ผ่าอนาคต 'สองเสือก่อสร้าง''อิตาเลียนไทย-ช.การช่าง'
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
สองบิ๊กก่อสร้าง ITD-CK โชว์แบ็คล็อกมูลค่ากว่า 'แสนล้านบาท' แต่ยังไม่เห็นมี 'กำไร' สองผู้นำสูงสุด 'เปรมชัย-ปลิว' เชื่อจากนี้จะกำไรยั่งยืน
หุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างเป็นอีกหนึ่ง "กลุ่มหุ้นยอดนิยม" ที่มักถูกหยิบขึ้นมา "เล่นเก็งกำไร” เป็นรอบๆ แต่ทว่ารอบนี้หุ้นรับเหมายังเงียบกริบ..!! ขณะที่ฝั่งผู้บริหารออกมาโชว์ตัวเลขงานในมือที่รอรับรู้รายได้มีมูลค่านับ "แสนล้านบาท" แต่ดูเหมือนยังเป็นการ “ขายฝัน” โดยเฉพาะสองบิ๊กก่อสร้างอย่าง บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ และ บมจ.ช.การช่าง ที่ผลการดำเนินงานยังกระท่อนกระแท่น
อิตาเลียนไทยและช.การช่าง ต่างก็ถือ "ไพ่เด็ด" ในมือ โดยอิตาเลียนไทยมีโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย และโครงการก่อสร้างในอินเดียเป็นแหล่งรายได้หลัก ขณะที่ ช.การช่างถือสัมปทานสร้างโรงไฟฟ้าไซยะบุรีในลาว เป็นงานก้อนใหญ่และหวังกินยาว
เปรมชัย กรรณสูต ประธานกรรมการบริหาร บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ บริษัทรับเหมาก่อสร้างหมายเลขหนึ่งของไทย เปิดเผยว่า ปีที่ผ่านมาบริษัทยังมีมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับหนึ่งของกลุ่มรับเหมาก่อสร้างสัดส่วน 40.5%จากรายได้รวม 44,945 ล้านบาท โดยเป็นงานในต่างประเทศสัดส่วน 53.7% ถือเป็นปีแรกที่รายได้จากต่างประเทศมากกว่าในประเทศ โดยที่อินเดียมีสัดส่วนรายได้สูงสุดประมาณ 34%
ส่วนงานค้างที่รอรับรู้รายได้ปีนี้ น่าจะทำได้ถึง 200,000 ล้านบาท โดยไตรมาสแรกทำได้แล้ว 41,724 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีโครงการที่ประมูลได้แล้วและรอลงนามอีก 158,082 ล้านบาท รวมแล้วน่าจะมี Backlog ได้ถึง 332,310 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีโครงการที่ยื่นประมูลได้ราคาต่ำสุดอีก 40,000 ล้านบาท
สำหรับโครงการใหม่ที่บริษัทจะเข้าไปมีส่วนร่วม ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่งานในต่างประเทศ เช่น งานสร้างถนนในเมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย 58,000 ล้านบาท รถไฟฟ้าที่บังคาลอร์ 40,700 ล้านบาท สนามบินที่ฮาลองเบย์ เวียดนาม 77,500 ล้านบาท รวมถึงที่อยู่อาศัย 300,000 ยูนิต ที่ประเทศลิเบีย
“ต้องถือว่าอิตาเลียนไทยโตก้าวกระโดดเกินไป ปีนี้ เราน่าจะได้งาน 2 แสนล้านบาท ปีต่อไปน่าจะได้อีกหลายแสนล้านบาท ที่ผมเป็นห่วงตอนนี้คือจะหาเงินมาทำงานได้อย่างไร” เปรมชัยบอก
แผนธุรกิจที่บิ๊กอิตาเลียนไทย มองไว้ก็คือ บริษัทอาจจะต้อง “เพิ่มทุน” โดยขอมติผู้ถือหุ้นในการทำ General Mandate หรือขออนุมัติเพิ่มทุนล่วงหน้าไว้ก่อน 1,677 ล้านหุ้น อีกแผนคือ การขายเงินลงทุนโครงการต่างๆ ที่บริษัทเข้าไปถือหุ้น หลักๆ ตอนนี้คือการลงทุนในเหมืองโปแตชที่จังหวัดอุดรธานี มีอายุสัมปทาน 30 ปี ถือหุ้นอยู่ 90% กำลังจะได้ไลเซ่นผลิตจากรัฐบาลในปลายปีนี้ คาดว่าจะขายหุ้นบางส่วนให้ต่างชาติ ภายใน 2 ปีนี้ จะสามารถผลิตออกมาได้คาดว่าจะมีกำไรจากการขายตันละ 300 ดอลลาร์ คาดว่าจะขายได้ปีละ 4 ล้านตัน คิดเป็นกำไรเท่าไรต่อปีก็คำนวณเอาเอง...เปรมชัย กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนโครงการผลิตอะลูมิเนียมที่ประเทศลาว ตอนนี้ถือหุ้นอยู่ 45% และจะลดสัดส่วนการถือหุ้นลงให้เหลือ 30% ได้เชิญนักลงทุนจากจีนมาร่วมลงทุนแล้ว ปีนี้จะต้องใส่เงินลงทุนไปอีก 100 ล้านบาท เพื่อคงสัดส่วนการถือหุ้นเอาไว้
เปรมชัย กล่าวต่อว่า โครงการสำคัญของอิตาเลียนไทย คือ โครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย บนพื้นที่ 1.5 แสนไร่ แต่เป็นพื้นที่ขายจริง 55% หรือประมาณ 80,000 ไร่ มูลค่าโครงการ 8,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 2.4 แสนล้านบาท ตอนนี้ได้ลงทุนระบบโครงสร้างสาธารณูปโภคภายในไปแล้ว 1,000 ล้านบาท แผนงานตอนนี้คือการเร่งขายที่ดินบางส่วนให้กับนักลงทุนที่สนใจจำนวน 12,500 ไร่ ถ้าบริษัทสามารถขายเงินลงทุนได้ก็จะมีเงินทุนหมุนเวียนบางส่วนกลับเข้ามาสู่บริษัท ถ้ามากพออาจจะไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุนก็ได้
เปรมชัย คำนวณผลตอบแทนจากการลงทุนในโครงการทวายให้ฟังว่า อิตาเลียนไทยเป็นเจ้าของพื้นที่กว่า 1.5 แสนไร่ ถ้านำราคาขายจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดมาเปรียบเทียบซึ่งมีราคาไร่ละ 3 ล้านบาท แม้จะเป็นพื้นที่ขายจริงเพียง 55% ดีดลูกคิดแล้วยังไงก็ “คุ้ม” คาดว่าโครงการทวายน่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการได้ในปลายปี 2558
ล่าสุดมีกระแสข่าวที่อ้างคำกล่าวของ นายโค โค ฮแลง ที่ปรึกษาฝ่ายการเมืองของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ของพม่า ออกมาชี้ว่าอิตาเลียนไทยไม่มีประสบการณ์ดำเนินโครงการขนาดใหญ่ พร้อมส่งสัญญาณอยากได้นักลงทุนรายอื่นเข้าร่วมลงทุน โดยสื่อไปในทำนองว่าอิตาเลียนไทยขาดแคลนเงินทุนสนับสนุนด้านการก่อสร้าง ขณะที่ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ยืนยันที่จะไม่ปล่อยกู้โครงการทวาย
ด้านแนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 2555 นายใหญ่อิตาเลียนไทย คาดว่าจะรับรู้รายได้ทั้งหมด 54,000 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโต 20% จากปีที่แล้ว ส่วนกำไรสุทธิปีนี้ จะได้เห็นแน่นอน เพราะงานที่เข้ามามีวอลุ่มสูงทำให้ควบคุมต้นทุนได้ดี และเท่าที่เห็นไม่มีโครงการไหนที่ทำแล้วขาดทุนเลย รวมถึงแผนการเข้าไปลงทุนด้วยเงินเยอะๆ ก็ไม่มีแล้วมีแต่จะรอขายหุ้นที่ถืออยู่ออกมา ส่วน Net Margin ปีนี้น่าจะทำได้ตั้งแต่ 3-5%
“ต่อจากนี้ไปเราจะมีกำไรทุกปีเพราะงานที่เข้ามามากขนาดนี้ทำให้ถึงจุดคุ้มทุนได้และโครงการลงทุนต่างๆ ก็เดินหน้าไปด้วยดี จากนี้อิตาเลียนไทยจะเริ่มรับรู้ดอกผลจากการลงทุนได้แล้ว” เปรมชัยกล่าว ท่ามกลางปัญหาโครงการทวายยังร้อนระอุ
ทางด้าน ปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ช.การช่าง เปิดเผยว่า ในปีนี้ บริษัทมีมูลค่างานในมือแล้วจำนวน 1.4 แสนล้านบาท โครงการสำคัญที่สุดคือโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีประเทศลาวมูลค่า 7.6 หมื่นล้านบาท บริษัทตั้งเป้าหมายจะรับงานในอนาคตที่มีอัตรากำไรขั้นต้นมากกว่า 10% โดยยังมีงานที่คาดว่าจะเซ็นสัญญาเร็วๆ นี้ คือ โครงการทางด่วนศรีรัช มูลค่างาน 2.5 หมื่นล้านบาท และโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า SPP นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน 5 พันล้านบาท ซึ่งบริษัทคาดว่า Backlog ณ สิ้นปี 2555 จะเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 1.7 แสนล้านบาท
ส่วนโครงการเขื่อนและโรงไฟฟ้าไซยะบุรี มูลค่าสัญญา 7.6 หมื่นล้านบาท คาดว่าผลประโยชน์ที่ได้รับจากงานก่อสร้างจะสร้างผลตอบแทนไม่น้อยกว่า 10% และหลังจากงานก่อสร้างแล้วเสร็จยังได้สัมปทานอีก 29 ปี ซึ่งคาดว่ามีผลตอบแทนการลงทุนที่ 12-13% จากสัดส่วนที่บริษัทถือหุ้นอยู่ 30%
ทั้งนี้ โครงการไซยะบุรีได้มีการกู้เงินเรียบร้อยแล้วกับธนาคารพาณิชย์ 6 ราย เป็นเงิน 8.5 หมื่นล้านบาท ปีนี้ คาดว่าต้องใช้เงินเข้าไปเพิ่มทุน 300 ล้านบาท และน่าจะมีรายได้จากงานก่อสร้าง 4,500 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 30% ของรายได้รวม โดยช่วงแรกยังเป็นการลงทุนเบา และจะค่อยๆ เพิ่มเงินลงทุนเมื่อเข้าใกล้ปีที่ 6-8 ของการก่อสร้างซึ่งเป็นขั้นตอนการติดตั้งเครื่องปั่นไฟ
"ไฮไลต์สำคัญของ ช.การช่าง ในปีนี้ คือการนำบริษัท ซีเค พาวเวอร์ เข้าตลาดหลักทรัพย์คาดว่าจะเปิดขายหุ้น IPO ได้ในช่วงไตรมาส 4/2555 นี้"
ปลิว อธิบายสาเหตุที่ปีที่แล้วผลการดำเนินงานจริงออกมาขาดทุนประมาณ 1,300 ล้านบาท เพราะบริษัทใช้กลยุทธ์เข้าไปลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานหลายโครงการทำให้มีต้นทุนทางการเงินสูงเห็นได้จากดอกเบี้ยจ่ายสูงถึงปีละ 1,100 ล้านบาทในปีที่แล้ว แต่หลังจากนี้จะเริ่มรับรู้รายได้จากการขายเงินลงทุนออกมาเพื่อเป็นกำไร ทำให้ ช.การช่าง ไม่จำเป็นต้องมีการเพิ่มทุนอีก
สำหรับโครงการใหม่ที่จะเข้ายื่นการประมูลน่าจะมีรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ ตั้งแต่สายสีชมพู สีเหลือง สีส้ม สีม่วงส่วนขยาย ระบบป้องกันน้ำท่วม ซึ่งทั้งหมดนี้จะเริ่มเปิดประมูลในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ยังมีโครงการในอนาคตซึ่งจะเป็นโอกาสของบริษัทก่อสร้างทั้งหมด เช่น รถไฟฟ้าความเร็วสูงที่รัฐบาลไทยลงนามกับจีนซึ่งจะมีถึง 4 สายและโครงการรถไฟรางคู่ ประมาณการว่าน่าจะมีมูลค่าสูงถึง 620,000 ล้านบาท
รวมถึงโครงการก่อสร้างถนนสายมอเตอร์เวย์มูลค่า 575,033 ล้านบาท โครงการต่อเติมสนามบินสุวรรณภูมิเฟสสอง 62,503 ล้านบาท โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก 5,000 ล้านบาท ส่วนงานที่ ช.การช่าง มีโอกาสสูงคืองานสร้างเขื่อนในประเทศลาวมูลค่าที่รออยู่ประมาณ 127,000 ล้านบาท
สำหรับการถือหุ้นใน บมจ.รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) ที่ยังประสบปัญหาขาดทุนนั้น ปลิว เชื่อว่าหลังจากโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงิน สีม่วง และสีเขียวแล้วเสร็จ จะทำให้มีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ BMCL สามารถแก้ปัญหาการขาดทุนได้อย่างเบ็ดเสร็จภายใน 3 ปี
นายใหญ่ ช.การช่าง ตั้งเป้าหมายรายได้ของบริษัทในปีนี้ จะอยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท เติบโต 15% จากปีก่อน โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากการรับรู้งานคงค้างในมือที่มีอยู่ 1.4 แสนล้านบาท ในแง่กำไรจากการดำเนินงานคาดว่าจะดีกว่าปีที่แล้วมาก เพราะได้ยกเลิกงานเก่าๆ ที่มาร์จินต่ำไปหมดแล้ว ส่วนค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยก็ลดลงมาก ปีนี้ น่าจะยังมี “กำไรพิเศษ” จากการขายเงินลงทุนเช่นเคย แต่เท่าไรและเมื่อไรยังไม่สามารถบอกได้
“จากนี้ไปกำไร ช.การช่าง จะมีความมั่นคงและสามารถจ่ายเงินปันผลได้ต่อเนื่อง ผลจากโครงการลงทุนต่างๆ ที่เราได้ไปใส่เงินเอาไว้ คาดว่ากำไรในปี 2555-2556 จะไม่น้อยกว่าที่ผ่านมาแน่นอน” ปลิวให้ความหวังผู้ถือหุ้น
'ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง' ปีนี้ ตั้งเป้าโต 30% ด้านผู้เล่นอันดับสามในตลาดอย่าง บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น ของ "เสี่ยหนู" อนุทิน ชาญวีรกูล แม้ข่าวจะดูเงียบกว่าสองรายใหญ่ แต่ปีนี้ ยังตั้งเป้าเติบโตสูง วรพันธ์ ช้อนทอง กรรมการรองผู้จัดการ สายงานการเงินและบริหาร เปิดเผยว่า ปีนี้ บริษัทน่าจะมีรายได้รวม 18,000 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 14,000 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโต 30% ปัจจุบันมีงานค้างรอรับรู้รายได้ 48,000 ล้านบาท ทยอยรับรู้ภายใน 3 ปีข้างหน้า โดยเป็นงานภาครัฐ 60% และเอกชน 40%
ปีนี้ บริษัทคาดหวังว่าจะหางานใหม่ให้ได้ 20,000 ล้านบาท จากการเข้าประมูลงานทั้งหมด 80,000 ล้านบาท โดยตอนนี้มีงานรอเซ็นสัญญาแล้ว 1,000 ล้านบาท ที่เหลือคาดว่าจะเริ่มมีการเปิดประมูล เช่น รถไฟฟ้าสายสีเขียวเส้นทางหมอชิต-ลำลูกกา รวมถึงงานขยายสนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินภูเก็ต
ในส่วนของอัตรากำไรขั้นต้น คาดหวังว่าจะรักษาให้อยู่ในระดับเดียวกันกับปีก่อนที่ 8.1% โดยเน้นการลงทุนเครื่องจักรใหม่มูลค่า 400 ล้านบาท เพื่อนำมาทดแทนการใช้แรงงานคนเพื่อปรับตัวรับกับการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ในปีนี้
ที่มา :
http://www.stock2morrow.com/showthread.php?t=31523