุนนั้น ต้องอาสัยความมีวินัยอย่างมาก
ต้องอาสัยความมั่นใจในตัวเองอย่างมากด้วยครับ
อีกทั้งต้องเข้าใจว่าตลาดมีทั้งด้านที่มีเหตุผล และไม่มีเหตุผล
และยังต้องยอมรับด้วยว่า เราไม่สามารถตัดสินใจได้ถุกต้องตลอดเวลา
หากมีโอกาส ต้องฉกฉวยให้เต็มที่
หากผิดพลาด ก็ยอมรับผิด สำคัญที่ต้องรูว่าเมื่อผิดแล้ว ต้องทำอย่างไรให้อยู่รอด
ผมอาจผิดครับ อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น
สุดท้ายขอบคุณครับ