หน้า 19 จากทั้งหมด 30
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: อังคาร ก.ย. 25, 2012 8:53 am
โดย pak
ปตท.พร้อมตั้งโรงงานผลิต'พลาสติกมหัศจรรย์'PBSพลาสติกชีวภาพจากวัตถุดิบ'น้ำตาลดิบ'
Source - พิมพ์ไทย (Th), Friday, September 21, 2012
1. ภาพรวมอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ- ภายใต้แรงขับเคลื่อนจากกระแสอนุรักษ์นิยมทั่วโลก ทำให้สถานการณ์ด้านความต้องการของพลาสติกชีวภาพในตลาดโลกมีแนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากพลาสติกชีวภาพมีคุณสมบัติเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่มูลค่าของการผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
- ทั่วโลกได้ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พลังงาน และแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ตลาดหลักของ Bioplastics อยู่ในยุโรป และสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมคาดว่าความต้องการใช้ Bioplastics มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นจาก 725,000 ตันในปี 2010 เป็น 1.7 ล้านตัน ในปี 2015 (Growth 27% ต่อปี)
- ประเภทของพลาสติกจำแนกได้เป็น 4 ประเภท ตามลักษณะของแหล่งกำเนิดการผลิต ได้แก่ จากวัตถุดิบปิโตรเคมี และวัตถุดิบชีวภาพ หรือตามความสามารถในการย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ดังนี้
- พลาสติกที่มีจำหน่ายทั่วไปส่วนใหญ่จัดเป็นพลาสติกที่ผลิตจากปิโตรเลียม และไม่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เช่นPolyethylene (PE), Polystyrene (PS) และ Polycarbonate (PC)สำหรับพลาสติกชีวภาพที่สามารถสลายตัวได้ทางชีวภาพ ได้แก่พลาสติกที่มีแป้งเป็นองค์ประกอบพื้นฐาน (Starch based plastics),Polylactic acid (PLA), Polyhydroxyalkanoates (PHA) และPolybutylene Succinate (PBS) ส่วนพลาสติกชีวภาพที่ไม่สามารถสลายตัวได้ทางชีวภาพ ได้แก่ Bio-PE, Bio-PC และ Polybutylene adipateterephtalate (PBAT) เป็นพลาสติกที่ผลิตจากปิโตรเลียมแต่ย่อสลายได้ทางชีวภาพ
- พลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ คือ พลาสติกที่มีแหล่งกำเนิดทั้งจากวัตถุดิบทางการเกษตรซึ่งวัตถุดิบที่ปลูกทดแทนใหม่ได้ (renewable and sustainable resources) ผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นรูปจากพลาสติกชีวภาพที่สลายตัวได้ทางชีวภาพ เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมจะถูกย่อยาลายด้วยจุลินทรีย์เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้ำ และสารประกอบอินทรีย์รวมกับดินในธรรมชาติย้อนกลับมาเป็นปุ๋ยเพื่อการเพาะปลูก เกิดเป็นวัฏจักรของธรรมชาติที่ครบวงจร ช่วยลดปัญหาขยะล้นเมือง และกระบวนการกำจัดขยะ และไม่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม
2. พลาสติกชีวภาพ- A New Wave Industries ของประเทศไทย- รัฐบาลได้เล็งเห็นว่าประเทศไทยจึงมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำของอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในภูมิภาค ASEAN เนื่องจากประเทศไทยมีความสมบูรณ์ด้านชีวมวล (Biomass) และมีวัตถุดิบด้านการเกษตร (อ้อย และโดยเฉพาะมันสำปะหลัง) ที่มีศักยภาพทั้งในด้านปริมาณ และคุณภาพ โดยปี 2554 ประเทศไทยเป็นผู้ส่งน้ำตาลมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก รวม 7 ล้านตันนอกจากนั้นประเทศไทยเป็นผู้ส่งมันสำปะหลังมากเป็นอันดับสองของโลก รวม 17 ล้านตัน
- จุดแข็งของประเทศไทยอีกด้านหนึ่ง คือ ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมปิโตรเลียม และปิโตรเคมีอย่างครบวงจร และมีอุตสาหกรรมพลาสติกซึ่งเป็นอุตสาหกรรมปลายน้ำที่แข็งแกร่ง ประเทศไทยส่งออกเม็ด และผลิตภัณฑ์พลาสติกเป็นอันดับหนึ่งของ ASEAN ปี 2554 มูลค่า 360 พันล้านบาท
- คณะอนุกรรมการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจึงเห็นชอบให้การพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพอยู่ในแผนปฏิบัติการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเพื่ออนาคต (New Wave Industries)เพื่อผลักดันให้เกิดการลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมพร้อมกับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเชิงอุตสาหกรรมให้ทันต่อกระแสความต้องการของตลาดโลก โดยมุ่งหมายให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในภูมิภาคนี้ในอีก 15 ปี โดยมีสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเป็นหน่วยงานหลัก
- ในปี 2551 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการแผนที่นำทางแห่งชาติการพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ (พ.ศ. 2551-2555) ในกรอบวงเงินงบประมาณ 1,800 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพอย่างเป็นรูปธรรมภายในปี2556 และได้เห็นชอบแผนที่นำทางแห่งชาติฯ ระยะที่ 2 ปี (2554-2558) ในปี 2553
3. Polybutelene Succinate -พลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้- Polybutelene Succinate (PBS) เป็นพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับ PE ผลิตจากวัตถุดิบตั้งต้นคือน้ำตาลดิบ และวัตถุดิบขั้นกลางคือ Bio-Succinic Acid (BSA)
- ด้วยคุณสมบัติที่สามารถขึ้นรูปได้ดีจึงนำไปใช้ประโยชน์(applications) ได้หลากหลาย ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ อาทิ เช่น mulch film, packaging film, bags and flushable hygiene products หรือนำไปผสม (compound) กับ starch และ adipate copolymers ผลิตเป็น Polybutylene Succinte-co-adipate (PBSA) หรือผสมกับ PLA เพื่อปรับคุณสมบัติให้เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ
- คุณสมบัติเด่นของ PBS คือสามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพในสภาวะที่เหมาะสม โดย PBS ที่ผลิตได้จาก Mitsubishi Chemical
Corporation (MCC) ภายใต้ชื่อทางการค้า "GSPla หรือ Green Plastics" ได้รับการรับรองคุณสมบัติด้านการย่อยสลายของพลาสติกชีวภาพจากหน่วยงานที่ให้การรับรอง เช่น JBPA (Japan), DIN CERTCO (Germany), OK Compost (Belgium) และ Certification Program for Products Made of Compostable Plastics-Program Rules (US)
- จากคุณสมบัติเด่นที่คล้ายคลึงกับ PE แต่ย่อยสลายได้ คาดว่าความต้องการใช้ PBS จะเพิ่มขึ้นจาก 20,000 ตัน ในปี 2010 เป็น 268,000 ตันในปี 2020
- ปัจจุบันผู้ผลิต PBS รายย่อยกระจายตัวอยู่ในจีนและญี่ปุ่นผลิตจากวัตถุดิบปิโตรเลียมทั้งสิ้น
4. ปตท.กับการพัฒนาธุรกิจพลาสติกชีวภาพในประเทศไทย- ปตท. ได้ตระหนักถึงความสำคัญของความยั่งยืน และมั่นคงขององค์กรร่วมกับการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีในอนาคต จึงมีวิสัยทัศน์ที่จะเป็น The Premier Multi-National Energy Company Premier ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาการ และมีการลงทุนในกิจการที่ใช้เทคโนโลยี และพลังงานที่ยั่งยืนหรือ Technological Advanced and Green National Oil Company (TAGNOC)
- ปตท. ตระหนักถึงความสำคัญของธุรกิจชีวภาพที่มีทิศทางในการเติบโตที่สูงในอนาคต ประกอบกับศักยภาพของประเทศไทยที่จะสามารถเป็นศูนย์กลางการผลิต (Bio-Hub) ของภูมิภาค และการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล จึงกำหนดแผนการพัฒนาธุรกิจพลาสติกชีวภาพอยู่ในแผนกลยุทธ์ของ ปตท. ตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมาโดยร่วมกับ สนช. และภาคเอกชน เพื่อจัดทำนโยบายส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจพลาสติกชีวภาพ
- เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมในประเทศไทยอย่างยั่งยืน และเป็นผู้นำในของภูมิภาค ปตท.ได้ดำเนินการพิจารณาการลงทุน โครงการผลิตพลาสติกชีวภาพ PBS ซึ่งสอดคล้องกับ TAGNOC และแผนการพัฒนาธุรกิจพลาสติกชีวภาพ
5. Mitsubishi Chemical Corporation (MCC) ผู้นำด้านเทคโนโลยีการผลิต PBS
- MCC เป็นบริษัทในเครือ Mitsubishi Chemical Holdings Corporation มีทุนจดทะเบียน 50 ล้านเยน และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nikkei ในปี 2548 จากการรวมตัวกันกับ Mitsubishi Pharma Corporation
- MCC ประกอบธุรกิจผลิต และจำหน่ายสินค้าเคมีกลุ่มPerformance products, Health care, Industrial materials มีโรงงานในญี่ปุ่น 10 แห่ง และศูนย์วิจัย และพัฒนา 6 แห่ง ดำเนินธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ปี 2554 MCC มีพนักงาน 28,000 คนรายได้ประมาณ 2 ล้านล้านเยน
- MCC ได้ให้ความสำคัญด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีในอนาคต แผนการดำเนินธุรกิจของ MCC ในศตวรรษที่ 21 จึงมุ่งเน้นที่จะผลิตเป็นบริษัทที่ผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน(sustainability) ด้านสุขภาพ (health) และความสะดวกสบาย (comfort)ของมนุษย์ ตามแนวคิดของ KAITEKI เพื่อผลิตสินค้าที่ดีในอนาคตโดยใช้นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย (Good Chemistry for Tomorrow)
- โครงการผลิตพลาสติกชีวภาพ PBS สอดคล้องกับ KAITEKI ในด้าน sustainability
- MCC เป็นหนึ่งในผู้นำด้านเทคโนโลยี และด้านการผลิต PBS มีกำลังการผลิต PBS ระดับ pilot scale กำลังการผลิต 3,000 ตันต่อปี ที่เมือง Yokaichi ซึ่งผลิตจากวัตถุดิบที่มาจากปิโตรเลียมปัจจุบันผลิตภัณฑ์ PBS ของ MCC จำหน่ายภายใต้ชื่อทางการค้าว่า"GSPla"
6. โครงการพลาสติกชีวภาพ PBS ของบริษัท พีทีที เอ็มซีซีไบโอเคม จำกัด
- เนื่องจาก ปตท. และ MCC มีเจตนารมณ์ร่วมกันทางด้าน"Sustainability" ทั้งสองบริษัทจึงได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุน พีทีที เอ็มซีซีไบโอเคม (PTTMCC) เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2554 ถือหุ้นในสัดส่วนที่เท่ากันฝ่ายละ 50% เพื่อพัฒนา และผลิต พลาสติกชีวภาพชนิด PBS ที่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ
- โครงการผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพ PBS ใช้ Bio-Succinic Acid และ 1-4, Butanediol เป็นวัตถุดิบตั้งต้น ตั้งอยู่ที่ PTT EcoIndustrial Park ในเขตนิคมอุตสาหกรรมเอเชีย เริ่มดำเนินก่อสร้างพ.ย. 2555 และดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ประมาณไตรมาส 1/2558
- บริษัทฯ มีแผนที่จะขยายกำลังการผลิตต่อไปทั้งในประเทศและต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับการเติบโตของอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในอนาคต
- โครงการ PBS ของ PTTMCC จึงเป็นก้าวแรกของการพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพของไทยเพื่อส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมพลาสติก และเคมีชีวภาพ ตลอดจนอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
--จบ--
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: อังคาร ก.ย. 25, 2012 8:54 am
โดย pak
IRPCสินทรัพย์ซ่อนแวลู
Source - ข่าวหุ้น (Th), Friday, September 21, 2012
ฝรั่งตีราคา3.19หมื่นล.
มอร์แกน สแตนเลย์ ตีราคาทรัพย์สินที่ดิน IRPC 1.05 หมื่นไร่ มูลค่า 3.19 หมื่นล้านบาท ประเดิมปล่อยที่ให้ PTTGCเช่า 2.2 พันไร่ ดันมูลค่าพุ่งอีก 0.39 บาทต่อหุ้น หรือ 8 พันล้านบาท จับตา ปตท. ดึงธุรกิจสายปิโตรเคมีของ IRPC-PTTGC รวมกัน เกิดพลังผนึกเพิ่มมูลค่าอีกมาก
บทวิเคราะห์ มอร์แกน สแตนเลย์ ประเมินพื้นฐาน บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ว่า ปัจจุบันมีที่ดินอยู่ทั่วประเทศมากถึง 10,500 ไร่ ที่ยังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ แต่มีแผนที่จะพัฒนาที่ดินจำนวน 2,200 ไร่ ในระยะเวลาอันสั้น เพื่อพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมที่เน้นสิ่งแวดล้อม โดยส่วนใหญ่จะพัฒนาให้กับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC
ทั้งนี้ มีแนวโน้มที่ PTTGC จะขยายการผลิตไปยัง Green chemicals &Polyurethanes โดยใช้ที่ดินจำนวน 2.2 พันไร่ ซึ่งจะทำให้ IRPC ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาที่ดินเพิ่มมูลค่าเป็น 0.39บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็น 9.4% ของมาร์เก็ตแคปรวมของ IRPC ส่วนที่ดินอีก 7.5 พันไร่ ที่เหลือหากมีการพัฒนามูลค่าจะเพิ่มอีก 1.17 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้น 28% จากราคาที่ดินในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม IRPC มีสินทรัพย์ที่ซ่อนมูลค่าอยู่มาก ที่จะสร้างอัพไซด์ให้กับราคาหุ้นในกระดาน ประกอบกับอัตรามาร์จิ้นของปิโตรเคมีจะดีขึ้นมากในปี 2556 จากการฟื้นตัวของดีมานด์ และซัพพลายที่จะกลับมาอยู่ในสภาวะปกติ
แนวโน้มระยะกลางใน 1 ปีข้างหน้าเป็นต้นไป มีโอกาสที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ และบริษัทแม่ จะวางแผนดึงเฉพาะธุรกิจปิโตรเคมีระหว่าง IRPC กับ PTTGC มารวมกัน โดยจะเน้นเฉพาะในส่วนของปิโตรเคมีโดยเฉพาะ ทำให้ได้ประโยชน์จากการเกิดพลังผนึก (Synergy) ประมาณ 8 % ของมาร์เก็ตแคป IRPC หรือคิดเป็นมูลค่า 180 ล้านเหรียญสหรัฐ (5.4 พันล้านบาท)
สำหรับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการ synergy คือ 1.การรวมกันของผลิตภัณฑ์ polyurethanes/carbonate 2.ทำให้ที่ดินว่างเปล่าของ IRPC ถูกพัฒนา และมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น 3.มีปริมาณอัตราการกลั่นที่ดีขึ้น
ทั้งนี้ ราคาหุ้น IRPC ในช่วงที่ผ่านมาต่ำกว่าพื้นฐาน เนื่องจากกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ต่ำกว่าประมาณการ แต่ยังแนะนำ เพราะนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันราคาหุ้น IRPC ปรับตัวขึ้นแค่ 17% เท่านั้น น้อยกว่าดัชนีของตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า โดยมองว่าตลาดได้รับรู้กำไรที่ต่ำไปเรียบร้อยแล้ว
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์รายหนึ่ง กล่าวว่า หากตีประเมินราคาที่ดินตามที่มอร์แกน สแตนเลย์ ระบุไว้ว่า ที่ดินที่จะปล่อยให้PTTGC พัฒนาเป็นโครงการขนาดใหญ่ จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีก 0.39 บาทต่อหุ้น บนพื้นที่ 2.2 พันไร่ หรือคิดเป็นมูลค่าเพิ่มอีกประมาณ 8 พันล้านบาท ส่วนที่ดินอีก 7.5 พันไร่ที่ยังไม่ได้พัฒนาจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 1.17 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นมูลค่าเพิ่มอีก 2.4 หมื่นล้านบาท
“หากคำนวณที่ดินในมือของ IRPC จำนวน 1 หมื่นไร่ จะตีเป็นมูลค่าหลังจากพัฒนาแล้วจะเพิ่มมูลค่าอีก 3.19 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น 1.56 บาทต่อหุ้น” นักวิเคราะห์กล่าว
--จบ--
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: อังคาร ก.ย. 25, 2012 8:55 am
โดย pak
อวสานปั๊มไร้โรงกลั่นรูดม่าน!คิวเอท-บีพี-เจ็ท..ปิโตรนาส
Source - สยามธุรกิจ (Th), Saturday, September 22, 2012
และแล้วก็ถึงบทอวสานของปั๊มน้ำมันแบรนด์ดัง “ปิโตรนาส” จากมาเลเซียประกาศยกธงขาวถอน ตัวการลงทุนจากประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยมีปั๊มน้ำมันพันธุ์ไทย แท้ “ซัสโก้” สนใจซื้อกิจการไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจค้าปลีกน้ำมันของไทยครั้งนี้เสมือนเป็นการส่งสัญญาณถึงธุรกิจปั๊มน้ำมันได้เวลาอัสดง เพราะหากย้อนเวลากลับไปดู เมื่อครั้ง “ปิโตรนาส” ได้เทกโอเวอร์ปั๊ม “คิวเอท” ช่วงปี 2547 หลังจากไม่นานก็ถึงจบของปั๊ม “เจ็ท” และ “บีพี” ต้องพับเสื่อกลับบ้าน
ย้อนเวลากลับไปเมื่อหลายปีก่อนมีธุรกิจค้าปลีกน้ำมันที่เป็นของต่างชาติ “ถอนการลงทุน” จากประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าสมรภูมิมีการแข่งขันกันดุเดือด โดยเมื่อปี 2548 “ปั๊มคิวเอท” ของคูเวต ปิโตรเลียมฯ ได้โบกมือลาประเทศไทย โดยขายธุรกิจให้ปิโตรนาส รีเทล (ประเทศไทย) ที่สนใจเข้ามาทำธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในประเทศไทยด้วยวงเงินประมาณ 2,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ “ปั๊มปิโตรมาส” เข้ามาบุกตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และได้เปลี่ยนชื่อปั๊มจาก “Q8” เป็น “ปิโตรนาส” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
แต่เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก จากวันนั้นถึงวันนี้ผ่านไป 7 ปี ธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในไทยเหมือนมีอาถรรพ์ “ปิโตรนาส” ต้องพับเสื่อกลับบ้าน เมื่อธุรกิจน้ำมันพันธุ์ไทยแท้ “ซัสโก้” สวมบทแจ๊กผู้ฆ่ายักษ์ทุ่มเงินซื้อกิจการไป
เหตุการณ์ครั้งนั้นเสมือนโดมิโน ต่อมาปี 2550 ก็ถึงคิว “ปั๊มบีพี” ของบีพีออยล์ (ประเทศไทย) ได้ขายกิจการให้ บริษัท น้ำมันคาลเท็กซ์ (ไทย) จากสหรัฐอเมริกาฯ ด้วยมูลค่าประมาณ 1 พันล้านบาท ซึ่งการซื้อปั๊มบีพีของคาลเท็กซ์ครั้งนั้น ทำให้ได้จำนวนปั๊มน้ำมันเพิ่มขึ้นอีก 48 แห่ง รวมเป็น 611 แห่งทั่วประเทศ
วันนี้คาลเท็กซ์มีปั๊มน้ำมันกว่า 400 แห่ง และคาดว่าวภายในอีก 3 ปีข้างหน้าจะมีสาขารวมไม่ต่ำกว่า 500 แห่ง และเพื่อความอยู่รอดได้ปรับกลยุทธ์การตลาดด้วยการเข้าไปบุกธุรกิจค้าอย่างเป็นทางการ โดยหันไปจับมือกับ “เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล” เปิดร้านท็อปส์ เดลี่ ในสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ สาขางามวงศ์วาน นับเป็นก้าวสำคัญของธุรกิจค้าปลีกน้ำมันที่ได้เจาะตลาดค้าปลีกอย่างเต็มตัว เพื่อหารายได้เข้ามาทดแทนรผลประกอบการจากการขายน้ำมันที่นับวันจะลดน้อยถอยลงทุกที
ในปี 2550 ปีเดียวกันนั่นเอง “ปั๊มเจ็ท” ก็ถูก ปตท. เทกโอเวอร์กิจการไปด้วยวงเงินประมาณ 9,600 ล้านบาท โดยได้ปั๊มน้ำมันมา 146 แห่ง พร้อมร้านสะดวกซื้อภาพลักษณ์ดีอย่าง “จิฟฟี่” มาอยู่ในกำมือ ขณะนี้ปตท. มีปั๊มน้ำมันทั้งสิ้น 1,300 แห่งทั่วประเทศ
ล่าสุด ได้เปิดมิติใหม่ลงทุนธุรกิจคอมมูนิตี้ ภายใต้แบรนด์ The Crystal PTT อยู่ในปั๊ม ปตท. เลียบถนนชัยพฤกษ์ บนพื้นที่ 12 ไร่ มูลค่า 600 ล้านบาท และกำลังจะเปิดลำดับต่อไปโครงการช็อปปิ้งมอลล์ ย่านถนนราชพฤกษ์นครอินทร์ บนพื้นที่ 22 ไร่
การล้มหายตายจากของปั๊มน้ำมันแบรนด์นอก เนื่องจากสถานการณ์ธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในประเทศไทยเต็มไปด้วยการแข่งขันที่รุนแรง ที่สำคัญการแข่งขันไม่ได้เสรีอย่างแท้จริง เพราะว่าราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปถูกควบคุมด้วยรัฐบาล ทำให้ผู้ค้าน้ำมันต่างชาติไม่สามารถทนแบกรับราคาต่ำได้ ซึ่งที่ผ่านมามีการขยับขึ้นราคาขายปลีกก่อนบริษัทน้ำมันของรัฐอย่างเช่น ปตท. และบางจาก ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดน้ำมันต่างชาติลดลงต่อเนื่อง ในที่สุดต้องแบกรับภาระขาดทุน และถอนตัวทิ้งการลงทุนในประเทศไทย
แม้แต่นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ก็ยังยอมรับตรงๆ ว่า นโยบายตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ซึ่ง ปตท.เห็นว่าควรปล่อยให้สะท้อนตามกลไกตลาด และค่าการตลาดน้ำมันก็ไม่ควรกำหนดตายตัวที่ 1-1.50 บาทต่อลิตร ทำให้ผู้ค้าน้ำมันของต่างประเทศหลายรายถอนการลงทุนในไทย เช่น เจ็ท คิวเอท เป็นต้น
ขณะที่นายมนูญ ศิริวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน และอุตสาหกรรมน้ำมันเปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า ปิโตรนาสไม่ใช่รายสุดท้ายที่ถอนการลงทุนจากประเทศไทย เพราะว่าราคาขายปลีกน้ำมันในไทยถูกแทรกแซงโดยรัฐบาล ถ้าหากผู้ค้าน้ำมันไม่มีโรงกลั่น และค่าการตลาดถูกกำหนดอยู่ที่ 1.30 บาทต่อลิตร ซึ่งในความเป็นจริงควรอยู่ที่ 1.50 บาทต่อลิตร จะทำให้ผู้ค้าปลีกน้ำมันอยู่ลำบาก
“ผู้ค้าปลีกน้ำมันต่างชาติมีสายป่านยาว แต่การทำธุรกิจประสบภาวะขาดทุนก็ต้องถอนตัว สาเหตุมาจากกลไกตลาดไม่ได้แข่งขันอย่างเสรี ผมมองว่าปิโตรนาสไม่ใช่รายสุดท้าย ถ้ามีรายอื่นสนใจเข้ามาลงทุนในไทย ปั๊มที่เปิดจำหน่ายน้ำมันอยู่ในตอนนี้ขายได้ราคาดีก็มีโอกาสสูงที่จะขายกิจการ”
ด้านนายชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซัสโก้ จำกัด(มหาชน) ผู้จำหน่ายน้ำมันยี่ห้อ SUSCO กล่าวว่า ซัสโก้จะปรับเปลี่ยนแบรนด์ปิโตรนาสเป็นซัสโก้ช่วงต้นปี 2556 ซึ่งจะส่งผลให้ปั๊มน้ำมันของซัสโก้เพิ่มเป็น 244 แห่งทั่วประเทศ แต่ระหว่างนี้ซัสโก้จะปรับปรุงโฉมปั๊มน้ำมันของเดิมให้มีรูปลักษณ์ที่ทันสมัยมากขึ้น โดยจะทยอยปรับโฉม 20-30 แห่ง คาดว่าจะใช้เงินประมาณ 40-50 ล้านบาทต่อปี
ต้องจับตาอย่ากะพริบช่วงหัวเรี่ยวหัวต่อธุรกิจค้าปลีกน้ำมันของ “ซัสโก้” โดยเฉพาะการบริหารร้านสะดวกซื้อ “ซูเรีย” ในปั๊มปิโตรนาส ซึ่งเสมือนกุญแจเปิดไปสู่ผลกำไรจะเปิดให้ผู้ที่สนใจทำธุรกิจ “มินิมาร์ท” ยื่นข้อเสนอต่อไป
--จบ--
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: อังคาร ก.ย. 25, 2012 8:57 am
โดย pak
ปตท.สผ.-ผู้ร่วมทุนปลื้มความสำเร็จค้นพบน้ำมันดิบเพิ่ม2หลุมที่แอลจีเรียเดินหน้าเจาะสำรวจต่อปลายก.ย.
Source - แนวหน้า (Th), Saturday, September 22, 2012
นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่ บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือปตท.สผ. เปิดเผยว่า ปตท.สผ.และกลุ่มผู้ร่วมทุน ซึ่งประกอบด้วย SONATRACH และ CNOOC Limited ประสบความสำเร็จในการเจาะหลุมสำรวจที่ 4 และหลุมสำรวจที่ 5 ในแปลงฮาสสิ เบอร์ ราเคซ ประเทศแอลจีเรีย โดยค้นพบน้ำมันดิบทั้ง 2 หลุม
ทั้งนี้ผลการเจาะหลุมสำรวจที่ 4 (หลุม OGB-1) ค้นพบน้ำมันดิบในชั้นหินกักเก็บปิโตรเลียม Ordovician (Ouargla Sandstone) โดยได้ทำการทดสอบอัตราการไหลด้วยเทคนิค Drill Stem Test (DST) พบว่ามีอัตราการไหลของน้ำมันดิบประมาณ 485 บาร์เรล/วัน ส่วนชั้นหิน กักเก็บปิโตรเลียม TriassicArgilo-Gr seux Inf rieur (TAG-I) ซึ่ง ปตท.สผ. เคยค้นพบน้ำมันดิบจากหลุมสำรวจหลุมแรก (RTF-1) เมื่อต้นปี 2555 ก็ค้นพบการไหลของน้ำมันดิบเช่นกัน ปตท.สผ.และกลุ่ม ผู้ร่วมทุนกำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการประเมินปริมาณการไหลของน้ำมันดิบ ต่อไป
สำหรับหลุมสำรวจที่ 5 (หลุม BOG-1) ค้นพบน้ำมันดิบในชั้นหินกักเก็บปิโตรเลียม Ordovician (Ouargla Sandstone) และ TAG-I เช่นเดียวกัน โดยจากการทดสอบอัตราการไหลด้วยเทคนิค DST พบว่ามีอัตราการไหลของน้ำมันดิบประมาณ 553 บาร์เรล/วัน และ1,870 บาร์เรล/วัน ตามลำดับ
โดยการค้นพบชั้นหินกักเก็บปิโตรเลียม Ordovician (Ouargla Sandstone) ครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จ ซึ่ง ปตท.สผ.และกลุ่มผู้ร่วมทุนมีแผนการเจาะสำรวจในระยะแรกสำหรับแปลงฮาสสิ เบอร์ ราเคซ ทั้งหมด 9 หลุม ในช่วงปลายปี 2554 ถึงต้นปี 2556 ปัจจุบันการเจาะสำรวจผ่านมาแล้วครึ่งทาง โดยเจาะสำรวจไปแล้ว 5 หลุม ค้นพบน้ำมันดิบ 4 หลุม และวางแผนเริ่มการเจาะหลุมสำรวจที่ 6 ปลายเดือนกันยายนนี้
--จบ--
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: อังคาร ก.ย. 25, 2012 8:59 am
โดย pak
‘ปิโตรเคมี’แนวโน้มสดใสพีทีทีแทงค์เดินหน้าเต็มสูบ
Source - สยามธุรกิจ (Th), Saturday, September 22, 2012
นายวิชา จุ้ยชุม กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด (บริษัท ในกลุ่มปตท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ท่าเรือเฟส 2 อยู่ระหว่างการก่อสร้างมีความยาวหน้า ท่า 130 เมตร ความลึก 10.7 เมตร รับเรือได้ขนาด 5,000 ตัน คาดว่าแล้วเสร็จและสามารถเปิดบริการได้ในเดือนตุลาคม 2555 โครงการท่าเทียบเรือและคลังฯ เฟส 2 เป็นท่าเรือสำหรับจ่าย LPG NGL Methanol BDO และ Solvent ซึ่งใช้เงิน ลงทุนประมาณ 1,500 ล้านบาท เพื่อรอง รับปริมาณการขยายตัวของธุรกิจในกลุ่ม ปตท. ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
“โครงการพัฒนาท่าเทียบเรือฯ ที่ 2 นอกจากจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นแล้ว ยังจะช่วยให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอีกด้วย”
การขยายตัวของธุรกิจในกลุ่มปตท. ได้ดำเนินการอย่างมีศักยภาพต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ “บ.พีทีที แทงค์” ได้ยึดนโยบายเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงผู้เกี่ยวข้องทุก ฝ่าย เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม นายวิชายังได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และแนวโน้มในปี 2556 ว่า ยังคงมีการเติบโตที่ดี มีแนวโน้มสดใส ถึงแม้ว่า ในช่วงต้นปีมีการชะลอตัวไปบ้าง แต่ต่อมาความต้องการวัตถุดิบเม็ดพลาสติกมีเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้การขยายตัวของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีดีขึ้น
“ผมมองว่า ไบโอพลาสติกทั้งหลาย เป็นเทรนด์ของ ปตท. โดยที่ ปตท. ได้เตรียมพื้นที่ 1,500 ไร่ ที่นิคมอุตสาหกรรม เอเชียเพื่อรองรับไบโอพลาสติกหรือพลาสติกชีวภาพ”
--จบ--
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: อังคาร ก.ย. 25, 2012 9:02 am
โดย pak
คอลัมน์: รายงาน: ปตท. ผนึก เอ็มซีซี ต่อจิ๊กซอว์นโยบาย 'TAGNOC'ปูทางไทยสู่ 'ไบโอฮับ' แห่งเอเชีย
Source - ฐานเศรษฐกิจ (Th), Saturday, September 23, 2012
งามตา สืบเชื้อวงค์
ระหว่างวันที่ 9-16 กันยายน2555 บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน)(บมจ.ปตท.) เชิญสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งจากประเทศไทย ร่วมเดินทางไปศึกษาดูงานต้นแบบพลาสติก Polybutylene Succinate (PBS) พลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ของบริษัท มิตซูบิชิ เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น หรือ เอ็มซีซี(บริษัทในเครือ มิตซูบิชิ เคมิคอล โฮลดิ้งคอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น)ที่เมืองนาโกยาประเทศญี่ปุ่นเปิดโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพที่เมืองYokkaichiเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับนวัตกรรมใหม่ล่าสุดในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
หากย้อนหลังไปเมื่อต้นปี 2554 ที่ผ่านมา จะพบว่าทางปตท. และเอ็มซีซี ได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในนามบริษัทพีทีที เอ็มซีซี ไบโอเคมฯ (PTTMCC) โดยถือหุ้นฝ่ายละ50%เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพ PBS ในนิคมอุตสาหกรรมเอเชีย (เอไออี) มาบตาพุด จังหวัดระยองขนาดกำลังผลิต 2 หมื่นตัน/ปี ลงทุน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯหรือประมาณ 3 พันล้านบาท โดยใช้เทคโนโลยีของเอ็มซีซี ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญและเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเคมีและเทคโนโลยีการผลิตPBS ล่าสุดโครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างประมูลผู้รับเหมาก่อสร้างโรงงานและจะเริ่มก่อสร้างโรงงานได้ในเดือนพฤศจิกายนปีนี้หลังจากนั้นจะดำเนินการในเชิงพาณิชย์ได้ไตรมาสแรกปี 2558
ความร่วมมือดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางการดำเนินธุรกิจของทั้ง2 ฝ่าย(ปตท.และเอ็มซีซี)ที่มีเจตนารมณ์เดียวกันในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน(Sustainability) พร้อมกับช่วยผลักดันให้ฐานการผลิตของไทยก้าวไปสู่การเป็นไบโอฮับของเอเชีย โดย PTTMCC จะเป็นโรงงานไบโอพลาสติกแห่งแรกของไทยผลิตพลาสติกประเภทPBS ที่พัฒนาเทคโนโลยีโดยใช้วัตถุดิบจากพืช อย่างน้ำตาลดิบซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้น และวัตถุดิบขั้นกลางคือ Bio-Succinic Acid (BSA) สามารถใช้พืชเป็นวัตถุดิบได้ 100% ย่อยสลายได้โดยPBSจะนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องเช่น การผลิตชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ขวดเพ็ต แก้วน้ำพลาสติก ขวดพลาสติก บรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับบรรจุอาหาร เป็นต้น
เอ็มซีซีโชว์ศักยภาพ
ที่ Yokkaichi Plant คณะสื่อมวลชนได้เข้าชมในส่วนที่เป็นโซน Chemistry Plaza มีเป้าหมายว่าการผลิตชิ้นส่วนพลาสติกจะต้องพัฒนาอย่างยั่งยืน เช่นชิ้นส่วนพลาสติกสำหรับยานยนต์ โดยในอนาคตรถยนต์ 1 คันจะสามารถใช้ชิ้นส่วนจากพลาสติกได้ถึง60%จากที่ปัจจุบัน ใช้ชิ้นส่วนพลาสติกในยานยนต์ได้เพียง10%ยกเว้นแชสซีส์ด้านล่างที่ยังต้องใช้อุปกรณ์ที่ทนความร้อนอยู่ นอกนั้นก็เป็นโซนCustomer Lab และ Plant Tour ซึ่งมีขนาดกำลังผลิต PBS 3,000 ตัน/ปี ผลิตภัณฑ์PBS ของเอ็มซีซี จะจำหน่ายภายใต้ชื่อทางการค้าว่า "GSPLa" ที่ปัจจุบันเอ็มซีซีประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าเคมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการเพิ่มสมรรถนะเช่นชิ้นส่วนพลาสติกที่ประกอบในอุตสาหกรรมยานยนต์,สินค้าเพื่อสุขภาพและกลุ่มวัตถุดิบเพื่ออุตสาหกรรมมีโรงงานอยู่ในญี่ปุ่น 10 แห่ง และมีศูนย์วิจัยและพัฒนาทั้งหมด6 แห่ง ดำเนินธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ
นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า การที่ปตท.จับมือกับเอ็มซีซีก็เพื่อต้องการพัฒนาประเทศไทยไปสู่ธุรกิจพลาสติกชีวภาพซึ่งเป็นการร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และPBS ก็จะเป็นพลาสติกที่ย่อยสลายได้ มีความนิ่มยืดหยุ่นและมีความใสโดยใช้น้ำตาลดิบโควตาส่งออกเป็นวัตถุดิบมีราคาในตลาดโลกอยู่ที่10-20 บาท/กิโลกรัม(แล้วแต่ช่วงราคาจะขึ้นลงตามตลาดโลก)ดังนั้นหากนำน้ำตาลดิบในส่วนของโควตาส่งออกมาใช้ผลิตพลาสติกชีวภาพได้ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่าน้ำตาลส่งออกดีขึ้น และจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบการเกษตรมากกว่า 10 เท่า
อย่างไรก็ตามการที่PBS มีคุณสมบัติเด่นคล้ายคลึงกับ PE แต่ย่อยสลายได้จึงคาดว่าความต้องการใช้จะเพิ่มขึ้นจาก 2 หมื่นตันในปี2553 เป็น 2.68 แสนตันในปี 2563 (ดูกราฟ) จากที่ปัจจุบันผู้ผลิตPBS รายย่อยกระจายตัวอยู่ในจีนและญี่ปุ่น ที่ผลิตจากวัตถุดิบปิโตรเลียมทั้งสิ้น เมื่อโรงงานในไทยพร้อมดำเนินการได้คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 3 พันล้านบาท/ปี โดยขายในราคา 4-5 พันดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน
ดึงเนเจอร์เวิร์ค ผุดPLA
นอกจากนี้ปตท.ยังมองไปถึงการผลิตพลาสติกย่อยสลายได้อีกชนิดคือโพลิแลกติกแอซิด(Polylactic Acid) หรือPLA มีความแข็งแรงและใส ให้มีการผลิตขึ้นในประเทศไทยเนื่องจากก่อนหน้านี้ปตท.เข้าไปถือหุ้นในบริษัทเนเจอร์เวิร์คจำกัด สหรัฐอเมริกา ผ่านบริษัท พีทีทีโกลบอลเคมิคอล จำกัด(มหาชน) หรือPTTGC บริษัทย่อยของปตท. ซึ่งโรงงานดังกล่าวมีขนาดกำลังผลิตเต็มเพดานที่ 1.4 แสนตัน/ปี ปัจจุบันเดินการผลิตอยู่ที่ 9หมื่นตัน/ปี และจะผลิตได้เต็มที่ในเร็วๆนี้ หลังจากที่ความต้องการใช้ในตลาดโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20-30%ต่อปี จะทำให้โรงงานผลิตPLA ที่อเมริกามีรองรับไม่เพียงพอดังนั้นจึงต้องเตรียมแผนสร้างโรงงานแห่งที่2 ขึ้นซึ่งขณะนี้ปตท.กำลังเจรจากับพันธ มิตรร่วมทุนดังกล่าวให้เข้ามาตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทย ในนิคมอุตสาหกรรมเอเชียเพราะมีความพร้อมด้านวัตถุดิบจากพืชโดย PLA จะเป็นวัตถุดิบในการผลิตบรรจุภัณฑ์ ฟิล์มเคลือบถนอมอาหารและสิ่งทอ เป็นต้น ปัจจุบันมีราคาซื้อขายอยู่ที่ 2-3 พันดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน
นายสุกฤตย์ กล่าวอีกว่าถ้าจะลงทุนตั้งโรงงานแห่งที่ 2 มีขนาดกำลังผลิตที่ 1.4 แสนตัน/ปี จะใช้เงินลงทุนประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 9 พันล้านบาทซึ่งโครงการนี้ล่าสุดมาเลเซียกำลังจะเสนอตัวดึง เนเจอร์เวิร์ค เข้าไปตั้งโรงงานผลิตที่มาเลเซียด้วย โดยยื่นข้อเสนอคือขายเชื้อเพลิงในราคาถูกพร้อมการันตีน้ำตาลราคาถูกกว่าราคาส่งออก ซึ่งคาดว่าพันธมิตรร่วมทุนดังกล่าวจะสนใจไทยมากกว่าเพราะเป็นคู่ร่วมทุนกันอยู่แล้วในปัจจุบัน เพียงแต่ภาครัฐจะต้องมีความชัดเจนว่าจะสนับสนุนอุตสาหกรรมไบโอพลาสติกอย่างไร เพราะในอนาคตเมื่อปตท.สามารถผลิตPBSและPLAได้ก็จะทำให้มีวัตถุดิบพลาสติกที่ทดแทนพลาสติกที่ผลิตจากสารตั้งต้นปิโตรเลียมเกือบทุกชนิดได้จะทำให้ไทยกลายเป็นแหล่งผลิตไบโอพลาสติกขนาดใหญ่ที่สุดของโลก
ตอบสนอง TAGNOC
สอดคล้องกับที่ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) หรือ ปตท. กล่าวว่าขณะนี้ปตท.มีพลาสติกที่ย่อยสลายได้แล้วทั้งหมด3 ตัวคือการลงทุนตั้งโรงงานผลิต PBS ที่จะผลิตได้ในปี2558 ซึ่งเป็นพลาสติกที่ย่อยสลายได้และจะมาแทนพลาสติกPP และPE ในอนาคตรวมถึงการร่วมทุนกับเนเจอร์เวิร์คผลิตPLAที่อเมริกาและตัวสุดท้ายคือเอนเนอร์ยีพลาสติกคือพลาสติกชนิด กรีน เอบีเอส เท่ากับว่าปตท.มีแล้ว3 ตัวที่เราสื่อได้ว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยย่อยสลายได้ภายใต้ภาวะที่เหมาะสมซึ่งทั้งหมดนี้ปตท.ได้เดินมาถูกต้องแล้วเพื่อเป็นการตอบสนองนโยบาย TAGNOC คือมุ่งมั่นที่จะเป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาการและมีการลงทุนในกิจการที่ใช้เทคโนโลยีและพลังงานที่ยั่งยืน จึงต้องค่อยๆเพิ่มการลงทุนผลิตพลาสติกที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โดยใน 4-5 ปีข้างหน้าปตท.จะเป็นโรงงานผลิตพลาสติกย่อยสลายได้มากขึ้นโดยใช้ผลผลิตจากภาคการเกษตรมาเป็นวัตถุดิบ เช่น น้ำตาลมันสำปะหลังโดยจะเพิ่มยอดขายพลาสติกชีวภาพเป็น 10-20% ของยอดขายพลาสติกทั่วไป
"เวลานี้จะเห็นว่าหลายประเทศพยายามจะหันมาใช้พลาสติกที่ย่อยสลายได้อย่างในโซนยุโรปพยายามจะลดการใช้พลาสติก เริ่มมีกฎระเบียบใหม่ๆ ออกมาอย่างบรรจุภัณฑ์อาหารก็มีข้อกำหนดว่าจะต้องใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายง่าย อย่างที่ปตท.เองได้เริ่มแล้วคือแก้วบรรจุกาแฟอเมซอน"
อย่างไรก็ตามการพัฒนาไปสู่พลาสติกที่ย่อยสลายได้จะต้องใช้เวลา จะยากช่วงเริ่มต้นในเรื่องต้นทุนการผลิตและการยอมรับของผู้บริโภค เหมือนกรณีเย็บแผลแล้วปล่อยให้ไหมละลายไปเอง ดังนั้นพลาสติกที่ย่อยสลายได้จะมีบทบาทกับวงการแพทย์มากขึ้นด้วย ส่วนราคาพลาสติกที่ย่อยสลายง่ายในระยะแรกๆ จะมีราคาแพง โดยพลาสติกชีวภาพจะมีราคาสูงถึง 2-3 พันดอลลาร์สหรัฐฯ ต่างจากราคาพลาสติกทั่วไปอยู่ที่ 1-1.5 พันดอลลาร์สหรัฐฯ/ตันดังนั้นถ้าจะเทียบกันก็เหมือนการเปลี่ยนมาใช้ทีวีจอแบนที่ราคาจะแพงช่วงเปิดตลาดใหม่ๆ แต่ขณะนี้ราคาถูกลงมาอยู่ที่2,000 บาทเศษ/เครื่องก็สามารถซื้อได้
ดังนั้นถ้าจะให้ราคาถูกลงรัฐบาลจะต้องมีการสนับสนุนในอุตสาหกรรมนี้ให้ชัดเจนรวมถึงทำให้ผู้บริโภคหันมายอมรับการใช้พลาสติกที่ย่อยสลายง่ายให้มากขึ้น เมื่อมีคนบริโภคมากขึ้นราคาก็จะค่อยๆถูกลงดังจะเห็นว่าเวลานี้กระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทำให้ความต้องการใช้ไบโอพลาสติกของโลกเติบโตขึ้นทุกปีและความต้องการใช้จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากประมาณ 7 แสนตัน/ปีในปัจจุบันเพิ่มเป็น 1.7 ล้านตัน/ปี ภายในปี2558 หรือมีความต้องการเพิ่มขึ้น 0-30%
"ใน 4-5 ปีข้างหน้าปตท.จะเป็นโรงงานผลิตพลาสติกย่อยสลายได้มากขึ้นโดยใช้ผลผลิตจากภาคการเกษตรมาเป็นวัตถุดิบ’"
ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 23 - 26 ก.ย. 2555--
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: อังคาร ก.ย. 25, 2012 9:05 am
โดย pak
'พีทีทีโกลบอล'ศึกษาลงทุนจีนลุ้นกำไรสต็อก
Source -กรุงเทพธุรกิจ (Th), Monday, September 24, 2012
"พีทีที โกลบอลฯ" เล็งหาโอกาสลงทุน ปิโตรเคมีต้นน้ำ และปลายน้ำในจีน เห็นโอกาสเติบโตสูง หลังไปตั้งแบ็คออฟฟิศมาเกือบปี เพื่อศึกษาตลาด-หาพันธมิตร คาดชัดเจนภายใน 1-2 ปีนี้ เผยแนวโน้มไตรมาส 3 พลิกมีกำไรจากสต็อก ตามแนวโน้มราคาน้ำมัน แต่ยังไม่มั่นใจครอบคลุมส่วนที่ขาดทุนในไตรมาส 2 หรือไม่
นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังศึกษาหาโอกาสลงทุนในจีน ทั้งการเจาะตลาดขายผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำของปิโตรเคมี เพราะจีนเป็นตลาดใหญ่ มีโอกาสเติบโตสูง ประกอบกับปัจจุบันจีนเป็นลูกค้าหลักของบริษัทอยู่แล้ว สัดส่วนยอดส่งออกไปจีนสูงถึง 1 ใน 3 ของยอดขายรวม
"จีนเป็นตลาดใหญที่ใครๆ ต่างหาโอกาสเข้าไป บริษัทได้กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ว่าในภูมิภาคนี้ นอกเหนือจากประเทศในแถบอาเซียนแล้ว ต้องหาโอกาสเข้าไปลงทุนในจีนด้วย เพราะเป็นตลาดใหญ่ รองลงมาคือ อินโดนีเซีย ส่วนรูปแบบการลงทุนเป็นลักษณะใด ไม่ได้ปิดกั้น เป็นไปได้ทั้งการลงทุนเดี่ยวๆ และร่วมกับพันธมิตร หากเป็นการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ บริษัทจะไปร่วมกับพันธมิตร"
การออกและเสนอขายหุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน และไม่ด้อยสิทธิ มูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 31,000 ล้านบาท ให้แก่นักลงทุนสถาบันในต่างประเทศ ส่วนหนึ่งบริษัทจะกันไว้เพื่อโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ตามแผนการขยายงานในอนาคตของบริษัท อีกส่วนนำไปชำระคืนเงินกู้ หรือรีไฟแนนซ์
ส่วนความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดโลก ที่มีต่อผู้ประกอบการไทยและภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ต่างชาติให้ความสนใจเข้ามาลงทุน โดยนักลงทุนต่างชาติมองบริษัทว่า มีศักยภาพการเติบโตสูง มีความสามารถทางการแข่งขัน เพราะได้เปรียบจากการควบรวมกิจการ ที่ทำให้มีกำลังการผลิต และขนาดกิจการแข็งแกร่งขึ้น
เขากล่าวถึงผลประกอบการไตรมาส 3 ปีนี้ว่า ตลาดปัจจุบันปรับตัวดีขึ้น จากสถานการณ์ราคาน้ำมันตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น ทำให้แนวโน้มไตรมาส 3 บริษัทจะมีกำไรจากสต็อก หรือสต็อกเกน จากไตรมาส 2 ที่ขาดทุนสต็อก แต่สามารถครอบคลุมส่วนที่ขาดทุนไปหรือไม่นั้น บอกไม่ได้ ต้องดูตัวเลขท้ายไตรมาส
ด้านนายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.เคมิคอล อินเตอร์เนชั่นแนล (สำนักงานปฏิบัติการ ภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก) บริษัทย่อย ของบริษัท พีทีที โกลบอล กล่าวว่า บริษัทไปตั้งสำนักงานตัวแทน หรือ แบ็คออฟฟิศในจีนเกือบปี เพื่อศึกษาตลาดจีน พร้อมกับมองหาพันธมิตรในการลงทุน ซึ่งขณะนี้ได้ข้อมูลพอสมควร และมองเห็นโอกาสแล้ว คาดใน 1-2 ปีนี้จะเห็นความชัดเจน
"จีนเป็นตลาดใหญ่ เป็นประเทศกำลังพัฒนา มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และโครงการต่างๆ จำนวนมาก ทำให้ต้องการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติก และปิโตรเคมีจำนวนมาก ปัจจุบันบริษัทมียอดขายในจีน 20-30%"
--จบ--
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: อังคาร ก.ย. 25, 2012 9:06 am
โดย pak
ปตท.เร่งสรุป ดึงบ.ในเครือฯ ตั้งโรงคาโปรฯ2
Source - ASTV ผู้จัดการรายวัน (Th), Monday, September 24, 2012
ASTVผู้จัดการรายวัน - ปตท.เตรียมสรุปเลือกบริษัทในเครือฯ "IRPC-PTTGC" ผลิตวัตถุดิบป้อนโรงงานผลิตคาโปรแลคตัมแห่งที่ 2 ในปลายปีนี้ โดยสนใจให้บริษัทลูกเข้าร่วมทุนกับกลุ่มอูเบะตั้งโรงผลิตคาโปรแลคตัม 2 ขนาดกำลังผลิต 1.5 แสนตันต่อปี แย้มต้นปีหน้า ปตท.ตัดขายหุ้นพีทีที ฟีนอลที่ถืออยู่ 40% ให้ PTTGC
แหล่งข่าวระดับสูงจากบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน)เปิดเผยว่า ขณะนี้ ปตท.อยู่ระหว่างการพิจารณาเลือกบริษัทในเครือฯเพื่อผลิตวัตถุดิบป้อนโรงงานผลิตคาโปรแลคตัมแห่งที่ 2 ของกลุ่มอูเบะ ประเทศญี่ปุ่น โดยปตท.คาดหวังว่าจะให้บริษัทในเครือเข้าร่วมทุนในโรงงานผลิตคาโปรแลคตัมแห่งที่ 2 นี้ด้วย โดยการเลือกบริษัทในเครือฯเข้าร่วมทุนจะเน้นให้เกิด Synergy ประโยชน์สูงสุด ยอมรับว่าทั้งบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) IRPC และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือPTTGC ต่างก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน ซึ่งทั้ง 2 บริษัทสามารถผลิตวัตถุดิบป้อนโรงผลิตคาโปรแลคตัมได้ โดยปตท.คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปลายปีนี้
โดยบริษัท ไออาร์พีซีอยู่ระหว่างการตั้งโรงงานผลิตโพรพิลีนขนาด 3 แสนตันต่อปี เงินลงทุน 2.7 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2558 โดยมีโพรพิลีนเหลือเพียงพอที่จะใช้ผสมกับสารเบนซีนและฟีนอลในการผลิตวัตถุดิบป้อนคาโปแลคตัมโรง 2 ได้ ขณะเดียวกัน พีทีทีโกลบอล เคมิคอล ก็ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทพีทีที ฟีนอล ซึ่งผลิตวัตถุดิบให้กับคาโปรแลคตัมได้เช่นกันแต่หากพิจารณาทำเลที่ตั้งแล้วไออาร์พีซีมีความได้เปรียบเนื่องจากโรงคาโปแลคตัม 2 จะอยู่ในนิคมฯไออาร์พีซี จ.ระยอง ที่มีความพร้อมทั้งโรงไฟฟ้า ไอน้ำ ท่าเทียบเรือและถังเก็บสารเคมี ทำให้ประหยัดด้านลอจิสติกส์
แหล่งข่าว กล่าวต่อไปว่า รูปแบบการร่วมทุนกับกลุ่มอูเบะนั้น อาจจัดตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ที่กลุ่มอูเบะถือหุ้นร่วมกับบริษัทในเครือ ปตท.เพื่อทำโรงงานผลิตคาโปแลคตัมแห่งที่ 2 โดยปตท.อาจจะเลือกเพียงบริษัทเดียวหรือให้บริษัทในเครือฯทั้ง 2 บริษัทร่วมทุนก็ได้ อย่างไรก็ตาม คงต้อง เจรจากับกลุ่มอูเบะก่อน
นอกจากนี้ ปตท.ยังมีแผนที่จะให้พีทีที โกลบอลฯซื้อกิจการพีทีที ฟีนอลในสัดส่วนที่ ปตท.ถือหุ้นอยู่ 40% เนื่องจากพีทีที โกลบอลฯถือหุ้นในพีทีที ฟีนอลอยู่แล้ว 60% ซึ่งเป็นนโยบายของ ปตท.มาตั้งแต่ต้นในการควบรวมกิจการระหว่าง บมจ.ปตท.เคมิคอล กับบมจ. ปตท.อะโรเมติกส์และการกลั่น ซึ่งเดิมทั้ง 2 บริษัทนี้ได้ถือหุ้นในพีทีที ฟีนอล ฝ่ายละ 30% ซึ่งภายหลังควบรวมกิจการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่เป็นบมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอลจึงถือหุ้นในพีทีที ฟีนอลถึง 60%
อย่างไรก็ตาม คาดว่า ปตท.จะดำเนินการขายหุ้นพีทีที ฟีนอลให้กับบมจ.พีทีที โกลบอลฯได้ภายในต้นปี 2556 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณามูลค่าหุ้นที่จะขาย
นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การซื้อหุ้นพีทีที ฟีนอลจาก ปตท.อยู่ระหว่างการศึกษาพิจารณา ยังไม่เร่งรีบ โดยวงเงินที่ใช้ในการซื้อหุ้นนั้นยังไม่ได้สรุปและไม่ถูกรวมอยู่ในงบการลงทุน 3 ปีของบริษัทฯ วงเงิน 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐแต่อย่างใด ภายหลังจากซื้อหุ้นพีทีที
ฟีนอลจะทำให้บริษัทฯมีผลประกอบการสูงขึ้นอีก
นายอธิคม เติบศิริ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯอยู่ระหว่างการศึกษาต้นทุนการผลิตวัตถุดิบป้อนโรงคาโปรแลคตัมแห่งที่ 2 ว่ามีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ทางปตท.จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าบริษัทลูกรายใดมีศักยภาพในเรื่องนี้บ้าง
โดยโรงคาโปรแลคตัม 2 จะมีกำลังการผลิตประมาณ 150,000 ตันต่อปี และมีผลิตภัณฑ์พลอยได้เป็นแอมโมเนียมซัลเฟต กำลังการผลิตประมาณ 6 แสนตันต่อปี ใช้เงินลงทุน ประมาณ 600-700 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2559 จากโรงคาโปแลคตัมแห่งแรก มีกำลังการผลิต 130,000 ตันต่อปีแอมโมเนียมซัลเฟต 540,000 ตันต่อปีไนล่อน-6 กำลังการผลิต 75,000 ตันต่อปีและไนลอนคอมพาวด์ 11,000 ตันต่อปี
--จบ--
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: อังคาร ก.ย. 25, 2012 9:09 am
โดย pak
ปตท.นำร่องเปิดสถานีประจุไฟรถไฟฟ้าพร้อมเตรียมเดินหน้าขยายต่ออีก 5 แห่ง
Source - สยามกีฬารายวัน (Th), Monday, September 24, 2012
รัตนาวลี อินโอชานนท์ ผช.กก.ผจก.ใหญ่สถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท. บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธีเปิดสถานีประจุไฟฟ้าต้นแบบสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกของ ปตท.ณ สถาบัน ที่ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีผู้บริหารกลุ่ม ปตท. นักวิชาการ ผู้บริหารจากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำ และสื่อมวลชนเข้าร่วมในพิธีเปิด
รัตนาวลีเปิดเผยว่า ปัจจุบันการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในภาคการขนส่งได้รับความสนใจมากขึ้นทั่วโลกเนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงที่ไร้มลพิษ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และช่วยลดมลพิษไอเสียที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน ตลอดจนเป็นพลังงานทางเลือกที่รองรับภาวะการขาดแคลนเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ในอนาคต สอดคล้องกับแผนการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 25% ใน 10 ปี ของกระทรวงพลังงาน ดังนั้น สถาบันวิจัยและเทคโนโลยีปตท.จึงได้จัดทำโครงการวิจัยและพัฒนาการใช้ไฟฟ้าในรถยนต์เพื่อศึกษาวิจัยเตรียมความพร้อมรองรับเทคโนโลยีการใช้ไฟฟ้าของรถยนต์ โดยการติดตั้งสถานีประจุไฟฟ้าต้นแบบ ณ สถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท.อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา และสถานีตามเส้นทางที่วิ่งทดลอง รวมทั้ง สร้างโครงข่ายสถานีประจุไฟฟ้าเพื่อรองรับการประจุไฟฟ้าให้กับรถยนต์ที่ใช้ในโครงการวิจัยและพัฒนาการใช้ไฟ้ฟ้าในรถยนต์ โดยศึกษา ติดตาม และประเมินผลเทคโนโลยีและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า เช่น เทคโนโลยีการประจุไฟฟ้า แบตเตอรี่ สถานีประจุไฟฟ้า รถยนต์ไฟฟ้า ทั้งในห้องปฏิบัติการและในภาคสนาม รวมทั้งรูปแบบธุรกิจการใช้ไฟฟ้าในรถยนต์ในระยะที่ 1 ได้ติดตั้งสถานีประจุไฟฟ้าต้นแบบสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกของปตท. ณ สถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ซึ่งแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2555 ที่ผ่านมา และได้ทดลองใช้งานจริงมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วโดยได้รับความร่วมมือจาก บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด นำรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นไอ-มีฟ มาใช้ประเมินผลเบื้องต้น ภายใต้บันทึกความเข้าใจความร่วมมือวิจัย เพื่อประเมินประสิทธิภาพและสมรรถนะการใช้งานเชิงเทคนิคของรถยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด นำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าขยายระยะทางขับเคลื่อนรุ่นโวลด์ มาร่วมสาธิตการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในพิธีเปิดสถานีประจุไฟฟ้าครั้งนี้ด้วย
ปตท.มีแผนขยายเครือข่ายสถานีประจุไฟฟ้ารองรับงานวิจัยเพิ่มเติมอีก 5 สถานี คือบริเวณ ปตท.สำนักงานใหญ่ ถ.วิภาวดีรังสิต และบริเวณใกล้สถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาเพื่อสวัสดิการ ร.1 รอ. ถ.วิภาวดีรังสิต ซึ่งกำหนดแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2555 และอีก 3 สถานี ได้แก่เส้นทาง กรุงเทพฯ - ระยอง 2 สถานี และบน ถ.ชัยพฤกษ์ 1 สถานี ซึ่งกำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2556 ทั้งนี้ ปตท. จะทำการประจุไฟฟ้าให้กับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ จนกว่าโครงการจะแล้วเสร็จ
สำหรับสถานีประจุไฟฟ้าต้นแบบแห่งแรกสามารถรองรับการประจุไฟฟ้ารถยนต์ไฟฟ้าได้พร้อมกันจำนวน 3 คัน ประกอบด้วยตู้ประจุไฟฟ้าจำนวน 3 ตู้ ได้แก้ ตู้ประจุไฟฟ้ากระแสตรงแบบเติมเร็ว 1 ตู้ ใช้เวลาเติมประมาณ 30 วินาที ตู้ประจุไฟฟ้ากระแสสลับแบบเดิมเร็วปานกลาง ใช้เวลาเติมประมาณ 3 ชั่วโมง และ 3 ตู้ประจุไฟฟ้ากระแสสลับแบบเติมช้าใช้เวลาเติมประมาณ 8 ชั่วโมง
--จบ--
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: พุธ ก.ย. 26, 2012 1:46 pm
โดย pak
PTTย้ำไม่ปรับสัดส่วนถือBCP-IRPC
Source - ข่าวหุ้น (Th), Wednesday, September 26, 2012
ราคาน้ำมัน Q3 ปิดเฉลี่ยขั้นต่ำ 105 เหรียญ/บาร์เรล
ปตท.ย้ำไม่มีแผนขายหุ้น BCP หรือซื้อหุ้น IRPC เพิ่ม ชี้ราคาน้ำมันไตรมาส 3 ปิดเฉลี่ยขั้นต่ำ 105 เหรียญต่อบาร์เรล ประกาศยกเลิกบัตรเติมก๊าซรับส่วนลดก๊าซ NGV ตั้งแต่ 15 ต.ค.เป็นต้นไป ลั่นใช้บัตรเครดิตพลังงาน NGV แทนได้
ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีกระแสข่าวบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT จะทำการขายหุ้น บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ BCP รวมถึงเตรียมวางแผนเข้าซื้อหุ้นบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เพิ่มเติม โดยนายสุรงค์ บูลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน กล่าวว่า ขณะนี้ทางบริษัทยังไม่มีแผนที่จะปรับเปลี่ยนสัดส่วนการถือหุ้นทั้งสองบริษัท
ส่วนภาพรวมราคาน้ำมันในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ น่าจะปิดเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 105-110 เหรียญต่อบาร์เรล อยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ซึ่งภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวมองว่า ราคาน้ำมันได้เริ่มเคลื่อนไหวมีเสถียรภาพมากขึ้น จึงช่วยลดความผันผวนของการเกิดสต๊อกลอสน้ำมัน
“ขณะนี้เรายังไม่มีเรื่องขายหุ้น BCP หรือเตรียมเข้าซื้อหุ้น IRPC เพิ่มเติม ส่วนทิศทางราคาน้ำมันเฉลี่ยในไตรมาส 3 ผมมองว่า น่าจะเคลื่อนไหวอยู่แถว 105-110 เหรียญต่อบาร์เรล ก็ถือว่าเริ่มเสถียรภาพมากขึ้นทำให้ไม่ต้องกังวลถึงปัจจัยการเกิดสต๊อกลอสหรือเกนกันมากนะ” นายสุรงค์ กล่าว
ทั้งนี้ PTT มีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของทั้ง BCP และ IRPC โดยปัจจุบันถือครองหุ้น BCP อันดับ 1 อยู่จำนวน 374 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นจำนวน 27.2% ส่วนอันดับ 2 กระทรวงการคลังถือหุ้น 137 ล้านหุ้น หรือ 9.9% อันดับ 3 ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำนวน 87 ล้านหุ้น หรือ 6.3%
สำหรับ IRPC ทาง PTT ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 จำนวน 7,869 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นจำนวน 38% อันดับ 2 ธนาคารออมสิน ถือหุ้น 1,950 ล้านหุ้น หรือ 9.5% อันดับ 3 กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ถือหุ้น 1,183 ล้านหุ้น หรือ 5.7%
ส่วนประเด็นที่บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SUSCO เข้าซื้อหุ้นในบริษัท ปิโตรนาส รีเทล (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทย่อย นายสุรงค์ กล่าวว่า นับเป็นเรื่องดีที่ผู้ประกอบการของไทยได้ขยายธุรกิจ แต่ในอีกมุมหนึ่งต้องย้อนมาทบทวนด้วยเช่นกัน เพราะเท่ากับกลุ่มทุนจากต่างชาติได้ถอนการลงทุนไปอีกหนึ่งราย
นอกจากนี้ ทาง PTT ยังแจ้งอีกว่า ตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค. 55 เป็นต้นไป ทางบริษัทจะยกเลิกบัตรเติมก๊าซรับส่วนลดราคาก๊าซ NGV (บัตรเงิน) ของกลุ่มรถแท็กซี่ รถสามล้อ รถตู้ร่วมขสมก. และให้ใช้บัตรเครดิตพลังงาน NGV รับส่วนลดราคาก๊าซแทน โดยจะยังคงสามารถรับส่วนลดได้เหมือนเช่นเดิม
ดังนั้น หากยังไม่มีบัตรเครดิตพลังงาน จึงขอให้ผู้ขับรถแท็กซี่ รถสามล้อ รถตู้ร่วมขสมก.ที่ใช้ก๊าซ NGV เป็นเชื้อเพลิงสมัครบัตรเครดิตพลังงาน NGV เพื่อที่จะได้รับรับสิทธิประโยชน์ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีบัตรเครดิตพลังงาน NGV อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำบัตรใหม่
ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน ) ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) เพื่อที่จะเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 560 ล้านหุ้น
โดยจะนำหุ้นสามัญเข้าจดทะเบียนเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ และมีบริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน
สำหรับวัตถุประสงค์ของการระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อใช้ในการลงทุนก่อสร้างโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาดกำลังผลิต 90 เมกะวัตต์ในจังหวัดนครสวรรค์ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้ บมจ.พลังงานบริสุทธิ์มีชื่อเดิม คือ บริษัท ซันเทคปาล์มออยล์ จำกัด ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซล น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว กลีเซอรีนบริสุทธิ์ และธุรกิจผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน
--จบ--
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: พุธ ก.ย. 26, 2012 1:46 pm
โดย pak
ปตท. เปิดสถานีต้นแบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าใจดีประจุให้ผู้ใช้บริการฟรี‘วิภาวดี-ชัยพฤกษ์-ระยอง’ เฮ!
Source - สยามธุรกิจ (Th), Wednesday, September 26, 2012
ที่สถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท. อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา นางรัตนาวลี อินโอชานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธีเปิดสถานประจุไฟฟ้าต้นแบบสำหรับ รถยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกของ ปตท. (PTT Pilot EV Charging Station) พร้อมเดินหน้าขยายต่ออีก 5 แห่ง โดยมุ่งวิจัยใช้ไฟฟ้าเป็นพลังงานทางเลือกลดโลกร้อน ลดมลพิษทางอากาศ
นางรัตนาวลี เปิดเผยว่า ปัจจุบันการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในภาคการขนส่งได้รับความสนใจมากขึ้นทั่วโลก เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงที่ไร้มลพิษ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และช่วยลดมลพิษไอเสียที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน ตลอดจนเป็นพลังงานทางเลือกที่รองรับภาวะการขาดแคลนเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ในอนาคต สอดคล้องกับแผนการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 25% ใน 10 ปี ของกระทรวงพลังงาน
ดังนั้น สถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท. จึงได้จัดทำโครงการวิจัยและพัฒนาการใช้ไฟฟ้าในรถยนต์ (R&D on Vehicle Electrification) เพื่อศึกษาวิจัยเตรียมความพร้อมรองรับเทคโนโลยีการใช้ไฟฟ้าของรถยนต์ โดยการติดตั้งสถานีประจุไฟฟ้าต้นแบบ ที่สถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท. อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา และสถานีตามเส้นทางที่วิ่งทดลอง รวมทั้ง สร้างโครงข่ายสถานีประจุไฟฟ้า เพื่อรองรับการประจุไฟฟ้าให้กับรถยนต์ที่ใช้ในโครงการวิจัยและพัฒนาการใช้ไฟฟ้าในรถยนต์ โดยศึกษา ติดตาม และประเมินผลเทคโนโลยีและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า เช่น เทคโนโลยีการประจุไฟฟ้า แบตเตอรี่ สถานีประจุไฟฟ้า รถยนต์ไฟฟ้า ทั้งในห้องปฏิบัติการและในภาคสนาม รวมทั้ง รูปแบบธุรกิจการใช้ไฟฟ้าในรถยนต์ (EV Business Model) ในระยะที่ 1 ได้ติดตั้งสถานีประจุไฟฟ้าต้นแบบสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกของปตท. (PTT Pilot EV Charging Station) ที่สถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ซึ่งแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2555 และได้ทดลองใช้งานจริงมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว โดยได้รับความร่วมมือจาก บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด นำรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น Mitsubishi i-MiEV มาใช้ประเมินผลเบื้องต้นของโครงการฯ ระหว่างปี 2554-2555 ภายใต้บันทึกความเข้าใจความร่วมมือวิจัย เพื่อประเมินประสิทธิภาพและสมรรถนะการใช้งานเชิงเทคนิคของรถยนต์ไฟฟ้า
นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับ สนุนจาก บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด นำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าขยายระยะทางขับเคลื่อน (Extended Range Electric Vehicle : EREV) รุ่น Chevrolet Volt มาร่วมสาธิต การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในพิธีเปิดสถานีประจุไฟฟ้าครั้งนี้ด้วย ทั้งนี้ ปตท. มีแผนขยายเครือข่ายสถานีประจุไฟฟ้ารองรับงานวิจัยฯ เพิ่มเติม อีก 5 สถานี สำหรับในเขตกรุงเทพฯ จำนวน 2 สถานี (บริเวณ ปตท. สำนักงานใหญ่ ถ.วิภาวดีรังสิต และบริเวณใกล้สถานี บริการน้ำมัน ปตท. สาขาเพื่อสวัสดิการ ร.1 รอ. ถ.วิภาวดีรังสิต) ซึ่งกำหนดแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2555 และอีก 3 สถานี ได้แก่ ในเส้นทาง กรุงเทพฯ-ระยอง 2 สถานี และในเขตปริมณฑล 1 สถานี (บน ถ.ชัยพฤกษ์) ซึ่งกำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2556 ทั้งนี้ ปตท. จะทำการประจุไฟฟ้าให้กับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ จนกว่าโครงการฯ จะแล้วเสร็จ
สำหรับสถานีประจุไฟฟ้าต้นแบบ (PTT Pilot EV Charging Station) แห่งแรกนี้ สามารถรองรับการประจุไฟฟ้ารถยนต์ไฟฟ้า ได้พร้อมกันจำนวน 3 คัน ประกอบด้วยตู้ประจุ ไฟฟ้า (Charger) จำนวน 3 ตู้ได้แก่ ตู้ประจุไฟฟ้ากระแสตรงแบบเติมเร็ว (DC Quick charger, Mode 4) 1 ตู้ ใช้เวลาเติมประมาณ 30 นาที ตู้ประจุไฟฟ้ากระแสสลับแบบเติมเร็วปานกลาง (AC Normal Charger, Mode 3) ใช้เวลาเติมประมาณ 3 ชั่วโมง และ 3 ตู้ประจุ ไฟฟ้ากระแสสลับแบบเติมช้า (Normal Charger, Mode 1) ใช้เวลาเติมประมาณ 8 ชั่วโมง ปตท. คาดว่าผลจากโครงการวิจัยฯ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้เกิดการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวด ล้อมอย่างมีประสิทธิภาพในภาคขนส่งของประเทศ ซึ่งช่วยลดปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศรวมทั้งลดมลพิษทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิผล นำประเทศไทยไปสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) ต่อไป
--จบ--
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: พุธ ก.ย. 26, 2012 1:47 pm
โดย pak
ปตท.ตั้งโรงงานพลาสติกชีวภาพ หวังขึ้นแท่นผู้ผลิตใหญ่ที่สุดในโลก
Source - เดลินิวส์ (Th), Wednesday, September 26, 2012
ณัฐธินี มณีวรรณ
เคยได้ชมภาพยนตร์หลายเรื่องที่เล่าเรื่องราวถึงโลกอนาคต ซึ่งเต็มไปด้วยซากสิ่งปรักหักพัง และกองขยะนานาชนิดหลายเรื่องราว พร้อมทั้งจินตนาการไปเองว่า หากเรามีชีวิตอยู่จนถึงสถานการณ์เช่นนั้นจริง ๆ แล้ว จะต้องเผชิญกับมลพิษมากน้อยเพียงใดหนอ และเป็นไปได้หรือไม่ ถ้าเริ่มต้นลดปริมาณขยะเสียตั้งแต่วันนี้ อนาคตอันโหดร้ายนั้นมันจะยืดเวลาออกไปอีกนานพอให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้มาคิดสานต่อหาวิธีการอยู่กับโลกปัจจุบันอย่างมีความสุข เหมือนรุ่นปู่ย่าตายายของเราได้ไหมหนอ?
แต่ในที่สุด ก็มีจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ทำให้รู้ว่า ทุกสิ่งเป็นจริงได้ เมื่อได้ร่วมเป็นหนึ่งในคณะสื่อมวลชน ไปศึกษาลู่ทางการร่วมลงทุนในอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ในตัวเองตามธรรมชาติ!! ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กับบริษัท มิตซูบิชิ เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น หรือ เอ็มซีซี ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ มิตซูบิชิ เคมิคอล โฮลดิ้งคอร์ปอเรชั่น ที่เมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น
ต้องยอมรับกันว่า ตลอดช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมานี้ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมรุดหน้าเจริญแทบขีดสุด แต่ทุกประเทศทั่วโลกกลับหันมาตื่นตัวกับกระแสการอนุรักษนิยม รักษ์โลกสีเขียว การรักษาสิ่งแวดล้อมให้คงสภาพเดิมให้มากที่สุด การกลับคืนสู่สามัญ นั่นคงเพราะหลายฝ่ายเริ่มตระหนักถึงภัยพิบัติจากธรรมชาติที่เริ่มแผลงฤทธิ์รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ นับเป็นการส่งสัญญาณจากโลกให้มนุษย์รู้ถึงผลลัพธ์ท้ายสุด หากยังคงไม่หยุดทำลายธรรมชาติ
แนวคิดของ ปตท. ในการทำธุรกิจพลาสติกชีวภาพนี้ คือ การผลิตสินค้าที่ยังจำเป็นต้องใช้ในชีวิตปัจจุบัน แต่ต้องให้บรรจุภัณฑ์เหล่านั้นย่อยสลายได้ด้วยตัวเอง เหมือนใบตองห่อข้าว เมื่อกินข้าวเสร็จ ก็ทิ้งใบตองลงพื้นดินได้ มันจะย่อยสลายกลายเป็นอินทรีย์สาร เป็นปุ๋ยให้ประโยชน์กับพื้นดิน กับต้นไม้ต่อไปในเวลาไม่นานนัก
แต่เมื่อมนุษย์เราเปลี่ยนภาชนะจากใบตอง มาเป็นกล่องพลาสติก แก้วพลาสติก จาน ช้อน ส้อม หรือกระทั่งถุงใส่ของพลาสติก ที่ก่อนหน้านี้ เมื่อทิ้งลงสู่พื้นดินแล้ว จะไม่มีทางย่อยสลายได้แม้จะใช้เวลาทับถมนานกว่า 200 ปีก็ตาม ท่ามกลางการใช้งานที่เพิ่มสูงขึ้น โดยไม่สามารถย่อยสลายได้ หากเผาทิ้งก็เกิดเป็นมลพิษในอากาศ จนกระทั่งเกิดภาวะเรือนกระจก ภาวะโลกร้อน อากาศแปรปรวนอย่างทุกวันนี้ และที่ผ่านมาก็ทำได้เพียงวิธีเดียวคือ การขุดหลุมฝัง แม้จะเป็นวิธีการกำจัดขยะที่ดี แต่ก็ให้ความน่าสะพรึงกลัว ที่ใช้ขยะทับถมสร้างเป็นเกาะ เป็นแผ่นดินขนาดใหญ่ได้มากมายจริง ๆ แล้วจะปลูกต้นไม้ ดอกไม้ได้ไหมหนอ
หากเราหันมาใช้พลาสติกชีวภาพ เมื่อทิ้งลงถังขยะ บรรจุภัณฑ์เหล่านั้นก็จะปะปนหมักหมมกับขยะนานาชนิด จนเกิดเป็นจุลินทรีย์เติบโตขึ้น และจุลินทรีย์นี่เอง ที่จะกัดกินบรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ แล้วถ่ายออกมาเป็นปุ๋ย ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้คุณประโยชน์ต่อแผ่นดิน เหมือนใบตองได้แล้วเช่นกัน!!
ย้อนหลังไปต้นปี 54 ปตท.และเอ็มซีซี ได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัท พีทีที เอ็มซีซี ไอโอเคมฯ สัดส่วนฝ่ายละ 50% สร้างโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ หรือพีบีเอส ที่นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย มาบตาพุด จังหวัดระยอง มีกำลังการผลิตปีละ 20,000 ตัน ด้วยเงินลงทุน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3,000 ล้านบาท และใช้เทคโนโลยีของเอ็มซีซี จนล่าสุดนี้ กำลังเปิดประมูลหาผู้รับเหมาก่อสร้างโรงงาน พร้อมทั้งคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างโรงงานได้ในเดือน พ.ย.นี้ ก่อนที่จะเปิดดำเนินกิจการในเชิงพาณิชย์ไตรมาสแรกปี 58 พร้อมกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี เบื้องต้นประเมินว่า จะมีรายได้ปีละ 3,000 ล้านบาท จากยอดขายราคาตันละ 4,000-5,000 ดอลลาร์สหรัฐ
โรงงานแห่งนี้จะกลายเป็นโรงงานไอโอพลาสติกแห่งแรกของไทย ที่ผลิตพลาสติกประเภทพีบีเอสที่ใช้วัตถุดิบจากพืช เช่น อ้อย มาเป็นวัตถุดิบตั้งต้น และที่เหมือนถูกโชคสองชั้นนั่นคือ สามารถรับซื้อสินค้าทางการเกษตรของไทยได้มากขึ้น ช่วยประคองราคาให้สูงขึ้นได้ โดยไม่ต้องรอเข้าร่วมโครงการรับจำนำจากรัฐบาลเพียงอย่างเดียว อีกทั้งจะส่งผลให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตพลาสติกชีวภาพของเอเชียด้วย จากปัจจุบันที่ผู้ผลิตพีบีเอสกระจายตัวอยู่ในจีนและญี่ปุ่นเท่านั้น
"สุกฤตย์ สุรบถโสภณ" รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น ปตท. ระบุว่า ปัจจุบันมีเพียงประเทศที่พัฒนาแล้วเช่น ยุโรป สหรัฐอเมริกา เท่านั้นที่ต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ค่อนข้างสูง ซึ่ง 80% ปตท.ก็จะผลิตเพื่อส่งออกไปต่างประเทศเป็นหลักก่อน เพราะยอมรับว่าพลาสติกชีวภาพยังเป็นเรื่องใหม่ สังคมไทยคงต้องใช้เวลาเรียนรู้ พร้อมกับการรณรงค์ควบคู่กันไป จึงต้องรอให้ถึงจุดหนึ่ง ที่คนหันมาใส่ใจธรรมชาติมากขึ้นก่อน
อย่างไรก็ดีเบื้องต้นโรงงานแห่งนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าราคาอ้อยให้ในประเทศได้มากกว่า 10 เท่า จากปัจจุบันที่ราคากิโลกรัมละ 10-20 บาท ให้เพิ่มเป็น 100 บาทได้ ลดปัญหาความผันผวนด้านราคาได้ชะงัด อีกทั้งไทยเองก็เป็นผู้ส่งออกน้ำตาลมากเป็นอันดับ 2 ของโลก ระดับ 7 ล้านตัน ดังนั้นจึงมั่นใจว่าเมื่อต้องเดินเครื่องจักรโรงงานแล้ว จะไม่มีปัญหาการแย่งชิงอ้อย หรือน้ำตาลที่ใช้บริโภคในประเทศแน่นอน
นอกจากนั้น การที่พลาสติกพีบีเอสมีคุณสมบัติเด่นคล้ายคลึงกับพลาสติกพีอี หรือพลาสติกขาวใส (ขวดน้ำพลาสติกพีอี) แต่เด่นกว่าตรงที่ย่อยสลายได้ จึงมองว่าความต้องการใช้ปีละ 20,000 ตันจะเพิ่มเป็น 268,000 ตันในอีก 10 ปีข้างหน้า โดย ปตท.เตรียมที่สร้างโรงงานเพื่อผลิตพลาสติกย่อยสลายได้อีกชนิดคือ โพลิแลกติกแอซิด (พีแอลเอ) ที่แข็งแรงและใส โดยหลังจากที่ได้ไปถือหุ้นในบริษัทเนเจอร์เวิร์ค จำกัด สหรัฐอเมริกา ผ่านบริษัท พีทีทีโกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) มีขนาดกำลังผลิตปีละ 140,000 ตัน แต่ปัจจุบันเดินการผลิตเพียง 90,000 ตัน และจะผลิตได้เต็มที่เร็ว ๆ นี้ หลังจากพบว่าความต้องการใช้ในตลาดโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 20-30% จนทำให้โรงงานที่อเมริกาผลิตไม่ทัน จึงต้องเตรียมแผนสร้างโรงงานขึ้น
ซึ่งขณะนี้กำลังเจรจากับพันธมิตรเนเจอร์เวิร์คให้เข้ามาตั้งโรงงานผลิตในไทย ที่นิคมอุตสาหกรรมเอเชียเช่นกัน ด้วยเงินลงทุน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 9,000 ล้านบาท ซึ่งล่าสุดมาเลเซียกำลังจะเสนอตัวดึง เนเจอร์เวิร์คเข้าไปตั้งโรงงานผลิตที่มาเลเซียด้วย แต่มั่นใจว่าพันธมิตรจะสนใจลงทุนกับไทยมากกว่า และคาดว่าจะเร่งให้แล้วเสร็จภายใจ 3 ปี เมื่อเปิดเดินเครื่องจะมีรายได้ปีละ 280 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากราคาขายตันละ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ และจะทำให้ไทยขึ้นแท่นเป็นแหล่งผลิตไบโอพลาสติกที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีวัตถุดิบพลาสติกชีวภาพทดแทนพลาสติกที่ผลิตจากสารตั้งต้นปิโตรเลียมเกือบทุกชนิดได้ อีกทั้งยังมีแผนที่จะผลิตพลาสติกชีวภาพอีกตัว คือเอนเนอร์ยีพลาสติก หรือพลาสติกชนิด กรีน เอบีเอส
ขณะที่ "ไพรินทร์ ชูโชติถาวร" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. กล่าวว่า ช่วงแรกนี้การดำเนินการต่าง ๆ อาจจะยากลำบาก เพราะนอกจากราคาสูงแล้ว ยังต้องสร้างความรู้ความเข้าใจด้วย เนื่องจากหลายคนยังคิดว่าใช้แล้วจะย่อยสลายคามือเลยหรือไม่ ซึ่งยืนยันว่าไม่ใช่ แต่จะย่อยสลายเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมภายใน 1 ปี เหมือนเย็บแผลด้วยไหมละลาย ที่จะค่อย ๆ ละลายหายไปเองในช่วงเวลาหนึ่ง พร้อมทั้งมั่นใจว่าการดำเนินนโยบายทางธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่สร้างภาระกับสังคม ถือว่าเดินมาถูกทางแล้ว โดย ปตท. ได้เริ่มที่ แก้วบรรจุกาแฟของร้านอเมซอน
ส่วนราคาพลาสติกที่ย่อยสลายง่ายระยะแรก ๆ จะมีราคาแพง โดยพลาสติกชีวภาพจะมีราคาสูงถึงตันละ 2,000-3,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่างจากราคาพลาสติกทั่วไป ดังนั้นถ้าจะเทียบกัน ก็เหมือนการเปลี่ยนมาใช้ทีวีจอแบน ที่ราคาจะแพงช่วงเปิดตลาดใหม่ ๆ แต่ขณะนี้ราคาถูกลงมาอยู่ที่ 2,000 บาทเศษ ก็ซื้อได้แล้ว ดังนั้นถ้าจะให้พลาสติกชีวภาพมีราคาถูกลง รัฐบาลต้องสนับสนุนในอุตสาหกรรมนี้ให้ชัดเจน รวมถึงทำให้ผู้บริโภคหันมายอมรับให้มากขึ้น เมื่อมีคนบริโภคมากขึ้น ราคาก็จะค่อย ๆ ถูกลง.
--จบ--
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: พุธ ก.ย. 26, 2012 2:28 pm
โดย pak
"อารักษ์" ดันไฟฟ้าแสงอาทิตย์ เอ็กโกกรุ๊ปผุดลงทุน 2.3 หมื่นล้าน
นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ได้เร่งนโยบายส่งเสริมผู้ประกอบการเอกชนลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ทำกำลังการผลิตภายในปี 2564 ให้ได้ตามเป้าหมาย 30% ของพลังงานทั้งหมด ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาเพิ่มแรงจูงใจด้วยมาตรการส่งเสริมด้านเทคโนโลยีลดต้นทุนตามนวัตกรรมระยะยาว (Feed in Tariff) ต่อจากระบบรับซื้อไฟฟ้ากลับคืน (Adder) เพื่อลดค่าใช้จ่ายภาครัฐลง หลังจากผู้ผลิตสามารถลดต้นทุนจากการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาทำให้ต้นทุนถูกลงทุกปี โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) ซึ่งล่าสุดลงพื้นที่ดูโรงงานของบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือเอ็กโก กรุ๊ป ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่แห่งแรกของไทย ลงทุน 16 โครงการ มีมูลค่ารวมกว่า 23,277 ล้านบาท รวมถึงรัฐบาลยังพร้อมจะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอกชนรายอื่นร่วมขยายโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์แถบที่มีศักยภาพบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและตอนล่าง เช่น อุบลราชธานีและภาคกลาง เช่น สระบุรี ลพบุรี
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: พุธ ก.ย. 26, 2012 2:28 pm
โดย pak
ก.พลังงานเล็งนำน้ำมันดิบจากแหล่งผลิตในประเทศมาใช้แทนการส่งออก
นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานมีแนวคิดที่จะนำน้ำมันดิบที่ผลิตได้จากแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมในประเทศ ซึ่งมีกำลังการผลิตประมาณ 2 แสนบาร์เรล/วัน และส่งออกไปต่างประเทศ ประมาณ 3.5 หมื่นบาร์เรล/วัน หรือคิดเป็น 15% ของการผลิตทั้งหมด ให้นำมาใช้ในประเทศทั้งหมด ขณะนี้ บมจ.ปตท. (PTT) อยู่ระหว่างการหารือกับบริษัทผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมในประเทศ และกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และจัดทำแผนการนำน้ำมันดิบที่ผลิตได้ภายในประเทศกลับมาใช้ในประเทศทั้งหมด อย่างไรก็ตาม น้ำมันดิบที่มีการส่งออกในปัจจุบันซื้อขายกันเป็นสัญญาระยะยาว ดังนั้น จึงต้องทยอยลดการส่งออกน้ำมันดิบตามสัญญาที่จะทยอยหมดลง คาดว่าจะเริ่มลดการส่งออกลงในไตรมาส 4/55 ประมาณ 1 หมื่นบาร์เรล/วัน เหลือส่งออก 2.5 หมื่นบาร์เรล/วัน และจะทยอยลดจนเป็น 0 หรือไม่มีการส่งออกเลยในช่วงปลายปี 56
จากการประมาณการณ์ว่าปัจจุบันต้องมีการนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 8 แสนบาร์เรล/วัน จะต้องใช้เงินลงทุนกว่า 2 ล้านล้านบาทในการจัดซื้อเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ แต่ปัจจุบัน ปตท.มีทรัพย์สินรวมกันประมาณ 1 ล้านล้านบาท หากจะต้องจัดซื้อพลังงานในวงเงินกว่า 2 ล้านล้านบาท ในอนาคต อาจจะส่งผลกระทบต่อทุนจดทะเบียนและอาจจะต้องมีการเพิ่มทุนอีก 2-3 เท่าตัว ซึ่งการลงทุนขนาดนั้นเป็นเรื่องใหญ่ ปตท.อาจจะไม่สามารถรับภาระนี้ได้ ดังนั้น ผู้ดูแลจึงต้องมีความเข้าใจในขีดจำกัดนี้ และต้องกำหนดนโยบายต่างๆ ให้ชัดเจน หลังจากให้ใช้น้ำมันดิบ และคอนเดนเสททั้งหมดที่ผลิตได้ในประเทศ 207,000 บาร์เรลต่อวัน จากปริมาณการใช้น้ำมันดิบและคอนเดนเสทในการกลั่นทั้งหมด 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน จะลดการนำเข้าจากต่างประเทศเหลือ 80% จาก 83% ในปัจจุบัน
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: พุธ ก.ย. 26, 2012 2:29 pm
โดย pak
Power-Gen Asia and Renewable Asia Conference and Exhibition 2012
บริษัท เพนน์เวลล์ คอร์ปอเรชั่น ผู้จัดงาน Power-Gen Asia และ Renewable Asia 2012 ซึ่งเป็นงานนิทรรศการและการประชุมสัมมนาเชิงวิชาการนานาชาติด้านพลังงานไฟฟ้า และพลังงานทดแทน ประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 ตุลาคม 2555 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี นอกจากงานเพาเวอร์-เจน เอเชีย ผู้เข้าร่วมงานทุกคน ยังได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์กับ รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ เวิร์ล เอเชีย (Renewable Energy World Asia) โดยคาดการณ์ไว้ว่าจะมีนักอุตสาหกรรมเฉพาะทางเข้าร่วมงานกว่า 7,000 ราย ตลอดการจัดงานทั้ง 3 วัน ผู้เข้าร่วมงานจะได้มีโอกาสสัมผัสและได้พบประสบการณ์ตรง ด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ล่าสุด ที่จะมาเปิดเวทีแสดงศักยภาพกัน รวมทั้งการเสนอแนะแนวความคิดใหม่ๆ ทั้งนี้ในงานจะมีการจัดสัมมนาเกี่ยวกับ Trend, Finance and Planning, Environmental Protection, Emission Control Technologies, Flexible Power Generation, Gas Turbine Fuel Flexibility, Power Grid Technology, Carbon Capture & Storage, Project Case Studies, Waste-to-Energy & IGCC, OEM Gas Turbine Technology, Biomass & Lignite Combustion เป็นต้น
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: พุธ ก.ย. 26, 2012 2:30 pm
โดย pak
การสัมมนาเรื่อง 13th International Symposium on Environmental Issues and Waste Management in Energy and Mineral Industries
University of Laval กำหนดการสัมมนาเรื่องการสัมมนาเรื่อง 13th International Symposium on Environmental Issues and Waste Management in Energy and Mineral Industries ขึ้นระหว่างวันที่ 28-30 พฤศจิกายน 2555 ณ The Lalit , New Delhi, India ซึ่งการสัมมนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและวิธีการในการประเมิน การลดปัญหา และการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิตพลังงานและเหมืองแร่ต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญทั่วทุกภูมิภาค ซึ่งมีการบรรยายในหัวข้อที่น่าสนใจ เช่น Environmental Impacts of Coal-Fired Power Projects; Water Management in Post-Mining Sites; Life Cycle Assessment (LCA): Energy and Mineral Production Operations; Remediation of Contaminated Soil and Groundwater; และ Environmental Chemistry and Toxicology Tailings Treatment, Recycle and Disposal เป็นต้น
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. ก.ย. 27, 2012 9:01 am
โดย pak
PTTEPกำไรโต140%
Source - ข่าวหุ้น (Th), Thursday, September 27, 2012
Q3ทะลุ1.8หมื่นล้าน
PTTEP ลุ้นกำไรไตรมาส 3 กำไรโต 140% ทะลุ 1.8 หมื่นล้านบาท ยอดขายอู้ฟู่ 2.9 แสนบาร์เรลต่อวัน ไร้บันทึกรายการพิเศษถ่วง วงการเงินลั่นแนวทางเพิ่มทุนจบสัปดาห์นี้ คาดใช้วิธี RO ให้สิทธิผู้ถือหุ้นทุกรายซื้อ วงเงินเท่าเดิม 9.8 หมื่นล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/55 ของบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP สดใส โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า จะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1.85 หมื่นล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 138% จากช่วงไตรมาส 2/55 ที่ได้ 7,733 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 147% จากช่วงปีก่อนที่ได้ 7,450 ล้านบาท
โดยมีปัจจัยผลักดันมาจากไม่ต้องบันทึกค่าใช้จ่ายพิเศษจำนวนกว่า 7 พันล้านบาทจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ของโครงการมอนทารา ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน และขาดทุนจากผลกระทบของอัตราแลกเปลี่ยนตามฐานภาษีเงินได้ เหมือนเช่นในไตรมาส 2
นอกจากนี้ ยังมีโอกาสที่ไตรมาสนี้น่าจะบันทึกกลับเป็นรายได้พิเศษจากกำไรอัตราแลกเปลี่ยนอีกราว 1.5 พันล้านบาท ภายใต้สมมติฐานจะไม่มีการตั้งด้อยค่าโครงการมอนทาราเพิ่ม รวมทั้งปริมาณการจำหน่ายเพิ่มขึ้นอีก 11.4% จากไตรมาส 2 มาอยู่ที่ระดับ 2.93 แสนบาร์เรลต่อวัน โดยมีปัจจัยสนับสนุนการรับรู้โครงการบงกชใต้เต็มทั้งไตรมาสที่กำลังการผลิต 320 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน
รวมทั้งมีราคาขายเฉลี่ยผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก 2.8% หลังจากราคาขายก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน มาเฉลี่ยอยู่ราว 7.6 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียู ขณะที่ราคาน้ำมันยังทรงตัวได้ในระดับสูงใกล้เคียงกับงวดไตรมาส 2 ที่ผ่านมา
โดยรวมแล้วจึงคาดกำไรสุทธิงวด 9 เดือนแรกของ PTTEP จะมีโอกาสทำได้รวมทั้งสิ้น 4.4 หมื่นล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 50% จากงวดปีก่อนที่ได้ 29,598 ล้านบาท และคิดเป็น 88% ของประมาณการทั้งปี 2555 ที่จำนวน 5 หมื่นล้านบาท สูงกว่าปี 2554 ที่ได้ 4.4 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มประมาณการกำไรทั้งปีในช่วงภายหลังประกาศงบงวดไตรมาส 3 หากผลการดำเนินงานเป็นไปตามคาดไว้
นอกจากนี้ ทางฝ่ายวิจัยยังมองความกังวลต่อแผนการเพิ่มทุนน่าจะลดลง หลังจากเชื่อว่า แผนโครงสร้างการเพิ่มทุนใหม่จะมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งในเบื้องต้นคาดโครงสร้างการเพิ่มทุนใหม่จะมีลักษณะคล้าย RO (Right Offering) คือให้สิทธิผู้ถือหุ้นเดิมในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามสัดส่วนการถือหุ้นในอัตราที่เท่ากันสำหรับผู้ถือหุ้นทุกราย ทั้งนักลงทุนรายย่อย สถาบัน รวมถึง PTT
ส่วนวงเงินการเพิ่มทุนจะยังคงเท่าเดิมที่ 9.8 หมื่นล้านบาท และจำนวนหุ้นเพิ่มทุนจะไม่เกิน 650 ล้านหุ้น ดังนั้นหากกำหนดสมมติฐานให้ราคาเพิ่มทุนอยู่ที่ 150 บาทต่อหุ้น อัตราส่วนการได้สิทธิจะอยู่ราว 5 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นใหม่ แต่ทั้งนี้การกำหนดราคาเพิ่มทุนยังจะเกิดจากกระบวนการทำ Book Building (โดยนักลงทุนสกาบันกำหนดราคาตาม Demand และ Supply) อย่างไรก็ตาม ยังคงประเมินกระบวนการเพิ่มทุนของ PTTEP ในครั้งนี้จะแล้วเสร็จภายในปี 2555 หลังจากคณะกรรมการบริษัทอนุมัติการเพิ่มทุนภายในสัปดาห์นี้ โดยน่าจะเรียกประชุมผู้ถือหุ้นในช่วงปลายเดือนต.ค. และทำกระบวนการ Book Building เพื่อกำหนดราคาในช่วงปลายเดือนพ.ย. ซึ่งภายหลังจากได้ราคาก็จะทำการประกาศสัดส่วนการเพิ่มทุน
ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น “ซื้อ” จากเดิม “ถือ” กำหนดมูลค่าพื้นฐานสิ้นปี 2555 เท่ากับ 167.51 บาทต่อหุ้น (รวมผลกระทบการเพิ่มทุนแล้ว) แต่มีแนวโน้มปรับเพิ่มราคาเหมาะสม เนื่องจากการสมมติฐานราคาขายปิโตรเลียมต่ำกว่าที่เกิดขึ้นจริงทั้งจากราคาน้ำมันจากต้นปีจนถึงปัจจุบันที่เท่ากับ 110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สูงกว่าสมมติฐานที่ฝ่ายวิจัยกำหนดไว้ที่ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล รวมถึงราคาก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าประเมิน
ด้านนางสาวเพ็ญจันทร์ จริเกษม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการเงินและบัญชีองค์กร PTTEP กล่าวในช่วงที่ผ่านมาว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง ทางบริษัทคาดว่า จะสามารถทำยอดขายสูงขึ้นงวด 6 เดือนแรกที่ได้เฉลี่ย 2.5 แสนบาร์เรลต่อวัน และคาดการณ์ภาพรวมทั้งปีจะทำได้ระดับ 2.7-2.8 แสนบาร์เรลต่อวัน หลังจากโครงการหลายแห่งได้เดินเครื่องผลิต
--จบ--
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. ก.ย. 27, 2012 9:02 am
โดย pak
โรงกลั่นฟาดสต๊อกเกน
Source - ข่าวหุ้น (Th), Thursday, September 27, 2012
TOPจ่อบุ๊คเกิน3เหรียญ
หุ้นโรงกลั่นเฮ! ไตรมาส 3 จ่อฟาดสต๊อกเกนเกิน 3 เหรียญต่อบาร์เรล TOP รับเต็มๆ กำไรฟื้นทะลัก ฟาก BCP-IRPCร่วมรับอานิสงส์ วงการย้ำโอกาสงามเข้าเก็บหุ้นโรงกลั่น วางเป้าหมาย TOP เกิน 73 บาทต่อหุ้น
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด กล่าวว่า สำหรับในช่วงไตรมาส 3/55 หุ้นโรงกลั่นจะมีโอกาสได้บันทึกกำไรจากสต๊อกน้ำมันและอัตราแลกเปลี่ยนอีกครั้ง โดยประเมินราคาน้ำมันของตลาดดูไบปิดไตรมาสนี้อยู่ที่จำนวน 105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ปรับเพิ่มขึ้นจากงวดไตรมาส 2/55 ที่ทำราคาปิดอยู่ที่ 94 เหรียญต่อบาร์เรล คิดเป็นการปรับเพิ่มขึ้นเกิน 10 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จึงส่งผลให้หุ้นกลุ่มโรงกลั่นมีโอกาสได้บันทึกสต๊อกเกนขั้นต่ำ 3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ดังนั้น จะส่งประโยชน์โดยตรงต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน โดยเฉพาะบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ซึ่งเคยมีผลขาดทุนสต๊อกน้ำมันจำนวนมากในไตรมาส 2/55 นอกจากนี้ ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นที่ซื้อขายอยู่ในปัจจุบันยังถือเป็นโอกาสที่นักลงทุนจะเข้าซื้อหุ้นเพื่อรอรับปัจจัยบวกของแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/55 ที่ฟื้นตัวขึ
“เบื้องต้นเรามองว่าราคาปิดน้ำมันตลาดดูไบช่วงไตรมาส 3 น่าจะปิดอยู่ที่ 105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สูงกว่าไตรมาส 2 ที่ปิดอยู่ 94 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จึงส่งผลให้กลุ่มโรงกลั่นจะมีโอกาสได้บันทึกสต๊อกเกนเกินกว่า 3 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และในช่วงนี้ถือเป็นโอกาสที่นักลงทุนจะเข้าเก็บหุ้นได้ ก่อนที่จะประกาศงบไตรมาส 3 กันออกมาในเดือนพ.ย.” นักวิเคราะห์กล่าว
ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานหุ้นกลุ่มโรงกลั่นในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมาต้องประสบภาวะขาดทุนอย่างหนัก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการบันทึกสต๊อกลอสเกินระดับ 8 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ปรับลดลงจากงวดไตรมาสแรก ที่ได้บันทึกสต๊อกเกนกว่า 5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
โดย TOP มีผลขาดทุนสุทธิในไตรมาส 2/55 ทั้งสิ้นจำนวน 6,903 ล้านบาท รวมครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิเหลือ 322 ล้านบาท ด้านบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ BCP มีผลขาดทุนไตรมาส 2/55 จำนวน 384 ล้านบาท รวมครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 2,053 ล้านบาท บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ขาดทุน 4,060 ล้านบาท รวมครึ่งปีแรกขาดทุนสุทธิ 3,116 ล้านบาท นอกจากนี้ ผลขาดทุนของหุ้นโรงกลั่นในเครือบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ที่เกิดขึ้น ยังถือเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลกระทบให้งบการเงินไตรมาส 2/55 ของ PTT มีกำไรสุทธิลดเหลือเพียง 8,513 ล้านบาท รวมครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 45,899 ล้านบาท
ส่วนนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ในไตรมาส 3/55 หุ้น TOP จะมีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน รวมถึงมีค่าการกลั่นที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยหนุนให้บริษัททำกำไรฟื้นตัวขึ้น ส่วนแนวโน้มไตรมาส 4/55 จะกลับมาอ่อนตัวลง เนื่องจากไม่มีการบันทึกสต๊อกน้ำมัน
ดังนั้น ทางฝ่ายวิเคราะห์จึงประเมินกำไรสุทธิทั้งปี 2555 ของ TOP อยู่ที่จำนวน 9,569 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่ได้ 14,853 ล้านบาท โดยปรับเพิ่มราคาพื้นฐานขึ้นเป็น 73.50 บาท และปรับเพิ่มคำแนะนำจาก “ถือ” เป็น “ซื้อเก็งกำไร”
ขณะที่นายสุรงค์ บูลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน PTT เปิดเผยในช่วงที่ผ่านมาว่า ภาพรวมราคาน้ำมันในช่วงไตรมาส 3/55 น่าจะปิดอยู่ที่ประมาณ 105-110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อีกทั้งราคาน้ำมันในขณะนี้ถือว่าเริ่มเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพมากขึ้น
ทั้งนี้ จากการสำรวจความเคลื่อนไหวราคาน้ำมันตลาดตลาดดูไบในช่วงรอบปี 2555 ที่ผ่านมา พบว่า ต้นเดือนม.ค.มีราคาซื้อขายอยู่ที่ 105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากนั้นทยอยปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำราคาสูงสุดในรอบปีนี้ที่ 124 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และปิดสิ้นไตรมาส 1 อยู่ที่ประมาณ 122 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาส 2/55 ราคาน้ำมันตลาดดูไบเริ่มทยอยปรับตัวลดลงจนทำจุดต่ำสุดในช่วงปีนี้อยู่ที่จำนวน 89 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อปลายเดือนมิ.ย. และกลับมาฟื้นตัวขึ้นเหนือระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลได้อีกครั้งในช่วงต้นไตรมาส 3/55 ส่วนปัจจุบันราคาน้ำมันตลาดดูไบเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 107-108 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
--จบ--
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. ก.ย. 27, 2012 9:07 am
โดย pak
ไออาร์พีซีเพิ่มผลิต ทุ่มลงทุน 3 หมื่นล. [ กรุงเทพธุรกิจ, 27 ก.ย. 55 ]
ไออาร์พีซีเตรียมลงทุนพันล้านดอลลาร์หรือกว่า 30,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ โดยจะ
หนุนให้กลั่นน้ำมันได้เต็มที่ระดับ 2.15 แสนบาร์เรลต่อวัน ในปี 2558 อีกทั้งจะมีกำลังการผลิตโพรพิลีน
เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว รองรับการต่อยอดธุรกิจ ในอนาคต หลังลงทุนตามโครงการฟีนิกซ์ มูลค่า 1.3 พันล้าน
ดอลลาร์จะสิ้นสุดปี 2559
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ก.ย. 28, 2012 9:46 am
โดย pak
TRCย้ายเทรดSETต้นปีหน้า [ ข่าวหุ้น, 28 ก.ย. 55 ]
"ทีอาร์ซี" ย้ายเข้าเทรดSET จากเดิมอยู่ maiไตรมาส 1/56 ในกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หลัง
มีคุณสมบัติครบถ้วนด้วยทุนจดทะเบียน 335 ล้านบาท มีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 1,500 ล้านบาท ตั้งเป้า 3 ปีย้าย
ไปอยู่หมวดพลังงาน พร้อมลุยโรงไฟฟ้าแห่งแรกที่กัมพูชา ขนาดกำลังการผลิต 20-50 เมกะวัตต์ คาดสรุป
ได้ต้นปีหน้า
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ก.ย. 28, 2012 12:12 pm
โดย pak
PTTEP gets nod for preferential public offering
Source - The Nation (Eng), Friday, September 28, 2012
PTT Exploration and Production (PTTEP) is geared up for the book-building for its 650 million new shares to be issued in November. In a statement to the Stock Exchange of Thailand, the company said the board had approved the preferential public offering of the shares, to finance its massive overseas expansion, which includes the acquisition of Cove Energy. Earlier a shareholders’ meeting in August was cancelled due to confusion mainly among foreign investors over the offering method. PTTEP’s executives recently completed roadshows to assure investors that the offering would not only benefit the biggest shareholder, PTT, and explain why it needs the huge funding.
Tevin Vongvanich, president and CEO, said that after the company’s board decided to revise the offering method, book-building will be adopted to better reflect demand and offer price.
"We will open for our existing shareholders the right to book the shares first. If our existing shareholders do not fully subscribe to the new issue, we will offer the unsubscribed part to institutional investors," he said.
"We believe our investors would understand our business strategy and would agree with our business plan," he said.
The company expects the recapitalisation to be completed by the end of this year. A shareholders’ meeting is scheduled for October 29, 2012.
The company has already to appointed Goldman Sachs, JP Morgan, Deutsche Bank, Tisco Securities, Bank of America Merrill Lynch, Finansia Securities, Phatra Securities, and UBS Securities as joint book-runners for the book building.
Meanwhile, analysis by Asia Plus Securities said the new share issue would raise shareholders’ confidence in its business plan.
"We believe that PTTEP will get capital of at least Bt98 billion in the price range of Bt150-Bt152 per share. Shareholders should be allocated one new share for five existing shares," it said.
The house expected PTTEP to post net profit of Bt18.5 billion in the third quarter of this year or up 138.8 per cent from the second quarter of this year.
PTTEP’s share price closed at Bt160.50 per share yesterday, up Bt3.50 per share or 2.23 per cent from Wednesday’s close.
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: อาทิตย์ ก.ย. 30, 2012 5:39 pm
โดย pak
"กัมพูชา-เชฟรอน" ตกลงแบ่งเค้กขุดน้ำมันอ่าวไทย
วันเสาร์ที่ 29 กันยายน 2555 เวลา 19:54 น.
158073.jpg
รัฐบาลกัมพูชาบรรลุข้อตกลงแบ่งสรรผลประโยชน์ กับเชฟรอน บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของอเมริกา ในการขุดเจาะน้ำมันแปลงสัมปทาน Block A ในอ่าวไทย โดยรัฐบาลของนายกฯ ฮุนเซน จะได้ส่วนแบ่งเกือบ 80 % ของทั้งหมด วันนี้ (29 ก.ย.) รายงานในเว็บไซต์ หนังสือพิมพ์พนมเปญ โพสต์ ของกัมพูชา เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ระบุว่า เจ้าหน้าที่ทางการกัมพูชายืนยัน รัฐบาลกัมพูชาจะได้รับส่วนแบ่งส่วนใหญ่ จากรายได้ทั้งหมดจากการขุดน้ำมันของบริษัทเชฟรอน ในแปลงสัมปทาน บล็อก เอ ในอ่าวไทยนอกชายฝั่งเมืองสีหนุวิลล์ และคาดว่าทางการพนยมเปญจะออกใบอนุญาตให้บริษัทยักษ์ใหญ่ของอเมริการายนี้ได้ภายในสิ้นปีนี้
นายเอก ธา โฆษกคณะรัฐมนตรีกัมพูชา เผยว่า ขณะนี้รัฐบาลกัมพูชาและบริษัทเชฟรอน กำลังอยู่ในระหว่างการเจาจาเพื่อทำข้อตกลง ที่ยังไม่ได้ข้อสรุปสุดท้าย แต่ตามข้อตกลงเบื้องต้นกัมพูชาจะได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์จากรายได้ทั้งหมดประมาณ 70-80 % พร้อมกับย้ำว่า แม้แต่ละฝ่ายจะพยายามทำงานเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน แต่รัฐบาลกัมพูชาก็จะยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก
นายสตีฟ กลิค ประธานฝ่ายปฏิบัติการของเชฟรอนในกัมพูชา เผยเมื่อต้นเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ว่า บริษัทเชฟรอนเสร็จสิ้นการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) 3 รายการแล้ว ในจำนวนนี้รวมถึงรายงานด้านการสำรวจ และว่า การผลิตน้ำมันในกัมพูชาจะยังไม่เริ่มจนกว่าจะถึงปี พ.ศ. 2559 หรืออย่างน้อย 3 ปีหลังได้รับการมอบหมายครั้งแรกในวันที่ 12 ธ.ค. 2555 แต่นายเอค ธา กล่าวโดยอ้างคำพูดของ นายซก อาน รองนายกรัฐมนตรี ว่า น้ำมันหยดแรกจะเริ่มปรากฏให้เห็นใน 1 หรือ 2 ปีข้างหน้า
แปลงสัมปทาน บล็อก เอ อยู่ในอ่าวไทยห่างชายฝั่งกัมพูชา 157 กม. บริษัทเชฟรอนทำการการขุดเจาะสำรวจถึง 18 หลุม ก่อนจะพบแหล่งที่คุ้มค่าเชิงพานิชย์ในปี 2553 โดยพบน้ำมันมีปริมาณประมาณ 700 ล้านบาร์เรล และก๊าซธรรมชาติราว 2-3 แสนล้านลูกบาศก์ฟุต เชฟรอนมีแผนสร้างแทนขุดเจาะประมาณ 10 แท่น ในพื้นที่ 4,709 ตารางกิโลเมตร ในระยะเวลา 9 ปี.
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: จันทร์ ต.ค. 01, 2012 9:31 am
โดย pak
รัฐห่วงขาดแหล่งพลังงาน ดันนำเข้า'แอลเอ็นจี'พุ่ง
Source -กรุงเทพธุรกิจ (Th), Saturday, September 29, 2012
ปตท.-ไทยออยล์ จี้กระทรวงพลังงานขึ้นราคาแอลพีจีหน้าโรงกลั่น ชี้ไม่จูงใจให้ผลิตเพิ่ม
กระทรวงพลังงานห่วงหากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ถ่านหินไม่เกิด และหาก๊าซธรรมชาติเพิ่มไม่ได้ ไทยอาจต้องนำเข้าแอลเอ็นจีถึง 30 ล้านตันต่อปี ดันค่าไฟฟ้าฐานทะลุ 6 บาทต่อหน่วย ทำต้นทุนสินค้าไทยสูงเกินคู่แข่ง พร้อมผลักดันอาเซียนให้มีมาตรฐานด้านพลังงานใกล้เคียงไทย หนุนสินค้าไทยเจาะตลาด
นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวหลังเปิดสัมมนาเรื่อง "ทิศทางพลังงานไทยภายใต้ เออีซี" ว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ถือเป็นโอกาสของไทย เนื่องจากไทยมีจุดแข็งในเรื่องของธุรกิจพลังงานสูงมาก โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้า ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีความเชี่ยวชาญด้านไฟฟ้าสูงในอาเซียน อีกทั้งมีพลังงานทดแทนที่กำหนดเป็นแผนแม่บทผลักดันการใช้ให้สูงถึง 25% ในอีก 10 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันใช้อยู่ 9% ของพลังงานทั้งหมด สูงที่สุดในอาเซียน ทำให้ไทยได้เปรียบด้านพลังงานทดแทนสูง
ดังนั้นการผลักดันธุรกิจพลังงานจึงสามารถดำเนินการได้แต่ต้องปรับโครงสร้างพลังงานทั้งหมด โดยผู้ประกอบการในเมืองไทยจะต้องเร่งปรับตัวรองรับเออีซีในอนาคตด้วย
ขณะที่นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ระบุว่า ศักยภาพโดยรวมด้านพลังงานของไทยส่วนใหญ่มีความพร้อมในการแข่งขันภายใต้กรอบ เออีซี แต่จะมีความเสียเปรียบในเรื่องของปริมาณสำรองพลังงานที่มีน้อยกว่าประเทศอื่น โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติ ที่คาดว่าจะหมดจากประเทศไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า และจะส่งผลกระทบทำให้ราคาไฟฟ้าของไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
"หากไทยหาแหล่งก๊าซเพิ่มขึ้นไม่ได้ หรือการเจรจาใช้แหล่งก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชาไม่มีความคืบหน้า และยังสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือนิวเคลียร์ทดแทนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติไม่ได้ ในช่วงปลายแผนพีดีพี 2012 ฉบับที่ 3 ช่วงปี 2573 ไทยอาจต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) เป็นปริมาณสูงถึง 30 ล้านตันต่อปี มีมูลค่าสูงกว่า 2 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปัจจุบันที่นำเข้าไม่เกิน 5 ตันต่อปี ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าฐานสูงขึ้นจากปัจจุบัน 3 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้นเป็น 6 บาท ต่อหน่วย ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าไทย สูงกว่าประเทศคู่แข่งมาก"
ด้านนายทวารัฐ สูตะบุตร รองอธิบดี กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เผยว่า สิ่งที่กระทรวงพลังงานจะต้องเร่งดำเนินการเพื่อรองรับการเข้าสู่เออีซีเต็มรูปแบบในปี 2558 ก็คือการเจรจาให้กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนมีมาตรฐานด้านพลังงานในรูปแบบใกล้เคียงกับประเทศไทย เนื่องจากไทยมีมาตรฐานนำหน้าในอาเซียน
ทั้งนี้ หากชาติสมาชิกอาเซียนมีมาตรฐานพลังงานใกล้เคียงกับไทย ก็จะทำให้ไทยขยายตลาดสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน และการค้าพลังงานในรูปแบบต่างๆ ได้มากขึ้นเพราะมาตรฐานฉลากเบอร์ 5 ของไทยสูงเป็นอันดับ 1 ของอาเซียน ซึ่งหากทุกชาติใช้มาตรฐานเดียวกับไทย ก็จะช่วยปิดกั้นสินค้าคุณภาพต่ำราคาถูกจากจีนเข้ามาแข่งในตลาดอาเซียนได้
ในงานเดียวกันนี้ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ประสานเสียง จี้กระทรวงพลังงานขึ้นราคาแอลพีจีหน้าโรงกลั่น โดยให้เหตุผลว่า ราคาปัจจุบันไม่จูงใจให้ผลิตแอลพีจีเพิ่ม ทำให้ช่วงปลายปีต้องนำเข้าแอลพีจีสูงถึง 2 แสนตันต่อเดือน
นายณัฐชาติ จารุจินดา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย ปตท. เผยว่า ปตท.วางแผนขยายคลังเก็บก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ แอลพีจี ที่ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เพิ่มเป็น 2.5 แสนตันต่อเดือน จากปัจจุบันมีความสามารถเก็บที่ 1.3 แสนตันต่อเดือน โดยขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการออกแบบ รวมถึงประมูลงานบางส่วนแล้ว คาดว่าการก่อสร้างจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในต้นปี 2557
ด้านนายวีรศักดิ์ โฆสิตไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้ราคาแอลพีจีหน้าโรงกลั่นต่ำกว่าราคาตลาดโลก จึงไม่เป็นแรงจูงใจให้โรงกลั่น หันมาผลิตแอลพีจีเพิ่ม ซึ่งไทยออยล์ มองว่า ทางออกที่ดีที่สุดคือ ปล่อยให้ราคาแอลพีจีลอยตัวตามตลาดโลก ซึ่งกลไกตลาดจะส่งผลดีที่สุดในระยะยาว และเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันให้กับประเทศ รวมทั้งยังเพิ่มปริมาณการผลิตแอลพีจีภายในประเทศมากขึ้น
ส่วน นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เผยว่า ปตท. ได้ยื่นหนังสือถึงกระทรวงพลังงาน พิจารณาขึ้นราคาจำหน่ายแอลพีจีหน้าโรงกลั่น ให้ใกล้เคียงกับราคาตลาดโลกมากที่สุด เนื่องจากราคาในปัจจุบันไม่จูงใจให้ผลิตแอลพีจี ซึ่งสนพ. รับไว้พิจารณา และได้ศึกษาถึงราคาที่เหมาะสมว่าจะอยู่ในระดับเท่าใด เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชนมากเกินไป
หากไทยหาแหล่งก๊าซเพิ่มขึ้นไม่ได้ ไทยอาจต้องนำเข้าแอลเอ็นจี 30 ล้านตันต่อปี
--จบ--
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: จันทร์ ต.ค. 01, 2012 9:33 am
โดย pak
คอลัมน์: สัมภาษณ์พิเศษ: ปตท.จัดทัพการเงินเล็งกู้นอกเพิ่มทุนปตท.สผ.
Source - กรุงเทพธุรกิจ (Th), Monday, October 01, 2012
วรินทร์ ตริโน
ทิศทางการดำเนินธุรกิจ ของกลุ่ม บริษัท ปตท. นับจากนี้ มีความชัดเจนว่า ทุกบริษัทในเครือจะผนึกกำลังกันมากขึ้น เพื่อใช้ศักยภาพที่มีอยู่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูงสุดแก่กิจการ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในเวทีระดับโลก แสวงหาโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ในต่างประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนในอาเซียน ที่จะมีประชาคมเขตเศรษฐกิจอาเซียน หรือ "เออีซี" ในอีก 3 ปีข้างหน้า
ที่ผ่านมากลุ่มปตท. ได้ปรับโครงสร้างภายในตลอดเวลา ตั้งแต่โครงสร้างผู้บริหาร ซึ่งมีการสลับหมุนเวียนตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา การตัดหรือขายบริษัทที่มีความซ้ำซ้อนในการดำเนินงานออกไป การจัดโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทลูกใหม่ เช่น การควบรวม บริษัท ผลิตไฟฟ้าอิสระ (ประเทศไทย) หรือไอพีที ที่มีบริษัท ไทยออยล์ (TOP) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ กับบริษัท พีทีที ยูทิลิตี้ ซึ่งมีบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
ความร่วมมืออีกส่วนที่กลุ่มปตท.ให้ความสำคัญไม่แพ้ส่วนอื่น คือ ความร่วมมือทางด้านการเงิน โดย "สุรงค์ บูลกุล" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. ให้สัมภาษณ์ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า เป็นนโยบายของ "ไพรินทร์ ชูโชติถาวร" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอ ของปตท. ที่ต้องการให้กลุ่มปตท. มีความร่วมมือกันในการวางแผนด้านการเงิน จึงได้จัดตั้งคณะกรรมการบริหารบัญชีการเงินของกลุ่มปตท.ขึ้นมา
คณะกรรมการชุดนี้จะเข้ามาช่วยดูแผนการเงินของบริษัทในกลุ่ม เช่น มีการทำประกันภัยต่างๆ ร่วมกัน มีการจัดจราจรการจัดหาเงินกู้ภายในกลุ่ม เพื่อไม่ให้แย่งตลาดกัน หรือหากต้องการใช้เงินในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน ก็อาจสามารถจัดหาพร้อมกัน ทำให้เกิดการประหยัดจากขนาด หรืออีโคโนมีออฟสเกล
หากบริษัทใดมีสภาพคล่องสูง อาจสามารถหมุนวงเงิน หรือให้สภาพคล่องแก่บริษัทอื่นที่ในเครือที่ยังขาดอยู่ได้ นอกจากนี้ยังจะมีความร่วมมือกันในเรื่องการทำแผนนักลงทุนสัมพันธ์ หรือไออาร์ เนื่องจากธุรกิจของบริษัทในเครือ มีความเกี่ยวโยงกันทั้งหมด การประสานงานกับนักลงทุนควรที่จะทำร่วมกัน
"การทำแผนการเงินร่วมกัน จะสอดคล้องกับการจัดแผนการลงทุน ที่การลงทุนในบางประเทศ การเข้าไปเป็นกลุ่มจะมีโอกาสมากกว่า นอกจากจะทำให้แผนการเงินมีประสิทธิภาพแล้ว ยังเป็นแนวทางการบริหารความเสี่ยงร่วมกันได้"เล็งออกหุ้นกู้นอก3หมื่นล.
เขาบอกว่า ปัจจุบันถือเป็นโอกาสดีของกลุ่มปตท. ในการระดมเงินทุน โดยเฉพาะการระดมทุนจากนักลงทุนสถาบันในต่างประเทศ เพราะนักลงทุนค่อนข้างให้ความสนใจกับกลุ่มปตท.มาก เห็นได้จากความสำเร็จในการระดมทุนของหลายบริษัทตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา ล่าสุด บริษัท พีทีที โกลบอลฯ ประสบความสำเร็จในการออกหุ้นกู้กว่า 3 หมื่นล้านบาท ส่วนบริษัท ไออาร์พีซี (IRPC) ก็เสนอขายหุ้นกู้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โดยในตลาดมีความต้องการสูงกว่าปริมาณที่เสนอขายถึง 3 เท่า
ทั้งนี้เป็นเพราะนักลงทุนเชื่อมั่นในการเติบโตของกลุ่ม ประกอบกับภาวะสภาพคล่องในตลาดโลกมีจำนวนมาก จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของหลายประเทศ และการออกมาตรการคิวอี3 ของสหรัฐ โดยสภาพคล่องเหล่านี้ต่างหาโอกาสลงทุนในเอเชีย รวมทั้งไทย
"ปีนี้เป็นโอกาสทองของกลุ่มปตท.ที่จะจัด หาสภาพคล่อง โดยปตท. ก็มีแผนที่จะออกตลาดในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า โดยอาจจะเป็นการออกหุ้นกู้เสนอขายให้กับนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ ซึ่งโดยปกติการเสนอขายในต่างประเทศจะต้องมีขนาดใหญ่ ประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 3 หมื่นล้านบาทขึ้นไป โดยปตท.คงจะมุ่งไปที่ตลาดสหรัฐ เป็นหลัก เพราะเป็นตลาดที่น่าสนใจ จากสภาพคล่องที่มีจำนวนมาก ขณะที่นักลงทุนก็มีความสนใจในบริษัท"ตุนเงินเพิ่มทุนปตท.สผ.-ซื้อเหมือง
ส่วนเงินทุนที่ได้ ปตท. จะจัดสรรไปตามความต้องการในกลุ่ม ส่วนหนึ่งเตรียมพร้อมสำหรับการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) หากแผนมีความพร้อมเมื่อใด ปตท.ก็พร้อมจะใส่วงเงิน โดยประเมินว่า จะมีการใช้เงินประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6 หมื่นล้านบาท แต่จะใช้เท่าใด ขึ้นอยู่กับสัดส่วนการเสนอขายและราคา โดยปตท. มีนโยบายที่จะรักษาสัดส่วนการถือหุ้นในระดับเดิม
นอกจากนี้ ยังเตรียมสภาพคล่องสำหรับการซื้อหุ้นที่เหลือของบริษัทเอสเออาร์ (SAR) ในตลาดหุ้นสิงคโปร์ โดยบริษัทเอสเออาร์ทำธุรกิจเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซีย ซึ่งปัจจุบันได้จำนวนหุ้นมาพอสมควร หรือเกินระดับ 60% จากก่อนหน้านี้ถือหุ้นอยู่ประมาณ 45%
สำหรับแผนการลงทุน 5 ปีของบริษัท ยังคงเดินหน้าตามแผนเดิม โดยทางคณะกรรมการ (บอร์ด) มีนโยบายให้เร่งรัดการใช้จ่ายเงินลงทุนให้เป็นไปตามแผน ตามนโยบายของภาครัฐ อย่างไรก็ตามแผนการลงทุน 5 ปีของบริษัท เป็นลักษณะ โรลิ่ง แพลน (Rolling Plan) ที่จะต้องมีการปรับปรุงทุกปี โดยเดือนพ.ย.นี้ จะจัดทำแผน เพื่อเตรียมเงินลงทุนสำหรับปีหน้า หรือสำหรับการลงทุนโครงการใหม่หากมีเข้ามา
ส่วนการลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนในเออีซี จะมองโอกาสเป็นกลุ่ม ส่วนใดที่สามารถไปกันเป็นกลุ่มได้ ก็จะไปด้วยกัน แต่หากบางโอกาสเหมาะที่จะไปคนเดียว ก็ต้องไปคนเดียว ซึ่งแต่ละบริษัทจะมีลู่วิ่งของตัวเอง ที่จะไปสู่การเติบโต หรือเป้าหมายที่วางไว้
ในช่วงท้ายเขากล่าวว่า สำหรับผลประกอบการของบริษัทปตท. ช่วงไตรมาส 3 ปีนี้น่าจะฟื้นตัว ทำให้ภาพรวมทั้งปีออกมาดี และเป็นไปตามที่บริษัทตั้งเป้าว่า จะมีกำไรในระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: จันทร์ ต.ค. 01, 2012 9:34 am
โดย pak
ปตท.รุกน้ำมันครบวงจรพม่าชงบอร์ดตั้ง'พีทีทีเมียนมาร์'ลั่นชิงแชร์น้ำมันเครื่องขึ้นที่2
Source - โพสต์ ทูเดย์ (Th), Monday, October 01, 2012
โพสต์ทูเดย์ - ปตท.จัดทัพรุกธุรกิจน้ำมันในพม่า เตรียมเสนอบอร์ดตั้งบริษัทรองรับ นำร่องเพิ่มส่วนแบ่งตลาดน้ำมันเครื่องอันดับ2
นายอรรคพล ฤกษ์พิบูลย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ตลาดการพาณิชย์และต่างประเทศ บริษัทปตท. เปิดเผยว่า ปตท.มีแผนเข้าไปลงทุนธุรกิจน้ำมันครบวงจรในสหภาพพม่า โดยอยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบการลงทุนที่ชัดเจนควบคู่ไปกับรอการประกาศเงื่อนไขการลงทุน และกฎหมายค้าปลีกของนักลงทุนต่างชาติจากพม่าประกาศออกมา
ทั้งนี้ ยังได้เตรียมเสนอคณะกรรมการ ปตท. เพื่อพิจารณาอนุมัติตั้งบริษัท พีทีที เมียนมาร์ ทุนจดทะเบียน 5 แสนเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 15 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายธุรกิจน้ำมันมีเป้าหมายในการลงทุนคลังน้ำมัน ปั๊มน้ำมันตลอดจนการจำหน่ายน้ำมันเครื่องและน้ำมันอุตสาหกรรม เป็นต้น
ปัจจุบัน ปตท.ได้เข้าไปทำธุรกิจน้ำมันในพม่าบ้างแล้ว โดยใช้พันธมิตรทางธุรกิจในพม่าเป็นช่องทางในการจำหน่ายสินค้า โดยเฉพาะน้ำมันเครื่องที่มีส่วนแบ่งอยู่15% จากตลาดรวม หรืออยู่ในอันดับ 3 มียอดขายปีละ 4-5 ล้านลิตร และมีเป้าหมายขึ้นเป็นอันดับ 2 มีส่วนแบ่งตลาด 18% ในปี 2556
สำหรับการจำหน่ายน้ำมันเบนซินและดีเซลที่ผ่านมา เป็นการจำหน่ายผ่านทางชายแดน มียอดขายอยู่ปีละ 140 ล้านลิตร และจะเพิ่มเป็น 180 ล้านลิตรในปีหน้า โดยมีแผนที่จะเข้าไปเปิดปั๊ม ปตท. ที่เป็นมาตรฐานในพม่า กำหนดรูปแบบการลงทุนไว้ 2 แบบ คือ การเข้าไปลงทุนด้วยตัวเองทั้งหมด หากกฎหมายของพม่าเอื้อให้สามารถดำเนินการได้ และเข้าไปเจรจาร่วมลงทุนกับพันธมิตรท้องถิ่น ขณะนี้ปตท.จำหน่ายน้ำมันให้กับปั๊มเดนโก้ที่เป็นธุรกิจน้ำมันท้องถิ่นอยู่แล้ว มีสาขาอยู่ 15 สาขา
"การลงทุนธุรกิจน้ำมันในพม่ามีโอกาสเติบโตดี เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันที่ขยายตัวตามลำดับ เฉลี่ยปีละ 2,400 ล้านลิตรกับจำนวนประชากรที่มีถึง 58 ล้านคน ดังนั้นเมื่อพม่าเปิดประเทศเศรษฐกิจย่อมเติบโตได้มากกว่านี้แต่ภาพรวมของการเข้าไปลงทุนตอนนี้ยังต้องรอกฎหมายของพม่าออกมาก่อน ว่าจะให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนในลักษณะไหน โดยเฉพาะเรื่องของปั๊มถ้าอยากให้แบรนด์ปตท.โตเร็วน่าจะให้พันธมิตรบริหารปั๊มจะเหมาะกว่า" นายอรรคพลกล่าว
สำหรับการดำเนินธุรกิจน้ำมันในประเทศลาว ปัจจุบันมีปั๊ม ปตท.30 แห่ง มียอดจำหน่ายน้ำมัน 200 ล้านลิตร/ปี แต่ในลาวมีข้อจำกัดในเรื่องทำเลที่ตั้งปั๊มบางแห่งที่อาจจะไม่เหมาะสม หรือเป็นเรื่องของดีลเลอร์ มีโอกาสที่จะต้องปิดไปประมาณ 10 แห่ง ดังนั้นจึงต้องเตรียมแผนหาทำเลใหม่เพื่อขยายปั๊มชดเชยในส่วนที่ต้องปิดไป แต่ก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมันมีโอกาสเติบโต
--จบ--
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: จันทร์ ต.ค. 01, 2012 9:35 am
โดย pak
PTTGCไตรมาส3สุดหรู
Source - ข่าวหุ้น (Th), Monday, October 01, 2012
ค่าการกลั่น-สเปรดพุ่ง
PTTGC งบไตรมาส 3 ฟื้นตัว ชี้ค่าการกลั่นแตะ 7 เหรียญ แถมได้สเปรดปิโตรเคมีช่วยหนุน ลั่นแผนสร้างโรงงานผลิต PLA ได้ข้อสรุปภายในไตรมาสแรกปีหน้า ลุยเดินเครื่องส่วนต่อขยาย MEG ช่วยดันกำลังผลิตรวมแตะ 4 แสนตันต่อปี
นายอนนต์ สิริแสงทักษิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เปิดเผยว่า สำหรับแนวโน้มธุรกิจในไตรมาส 3/55 จะมีโอกาสดีขึ้นกว่าช่วงไตรมาส 2/55 หลังจากทางบริษัทได้ประเมินค่าการกลั่นเฉลี่ยในช่วงครึ่งปีหลังไว้อยู่ที่ประมาณ 6-7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และมีส่วนต่างปิโตรเคมีหรือสเปรดทรงตัวในระดับสูง
นอกจากนี้ ภายในช่วงไตรมาสแรกงวดปี 2556 ทางบริษัทน่าจะได้ข้อสรุปเรื่องการก่อสร้างโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพ ประเภท PLA (POLYLACTIC ACID) แห่งที่ 2 ซึ่งมีขนาดกำลังการผลิตประมาณ 70,000-140,000 ตันต่อปี ใช้เงินลงทุนประมาณ 150-300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 4,500-9,000 ล้านบาท
“สถานการณ์ในไตรมาส 3 ยังคงดี เพราะสเปรดปิโตรเคมีของเรายังทรงตัว และมองค่าการกลั่นเฉลี่ยครึ่งหลังไว้แถว 6-7 เหรียญ ส่วนแผนการสร้างโรงงานผลิต PLA คิดว่า ภายในช่วงไตรมาส 1 ปีหน้าจะมีข้อสรุปออกมา โดยเป็นโรงงานขนาดกำลังการผลิต 70,000-140,000 ตันต่อปี ใช้เงินทุน 150-300 ล้านเหรียญ” นายอนนต์ กล่าว
นายอนนต์ ยังกล่าวอีกว่า แม้ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทพลาสติกชีวภาพในขณะนี้ยังมีจำนวนไม่สูงมากนัก แต่ในอนาคตจะสามารถเติบโตและมีคำสั่งซื้อระดับสูง เพราะมีหลายอุตสาหกรรมที่สามารถนำพลาสติกชีวภาพมาใช้แทน และมีจุดเด่นในแง่การย่อยสลาย
โดยในช่วงที่ผ่านมา ทาง PTTGC ได้ดำเนินธุรกิจโรงงานผลิต PLA แห่งแรกผ่านการร่วมทุนกับพันธมิตรNatureWorks LLC จากประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่แล้ว แต่การตั้งโรงงานแห่งที่ 2 ภายในประเทศไทย จะยิ่งช่วยเสริมศักยภาพการผลิตให้แข็งแกร่งขึ้น ส่วนพื้นที่ตั้งโรงงานใหม่ยังอยู่ในระหว่างพิจารณา และใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 2-3 ปี
ทั้งนี้ ในช่วงกลางเดือนก.ย. ทางบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ได้ประกาศแผนสร้างโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพถึง 2 แห่ง ภายในประเทศไทย โดยงานผลิต PLA จะอยู่ภายใต้การบริหารงานของ PTTGC มูลค่าลงทุน 150-300 ล้านเหรียญสหรัฐ
ส่วนโรงงานที่ 2 จะผลิต PBS (POLYBUTYLENE SUCCINATE) ขนาด 20,000 ตันต่อปี มูลค่าลงทุน 100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3,000 ล้านบาท ภายใต้การร่วมทุนของกลุ่ม PTT และ MCC บริษัทในเครือของ MITSUBISHI CHEMICAL HOLDINGS CORPORATION
สำหรับกรณีความคืบหน้าส่วนต่อขยายโครงการผลิต MEG (Mono Etyhylene Glycol) ภายในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นายอนนต์ กล่าวว่า ขณะนี้ทางบริษัทได้เดินเครื่องทดลองการผลิตไปแล้ว ซึ่งเฉพาะเพียงส่วนต่อขยายจะมีกำลังการผลิตถึง 9.6 หมื่นตัน ดังนั้น เมื่อเดินเครื่องเต็มกำลังจะส่งผลให้บริษัทมีกำลังการผลิต MEG รวมทั้งสิ้น 4 แสนตันต่อปี รวมทั้งราคา MEG ในปัจจุบันยังมีราคาขายที่ดีถึง 1,100 เหรียญสหรัฐต่อตัน
นอกจากนี้ ทางบริษัทยังอยู่ในระหว่างการทำแผนลงทุน 10 ปี แต่ในแง่กรอบวงเงินลงทุนจะกำหนดไว้ที่ 5 ปี เพื่อต่อยอดการเติบโตของธุรกิจ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์บริษัท และการควบรวม เป็นต้น โดยจะยึดพื้นที่ขยายธุรกิจหลักในประเทศไทย และน่าจะได้ข้อสรุปแผนการลงทุนภายในช่วงสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ตาม การใช้เงินลงทุนทุกอย่างจะดำเนินการไปด้วยความระมัดระวัง พร้อมกับตั้งเป้าหมายรักษาอัตรา D/E ไว้ไม่เกิน 0.7 เท่า จากปัจจุบันที่อยู่ระดับ 0.5 เท่า
อีกทั้ง ทางบริษัทยังได้แถลงความร่วมมือการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์จากโพลิเมอร์ที่ดูดซึมได้ ชนิด PLGA ร่วมกับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งจะสร้างโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ในอนาคตมีราคาถูกลง
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคิน จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ในไตรมาส 3/55 ผลการดำเนินงานของ PTTGC จะมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้น หลังจากการธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีสายอะโรเมติกส์สามารถฟื้นตัว รวมทั้งราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัว จะทำให้ผู้ผลิตปิโตรเคมีจากก๊าซอย่าง PTTGC มีความได้เปรียบ Naphtha Cracker และปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลต่อการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องไปถึงช่วงไตรมาส 4 กำหนดคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 68 บาท
--จบ--
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: จันทร์ ต.ค. 01, 2012 9:37 am
โดย pak
คอลัมน์: สัมภาษณ์: 'อารักษ์'เล็งเปิดเอกชนลงทุนสำรองน้ำมันยุทธศาสตร์แสนล.
Source - กรุงเทพธุรกิจ (Th), Monday, October 01, 2012
สถานการณ์พลังงานเป็น ปัจจัยที่หลายประเทศให้ความสำคัญมากขึ้นตามลำดับ จากความไม่สงบในหลายประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นระยะ และเศรษฐกิจโลก ที่ผันผวน รวมไปถึงการลดน้อยถอยลงของแหล่งพลังงานฟอสซิล วันนี้ยุทธศาสตร์ของแต่ละประเทศ จึงนับรวมความมั่นคงทางพลังงานเข้าไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับทิศทางของประเทศไทยนั้น นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์กับกรุงเทพธุรกิจ ว่า ความมั่นคงทางพลังงาน ต้องหมายถึงประเทศมีพลังงานใช้เมื่อจำเป็น เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตต่อเนื่อง สำหรับการจัดหาจากแหล่งในประเทศ ซึ่งมีอ่าวไทยเป็นแหล่งสำคัญนั้น อาจจัดหาเพิ่มได้ แต่ไม่ได้เป็นแหล่งใหญ่ อีกต่อไป และมีแหล่งที่เป็นโอกาสใหม่ เป็นพื้นที่ ทับซ้อนไทย-กัมพูชา รวมถึงพื้นที่ไกลออกไป
การจัดหาดังกล่าวต้องลงทุนมหาศาล รัฐจึงต้องทำผ่านหน่วยงานหลัก คือ บริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ซึ่งหากปตท.สผ. มีฐานทางการเงินไม่ดี ก็ไม่ได้รับความเชื่อถือในการลงทุนในประเทศอื่น
เมื่อถึงเวลาต้องลงทุนแล้ว บริษัทปตท.สผ.ก็ต้องหาแหล่งเงินทุนเอง หรือทุนจากบริษัทแม่ จะดึงเงินสำรองของธนาคาร แห่งประเทศไทยไปใช้ไม่ได้ เพราะมีกรอบ ของกฎหมายกำกับอยู่ "เข้าใจว่าการจัดหาปิโตรเลียมต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล ดังนั้นปตท.สผ.ต้องดูว่ามีกำลังแค่ไหนในการลงทุน หากทำเกินกำลัง ก็ตึงเกินไป ต้องดูบทเรียนจากบางบริษัทที่โตเร็วเกินไป และตายในที่สุด เพราะหาเงินลงทุนไม่ทัน"
"เราอยู่ในโลกที่พลังงานกำลังขาดแคลน"นายอารักษ์ ย้ำ พร้อม กล่าวว่า มีวิธีการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศทางหนึ่ง คือ การสำรองน้ำมันร่วมกันของประเทศต่างๆภายใต้กรอบความเป็นสมาชิกสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือไออีเอ ที่จะทำให้ไทยสามารถยืมมาใช้ได้ในยามฉุกเฉิน ซึ่งมีการสร้างกฎระเบียบว่าต้องมีสำรองน้ำมันอย่างน้อย 90 วัน จึงจะมีคุณสมบติการเป็นสมาชิก จึงเป็นที่มาให้ไทยต้องปรับระดับการสำรองน้ำมันให้เป็น 90 วัน จากปัจจุบันสำรองโดยเอกชน 36 วัน
สำหรับแหล่งเงินที่จะใช้ในการสำรองนั้น ต้องยอมรับให้เป็นภาระของเอกชนอาจลำบาก เนื่องจากเอกชนไม่ได้มีอาชีพเก็บน้ำมัน จึงต้องมาดูโมเดลที่เหมาะสม โดยตั้งธง คือ ต้องใช้เงินรัฐให้น้อยที่สุด ซึ่งโมเดลที่ทำได้มีหลายแนวทาง เช่น ให้เอกชนหรือประเทศอื่นๆ มาลงทุนให้ เช่น กลุ่มสถาบันการเงินต่างๆ และให้ผลตอบแทนตามสมควร เพื่อจูงใจให้มีผู้ลงทุน
"ต้องคิดว่าเหมือนเราซื้อประกัน ที่ไม่มีบริษัทประกันไหนมาประกันโดยไม่คิดค่าเบี้ยประกัน แต่ก็ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันที่เหมาะสม นอกจากนี้น้ำมันที่นำมาเก็บต้องหมุน หมายถึงต้องมีระบบจัดการ และมีที่เก็บเหมาะสมสามารถให้โรงกลั่นไปใช้ได้ รวมถึงการสั่งซื้อในราคาที่เหมาะสมและอาจต้องสะสมเกิน 90 วัน เป็น 100-120 วัน เพราะต้องเปิดช่องให้มีทางเลือก และควรต้องเก็บในประเทศเป็นหลักในส่วนของ 90 วัน ส่วนที่เกินจากนั้นอาจเก็บในคลังกลางและหลายประเทศมาแชร์กันใช้" ส่วนภาระที่เกิดขึ้นจากการลงทุนและภาระดอกเบี้ยหลายแสนล้านบาท จากการสร้าง คลังน้ำมัน เพื่อเก็บน้ำมันกว่า 30 ล้านบาร์เรล และค่าบริหารจัดการนั้น ในเบื้องต้นมีความเป็นไปได้ ที่จะนำภาระดังกล่าวมาเฉลี่ย ในโครงสร้างราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นภาระที่ไม่สูงนัก หรือประมาณ 20-30 สตางค์ต่อลิตร หากใส่ ในโครงสร้างครั้งเดียวครอบคลุมการลงทุนทั้งหมด แต่หากทยอยใส่ตามสัดส่วนการลงทุน ในแต่ละปีอัตราการจัดเก็บก็จะต่ำกว่านี้ ก็ทำเหมือนประชาชนจ่ายเบี้ยประกัน เพื่อความมั่นคง
โมเดลการเปิดให้นักลงทุนมาเสนอโครงการลงทุน สร้างคลังสำรองน้ำมันเหมือนลงทุน ระบบป้องกันน้ำท่วมของประเทศ และเลือกผู้ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด นับเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งเชื่อว่าจะมี ผู้ลงทุนสนใจจำนวนมาก
ส่วนความมั่นคงในภาคไฟฟ้านั้นมีหลายฝ่ายกังวลว่าโรงไฟฟ้าจะสร้างไม่ได้ตามแผนพีดีพี จากกระแสคัดค้านนั้น นายอารักษ์ บอกว่า ทุกคน ต่างต้องการมีไฟฟ้าใช้อย่างมั่นคงทั้งสิ้น แต่ที่คัดค้านเป็นความรู้สึก ว่าโรงไฟฟ้าอันตราย ทำให้เกิดข้อกังวล ดังนั้นจะต้องสื่อสารออกไปให้มากที่สุด ว่าสถานการณ์ของประเทศในขณะนี้เป็นอย่างไร ประเทศใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้ากว่า 70% และโลกปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างไร และค่าไฟฟ้าของไทยถูกกว่าหลายประเทศ แม้เทียบกับกัมพูชา ซึ่งการรักษาระดับของค่าไฟฟ้าไม่ให้สูงเกินไป เป็นประเด็นที่รัฐให้ความสำคัญมาโดยตลอด
ข้อเท็จจริงที่ทุกคนต้องรู้ คือ ไทยใกล้จุดที่น่าห่วงว่าจะมีไฟฟ้าดับทั้งประเทศอีกครั้ง หลังจากไม่เคยเกิดเหตุการณ์นี้มานับสิบปีเพราะเมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา เราพบว่ามีความต้องการใช้สูงไปถึง 26,121 เมกะวัตต์ ทำให้สำรองไฟฟ้าลดลงเหลือไม่ถึง 10% ไม่นับรวม โรงไฟฟ้าที่ปิดซ่อมบำรุง ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่าไฟฟ้าดับทั่วเมือง ทำให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง เหมือนหลายๆ เมืองใหญ่ที่ต้องใช้เวลาหลายวันกว่าที่ระบบจะคืนกลับมา
ทางด้านโครงสร้างราคาพลังงานนั้น นายอารักษ์ บอกว่า ราคาพลังงานของไทย วันนี้ ทำให้เกิดการใช้ที่ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะเป็นราคาที่ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ดังนั้นไม่ว่าจะมีกลุ่มต่างๆ คัดค้านอย่างไร ต้องเดินหน้าปรับโครงสร้างราคา ขณะเดียวกันต้องศึกษาให้ชัดเจน เพื่อแยะแยะกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนจริง และเข้าไปช่วย
ในส่วนของก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี)ในครัวเรือนนั้น ที่เดือดร้อนจริง คือกลุ่มค้าขายรถเข็น ที่ต้องช่วยเหลือ ดังนั้นในขณะที่เราจะเริ่มขยับราคาในปีหน้า ก็จะมีการกำหนดแนวทาง ช่วยเหลือไปพร้อมกัน แต่ยืนยันว่าจะไม่ปรับราคา แอลพีจีครัวเรือนให้เป็นราคาเดียวกับแอลพีจีขนส่งและอุตสาหกรรมภายในปีหน้า แต่จะทยอยทำ เพราะเรามีเวลาเตรียมตัว 3 ปีก่อนเข้าสู่การเปิดตลาดประชาคมอาเซียน (เออีซี)
"การปรับให้แอลพีจีเป็นราคาเดียวเป็นเป้าหมายสุดท้าย แต่จะไปถึงขั้นนั้นได้เมื่อไหร่ อยู่ที่ราคาพลังงานตลาดโลก และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ที่จะเป็นตัวชี้นำ และช่วยเหลือ กลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อน เช่น กลุ่มขนส่ง ก็ต้องช่วยแท็กซี่ ตราบใดที่ค่าแท็กซี่ยังไม่ปรับ ก็ต้องช่วยในเรื่องต้นทุนไปก่อน ส่วนกลุ่มแม่ค้ารายย่อยรถเข็นควรได้รับการช่วยเหลือที่สุด"
ส่วนก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(เอ็นจีวี) นั้น นายอารักษ์ บอกว่า จริงควรจะได้ข้อสรุปไปนานแล้ว แต่ติดเรื่องค่าผ่านท่อก๊าซฯซึ่งเป็นต้นทุนในโครงสร้างราคา ที่แต่ละกลุ่มต่างมีมุมมองแตกต่างกัน ดังนั้นเรื่องนี้ต้องอาศัยคนกลางมาพิจารณา จึงเหลือเพียงเร่งให้ศึกษาเสร็จโดยเร็วก่อนสิ้นปี เพื่อสรุปราคาเอ็นจีวีที่เหมาะสมภายในสิ้นปีนี้ ทางออกที่ดีที่สุด คือ หารือจนกว่าจะได้ข้อสรุปที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เพื่อประโยชน์ของทุกกลุ่ม ดีกว่าให้รัฐเคาะราคา
’ราคาพลังงานของไทยวันนี้ ทาให้เกิดการใช้ที่ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะเป็นราคาที่ ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ’อารักษ์ ชลธาร์นนท์
--จบ--
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: จันทร์ ต.ค. 01, 2012 9:38 am
โดย pak
อารักษ์ชี้ไทยมีศักยภาพ
Source - ข่าวหุ้น (Th), Monday, October 01, 2012
อารักษ์ชี้ไทยมีศักยภาพ
พลังงานเหนืออาเซียน
เปิดเออีซีหนุนเติบโต
นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวในงานสัมมนา Energy Symposium 2012 “ทิศทางพลังงานไทยภายใต้ AEC” ว่า ประเทศไทยยังถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านพลังงานมากกว่าประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน เช่น มีการวางแผนการใช้พลังงานด้านไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ
ดังนั้น การรวมกลุ่มความร่วมมือเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในช่วงปี 2558 เป็นโอกาสดีของประเทศไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมพลังงาน เพราะไทยมีศักยภาพและความพร้อมทั้งพื้นที่ตั้ง ภูมิศาสตร์และบุคลากร อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ในด้านบุคลากรยังด้อยในเรื่องของภาษา ซึ่งต้องปรับปรุงเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงต้องเกิดความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อจัดทำแผนและนโยบาย ดึงเอาศักยภาพที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
นอกจากนี้ ความร่วมมือใน AEC ยังส่งผลให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นภูมิภาคเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สามารถสร้างอำนาจต่อรองกับกลุ่มเศรษฐกิจอื่นๆ ได้ ซึ่งในด้านพลังงาน กลุ่มประเทศอาเซียนต่างให้ความสำคัญและหาทางร่วมมือกันในการวางแผนนโยบายความร่วมมือต่างๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือภายในกลุ่ม เกิดความมั่นคงทางด้านพลังงานและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับตลาดโลก
ด้านนายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ. กล่าวว่า สิ่งที่น่าจับตามองขณะนี้ คือ ก๊าซธรรมชาติในไทยที่มีจำนวนจำกัด สวนทางกับความต้องการใช้พลังงานสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยปัจจุบันไทยใช้ก๊าซอยู่ที่ 4,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยจำนวน 1,000 ลูกบาศก์ฟุตต่อวันเป็นการนำเข้าจากพม่า ทำให้ไทยต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) จากต่างประเทศเพิ่มขึ้น
อีกทั้ง เมื่อสิ้นสุดแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2010 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3) ในปี 2573 คาดว่า ไทยจะต้องนำเข้าแอลเอ็นจีอีกถึง 30 ล้านตัน ซึ่งหากอิงราคาในขณะนี้จะคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านบาท และเมื่อคำนวณย้อนกลับไปเป็นค่าไฟฟ้าจะทำให้ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากปัจจุบันหรือไม่ต่ำกว่า 6 บาทต่อหน่วย
“จากแผนพีดีพีเราคาดว่าไทยจะใช้ก๊าซทั้งสิ้นถึง 7,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งแหล่งก๊าซที่จำกัดลงทำให้เราต้องพึ่งการนำเข้าจากต่างประเทศในรูปของแอลเอ็นจี ซึ่งขณะนี้ ปตท.ได้เริ่มนำเข้ามาแล้วเฟสแรกก่อน 5 ล้านตันเพื่อใช้ในระยะ 2-3 ปีนี้ และจะเพิ่มเป็น 10 ล้านตันในปี 2562 และปี 2573 เป็น 30 ล้านตัน”นายสุเทพ กล่าว
ดังนั้น จากความต้องการใช้พลังงานที่สูงขึ้น ทางภาครัฐจึงพยายามที่จะส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินและนิวเคลียร์เข้ามาถ่วงสมดุลในระยะยาว แต่ยอมรับว่า ยังคงถูกประชาชนคัดค้านจึงต้องพยายามสร้างความเข้าใจต่อภาคประชาชน
ขณะที่นายสุเทพ ฉิมคล้าย ผู้ช่วยผู้ว่าการแผนงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. กล่าวว่า ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ หรือ Ft ในรอบเดือนก.ย.-ธ.ค. 55 ที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) ปรับขึ้น 18 สตางค์ต่อหน่วยยังไม่ได้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพราะกฟผ.ยังคงแบกรับภาระอยู่ 10,504 ล้านบาท ซึ่งภาระดังกล่าว จะต้องทยอยเรียกคืน ดังนั้น ค่าไฟฟ้าในช่วงปี 2556 จะเป็นขาขึ้นตลอดปีหากจะทยอยใช้หนี้กฟผ.ให้หมด
“คงต้องดูทิศทางราคาน้ำมันที่จะมีผลต่อราคาก๊าซในอนาคตด้วย แต่หากมองในขณะนี้ภาพรวมราคาน้ำมันก็ยังคงทรงตัวในระดับสูงเมื่อรวมกับภาระที่มีอยู่โอกาสเห็นการลดลงน้อยมาก และอยู่กับเรกูเลเตอร์จะพิจารณาแต่ต้องยอมรับว่าภาระดังกล่าวถึงที่สุดประชาชนก็จะต้องจ่ายคืนอยู่ดี เพียงแต่เราจะเลือกแบบไหน” นายสุเทพ กล่าว
--จบ--
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: อังคาร ต.ค. 02, 2012 9:09 am
โดย pak
4รสก.เล็งระดมทุนปีหน้าตั้งกองทุนพื้นฐานแสนล้าน
Source กรุงเทพธุรกิจ (Th), Tuesday, October 02, 2012
สคร. เผยปีหน้า 4 รัฐวิสาหกิจมีแผนระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน วงเงินรวมเกือบแสนล้านบาท โดย กฟผ.เป็นรายแรกที่จะระดมทุนในรูปแบบดังกล่าว เผยอนุมัติตั้งกองทุน วายุภักษ์ 1 แบบเปิด เตรียมเข้าครม.อนุมัติเดือนพ.ย. ขณะที่แผนการนำ "สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง" เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นยังไม่คืบ พร้อมตั้งเป้านำรายได้รัฐวิสาหกิจส่งคลังปีงบ 2556 วงเงินแสนล้านบาท
นายประสงค์ พูนธเนศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ในปี 2556 นี้ จะมีรัฐวิสาหกิจจำนวนประมาณ 4 แห่งที่มีแผนจะระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อนำเงินที่ได้ไปลงทุนในกิจการตามแผนงานของตนเอง โดยมีวงเงินรวมประมาณแสนล้านบาท แบ่งเป็น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) วงเงิน 2 พันล้านบาท การประปานครหลวง (กฟน.) หมื่นล้านบาท การท่าเรือแห่งประเทศไทยประมาณ 3 หมื่นล้านบาท และ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) มูลค่า 4-5 หมื่นล้านบาท "กฟผ.จะเป็นรายแรกที่จะระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐานนี้ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลังแล้ว และอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดเพื่อยื่นไฟลิ่งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในอีก 2-3 สัปดาห์ คาดจะเสนอขายต่อประชาชนทั่วไปได้ในกลางปี 2556 โดยเงินที่ระดมได้ จะนำไปใช้ในการพัฒนากิจการพลังงานและระบบสายส่ง" เขากล่าว
การระดมทุนครั้งนี้ถือเป็นเฟสแรกที่จัดตั้งกองทุนฯ โดยยังมีอีกหลายโครงการที่จะระดมเงินในรูปแบบดังกล่าว
เขากล่าวด้วยว่า ต้นทุนการเงินในการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมนี้ควรอยู่ที่ 5-6% เนื่องจากเป็นโครงการที่ไม่มีความเสี่ยง และรัฐวิสาหกิจที่เสนอขายเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีผลกำไร ถือว่าเป็นการลงทุนที่เหมาะสมและน่าสนใจ มีผลตอบแทนดีกว่าเงินฝาก
ส่วนแผนการนำบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ว่า ขณะนี้ ยังไม่มีความคืบหน้า จะเข้าตลาดหลักทรัพย์เมื่อใด หรือจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ทันภายใน ปีนี้ ตามที่วางแผนไว้หรือไม่ ขณะนี้เรื่องอยู่ที่ บริษัท ปตท. (PTT) ในฐานะหนึ่งผู้ถือหุ้นหลัก จะดำเนินการอย่างไร
เขากล่าวด้วยว่า ส่วนความคืบหน้าการพิจารณานำกองทุนวายุภักษ์ 1 จัดตั้งเป็นกองทุนเปิด ขณะนี้ ได้ข้อสรุปในระดับนโยบายแล้ว และเตรียมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีภายในเดือนพ.ย. นี้ โดยขนาดกองทุนวายุภักษ์แบบเปิดนี้ ตั้งเป้าจะมีถึงระดับ 5 แสนล้านบาท จากปัจจุบันมีขนาดกองทุนประมาณ 3.25 แสนล้านบาท โดยวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งเป็นกองทุนเปิด เพื่อให้กองทุนนี้ ได้มีส่วนช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศในระยะยาว
นายประสงค์ ยังกล่าวถึงแผนการนำส่ง รายได้ของรัฐวิสาหกิจในปีงบประมาณ 2556 ว่า ตั้งเป้าไว้ที่แสนล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากปีงบประมาณ 2555 ที่มีเป้าหมาย 1.04 แสนล้านบาท เนื่องจากในปีงบประมาณ 2556 นั้น รัฐวิสาหกิจต่างๆ ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานบัญชี รวมถึงเกณฑ์การนำส่งเงิน 0.47% ของธนาคารพาณิชย์เฉพาะกิจด้วย ซึ่งคาดจะมีรายได้ส่วนนี้หายไปประมาณ 7-8 พันล้านบาท ส่วนในปีงบประมาณ 2556 รัฐวิสาหกิจ สามารถนำส่ง รายได้เข้าคลังเกินกว่าเป้าหมายถึง 1.8 หมื่นล้านบาท ทำให้มียอดนำส่งรวม 1.22 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ ในวันที่ 5 ต.ค. นี้ สคร.จะจัดงานมอบรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น (SOE Awards) ประจำปี 2555 จำนวน 8 รางวัล มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่และประกาศให้สาธารณชนได้ทราบถึงผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจที่ดีเด่นในด้านต่างๆ และสร้างบรรทัดฐานที่ดีในการพัฒนารัฐวิสาหกิจ และเป็นการสร้างแรงจูงใจในการผลักดันการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ
--จบ--
Re: รวมข่าว "การลงทุนในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี"
โพสต์แล้ว: อังคาร ต.ค. 02, 2012 9:11 am
โดย pak
EGCOร่วมลงทุนโรงไฟฟ้าขยะ [ ข่าวหุ้น, 2 ต.ค. 55 ]
"เอ็กโก กรุ๊ป" หนุนนโยบายภาครัฐ เข้าลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชนหาดใหญ่
จ.สงขลา ด้วยงบ 200 ล้านบาท หลัง IEC สละสิทธิ์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าขยะเปิดทาง EGCO
ถือหุ้น 50%
EGCO ทุ่ม 200 ล้านซื้อหุ้นจีเดค [ โพสต์ทูเดย์ ]
"EGCO" รุกโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือก ทุ่ม 200 ล้านบาท เข้าถือหุ้น 50% จีเดค หวังปี 2558
เก็บรายได้ธุรกิจนี้กว่า 10%
นายปิยะ เจตะสานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่งานบัญชีและการเงิน บริษัท ผลิตไฟฟ้า (EGCO)
เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติให้เข้าซื้อหุ้นบริษัท จีเดค ในสัดส่วน 50% หรือใช้เงินลงทุน
ประมาณ 200 ล้านบาท