Re: คุณวิบูลย์ ขอรายชื่อหุ้นที่ผ่านตะแกรงร่อนหน่อยครับ
โพสต์แล้ว: อังคาร มิ.ย. 14, 2011 1:53 am
ขอบคุณมากๆครับ




เว็บบอร์ดเพื่อการลงทุนแบบเน้นคุณค่า
https://thaiviv3.mdsoft.co.th/./
ทฤษฎีลงทุน 10 เด้ง 'สถาพร งามเรืองพงศ์' เซียนหุ้นวัย 25 ปี
วันที่ 14 มิถุนายน 2554 01:00
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
เจาะลึกเทคนิคลงทุน 'เซียนหุ้นวัยเบญจเพส' เจ้าของพอร์ตหลายสิบล้านบาท 'ฮง' สถาพร งามเรืองพงศ์ เล่นหุ้นให้ 'รวย' ต้องดูพื้นฐาน 70% เทคนิค 30%
เริ่มเล่นหุ้นตอนเรียนปี 1 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ "แอบพ่อ-โอ๋แม่" ทุบกระปุกเงินเก็บแตะเอีย 100,000 บาท หว่านล้อมให้แม่ไปเปิดบัญชีเล่นหุ้นให้ที่ บล.ธนชาต ใช้ชื่อตัวเองไม่ได้เพราะยังเด็กเกินไป เวลาสั่งซื้อขายหุ้นก็ให้ส่งจดหมายไปที่บ้านญาติเพราะกลัวพ่อรู้ พ่อมี "อคติ" กับตลาดหุ้น มองว่าการเล่นหุ้นไม่ต่างอะไรกับ "เล่นการพนัน"
เด็กหนุ่มฮงในวัยเพียง 19-20 ปี ใช้วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ออกตระเวนไปแสวงหาความรู้ตามตลาดหลักทรัพย์ และโบรกเกอร์ต่างๆ รู้ว่าที่ไหนมี "สัมมนาฟรี" เด็กหนุ่มเป็นต้องขวนขวายไปฟัง บางครั้งต้องหาวิธีหลอกล่อเจ้าหน้าที่สารพัดเพราะไม่ใช่ลูกค้าของโบรกเกอร์นั้น
ครั้นระหว่างพักทานอาหารว่างและหลังงานสัมมนาเลิก เด็กฮงก็จะวิ่งไปเกาะติดวิทยากรขุดคุ้ยถามประเด็นที่ตนสงสัย แต่บ่อยครั้งที่เด็กฮง "ถูกมองข้าม" วิทยากรบางคนเห็นหน้าละอ่อนยังเป็นเด็กก็ไม่ยอมตอบคำถามไม่ให้ความสำคัญ จนเขาพูดกับตัวเองว่า "โลกนี้ไม่มีความยุติธรรม" แม้จะทรมานกับสิ่งที่ผู้ใหญ่ไม่ให้ความสำคัญกับไอ้ตี๋จอมเซ้าซี้ แต่ฮงก็พยายามหาความรู้จากหนังสือ และเว็บไซต์ต่างๆ เพิ่มเติมจนแม่เห็นความตั้งใจจริง
จากเงิน "หลักแสน" พอร์ตของเด็กฮงก็ค่อยๆ งอกเงยอย่างรวดเร็ว แม่จึงเติมทุนให้แต่ก็ไม่ได้มากมาย ภายในระยะเวลาเพียง 7 ปี (อายุ 19-25 ปี) "ฮง" สถาพร งามเรืองพงศ์ กลายเป็น "เซียนหุ้นวัยรุ่น" ชื่อดังมีพอร์ตใหญ่ "หลายสิบล้านบาท" พ่อของฮงที่มีอาชีพค้าเสื้อยืดย่านพระราม 2 วันนี้ยอมรับในตัว "ลูกชายคนเล็ก" ของครอบครัวคนนี้ ครอบครัวของเขาเพิ่งเปลี่ยนอาชีพไปปลูกต้นลีลาวดีขายบนเนื้อที่ 33 ไร่ ย่านบางขุนเทียนชื่อสวน "ลีลาวดีภิรมย์"
ฮงคุยว่าเงินลงทุนของเขาเพิ่มขึ้นราวๆ 20 เท่า ภายในระยะเวลา 2 ปี (2552-2553) ขณะที่พอร์ตลงทุนขยายตัวประมาณ 40-50 เท่า ภายในเวลา 7 ปี (2547-2553) หลังประสบความสำเร็จอย่างแรงฮงพัฒนาตัวเองไปเป็น "วิทยากร" เล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการลงทุน มีนักลงทุน "รุ่นพี่-รุ่นอา" จองที่นั่งเข้าฟังจำนวนมาก อีกทั้งนามแฝง Hongvalue ก็เป็นที่รู้จักกันอย่างดีใน "เว็บบอร์ด" แวลูอินเวสเตอร์
แม้ฮงแฝงตัวกลมกลืนกับแวลูอินเวสเตอร์ (VI) แต่เขาก็นิยามตัวเองเป็น "ลูกครึ่ง Value Investor"
"ผมจะลงทุนกึ่งแวลู จะผสมผสานระหว่างปัจจัยพื้นฐานและการวิเคราะห์ทางเทคนิค ซึ่งต่างจากนักลงทุน Value ทั่วไป แต่วันนี้มีนักลงทุน VI รุ่นใหม่ยึดแนวทางนี้เพิ่มขึ้น เพราะพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลดีมาก"
ฮงกล่าวว่า การจะซื้อหุ้นสักหนึ่งตัว นักลงทุนควรต้องดูทั้งปัจจัยพื้นฐานและกราฟเทคนิคควบคู่กันไป เพราะการดูกราฟย้อนหลังจะทำให้เห็น Demand และ Supply ของหุ้นในอดีต ที่สำคัญจะเห็นจุด "นิวไฮ" ของหุ้นด้วย
"สิ่งหนึ่งที่ผมไม่เหมือนนักลงทุนหุ้นคุณค่าทั่วไปคือ ผมยอมรับการขาดทุนได้บ้าง แต่ถ้าเป็นนักลงทุน VI แท้ๆ ต้องไม่มีคำว่า Cut Loss (ตัดขาดทุน) แต่ผมคิดแบบนั้นไม่ได้ตราบใดที่ยังชื่นชอบการเล่นหุ้นคอมมูนิตี้ (สินค้าโภคภัณฑ์) ที่สำคัญนักลงทุน VI จะไม่ดูกราฟดูปัจจัยพื้นฐานอย่างเดียว เขามองว่าดูกราฟเหมือนมองกระจกหลัง มันเกิดขึ้นไปแล้ว ไม่สามารถสะท้อนธุรกิจในปัจจุบันหรือในอนาคตได้"
สำหรับเทคนิคการลงทุนฮงจะเน้นดูปัจจัยพื้นฐาน 70% อีก 30% จะดูเทคนิเคิล และกราฟหุ้นย้อนหลัง หลายครั้งเขาบอกว่ากราฟหุ้น "ช่วยชีวิต" ไว้ ทำให้ไม่ต้อง "ขายหมู" (ขายถูก) ให้คนอื่น โดยเขายอมลงทุนเสียเงินปีละ 20,000 บาท ติดตั้งโปรแกรม APEX เพื่อดูกราฟราคาหุ้นโดยเฉพาะ
ยกตัวอย่างผลดีจากการดูกราฟ เช่น ราคาหุ้นทำนิวไฮ 10 บาท อยู่ดีๆ ลงมา 8-9 บาท แล้วซื้อขาย 8-9 บาทนานพอสมควร อยู่ๆ ก็วิ่งขึ้นไป 10 บาท โดยมีวอลุ่มเข้ามาเยอะมาก เหตุการณ์ลักษณะนี้ทำให้คิดได้ว่าบริษัทนี้ต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลง "ผมก็จะเริ่มตรวจสอบข้อมูลทันที" บางครั้งฮงเริ่มแกะรอยจากหุ้นที่มี "วอลุ่มผิดสังเกต" จากนั้นก็จะคัดเลือกหุ้นที่ "สวย" (ผลประกอบการดีที่สุด) เข้าพอร์ต
สิ่งแรกที่ต้องทำคือการเลือกหุ้นที่ "เพิ่งทำจุดสูงสุดใหม่ของกำไร" และต้องอ่านเกมต่อไปว่า "ไตรมาสที่เหลือ" ของปีนั้นๆ ต้องสามารถรักษากำไรสุทธิระดับนี้ (ดี) ได้ต่อเนื่อง ขั้นตอนจากนั้น ต้องเลือกหุ้นที่สามารถสร้างผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 6-7% ต่อปี และข้อสุดท้าย ต้องเลือกหุ้นที่ซื้อขายต่ำกว่า P/E ของกลุ่ม...เหล่านี้คือคุณสมบัติเบื้องต้นของหุ้นที่จะสร้างผลตอบแทนได้สูงจากการลงทุน
เมื่อได้หุ้นที่เข้าข่ายกำไรสุทธิทำจุดสูงสุดใหม่ จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และค่า P/E ไม่สูง (ราคาหุ้นยังไม่แพง) ได้แล้ว ฮงก็จะเริ่มปฏิบัติการวิเคราะห์เจาะลึก "งบการเงิน" ทันที โดยเน้นหนักไปที่ "กระแสเงินสด" ของกิจการ พยายามดูย้อนหลังให้ได้มากที่สุด
โดยเฉพาะในส่วนของความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของกิจการ (EBITDA) ต้องมีตัวเลขใกล้เคียงกับกำไรสุทธิ ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ต้องไม่เกิน 1 เท่า และควรเป็นหนี้สิน (หมุนเวียน) ที่ไม่มีดอกเบี้ย
เท่านั้นยังวางใจไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ฮงจะทำการวิเคราะห์ "โครงสร้างธุรกิจ" ผลิตภัณฑ์ตัวไหนที่ทำกำไรให้บริษัท รวมทั้งอ่านบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ต่างๆ ที่เขียนถึงหุ้นตัวนี้ รวมทั้งค้นหาบทสัมภาษณ์ของผู้บริหารมาอ่านเพื่อให้แน่ใจว่าหุ้นที่จะวางเดิมพันราคาต้อง "วิ่ง" ชัวร์!
"ผมจะอ่านบทวิเคราะห์ต่างๆ ที่โบรกเกอร์ส่งมาในอีเมล์ทุกเช้า รวมถึงอ่านบทสัมภาษณ์ผู้บริหารเพื่อให้เห็นทิศทางของบริษัท ส่วนใหญ่จะใช้เวลาศึกษาหาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนเพียง 2 วัน"
เมื่อหาข้อมูลครบถ้วนแล้วก็จะเริ่มทำ "ประมาณการผลประกอบการล่วงหน้า" เพื่อประเมินราคาที่เหมาะสมในอนาคต สำหรับวิธีการเข้าเก็บหุ้นจะใช้สูตร 30:30:30:10 ซื้อแล้วหุ้นขึ้นถึงซื้อ "สเต็ปที่สอง" "สเต็ปที่สาม" และ "สเต็ปที่สี่"
หมายความว่าซื้อครั้งแรก 30% สเต็ปที่สอง (อีก 30%) จะซื้อเพิ่มก็ต่อเมื่อราคาหุ้นขยับตัวเพิ่มขึ้น 7-8% ถ้าซื้อ 30% แรกแล้วราคาไม่ขึ้นก็จะรอไปก่อน "ยังไม่ซื้อ" ตรงกันข้ามถ้าซื้อแล้ว 30% ราคาหุ้นปรับตัวลดลง 8% ก็จะ Cut Loss (ตัดขายขาดทุน) ทิ้งทันที ถ้าทิ้งไว้นานเดี๋ยว "ออก(ของ)ไม่ได้"
เทคนิคที่ทำให้พอร์ตโตเร็ว 20 เท่า ภายในระยะเวลา 2 ปี (2552-2553) เวลาตลาดหุ้นอยู่ในภาวะ "กระทิง" หรือ "ขาขึ้นใหญ่" และมั่นใจหุ้นสุดๆ เขาจะใช้ "เงินกู้มาร์จิน" เพิ่มพลังบวกให้กับพอร์ต
ทุกวันนี้ศูนย์บัญชาการของฮงอยู่ที่บ้านแล้วสั่งซื้อขายทางอินเทอร์เน็ต ที่บ้านย่านพระราม 2 จะกั้นห้องไว้สำหรับนั่งดูหุ้นโดยเฉพาะภายในมีทีวี LCD 60 นิ้วตั้งอยู่กลางห้อง กิจวัตรประจำวันฮงจะตื่นนอนมานั่งในห้องนี้ตั้งแต่ 9 โมงเช้าแล้วอ่านข้อมูลทุกอย่างเริ่มตั้งแต่บทวิเคราะห์ หนังสือพิมพ์ เข้าเว็บบอร์ด Thaivi.org เหตุที่ซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตเพราะเสียค่าคอมมิชชั่นเพียง 0.1% ถ้าโทรศัพท์สั่งผ่านมาร์เก็ตติ้งต้องจ่าย 0.15% (รายย่อยต้องจ่าย 0.25%)
"โดยปกติผมจะปรับพอร์ตลงทุนทุกไตรมาส (3 เดือน) เพราะสถานการณ์มักมีการเปลี่ยนแปลง ทุกครั้งที่งบการเงินประจำไตรมาสออก ผมจะนำข้อมูลที่ผู้บริหารบอกผ่านสื่อกับบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์มานั่งคำนวณตัวเลขผลประกอบการในไตรมาสถัดไป"
อีกหนึ่งปัจจัยความสำเร็จฮงจะ "เล่นหุ้นเป็นกลุ่ม" ประมาณ 7-8 คน เทคนิคการเล่นจะคล้ายๆ กัน พวกเขานัดเจอกันที่ "สโมสรทหารบก" ทุกๆ 2 สัปดาห์ ไม่วันเสาร์ก็วันอาทิตย์ เว้นว่าช่วงไหนตลาดหุ้นดีๆ ก็จะเจอกันสัปดาห์ละครั้ง กิจกรรมที่ทำจะเช่าห้องฉายโปรเจ็คเตอร์เพื่อแชร์ข้อมูลกัน คนไหนถนัดดูกราฟก็จะมาบอกว่าเส้นกราฟเทคนิคหุ้นตัวไหนสวย ใครถนัดพื้นฐานก็จะนำข้อมูลมาเล่าสู่กันฟัง
ส่วนการซื้อขายแต่ละคนจะตัดสินใจเอาเองไม่ค่อยบอกกัน ถ้ามีหุ้นตัวไหนเข้าตาฮงชอบสั่งซื้อหุ้นวันจันทร์ ซื้อเสร็จไม่เคยกำหนดว่าต้องถือยาวหรือสั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์จะเป็นตัวบอก แต่เขาจะเตือนตัวเองเสมอว่า "เล่นหุ้นต้องเล่นแบบ "ไร้ใจ" ถ้าใช้อารมณ์เล่นหุ้น (รัก-โลภ-โกรธ-หลง) มีโอกาสขาดทุนสูง ผมจะพยายามคิดเสมอว่าหุ้นตัวนี้ไม่ใช่ญาติเรา ไม่รัก ไม่เกลียด"
ในยามที่ตลาดหุ้นไม่น่าไว้วางใจฮงจะเล่นหุ้นด้วยบัญชีเงินสด ปัจจุบันซื้อขายประจำอยู่ที่ บล.เคทีซีมิโก้ ตามมาร์เก็ตติ้งคู่ใจย้ายมาจาก บล.พัฒนสิน
ล่าสุดในพอร์ตมีหุ้นอยู่ 3 ตัว ได้แก่ BCP ต้นทุน 21 บาท มองว่าหุ้นบางจากราคายังต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานมาก ถ้าผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมาสวยเหมือนไตรมาสแรก ก็อาจปรับราคาเป้าหมายขึ้นไปอีก บางจากถือเป็นหุ้นโรงกลั่นตัวเดียวที่มีค่า P/BV ต่ำที่สุด
อีกตัวที่ลงทุนอยู่คือหุ้น HEMRAJ ซื้อมาได้เดือนกว่าๆ แล้ว ต้นทุนแถว 2.10 บาท ชอบเพราะปี 2555 จะมีรายได้จากธุรกิจโรงไฟฟ้าทำให้บริษัทมีความมั่นคงมากขึ้น และหลังเกิดสึนามิทำให้ญี่ปุ่นต้องย้ายฐานการผลิตมาเมืองไทย เหมราชก็จะได้ประโยชน์
ตัวสุดท้ายที่ลงทุนคือหุ้น CENTEL ตัวนี้ต้นทุน 7.30 บาท เก็บเพราะเห็นว่าผลประกอบการในไตรมาส 1 ปีนี้พลิกจากปี 2553 ขาดทุน 51 ล้านบาท มาเป็นกำไรสุทธิ 400 ล้านบาท ถือเป็นการทำนิวไฮในรอบ 5 ปี เพราะธุรกิจอาหารเติบโตมากขึ้น ธุรกิจโรงแรมก็ยังขยายตัวได้ดีอัตราการเข้าพักเพิ่มจาก 50-60% เป็น 70%
นอกจากหุ้นทั้ง 3 ตัวนี้แล้ว หุ้นตัวอื่นๆ ฮงบอกว่า ตอบตรงๆ ตอนนี้ยังหาตัวที่ถูกใจไม่เจอเลย วันนี้ยอมรับว่าสนใจลงทุนหุ้นต่างประเทศ แต่ยัง "เล่นยาก" เคยถามคนที่ลงทุน "หุ้นจีน" เขาบอกว่า "น่ากลัวมาก" บริษัทจีนมีการลงบัญชีไม่ค่อยโปร่งใสถ้าสุ่มสี่สุ่มห้ามีหวังขาดทุน ถ้ามีประสบการณ์แล้วเดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังอีกครั้ง
ถามว่าเคยคิดอยากเป็นเจ้าของบริษัทจดทะเบียนหรือไม่ เด็กหนุ่ม ตอบว่า แม้การซื้อหุ้นคือ "การซื้อธุรกิจ" แต่ไม่ได้หมายความว่าอยากเข้ามาบริหาร "ผมไม่คิดที่จะ “ผูกพัน” กับหุ้นตัวไหน แค่ต้องการเข้ามา “เสพสุข” (จากกำไร) เท่านั้น ได้ตามเป้าหมายแล้วก็จะไป"
ฮงเล่าว่า ตลาดหุ้นสมัยนี้คนอายุ 22-23 ปีขึ้นไป เข้ามาเล่นหุ้นกันค่อนข้างมาก จบปริญญาโทมาเล่นหุ้นก็มีเยอะ ส่วนตัวอยากแนะนำ "มือใหม่ที่เพิ่งหัดคลาน" ว่า ควรเริ่มลงทุนด้วยเงิน "ก้อนเล็กๆ" ก่อนสัก 100,000 บาท หากยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย แล้วหุ้นที่ใช้ "ฝึกมือ" ควรเป็นพวกหุ้น "โรงไฟฟ้า-ค้าปลีก" เพราะธุรกิจเข้าใจง่าย ราคาหุ้นไม่ผันผวนมาก เมื่อมีประสบการณ์แล้วก็ค่อยขยับมาเล่นหุ้นยากๆ อย่างกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งหุ้นพวกนี้ถ้าจับจังหวะถูกจะได้กำไรเยอะ (รวยเร็ว)
"หุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ผมจะถนัดกลุ่มอุตสาหกรรมประเภทแผ่นฟิล์ม สินค้าเกษตร กลุ่มอื่นๆ ยอมรับว่ายังไม่ค่อยชำนาญ"
ฮงย้ำว่า ข้อผิดพลาดของนักลงทุนจำนวนมากชอบซื้อหุ้นตามคำแนะนำของเพื่อน หรือซื้อตามโบรกเกอร์โดยที่คุณไม่รู้ข้อมูลอะไรเลย เท่าที่พบ 90% จะขาดทุน คนที่จะทำกำไรจากตลาดหุ้น (ยุคนี้) ต้องศึกษาหาความรู้ รู้ทุกซอกทุกมุมของหุ้น
"ผมโชคดีที่เล่นหุ้นตั้งแต่เรียนปี 1 ม.กรุงเทพ กว่าจะจับจุดได้ (รู้ความลับตลาดหุ้น) ใช้เวลานาน 2-3 ปี ผมจะยึดอาชีพนักลงทุนเลี้ยงตัวเองไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เรียนจบก็ไม่เคยไปทำงานบริษัท ทุกวันนี้ผมมีเงินทำอะไรได้หลายๆ อย่าง อย่างที่เพื่อนๆ ไม่มี" เซียนหุ้นวัยเบญจเพส กล่าวทิ้งท้าย
from: http://www.bangkokbiznews.com/home/deta ... 14/394926/ทฤษฎีลงทุน-10-เด้ง-สถาพร-งามเรืองพงศ์-เซียนหุ้นวัย-25-ปี.html
ขอบคุณสำหรับคำตอบครับพี่วิบูลย์ (มาขอบคุณช้าไปหลายวันเลย)VIB007 เขียน:กรองตามสะดวกauiyoo เขียน:สวัสดีครับพี่ๆทุกๆคน เป็นน้องใหม่เพิ่งเข้ามาอ่าน .. อ่านไปได้ 37 หน้าละ ..เฮ้อ !! เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ไม่มีความรู้เรื่องบัญชีเลย ยากจริงๆ.. ก็พยายามประติดประต่อครับ
เท่าที่อ่านก็พอจะได้แนวทาง VI อยู่พอสมควร ที่เหลือก็ต้องลองไปนั่งทำการบ้านดู ทั้งงบการเงิน งบดุล กำไรขาดทุน ข่าวต่างๆ เป็นต้น ...
ถึงตรงนี้มีข้อคำถามอยู่หลายข้อครับ
1. การจะเข้าไปดูงบต่างๆ เพื่อนำไปสู่การหา "ราคาที่แท้จริง" มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆสำหรับมือใหม่ .. เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะไปดูงบการเงินได้ทุกบริษัท แสดงว่าเราก็ต้องกรองหุ้นออกไปซะส่วนใหญ่ แล้วจึงค่อย ไปนั่งไล่ดูที่เหลือไปเรื่อยๆ อยากถามว่า พวกพี่ๆ ใช้หลักการอะไรในการกรองหุ้นเบื้องต้นก่อนไปนั่งดูพวกงบการเงินต่างๆ เช่น P/E, P/BV, Dividend Yield, EPS, Growth หรือ กลุ่มอุตสาหกรรม etc. เป็นต้น
ลองหาหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจฉบับวันจันทร์มาดู
จะมีตัวเลขต่างๆไว้เปรียบเทียบดูได้ครับ
นับจากวันที่เริ่มตั้งเวปจนถึงวันนี้auiyoo เขียน:2. อยากให้แนะนำหนังสือสำหรับ VI ให้ด้วยครับ เท่าที่อ่านในกระทู้จะมี (ถึงหน้า 37) จะเป็นข้อมูลของปี 2004 อยู่เลย ฮ่าๆ ดังนี้
a. ราคาหุ้นและการปรับโครงสร้างทางการเงิน เล่ม 2 (FPM)
b. Value Investing Made Easy
c. The new Buffertology
d. ตีแตก ของ ดร. นิเวศน์
ไม่รู้ว่า ข้อมูลจะยังใช้ได้อยู่หรือไม่ แล้วจะหาซื้อได้หรือป่าว หรือพี่ๆมีหนังสือแนะนำทดแทนหรือป่าว
มีหนังสือวีไอออกมาในตลาดเต็มไปหมด
ถ้าแนะนำตอนนี้ก็ต้อง
"เคล็ดลับเซียนหุ้นบันลือโลก"
เนื้อหาเยอะ ราคาไม่แพง ฮา
ส่วนเล่มเก่าๆเนื้อหายังใช้ได้
ไปหาเถอะครับตามร้านทั่วไป
ซีเอ็ดยิ่งเยอะ
ซื้อมาทุกเล่มเลยก็ได้
ทั้งของอ.นิเวศน์ บัฟเฟต ปีเตอร์ลินซ์ ฟิลลิปฟิชเชอร์
หนังสือของอ.ภาพร หรือไม่ก็ของอ.วรศักดิ์ ทุมมานนท์auiyoo เขียน:3. จำเป็นต้องมีความเข้าใจบัญชีด้วยหรือป่าวครับ .. มีหนังสือแนะนำหรือป่าวครับ
ขอบคุณครับ
ใช้ได้ครับ
มิกล้า มิกล้าศิษย์เซียน007 เขียน:ผมอุดหนุนหนังสือพี่มาแล้ว ขอให้ขายดีแบบหนังสือปรมาจารย์นิเวศน์นะคับ
ด้วยความยินดีครับauiyoo เขียน:
ขอบคุณสำหรับคำตอบครับพี่วิบูลย์ (มาขอบคุณช้าไปหลายวันเลย)
ในที่สุด ผมก็อ่านกระทู้นี้จบแล้ว .. จะเริ่มทบทวนสิ่งที่ได้จากเว๊บนี้มาละ
อ้อ .. แล้วก็ผมไปหาหนังสือมาอ่านเพิ่มเติมตามที่พี่วิบูลย์บอกเรียบร้อยแล้ว มี "เคล็ดลับเซียนหุ้นบันลือโลก" ของพี่ด้วยล่ะ แต่ผมหา อีก 2 เล่มของพี่ไม่ได้อ่ะ .. "อ่านก่อนรวยถาวรกว่า" และ "วิถีเซียนหุ้นมูลค่า" พอจะหาที่ไหนได้บ้างเอ่ย
ไว้ผมอ่านแล้วมีคำถามสงสัยอะไร จะขออนุญาตมาขอความรู้จากพี่อีกนะครับ
ป.ล. จากที่ (ทน) อ่านกระทู้มาจนจบ รู้สึกได้ว่าพี่วิบูลย์เป็นผู้ให้โดยแท้จริง ขอบคุณจากใจจริงครับ
หายากจริงๆครับ อาจจะต้องรองานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ แล้วไปที่บูธเนชั่น ผมก็หาสองเล่มนี้ได้จากบูธเนชั่นเหมือนกันauiyoo เขียน:อ้อ .. แล้วก็ผมไปหาหนังสือมาอ่านเพิ่มเติมตามที่พี่วิบูลย์บอกเรียบร้อยแล้ว มี "เคล็ดลับเซียนหุ้นบันลือโลก" ของพี่ด้วยล่ะ แต่ผมหา อีก 2 เล่มของพี่ไม่ได้อ่ะ .. "อ่านก่อนรวยถาวรกว่า" และ "วิถีเซียนหุ้นมูลค่า" พอจะหาที่ไหนได้บ้างเอ่ย
ผมไม่ทราบว่ารายละเอียดของการยกเลิกกองทุนน้ำมันเป็นอย่างไรThe BiG Cheese เขียน:คุณวิบูลย์ครับ ขอสอบถามเรื่องของการยกเลิกกองทุนน้ำมันหน่อยครับ ว่ามีผลดี/ผลเสียกับบริษัทโรงกลั่นน้ำมันอย่างไร
ติดตามผลงานมานานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสถามสักทีขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำตอบนะครับ
เป็นไปได้ครับprakarnb เขียน:เห็นว่า ไม่ได้ยกเลิกกองทุนฯ แต่ยกเลิกการเก็บเงินเข้าเป็นการชั่วคราว แต่ที่จะกระทบค
เป็นเรื่องของราคาน้ำมันเบนซิน ( 91,95 ) กับแก็สโซฮอล จะต่างกันน้อยมาก ซึ่งมีแนวโน้วจะทำให้คนหันมาใช้ เบนซินปกติมากขึ้น จึงขอรบกวนถามคุณวิบูลย์ว่าหากเป็นอย่างนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตเอธานอลอย่างมาก ใช่หรือไม่ครับ และหากมีผลจริง บริษัทฯใดจะถูกกระทบมากที่สุดครับ
ขอโทษทีที่ตอบช้าครับauiyoo เขียน:พี่ๆครับ ถามหน่อยครับว่า
กำไรสะสมกับเงินสด ในงบดุล เกี่ยวข้องกันยังไงครับ คือ ..
สมมุติว่า บริษัทนึงมีกำไรสะสมเยอะๆ แล้วปีนี้เค้าจะเอาเงินอยู่ที่มีไปสร้างโรงงานเพิ่ม หมายความว่า กำไรสะสมกับเงินสดก็จะลดลงเท่าๆกันใช่หรือไม่
ไม่ถูกครับauiyoo เขียน:อย่างนี้แล้วการหามูลค่าที่แท้จริงแบบ DCF ก็คือ มูลค่าบริษัทจะลดลงตามเงินที่เอาไปสร้างโรงงานใช่หรือไม่ (เงินสดลดลง) ... ราคาแท้จริงก็ควรจะลดลง ... ถูกต้องมั้ยครับ
คงต้องขึ้นกับผลตอบแทนที่ได้รับauiyoo เขียน:แล้วเราจะรู้ได้ไงว่า การสร้างโรงงานกับการเก็บเงินไว้เฉยๆ อย่างไหนดีกว่ากัน .. ผมคิดว่าดูว่าเงินลงทุนกับกำไรที่คาดว่าจะได้ปีถัดๆไป ใช้เวลาซักกีปีถึงคืนทุน ถ้ามากปีเกินไปก็คงไม่น่าสนใจ ..
รบกวนแชร์ด้วยครับ
ใช่ครับauiyoo เขียน:ขอบคุณครับพี่วิบูลย์ .. เข้าใจแล้วครับ
ผมรบกวนถามเพิ่มเรื่อง Dilution Effect หน่อยครับ
จากงบกำไรขาดทุน ถ้า
กำไร (ขาดทุน) ต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน (หน่วย : บาท) ไม่เท่ากับ กำไร (ขาดทุน) ต่อหุ้นปรับลด (หน่วย : บาท) แสดงว่ามี Dilution Effect ใช่มั้ยครับ
ดูจาก 56-1 น่าจะมีauiyoo เขียน:แล้วเราจะรู้ได้ไงว่า Dilution Effect มันเกิดจากอะไรบ้าง .. เช่น จาก Warrant หรือ หุ้นกู้ หรือ หุ้นบุริมสิทธิ์ ฯลฯ
ต้องอ่านจากข่าวบริษัทย้อนหลัง หรือเช็คได้ที่ไหนบ้างอ่ะครับ
ไม่น่าได้ครับauiyoo เขียน:ป.ล. ถ้าสมมุติหาข้อมูลได้ยาก .. ถ้าบังเอิญ กำไร (ขาดทุน) ต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน ไม่ต่างกันมากกับ กำไร (ขาดทุน) ต่อหุ้นปรับลด .. เรามองข้ามไปเลยได้หรือไม่
ศิษย์เซียน007 เขียน:ผมอุดหนุนหนังสือพี่มาแล้ว ขอให้ขายดีแบบหนังสือปรมาจารย์นิเวศน์นะคับ
ลองทำเองดูมั๊ยครับPuckr! เขียน:ขอถามเพื่อนๆ พี่ๆหน่อยครับว่า
เราจะหากราฟ ราคาหุ้น เทียบกับ กำไร แบบในหนังสือ One Up ของ Peter Lynch
ได้จากที่ไหนครับ ขอบคุณล่วงหน้า
ตอนนี้ผมอ่านถึงหน้า 94 ขอแปะไว้ก่อน
เพิ่งสังเกตเหมือนกันBEN100 เขียน:วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม 2011 กระทู้นี้จะอายุครบ 8 ปีเต็ม เป็นกระทู้ทรงคุณค่าจริงๆ
ถ้าเราตั้งสมมุติฐานบนรายได้และกำไรจาก x=70% y=30% ต่อไปในอนาคตPuckr! เขียน:เพิ่งอ่านจบครับ . .
ถามเรื่องพื้นฐานหน่อยครับ เมื่อคำว่า "พื้นฐานเปลี่ยน" เป็นอีกปัจจัยเมื่อตอนขายหุ้น
ยกตัวอย่าง บริษัท A ขายสินค้า x=70% y=30% (x มีมาร์จิ้นประมาณ 30% yมาร์จิ้น10%)
แล้วเริ่มเล็งเห็นว่ามีคู่แข่งมาขายสินค้า x มาขึ้นเรื่อยๆ และแนวโน้มเสียมาร์เกตแชร์ไปเรื่อยๆ
ฝ่ายบริหารจึงมาเน้น y=70% x=30% แล้วกำไรตกไปเกิน 20% ที่ไตรมาสถัดไปหลังจากเปลี่ยนแผนการตลาด
ถ้าเกิดสถานการณ์แบบนี้ ถือว่าพื้นฐานเปลี่ยนเลยใช่ไหมครับ แล้วคุณวิบูลย์จะทำอย่างไร
ถ้าขาย จะขายก่อนที่ผลประกอบการไตรมาสลดลง หรือ ให้ลดลงซัก2ไตรมาสค่อยตัดสินใจขายครับ
มีหุ้นตัวหนึ่ง ถ้าจำไม่ผิดชื่อ CCETPuckr! เขียน:ต่อจากข้างบน
คุณวิบูลย์ช่วยแชร์ประสบการณ์ที่ต้องขายหุ้นเมื่อพื้นฐานเปลี่ยนหน่อยได้ไหมครับ
เหตุผลที่ขาย และ หลังจากขายแล้วเป็นไปตามที่คาดไว้หรือเปล่า