หน้า 20 จากทั้งหมด 30

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: อังคาร ต.ค. 02, 2012 9:25 am
โดย pak
SGPลุ้นรับงานปิโตรมาเลเซียโบรกเกอร์สั่งลุย-ต้าน 15.40 บ. [ ทันหุ้น, 2 ต.ค. 55 ]

SGP ลุ้นรับงานปิโตรเลียมในมาเลเซีย ถือหุ้นเพิ่มในบริษัทย่อย "MyGaz SDN.BHD" 70% ส่งซิก
ไตรมาส 3/55 พลิกกำไร รับอานิสงส์ราคา LPG ขยับจากไตรมาสก่อน หนุนผลงานทั้งปีแตะ 5 หมื่นล้าน
บาท ฟากเทคนิคสั่งลุย ให้ต้าน 15.40 บาท

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: พุธ ต.ค. 03, 2012 9:38 am
โดย pak
'ปตทไทยออยล์'บี้รัฐลอยตัวชงขึ้นราคาขายหน้าโรงกลั่นสกัดนาเข้าล้นคลังเก็บ
Source - ประชาชาติธุรกิจ (Th), Wednesday, October 03, 2012


อั้นไม่อยู่ 2 ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ "ปตท.-ไทยออยล์" ชี้รัฐเร่งลอยตัวราคา "แอลพีจี" ตามตลาดโลก จูงใจการผลิตเพิ่มพ่วงปรับขึ้นราคาขายหน้าโรงกลั่น หลังมีสัญญาณปลายปีนี้ยอดนำเข้าพุ่งเดือนละ 2 แสนตัน ล้น "คลังเก็บ" สนพ.คุมเชิงเปลี่ยนกลไกราคาใหม่

นายณัฐชาติ จารุจินดา ประธาน เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียม ขั้นปลาย บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปตท.วางแผนขยายคลังเก็บก๊าซปิโตรเลียม เหลว หรือแอลพีจี ที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เพิ่มเป็น 2.5 แสนตันต่อเดือน จากปัจจุบันมีความสามารถเก็บที่ 1.3 แสนตัน ขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการออกแบบ รวมถึงประมูลงานบางส่วนแล้ว คาดว่าการก่อสร้างจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในต้นปี 2557

ระหว่างนี้ ปตท.เริ่มกังวลกับปริมาณการนำเข้าแอลพีจีที่มีปริมาณมากกว่าความสามารถของคลังเก็บ ตามสถิติในเดือนสิงหาคมและกันยายนที่ผ่านมามีปริมาณการนำเข้าสูงถึง 1.5 แสนตัน คาดการณ์ตั้งแต่นี้ไปจนถึงสิ้นปี 2555 จะมีปริมาณการนำเข้าอยู่ที่ 1.7-2.0 แสนตันต่อเดือน ระหว่างที่มีการดำเนินการขยายคลังเก็บแอลพีจีจะใช้เรือลอยก๊าซแล้วจึงขนถ่ายเมื่อมีพื้นที่ แต่การใช้เรือลอยจะต้องพิจารณาสภาพดินฟ้าอากาศประกอบด้วย ไม่สามารถทำได้ตลอด

"ด้วยความสามารถของคลังเก็บที่มี อยู่จำกัด ภาครัฐควรออกมาตรการที่ จูงใจให้เกิดการผลิตแอลพีจีป้อนออก สู่ตลาดมากขึ้นอย่างน้อยประมาณ 6 หมื่นตัน โดยอาจใช้มาตรการปรับราคาจำหน่ายหน้าโรงกลั่น จากปัจจุบันอิงราคาตลาดโลกเพียง 76% และราคาควบคุมในประเทศที่ 333 เหรียญต่อตัน ซึ่งถือเป็นราคาที่ต่ำมาก"

นายณัฐชาติกล่าวว่า ส่วนภาคประชาชน รัฐควรมีนโยบายส่งเสริมลดการใช้แอลพีจี เพื่อลดภาระการนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องควบคู่กันไปด้วย เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้ปลายปีนี้

นายวีรศักดิ์ โฆษิตไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้ราคาแอลพีจีหน้าโรงกลั่นต่ำกว่าราคาตลาดโลก จึงไม่เป็นแรงจูงใจให้โรงกลั่นหันมาผลิตแอลพีจีเพิ่ม ทางไทยออยล์มองทางออกที่ดีที่สุด คือต้องปล่อยให้ราคาแอลพีจีลอยตัวตามตลาดโลก กลไกดังกล่าวจะส่งผลดีที่สุดในระยะยาว สร้างการเติบโตได้อย่างมาก และเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันให้ประเทศ รวมทั้งยังเพิ่มปริมาณการผลิตแอลพีจีมากขึ้น

"ในส่วนของไทยออยล์จะดูการกลั่นในภาพรวม นั่นคือการซื้อน้ำมันดิบ ตรวจสอบราคาน้ำมันดิบ ซึ่งอาจมีการเลือกกลั่นน้ำมันดิบที่ให้ผลิตภัณฑ์แอลพีจีมากขึ้น แต่ก็ต้องพิจารณาว่าได้ผลตอบแทนที่เหมาะสมหรือไม่"

นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า ปตท.ได้ยื่นหนังสือ ขอให้ปรับขึ้นราคาจำหน่ายแอลพีจี หน้าโรงกลั่นมายัง สนพ.แล้ว โดยต้องการให้ราคาเป็นไปตามกลไกตลาดโลกมาก ที่สุด เพื่อสร้างแรงจูงใจในการผลิต อย่างไรก็ตาม สนพ.จะต้องพิจารณาศึกษาให้ชัดเจนก่อน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคต่อไป

อย่างไรก็ตาม ทาง สนพ.ได้รายงานความคืบหน้าล่าสุดถึงการเร่งหาพื้นที่ผลิตปิโตรเลียมเพิ่มเติมอีก 2 แหล่ง ซึ่งจะมีทั้งผลิตภัณฑ์น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว ที่จะนำมาใช้ได้ในอนาคตต่อไป ประกอบด้วย 1.แหล่งดงมูล ของบริษัท อพิโก้ (โคราช) จำกัด ในแปลงสำรวจ L23/43 จ.กาฬสินธุ์ สัมปทานเลขที่ 9/2546/43 อนุมัติพื้นที่ผลิตปิโตรเลียมรวม 31.39 ตร.กม. คาดมีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติ 96,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต เริ่มผลิต ปี 2558

หากพัฒนาสำเร็จจะผลิตได้ก๊าซธรรมชาติ 14 ล้านลูกบาศก์ฟุต ทางบริษัทจะลงทุน 6,774 ล้านบาท รัฐจะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ 3,095 ล้านบาท (คิดเป็น 60%) ส่วนบริษัทจะได้รับผลตอบแทนหลังหักเงินลงทุน 2,066 ล้านบาท (คิดเป็น 40%)

2.แหล่งปะการังตะวันตก ของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด แปลงอยู่ในอ่าวไทย B11 สัมปทานเลขที่ 1/2515/5 ได้รับอนุมัติพื้นที่ผลิตปิโตรเลียมรวม 118.1 ตร.ม. เริ่มผลิตปี 2558 คาดมีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติ 1 แสนลูกบาศก์ฟุต น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว 8.97 ล้านบาร์เรล

หากพัฒนาสำเร็จคาดจะผลิตน้ำมันดิบเฉลี่ยสูงสุด 4,300 บาร์เรล/วัน ก๊าซธรรมชาติ 59 ล้านลูกบาศก์ฟุต บริษัทจะลงทุน 19,000 ล้านบาท รัฐจะได้รับผลประโยชน์ 10,200 ล้านบาท (57%) เชฟรอนได้ผลตอบแทนหลังหักเงินลงทุน 7,584 ล้านบาท (43%)

ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติ 20 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต มีการใช้เฉลี่ย 4,500 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน หากระดับการใช้ดังกล่าวไม่ได้มีการผลิตเพิ่มจะใช้ได้อีก 10 ปี

ขณะนี้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงพลังงานได้ร่วมกันหาทางทำแผนควบคู่กันไป 2 ทาง โดยเน้นการสำรวจแหล่งปิโตรเลียมโดยฝากความหวังไว้กับการประกาศสำรวจพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งยังมีทรัพยากรพลังงานอยู่จำนวนมหาศาลและมีวัตถุดิบสำรองที่จะใช้ได้เกิน 20 ปีข้างหน้า

--จบ--

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: พุธ ต.ค. 03, 2012 9:39 am
โดย pak
คอลัมน์: รายงาน: เพิ่มทุน'ปตท.สผ.'ลงตัวจับตาได้เงนตามเป้า9.8หมื่นล.หรือไม่
Source - ฐานเศรษฐกิจ (Th), Wednesday, October 03, 2012


เงื่อนไขการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุน 650 ล้านหุ้น ของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP) หรือปตท.สผ. ชัดเจนแล้ว หลังจากชะงักไป 2 เดือน เนื่องจากต้องทำ ความเข้าใจกับนักลงทุนบางกลุ่ม รวมถึงการปรับเปลี่ยนรายละเอียดในการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่

ทั้งนี้แผนการเพิ่มทุนใหม่ของ PTTEP ยังคงเป็นลักษณะเดิม คือ เสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะเจาะจง (Preferential Public Offering) ที่จำนวน 650 ล้านหุ้น ความแตกต่างอยู่ที่บริษัทแม่ คือ บมจ.ปตท. (PTT) มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ถือหุ้นรายอื่นในเรื่องการแบ่งสัดส่วนหุ้น

ดังนั้นสัดส่วนหุ้นที่ PTT และผู้ถือหุ้นรายอื่นจะได้รับจะสามารถทราบได้หลังจากการสำรวจความต้องการซื้อของนักลงทุนสถาบัน หรือบุ๊ก บิวดิ้ง เสร็จสิ้น โดย PTT ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่จะไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดราคาแต่อย่างใด ส่วนราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจะเป็นราคาเดียวกันทั้งหมดในทุกกลุ่ม

สำหรับหุ้นที่เหลือจากการใช้สิทธิซื้อจะถูกนำมาจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นที่จองหุ้นเกินจากจำนวนที่ได้รับตามสิทธิ หากยังคงมีหุ้นเหลืออยู่ก็จะทำการเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจง (PP)

ส่วนวัตถุประสงค์ในการเพิ่มทุนครั้งนี้ เป็นผลจากปตท.สผ.มีแผนขยายการลงทุนไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก เพื่อหาแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งในการดำเนินการดังกล่าว จะต้องใช้เงินทุนจำนวนมากในการสำรวจ พัฒนา รวมทั้ง การผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

ภายใต้โครงสร้างการเพิ่มทุนใหม่แต่ไซซ์เดิมของปตท.สผ. "ฐานเศรษฐกิจ" ได้รวบรวมความเห็นของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ดังนี้

นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)ฯ กล่าวว่า การเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 650 ล้านหุ้น ส่งผลให้สัดส่วนสิทธิการเพิ่มทุนอยู่ที่ประมาณ 5 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่บนสมมติฐานวงเงินที่ PTTEP ต้องการจากการระดมทุนในครั้งนี้ที่ 9.8 หมื่นล้านบาท ราคาขั้นต่ำการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนจะไม่ต่ำกว่า 150 บาทต่อหุ้น ขณะที่ผลกระทบต่อกำไรต่อหุ้น หรือไดลูชัน เอฟเฟกต์ จากการเพิ่มทุนจะอยู่ที่ 16.4%

เช่นเดียวกับฝ่ายวิจัยบล.บัวหลวงฯ มองว่าความเสี่ยงในแผนการเพิ่มทุนหมดไปเนื่องจาก PTT มีสิทธิที่จะออกเสียงในแผนการเพิ่มทุนและการดำเนินการจัดสรรหุ้นของบริษัทลูก แต่จะไม่เข้ามีส่วนร่วมในขั้นตอนการสำรวจความต้องการซื้อจากนักลงทุนสถาบัน ในทางตรงกันข้ามแผนการเพิ่มทุนก่อนหน้านี้ PTT จะไม่มีสิทธิออกเสียง

อย่างไรก็ดี PTT มีแนวโน้มที่จะรักษาระดับสัดส่วนการถือหุ้นที่ 65.28% ทำให้มีประเด็นความกังวลที่ว่าหาก PTT ซื้อหุ้นทั้งหมดตามสัดส่วนที่ได้สิทธิ ในขณะที่ผู้ถือหุ้นอื่นๆ ปฏิเสธที่จะซื้อหุ้นเพิ่มทุน ซึ่งในกรณีนี้การเพิ่มทุนอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ดังนั้นสถานการณ์นี้อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อ PTTEP

"ไม่ได้คาดหวังว่าราคาหุ้น PTTEP จะเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันอย่างมีนัย เนื่องจากยังคงมีความเป็นไปได้ที่จะไม่บรรลุเป้าหมายในการเพิ่มทุนครั้งนี้ที่ 9.8 หมื่นล้านบาท หากการจองซื้อหุ้นน้อยกว่าที่วางแผนไว้และ PTT ไม่ซื้อหุ้นที่เหลืออยู่" บทวิเคราะห์บล.บัวหลวงฯ ระบุ

เช่นเดียวกับฝ่ายวิจัยบล.ธนชาตฯ ที่มองว่า วิธีการจัดสรรหุ้นแบบใหม่มีความโปร่งใสและมีการกระจายได้เท่าเทียมกัน โดยแผนการกระจายหุ้น 403.4 ล้านหุ้นให้กับ PTT จะไม่มีอีกต่อไป ดังนั้นผู้ถือหุ้นมีสิทธิเท่าเทียมกันสำหรับหุ้นเพิ่มทุนใหม่ ดังนั้นการเพิ่มทุนครั้งนี้ไม่น่าจะมีการต่อต้านจากผู้ถือหุ้นและเกิดความล่า ช้าออกไป จึงเชื่อว่าแผนดังกล่าวจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ตามที่คาดการณ์ไว้

ส่วนปัจจัยกังวลหลักที่บล.ธนชาตฯ มอง คือ ยังคงเป็นจำนวนเงินที่ระดมทุน ซึ่งอาจไม่เพียงพอกับเป้าการระดมทุน หากราคาหุ้นเพิ่มทุนต่ำกว่า 151 บาทต่อหุ้น

ขณะที่ฝ่ายวิเคราะห์บล.กรุงศรีฯ มองว่าประโยชน์ของการขยายการลงทุนจากการเพิ่มทุนของ PTTEP ในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในระยะสั้น ดังนั้นประมาณการกำไรสุทธิปี 2556 ที่คาดว่าจะเติบโต 11.1% จึงถูกบั่นทอนด้วยไดลูชัน เอฟเฟกต์ ที่คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 16.4% หรือส่งผลให้อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้น ในปี 2556 พลิกเป็นติดลบ 5.6%

อย่างไรก็ดีบล.กรุงศรีฯ มองว่าฐานะการเงินของ PTTEP จะแข็งแกร่งขึ้นหลังเพิ่มทุน จากปัจจุบันที่มีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (ดีอี/เรโช)สูงกว่า 0.4 เท่า (ณ สิ้นไตรมาส 2/55) โดยลดเหลือ 0.2 เท่า และ 0.1 เท่า ในสิ้นปี 2555 และปี 2556 ตามลำดับ

สูตรการเพิ่มทุนใหม่ของ PTTEP ที่แม้จะแก้ข้อครหาเรื่องความโปร่งใส แต่ มีประเด็นที่ต้องลุ้นกันต่อไป คือ การเพิ่มทุนก้อนมหึมาครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ในแง่ของจำนวนเงินที่ได้จากการระดมทุน

--จบ--

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: พุธ ต.ค. 03, 2012 9:40 am
โดย pak
ชงผุดคลัง LNG มูลค่า 2.1 หมื่นล้าน เร่งหาก๊าซสำรอง
Source - ฐานเศรษฐกิจ (Th), Wednesday, October 03, 2012


"กระทรวงพลังงาน" ชงกพช.ผุดคลังแอลเอ็นจี เฟส 2 มูลค่า 2.1 หมื่นล้านบาท พร้อมดันแผนจัดหาก๊าซรองรับความต้องการใช้พุ่ง ดึงก๊าซจากพม่าเข้ามาเสริม เร่งเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา และขยายสัญญาสัมปทานปิโตรเลียม ขณะที่ปตท.เสนอปรับวงเงินลงทุนก่อสร้างท่อก๊าซไปเหนือและอีสานใหม่ หลังพบการก่อสร้างยากขึ้น

นายภาณุ สุทธิรัตน์ ผู้ช่วยกรรม การผู้จัดการใหญ่จัดหาและตลาดก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในวันที่ 4 ตุลาคมนี้ จะมีการพิจารณาแผนจัดหาก๊าซธรรมชาติ เพื่อรองรับความต้องการใช้ก๊าซที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัจจุบันที่มีความต้องการ 4.5-4.6 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 5-6%

โดยคาดว่าในปี 2573 จะเพิ่มกว่า 7 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือมีอัตราการเติบโตปีละ 3-4% ซึ่งสอดรับกับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าระยะยาว (พีดีพี 2010) ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ที่จะมีโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมก๊าซธรรม ชาติเพิ่มขึ้น 6 โรง กำลังการผลิตโรงละ 900 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซในแผนทั้งหมดประมาณ 2.5 หมื่นเมกะวัตต์ เพื่อทดแทนการก่อสร้างโรงไฟ ฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ชะลอออกไป

ทั้งนี้ แผนดังกล่าว ปตท.ได้หารือกับบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ว่าจะสามารถนำเข้าก๊าซแหล่งใหม่จากพม่าเข้ามาเพิ่มเติมได้ภายในปี 2559-2560 จากปัจจุบันนำเข้าจากแหล่งยาดานา-เยตากุน จำนวน 1.1 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เนื่องจากขณะนี้ปริมาณเชื้อเพลิงในพม่ายังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ ดังนั้นพม่าจึงต้อง การก๊าซป้อนในประเทศก่อน ซึ่งหากไทยต้องการนำเข้าก๊าซจากพม่าเพิ่ม คงต้องรอแหล่งใหม่

"ในช่วง 4-5 ปีนี้ พม่าคงยังไม่ต้อง การส่งออกก๊าซ เนื่องจากพลังงานในพม่ายังขาดแคลนอยู่ หากไทยต้องการก๊าซจากพม่าเพิ่มต้องรอการสำรวจจากแหล่งใหม่ ส่วนแหล่งซอติก้า จะเริ่มผลิตได้ในปี 2556 นอกจากนี้ ปตท.ยังเตรียมแผนเพื่อรองรับการนำเข้าแอลเอ็นจีเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งในด้านการจัดหาแบบระยะยาว และคลังรอง รับ" นายภาณุกล่าว

นอกจากนี้ในแผนการจัดหาก๊าซดังกล่าว จะมาจาก การเปิดสัมปทานปิโตร เลียมรอบใหม่ ที่คาดว่าจะดำเนินการได้ในปีหน้า หรือการขยายสัญญาสัมปทานจากแหล่งปิโตรเลียมเดิมที่มีอยู่ออกไป รวมทั้งการเร่งรัดโครงการพื้นที่ทับซ้อนไทยกัมพูชา เพื่อให้มีปริมาณก๊าซเพียงพอในการรองรับความต้องการใช้ที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต

นายณัฐชาติ จารุจินดา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหา ชน) กล่าวว่า ในการประชุม กพช.ดังกล่าว นอกจากมีแผนการจัดหาก๊าซแล้ว ทางปตท.จะเสนอขออนุมัติการขยายคลังรับจ่ายก๊าซแอลเอ็นจี ระยะที่ 2 ขนาด 5 ล้านตันต่อปี จากเดิมที่ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จและรับก๊าซแอลเอ็นจีนำเข้ามาเมื่อปีที่แล้วประมาณ 7 แสนตัน และในปีนี้จะเพิ่มเป็น 1 ล้านตัน และจะทยอยนำเข้าเพิ่มขึ้นจนเต็มเพดานที่ 5 ล้านตันภายในปี 2557 ทำให้ต้องเร่งขยายคลังรองรับการนำเข้าแอลเอ็นจีเพิ่มเป็น 10 ล้านตันต่อปี โดยจะใช้เงินลงทุนประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท

รวมถึงการจัดหาก๊าซแอลเอ็นจีที่นำเข้ามาจากประเทศกาตาร์ส่วนใหญ่รับซื้อจากตลาดจร ในการประชุมกพช.ครั้งนี้ ทางกระทรวงพลังงาน จะเสนอให้มีการปรับซื้อขายก๊าซแอลเอ็นจีตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป ให้เป็นสัญญาระยะยาว ควบคู่กับการซื้อในตลาดจร เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปตท.ก็มีความพร้อม โดยอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อจัดหาแอลเอ็นจีในระยะยาวมากขึ้น

นายชาครีย์ บูรณากานนท์ รักษาการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปตท.ได้ทำแผนเสนอที่ประชุม กพช. ในวันที่ 4 ตุลาคมนี้ เพื่อขอขยายกรอบการลงทุนโครงการท่อส่งก๊าซธรรม ชาติ 2-3 โครงการ อาทิ โครงการท่อส่งก๊าซบนบกนครราชสีมา เงินลงทุนเดิมอยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านบาท โครงการท่อส่งก๊าซไปนครสวรรค์ วงเงินลงทุนเดิม 2.3 หมื่นล้านบาท รวมถึงการขอขยายกรอบงบลงทุนท่อส่งก๊าซเส้นที่ 4 จากระยองไปแก่งคอย จ.สระบุรีด้วย หลังจากพบว่าการก่อสร้างมีความยากขึ้น ซึ่งโครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้แผนแม่บทระบบท่อส่งก๊าซที่ ครม.เห็นชอบไว้ 14 โครงการ วงเงินรวม 1.9 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้โครงข่ายระบบท่อใหม่สามารถมีกำลังส่งก๊าซเพิ่มเป็น 7,520 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันในปี 2569

แหล่งข่าวจากระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ที่ประชุม กพช.ยังพิจารณาเพื่อรับทราบมติที่ประชุมคณะกรรมการบริการนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในการเลื่อนยกเลิกน้ำมันเบนซิน 91 จากเดิมจะครบกำหนดภายในวันที่ 1 ตุลาคม 2555 ไปเป็น 1 มกราคม 2556 เนื่องจากปัญหาเพลิงไหม้โรงกลั่นบางจาก เบื้องต้นโรงกลั่นบางจากจะต้องหยุดผลิตประมาณ 3 เดือน ประกอบกับโรงกลั่นไทยออยล์ต้องหยุดซ่อมบำรุงตามแผน ส่งผลกระทบต่อการผลิตและการจัดหาน้ำมันเบนซินพื้นฐาน ทำให้ ต้องนำเข้าน้ำมันเบนซินพื้นฐาน และนำ น้ำมันสำรองตามกฎหมายที่มีอยู่ออกมาจำหน่ายจนกว่าโรงกลั่นทุกโรงจะกลับมาผลิตได้ตามปกติ และหลังจากนั้นจะต้องใช้ระยะเวลาในการจัดหาน้ำมันมาเก็บสำรองตามกฎหมายให้ครบถ้วนตามเดิมอีกระยะหนึ่ง ดังนั้น จึงเห็นควรเลื่อนกำหนดเวลายกเลิกน้ำมันเบนซิน 91 ออกไปอีกระยะหนึ่งประมาณ 3 เดือน หลังจากที่โรงกลั่นบางจากกลับมาผลิตตามปกติ

นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในการประชุม กพช.จะพิจารณาเห็นชอบให้ ปตท. ลงทุนก่อสร้างคลังแอลเอ็นจีระยะที่ 2 รองรับการนำเข้าแอลเอ็นจี 5 ล้านตัน วงเงินลงทุนประมาณ 2.1 หมื่นล้านบาท รองรับความต้องการก๊าซที่เพิ่มขึ้นสำหรับผลิตไฟฟ้าในอนาคต จากที่ประเทศไทยมีปัญหาก๊าซในประเทศไม่เพียงพอ และมีแนวโน้มสำรองในอ่าวไทยจะลดลง ดังนั้นการนำเข้าแอลเอ็นจี จะเป็นการรองรับความมั่นคงด้านพลังงาน

นอกจากนี้ ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะขออนุมัติให้บริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เข้าไปพัฒนาผลิตไฟฟ้าโครงการน้ำเงี้ยบ 1 ขนาดกำลังการผลิต 289 เมกะวัตต์ ที่อยู่ในสปป.ลาว ซึ่งถือหุ้นอยู่ในสัดส่วน30% หรือใช้เงินลงทุนประมาณ 2.4 พันล้านบาท จากเงินลงทุนทั้งโครงการประ มาณ 2.7 หมื่นล้านบาท เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งบริษัทดำเนินการในสปป.ลาวต่อไป โดยโครงการดังกล่าวนี้จะส่งไฟฟ้ากลับมาที่ไทย 269 เมกะวัตต์ จะจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2561

--จบ--

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: พุธ ต.ค. 03, 2012 9:43 am
โดย pak
SRICHAส้มหล่นรับงาน2หมื่นล. [ ข่าวหุ้น, 3 ต.ค. 55 ]

"เอสทีพีแอนด์ไอ" ทาบทาม "ศรีราชาคอนสตรัคชั่น" หรือ SRICHA รับงานโครงสร้างเหล็ก 2
หมื่นล้านในประเทศออสเตรเลียต่อ มั่นใจฝีมือศรีราชาฯ แถม JGC เบอร์หนึ่งญี่ปุ่นและชิโยดะเตรียมเทงาน
ให้ดันแบ็กล็อกล้นทะลัก อัพไซด์ราคากว่า 30%

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: พุธ ต.ค. 03, 2012 10:46 am
โดย pak
ข่าวฉบับเต็มครับ

SRICHAส้มหล่นรับงาน2หมื่นล.
InfoQuest, 03-10-2012 04:06:10

“เอสทีพีแอนด์ไอ” ทาบทาม “ศรีราชาคอนสตรัคชั่น” หรือ SRICHA รับงานโครงสร้างเหล็ก 2 หมื่นล้านในประเทศออสเตรเลียต่อ มั่นใจฝีมือศรีราชาฯ แถม JGC เบอร์หนึ่งญี่ปุ่นและชิโยดะเตรียมเทงานให้ดันแบ็กล็อกล้นทะลัก อัพไซด์ราคากว่า 30%

แหล่งข่าวจากที่ปรึกษาทางการเงิน เผยว่าผู้บริหารบริษัทเอสทีพีแอนด์ไอ จำกัด (มหาชน) หรือ STPI ได้เข้าหารือกับผู้บริหารบริษัท ศรีราชาคอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ SRICHA เพื่อทาบทามให้รับงานโครงสร้างเหล็กมูลค่า 2 หมื่นล้านบาทที่ประเทศออสเตรเลียต่อ ในฐานะผู้รับเหมาช่วง หรือ Subcontractor
เนื่องจากเป็นงานใหญ่มากและทำเพียงลำพังไม่ไหว ซึ่งงานโครงสร้างเหล็กที่ประเทศออสเตรเลียที่ STPI ได้มาครั้งนี้ยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น จากทั้งหมดกว่าแสนล้านบาท ทำให้บริษัท STPI ต้องการให้ SRICHA เข้ามาช่วยทำงานดังกล่าว เพราะเป็นงานที่ศรีราชาคอนสตรัคชั่นถนัด

อย่างไรก็ตามงานโครงสร้างเหล็กในประเทศออสเตรเลียขณะนี้มีค่อนข้างมากกว่า 10 โครงการ และเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่บริษัทข้ามชาติอย่าง JGC บริษัทก่อสร้างอันดับหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นสนใจที่จะเข้าประมูลงาน รวมทั้งบมจ.ชิโยดะที่เป็นอันดับสองด้วย

โดยผู้บริหารของ SRICHA มั่นใจว่าจะได้รับงานรับเหมาช่วงต่อจากบริษัทข้ามชาติสัญชาติญี่ปุ่นเหล่านี้ เนื่องจากมีบริษัทที่รับงานด้านนี้ค่อนข้างน้อย นอกจาก STPI และ SRICHA ทำให้โอกาสที่จะได้งานมีค่อนข้างแน่นอน ดังนั้นบริษัทจึงเลือกรับงานเฉพาะที่ได้มาร์จิ้นสูงเท่านั้น โดยคาดว่าแบ็กล็อกจะสูงเป็นประวัติการณ์ รวมทั้งงานที่อยู่ระหว่างประมูลอีก 2-3 งานขณะนี้

ส่วนงานในประเทศมูลค่ากว่า 1 พันล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการก่อสร้างให้กับบริษัทกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่นี้ถือว่าเป็นงานใหญ่ในรอบปีนี้ จะสามารถประกาศได้ภายในเดือนตุลาคมนี้

ด้านโบรกเกอร์มองว่าราคาปัจจุบัน SRICHA ยังคงมี Upside กว่า 30% จากราคาเหมาะสม และยังมี Upside จูงใจมากกว่ากลุ่ม หากอิง P/E Forward (10 ปี) ของ TTCL และ STPI ที่เฉลี่ย 13-16 เท่า ตามลำดับ 2.เงินปันผลจากผลการดำเนินงาน 2H/12F-13F อาจมากกว่าคาด โดย 2H12F คาด 0.72 บาท (ครึ่งแรกจ่ายแล้ว 1 บาท) และปี 2013F ที่ 2.19 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 6.4%

ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ได้รายงานรายชื่อบริษัทที่เสนอขายหลักทรัพย์ครั้งแรกต่อประชาชนทั่วไป (IPO) และเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ระหว่างเดือนมกราคม-กันยายน 55 ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ บมจ.ศรีราชาคอนสตรัคชั่น หรือ SRICHA เข้า เทรดวันแรกเมื่อ 2 ก.ค. 55

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: พุธ ต.ค. 03, 2012 3:15 pm
โดย pak
SGP ตกลงเข้าซื้อธูรกิจโรงอัดบรรจุแก๊สปิโตรเลียมเหลวในเวียดนาม-มาเลย์แล้ว [ ทันหุ้น, 03 ตุลาคม 2555 ]

นางจินตณา กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตรเคมีคัลส์ (SGP) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุม้ติให้เข้าซื้อหุ้นสามัญของ Shell Gas (LPG) Vietnam Limited (SGV) ในสัดส่วนร้อยละ 100 ของทุนจดทะเบียน จาก Shell Gas (LPG) Holdings B.V. โดยบริษัทจะซื้อหุ้นสามัญของ SGV มูลค่าทั้งสิ้น 0.1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับ 3.117 ล้านบาท โดยใช้ อัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐเท่ากับ 31.17 บาท

รวมทั้งอนุมัติให้ให้บริษัทเข้าซื้อหุ้นสามัญของ Shell Gas Hai Phong Limited. (SGH) จาก Shell Gas (LPG) Holdings B.V.ในสัดส่วนร้อยละ 79.64 ของทุนจดทะเบียน มูลค่าทั้งสิ้น 0.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับ 9.35 ล้านบาท โดยใช้ อัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐเท่ากับ 31.17 บาท

และอนุมัติให้ MYGAZ SDN.BHD. (MYGAZ) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นร้อยละ 70 ของทุนจดทะเบียนเข้าซื้อสินทรัพย์ของ Shell Timur Sdn.Bhd. (STSB) ใน East Malaysia แทนบริษัทฯ มูลค่ารวมของรายการทั้งสิ้นเท่ากับ 10.0 ล้านริงกิตมาเลเซีย หรือเท่ากับ 103.42 ล้านบาท โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ริงกิตมาเลเซียเท่ากับ 10.25 บาท

ทั้งหมดนี้ คณะกรรมการบริษัทได้มอบให้นายศุภชัย วีรบวรพงศ์ กรรมการผู้จัดการ SGP เป็นผู้รับมอบอานาจจากบริษัท เป็นตัวแทนในการทาสัญญาซื้อขายหุ้น และได้เข้าทาสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าวในวันที่ 3 ตุลาคม 2555 ตามที่คณะกรรมการบริษัทอนุมัติ ซึ่งการเข้าซื้อครั้งนี้จะเป็นการเพิ่มศักยภาพของบริษัท ในการขยายขอบเขตการทาธุรกิจค้าก๊าซ LPG ในต่างประเทศ และเป็นการเพิ่มแหล่งรายได้ของบริษัทในต่างประเทศ

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: พุธ ต.ค. 03, 2012 3:16 pm
โดย pak
VTE เผยบริษัทย่อยได้รับแต่งตั้งเป็นตัวแทนขายถ่านหินอินโดฯ 60 เดือน [ ทันหุ้น, 03 ตุลาคม 2555 ]

นายโสรัจ โรจนเบญจกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. วินเทจ วิศวกรรม (VTE)แจ้งว่า บริษัท WorldMax Management จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยได้รับสัญญาแต่งตั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายถ่านหิน ของ PT.Sunhub Mining International (SMI) ,Jakarta Barat Indonesia ระยะเวลาดำเนินการ 60 เดือน เริ่มสัญญาตั้งแต่ 1 ต.ค.55 โดยพื้นที่การจำหน่ายครอบคลุมทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทย

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. ต.ค. 04, 2012 9:53 am
โดย pak
ลุ้นกพช.ไฟเขียวปตท.ลงทุนเพิ่ม วงเงิน4.2หมื่นล.จัดหาก๊าซฯ เร่งผุดท่อส่งใยแมงมุมทั่วปท.
Source - มติชน (Th), Thursday, October 04, 2012


แหล่งข่าวจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กพช.ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา จะพิจารณาอนุมัติให้บริษัท ปตท.จากัด (มหาชน) ลงทุนมูลค่ารวม 42,132 ล้านบาท เพื่อลงทุนจัดหาก๊าซธรรมชาติระหว่างปี 2555-2573 ตามแผนพัฒนากาลังการผลิตไฟฟ้า (พีดีพี) ที่ปรับลดการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า และเลื่อนการเปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ออกไปเป็นปี 2569 ทาให้ ปตท.ต้องจัดหาก๊าซฯ จากแหล่งในประเทศและต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยระยะสั้น ปตท.จะจัดหาจากพม่าและกัมพูชา ส่วนในระยะยาวจะนาเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ทาให้ ปตท.ต้องสร้างคลังเก็บแอลเอ็นจีแห่งใหม่หรือเทอร์มินอล 2 อีก 1 แห่ง มูลค่าลงทุน 20,400 ล้านบาท

แหล่งข่าวกล่าวว่า รวมทั้งเร่งโครงการขยายท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ให้ครอบคลุมทุกภาคของประเทศ โดยโครงการแรกจะเริ่มจาก อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยาไป จ.นครราชสีมา ภายใต้แผนแม่บทระบบท่อก๊าซธรรมชาติฉบับที่ 3 ระหว่างปี 2544-2555 (ฉบับปรับปรุงใหม่) วางท่อส่งก๊าซฯ 18 เส้นทางทั่วประเทศแบบใยแมงมุม วงเงินลงทุน 21,732 ล้านบาท

นอกจากนี้ ปตท.จะเสนอขออนุมัติทาสัญญาซื้อขายแอลเอ็นจีระยะยาวกับบริษัทการ์ตาร์ ก๊าซธรรมชาติ จากัดของประเทศกาตาร์ ที่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก จากปัจจุบันเป็นการทาสัญญาแบบระยะสั้น โดยสัญญาระยะยาว มีอายุ 20 ปี นาเข้าแอลเอ็นจีปีละ 2 ล้านตัน

แหล่งข่าวกล่าวว่า กพช.จะอนุมัติให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นาบริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จากัดไปร่วมทุนกับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนา น้าเงี้ยบ 2 กับรัฐบาลลาว ในสัดส่วน 30% หรือวงเงิน 2,438 ล้านบาท ผลิตไฟฟ้า 269 เมกะวัตต์ และส่งมาจาหน่ายในประเทศไทยในราคาที่ใกล้เคียงกับราคาต้นทุนที่ กฟผ.ผลิตได้ในประเทศ เพื่อเป็นไฟฟ้าสารองของประเทศในระยะยาว โดยโครงการดังกล่าวมีมูลค่าลงทุนรวม 27,000 ล้านบาท นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานจะเสนอ กพช.ขออนุมัติในหลักการให้ผู้ค้านามันทุกรายยกเลิกการจาหน่ายนามันเบนซิน 91 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 เพื่อให้ประชาชนหันมาใช้แก๊สโซฮอล์แทน

--จบ--

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. ต.ค. 04, 2012 9:54 am
โดย pak
เพิ่มทุน'ปตท.สผ.'ลงตัว
Source - ฐานเศรษฐกิจ (Th), Thursday, October 04, 2012


เงื่อนไขการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุน 650 ล้านหุ้น ของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)(PTTEP) หรือปตท.สผ. ชัดเจนแล้ว หลังจากชะงักไป 2 เดือน เนื่องจากต้องทำความเข้าใจกับนักลงทุนบางกลุ่ม

รวมถึงการปรับเปลี่ยนรายละเอียดในการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่

ทั้งนี้แผนการเพิ่มทุนใหม่ของ PTTEP ยังคงเป็นลักษณะเดิม คือ เสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะเจาะจง (Preferential Public Offering) ที่จำนวน 650 ล้านหุ้น ความแตกต่างอยู่ที่บริษัทแม่ คือ บมจ.

ปตท.(PTT) มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ถือหุ้นรายอื่นในเรื่องการแบ่งสัดส่วนหุ้น

ดังนั้นสัดส่วนหุ้นที่ PTT และผู้ถือหุ้นรายอื่นจะได้รับจะสามารถทราบได้หลังจากการสำรวจความต้องการซื้อของนักลงทุนสถาบัน หรือบุ๊ก บิวดิ้ง เสร็จสิ้น โดยPTT ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่จะไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดราคาแต่อย่างใด ส่วนราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจะเป็นราคาเดียวกันทั้งหมดในทุกกลุ่ม

สำหรับหุ้นที่เหลือจากการใช้สิทธิซื้อจะถูกนำมาจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นที่จองหุ้นเกินจากจำนวนที่ได้รับตามสิทธิ หากยังคงมีหุ้นเหลืออยู่ก็จะทำการเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจง (PP)

ส่วนวัตถุประสงค์ในการเพิ่มทุนครั้งนี้ เป็นผลจากปตท.สผ.มีแผนขยายการลงทุนไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อหาแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งในการดำเนินการดังกล่าว จะต้องใช้เงินทุนจำนวนมากในการสำรวจ พัฒนา รวมทั้งการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

ภายใต้โครงสร้างการเพิ่มทุนใหม่แต่ไซซ์เดิมของปตท.สผ. "ฐานเศรษฐกิจ" ได้รวบรวมความเห็นของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ดังนี้

นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์(บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)ฯ กล่าวว่า การเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 650 ล้านหุ้น ส่งผลให้สัดส่วนสิทธิการเพิ่มทุนอยู่ที่ประมาณ 5 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่บนสมมติฐานวงเงินที่ PTTEP ต้องการจากการระดมทุนในครั้งนี้ที่ 9.8 หมื่นล้านบาท ราคาขั้นต่ำการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนจะไม่ต่ำกว่า 150 บาทต่อหุ้น ขณะที่ผลกระทบต่อกำไรต่อหุ้น หรือไดลูชัน เอฟเฟกต์ จากการเพิ่มทุนจะอยู่ที่ 16.4%

เช่นเดียวกับฝ่ายวิจัยบล.บัวหลวงฯ มองว่าความเสี่ยงในแผนการเพิ่มทุนหมดไปเนื่องจาก PTT มีสิทธิที่จะออกเสียงในแผนการเพิ่มทุนและการดำเนินการจัดสรรหุ้นของบริษัทลูก แต่จะไม่เข้ามีส่วนร่วมในขั้นตอนการสำรวจความต้องการซื้อจากนักลงทุนสถาบัน ในทางตรงกันข้ามแผนการเพิ่มทุนก่อนหน้านี้ PTT จะไม่มีสิทธิออกเสียง

อย่างไรก็ดี PTT มีแนวโน้มที่จะรักษาระดับสัดส่วนการถือหุ้นที่ 65.28% ทำให้มีประเด็นความกังวลที่ว่าหาก PTT ซื้อหุ้นทั้งหมดตามสัดส่วนที่ได้สิทธิ ในขณะที่ผู้ถือหุ้นอื่นๆ ปฏิเสธที่จะซื้อหุ้นเพิ่มทุน ซึ่งในกรณีนี้การเพิ่มทุนอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ดังนั้นสถานการณ์นี้อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อ PTTEP

"ไม่ได้คาดหวังว่าราคาหุ้น PTTEP จะเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบันอย่างมีนัย เนื่องจากยังคงมีความเป็นไปได้ที่จะไม่บรรลุเป้าหมายในการเพิ่มทุนครั้งนี้ที่ 9.8 หมื่นล้านบาท หากการจองซื้อหุ้นน้อยกว่าที่วางแผนไว้และ PTT ไม่ซื้อหุ้นที่เหลืออยู่" บทวิเคราะห์บล.บัวหลวงฯระบุ

เช่นเดียวกับฝ่ายวิจัยบล.ธนชาตฯ ที่มองว่า วิธีการจัดสรรหุ้นแบบใหม่มีความโปร่งใสและมีการกระจายได้เท่าเทียมกัน โดยแผนการกระจายหุ้น 403.4 ล้านหุ้นให้กับ PTT จะไม่มีอีกต่อไป ดังนั้นผู้ถือหุ้นมีสิทธิเท่าเทียมกันสำหรับหุ้นเพิ่มทุนใหม่ ดังนั้นการเพิ่มทุนครั้งนี้ไม่น่าจะมีการต่อต้านจากผู้ถือหุ้นและเกิดความล่าช้าออกไป จึงเชื่อว่าแผนดังกล่าวจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้ตามที่คาดการณ์ไว้

ส่วนปัจจัยกังวลหลักที่บล.ธนชาตฯมอง คือ ยังคงเป็นจำนวนเงินที่ระดมทุน ซึ่งอาจไม่เพียงพอกับเป้าการระดมทุน หากราคาหุ้นเพิ่มทุนต่ำกว่า 151 บาทต่อหุ้น

ขณะที่ฝ่ายวิเคราะห์บล.กรุงศรีฯ มองว่าประโยชน์ของการขยายการลงทุนจากการเพิ่มทุนของ PTTEP ในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในระยะสั้น ดังนั้นประมาณการกำไรสุทธิปี 2556 ที่คาดว่าจะเติบโต 11.1% จึงถูกบั่นทอนด้วยไดลูชัน เอฟเฟกต์ ที่คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 16.4% หรือส่งผลให้อัตราการเติบโตของกำไรสุทธิต่อหุ้น ในปี 2556 พลิกเป็นติดลบ 5.6%

อย่างไรก็ดีบล.กรุงศรีฯ มองว่าฐานะการเงินของ PTTEP จะแข็งแกร่งขึ้นหลังเพิ่มทุน จากปัจจุบันที่มีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (ดีอี/เรโช)สูงกว่า 0.4 เท่า (ณ สิ้นไตรมาส 2/55) โดยลดเหลือ 0.2 เท่า และ 0.1 เท่า ในสิ้นปี 2555 และปี 2556 ตามลำดับ ใกล้เคียงกับผู้ประกอบการธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่ส่วนใหญ่อยู่ในสถานะที่มีเงินสดสุทธิ รวมถึงต่ำกว่าเป้าหมายของ PTTEP ที่ 0.5 เท่า ถือเป็นการเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้อื่นๆ ในอนาคต เพื่อรองรับการขยายการลงทุนและการซื้อกิจการรอบใหม่

สูตรการเพิ่มทุนใหม่ของ PTTEP ที่แม้จะแก้ข้อครหาเรื่องความโปร่งใส แต่มีประเด็นที่ต้องลุ้นกันต่อไป คือ การเพิ่มทุนก้อนมหึมาครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ในแง่ของจำนวนเงินที่ได้จากการระดมทุน


จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,780 วันที่ 4-6 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. ต.ค. 04, 2012 9:58 am
โดย pak
ภาพข่าว: เรียง'คน'มาเป็น'ข่าว': ปตท.จัดฉลอง
Source - มติชน (Th), Thursday, October 04, 2012
4(365).jpg

อารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานเปิดงานฉลอง "แท่นผลิตก๊าซแหล่งบงกชใต้" จัดโดย บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ โดยมี ฌอคุณ สิทธิพงศ์ ปลัดกระทรวงพลังงาน มาร่วมงาน และ เทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.ฯให้การต้อนรับ เมื่อเร็วๆ นี้

--จบ--

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 05, 2012 9:25 am
โดย pak
สิงคโปร์ยึดหัวหาดท่าเรือพม่า
Source - กรุงเทพธุรกิจ (Th), Friday, October 05, 2012


นายสุรงค์ บูลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. (PTT) ในฐานะประธานชมรมบริหารความเสี่ยง สมาคมบริษัทจดทะเทียนไทย (บจ.) เปิดเผยในงานสัมมนาเรื่อง "พม่า :ทางแยกของเอเชีย อะไรคือโอกาสและอะไรคือความเสี่ยง"ว่า พม่าได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศจำนวนมาก หลังจากที่มีการเปิดประเทศ เพราะเห็นโอกาสที่จะเข้าไปทำธุรกิจ แต่โอกาสก็มาพร้อมความเสี่ยง นักลงทุนจึงต้องเตรียมวางแผนป้องกันและลดความเสี่ยง ด้วยการศึกษาวัฒนธรรมการทำธุรกิจ และหาบริษัทร่วมทุน หรือพาร์ทเนอร์ ทางธุรกิจ

"ในส่วนของธุรกิจท่าเรือ ไทยช้าไปแล้ว มีแต่สัมมนาว่าจะมีทางเข้าไปพม่าได้อย่างไร แต่ปัจจุบันทางสิงคโปร์ได้เข้าไปยึดหัวหาดธุรกิจท่าเรือที่สำคัญของพม่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว"

ในส่วนของบริษัทปตท.นั้น พม่าเป็นประเทศยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ในการขยายการลงทุนด้านพลังงานทั้งต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ โดยในส่วนต้นน้ำนั้น ทางบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ ปตท.สผ. (PTTEP) ได้เข้าไปนานแล้ว ทำให้มีความ คุ้นเคยเป็นอย่างดี หลังจากนี้ก็จะเข้าไปธุรกิจค้าปลีกน้ำมันและการวางท่อส่งก๊าซธรรมชาติ โดยมองพื้นที่เมืองย่างกุ้งเป็นหลัก เพราะมีความต้องการใช้พลังงานมาก

"การเข้าไปลงทุนในพม่าของกลุ่มปตท.จะไปพร้อมกับความช่วยเหลือ เหมือนกับที่ประเทศญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนไทยในช่วงแรกๆ เพราะต้องการช่วยเหลือพม่าให้มีพลังงานใช้อย่างพอเพียง โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้า โดยคงร่วมกับหน่วยงานของไทยในการเข้าไปพัฒนา"

ด้านน.ส.สุทธาภา อมรวิวัฒน์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การไปลงทุนพม่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้ประสบความสำเร็จคือ การหาพาร์ทเนอร์ที่ดี และการพัฒนาบุคคล แต่ความเสี่ยงหลักคือการเมือง และกฎหมาย ซึ่งมีความไม่แน่นอน แม้ว่าจะมีการเลือกตั้ง เพราะตามรัฐธรรมนูญไม่อนุญาตให้บุคคลที่มีความสัมพันธ์กับต่างชาติมาดำรงตำแหน่งบริหารประเทศได้ ขณะที่นางอองซาน ก็แต่งงานกับชาวต่างชาติ

"โอกาสลงทุนในพม่ามีเยอะ แต่ต้องศึกษาให้ดี โดยเฉพาะด้านกฎหมาย ต้องเปิดกฎหมายดูหลายๆ ฉบับ ขณะเดียวกันต้องดูว่าจะระดมทุนจากไหน เนื่องจากปัจจุบันประชาชนมีการฝากเงินในระบบธนาคารเพียง 20% เท่านั้น ขณะนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ระหว่างพูดคุยกับธนาคารกลางของพม่า เพื่อที่จะให้สามารถแลกเปลี่ยนเงินตราได้โดยตรง คาดว่าจะมีความชัดเจนในเร็วๆ นี้"

ขณะ นายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท บูติคนิวซิตี้ กล่าวว่า การลงทุนในพม่ามีความเสี่ยงหลายด้าน แต่ก็ต้องหาโอกาสไปลงทุน เพราะหากไม่ไปก็เสี่ยงที่จะเสียโอกาส โดยรูปแบบการลงทุนควรใช้รูปแบบเหมือนที่ญี่ปุ่นมาไทยในช่วงแรกๆ ที่มาพร้อมกับความช่วยเหลือทางการเงิน ทั้งไจก้า และเจโทร ขณะเดียวกันต้องไม่คิดเข้าไปสูบเลือดสูบเนื้อ

"การเข้าไปลงทุนพม่าในช่วงนี้ โนว์ ฮู (Know Who) สำคัญกว่า โนว์ฮาว (Know how) สิ่งสำคัญคือต้องหาพันธมิตรที่ดี"

นาย วิรัตน์ ศิริขจรกิจ กรรมการบริหาร บริษัท สำนักภาษี เคพีเอ็มจี ภูมิไชย จำกัด กล่าวว่า พม่ายังมีความเสี่ยงเรื่องกฎหมาย ภาษี และการหาแรงงาน เพราะแรงงานขาดแคลน อย่างไรก็ตามแม้ว่าพม่าจะมีความเสี่ยงเรื่องกฎหมายที่ต้องมีการตีควม แต่ การตีความทางกฎหมายที่สามารถมองได้ 2-3 มุมก็เป็นโอกาส แต่ต้องดูว่าแต่ละมุมมีความเสี่ยงอย่างไร

--จบ--

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 05, 2012 9:27 am
โดย pak
เชฟโรเลต จับมือ ปตท.ตั้งสถานีประจุไฟฟ้าต้นแบบ
Source - บ้านเมือง (Th), Friday, October 05, 2012


เชฟโรเลต โวลต์ ร่วมเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของสถานีประจุไฟฟ้าต้นแบบสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกของ ปตท. ที่สถาบันวิจัยและเทคโนโลยีของ ปตท. อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

ปตท. มีแผนขยายเครือข่ายสถานีประจุไฟฟ้า เพิ่มเติมอีก 5 สถานีภายในปีหน้า ในเขตกรุงเทพฯ 2 สถานี คือบริเวณ ปตท. สำนักงานใหญ่ และใกล้สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาเพื่อสวัสดิการ ร.1 รอ.บนถนนวิภาวดีรังสิต และอีก 3 สถานี บนเส้นทาง กรุงเทพฯ-ระยอง 2 สถานี และในจังหวัดนนทบุรีอีก 1 สถานี

การพัฒนารถพลังงานไฟฟ้ากำลังเป็นที่จับตามองมากขึ้นจากสาธารณชน และหน่วยงานภาครัฐ ส่วนหนึ่งมาจากการจัดกิจกรรมทดสอบขับเชฟโรเลต โวลต์ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งพลังงานไฟฟ้าถือเป็นหนึ่งในหลายหนทางที่มีความเป็นไปได้สูงในการช่วยตอบโจทย์ระบบขับเคลื่อนเพื่อลดปัญหาภาวะโลกร้อน ยนตรกรรมของเจนเนอรัล มอเตอร์ส และเชฟโรเลต มีศักยภาพและความหลากหลายที่พร้อมจะมอบเทคโนโลยีสีเขียวและความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้แก่ประเทศไทย หากมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับและมีความต้องการถึงระดับมวลวิกฤติซึ่งสามารถ

เปลี่ยนแปลงตลาดได้

สถานีประจุไฟฟ้าต้นแบบของ ปตท. สามารถรองรับการประจุไฟฟ้ารถยนต์ไฟฟ้าได้พร้อมกัน 3 คัน ประกอบด้วย ตู้ประจุไฟฟ้า 3 ตู้ ได้แก่ ตู้ประจุไฟฟ้ากระแสตรงแบบเติมเร็ว 1 ตู้ ใช้เวลาเติมประมาณ 30 นาที ตู้ประจุไฟฟ้ากระแสสลับแบบเติมเร็วปานกลาง ใช้เวลาเติมประมาณ 3 ชั่วโมง และ 3 ตู้ประจุไฟฟ้ากระแสสลับแบบเติมช้า ใช้เวลาเติมประมาณ 8 ชั่วโมง

ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการในแวดวงอุตสาหกรรมมีความคิดเห็นสอดคล้องกับจีเอ็ม ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดทิศทางของแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ชัดเจน และเพิ่มแรงจูงใจเพื่อช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงและความต้องการใช้รถพลังงานไฟฟ้า เมื่อตลาดมีความแข็งแกร่ง มีแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและองค์ประกอบด้านเทคนิคที่ครบครันจนรถพลังงานไฟฟ้าเป็นที่ต้องการ ประเทศไทยจะสามารถยืนอยู่แถวหน้าของเทคโนโลยีสีเขียวและเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีในภูมิภาคนี้

--จบ--

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 05, 2012 9:31 am
โดย pak
"PTT" จ่อนำเข้า LNG จากกาตาร์ชูความมั่นคงพลังงานระยะยาว [ ทันหุ้น, 5 ต.ค. 55 ]

บอร์ดกพช.ไฟเขียว PTT นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว LNG จากกาตาร์ ปริมาณ 2 ล้านตันต่อปี มี
อายุสัญญา 20 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 หวังสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ พบ
บิ๊กล็อตวานนี้ PTT มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 555.57 ล้านบาท ราคาเฉลี่ย 321.23 บาทต่อหุ้น

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 05, 2012 9:38 am
โดย pak
ITD ดึงพันธมิตรโรงไฟฟ้าทวายเริ่งปิดดีลท่าเรือ-นิคมเร็วขึ้นปี 57 [ ทันหุ้น, 5 ต.ค. 55 ]

ITD แย้มหาพันธมิตรใหม่เพิ่มเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าทวายเผยเอกชนไทย-เทศรุมสนใจเข้า
จองซื้อที่ดินในนิคมราวกว่า 600 ไร่ พร้อมส่งซิกเปิดโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวายและนิคมอุตสาหกรรม
เร็วขึ้นเป็นปี 2557 จากเดิมสิ้นปี 2558 หนุนธุรกิจแกร่ง

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 05, 2012 9:44 am
โดย pak
อารักษ์ห้ามส่งออกน้ำมันดิบ กพช.อนุมัติเลิกขายเบนซิน91ต้นปี56
Source - ไทยโพสต์ (Th), Friday, October 05, 2012


ทำเนียบรัฐบาล * "อารักษ์" สั่งเลิกส่งออกน้ำมันดิบที่ขุดได้ในไทยภายในปี 2556 เล็งนำกลับมาใช้ในประเทศทั้งหมดป้องกันน้ำมันขาดแคลนในอนาคต บางจากฯ ชี้ โรงกลั่นไม่สนซื้อน้ำมันดิบไทยเหตุราคาขายแพง ผู้ผลิตส่งออกได้กำไรสูงกว่า ด้าน ปตท.-บางจากฯ ลดราคาเบนซิน-โซฮอล์ 60 สต./ลิตร มีผล 5 ต.ค.นี้ ด้าน กพช.อนุมัติเลิกขายเบนซิน 91 ดีเดย์ 1 ม.ค.2556

นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รมต.พลังงาน เปิดเผยว่า ภาย ในปี 2556 กระทรวงพลังงานจะยกเลิกการส่งออกน้ำมันดิบที่ขุดได้ในไทยทั้งหมด เพื่อให้นำกลับมาใช้ในประเทศและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานเพิ่มขึ้น เนื่องจากเห็นว่าในอนาคตน้ำมันในตลาดโลกจะเหลือน้อยลง อีกทั้งมีความผันผวนด้านรา คาจากปัญหาเศรษฐกิจและการ เมืองในต่างประเทศ ดังนั้น ไทยต้องหาวิธีนำน้ำมันดิบที่ขุดได้ใน ประเทศทั้งหมดกลับมาใช้หรือสำรองไว้ใช้ในอนาคตต่อไป

สำหรับผลการประชุมคณะ กรรมการนโยบายพลังงานแห่ง ชาติ (กพช.) ที่มีนางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมน ตรี เป็นประธานนั้น ได้อนุมัติให้ยกเลิกจำหน่ายน้ำมันเบนซิน 91 ในประเทศ มีผลตั้งแต่ 1 ม.ค.2556 เป็นต้นไป และให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณาเพิ่มส่วนต่างราคาขายปลีกน้ำมันแก๊ส โซฮอล์อี-20 กับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 เพิ่มขึ้น เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์อี-20 มากขึ้น

นอกจากนี้ ได้อนุมัติให้ บมจ.ปตท. ลงทุน 21,400 ล้านบาท สร้างคลังเก็บก๊าซธรรม ชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ระยะที่ 2 ปริมาณรองรับ 5 ล้านตัน คาดว่าแล้วเสร็จปี 2559 และให้ ปตท.ลงนามสัญญาซื้อขาย ก๊าซฯ แอลเอ็นจี จากประเทศกาตาร์ 2 ล้านตันต่อปี มีอายุสัญญา 20 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2558 รวมทั้งอนุมัติให้บริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ลงทุนโครงการไฟฟ้าพลัง น้ำน้ำเงี๊ยบ 1 ใน สปป.ลาว งบ ประมาณ 2,438 ล้านบาท ตาม สัดส่วนการถือหุ้น 30% จากมูล ค่าการลงทุนรวม 27,000 ล้านบาท พร้อมเห็นชอบให้ทบทวนแผนแม่บทระบบท่อส่งก๊าซธรรม ชาติฉบับที่ 3 ปี 2544-2554 โดยเพิ่มเงินลงทุนอีก 17,000 ล้านบาท ในการปรับปรุงแนวท่อและเพิ่มประสิทธิภาพท่อส่ง ก๊าซฯ เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชน

แหล่งข่าวกรมเชื้อเพลิง ธรรมชาติ กล่าวว่า ไทยผลิตน้ำ มันดิบได้ 1.3-1.4 แสนบาร์เรล ต่อวัน แต่ส่งออกน้ำมันดิบเพียง 33,000 บาร์เรลต่อวัน หรือเพียง แค่ 4% ของกำลังการผลิตทั้ง หมด โดยสาเหตุที่ส่งออก เนื่องจากน้ำมันดิบของไทยเมื่อนำมากลั่นแล้วจะได้เบนซินปริมาณ มากซึ่งเกินความต้องการใช้ใน ประเทศ จึงต้องนำส่วนเกินไป ส่งออกแทน อย่างไรก็ตาม กรม เชื้อเพลิงฯ สามารถออกประกาศ ระงับการส่งออกได้ทันโดยไม่ต้องรอแก้ไขกฎหมายแต่อย่างใด แต่ต้องรอให้กลุ่มโรงกลั่นได้ปรับตัวรองรับนโยบายดังกล่าวก่อนจึงจะออกประกาศ

นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. บางจากปิโตรเลียม กล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่โรงกลั่นไม่นำน้ำมันดิบในไทยมากลั่นทั้งหมด เนื่องจากผู้ผลิตน้ำมันดิบของไทยเห็นว่าหากส่งออกไปขายต่างประเทศจะได้ราคาสูงกว่า ดัง นั้นจึงกำหนดราคาขายให้โรงกลั่นในประเทศสูงเกินไป ทำให้โรงกลั่นหันไปนำเข้าจากต่างประเทศมากกว่า อีกทั้งการสั่งนำเข้ายังได้ชนิดน้ำมันที่ตรงตาม ความต้องการมากกว่าด้วย

อย่างไรก็ตาม หากภาครัฐต้องการให้นำน้ำมันดิบที่ขุดได้ในประเทศมาใช้ทั้งหมดจำเป็นต้องให้ผู้ผลิตน้ำมันดิบลดราคาจำหน่ายให้โรงกลั่นเพื่อให้คุ้มค่าต่อการกลั่นและจำหน่ายในประเทศ สำหรับบางจากฯ ได้ใช้ น้ำมันดิบในประเทศมากลั่น 50% และนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ 50% โดยหากต้องเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันดิบในประเทศมา กลั่นเพื่อจำหน่ายก็สามารถทำได้ เนื่องจากโรงกลั่นมีความพร้อมและไม่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนมากนัก

รายงานข่าวจากผู้ค้าน้ำมัน แจ้งว่า ผู้ค้าน้ำมันค่าย ปตท.และบางจาก ได้ประกาศปรับลดราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ลง 60 สตางค์ต่อลิตร ยกเว้นน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี-85 ลดลง 30 สตางค์ต่อลิตร ส่วนน้ำมันดีเซล คงราคาเดิมที่ 29.79 บาทต่อลิตร โดยมีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. ของวันที่ 5 ต.ค.2555.

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 05, 2012 1:58 pm
โดย pak
"พลังงานบริสุทธิ์"ตั้ง SCB เป็น FA โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ 270 MW [ ทันหุ้น, 05 ตุลาคม 2555 ]

นายสมใจนึก เองตระกูล ประธานกรรมการ บมจ. พลังงานบริสุทธิ์ ลงนามในสัญญาแต่งตั้งให้ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการเงินกู้ ในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 3 โครงการ กำลังผลิตรวม 270 เมกะวัตต์ ของบมจ. พลังงานบริสุทธิ์

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: อังคาร ต.ค. 09, 2012 8:54 am
โดย pak
'อารักษ์'ชี้ไทยหนีนิวเคลียร์ไม่พ้น เขมร-เวียดนามเอาจริงตั้งโรงไฟฟ้า
Source - มติชน (Th), Saturday, October 06, 2012


นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวภายหลังเปิดงานสัมมนาหัวข้อ "พลังงานไทยไม่ขาดแคลน : โลจิสติกส์ไทยก้าวหน้า" เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมว่า ขณะนี้ประเทศเพื่อนบ้านของไทยต่างส่งสัญญาณชัดเจนจะเดินหน้าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยเฉพาะประเทศกัมพูชา สมเด็จฯฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้กล่าวในที่ประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ครั้งที่ 30 ที่กรุงพนมเปญ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาว่า สนใจตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน โดยเลือกพื้นที่เกาะกง และเตรียมว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญจากประเทศที่มีประสบการณ์ อาทิ รัสเซีย ญี่ปุ่น และเกาหลี ศึกษาความเป็นไปได้ ขณะที่ประเทศเวียดนามกาหนดแผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ กาลังการผลิตมากถึง 2,800 เมกะวัตต์

"ปัจจุบันกัมพูชาพึ่งพิงนามันดีเซลเพื่อผลิตไฟฟ้าในปริมาณสูงทาให้ต้นทุนการผลิตสูง ผมเห็นด้วยและอยากให้ไทยลองถามตัวเอง เพราะถ้าประเทศเขาทา ผลกระทบก็เกิดกับไทยอยู่ดี และเราไปห้ามไม่ได้" นายอารักษ์กล่าว และว่า สาหรับเชื้อเพลิงถ่านหินเป็นอีกชนิดที่ไทยต้องพิจารณาเช่นกัน ซึ่งกัมพูชาเตรียมสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่เกาะกง กาลังการผลิต 1,800 เมกะวัตต์ ร่วมทุนระหว่างบริษัท เกาะกง ซีบอร์ด ของกัมพูชา และบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จากัด (มหาชน) ของไทย แต่คาดว่าจะใช้เวลาพอควรเพราะต้องศึกษาและพัฒนาพื้นที่

นายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันไทยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า ต้องนาเข้าจากพม่า รวมถึงซื้อไฟฟ้าจากประเทศลาวถึง 1,300 เมกกะวัตต์ และอนาคตจะซื้อเพิ่มเป็น 5,000 เมกะวัตต์ ดังนั้น ถ่านหินและนิวเคลียร์จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสม

นายณัฐชาติ จารุจินดา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จากัด (มหาชน) กล่าวว่า ปตท.ได้ดาเนินนโยบายสร้างความมั่นคงทางพลังงานตามนโยบายของรัฐบาล โดยปี 2557 คาดว่าท่อส่งก๊าซธรรมชาติจาก จ.นครราชสีมา ถึง จ.นครสวรรค์ จะดาเนินการเสร็จ ช่วยให้การขนส่งและการใช้ก๊าซธรรมชาติสาหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) สะดวกขึ้น สาหรับการขยายท่อนามันจาก จ.สระบุรี ไป จ.ขอนแก่น และจาก จ.สระบุรี ไป จ.พิษณุโลก วงเงินลงทุน 7,000-10,000 ล้านบาท คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในสิ้นปีนี้

--จบ--

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: อังคาร ต.ค. 09, 2012 8:55 am
โดย pak
5ปีนั่งรถไฟเร็วสูง เดินหน้าแผนPDPยัน'พลังงาน'มั่นคงรองรับอนาคตไทย ทางเลือกสุดท้ายไม่พ้น"โรงไฟฟ้านิวเคลียร์"
Source - ฐานเศรษฐกิจ (Th), Saturday, October 06, 2012


"ชัชชาติ" เร่งเดินแผนลดการใช้พลังงานภาคขนส่ง ชี้อีก 5 ปีได้ใช้รถไฟความเร็วสูง "อารักษ์" ลั่นต้องกระจายความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงรองรับความมั่นคงในอนาคตหวั่นก๊าซฯหมด ปตท.เล็งขยายคลังระยะที่ 3 รองรับนำเข้าแอลเอ็นจี กฟผ.ห่วงสร้างโรงไฟฟ้าไม่ทันตามแผน มีความเสี่ยง ด้านขนส่งทางบกสู้ได้ หนุนสร้างแม่น้ำเจ้า พระยาเส้นใหม่ สศค.ยันเร่งเข็นร่างพ.ร.บ.กู้เงินบังคับใช้ทันปีหน้า

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2555 หนังสือ พิมพ์ "ฐานเศรษฐกิจ" ร่วมกับกระทรวงคมนาคมและกระทรวงพลังงาน จัดงานสัมมนาในหัวข้อ "พลังงานไทยไม่ขาดแคลน:โลจิสติกส์ไทยก้าวหน้า" ในวาระครบรอบ 32 ปี โดยได้รับเกียรติจากนายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวเปิดงานสัมมนา โดยมีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวปาฐกถาหัวข้อ "พัฒนาโครงข่ายคมนาคมรองรับแผนพัฒนาโลจิสติกส์ไทยอย่างไร" และนายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "ทิศทางพลังงานไทย2556" ส่วนในช่วงที่สองเป็นการสัมมนา 3 หัวข้อหลัก โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญทั้งด้านพลังงานและโลจิสติกส์ ประกอบด้วยนายณัฐชาติ จารุจินดา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) นายพงษ์ดิษฐ พจนา รองผู้ว่าการกิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย นายยู เจียรยืนยงพงศ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย

ทางเลือกสุดท้ายไม่พ้นนิวเคลียร์

นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวเปิดงานว่า ในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพี ฉบับปรับปรุงใหม่ ได้มีการบรรจุความต้องการใช้ไฟฟ้าของระบบรถไฟฟ้าเข้าไปอยู่ในแผนแล้ว รวมถึงการลดต้นทุนการขนส่งด้านน้ำมันที่อนาคตอันใกล้จะมีแผนการก่อสร้างท่อน้ำมันไปยังภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือควบคู่ไปกับท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ขณะที่การจัดหาพลังงานให้มีใช้อย่างเพียงพอและยั่งยืนนั้น จะต้องกระจายความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงให้มากขึ้น โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้า ที่ต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติถึง 70% และมีแนวโน้มว่าปริมาณก๊าซในอ่าวไทยจะหมดไป ส่งผลกระทบต่อราคาค่าไฟฟ้าให้ปรับตัวสูงขึ้น จากการนำเข้าก๊าซจากต่างประเทศ ซึ่งทางเลือกหนึ่งที่จะมาช่วยลดต้นทุน คงหนีไม่พ้นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่จะต้องสร้างความรู้ความเข้าใจ เพราะเวลานี้ประเทศเพื่อนบ้านต่างขยับไปหานิวเคลียร์กันแล้ว ทั้งนี้ เห็นได้จากการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนที่ประเทศกัมพูชา เมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา สมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แสดงความชัดเจนที่จะเดินหน้าการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในพื้นที่เกาะกง เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนไฟฟ้าและเชื้อเพลิง ขณะที่ประเทศเวียด นามเอง ได้เดินหน้าเริ่มก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ไปแล้วเช่นกัน

รุกแผนพัฒนาโลจสติกส์

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมกล่าวปาฐกถาหัวข้อ "พัฒนาโครงข่ายคมนาคมรองรับแผนพัฒนาโลจิสติกส์ไทยอย่างไรว่าแผนพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของกระ ทรวงคมนาคมจะสอดคล้องกับแผนการใช้พลังงานใน 20 ปีของกระทรวงพลังงาน

ซึ่งตั้งเป้าหมายว่าจะลดการใช้พลังงานจากปัจจุบันที่ใช้อยู่ 7.1 หมื่นพันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบหรือ KTOE ในปี 2030 ถ้าไม่ดำเนินการใดๆการใช้พลังงานจะเพิ่มเป็นสองเท่าหากสามารถทำได้ตามแผนของกระทรวงพลังงาน ก็จะประหยัดเงินไปได้ 7.5 หมื่นล้านบาท การลดการใช้พลังงานมาจากหลายส่วน ส่วนหนึ่งมาจากภาคขนส่ง และอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันการใช้พลังงานในภาคขนส่งใกล้เคียงกับภาคอุตสาหกรรม เป็นเรื่องน่าเป็นห่วงมาก ฉะนั้นต้องมีการวางแผนโลจิสติกส์ ถ้าสามารถทำได้ตามแผนเฉพาะภาคขนส่งจะลดค่าใช้จ่ายเฉลี่ยปีละ 1.41 แสนล้านบาท เม็ดเงินที่ลดได้นี้สามารถนำไปสร้างรถไฟฟ้าได้ 2 สายทุกปี ถ้าทุกภาครวมกันคิดว่าจะลดได้ประ มาณ 2.72 แสนล้านบาท โดยเฉลี่ยภายใน 20 ปี

เปลี่ยนจากถนนมาใช้ทางราง

สำหรับแผนของกระทรวงคมนาคม หลักๆจะเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางและขนส่ง ด้วยการให้ประชาชนหันมาใช้การขนส่งที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ปัจจุบันการขนส่งของไทยมีการใช้ถนนประมาณ 87.5% ขณะเดียวกันก็จะเร่งขยายรถไฟฟ้าครบ 10 สาย เพราะการเดินทาง ปัจจุบันเดินทางด้วยรถไฟใต้ดิน บีทีเอส และแอร์พอร์ตลิงค์ รวมกันประมาณ 3.7% ถ้ามีการพัฒนารถไฟฟ้าให้ครอบ คลุม 10 สาย และราคา 20 บาทตลอดสาย จะส่งผลให้รูปแบบการเดินทางโดยระบบรางเพิ่มเป็น 26.8% ในปี 2030 ฉะนั้นต้องดึงคนให้หันมาใช้รถไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น

5 ปีได้ใช้รถไฟความเร็วสูง

รถไฟความเร็วสูง (High Speed Train) เป็นอนาคตของประเทศอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยลดต้นทุนการขนส่ง และเป็นการเพิ่มโอกาสการเดินทางให้กับคนทั้งประเทศ โดยวางเส้นทางไว้ 4 เส้นทางประกอบด้วย เส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย เชื่อมต่อลาว-คุนหมิง ระยะทาง 615 กิโลเมตร, กรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ เชื่อมต่อมาเลเซีย ระยะทาง 982 กิโลเมตร, กรุงเทพฯ-ระยอง ระยะทาง 221 กิโลเมตร และกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระยะทาง 745 กิโลเมตร คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในช่วงปลายปี 2556 จะแล้วเสร็จภายใน 5 ปี หรือในปี 2560 โดยจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในเฟสแรกในเส้นทางที่มีความหนาแน่นของประชากรสูงและมีระดับจีดีพีสูง ซึ่งสายเหนือ ได้แก่ กรุงเทพฯ-พิษณุโลก สายตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ กรุงเทพฯนครราชสีมา (โคราช) สายตะวันออก ได้แก่ กรุงเทพฯ-พัทยา และสายใต้ ได้แก่ กรุงเทพฯ-หัวหิน ซึ่งในอนาคตจะสามารถขยายเส้นทางได้ตามแผนที่วางไว้ โดยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2556 จะมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับรถไฟความเร็วสูง เพื่อให้เห็นประโยชน์ที่ได้รับ "รถไฟความเร็วสูงใช้ความเร็วในการเดินทางเฉลี่ยประมาณ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เปรียบเทียบให้เห็นภาพคือ ระยะทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ใช้เวลาในการเดินทางเพียง 3 ชั่วโมง หากใช้เพื่อการขนส่งสินค้าที่มีมูลค่าสูงถือว่าคุ้มค่าและยังสามารถขนส่งสินค้าได้มากถึง 100 เมตริกตัน แต่ใช้พลังงานเพียง 12,500 kwh หรือเท่ากับการสิ้นเปลืองพลังงาน 1 ใน 14 ของรถยนต์ แต่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 100 (kcal/คน/กม.) เท่านั้น" นายชัชชาติ กล่าวและว่าโดยรวมแผนการลงทุนในอีก 10 ปีของคมนาคม 2.2 ล้านล้านบาท พัฒนาระบบรางเป็นหลัก ประมาณ 65% ถนน 24% ทางน้ำ ประมาณ 6% และทางอากาศ ประมาณ 5% เป้าหมายคือเพื่อลดการใช้พลังงาน"

ขยายรถไฟทางคู่ทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ของโลจิสติกส์เมื่อเทียบประเทศในอาเซียน ปัจจุบันไทยอยู่ในอันดับที่ 35 สิงคโปร์ ญี่ปุ่น อันดับ 2 และ 7 ตามลำดับ ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อจีดีพี ไทย 12.5% ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลรับผิดชอบคือโครงข่ายการขนส่งเพราะรัฐต้องรับผิดชอบระบบรถไฟ ถนน และน้ำ แต่คุณภาพโครงสร้างพื้นฐาน ถนน รถไฟ ท่าเรือ ท่าอากาศยานนั้น รถไฟแย่ที่สุด และดีที่สุดคือท่าอากาศยาน ต้องมีการลงทุนอย่างมากในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้แข่งขันกับต่างประเทศได้ โดยเฉพาะระบบรถไฟ จัดอยู่ในอันดับที่ 57 สิงคโปร์ มาเลเซีย อันดับ 20 นี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้องพัฒนาเพื่อให้ตอบโจทย์ต้นทุนโลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐานของไทย ถนน มากที่สุด ความยาว 2 แสนกิโลเมตร ทางน้ำก็มีชายฝั่งประมาณ 2,600 กิโลเมตร รถไฟ 4,000 กิโลเมตร เป็นทางเดี่ยว 3,700 กิโลเมตร ที่เหลือเป็นทางคู่ประมาณ 300 กิโลเมตร มีแผนจะทำทางคู่เพิ่มเป็น 3,000 กิโลเมตรทั่วประเทศและพยายามเร่งสร้างให้เสร็จภายใน 5 ปีจาก 15 ปี และล่าสุด ครม.อนุมัติทำทางคู่จากแปดริ้วไปถึงแก่งคอย

กพช.ไฟเขยวแผนจัดหาก๊าซฯ

ด้านนายคุรุจิต นาครทรรพ รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ"ทิศทางพลังงานไทย 2556" ว่า ในการจัดหาพลังงานให้มีใช้อย่างเพียงพอ ล่าสุดทางคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้อนุมัติแผนการจัดหาก๊าซธรรมชาติของประเทศระยะยาวปี 2573 เพื่อรองรับความต้องการใช้ก๊าซไว้ถึง 7 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากปัจจุบันที่มีความต้องการใช้ประมาณ 4.7 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยปีหน้าจะเพิ่มเป็น 5 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งหากไม่มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟ ฟ้านิวเคลียร์ในอนาคต เกรงว่าการจัดหาก๊าซฯจะไม่เพียงพอ เพราะความต้องการใช้ก๊าซเป็นไปแบบก้าวกระโดด หากไม่สามารถขุดพบจากแหล่งอื่นๆ ได้เพิ่มเติม จะมีก๊าซฯ เหลือใช้เพียง 12-15 ปีเท่านั้น

ปตท.เล็งขยายคลังระยะที่3

สำหรับบรรยากาศในช่วงที่สอง นายณัฐชาติ จารุจินดา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวในหัวข้อ "ความมั่นคงด้านการจัดหาปิโตร เลียมและความเป็นธรรมด้านราคา" ว่าจากความต้องการใช้ก๊าซที่สูงมากขึ้น แม้จะมีการขยายคลังรองรับแอลเอ็นจี เฟส 2 แล้วก็ตาม ซึ่งคาดว่าจะยังไม่เพียงพอทางปตท.จึงมีแผนที่จะหาพื้นที่ใหม่ขยายคลังแอลเอ็นจีระยะที่ 3 อีก 10 ล้านตันต่อปี เพื่อรองรับการนำเข้าแอลเอ็นจีที่มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิง ยืนยันว่าไทยจะไม่ขาดแคลนอย่างแน่นอน ซึ่งทางปตท.อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ท่อส่งน้ำมันเส้นสระบุรี-ขอนแก่น ส่วนท่อส่งน้ำมันเส้นสระบุรี-พิษณุโลก อยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ถือหุ้นคาดว่าจะสามารถสรุปความชัดเจนด้านการลงทุนได้

ภายในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ จะมีการขยายท่อส่งก๊าซ บนบกเส้นนครราชสีมาและนคร สวรรค์ คาดแล้วเสร็จภายในปี 2557 และขยายคลังรองรับก๊าซปิโตรเลียมเหลว(แอลพีจี) ที่เขาบ่อยา จ.ชลบุรี เพื่อให้สามารถรองรับแอลพีจีเป็น 2.5 แสนตันต่อเดือน เนื่องจากพบว่าปริมาณความต้องการใช้แอลพีจีเติบโตต่อเนื่อง

กฟผ.เร่งทำความเข้าใจ

ตั้งโรงไฟฟ้า นายพงษ์ดิษฐ พจนา รองผู้ว่ากิจการสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งการประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวในหัวข้อ "ความมั่นคงด้านการผลิตกระแสไฟฟ้าในไทยใน 5-10 ปีข้างหน้าและความเป็นธรรมด้านราคา" ว่าเวลานี้ความต้องการใช้ไฟฟ้า เพิ่ม ขึ้นสูงกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในขณะที่การจัดหาหรือการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเป็นไปอย่างยากลำบาก จากปัญหาการต่อต้าน ซึ่งหากพิจารณาตามแผนพีดีพี ฉบับปรับปรุงใหม่ จะเห็นว่าเวลานี้ประเทศมีปริมาณสำรองไฟฟ้าอยู่ที่ 16% และจะเพิ่มขึ้น เป็น 24% ในปี 2559 และจะลดเหลือ 18% ในปี 2564 แต่หากการสร้าง

โรงไฟฟ้าไม่เป็นไปตามเป้าหมายจะส่งผลให้ปริมาณสำรองไฟฟ้าลดลงในระดับต่ำหรือมีความเสี่ยงด้านความมั่นคง ดังนั้น ระหว่างนี้กฟผ.จะต้องเร่งการสร้างความรู้ความเข้าใจกับทุกฝ่ายเพื่อให้เกิดการยอมรับ โดยเฉพาะการก่อ สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดที่มีแผนจะก่อสร้างและจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2562 ซึ่งหากดำเนินการได้จะช่วยให้ค่าไฟฟ้าปรับตัวลดลงมาได้ และเป็นการกระจายความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิงของประเทศมากขึ้น

หนุนสร้างเจ้าพระยาเส้นใหม่

นายยู เจียรยืนยงพงศ์ ประธานสหพันธ์ การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยกล่าวในหัวข้อ"สิ่งที่ระบบโลจิสติกส์ต้องการในปัจจุบันและอนาคตเพื่อการขนส่งอย่างมีประสิทธิผลและเป็นธรรมแก่ผู้ใช้บริการ"ว่าในแง่ของภาคโลจิสติกส์ในส่วนที่รัฐวางแผนไว้นั้นถ้าเป็นไปตามแผนไม่มีปัญหาระบบการขนส่งก็ยังดำเนินการได้ โดยเฉพาะการขนส่งทางบกที่จะได้ประโยชน์มากขึ้นจากการเปิดเออีซีปี2558 และความร่วมมือลุ่มน้ำโขงที่เกิดขึ้น ก็จะยิ่งทำให้ภาคโลจิสติกส์ขยายตัวไปสู่ภูมิภาคนี้มากขึ้น นอกจากนี้การขนส่งทางน้ำเราจำเป็นต้องสร้างแม่น้ำเจ้าพระยาเส้นใหม่ในประเทศไทย เนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยาในปัจจุบันมีเส้นทางคดเคี้ยวเป็นอันตรายเมื่อต้องบรรทุกสินค้าที่มีน้ำหนักมากๆ

อย่างขนน้ำตาลทรายก็มักจะเกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ และเมื่อเกิดแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งที่2ขึ้นก็จะช่วยดันน้ำที่ท่วมล้นในพื้นที่อื่นได้ก็จะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ทางหนึ่ง ดังนั้นแม่น้ำเจ้าพระยาเส้นใหม่นี้ควรจะยึดตามแนวน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้วเป็นหลักจะช่วยเรื่องการระบายน้ำได้ และสามารถสร้างทางรถไฟคู่ขนานแม่น้ำได้ ซึ่งตรงนี้ถ้ารัฐทำได้ก็จะเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ของประเทศ ดังนั้นรัฐบาลต้องไปศึกษาว่าแนวไหนทำได้บ้าง

ยันร่างก.ม.กู้เงนใช้ทันปีหน้า

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าหลังจากรัฐบาลมอบหมายให้สศค.ยกร่างพระราชบัญญัติกู้เงินเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 2.2 ล้านล้านบาท เพื่อรองรับการลงทุนโครง สร้างพื้นฐานว่า ขณะนี้สศค.อยู่ระหว่างยกร่างพระราชบัญญัติกู้เงินฯดังกล่าว โดยขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้ว 90% คาดว่าน่าจะผลักดันให้มีผลบังคับใช้ได้ทันในปี 2556 โดยประเมินว่าต้องกู้เงินเฉลี่ยปีละ 2-3 แสนล้านบาท โดยในปีหน้าจะเริ่มกู้เงินลงทุนราว 1.5-2 แสนล้านบาท


ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 7 - 10 ต.ค. 2555--

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: อังคาร ต.ค. 09, 2012 8:56 am
โดย pak
สผ.ลุยพม่า8หมื่นล.มอนทาราผลิตปี'56
Source - โพสต์ ทูเดย์ (Th), Saturday, October 06, 2012


โพสต์ทูเดย์ -ปตท.สผ.ปักหลักพม่า จ่อใช้เงินลงทุนในงบ 5 ปี 20%หรือ 8 หมื่นล้านเล็งยื่นสัมปทานหลุมใหม่ ข่าวร้ายเลื่อนผลิตมอนทาราข้ามไปปีหน้า

นายเทวินทร์ วงศ์วานิชประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม(PTTEP) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่าบริษัทยังคงเน้นการลงทุนในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยเฉพาะประเทศพม่าที่จะเริ่มมีบทบาทมากขึ้น หลังจากสหรัฐประกาศยกเลิกการคว่ำบาตรเพราะเป็นประเทศที่มีทรัพยากรที่มีศักยภาพมาก และการลงทุนในพม่าก็เปรียบเหมือนบ้านหลังที่ 2 ของบริษัท

ปัจจุบันบริษัทกำลังจัดทำแผนธุรกิจและงบลงทุนในแผน 5 ปี(2556-2560) ซึ่งจะเพิ่มขึ้นจากแผน 5 ปีเดิม (ปี 2555-2529) ที่มีงบลงทุน 4 แสนล้านบาทอยู่แล้ว และในงบลงทุนสัดส่วนประมาณ 20%หรือ 8 หมื่นล้านบาทจะลงทุนกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เน้นลงทุนในพม่าเป็นส่วนใหญ่ และที่ผ่านมาสามารถสร้างผลผลิตให้กับบริษัทในสัดส่วนประมาณ 15-20% ของการผลิตรวมทั้งหมด ซึ่งเร็วๆ นี้บริษัทจะยื่นขอสัมปทานในพม่าเพิ่มขึ้นด้วย

สำหรับการลงทุนซื้อแหล่งใหม่อาจเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะแหล่งที่ใช้เวลา 1-2 ปี ในการพัฒนา แต่แหล่งรอที่ต้องพัฒนานานไม่ต้องการแล้ว หลังเข้าซื้อแหล่งจากโมซัมบิก ซึ่งคาดว่าจะเริ่มผลิตในอีก6 ปีข้างหน้า

นายเทวินทร์ กล่าวว่า แหล่งมอนทาราคาดว่าจะต้องเลื่อนการผลิตในปี 2556 แทน จากเดิมคาดว่าจะทันในปีนี้ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลที่เป็นผู้อนุมัติใบอนุญาตที่ออสเตรเลีย และจะมีพายุไซโคลนเกิดขึ้นด้วย จึงทำให้การผลิตล่าช้าออกไป และผลผลิตจากแหล่งนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 3 หมื่นบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ

--จบ--

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: อังคาร ต.ค. 09, 2012 8:57 am
โดย pak
"ปตท.สผ."เตรียมปรับแผนลงทุน 5 ปี
Source - กรุงเทพธุรกิจ (Th), Saturday, October 06, 2012


นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สผ. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม การปรับแผนการลงทุน 5 ปี จะนำเสนอต่อบอร์ด ปตท.สผ. เดือนธ.ค.ของทุกปี การปรับแผนลงทุน 5 ปี ครั้งใหม่ (2556-2560) จะเพิ่มวงเงินลงทุน เพราะการลงทุนในแหล่งปิโตรเลียมที่แอฟริกาใต้ ผ่านบริษัท Cove Energy จะชัดเจนมากขึ้น ซึ่งแหล่งดังกล่าวที่ประเทศโมซัมบิก แทนซาเนีย เคนย่า เฉพาะที่ปตท.สผ.เข้าไปร่วมลงทุนมีปริมาณสำรองปิโตรเลียมสูงถึง 60 ล้านล้านลูกบาศ์กฟุตต่อวัน ขณะที่แหล่งใกล้เคียงกันมีปริมาณสำรอง 30-50 ล้านล้านลูกบาศ์กฟุตต่อวัน ภาพรวมของแหล่งปิโตรเลียมที่แอฟริกาใต้ พบว่ามีปริมาณสำรองปิโตรเลียมมากเป็นอันดับสองรองจากกาตาร์ ถือว่าใหญ่มากสำหรับการลงทุนของปตท.สผ. การลงทุนใหม่เพื่อเข้าซื้อหุ้นในกิจการ บริษัทจะเลือกเฉพาะแหล่งที่จะผลิตปิโตรเลียมขึ้นมาใช้ได้เลยใน 2-3 ปี เพราะแหล่งที่ต้องใช้เวลาพัฒนาในระยะยาว ปตท.สผ. มีสองแหล่งใหญ่อยู่แล้ว คือ แอฟริกาใต้ และแคนาดา

นายเทวินทร์ กล่าวว่า ตามปกติแผนการลงทุน 5 ปีของปตท.สผ. จะปรับปรุงทุกๆปี โดยแผนเดิม (2555 -2559) ซึ่งใช้เงินลงทุน 400,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นโครงการที่มีความชัดเจนแล้ว โดยแผนการลงทุนใหม่ ที่อยู่ระหว่างการปรับปรุงแผน จะมีสาระสำคัญเรื่องการมุ่งขยายลงทุนในแหล่งปิโตรเลียมขนาดใหญ่ที่มีปริมาณสำรองปิโตรเลียม ได้แก่ แหล่ง Oil Sand ที่แคนาดา และแหล่งที่แอฟริกาใต้ ที่โมซัมบิก ที่ปตท.สผ. เข้าไปที่หุ้นแล้วผ่านบริษัท Cove Energy ที่คาดจะเริ่มผลิตปิโตรเลียมได้เร็วที่สุดปี 2019

นอกจากนี้ปตท.สผ. ยังให้ความสำคัญกับการลงทุนในประเทศในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะพม่า ที่ถือเป็นบ้านหลังที่สองของปตท.สผ. ทั้งนี้การลงทุนในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คิดเป็นสัดส่วนการลงทุน 20% ของแผนการลงทุนทั้งหมด

การลงทุนในพม่า หลังจากที่มีการยกเลิกการแซงชั่น จากนานาประเทศแล้ว ทำให้บริษัทต่างประเทศที่ทำธุรกิจด้านสำรวจและผลิตปิโตรเลียม มีความสนใจอยากจะเข้ามาร่วมลงทุนกับปตท.สผ. ในแหล่งสัมปทานที่มีอยู่แล้วในพม่า มากขึ้น ซึ่งปตท.สผ. ก็มีเปิดให้ โททาล กับ นิปปอน สตีล มาร่วมลงทุนในแหล่งปิโตรเลียมบางแหล่งแล้ว เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ

ส่วนการลงทุนในออสเตรเลีย บริษัทได้รับในอนุญาตเรื่องของความปลอดภัย ที่จะนำเข้าแท่นผลิตปิโตรเลียม ที่ประกอบจากต่างประเทศเข้าไปติดตั้งในออสเตรเลียได้ ซึ่งจะช่วยให้ความสะดวกในการลงทุนมากยิ่งขึ้น หลังจากที่บริษัทเคยมีปัญหากรณีเรื่องสิ่งแวดล้อมจากอุบัติเหตุที่แท่นผลิตปิโตรเลียมในแหล่งมอนทาร่า มาก่อนหน้านี้

--จบ--

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: อังคาร ต.ค. 09, 2012 9:00 am
โดย pak
ชิงน้ำมันดิบเอส1ลดต้นทุน 'พีทีทีจีซี'สบช่องประหยัดค่าขนส่งแถมคุณภาพดี
Source - ฐานเศรษฐกิจ (Th), Saturday, October 06, 2012


"พีทีทีจีซี" สบโอกาสแย่งชิงแหล่งน้ำมันดิบเอส 1 จากบางจากและไทยออยล์ หลังขุดพบเพิ่มอีก 1 หมื่นบาร์เรล ส่งผลดีช่วยลดค่าขนส่งจากตะวันออกกลางได้ 3 แสนบาทต่อวัน แถมคุณภาพดีกว่านำเข้า สั่งติดตั้งอุปกรณ์รับน้ำมันทางบกเพิ่มประเดิม 5-6 พันบาร์เรลต่อวันในเดือนตุลาคมนี้ ด้านกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติระบุ ช่วยให้ภาครัฐเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น

นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (บมจ.) หรือพีทีทีจีซี เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากที่บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตร เลียม จำกัด (มหาชน)(ปตท.สผ.) สามารถ

ผลิตน้ำมันดิบในแหล่งสิริกิติ์หรือเอส 1 ได้ในปริมาณ 3 หมื่นบาร์เรลต่อวัน โดยส่งขายให้กับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)ทั้งหมด เพื่อจำหน่ายต่อให้กับโรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ ทำสัญญารับซื้อในปริมาณ 1 หมื่นบาร์เรลต่อวัน และโรงกลั่นบางจาก 1 หมื่นบาร์เรลต่อวัน น้ำมันดิบส่วนที่เหลือยังไม่มีการทำสัญญา ทางบริษัทจึงได้

เจรจากับทางปตท.เพื่อขอซื้อน้ำมันดิบในส่วนนี้ แทนที่จะทำสัญญาเพิ่มส่งให้กับลูกค้ารายเดิม สำหรับข้อดีของการได้น้ำมันดิบจากแหล่งเอส 1 นี้ จะช่วยให้บริษัทลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศลดลง

จากกำลังการผลิตที่มีอยู่ 1.45 แสนบาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะช่วยประหยัดต้นทุนค่าขนส่งในการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางได้ประมาณ 3 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล หรือประมาณ 3 แสนบาทต่อวัน อีกทั้งคุณภาพน้ำมันดิบคุณภาพดีเป็นที่ต้องการของโรงกลั่นต่างๆ โดยในเดือนตุลาคมนี้จะเริ่มทยอย

รับน้ำมันดิบจากแหล่งเอส 1 เนื่องจากยังต้องประสานไปยังกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในการติดตั้งมาตรวัดน้ำมัน ขณะเดียวกันโรงกลั่นได้มีการเตรียมความพร้อม เพื่อติดตั้งอุปกรณ์รับน้ำมันดิบทางบก หรือรับน้ำมันดิบจากรถบรรทุก จากที่ก่อนหน้านี้เป็นอุปกรณ์ที่รับน้ำมันดิบที่ขนส่งทางเรือ

เท่านั้น ซึ่งระยะแรกจะทยอยรับน้ำมันดิบจากแหล่งเอส 1 ประมาณ 5-6 พันบาร์เรลต่อวันก่อน และจะรับได้เต็มที่ประมาณ 1 หมื่นบาร์เรลต่อวันภายในปีหน้า นายทรงภพ พลจันทร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การรับซื้อน้ำมันจากแหล่งเอส

1 ของพีทีทีจีซีครั้งนี้ จะช่วยให้ภาครัฐเก็บค่าภาษีปิโตรเลียมได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากแต่เดิมการขนส่งน้ำมันดิบจากแหล่งเอส 1 ทางปตท.สผ.จะรับภาระในการขนส่งไปยังโรงกลั่นน้ำมันให้ เมื่อพีทีทีจีซีเข้ามาซื้อจะดำเนินการขนส่งน้ำมันเอง และน้ำมันดิบที่ซื้อจะเป็นราคาหน้าโรงกลั่นแม้ว่าจะขนจากแหล่งเอส 1 ก็ตาม เมื่อปตท.สผ.ลดภาระค่าใช้จ่ายลง 3 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล เมื่อถึงสิ้นปีนำมาลดหย่อนค่าใช้จ่าย จะทำให้ปตท.สผ.มีรายได้เพิ่มขึ้น ทำให้ภาครัฐเก็บภาษีเพิ่มขึ้นตามด้วย "แหล่งเอส 1 นี้ จะมีปริมาณสำรองผลิตน้ำมันดิบได้กว่า 10 ปีขึ้นไป ซึ่งจะสามารถรักษาระดับกำลังการผลิตที่ 3.1-3.2 หมื่นบาร์เรลต่อวัน ได้ประมาณ 5 ปี

และหลังจากนั้น กำลังการผลิตจะทยอยลดลง แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นกับว่าจะสามารถเจาะหลุมเพิ่มเติมพบน้ำมันอีกหรือไม่ด้วย" นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงมีนโยบายการนำน้ำมันดิบที่ผลิตในประเทศมาใช้มากขึ้น ซึ่งเบื้องต้นได้มีการหารือกับกลุ่มโรงกลั่น เพื่อปรับเปลี่ยนอุปกรณ์การกลั่นให้สามารถรองรับการกลั่นน้ำมันดิบดังกล่าวได้ทั้งหมด จากปัจจุบันที่ต้องส่งออกน้ำมันดิบประมาณ 3.3 หมื่นบาร์เรลต่อวัน จากที่ผลิตได้ประมาณ 1.3 แสนบาร์เรลต่อวัน แต่ต้องมีการแก้ไขสัญญาปิโตรเลียมและกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2556"

--จบ--

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: อังคาร ต.ค. 09, 2012 9:03 am
โดย pak
IRPC offers facilities for oil reserve
Source - Bangkok Post (Eng), Monday, October 08, 2012
YUTHANA PRAIWAN



SET-listed IRPC Plc, the petrochemical unit of PTT Plc, plans to offer its hydrocarbon liquid tank farm for the government to use to support a national strategic petroleum reserve now being considered by the Energy Ministry.

President Atikom Terbsiri said the company has a combined capacity of 1.89 million barrels of liquid tanks nationwide including those located in Chumphon, Samut Prakhan and Rayong.

However, a number of liquid tanks are not utilised which could be used as a new strategic oil reserve to generate more revenue for IRPC.

He said the company is also studying a plan to build another tank farm with a capacity of one million barrels at its land bank in Rayong.

The Energy Ministry will enforce oil traders and refiners to increase oil reserve by another 1%, or 44 days from 36 days at present. In the longer term, the national reserve will be expanded to 90 days, or 25%.

"We have advantages in our facilities to be used as an oil reserve such as a deep-sea port,landbanks, human resources and management of logistics of liquid substances," said Mr Atikom.

If the national reserves are not placed inland,IRPC will offer an alternative choice for using its deep-sea port in Rayong to be a location for a floating national reserve project, he said, adding that IRPC’s port could serve 2 million barrels of oil at the same time.

The company has its own reserves of 1.2 million barrels including legal and working stocks of 36 days, but will collaborate with other oil refineries to meet the mandatory additional reserve of 44 days set by the Department of Energy Business.

"It cost us more than 3 billion baht to increase the reserve to 44-45 days. We have to discuss this issue with the department," said Mr Atikom.

Meanwhile, IRPC plans to invest US$1.25 billion during 2013 to 2015, of which one billion will be used to enhance the efficiency of the refinery while the remaining $250 million will go to super absorbent polymer (SAP) project.

The refinery upgrading project will convert residue into high-price hydro carbon such as propylene (PP) and diesel.

The project will not only increase oil refinery utilisation to 100% from 80%,but will generate petrochemical feedstock for PP production and a sulphur capture unit will be included in the project.

IRPC has already finished bidding for a contractor for the project, expected to be operational in February 2015.

The company has been in talks with potential partners for the SAP project.The deal is expected to be finalised this quarter.

The project is a part of IRPC’s Phoenix Project investment plan which runs through 2015. Other projects which are nearly finished include a rubber oil production plant and capacity expansion of petrochemical.

The company is studying the second phase of the Phoenix Project which will focus on high value-added petrochemical and engineering plastic.

Shares of IRPC closed Friday on the Stock Exchange of Thailand at 4.24 baht,up four satang, in the trade worth 233 million baht.


Source: Bangkok Post

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: อังคาร ต.ค. 09, 2012 9:04 am
โดย pak
PTTEP may step up on investment in Africa
Source - The Nation (Eng), Monday, October 08, 2012


PTT Exploration and Production (PTTEP) is looking at adjusting its five-year investment plan (2013-17) to increase its investment in petroleum fields in Southern Africa so production can begin by 2019. President and chief executive officer Tevin Vongvanich said yesterday that the company would proposed the adjusted five-year investment plan in December, as there would be a clearer picture of its investment via Cove Energy, which PTTEP took over recently, in Mozambique-based energy. In addition to combined natural-gas reserves of 60 trillion cubic feet per day in Mozambique, Tanzania and Kenya in which PTTEP participates, there would be another reserve of 30-50tcf/d.

"Therefore, the company will select only petroleum fields that are producible within two or three years when it thinks of buying new assets. We now have two large fields for long-term development, which are in Southern Africa and Canada."

PTTEP’s existing investment plan was from 2012 to 2016 with a total budget of Bt400 billion. The newly adjusted budget is expected to focus more on investment expansion in large projects such as the oil sands in Canada and conventional fields in Mozambique. PTTEP expects to start production of petroleum as soon as possible, in 2019.

In addition, PTTEP has given importance to investment in Southeast Asia, especially Myanmar. Southeast Asia accounts for 20 per cent of its investment portfolio.

"Cancellation of sanctions on Myanmar has made many foreign oil companies interested in joining a venture with PTTEP in oil and gas fields," said Tavin, adding that the company had allowed Total and Nippon Steel to hold stakes in some of its fields.

Meanwhile, PTTEP estimates that resumed production in Australia’s Montara oilfield in the Timor Sea will be delayed until the first quarter of next year from the previous schedule of the fourth quarter this year.

Tevin said the company had just received a licence from the Australian government. The area was recently hit by a cyclone, preventing the company from installing equipment, causing production delays.

The Montara project has a daily production capacity of 30,000 barrels of oil. It ran into trouble with the Australian government after an oil and gas leak in 2009 caused environmental problems.

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: อังคาร ต.ค. 09, 2012 9:19 am
โดย pak
กลุ่ม ปตท. ร่วมงาน GASEX 2012 แสวงหาความร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตะวันตก
9 ต.ค. 55


กลุ่ม ปตท. และบริษัทพลังงานจาก 14 ประเทศในกลุ่มเอเชียแปซิฟิกตะวันตก ร่วมประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลการพัฒนาอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติ และแสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจในงาน GASEX 2012 ณ ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อเตรียมพร้อมรองรับการใช้พลังงานก๊าซธรรมชาติของโลกที่สูงขึ้น คาด 20 ปีข้างหน้า เอเชียจะเป็นภูมิภาคที่ใช้ก๊าซฯ สูงสุดของโลก ขณะที่ปริมาณสำรองก๊าซฯ ของประเทศไทยเริ่มลดลง ต้องเร่งจัดหาก๊าซ LNG จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว

คุณชาครีย์ บูรณกานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลุ่ม ปตท. ในฐานะกลุ่มบริษัทพลังงานแห่งชาติของไทย เข้าร่วมงานประชุมวิชาการและนิทรรศการระหว่างองค์กรอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตะวันตก ครั้งที่12 (GASEX 2012 Conference & Exhibition) ระหว่างวันที่ 9-11 ตุลาคม 2555 ณ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งนับเป็นโอกาสดีของไทยในการเข้าถึงข้อมูล และการขยายความร่วมมือด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมก๊าซฯ ร่วมกับบริษัทพลังงานชั้นนำจาก 14 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตะวันตก ซึ่งปัจจุบันยังคงมุ่งเน้นด้านการจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ให้เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าอีก 20 ปีข้างหน้า ก๊าซธรรมชาติจะเป็น
พลังงานที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นและมีความสำคัญเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากน้ำมัน โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชีย ซึ่งจะเป็นตลาดที่มีความต้องการใช้ก๊าซฯ สูงสุดในโลก โดยมีประเทศผู้บริโภคหลัก คือ จีน อินเดีย และญี่ปุ่น

สำหรับประเทศไทยเริ่มนำเข้าก๊าซ LNG ตั้งแต่ปี 2554 โดยอิงราคาตลาดโลก เพื่อเป็นแหล่งพลังงานสำรองของประเทศ รองรับความต้องการใช้ก๊าซฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปริมาณก๊าซที่ผลิตได้ในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการ รวมทั้งการนำเข้าก๊าซจากประเทศเพื่อนบ้านมีข้อจำกัดมากขึ้น ทั้งนี้ การร่วมงาน GASEX 2012 ของกลุ่ม ปตท. จึงนับเป็นโอกาสดีของไทยในการแสดงศักยภาพและความพร้อมในการแสวงหาแหล่งก๊าซธรรมชาติใหม่ๆ ในต่างประเทศ โดยเฉพาะก๊าซ LNG ที่ถือเป็นพลังงานหลักของโลกในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านการมีสถานีรับ-จ่ายก๊าซ LNG เป็นแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีภูมิศาสตร์ที่เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคที่สำคัญ

ทั้งนี้ กลุ่ม ปตท. ประกอบด้วย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และบริษัท พีทีที อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เข้าร่วมงาน GASEX 2012 ซึ่งเป็นการประชุมองค์กรอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตะวันตก จัดขึ้นทุก 2 ปี โดยมีสมาชิก 15 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย ออสเตรเลีย บรูไน สาธารณรัฐประชาชนจีน ไต้หวัน ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มความร่วมมือในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ พลังงาน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตะวันตก


ปล.
เว็บไซต์ที่ http://www.gasex2012.org/

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: อังคาร ต.ค. 09, 2012 10:12 am
โดย pak
โวยพลังงานหน้ามืดบีบสำรองน้ำมัน [ ไทยรัฐ, 9 ต.ค. 55 ]

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพลังงานถึงกรณีที่คณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติให้
ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 เพิ่มสำรองน้ำมันจากเดิม 5% เป็น 6% หรือจาก 18 วัน เป็น 22.5 วัน โดย
ให้มีผลใน 90 วันนับแต่ปลายเดือน ก.ค. ว่า กำลังสร้างความระส่ำให้กับผู้ค้าน้ำมันที่ยังไม่สามารถจะ
เตรียมตัวได้ทันเนื่องจากช่วงที่ผ่านมาไม่ได้มีการก่อสร้างคลังน้ำมันใหม่ๆ ขึ้นมารองรับ ทำให้ผู้ค้าน้ำมันต่างๆ
เคลื่อนไหวขอให้กระทรวงพลังงานเลื่อนการบังคับมาตรการดังกล่าวออกไปก่อน 2 ปี เพื่อให้มีการเตรียมตัว

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: พุธ ต.ค. 10, 2012 9:33 am
โดย pak
คอลัมน์: Energy Talk: บทบาทบริษัทน้ำมันแห่งชาติในตลาดโลก
Source - ฐานเศรษฐกิจ (Th), Wednesday, October 10, 2012
มนูญ ศิริวรรณ
ที่ปรึกษาอาวุโส บ.การจัดการธุรกิจ จก.
ที่ปรึกษาอิสระและนักวิชาการอิสระด้านพลังงาน
[email protected]



เวลาเราพูดถึงว่าใครเป็นผู้ครอบครองส่วนแบ่งการตลาดหรือการผลิตน้ำมันในตลาดโลกมากที่สุด แน่นอนว่าเรามักจะคิดไปถึงบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ข้ามชาติต่างๆ อย่างเช่น บรรษัท เอ็กซอนโมบิลฯ หรือ บรรษัท รอยัลดัชเชลล์ฯ ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันข้ามชาติ หรือ International Oil Companies (IOC’s) ที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 และอันดับ 2 ของโลก

แต่ความจริงแล้วตามรายงานของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงาน (EIA) ของกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ (DOE) ในปี 2010 สัดส่วนการครอบครองแหล่งสำรองที่พิสูจน์แล้ว (proven oil reserves) และสัดส่วนการผลิตน้ำมันในปัจจุบัน กลับตกเป็นของบรรษัทน้ำมันแห่งชาติ (National Oil Companies-NOC’s) ถึง 85% และ 55% ตามลำดับ

จากตัวเลขของ Energy Intelligence ที่ได้ทำการสำรวจ 100 บริษัทน้ำมันทั่วโลกในปี 2010 พบว่าบริษัทน้ำมันทั้ง 100 แห่งผลิตน้ำมันได้ 87% ของการผลิตน้ำมันทั้งโลก แต่ NOC’s ผลิตได้ 55% โดยบริษัทที่ผลิตได้สูงสุดอันดับ 1-4 ล้วนแต่เป็น NOC’s ทั้งสิ้น คือ

1. Saudi Aramco ของประเทศซาอุดีอาระเบียผลิตได้ในสัดส่วนสูงที่สุดถึง 12%

2. National Iranian Oil Company ของอิหร่านผลิตได้ 5%

3. Petroleos de Venezuela S.A. (PdVSA) ของเวเนซุเอลา ผลิตได้ 4%

4. China National Petroleum Corp. (CNPC) ของจีน ผลิตได้ 3%ส่วนอันดับ 5-6 เป็นของ IOC’s คือ BP และ ExxonMobil ผลิตได้ 3% เท่ากัน และอันดับ 7 เป็น Royal Dutch Shell ผลิตได้ในสัดส่วน 2%

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติทางพลังงาน จึงต้องมีบริษัทน้ำมันแห่งชาติเอาไว้เป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายด้านพลังงาน แต่การจัดตั้ง NOC’s ในประเทศต่างๆก็มีลักษณะแตกต่างกันออกไปแล้วแต่นโยบายของแต่ละประเทศ โดยอาจแยกออกได้เป็น 2 ประเภทคือ

1. NOC’s ที่มีลักษณะเป็นส่วนขยายของรัฐบาลหรือเป็นรัฐวิสาหกิจ อย่างเช่น Saudi Aramco ของซาอุดีอาระเบีย PdVSA ของเวเน ซุเอลา และPemex ของเม็กซิโก เป็น ต้น บริษัทเหล่านี้จะทำหน้าที่สนับ สนุนนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของรัฐบาลเป็นหลัก โดยจะเน้นการจัดหาพลังงานให้กับประชาชนในประเทศได้บริโภคในราคาถูกกว่าราคาในตลาดโลก ดังนั้นจึงไม่เน้นผลประกอบการในเชิงธุรกิจมากนัก ซึ่งประเทศในกลุ่ม OPEC ทุกประเทศจะมี NOC’s แบบนี้ เพราะไม่ต้องกังวลกับเรื่องการขาดทุน เนื่องจากรัฐบาลมีรายได้มหาศาลจากการส่งออกน้ำมันมาสนับสนุน

2. NOC’s ที่มีลักษณะการบริหารงานเชิงธุรกิจและไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลหรือเป็นรัฐวิสาหกิจเต็มที่ มีอิสระในการบริหารงานเป็นของตนเอง มีปรัชญาการทำงานในเชิงธุรกิจแต่ก็ต้องสนองตอบต่อเป้าหมายของประเทศในส่วนรวมด้วย บริษัทในลักษณะนี้ได้แก่ Petrobas ของบราซิล และ Statoil ของนอร์เวย์ รวมทั้งบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) ของไทยก็น่าจะเข้าข่าย NOC’s ในกลุ่มนี้ด้วยเหมือนกัน

ถ้าจะถามว่าสองแบบนี้แบบไหนดีกว่ากัน ผมว่ามันขึ้นอยู่กับสถาน การณ์ของแต่ละประเทศมากกว่า ถ้าเราเป็นประเทศผู้ส่งออกพลังงาน มีรายได้จากการส่งออกพลังงานมาก มาย NOC’s แบบแรกก็ดีสำหรับรัฐบาลที่จะมีเครื่องมือในการบริหารนโยบายพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และประชาชนจะได้บริโภคพลังงานในราคาถูก

แต่ถ้าเราเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงาน ผมว่า NOC’s แบบที่สองน่าจะมีประโยชน์ต่อประเทศชาติมากกว่า เพราะจะช่วยถ่วงดุลราคาพลังงานไม่ให้สูงจนเกินไป ในขณะเดียวกันก็ไม่ถูกรัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือในการอุดหนุนราคาพลังงานจนต่ำเกินไปอย่างไร้เหตุผล และทำให้เกิดการบริโภคพลังงานอย่างไม่มีประสิทธิ ภาพ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมในระยะยาว และยังก่อให้เกิดมลพิษแก่ชาวโลก โดยทำให้ภาวะโลกร้อนเลวร้ายยิ่งขึ้นไปอีก

ผมทราบดีว่ามีหลายคนที่ไม่พอใจบทบาทของปตท.ในฐานะ NOC’s ในปัจจุบันและต้องการทบ ทวนฐานะของปตท.ใหม่ให้เป็น NOC’s ในแบบที่หนึ่ง เรื่องนี้ผมอยากให้คิดให้ดีๆนะครับ ผมว่าทิ้งให้ปตท.เป็นบริษัทมหาชน จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯอย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว

ชั่วๆ ดีๆ ก็ติติงกันไปเสนอแนะกันไปแก้ไขกันไป ถ้าเป็นอย่างทุกวันนี้อย่างน้อยมีอะไรก็ยังมีหลายฝ่ายคอยช่วยกันดูแล แต่ถ้าเป็นแบบแรกละก็เสร็จนักการเมือง 100%

ระวังจะเตะหมูเข้าปากสุนัขนะครับ !!!

--จบ--

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: พุธ ต.ค. 10, 2012 9:35 am
โดย pak
"EARTH" เปิดแผน 5 ปีตุนถ่านหินสำรอง 200 ล.ตัน ดันรายได้แตะ 3 หมื่นล้าน [ ทันหุ้น, 10 ต.ค. 55 ]

EARTH ไม่เคยหยุดในการที่จะก้าวไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ ล่าสุดเปิด Mission 5 ปี
5 เหมือง 5 ประเทศ มีเป้าหมายใน 5 ปี ลุยซื้อและขุดเหมืองที่มีปริมาณสำรองถ่านหิน 40 ล้านตันต่อ
เหมือง จำนวน 5 เหมือง พร้อมขยายตลาดขายปลีกกลุ่มอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มฐานลูกค้า 5 ประเทศจากไทย
จีน อินโดนีเซีย อินเดีย และกัมพูชาหวังมีปริมาณสำรองถ่านหินแตะ 200 ล้านตันภายใน 5 ปี ด้าน
"ขจรพงศ์ คำดี" หวังดันรายได้แตะ 3 หมื่นล้านบาท

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: พุธ ต.ค. 10, 2012 9:38 am
โดย pak
10วันโรงกลั่นบางจากผลิตฟื้น หลังหยุดซ่อม3เดือนไฟไหม้รับนโยบายรัฐเลิกเบนซิน91 [ โพสต์ทูเดย์, 10 ต.ค. 55 ]

บางจาก คาดโรงกลั่นซ่อมเสร็จพร้อมเดินเครื่อง 100% อีก 10 วัน ขานรับนโยบายเลิกเบนซิน
91 ดึง อี20-อี85 เสียบ

นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม เปิดเผยว่า โรงกลั่น
น้ำมันบางจากจะเริ่มกลับมาเดินเครื่องกำลังการกลั่นเต็มที่ได้ประมาณวันที่ 20-21 ต.ค.นี้ หลังหยุดซ่อม
บำรุง 3 เดือน จากเหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อเดือน ก.ค. 2555 ส่งผลให้กำลังการผลิตหายไป 8 หมื่น
บาร์เรล/วัน จากปกติมีกำลังการผลิตอยู่วันละ 1 แสนบาร์เรล

Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"

โพสต์แล้ว: พุธ ต.ค. 10, 2012 9:41 am
โดย pak
'แทปไลน์'ผุดระบบท่อน้ำมันหมื่นล. จ่อลงทุนโปรเจ็กต์สายอีสาน'สระบุรี-ขอนแก่น'
Source - ประชาชาติธุรกิจ (Th), Wednesday, October 10, 2012


"แทปไลน์" สานแผนลงทุนสร้างท่อน้ำมันภูมิภาค 1 หมื่นล้านบาท ปูพรมเส้นแรกสายอีสาน "สระบุรี-ขอนแก่น" ส่วนสายเหนือ "สระบุรี-พิษณุโลก" เข้าคิวรอ ซีอีโอกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลายเครือ ปตท.ยันนโยบายลดนำเข้าน้ำมันหนุนผลิตในประเทศขายในประเทศ รัฐต้องสร้างแรงจูงใจบริษัทน้ำมัน โดยด่วน

นายณัฐชาติ จารุจินดา ประธาน เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ความคืบหน้าของแผนลงทุนท่อส่งน้ำมันไปยังภูมิภาค 2 พื้นที่ คือภาคเหนือ เส้นสระบุรี-พิษณุโลก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เส้นสระบุรีขอนแก่น แนวโน้มตอนนี้จะมอบให้บริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด (แทปไลน์) เป็นผู้ลงทุนโครงการนี้ทั้งหมด ระหว่างนี้อยู่ในขั้นตอนเตรียมหารือร่วมกับผู้ถือหุ้นก่อน อาจจะใช้เวลาสักระยะหนึ่ง โดยจะเร่งให้ได้ข้อสรุปภายในสิ้นปี 2555

ขณะนี้ประเมินการใช้เงินลงทุนก่อสร้างท่อส่งน้ำมันเส้นสระบุรี-ขอนแก่นไว้ที่ 7,000-10,000 ล้านบาท ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะลงทุนท่อส่งน้ำมันภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อนภาคเหนือ คือเส้นสระบุรี-พิษณุโลก เนื่องจากมีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ โดยมีปริมาณการขนส่งน้ำมันมากกว่า

"หากดำเนินการสร้างท่อน้ำมันดังกล่าวแล้วเสร็จ ต้นทุนการขนส่งน้ำมันจะต่ำลงมาก เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ จากปัจจุบันต้องโลจิสติกส์ด้วยวิธีการใช้รถบรรทุกขนส่งน้ำมันซึ่งมีต้นทุนสูงกว่า ขณะเดียวกันการขนส่งทางท่อก็มีความปลอดภัยมากกว่าด้วย"

นายณัฐชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนกรณีที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติอนุมัติให้ ปตท.ขยายคลังรองรับก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากเดิม 5 ล้านตัน เป็น 10 ล้านตัน เพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคตเพื่อนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจี เนื่องจากปริมาณก๊าซในอ่าวไทยลดลง ขณะนี้ ปตท.ได้เริ่มทำสัญญาระยะยาวตามนโยบายของ กพช. ด้วยการทำข้อตกลงนำเข้าแอลเอ็นจีจากบริษัท Qatar Liqueed Gas Company Limited ประเทศกาตาร์ จำนวน 2 ล้านตันต่อปี ตั้งเป้าจะเริ่มนำเข้าได้ตั้งแต่ ปี 2558 เป็นต้นไป สัญญา 20 ปี

รวมทั้งแนวโน้มการทำสัญญาระยะยาว เพิ่มจากปัจจุบันที่ต้องนำเข้าจากตลาดจร (สปอต) ทำให้รู้จักผู้ค้าหลายราย เช่น แอฟริกา ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นต้น และมีฐานผลิตรองรับ ส่วนแผนบริหารจัดการปริมาณก๊าซธรรมชาติเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ไทยก็จำเป็นต้องทำควบคู่กันไประหว่างเพิ่มสัญญาระยะยาวคือซื้อจากตลาดจรด้วย

นายณัฐชาติกล่าวว่า กรณีที่ภาครัฐมีแนวคิดให้โรงกลั่นน้ำมันนำน้ำมันดิบที่ขุดได้ในประเทศมาใช้ภายในประเทศแทนการส่งออกนั้น ปัจจุบันบริษัท เชฟรอน (ประเทศไทย) จำกัด ได้ขุดเจาะน้ำมัน 2 แหล่ง คือในจังหวัดปัตตานีและสงขลา ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกไปขายต่างประเทศเพราะได้ราคาที่สูง ส่วน ปตท.มีโรงกลั่นประสิทธิภาพสูง สามารถรับน้ำมันดิบจากต่างประเทศมากลั่นได้ในราคาต้นทุนต่ำกว่า ซึ่งกำลังการผลิตจาก 2 แหล่ง รวมอยู่ที่วันละ 40,000 บาร์เรล ขณะที่ความต้องการใช้ของประเทศอยู่ที่วันละ 8 แสนบาร์เรล นโยบายดังกล่าวจึงเป็นแนวทางนำไปสู่การปฏิบัติที่ดี เพียงแต่ภาครัฐควรสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตนำน้ำมันดิบมาจำหน่ายในประเทศควบคู่กันไปด้วย

--จบ--