ลูกอีสาน เขียน: พอดีอ่านเจอคุณวิบูลย์ คุยกับคุณฉัตรชัย ก็เลยมีคำถามครับ เรื่องการกระจายความเสี่ยง พูดง่ายๆ ก็คือควรถือหุ้นกี่ตัวในพอร์ทครับสมมุติง่ายๆ ว่าถ้ามี เงิน 1 ล้าน ควรจะถือหุ้นกี่ตัว และถ้ามี 30 ล้าน จะถือกี่ตัวครับ ถ้าลงทุนในตลาดไทย.
จริงๆผมก็ต้องออกตัวก่อนนะครับ
ว่าผมไม่ใช่เซียนหุ้น
ทุกวันนี้ ผมถือว่าผมกำลังทำการทดลองส่วนตัวอยู่
ผลงานก็พอไปวัดตอนสายๆได้เท่านั้นเอง
ไม่สามารถคุยกับใครได้ว่าได้ผลตอบแทนเท่าไหร่
ผมไม่สนใจผลกำไรระยะสั้นเลย เช่น หนึ่งอาทิตย์ หนึ่งเดือน สามเดือน
เพราะผมมีสมมุติฐานที่ว่า
ราคาหุ้นจะอิงกับผลประกอบการบริษัท
การที่จะทราบว่าบริษัทนั้นมีความสามารถจริงหรือเปล่า
ต้องใช้เวลาครับ
บางบริษัท "ราคา"หุ้นอาจจะขึ้นไปหลายร้อยเปอร์เซนต์ในระยะเวลาอันสั้น
แต่ผมคิดว่า
ถ้าบริษัทนั้นไม่แน่จริงอย่างที่นักลงทุนทั้งหลายคาดหวังกัน
ราคาก็ไม่สารถยืนอยู่เช่นนั้นได้ครับ
สุดท้ายก็ต้องปรับตัวลง
เพราะทุกคนจะรู้เองว่า อันไหนของจริงของปลอม
และอีกอย่าง
ระยะเวลาในการลงทุนของผมยาวพอสมควร
ดังนั้น ผมจึงรอให้หุ้นของผมแสดงศักยภาพระยะยาวออกมาได้ครับ
สำหรับท่านที่ต้องการผลตอบแทนเร็วๆ
อาจจะไม่เหมาะกับวิธีการที่ผมใช้อยู่ครับ
เรื่องนี้ก็เลยเกี่ยวข้องกับ
จำนวนหุ้นที่เราควรจะถือไปด้วย
บางท่านอาจจะชอบถือหุ้นหลายๆตัวเพื่อเป้าหมายในการลดความเสี่ยง
อย่างที่สอนกันในโรงเรียนที่ว่า
"อย่าใส่ไข่ไว้ในตระกร้าเดียวกัน"
แต่ความเห็นของผมก็คือว่า
ความเสี่ยงสามารถลดลงได้ด้วยการทำการบ้านเยอะๆครับ
ไม่ใช่การถือหุ้นหลายๆตัว
ผมว่าการถือหุ้นหลายๆตัว
เป็นการบั่นทอนพลังในการทำกำไรระยะยาวมากกว่า
เพราะแทนที่เราจะถือหุ้นบริษัทที่ดีเยี่ยมที่เรารุ้จักดีเยอะๆ
เรากลับต้องแบ่งเงินไปถือบริษัทอื่นๆด้วย
อีกอย่างมันขึ้นกับการพิจารณาเลือกหุ้นของเราด้วยครับ
อย่างถ้าผมเลือกซื้อหุ้นที่มี Margin of Safety 50%
หมายความว่า ราคาหุ้นที่ผมซื้อจะต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงประมาณ 50%
และผมจะรอให้หุ้นของผมมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเท่าตัว
โดยไม่ต้องซื้อขาย
แต่จะนานแค่ไหน ผมตอบไม่ได้
ถ้าDouble ในหนึ่งปี ผมจะได้ผลตอบแทน 100%
ถ้าDouble ในสองปี ผมจะได้ผลตอบแทน 41%
ถ้าDouble ในสามปี ผมจะได้ผลตอบแทน 26%
ถ้ามีเงิน 1 ล้านบาท
ถือหุ้น 10 ตัว
ก็ตกตัวละ 1 แสนบาท
ถ้าหุ้นตัวหนึ่งที่ผมซื้อ มูลค่าเพิ่มมาเท่าตัว
ผมก็จะได้กำไร 1 แสนบาท
ถ้าผมถือหุ้น 2 ตัว
ก็ตกตัวละ 5 แสนบาท
ถ้าหุ้นตัวหนึ่งที่ผมซื้อ มูลค่าเพิ่มมาเท่าตัว
ผมก็จะได้กำไร 5 แสนบาท
ถ้าผมถือหุ้น 1 ตัว
ก็ตกตัวละ 1 ล้านบาท
ถ้าหุ้นตัวหนึ่งที่ผมซื้อ มูลค่าเพิ่มมาเท่าตัว
ผมก็จะได้กำไร 1 ล้านบาท
ผมว่าอยู่ที่ตัวเราเองละครับ
ว่าเราต้องการผลตอบแทนเท่าไหร่
ถ้า 5 แสนบาท คือคำตอบ
ผมก็แนะนำให้ถือสองตัว
ก็มีคำถามว่า
เราจะรู้ได้อย่างไรว่า
ราคาหุ้นที่ถือจะมีมูลค่าเพิ่มเท่าตัว
อันนี้ก็ต้องขึ้นกับความรู้และประสบการณ์ของแต่ละท่านครับ
ผมตอบแทนไม่ได้
ก็ต้องทำการบ้านให้หนักครับ
และต้องมั่นใจสุดๆ แล้วก็"ตีแตก"เป็นตัวๆไป
พอดี ผมมีเงินไม่ถึงสามสิบล้าน
เลยไม่รู้ว่า รู้สึกอย่างไร
แต่สำหรับผม
มี 1 ล้าน, 10 ล้าน, 30 ล้าน, 100 ล้าน
ผมก็จะใช้หลักการเหมือนเดิมครับ
ไม่กระจายความเสี่ยง
ลงในหุ้นที่เรามั่นใจสุดๆ(เยอะๆ)
อาจารย์บัฟเฟตบอกว่า
หุ้นที่ตัดสินใจซื้อต้องกล้าถืออย่างน้อย 10% ของพอร์ต
ดังนั้น ถ้าพอร์ตใหญ่ก็ไม่น่าจะถือเกินสิบบริษัท
ถ้าพอร์ตเล็ก ผมแนะนำ สองถึงสามบริษัท ก็พอ
ท่านอื่นอาจจะเห็นต่างจากผมนะครับ
คุณMon พี่เจ๋ง พี่ปรัชญา พี่Chatchai มีความเห็นอย่างไรบ้างครับกับเรื่องนี้
nana เขียน: วิธีที่พี่ VIB007 ให้ผมไปอ่านเพื่อหามูลค่าหุ้น ผมเข้าใจนะ แต่จริงๆ ที่ผมอยากจะถามก็คือว่า เวลาตอนที่พี่ สนใจในหุ้นตัวหนึ่ง แล้วพี่มีวิธีอย่างไรในการที่จะคำนวณคร่าวๆ ขอย้ำว่าคร่าวๆ นะครับ แบบยังไม่ต้องคำนวณอย่างละเอียด ว่าหุ้นตัวที่เราสนใจมีมูลค่าต่ำ หรือสูงกว่า ราคาหุ้นในขณะนั้น
ก็ใช้สามวิธีที่ว่าหละครับ
1) Reproduction Cost of Asset
เช็คว่า มูลค่าบริษัทกับมูลค่าทรัพย์สินที่มีต่างกันเยอะหรือไม่
เงินที่จะจ่ายกับทรัพย์สินที่ได้คุ้มค่าหรือไม่
2) Earning Power Value
เช็คว่า เอาเงินไปลงทุนอย่างอื่น เช่น พันธบัตร หรืออย่างอื่นจะคุ้มกว่าหรือเปล่า
3) Discount Cashflow
เช็คว่า เงินสดที่บริษัทหาได้กับมูลค่าบริษัทต่างกันหรือเปล่า
คร่าวจริงๆนะครับ
ขอบอกอย่างนึงว่า
คนเราส่วนใหญ่จะดู "ราคาหุ้น" เป็นตัวตัดสินว่าหุ้น "ถูก หรือ แพง"
เคยได้ยินมั๊ยครับ
เช่น หุ้นราคา 10 บาท มักจะคิดกันว่า"ถูก"กว่าหุ้นราคา 100 บาท เป็นต้น
แต่จริงๆแล้ว
ราคาหุ้นถูกแพงต้องดูที่ "Market Capitalization" ของกิจการนั้นครับ
ผมซื้อหุ้นตัวละร้อย พอพี่ผมรู้บอก"แพง"ซื้อไปได้ยังไง
ส่วนตัวผมว่าไม่แพงนะ ถ้าเทียบกับมูลค่ากิจการ
ผมว่าถ้าผมมีเงินขนาดนั้น คงไม่สามารถไปสู้กับบริษัทที่ผมซื้อได้
เป็น Logic คร่าวๆครับ
รายละเอียดต้องลองศึกษาและลองปฏิบัติดู
ใจเย็นๆครับ
เป็น Value Investor ใจร้อนไม่ได้นะครับ ไม่งั้น"ขายหมู"หมดนะ จะบอกให้
ตลาดหุ้นไม่หนีเราไปไหนหรอกครับ
Mr Market มาเสนอซื้อขายของทุกวัน
ไม่ขาดสักวัน เวลาตลาดเปิดทำการ
ไว้เรามี"ความรู้" ค่อยกำเงินเข้าตลาด
อย่าเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้า โอกาสเจ็บตัวมีเยอะ
เสือ สิงห์ กระทิง แรด เดินเพ่นพ่านเต็มไปหมด
ทุกคนจ้องแต่จะเอา"กำไร"ทั้งนั้น
ผมว่าไม่มีใครคิดว่าตัวเองจะ"ขาดทุน"จากตลาดหุ้นหรอกครับ ร้อยทั้งร้อย
แต่ความจริงก็คือ
ในระยะยาวมีคนแค่ 10% เท่านั้นเองที่ทำกำไรจากตลาดหุ้นได้เป็นกอบเป็นกำ
อีก 10% ก็มีกำไรนิดหน่อย
ที่เหลือไม่ขาดทุน ก็เสมอตัว
มันเป็นกฏ 80/20 ของธรรมชาตินะครับ
ในตอนขาขึ้น
หาคนขาดทุนยาก เพราะมันยังไม่มี "ไม้สุดท้าย"
ผมไม่แปลกใจที่ทุกคนหน้าบานยิ้มแฉ่ง มีกำไรกันถ้วนหน้า
แต่ตอนขาลง
ก็ตัวใครตัวมัน เพราะ เมื่องานเลี้ยงเลิก ใครกลับทีหลังก็"ล้างชาม"ครับ
ดังนั้น
ถ้าจะเอาตัวรอดจากตลาดหุ้น
ถ้าไม่อาศัย"ความรู้" ก็ต้องอาศัย"สัญชาตญาน" นะครับ
ถ้าไม่มีทั้งสองอย่าง
ผมว่า เอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า
โชคดีครับ