รู้มั๊ยครับ
สิ่งที่ทำให้ผมดีใจที่สุด
ไม่ใช่หุ้นขึ้นหรือหุ้นลงครับ
แต่เป็นการที่มีพี่ๆเพื่อนๆมาตอบกระทู้แทนผม
แสดงว่ากระทู้นี้เริ่มเป็นของสาธารณะแล้วครับ
วันนี้เข้างานสาย
กลับมาเปิดเวปดู
มีเพื่อนๆโพสตอบแทนผม
แค่นี้ผมก็ชื่นใจแล้วครับ
ตอนนี้ไม่พูดพล่ำทำเพลง
ก็เริ่มตอบคำถามเลยครับ
MO101 เขียน:อ่านถึงหน้าที่ 19 แล้วครับ
เห็นว่าคุณ ฉัตรชัย มีอิสระภาพทางการเงินแล้วอยากทราบว่า
ขณะนั้น สินทรัพย์เป็นเท่าไหร่ครับ และก็อายุเท่าไหร่ครับ
----------------------------------------
ก่อนรู้จักกับเว็บนี้ผมก็ตั้งเป้าไว้เหมือนคนธรรมดาๆ
1.งานที่ดี
2.บ้านเดียว
3.รถยุโรป
ตอนนี้เปลี่ยนเป้าเป็น อิสระภาพทางการเงินแล้วครับ
30 ล้านน่าจะพอไหม 30 ล้าน ผลตอบแทนแบบธรรมดา
สูงกว่าเงินเฟ้อสัก 3% ก็ 1 ล้าน อยู่สบายๆ เลย
เป้าหมายแบบนี้พี่คิดว่าไงครับ (ถามทุกคนเลย)
แต่ก่อนผมก็คิดแบบเดียวกับคุณMO101 หละครับ
เอาอะไรมากกับชีวิต
หาเงินมาก็ใช้ไป
มีงานทำ
มีรถขับ
มีบ้านอยู่
มีเงินใช้
แค่นั้นก็พอแล้ว
ปรากฎว่า
ผมมองไปรอบๆ
พบว่า
ผมเห็นผู้คนมากมายอายุมากแล้ว
แต่ยังต้องทำงานอยู่
เพราะหยุดทำงานไม่ได้
หยุดทำงานแล้วไม่มีเงินใช้
ต้องทนทำงานต่อไปเรื่อยๆ
ไม่ใช่ใครอื่น คนใกล้ตัวผมเป็นแบบนี้ก็เยอะแยะ
ทำให้ผมรู้สึกว่า
เราต้องไม่เป็นแบบนั้น
ยิ่งเจอกับตัวเองเรื่องหนี้สิน
เรื่องไม่มีเงินเก็บสักบาท
ทำให้เข้าใจเรื่องนี้ได้เร็วขึ้น
ดังนั้น
ผมก็หาวิธีที่จะทำอย่างไรให้มีอิสรภาพทางการเงินให้ได้
ก็มีวิธีการหลายอย่าง
บางท่านอาจจะถนัด อสังหาริมทรัพย์
บางท่านอาจจะถนัด ทำธุรกิจส่วนตัว
ส่วนผม หลังจากทดลองมาหลายอย่าง
ก็พบว่า การลงทุนเป็นสิ่งที่ผมน่าจะถนัดที่สุด
ก็เลยเลือกทางนี้
ลองศึกษา ลองทำดู ก็ได้ผลดี
ยิ่งเห็นหลายๆท่าน
มีอิสรภาพทางการเงินจากการลงทุน
ก็ยิ่งมีกำลังใจ
คำว่า "อิสรภาพทางการเงิน"
ผมเห็นเหมือนกับพี่ Chatchai ครับว่า
ขึ้นกับตัวแปรสองอย่าง
หนึ่ง ค่าใช้จ่ายส่วนตัวหลังเกษียณ
สอง อัตราผลตอบแทนที่ทำได้
เช่น
เราต้องมีเงินอย่างน้อยเดือนละ 100,000 บาทถึงจะอยู่สบายๆ
และเราทำผลตอบแทนการลงทุน (เช่น เงินปันผล) ได้ปีละ 6%
ดังนั้นแสดงว่า
เราต้องการเงินต้น = 100,000*12/0.06 = 20,000,000 บาท
ก็ขึ้นกับว่าคุณMO101
ต้องการเงินเดือนหลังเกษียณเท่าไหร่
และทำผลตอบแทนการลงทุนได้เท่าไหร่
แต่ละคนไม่เหมือนกันครับ
ถ้าผมใช้เงินเดือนละ 10,000 บาท
ผมสามารถลงทุนในหุ้นปันผล 10%
ดังนั้นผมต้องการเงินต้นแค่ 10,000*12/0.10 = 1,200,000 บาท
ผมก็มี "อิสรภาพทางการเงิน" แล้วครับ
เห็นมั๊ยครับ
เงินทุนสองอันนี้ต่างกันฟ้ากับดิน
ผมว่าอยู่ที่ตัวเราเองละครับ
ว่าจริงๆแล้วเราต้องการอะไรกันแน่
ยังไงก็ขออวยพรให้ คุณMO101
มี "อิสรภาพทางการเงิน" ไวๆ แล้วกันครับ
Tanapong เขียน:หลายวันมานี้ผมคิดถึงคุณวิบูลย์มากที่สุด
เพราะพี่ Set อารมณ์บูด
ถึงเวลาของเราแล้วอุตสาเฝ้าลุงเบิร์ด(เรียกตามลูก)มานาน
ผมสะสมสามวันสามครั้งติด พอได้กอดลุงเบิร์ดแล้วก็อารมณ์
ผมร้องเพลง สบาย ...สบาย...ตลอด(เมื่อวานนี้)
พอมาวันนี้กลับมาตอนเย็น
อ้าว พี่ตลาด(Mr Market)ยังไม่หยุดโกรธ
เพิ่งปรับพอร์ตมา...เฮอ ถือเกิน 50เปอร์เซนต์ของปอด
สรุปปอดทั้งหมดจาก เขียวๆ กลายเป็นสีแดงอมชมพูทันที
ยินดีด้วยครับพี่Tanapong
ที่ได้เป็นเจ้าของบริษัทที่ยอดเยี่ยม
ผมก็เก็บจนเกือบหมดกระสุนเหมือนกัน
เหลือติดรังเพลิงไว้นิดหน่อย
ไว้เผื่อเวลาข้าศึกเล่นกลยุทธ"เผาค่ายแล้วย้อนรอย"
Mr Market หลอกให้เราตายใจว่าถอยทัพแล้ว
แต่กลับมาถล่มขายใหม่อะไรอย่างนี้
ตอนนี้ก็นอนตีพุง
ฟังเพลง "คิดถึงฉันไหมเวลาที่เธอ...จุด จุด จดุ" ของ วงTaxi ไปพลางๆ
บริษัทที่พี่ถือนี้อะไรก็ดีหมดนะครับ
แต่เสียอย่างเดียว
เอากำไรสะสมไปจ่ายปันผลจนเกือบหมด
แล้วจะมีเงินไปลงทุนอย่างอื่นได้ยังไงเนี่ย
ผมก็ยังสงสัย
ไว้จะส่งสายสืบไปแอบถามเจ้าของบริษัทแล้วจะมาบอกครับ
ตอนนี้ผมก็แบ่งรับแบ่งสู้นะครับ
คงต้องให้เวลาพิสูจน์
ก็ใจเย็นๆแล้วกันครับ
ถ้าให้อาจารย์Mon ช่วยเศกคาถาอีกราย
รับรองชัวร์ปึ๊ก
Tanapong เขียน:ที่เพ้อเจ้อ มาทั้งหมดนี่ ผมคิดว่าผมเป็นศิษย์ อาจารย์วิบูลย์
อีกคนครับ จะได้ทัน
พวกแมงเม่า...แมงมุม(มีด้วยเหรอ) ในตลาด
ผมคาดการณ์ว่า ประมาณ มีนา-เมษา ปีหน้า
พวกเราจะตีปีกครับ (รับปันผล)
อย่าเรียกตัวเองว่า ลูกศิษย์เลยครับ
ผมยังไม่แก่พอที่จะเป็น อาจารย์
เรียกกันว่า "พี่น้องร่วมสำนักเดียวกัน" ดีกว่าครับ อิ อิ
อ้ออีกอย่าง แมงมุมมีจริงครับ
แต่แมงมุมในตลาดหุ้นมีความสามารถพิเศษครับ
สามารถสุมไฟกองโตล่อให้แมงเม่าเข้าไปติดกับ
แล้วจับกิน ตายกันเป็นเบือได้ครับ
แต่ส่วนใหญ่แมงเม่าจะไม่เข็ด
เพราะชอบกองไฟครับ โดยเฉพาะพวกกอง Most Active
ดีนะครับ ที่ที่นี่ไม่ใช่เวป ThaiSpeculator.Com
ไม่งั้นผมเอาชื่อกองไฟมาสุมที่นี่ให้สนุกกันไปเลย ฮ่า ฮ่า
Thanwa เขียน:เพื่อนๆ ตั้งเป้าหมายไว้อย่างไรครับ
ขออนุญาติคุณวิบูลย์ และเพื่อนๆ พาออกนอกเรื่องสักนิดวันนี้ คงไม่ว่ากัน
คุณธันวาครับ
เรื่อง
อิสรภาพทางการเงิน นี่ ไม่นอกเรื่องเลยครับ
เป็นเรื่องที่ผมคิดว่า
สำคัญมาก
และเกี่ยวกับการลงทุนโดยตรง
เพราะ การลงทุนทำให้เรามี
อิสรภาพทางการเงิน ได้แน่นอนครับ
จริงๆ ผมชอบพูดคุยเรื่องนี้มากกว่าเรื่องหุ้นซะอีก
เพราะหุ้นเป็นเพียงยานพาหนะหนึ่ง
ที่ทำให้เราไปถึงเป้าหมายเท่านั้นเองครับ
จริงๆการที่เราจะมี
อิสรภาพทางการเงิน ก็ใช้ยานพาหนะอื่นก็ได้ครับ
เพื่อนผมบางคน ไม่เคยเล่นหุ้น ไม่เคยลงทุน
แต่ตอนนี้ก็มี
อิสรภาพทางการเงิน ได้ครับ
มีทั้ง เจ้าของกิจการส่วนตัว
เจ้าของเวปไซค์
ทำธุรกิจขายตรง
อสังหาริมทรัพย์
ฯลฯ
มีหลายๆวิธีนะครับ
ที่ทำให้เราไปถึงเป้าหมายได้
ส่วนตัวผม
ถ้าผมทำผลตอบแทนการลงทุนได้มากกว่าเงินเดือนที่ได้รับอยู่ตอนนี้
ผมก็เลิกทำงานได้แล้วครับ
ก็กำลังพยายามอยู่ครับ
ตอนนี้ก็ยังเลิกไม่ได้ เพราะเงินเดือนสูง เฮ้อ เศร้า
เงินลงทุนก็เลยต้องสูงตามไปด้วย
อย่างนี้เขาเรียกว่า ทุกขลาภ หรือเปล่าไม่ทราบ
แล้วคุณธันวาละครับ
ต้องการเท่าไหร่ พันล้านพอมั๊ยครับ อิ อิ
thanez เขียน:จากการที่คุณตลาดอารมณ์บ่จอยในสองสามวันนี้ ทำให้ผมได้ข้อคิดครับ ว่าต้องเหลือเงินไว้ส่วนหนึ่ง จะได้ไม่เสียดายเหมือนอย่างช่วงนี้ ตอนแรกผมคิดว่า ช่วงตลาดขาขึ้นน่าจะซื้อๆไปให้หมดเลยดีกว่า เพราะมันกำลังขึ้น ตอนนี้ถึงได้รู้ว่าคุณตลาดอารมณ์ยังไง และผมสังเกตได้ว่า เค้าไม่ค่อยดูข้อมูลในอดีต เช่นกำไรติดต่อกันทุกปี หนี้สินน้อยลง ผลประกอบการล่าสุดกำไรมากขึ้น แต่ราคาหุ้นกลับดิ่งลง แล้วเอาเงินไปซื้ออนาคตในบริษัทที่เพิ่งฟื้นจากขาดทุนมาเป็นกำไรเพียงแค่ไตรมาสนี้ เป็นอย่างนี้หรือเปล่าครับ ...
พี่วิบูลย์และท่านอื่นๆครับ ผมมีคำถามนะครับ คือในอดีตมีบ่อยไม๊ครับที่ให้ปันผลเป็นหุ้นนะครับ มันมีประโยชน์ยังไงเหรอครับ ทั้งที่ราคาที่คำนวณใหม่จะลดลง และจำนวนหุ้นมากขึ้นตัวหารมากขึ้น ถ้ากำไรพอๆกับปีที่แล้ว EPS ก้อลดลง ผมไม่ค่อยเข้าใจครับ
ผมว่าน้องthanez ไม่ต้องสนใจหรอกครับ
ว่า Mr Market เขาจะซื้อหรือ "เล่น" หุ้นเฮงซวยยังไง
เราใช้ประโยชน์จากเฮียแกก็พอแล้ว
เฮียตลาด แกชอบเกร็งนะครับ
อะไรที่คิดว่าจะดี ก็เกร็งกันใหญ่
อาจารย์ Graham เลยบอกว่า
ถ้าจะประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น
ต้องไม่ทำตามที่คนส่วนใหญ่เขาทำกัน
เช่น คาดว่าจะเป็นยังงั้นยั้งงี้ ดียังงั้นยังงี้
เชื่อตัวเราเองดีที่สุดครับ
บริษัทไหนดีๆถูกเทขาย
นั่นเป็นโอกาสของเราละครับ
ส่วนเรื่อง จ่ายปันผลเป็นหุ้น
ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
บริษัทที่ทำอย่างนั้นมีเหตุผลสองสามประการครับ
หนึ่ง เงินสดไม่พอจ่าย
สอง ปั่นราคาหุ้น
สาม ไม่คิดถึงอนาคต
ทำไมเหรอครับ
ถ้ามีเงินสด คงไม่มีบริษัทดีๆที่ไหนอยากจ่ายปันผลเป็นหุ้นหรอกครับ
เพราะ ทำให้จำนวนหุ้นมากขึ้น
ผู้ถือหุ้นก็เสียประโยชน์ระยะยาวเพราะมีคนมาหารกำไรมากขึ้น
อีกอย่าง มันเหมือนเอาอัฐยายซื้อขนมยาย
เปลี่ยนจาก กำไรสะสม(ทางบัญชี) เป็น ส่วนผู้ถือหุ้น
ดูๆไปแล้วก็ไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไร
นอกจากออกข่าว แจกปันผลเป็นหุ้นแล้ว"ราคา"หุ้นขึ้น
เป็นเรื่องแปลกแต่จริง
ในระยะยาว ไม่ใช่เรื่องดีแน่
ถ้าบริษัทที่ผมถือหุ้นอยู่ แจกปันผลเป็นหุ้นเมื่อไหร่
ผมคงหาบริษัทเปลี่ยนทันที
ถ้าจะจ่ายปันผลเป็นหุ้น
ก็อย่าจ่ายปันผลซะเลยจะดีกับผู้ถือหุ้นมากกว่า
derden เขียน:ถ้าจะพูดถึงตัวผลิตภัณฑ์น้ำมันและก๊าซธรรมชาติผมว่าก็คงจะเก็บไว้กินได้อีกนานครับพี่ ผมจำได้คร่าวๆในสมัยเมื่อสองปีที่แล้วที่ผมยังเป็นนักศึกษา วศบ เครื่องกล ในวิชา internal combustion เห็นอาจารย์เกริ่นว่าปริมาณน้ำมันใต้พื้นโลกจะยังคงสามารถใช้ได้อีกอย่างต่ำก็ 60 ปี ราวๆนี้แหละครับ ถ้าพี่เก็บไว้อีกสามสิบปีผมว่ากำลังดีเลยครับผมไม่รู้ว่าอีกสามสิบปีต่อไปบริษัทของพี่จะยังคงอยู่ดีหรือเปล่าเพราะคนเราก็จะใช้เชื้อเพลิงรูปแบบใหม่ที่หาได้ง่ายๆ มีแค่น้ำก็สามารถทำเป็นเชื้อเพลิงได้แล้วแม้ว่าจะผลิตได้ยาก ณ ปัจจุบัน แต่ในอนาคตสามสิบปีคงเป็นเรื่องไม่แน่ละครับพี่
มีคนเห็นพี่เป็นอาจารย์เหมือนกับที่ผมเห็นพี่เป็นอาจารย์แล้วครับ
น้องderden
สามสิบปีเป็นอย่างไรไม่รู้
พี่รู้แต่ว่า
ในระยะสิบปีจากนี้ ก๊าซธรรมชาติจะเป็นพระเอกครับ
ไม่บอกเหตุผล ปล่อยให้งง ฮ่า ฮ่า
เอาเป็นว่า ลงทุนในธุรกิจที่เรารู้จัก เราเข้าใจ ดีที่สุดครับ
ก็อย่างที่บอกพี่Tanapong ละครับ
ว่าผมไม่แก่พอที่จะเป็นอาจารย์
เรียกกันว่า "ศิษย์ร่วมสำนักเดียวกัน" ดีกว่าครับ
ผมจะได้ไม่รู้สึกแก่
เอาละ วันนี้ลุงแจ่มก็ไขปัญหาหัวใจมาได้แก่เวลา
ก็เจอกันใหม่ เมื่อชาติต้องการนะครับ
ตอนนี้ ขอไปดูอาการนายตลาดก่อน
ว่ายังอารมณ์ไม่ดีอยู่หรือเปล่า
อ้อ อีกอย่าง ช่วงนี้ พี่ปรัชญาไม่ได้แวะเวียนมาหลายเพลา
ไม่ทราบว่า หุ้นตกๆอย่างนี้ พี่ปรัชญายังสบายดีอยู่หรือเปล่าครับ
ถามด้วยความเป็นห่วงนะครับ
สวัสดีทุกท่านครับ