หน้า 2 จากทั้งหมด 3
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: พุธ ก.ย. 15, 2004 4:55 pm
โดย ม้าเฉียว
ที่ท่านนักดูดาวเตือนไว้ถึง ปัญหากระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ติดลบ นั้น เป็นประเด็นสำคัญเลยทีเดียวที่ผมเองก็กังวลอย่างมาก เพราะโดยส่วนตัวผมแล้ว จะใส่ใจกับกับงบกระแสเงินสดมากกว่างบอื่นๆ (ในขณะที่นักลงทุนหลายคนอาจดูแค่บรรทัดท้ายๆของงบกำไรขาดทุนเท่านั้น ซึ่งในที่นี้คงแทบไม่มี เพราะใครที่หลงเข้ามาเว็ปนี้ ก็คงจะค่อยๆซึมซับสิ่งดีๆ อย่างการฝึกดูงบการเงิน ของแนวทางการลงทุนอย่างมีความสุขไม่มากก็น้อย)
เห็นชัดว่า ลูกหนี้การค้า และสินค้าคงคลังของบริษัทสูงขึ้น และต้องรักษาสถานะกระแสเงินสดด้วยการใช้ OD
แต่ถ้าผมเป็นเจ้าของบริษัทนี้ ผมมองว่าในช่วงไตรมาส2-3 ผมจะเพิ่มระดับสินค้าคงคลังมากขึ้น เพราะราคายางในตลาดโลกตอนนี้อ่อนตัวลงมา แล้วเอาไปขายในช่วงปลายปี ที่Supplyของยางจะลดลง เพราะเป็นช่วงหน้าฝนที่กรีดยางไม่ค่อยได้ เพราะยางจะมีน้ำฝนปน ทำให้ยางมีคุณภาพต่ำ จึงน่าจะขายยางได้ราคาดีกว่า
ส่วนประเด็นของลูกหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้นยังนึกหาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ก.ย. 17, 2004 5:12 pm
โดย คนสงสัย
สงสัยเรื่องหุ้น PP ที่ยังขายไม่หมดน่ะครับ ตกลงจะเอายังไงกันอ่ะ เหมือนเคยได้ยินว่าการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนจะต้องขอมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น และต้องนำออกขายภายในเวลา 1 ปีนับตั้งแต่วันที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติอนุมัติ พอจะจำได้ว่าที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติขายหุ้น PP ตั้งแต่ 12 กันยายน 2546 มันก็เกินปีมาแล้วหนิ ยังงี้หุ้น PP ที่เหลืออยู่ถือว่าเป็นโมฆะรึเปล่าครับ ใครพอรู้ช่วยตอบด้วยนะครับ
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: เสาร์ ก.ย. 18, 2004 1:40 pm
โดย AASHTO
หรือว่า ต้องดูว่า ปริมาณการ stock สินค้า เป็น season รึป่าวครับ
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: เสาร์ ก.ย. 18, 2004 2:00 pm
โดย ม้าเฉียว
ถูกต้องครับ
เดี๋ยวผมจะลองคิด Seasonal Index ของยอดสินค้าคงคลังดู
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: จันทร์ ก.ย. 20, 2004 11:15 am
โดย บุคคลทั่วไป
คุณนักดูดาวเขียนไว้ว่า
ขอมองต่างมุมในเรื่องการเข้าออกจากธุรกิจ ซึ่งตรงนี้จะส่งผลต่อปริมาณผู้แข่งขัน
ในกรณีทำสวนยางนี่ไม่ใช่เริ่มต้นได้ง่ายและออกได้ง่าย ณ วันนี้หากจะมีผู้ทำธุรกิจสวนยางใหม่ ก็ต้องเริ่มตั้งแต่หาที่ดิน ต้นพันธุ์ ปุ๋ย ยา ...คือต้องมีความรู้ในการทำการเกษตรมาก และต้องใช้เวลานานกว่ายางจะให้ผลผลิต น้อยคนนักที่อยากเข้ามาทำธุรกิจแบบนี้ เพราะทั้งยาก ทั้งกินเวลานาน
การออกจากธุรกิจ ก็เช่นกันครับ ผมคิดว่า หากเลิกโดยฉับพลัน ก็หาผู้ซื้อธุรกิจมาดำเนินการณ์ต่อยาก (ดังเหตุผลข้างต้น) สินทรัพย์ต่างๆที่ใช้ดำเนินธุรกิจ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ซื้อง่ายขายคล่องนัก ทำให้ธุรกิจนี้เลิกยากครับ หากเลิกจริงก็คงต้องเจ็บตัวไม่น้อยทีเดียว
สรุป ผมคิดว่าธุรกิจยาง เข้ายาก ออกยากครับ
ไม่เชื่อค่ะ ถ้าเข้ายากจริง ทำไม นายเท่ง ลุงไข่นุ้ย ตายฉุย ยาย สิน เข้ามาทำธุรกิจสวนยางได้
และถ้าธุรกิจสวนยาง เข้ายากออกยาก ธุรกิจ
ทำนาก็ต้องเข้ายากออกยากด้วยสิคะ แล้วทำไม ตามี ยายมา ตาสี ตาสา ถึงเข้าได้
มั่วหรือเปล่าน้อง
:lol:
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: จันทร์ ก.ย. 20, 2004 11:48 am
โดย xyz
เห็นด้วยกับคุณ Guest
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: จันทร์ ก.ย. 20, 2004 11:49 am
โดย xyz
เห็นด้วยกับคุณ Guest
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: จันทร์ ก.ย. 20, 2004 1:40 pm
โดย harry
แล้วแต่คนมอง สำหรับผมถ้าอยากจะทำนา ทำสวน ผมว่าเข้ายากมาก เพราะผมยากจน ไม่มีที่ดินเลย ไม่รู้ว่าจะหาซื้อที่ไหน ที่มั่นใจว่าดินดี อุดมสมบูรณ์ และปลูกได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะโดนน้ำท่วมเมื่อไหร่
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: จันทร์ ก.ย. 20, 2004 1:57 pm
โดย xyz
คนละประเด็นครับ
การพิจารณาว่าธุรกิจใหนเข้ายากเข้าง่าย จะไม่ใช้ตัวเองเข้าไปตัดสินเพราะตัวเราเองมีข้อจำกัดครับ
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: จันทร์ ก.ย. 20, 2004 2:26 pm
โดย ซีดาน
การที่จะบอกว่าเข้ายากง่ายแล้วไปเทียบกับชาวบ้านผมว่ามันไม่ใช่นะครับ
กรณีที่ตาสีตาสา สมมติเดิมทำธุรกิจสวนส้มแล้วอยู่ ๆ จะย้ายถิ่นมาอยู่ภาคใต้แล้วทำสวนยาง ผมว่ายากครับ สรุปผมเห็นด้วยครับว่าหากเพิ่งจะเริ่มทำน่ะ สวนยางทำยากครับ แต่ถ้ามีประสบการณ์อยู่แล้วก็อีกเรื่องนึง
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: จันทร์ ก.ย. 20, 2004 2:59 pm
โดย เห็นด้วย
การเทียบกับชาวบ้าน ผมว่าก็เป็นสิ่งที่ดีครับ เพราะโดยส่วนใหญ่ชาวบ้านจะเป็นกลุ่มที่มีปัจจัยด้านต่าง ๆ ค่อนข้างน้อย ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทอง ที่ดิน ความรู้ และอื่น ๆ
ซึ่งหมายความว่าขนาดมีสิ่งต่างๆน้อย เขายังทำได้ แล้วถ้าเป็นนายทุนมีเงินทองมากมาย มีเงินจ้างแรงงานมากมาย มีเงินจ้างนักวิชาการถ้าเขาขาดความรู้
ถ้าเขาจะทำ เขาจะทำไม่ได้เชียวหรือ
ผมเห็นด้วยกับคุณ xyz ว่าการเอาประสบการณ์ส่วนตัวของเราไปตัดสิน บางทีมันก็ผิดพลาดครับ เพราะเราไม่ได้เก่งทุกเรื่อง และเราก็ไม่ได้มีทุกอย่างที่จะไปบอกคนโน้นคนนี้ว่าอันนี้ยาก อันนี้ง่าย คนเก่งกว่าเรามีเยอะ คนรวยกว่าเราก็มีเยอะ
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: จันทร์ ก.ย. 20, 2004 3:15 pm
โดย กบน้อย
เยี่ยมครับคุณ xyz ได้ความรู้ใหม่ครับ เมื่อก่อนผมมักจะประเมินโดยเอาตัวเองเป็นเกณฑ์เหมือนกัน รู้สึกว่าตัวเองได้ออกมาจากกะลาครอบ ( paradagm ) เห็นอะไรมากขึ้นเยอะ
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: จันทร์ ก.ย. 20, 2004 3:26 pm
โดย บูมเมอแรง
สนับสนุนค่ะ
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: จันทร์ ก.ย. 20, 2004 3:38 pm
โดย บูมเมอแรง
คุณสงสัย เขียนว่า
สงสัยเรื่องหุ้น PP ที่ยังขายไม่หมดน่ะครับ ตกลงจะเอายังไงกันอ่ะ เหมือนเคยได้ยินว่าการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนจะต้องขอมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น และต้องนำออกขายภายในเวลา 1 ปีนับตั้งแต่วันที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นลงมติอนุมัติ พอจะจำได้ว่าที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติขายหุ้น PP ตั้งแต่ 12 กันยายน 2546 มันก็เกินปีมาแล้วหนิ ยังงี้หุ้น PP ที่เหลืออยู่ถือว่าเป็นโมฆะรึเปล่าครับ ใครพอรู้ช่วยตอบด้วยนะครับ
มีใครทราบใหมคะ
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: จันทร์ ก.ย. 20, 2004 5:27 pm
โดย harry
ไว้ผมมีเงินเยอะๆก่อน คงจะรู้ว่าเข้ายาก หรือง่าย ขอบคุณครับสำหรับความเห็นโต้แย้ง
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: อังคาร ก.ย. 21, 2004 12:10 am
โดย เพื่อน
ไม่รู้ทำไมผมถึงมีความรู้สึกว่า คนโพสเข้ามาลักษณะเป็นทีมนะครับ หรือจะเป็นคนเดียวกัน เออ ออ กันเอง ชมกันเอง คุณHarry กำลังโดนรุม หรือผมคิดมาก เข้าใจผิดเองก็ขอโทษด้วยครับ
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: อังคาร ก.ย. 21, 2004 7:45 am
โดย stockms
อาชีพเกษตรกรรมเกือบทุกประเภทการเข้ามาทำเพื่อหาเลี้ยงชีพตัวเองอาจไม่ค่อยยาก แต่เข้ามาทำให้ได้กำไรเหลือเก็บจนรวยต้องอาศัยความรู้และฝีมือการจัดการที่ดี ยิ่งถ้าจะทำใหญ่ต้องมีทุนด้วย เสี่ยงไม่น้อยเหมือนกัน คนที่ทำอยู่ก่อนย่อมได้เปรียบในหลายๆด้าน สมัยนี้ธุรกิจเกษตรเกิดใหม่มีไม่มากแล้วครับส่วนใหญ่เกิดจากการสยายปีกของกลุ่มที่ทำอยู่เดิม เจ้าใหม่ไม่ค่อยอยากเดินเข้ามา ดังนั้นผมคิดว่าการซื้อหุ้นเกษตรของบริษัทที่เป็นที่หนึ่งในธุรกิจของตน ณ ราคาที่ต่ำกว่า book และ PE ต่ำกว่า 7 ปันผลกว่า 6% มีความปลอดภัยระดับหนึ่งครับ
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: พุธ ก.ย. 22, 2004 5:32 pm
โดย XXyyZZ
...อึด อึด อึด...
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: พุธ ก.ย. 29, 2004 11:04 pm
โดย คนสงสัย
เอ ผู้บริหาร STA ซื้อตลอดเลยแฮะ ซื้อตั้งแต่ 15 บาท ยัน 40.50
http://capital.sec.or.th/webapp/corp_fin/result59c.php
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: อาทิตย์ ต.ค. 03, 2004 1:20 pm
โดย abc
ผมคนใหม่ใม่ใช่ก๊วนใคร อย่างที่คุณ xyz กล่าวครับ จริงๆ อย่าเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐานตัดสินคนอื่น และควรใช้สติกับปัญญาแสดงความคิดเห็น ถ้าใช้อารมณ์มันจะแสดงความโง่เขลาของตนให้ผู้อื่นได้รู้มากขึ้น
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: จันทร์ ต.ค. 04, 2004 6:52 pm
โดย บุคคลทั่วไป
....อืม...น่าคิด...
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. ต.ค. 07, 2004 1:14 pm
โดย AASHTO
วันนี้ไปแล้ว sta เย้.....
กำไร รวม 3 ไตรมาส เกิน 10 บาท sure
กำไร รวม 4 ไตรมาส ไม่ต้องพูดถึง
.....
ถึงตอนนั้น ต้องมีคนมาขอซื้อจากเรา แพงๆ
เย้ๆๆๆๆๆ
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: พฤหัสฯ. ต.ค. 07, 2004 9:00 pm
โดย ดีใจจัง
ร่วมฉลองด้วยคน เย้ๆ
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 08, 2004 10:58 am
โดย xyz
อา....47.50 บาทแล้ว
ดีใจด้วยครับ
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 08, 2004 11:37 am
โดย stockms
คาดไม่ถึงเหมือนกันว่ามันจะมาเร็วขนาดนี้ :lol:
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 08, 2004 11:40 am
โดย stockms
แต่ผมอยากให้พวกเราช่วยกันขาย PL ออกมาบ้างม่งั้นไม่มีคนมาลากจริงๆ เห็นนวดขึ้นนวดลงอยู่แถว 48.50-50 บาทนี่แหละ ผมเองก็จะขายออกบ้างแล้ว
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 15, 2004 8:49 am
โดย SC9
ราคาจะไปถึงไหนกันนี่ ตอนนี้ก็ 53.50 บาทแล้ว
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 15, 2004 10:39 am
โดย stockms
ตกใจตลาดเลย ปล่อยไปบ้างแล้วเมื่อวาน
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 15, 2004 11:09 am
โดย CK
STA ผมยังกอดแน่นเลยครับ เมื่อสองวันก่อนกระเด็นหลุดไป 10% ที่ 49.50
บาท น้ำตาไหลพราก
PL กับ STA ชอบทั้งคู่
โพสต์แล้ว: ศุกร์ ต.ค. 15, 2004 5:18 pm
โดย stockms
เมื่อวานผมปล่อยไปครึ่งหนึ่งที่ 55 แต่สองวันนี้ทำท่าว่าแข็งมากเลยนครับ สงสัยจะปล่อยเสือเข้าป่าซะแล้ว แต่ปล่อยแล้วก็เอาไปแลกสองเรือคู่ชู้ชื่น TTA กับ PSL คืน สรุปรอบนี้
ซื้อๆ ขายๆ อยู่กับ RCL TTA PSL STA BCP-DR1 RPC PICO TPC
เตรียมขาย CEI และ FANCY ถ้าขึ้นมาอีกซักนิดก็จะได้ราคาถูกใจแล้ว
สะสม SPORT TICON และ CPF เพราะซื้อแล้วมีแต่ลง
ติด PL กับ LTX อยู่เยอะเลยไม่กล้าซื้อเพิ่มอีก ปีกว่าแล้ว