รวมข่าว "หัวเว่ย"
-
- Verified User
- โพสต์: 5659
- ผู้ติดตาม: 0
Re: รวมข่าว "หัวเว่ย"
โพสต์ที่ 31
จดหมายเปิดผนึกจากหัวเว่ย
วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 15:42
หัวเว่ยแจงซื้่อทรัพย์สินทรีลีฟ ไม่ต้องขอใบอนุญาตเพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้นอกสหรัฐ
จดหมายเปิดผนึกจากหัวเว่ย โดย นายเคน หู รองประธานบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี่ และประธานบริษัทหัวเว่ย สหรัฐอเมริกา ความว่า
รายงานข่าวกรณีการซื้อทรัพย์สินของบริษัททรีลีฟ ซิสเต็มส์โดยหัวเว่ย ได้กลายเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงกันอย่างมากในหลายประเทศ หัวเว่ยต้องการที่จะใช้โอกาสนี้นำเสนอข้อเท็จจริงโดยละเอียดเบื้องหลังกรณีดังกล่าว เพื่อสร้างความเข้าใจในสถานการณ์ปัจจุบัน และเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับข่าวลือและข้อกล่าวหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับบริษัท
ฟิวเจอร์เว่ย บริษัทลูกของหัวเว่ยในสหรัฐฯ ได้ซื้อทรัพย์สินบางส่วนของบริษัททรีลีฟ ซิสเต็มส์ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฏาคม 2553 โดยทรีลีฟเป็นบริษัทในอุตสาหกรรมไอทีที่ตั้งอยู่ ณ เมืองซานตา คลารา มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ในขณะนั้น ทรีลีฟกำลังเตรียมการเพื่อปิดกิจการ โดยนอกจากฟิวเจอร์เว่ยแล้ว ก็ไม่มีผู้อื่นแสดงความสนใจที่จะซื้อทรัพย์สินของทรีลีฟแต่อย่างใด หัวเว่ยได้ยื่นคำร้องต่อสำนักงานอุตสาหกรรมและความมั่นคง ภายใต้ความดูแลของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เพื่อขออนุมัติการซื้อทรัพย์สินดังกล่าว นอกจากนี้ ทางกระทรวงพาณิชย์ยังได้ยืนยันกับหัวเว่ยอีกด้วยว่าบริษัทไม่จำเป็นต้องขอใบอนุญาตเพื่อการนำเอาเทคโนโลยีของทรีลีฟไปใช้งานนอกสหรัฐ
หลังจากนั้น หัวเว่ยได้ทราบว่าคณะกรรมการพิจารณาการลงทุนต่างชาติในสหรัฐ (Committee on Foreign Investment in the United States – CFIUS) สนใจในรายละเอียดของข้อตกลงทางธุรกิจกับทรีลีฟ บริษัทจึงตัดสินใจยื่นเรื่องให้ทางคณะกรรมการ CFIUS เริ่มต้นพิจารณาการซื้อขายดังกล่าวทันทีในเดือนพฤศจิกายน 2553
ต่อมา เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2554 คณะกรรมการ CFIUS ได้แนะนำให้หัวเว่ยถอนตัวออกจากข้อตกลงซื้อทรัพย์สินของทรีลีฟ ภายใต้เงื่อนไขของทาง CFIUS เอง ในระยะแรก หัวเว่ยได้ตัดสินใจที่จะปฏิเสธข้อแนะนำดังกล่าว เพื่อเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างละเอียด แต่ในที่สุดแล้ว บริษัทก็ได้ถอนตัวออกจากข้อตกลงกับทรีลีฟเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ตามคำแนะนำของคณะกรรมการ CFIUS เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้สถานการณ์ดังกล่าวบานปลายยิ่งขึ้น หลังจากพบว่าสื่อมวลชนทั่วโลกได้ให้ความสนใจในกรณีนี้เป็นอย่างมาก
หัวเว่ยเชื่อว่าสหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในชาติที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก เรามีความเคารพอย่างสูงในวัฒนธรรมอเมริกัน ที่มีพื้นฐานอยู่บนหลักการของประชาธิปไตย เสรีภาพ ความยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน อันเป็นหลักการที่หัวเว่ยยึดถือมาโดยตลอด และความสัมพันธ์ของหัวเว่ยกับประชาชนชาวอเมริกันก็ได้ช่วยให้บริษัทเรียนรู้มุมมองใหม่ๆ ในการทำธุรกิจมากมาย
ประธานาธิบดีบารัค โอบามาได้กล่าวไว้ในสุนทรพจน์สาบานตนเข้ารับตำแหน่งว่า “วันนี้ พวกเราทุกคนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ ก็เพราะว่าเราเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่กับความหวังและความสามัคคี แทนที่จะเป็นความกลัวและความแตกแยก วันนี้จะเป็นวันที่เราก้าวข้ามความขัดแย้ง การโป้ปดมดเท็จ การสาดโคลน และความเชื่อผิดๆ ที่ล้าสมัย เพื่อพัฒนาระบบการเมืองของเราอย่างจริงจัง” หัวเว่ยศรัทธาในวิสัยทัศน์นี้ และมีความมุ่งมั่นที่จะใช้แนวทางดังกล่าวเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ของเรากับคู่ค้าในสหรัฐฯ ดังเช่นที่เรากระทำมาตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
=======================================================
หัวเว่ยยันตั้งใจลงทุนระยะยาวในสหรัฐ
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2554 18:07
หัวเว่ยออกจดหมายเปิดผนึกชี้แจงการซื้อทรัพย์สิน ทรีลีฟ ซิสเต็มส์ ของสหรัฐ
นายเคน หู รองประธานหัวเว่ย เทคโนโลยี และประธาน หัวเว่ย สหรัฐ ออกจดหมายชี้แจงการเข้าซื้อทรัพย์สินของ
ทรีลีฟ ซิสเต็มส์ ในสหรัฐ โดยระบุว่า ฟิวเจอร์เว่ย บริษัทลูกของหัวเว่ยในสหรัฐ เข้าซื้อทรัพย์สินบางส่วนของบริษัททรีลีฟ ซิสเต็มส์ ในช่วงเดือนพ.ค.-ก.ค. 2553 ซึ่งเป็นช่วงที่ ทรีลีฟ อยู่ระหว่างเตรียมการปิดกิจการ
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการพิจารณาการลงทุนต่างชาติในสหรัฐ แนะนำให้หัวเว่ยถอนตัวออกจากข้อตกลง ซึ่งบริษัทก็ยินยอมเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์บานปลาย หลังจากพบว่าสื่อมวลชนทั่วโลกให้ความสนใจในกรณีนี้เป็นอย่างมาก
หัวเว่ยระบุว่า บริษัทตกเป็นที่สนใจสืบเนื่องจากข่าวลือว่าบริษัทมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับกองทัพจีน มีปัญหาการละเมิดสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากรัฐบาลจีน และเป็นอันตรายของบริษัทต่อความมั่นคงของสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม หัวเว่ยยืนยันว่า บริษัทมีความตั้งใจที่จะทำการลงทุนระยะยาวในสหรัฐ และขณะนี้บริษัทว่าจ้างพนักงานอเมริกันแล้ว 1,000 คน ในปี 2553 บริษัทลงทุนกว่า 6,100 ล้านดอลลาร์ ในการซื้อผลิตภัณฑ์และบริการจากธุรกิจสัญชาติอเมริกัน
ตลอดระยะเวลาการทำธุรกิจในสหรัฐ หัวเว่ยเพิ่มการลงทุนในด้านการวิจัยและค้นคว้าด้วยอัตราเฉลี่ย 66% ต่อปี โดยงบลงทุนในด้านดังกล่าวของหัวเว่ยในปีที่ผ่านมา คิดเป็นเงินจำนวนกว่า 62 ล้านดอลลาร์
วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 15:42
หัวเว่ยแจงซื้่อทรัพย์สินทรีลีฟ ไม่ต้องขอใบอนุญาตเพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้นอกสหรัฐ
จดหมายเปิดผนึกจากหัวเว่ย โดย นายเคน หู รองประธานบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี่ และประธานบริษัทหัวเว่ย สหรัฐอเมริกา ความว่า
รายงานข่าวกรณีการซื้อทรัพย์สินของบริษัททรีลีฟ ซิสเต็มส์โดยหัวเว่ย ได้กลายเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงกันอย่างมากในหลายประเทศ หัวเว่ยต้องการที่จะใช้โอกาสนี้นำเสนอข้อเท็จจริงโดยละเอียดเบื้องหลังกรณีดังกล่าว เพื่อสร้างความเข้าใจในสถานการณ์ปัจจุบัน และเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับข่าวลือและข้อกล่าวหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับบริษัท
ฟิวเจอร์เว่ย บริษัทลูกของหัวเว่ยในสหรัฐฯ ได้ซื้อทรัพย์สินบางส่วนของบริษัททรีลีฟ ซิสเต็มส์ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฏาคม 2553 โดยทรีลีฟเป็นบริษัทในอุตสาหกรรมไอทีที่ตั้งอยู่ ณ เมืองซานตา คลารา มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ในขณะนั้น ทรีลีฟกำลังเตรียมการเพื่อปิดกิจการ โดยนอกจากฟิวเจอร์เว่ยแล้ว ก็ไม่มีผู้อื่นแสดงความสนใจที่จะซื้อทรัพย์สินของทรีลีฟแต่อย่างใด หัวเว่ยได้ยื่นคำร้องต่อสำนักงานอุตสาหกรรมและความมั่นคง ภายใต้ความดูแลของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เพื่อขออนุมัติการซื้อทรัพย์สินดังกล่าว นอกจากนี้ ทางกระทรวงพาณิชย์ยังได้ยืนยันกับหัวเว่ยอีกด้วยว่าบริษัทไม่จำเป็นต้องขอใบอนุญาตเพื่อการนำเอาเทคโนโลยีของทรีลีฟไปใช้งานนอกสหรัฐ
หลังจากนั้น หัวเว่ยได้ทราบว่าคณะกรรมการพิจารณาการลงทุนต่างชาติในสหรัฐ (Committee on Foreign Investment in the United States – CFIUS) สนใจในรายละเอียดของข้อตกลงทางธุรกิจกับทรีลีฟ บริษัทจึงตัดสินใจยื่นเรื่องให้ทางคณะกรรมการ CFIUS เริ่มต้นพิจารณาการซื้อขายดังกล่าวทันทีในเดือนพฤศจิกายน 2553
ต่อมา เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2554 คณะกรรมการ CFIUS ได้แนะนำให้หัวเว่ยถอนตัวออกจากข้อตกลงซื้อทรัพย์สินของทรีลีฟ ภายใต้เงื่อนไขของทาง CFIUS เอง ในระยะแรก หัวเว่ยได้ตัดสินใจที่จะปฏิเสธข้อแนะนำดังกล่าว เพื่อเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างละเอียด แต่ในที่สุดแล้ว บริษัทก็ได้ถอนตัวออกจากข้อตกลงกับทรีลีฟเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ตามคำแนะนำของคณะกรรมการ CFIUS เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้สถานการณ์ดังกล่าวบานปลายยิ่งขึ้น หลังจากพบว่าสื่อมวลชนทั่วโลกได้ให้ความสนใจในกรณีนี้เป็นอย่างมาก
หัวเว่ยเชื่อว่าสหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในชาติที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก เรามีความเคารพอย่างสูงในวัฒนธรรมอเมริกัน ที่มีพื้นฐานอยู่บนหลักการของประชาธิปไตย เสรีภาพ ความยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน อันเป็นหลักการที่หัวเว่ยยึดถือมาโดยตลอด และความสัมพันธ์ของหัวเว่ยกับประชาชนชาวอเมริกันก็ได้ช่วยให้บริษัทเรียนรู้มุมมองใหม่ๆ ในการทำธุรกิจมากมาย
ประธานาธิบดีบารัค โอบามาได้กล่าวไว้ในสุนทรพจน์สาบานตนเข้ารับตำแหน่งว่า “วันนี้ พวกเราทุกคนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ ก็เพราะว่าเราเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่กับความหวังและความสามัคคี แทนที่จะเป็นความกลัวและความแตกแยก วันนี้จะเป็นวันที่เราก้าวข้ามความขัดแย้ง การโป้ปดมดเท็จ การสาดโคลน และความเชื่อผิดๆ ที่ล้าสมัย เพื่อพัฒนาระบบการเมืองของเราอย่างจริงจัง” หัวเว่ยศรัทธาในวิสัยทัศน์นี้ และมีความมุ่งมั่นที่จะใช้แนวทางดังกล่าวเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ของเรากับคู่ค้าในสหรัฐฯ ดังเช่นที่เรากระทำมาตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
=======================================================
หัวเว่ยยันตั้งใจลงทุนระยะยาวในสหรัฐ
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2554 18:07
หัวเว่ยออกจดหมายเปิดผนึกชี้แจงการซื้อทรัพย์สิน ทรีลีฟ ซิสเต็มส์ ของสหรัฐ
นายเคน หู รองประธานหัวเว่ย เทคโนโลยี และประธาน หัวเว่ย สหรัฐ ออกจดหมายชี้แจงการเข้าซื้อทรัพย์สินของ
ทรีลีฟ ซิสเต็มส์ ในสหรัฐ โดยระบุว่า ฟิวเจอร์เว่ย บริษัทลูกของหัวเว่ยในสหรัฐ เข้าซื้อทรัพย์สินบางส่วนของบริษัททรีลีฟ ซิสเต็มส์ ในช่วงเดือนพ.ค.-ก.ค. 2553 ซึ่งเป็นช่วงที่ ทรีลีฟ อยู่ระหว่างเตรียมการปิดกิจการ
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการพิจารณาการลงทุนต่างชาติในสหรัฐ แนะนำให้หัวเว่ยถอนตัวออกจากข้อตกลง ซึ่งบริษัทก็ยินยอมเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์บานปลาย หลังจากพบว่าสื่อมวลชนทั่วโลกให้ความสนใจในกรณีนี้เป็นอย่างมาก
หัวเว่ยระบุว่า บริษัทตกเป็นที่สนใจสืบเนื่องจากข่าวลือว่าบริษัทมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับกองทัพจีน มีปัญหาการละเมิดสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากรัฐบาลจีน และเป็นอันตรายของบริษัทต่อความมั่นคงของสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม หัวเว่ยยืนยันว่า บริษัทมีความตั้งใจที่จะทำการลงทุนระยะยาวในสหรัฐ และขณะนี้บริษัทว่าจ้างพนักงานอเมริกันแล้ว 1,000 คน ในปี 2553 บริษัทลงทุนกว่า 6,100 ล้านดอลลาร์ ในการซื้อผลิตภัณฑ์และบริการจากธุรกิจสัญชาติอเมริกัน
ตลอดระยะเวลาการทำธุรกิจในสหรัฐ หัวเว่ยเพิ่มการลงทุนในด้านการวิจัยและค้นคว้าด้วยอัตราเฉลี่ย 66% ต่อปี โดยงบลงทุนในด้านดังกล่าวของหัวเว่ยในปีที่ผ่านมา คิดเป็นเงินจำนวนกว่า 62 ล้านดอลลาร์
คุณไม่มีสิทธิ์ดูไฟล์ที่แนบมาในกระทู้
"แม้การลงทุนจะมีความเสี่ยง แต่มันก็มีความฝันปะปนด้วยอยู่เสมอ..."
-
- Verified User
- โพสต์: 5659
- ผู้ติดตาม: 0
Re: รวมข่าว "หัวเว่ย"
โพสต์ที่ 32
"หัวเว่ย"คว้าสัญญา200ล้านดอลล์ขยายเครือข่ายมือถือในกัมพูชา
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, วันที่ 19 มีนาคม 2553 16:57
บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยีส์ของจีนได้ลงนามในข้อตกลงมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์ในการขยายเครือข่ายของโมบิเทลในกัมพูชา
ผู้บริหารของบริษัทโมบิเทล ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ที่สุดของกัมพูชาเปิดเผยว่าบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยีส์ของจีนได้ลงนามในข้อตกลงมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์ในการขยายเครือข่ายของโมบิเทลในกัมพูชา
ทั้งนี้ ข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้หัวเว่ย ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก สามารถจัดหาบริการและอุปกรณ์ให้แก่โมบิเทลเพื่อขยายเครือข่ายในกัมพูชา
"การเจรจาได้ดำเนินไปเป็นเวลาหลายปี" ผู้บริหารอาวุโสรายหนึ่งจากโมบิเทล ซึ่งปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อ กล่าว "มูลค่าของข้อตกลงครั้งนี้คือ 200 ล้านดอลลาร์"
โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, วันที่ 19 มีนาคม 2553 16:57
บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยีส์ของจีนได้ลงนามในข้อตกลงมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์ในการขยายเครือข่ายของโมบิเทลในกัมพูชา
ผู้บริหารของบริษัทโมบิเทล ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ที่สุดของกัมพูชาเปิดเผยว่าบริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยีส์ของจีนได้ลงนามในข้อตกลงมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์ในการขยายเครือข่ายของโมบิเทลในกัมพูชา
ทั้งนี้ ข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้หัวเว่ย ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก สามารถจัดหาบริการและอุปกรณ์ให้แก่โมบิเทลเพื่อขยายเครือข่ายในกัมพูชา
"การเจรจาได้ดำเนินไปเป็นเวลาหลายปี" ผู้บริหารอาวุโสรายหนึ่งจากโมบิเทล ซึ่งปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อ กล่าว "มูลค่าของข้อตกลงครั้งนี้คือ 200 ล้านดอลลาร์"
คุณไม่มีสิทธิ์ดูไฟล์ที่แนบมาในกระทู้
"แม้การลงทุนจะมีความเสี่ยง แต่มันก็มีความฝันปะปนด้วยอยู่เสมอ..."
-
- Verified User
- โพสต์: 5659
- ผู้ติดตาม: 0
Re: รวมข่าว "หัวเว่ย"
โพสต์ที่ 33
"หลู เสี่ยวเฟิง" พาชมศูนย์ R&Dพันล้าน...หัวเว่ย เซี่ยงไฮ้
โดย : เอกรัตน์ สาธุธรรม, วันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 08:01
"ตอนนี้ ทั่วโลกกำลังตื่นเต้นกับเทคโนโลยีแอลทีอี ที่อยู่บนโครงข่าย 4จี ซึ่งหัวเว่ยได้เปิดทดสอบแล้วใน 70 ประเทศทั่วโลก
ขณะที่มีการให้บริการเชิงพาณิชย์ร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือมากกว่า 18 สัญญาใน 7-8 ประเทศ แต่ไม่มีประเทศในเอเชีย ส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป และละตินอเมริกา"
"หลู เสี่ยวเฟิง" ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์และบริการเทคโนโลยีไร้สาย บริษัทหัวเว่ย ในเซี่ยงไฮ้ เล่าให้ฟัง หลังพาสื่อมวลชนจากประเทศไทย เข้าเยี่ยมชมศูนย์วิจัยและพัฒนาของหัวเว่ย กลางมหานครเซี่ยงไฮ้
ผู้บริหารหนุ่มแดนมังกรแท้ๆ คนนี้ เป็นหนึ่งในผู้ดูแลศูนย์วิจัย และพัฒนา มูลค่ากว่า 340 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 10.2 พันล้านบาท) ซึ่งถือเป็นหน้าเป็นตาของมังกรโทรคมระดับโลกอย่าง "หัวเว่ย" ตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมไอทีจินเฉียว ย่านผู่ตง และยังเป็นหนึ่งในเครือข่ายศูนย์วิจัยอีก 17 แห่งทั่วโลกของหัวเว่ย ครอบคลุมพื้นที่ 277,000 ตารางเมตร
เยี่ยมศูนย์วิจัยพันล้าน
ความพิเศษของตัวอาคารศูนย์วิจัยได้รับการออกแบบโดย "สคิดมอร์ โอวิงส์ แอนด์ เมอร์ริล" (SOM) บริษัทสถาปนิกชั้นนำของโลก ผู้อยู่เบื้องหลังงานออกแบบชื่อก้องอย่างอาคารจิน เหมา ในเซี่ยงไฮ้ อาคารเบิร์จ คาลิฟา ในดูไบ และอาคารไทม์ วอร์เนอร์ เซ็นเตอร์ ในนิวยอร์ก
ที่นี่รองรับพนักงานหัวเว่ยได้มากกว่า 8,000 คน กว่า 90% ของพนักงานจำนวนนี้ มุ่งทำวิจัยเพื่อออกแบบและสร้างฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับอนาคต และแน่นอนว่าเทคโนโลยี "แอลทีอี" ที่วิ่งอยู่บนโครงข่าย 4จี ถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของศูนย์วิจัยที่นี่ นอกเหนือจากการค้นคว้าวิจัยเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายต่างๆ ทั้ง จีเอสเอ็ม, ซีดีเอ็มเอ, วายแบนด์ซีดีเอ็มเอ
ไม่เพียงรับหน้าที่สร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ เท่านั้น หากแต่ยังเป็นศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ แผนกวิจัยด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โซนจัดแสดงเทคโนโลยีสำหรับผู้มาเยือน และศูนย์จัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่
นอกจากการวิจัยเทคโนโลยีโทรคมนาคมประสิทธิภาพสูงแล้ว ศูนย์นี้ยังเป็นเสมือนเครื่องหมายแทนความมุ่งมั่นในการรักษาสิ่งแวดล้อมของหัวเว่ย โดยจะเห็นได้จากสภาพแวดล้อมที่ร่มรื่น และการใช้ผนังกระจกในหลายๆ ส่วนของศูนย์วิจัย เพื่อประหยัดพลังงานโดยการใช้แสงอาทิตย์แทนหลอดไฟ
"หัวเว่ยได้ผนึกกำลังกับลูกค้าในหลายประเทศ เปิดศูนย์นวัตกรรมโทรคมนาคมที่ ณ วันนี้มีถึง 22 แห่ง ในปี 2552 และหัวเว่ยได้ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นมูลค่ากว่า 10% ของรายได้รวมตลอดปี"
ชูเทคฯ แอลอีดี 4จี สุดฮอต
เสี่ยวเฟิง ยังได้ยกตัวอย่าง การทดสอบบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านเทคโนโลยีแอลทีอี (4จี) เจเนอเรชั่นต่อมาจากเทคโนโลยี 3จี บนรถไฟฟ้าแม่เหล็กความเร็วสูง "แม็กเลฟ" ที่สามารถเล่นเน็ต ดาวน์โหลดข้อมูลภาพ และเสียงในขณะที่รถไฟวิ่งด้วยความเร็วสูง ความเร็วในการดาวน์โหลดมากกว่า 50 เมกะบิตต่อวินาที
"บริการอินเทอร์เน็ตสูงในรถไฟแม็กเลฟ ถึงเป็นหนึ่งในบริการที่หัวเว่ยทดสอบผ่านแอลทีอี ใช้เส้นทางระหว่างสนามบินพู่ตง เขตเศรษฐกิจใหม่ และสถานีหลงหยางในเซี่ยงไฮ้ โดยขณะนี้ หัวเว่ยเปิดกว้างให้ผู้ให้บริการทั่วโลก ที่ต้องการนำเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงนำไปใช้อุตสาหกรรมคมนาคมขนส่ง"
ทั้งนี้ มีการคาดการณ์จากบริษัทวิจัยตลาด "เอบีไอ รีเสิร์ช" ระบุว่า จะมีเครือข่ายแอลทีอีเพื่อการพาณิชย์เปิดตัวในระหว่างปี 2553-2554 จำนวน 15 เครือข่ายทั่วโลก ก่อนที่จะเพิ่มเป็น 70 เครือข่ายในปี 2556 และมีจำนวนลูกค้ามากถึง 30 ล้านคน หลังจากนั้น เครือข่ายแอลทีอีจะกลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีหลักในอุตสาหกรรมโทรคมช่วงปี 2557-2558 จนเป็นผลให้จำนวนผู้ใช้แอลทีอีทั่วโลกมีสัดส่วนกว่า 10% ของผู้ใช้บริการมือถือทั้งหมดในปี 2559
ขณะที่ รายงานวิจัยของสมาคมผู้จัดหาอุปกรณ์เครือข่ายโทรศัพท์มือถือโลก (Global mobile Suppliers Association - GSA) ระบุว่า มีผู้ให้บริการโทรคมนาคมกว่า 80 ราย กำลังลงมือวางระบบแอลทีอีใน 33 ประเทศทั่วโลก
และสำหรับหัวเว่ยนั้น มองว่าปี 2554 ก็จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับความนิยมในเทคโนโลยีแอลทีอี ซึ่งหัวเว่ยได้มีการติดตั้งเครือข่ายแอลทีอีเป็นรายแรกของโลกให้กับผู้ให้บริการเทเลียโซเนรา ในกรุงออสโลว์ ประเทศนอร์เวย์
ลงทุนโทรคมไทยต่อแม้ 3จีไม่มี
"เสี่ยวเฟิง" ยังได้มองแนวโน้มของโทรคมไทย และวิเคราะห์สั้นๆ แต่ได้ใจความ แม้ว่าเขาจะไม่เคยมาประเทศไทยเลยสักครั้ง ว่า พอทราบอยู่บ้างว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีโครงข่าย 3จี ที่ให้บริการอย่างครอบคลุม แต่โดยส่วนตัวเขาเชื่อว่า แม้ตอนนี้ยังไม่มี 3จี หากกลุ่มผู้ใช้งาน หรือหมายถึงคนไทยก็มีความต้องการที่อยากจะใช้โครงข่ายสื่อสารที่มีความเร็วสูงขึ้น โดยเฉพาะจากความฮิตของสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ที่กลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน
"หากไทยมีเครือข่าย 3จี จะยิ่งทำให้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมที่แข็งแกร่ง สามารถต่อยอดไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ ที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ รวมถึงสร้างประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีให้กับคนไทยได้มากขึ้น"
เมื่อถามเขาว่า หัวเว่ยเองยังไม่ "ถอดใจ" ที่จะเดินหน้าทำธุรกิจในเมืองไทยใช่หรือไม่ เพราะมีหลายปัจจัยที่อาจทำให้ การทำธุรกิจโทรคมในไทยไม่ค่อยราบรื่น "เสี่ยวเฟิง" ตอบเพียงว่า ณ วันนี้หัวเว่ยยังคงมีความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในไทย โดยเฉพาะตามโปรเจคโทรคมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
ส่วนเรื่องราวความสัมพันธ์กับนักธุรกิจไทย ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า หัวเว่ยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับนักธุรกิจไทยบางกลุ่ม กระทั่งอาจสามารถคว้าโปรเจคโทรคมใหญ่ๆ มาครอบครองได้นั้น
เสี่ยวเฟิง บอกว่า เขาเองไม่เคยเดินทางไปประเทศไทย และก็ไม่รู้จักกับนักธุรกิจในไทยคนใด เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงไม่สามารถตอบ หรือแสดงความคิดเห็นได้
ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/home/deta ... B9%89.html
โดย : เอกรัตน์ สาธุธรรม, วันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 08:01
"ตอนนี้ ทั่วโลกกำลังตื่นเต้นกับเทคโนโลยีแอลทีอี ที่อยู่บนโครงข่าย 4จี ซึ่งหัวเว่ยได้เปิดทดสอบแล้วใน 70 ประเทศทั่วโลก
ขณะที่มีการให้บริการเชิงพาณิชย์ร่วมกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือมากกว่า 18 สัญญาใน 7-8 ประเทศ แต่ไม่มีประเทศในเอเชีย ส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป และละตินอเมริกา"
"หลู เสี่ยวเฟิง" ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์และบริการเทคโนโลยีไร้สาย บริษัทหัวเว่ย ในเซี่ยงไฮ้ เล่าให้ฟัง หลังพาสื่อมวลชนจากประเทศไทย เข้าเยี่ยมชมศูนย์วิจัยและพัฒนาของหัวเว่ย กลางมหานครเซี่ยงไฮ้
ผู้บริหารหนุ่มแดนมังกรแท้ๆ คนนี้ เป็นหนึ่งในผู้ดูแลศูนย์วิจัย และพัฒนา มูลค่ากว่า 340 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 10.2 พันล้านบาท) ซึ่งถือเป็นหน้าเป็นตาของมังกรโทรคมระดับโลกอย่าง "หัวเว่ย" ตั้งอยู่ในเขตอุตสาหกรรมไอทีจินเฉียว ย่านผู่ตง และยังเป็นหนึ่งในเครือข่ายศูนย์วิจัยอีก 17 แห่งทั่วโลกของหัวเว่ย ครอบคลุมพื้นที่ 277,000 ตารางเมตร
เยี่ยมศูนย์วิจัยพันล้าน
ความพิเศษของตัวอาคารศูนย์วิจัยได้รับการออกแบบโดย "สคิดมอร์ โอวิงส์ แอนด์ เมอร์ริล" (SOM) บริษัทสถาปนิกชั้นนำของโลก ผู้อยู่เบื้องหลังงานออกแบบชื่อก้องอย่างอาคารจิน เหมา ในเซี่ยงไฮ้ อาคารเบิร์จ คาลิฟา ในดูไบ และอาคารไทม์ วอร์เนอร์ เซ็นเตอร์ ในนิวยอร์ก
ที่นี่รองรับพนักงานหัวเว่ยได้มากกว่า 8,000 คน กว่า 90% ของพนักงานจำนวนนี้ มุ่งทำวิจัยเพื่อออกแบบและสร้างฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับอนาคต และแน่นอนว่าเทคโนโลยี "แอลทีอี" ที่วิ่งอยู่บนโครงข่าย 4จี ถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์ของศูนย์วิจัยที่นี่ นอกเหนือจากการค้นคว้าวิจัยเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายต่างๆ ทั้ง จีเอสเอ็ม, ซีดีเอ็มเอ, วายแบนด์ซีดีเอ็มเอ
ไม่เพียงรับหน้าที่สร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ เท่านั้น หากแต่ยังเป็นศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ แผนกวิจัยด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โซนจัดแสดงเทคโนโลยีสำหรับผู้มาเยือน และศูนย์จัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่
นอกจากการวิจัยเทคโนโลยีโทรคมนาคมประสิทธิภาพสูงแล้ว ศูนย์นี้ยังเป็นเสมือนเครื่องหมายแทนความมุ่งมั่นในการรักษาสิ่งแวดล้อมของหัวเว่ย โดยจะเห็นได้จากสภาพแวดล้อมที่ร่มรื่น และการใช้ผนังกระจกในหลายๆ ส่วนของศูนย์วิจัย เพื่อประหยัดพลังงานโดยการใช้แสงอาทิตย์แทนหลอดไฟ
"หัวเว่ยได้ผนึกกำลังกับลูกค้าในหลายประเทศ เปิดศูนย์นวัตกรรมโทรคมนาคมที่ ณ วันนี้มีถึง 22 แห่ง ในปี 2552 และหัวเว่ยได้ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นมูลค่ากว่า 10% ของรายได้รวมตลอดปี"
ชูเทคฯ แอลอีดี 4จี สุดฮอต
เสี่ยวเฟิง ยังได้ยกตัวอย่าง การทดสอบบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านเทคโนโลยีแอลทีอี (4จี) เจเนอเรชั่นต่อมาจากเทคโนโลยี 3จี บนรถไฟฟ้าแม่เหล็กความเร็วสูง "แม็กเลฟ" ที่สามารถเล่นเน็ต ดาวน์โหลดข้อมูลภาพ และเสียงในขณะที่รถไฟวิ่งด้วยความเร็วสูง ความเร็วในการดาวน์โหลดมากกว่า 50 เมกะบิตต่อวินาที
"บริการอินเทอร์เน็ตสูงในรถไฟแม็กเลฟ ถึงเป็นหนึ่งในบริการที่หัวเว่ยทดสอบผ่านแอลทีอี ใช้เส้นทางระหว่างสนามบินพู่ตง เขตเศรษฐกิจใหม่ และสถานีหลงหยางในเซี่ยงไฮ้ โดยขณะนี้ หัวเว่ยเปิดกว้างให้ผู้ให้บริการทั่วโลก ที่ต้องการนำเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงนำไปใช้อุตสาหกรรมคมนาคมขนส่ง"
ทั้งนี้ มีการคาดการณ์จากบริษัทวิจัยตลาด "เอบีไอ รีเสิร์ช" ระบุว่า จะมีเครือข่ายแอลทีอีเพื่อการพาณิชย์เปิดตัวในระหว่างปี 2553-2554 จำนวน 15 เครือข่ายทั่วโลก ก่อนที่จะเพิ่มเป็น 70 เครือข่ายในปี 2556 และมีจำนวนลูกค้ามากถึง 30 ล้านคน หลังจากนั้น เครือข่ายแอลทีอีจะกลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีหลักในอุตสาหกรรมโทรคมช่วงปี 2557-2558 จนเป็นผลให้จำนวนผู้ใช้แอลทีอีทั่วโลกมีสัดส่วนกว่า 10% ของผู้ใช้บริการมือถือทั้งหมดในปี 2559
ขณะที่ รายงานวิจัยของสมาคมผู้จัดหาอุปกรณ์เครือข่ายโทรศัพท์มือถือโลก (Global mobile Suppliers Association - GSA) ระบุว่า มีผู้ให้บริการโทรคมนาคมกว่า 80 ราย กำลังลงมือวางระบบแอลทีอีใน 33 ประเทศทั่วโลก
และสำหรับหัวเว่ยนั้น มองว่าปี 2554 ก็จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับความนิยมในเทคโนโลยีแอลทีอี ซึ่งหัวเว่ยได้มีการติดตั้งเครือข่ายแอลทีอีเป็นรายแรกของโลกให้กับผู้ให้บริการเทเลียโซเนรา ในกรุงออสโลว์ ประเทศนอร์เวย์
ลงทุนโทรคมไทยต่อแม้ 3จีไม่มี
"เสี่ยวเฟิง" ยังได้มองแนวโน้มของโทรคมไทย และวิเคราะห์สั้นๆ แต่ได้ใจความ แม้ว่าเขาจะไม่เคยมาประเทศไทยเลยสักครั้ง ว่า พอทราบอยู่บ้างว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีโครงข่าย 3จี ที่ให้บริการอย่างครอบคลุม แต่โดยส่วนตัวเขาเชื่อว่า แม้ตอนนี้ยังไม่มี 3จี หากกลุ่มผู้ใช้งาน หรือหมายถึงคนไทยก็มีความต้องการที่อยากจะใช้โครงข่ายสื่อสารที่มีความเร็วสูงขึ้น โดยเฉพาะจากความฮิตของสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ที่กลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน
"หากไทยมีเครือข่าย 3จี จะยิ่งทำให้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมที่แข็งแกร่ง สามารถต่อยอดไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ ที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ รวมถึงสร้างประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีให้กับคนไทยได้มากขึ้น"
เมื่อถามเขาว่า หัวเว่ยเองยังไม่ "ถอดใจ" ที่จะเดินหน้าทำธุรกิจในเมืองไทยใช่หรือไม่ เพราะมีหลายปัจจัยที่อาจทำให้ การทำธุรกิจโทรคมในไทยไม่ค่อยราบรื่น "เสี่ยวเฟิง" ตอบเพียงว่า ณ วันนี้หัวเว่ยยังคงมีความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในไทย โดยเฉพาะตามโปรเจคโทรคมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
ส่วนเรื่องราวความสัมพันธ์กับนักธุรกิจไทย ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า หัวเว่ยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับนักธุรกิจไทยบางกลุ่ม กระทั่งอาจสามารถคว้าโปรเจคโทรคมใหญ่ๆ มาครอบครองได้นั้น
เสี่ยวเฟิง บอกว่า เขาเองไม่เคยเดินทางไปประเทศไทย และก็ไม่รู้จักกับนักธุรกิจในไทยคนใด เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงไม่สามารถตอบ หรือแสดงความคิดเห็นได้
ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/home/deta ... B9%89.html
"แม้การลงทุนจะมีความเสี่ยง แต่มันก็มีความฝันปะปนด้วยอยู่เสมอ..."
-
- Verified User
- โพสต์: 5659
- ผู้ติดตาม: 0
Re: รวมข่าว "หัวเว่ย"
โพสต์ที่ 34
หัวเว่ย เอนเตอร์ไพรส์ จับมือ เดอะแวลลูซิสเตมส์ มอบอุปกรณ์เครือข่าย เร่งฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมหลังน้ำท่วม
ข่าวเทคโนโลยี ThaiPR.net -- จันทร์ที่ 26 ธันวาคม 2554 15:51:40 น.
มร. แจ็ค เฉิน (กลาง) ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจเอนเตอร์ไพรส์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด และนายสมศักดิ์ เพ็ชรทวีพรเดช (ขวา) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะแวลลูซิสเตมส์ จำกัด ร่วมมอบอุปกรณ์ Ethernet LAN switch ประสิทธิภาพสูงให้แก่นางสาวปัฐมา ไชยสมบูรณ์ (ซ้าย) ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายขาย บริษัท เอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด
พิธีมอบอุปกรณ์ครั้งแรกนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างทั้งสองบริษัทในการฟื้นฟูธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยหลังวิกฤตน้ำท่วม ให้กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว โดยโครงการนี้สามารถเรียกเสียงตอบรับจากกลุ่มบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยได้เป็นอย่างดีนับตั้งแต่การเปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน บริษัทที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามเพื่อขอรับอุปกรณ์ได้ภายในวันที่ 31 ธันวาคม ศกนี้
ข่าวเทคโนโลยี ThaiPR.net -- จันทร์ที่ 26 ธันวาคม 2554 15:51:40 น.

มร. แจ็ค เฉิน (กลาง) ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจเอนเตอร์ไพรส์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด และนายสมศักดิ์ เพ็ชรทวีพรเดช (ขวา) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะแวลลูซิสเตมส์ จำกัด ร่วมมอบอุปกรณ์ Ethernet LAN switch ประสิทธิภาพสูงให้แก่นางสาวปัฐมา ไชยสมบูรณ์ (ซ้าย) ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายขาย บริษัท เอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด
พิธีมอบอุปกรณ์ครั้งแรกนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างทั้งสองบริษัทในการฟื้นฟูธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยหลังวิกฤตน้ำท่วม ให้กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว โดยโครงการนี้สามารถเรียกเสียงตอบรับจากกลุ่มบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยได้เป็นอย่างดีนับตั้งแต่การเปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน บริษัทที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามเพื่อขอรับอุปกรณ์ได้ภายในวันที่ 31 ธันวาคม ศกนี้
"แม้การลงทุนจะมีความเสี่ยง แต่มันก็มีความฝันปะปนด้วยอยู่เสมอ..."
-
- Verified User
- โพสต์: 5659
- ผู้ติดตาม: 0
Re: รวมข่าว "หัวเว่ย"
โพสต์ที่ 35
2 จีนเปิดศึกสมาร์ตโฟนแซดทีอีส่ง2มือถือ1แท็บเล็ตหัวเว่ยออก3รุ่นพร้อมแท็บเล็ต [ โพสต์ทูเดย์, 17 ม.ค. 55 ]
แซดทีอีปะทะหัวเว่ยระเบิดศึกสมาร์ตโฟน-แท็บเล็ต อุ่มเครื่อง 3จี ในไทย หวังครองส่วนแบ่งที่ 3
ของโลกใน 3 ปี
นายจางเสี่ยวเขอ กรรมการผู้จัดการบริษัท แซดทีอี (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการโครงข่ายโทร
คมนาคมจากประเทศจีน เปิดเผยว่า ได้เข้ามาทำตลาดสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตในประเทศไทย โดยร่วมมือ
กับบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส ในการเป็นตัวแทนจำหน่ายเปิดตัวเบื้องต้น 3 รุ่น คือ
สมาร์ตโฟน 2 รุ่น และ แท็บเล็ต 1 รุ่น
แซดทีอีปะทะหัวเว่ยระเบิดศึกสมาร์ตโฟน-แท็บเล็ต อุ่มเครื่อง 3จี ในไทย หวังครองส่วนแบ่งที่ 3
ของโลกใน 3 ปี
นายจางเสี่ยวเขอ กรรมการผู้จัดการบริษัท แซดทีอี (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการโครงข่ายโทร
คมนาคมจากประเทศจีน เปิดเผยว่า ได้เข้ามาทำตลาดสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตในประเทศไทย โดยร่วมมือ
กับบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส ในการเป็นตัวแทนจำหน่ายเปิดตัวเบื้องต้น 3 รุ่น คือ
สมาร์ตโฟน 2 รุ่น และ แท็บเล็ต 1 รุ่น
"แม้การลงทุนจะมีความเสี่ยง แต่มันก็มีความฝันปะปนด้วยอยู่เสมอ..."
-
- Verified User
- โพสต์: 5659
- ผู้ติดตาม: 0
Re: รวมข่าว "หัวเว่ย"
โพสต์ที่ 36
หัวเว่ยอ้อนแท็บแล็ต 2 พันถูกไป [ โพสต์ทูเดย์, 15 ก.พ. 55 ]
หัวเว่ยลุยแท็บแล็ตการศึกษา ชูเน็ตเวิร์ก-อุปกรณ์ครบ ติงรัฐราคาต่ำไป ชงขั้นต่ำ 4,000 บาท
นายไมเคิล แมคโดนัลล์ หัวหน้าคณะผู้บริหารฝ่ายเทคนโนโลยี ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
บริษัท หัวเว่ย ผู้ผลิตโซลูซันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเปิดเผยว่า หัวเว่ยพร้อมเข้าร่วมโครงการ
แท็บแล็ตเพื่อการศึกษาของรัฐบาล ซึ่งหัวเว่ยมีศักยภาพที่จะรองรับความต้องการและสามารถผลิตส่งมอบได้
โดยทุกอย่างในขั้นตอนการหารือและรองนโยบายที่เป็นข้อสรุปจากรัฐบาล
--จบ--
หัวเว่ยลุยแท็บแล็ตการศึกษา ชูเน็ตเวิร์ก-อุปกรณ์ครบ ติงรัฐราคาต่ำไป ชงขั้นต่ำ 4,000 บาท
นายไมเคิล แมคโดนัลล์ หัวหน้าคณะผู้บริหารฝ่ายเทคนโนโลยี ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
บริษัท หัวเว่ย ผู้ผลิตโซลูซันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเปิดเผยว่า หัวเว่ยพร้อมเข้าร่วมโครงการ
แท็บแล็ตเพื่อการศึกษาของรัฐบาล ซึ่งหัวเว่ยมีศักยภาพที่จะรองรับความต้องการและสามารถผลิตส่งมอบได้
โดยทุกอย่างในขั้นตอนการหารือและรองนโยบายที่เป็นข้อสรุปจากรัฐบาล
--จบ--
"แม้การลงทุนจะมีความเสี่ยง แต่มันก็มีความฝันปะปนด้วยอยู่เสมอ..."
-
- Verified User
- โพสต์: 5659
- ผู้ติดตาม: 0
Re: รวมข่าว "หัวเว่ย"
โพสต์ที่ 37
จับตา ‘หัวเว่ย’ กวาดประมูลแท็บเล็ต 9 แสนเครื่อง นำร่องแจกป.1 เผยสัมพันธ์ยาวนาน ‘ทักษิณ’ เจ้าไอเดีย
โดย content เมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2012 - 8:29am
คาด ‘หัวเว่ย’ได้ประมูล ‘แท็บเล็ต’จากจีน นำร่องแจกป.1 ทั่วประเทศกว่า 2 หมื่นคน เผยสัมพันธ์ยาวนาน ‘ทักษิณ’ ตั้งแต่สมัยนั่งนายกฯ ไปเยือนโรงงานที่เสิ่นเจิ้นมาแล้ว แถมยังเป็นแรงบันดาลใจให้ทำโครงการ คอลัมนิสต์จับผิด ทำไร้เดียงสา ไม่รู้จักหัวเว่ย ทั้งที่ผลิตเครื่องส่งให้เอไอเอส บิ๊กศธ.ระบุเปิดประมูลแบบอีออคชั่น ก่อนให้ตปท.ประสานซื้อจากจีน 9 แสนเครื่อง ศธ.ประสานไอซีทีจัด 3 กลุ่มโรงเรียนกว่า 2 หมื่นแห่ง เชื่อมต่อสัญญาณ ปลัดเรียก 14 สำนักพิมพ์ถกเนื้อหาสาระที่จะใช้ลงเครื่อง พร้อมวิธีดาวน์โหลดข้อมูล โดย เหมือนแพร ศรีสุวรรณ ศูนย์ข่าว TCIJ
หลังจากพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งแล้ว รัฐบาลพยายามดำเนินการหลายนโยบายที่ได้เคยหาเสียงไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่ง โครงการ One Tablet Pc Per Childเป็นนโยบายหนึ่ง ในนโยบายประชานิยมที่พรรคเพื่อไทยประกาศว่าจะแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียนทุกคน ต่อมารัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภาว่า จะดำเนินการในเรื่องนี้ทันทีภายใน 1 ปีแรก ด้วยการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต ให้แก่โรงเรียนนำร่อง สำหรับระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2555 ควบคู่กับการพัฒนาเนื้อหาที่เหมาะสมตามหลักสูตรบรรจุลงในคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต รวมทั้งจัดระบบอินเตอร์เน็ตไร้สายในระดับการให้บริการในพื้นที่สาธารณะ และสถานศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
อย่างไรก็ตามตลอดเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ใกล้จะปิดภาคเรียนที่ 2มีโรงเรียนจำนวนมาก พยายามขายฝันให้ผู้ปกครอง ด้วยการเปิดหลักสูตรเพิ่มเติมหรือห้องเรียนพิเศษ โดยอ้างว่าจะให้มีคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตเข้ามาอยู่ในหลักสูตรด้วย โดยมีการจัดห้องเรียนที่แปลกตากว่าห้องเรียนทั่วไป แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า โรงเรียนกลับไม่พูดถึงหลักสูตร เนื้อหาสาระ หรือซอฟแวร์ที่จะบรรจุลงในแท็บเล็ตเพื่อให้นักเรียนได้เรียนเลย
ศธ.ประเดิมซื้อ 9 แสนเครื่องให้ป.1นำร่อง
นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมซื้อแท็บเล็ตว่า ขณะนี้เริ่มจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา หรือแท็บเล็ต จำนวน 900,000 เครื่อง เพื่อแจกเด็กนักเรียนชั้นป.1ให้ครบทั้งหมด 860,000 คน โดยจะให้นักเรียนมีเทคโนโลยีใช้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยต้องการให้บรรจุชุดความรู้ในแท็บเล็ตมากกว่า 5 วิชาหลัก ใน 8 กลุ่มสาระ สำหรับเด็กป.1 โดยจะใส่หลักสูตรให้ครบถึง ป.3 เพื่อให้เด็กที่สนใจเข้าไปเรียนรู้ล่วงหน้า อย่างไรก็ตามอายุการใช้งานของแท็บเล็ตอาจจะใช้ได้เพียง 3 ปีนั้น คิดว่าจะเป็นการแจกฟรีให้กับเด็กไปเลยโดยไม่ต้องยืม เพราะเด็กสามารถใช้งานได้ตลอดเวลา อยากเรียนรู้ตอนไหนก็เรียนรู้ได้
“สเป็คราคาเครื่องละ 2,400 บาท ถือเป็นวัสดุที่ราคาไม่แพง สมควรแจกให้เด็กไปเลย ราคาเท่านี้ใช้ 3 ปี ก็กลายเป็นแค่พลาสติกแล้ว และถึงแม้การจัดซื้อเครื่องใหม่จะทำให้ต้องเสียเงินอีกกว่า 3 พันล้านบาทก็ถือเป็นเงินแค่เล็กน้อย เมื่อเทียบกันแล้วซื้อเรือรบ 1ลำ ก็ราคากว่า 3,000 ล้านบาทเหมือนกัน” รมว.ศึกษาธิการกล่าว
นายสุชาติกล่าวต่อว่า นโยบายการแจกแท็บเล็ตเป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมายของนโยบายการศึกษา ซึ่งประเด็นการแจกแท็บเล็ต เป็นการพัฒนาศักยภาพ และขีดความสามารถทางการศึกษาของเด็ก เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นทุกวัน ก็เห็นชัดแล้วว่า กระดานดำที่มีอยู่เดิมจะค่อยๆลดบทบาทลง และต่อไปในอนาคตกระทรวงศึกษาจะติดอินเตอร์เน็ตให้กับโรงเรียนทั่วประเทศให้ครอบคลุมทั้งหมดกว่า 20,000 แห่งเพื่อพัฒนาศักยภาพของเด็กให้สามารถหาความรู้เพิ่มเติมได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำกัดอยู่แค่ความรู้ภายในห้องเรียน
อดีตบิ๊กศธ.ชี้ต้องมีเพื่อให้ทันโลก
ด้านนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ศูนย์ข่าว TCIJ ถึงเรื่องเดียวกันว่า แท็บเล็ตเป็นเครื่องมือตัวหนึ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีที่เรานำไปยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ เพื่อให้เด็กเรียนรู้โลกต่างๆ จะปล่อยให้คนชนบท ในต่างจังหวัดเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารไม่ได้ และระบบเฉพาะของทีวี ข่าวสารในหนังสือพิมพ์ปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการรับรู้ของคนในสังคม จึงมีความจำเป็นต้องให้เครื่องมือในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ส่วนการดำเนินการคงจะต้องมีเครื่องมือเหล่านี้โดยเฉพาะสำหรับคนที่ได้รับสิทธิเรียนฟรี
ปลัดศธ.เรียก 14 สำนักพิมพ์ถกเนื้อหาบรรจุแท็บเล็ต
ขณะที่ น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมการนำเสนอเนื้อหาสาระการเรียนรู้เพื่อบรรจุในคอมพิวเตอร์แบบพกพา (แทบเล็ต) ร่วมกับสำนักพิมพ์เอกชน จำนวน 14 สำนักพิมพ์ อาทิ บริษัท MCGRAWHILL, สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช จำกัด, บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด, บริษัท อักษรเจริญทัศน์ (อจท.) จำกัด เป็นต้น
ปลัดกระทรวงศึกษาธิการเปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ได้เชิญสำนักพิมพ์มาหารือเพื่อสอบถามถึงความพร้อมในการเตรียมเนื้อหาที่จะบรรจุลงในแท็บเล็ต เพราะขณะนี้กระทรวงศึกษาฯ ได้เตรียมพร้อมเนื้อหาหลักสูตรของชั้นประถมศึกษาปีที่ 1ในรูปแบบ Learning Object และ e-book เพื่อบรรจุลงในแท็บเล็ตใช้พื้นที่ความจำไปแล้ว 4กิกะไบต์ จาก 8 กิกะไบต์
ด้านนโยบายของกระทรวงศึกษาฯในระยะยาว ต้องการให้ทุกชั้นเรียนได้ใช้แท็บเล็ต หมายถึงตั้งแต่ชั้นป.2-6 และระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 จะต้องได้เรียนได้ใช้แท็บเล็ตด้วย โดยเฉพาะเนื้อหาสาระการเรียนรู้จำเป็นต้องเพิ่มหน่วยความจำถึง 16 กิกะไบต์ ซึ่งสำนักพิมพ์ส่วนใหญ่ ได้การันตีว่าสามารถบรรจุเนื้อหาสาระลงในแท็บเล็ตได้ ซึ่งขณะนี้เนื้อหาสาระในระดับชั้นประถมศึกษาได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว ซึ่งในระดับมัธยมศึกษาคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม
เปิดเลือก 4 ช่องทางดาวน์โหลดข้อมูลการเรียน
ปลัดกระทรวงศึกษาธิการกล่าวต่อถึงแนวทางการดำเนินการว่า ดำเนินการในรูปแบบทีโออาร์ยื่นซองประกวดราคา 2.ให้ดาวน์โหลดจากเซิร์ฟเวอร์ของสำนักพิมพ์ 3.ศธ.ทำเซิร์ฟเวอร์กลางและสำนักพิมพ์นำหลักสูตรมาใส่ไว้ เพื่อให้โรงเรียนดาวน์โหลด และ 4.สำนักพิมพ์จัดเก็บข้อมูลลงใน SD Card โดยจากข้อเสนอเหล่านี้ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางที่ 2 และ 3 อย่างไรก็ตามทางสำนักพิมพ์ต่างๆจะเสนอแนวทางและแผนดำเนินการที่เหมาะสมกลับมายังกระทรวงภายวันที่ 10 ก.พ.นี้ นอกจากนี้ทางสำนักพิมพ์หลายแห่งได้เสนอตัวในการช่วยอบรมความพร้อมให้กับครู ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ ด้วย
แบ่งกลุ่มเตรียมช่องทางเชื่อมต่อสัญญาณ
ทั้งนี้จากการสำรวจความพร้อมของสถานศึกษาที่ได้รับการแจกแท็บเล็ตของกระทรวงศึกษาธิการ ในเดือน พฤษภาคม 2555 นี้ พบว่า มีการจัดแบ่งสถานศึกษาออกเป็น 3 กลุ่ม เนื่องจากสเป็คของแท็บเล็ต ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์ความเร็วสูง จึงมีการแบ่งกลุ่มประเภทในการใช้ระบบสัญญาณอินเตอร์ความเร็วสูง โดยได้รับรายงานข้อมูลเฉพาะจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่า มีโรงเรียนทั้งหมด 24,098 แห่ง มีจำนวนนักเรียนชั้นป.1 จำนวน 507,148 คน แบ่งกลุ่มโรงเรียนที่ใช้ระบบอินเตอร์เน็ต เป็น 3 กลุ่มดังนี้
1.กลุ่มที่มีการติดตั้งระบบไฟเบอร์ ออฟติก (Fiber Optic) หรือเส้นใยแก้วนำแสงที่สามารถส่งสัญญาณได้ระยะทางไกลนับกิโลเมตร เรียบร้อยแล้ว จำนวน 789 แห่ง ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะประสานงานกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เพื่อติดตั้งกล่องรับสัญญาณเพิ่มเพื่อรองรับนักเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล
2.กลุ่มที่มีการใช้ระบบเอดีเอสแอล (ADSL) หรือระบบที่เชื่อมต่อผ่านสายโทรศัพท์ จำนวน 6,457 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่ระบบนี้นิยมใช้ในห้องคอมพิวเตอร์ โดยทางกระทรวงศึกษาธิการ จะประสานกับกระทรวงไอซีทีให้มีการติดตั้งเพิ่มเติม
3.กลุ่มที่มีการใช้ระบบสัญญาณจานเดียวเทียม หรือ แซทเทิลไลท์ จำนวน 16,652 แห่ง ซึ่งกลุ่มนี้ค่อนข้างมีปัญหาในการเชื่อมต่อสัญญาณ ทางกระทรวงศึกษาธิการจึงจำเป็นต้องขอข้อมูลสถานศึกษาทุกสังกัด รวมทั้งสถานศึกษาที่สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เพื่อจะนำมาจัดวางแผนเพื่อขยายเครือข่าย
ศธ.เปิดประมูลแบบอีออคชั่น-ตปท.ประสานจีนซื้อ
ศูนย์ข่าว TCIJ พบข้อมูลว่า กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดเงื่อนไขการประมูลจัดซื้อจัดจ้าง (TOR) ผ่านระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐทางอิเล็กทรอนิกส์ (eAuction) และได้ให้กระทรวงการต่างประเทศติดต่อกับรัฐบาลจีนเพื่อจัดซื้อ โดยลักษณะการซื้อขายแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล หรือจีทูจี โดยคาดว่าจะจัดจ้างได้ทันก่อนเปิดเทอมเดือนพ.ค.นี้
กำหนดสเป็กเครื่องละเอียดยิบ
ข้อกำหนดรายละเอียดครุภัณฑ์ และลักษณะเฉพาะมีดังนี้ คือ ต้องมีหน่วยประมวลผลกลางไม่ต่ำกว่า 1 กิกะเฮิรตซ์ (GHz) และซีพียูแบบดูอัล คอร์ ( Dual Core) ความยาวความหนาของทรานซิสเตอร์แต่ละตัวที่บรรจุอยู่ในซีพียูต้องมีขนาดเล็กกว่าขนาด 45 นาโนเมตร มีความหน่วยความจำหลักไม่น้อยกว่า 512 เมกะไบท์ จอแสดงผลต้องมีขนาดไม่น้อยกว่า 17 นิ้ว วัดตามเส้นทะแยงมุม มีความละเอียดของจอภาพไม่น้อยกว่า 1024 x768 พิกเซลและทนต่อรอยขีดข่วน ทั้งนี้ต้องบันทึกข้อมูลภายในได้ไม่น้อยกว่า 16 กิกะไบท์
ด้านระบบเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายนอก สายสัญญาณต้องเป็นสายสัญญาณ Data Sync มีชุดหูฟังพร้อมไมโครโฟน นอกจากนี้ยังต้องมีช่องสำหรับใส่การ์ดบันทึก หรือไมโครเอสดี (Micro SD) มีอุปกรณ์เชื่อมต่อแบบยูเอสดี (USD) สามารถเชื่อมต่อแบบไร้สาย Wireless Networking ตามมาตรฐานสถาบันวิศวกร ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Institute of Electrical and Electronics Engineers: IEEE802.11 b/g หรือที่ดีกว่าโดยใช้คลื่นความถี่ 2.4 กิกะเฮิรตซ์(GHz) ทั้งนี้ระบบมัลติมีเดียต้องเป็นแบบติดตั้งภายในตัวเครื่อง โดยมีลำโพง และไมโครโฟนด้วย
ส่วนระบบปฏิบัติเป็น แอนดรอยด์ ซึ่งถือเป็นซอฟแวร์ที่ติดต่อกับฮาร์ดแวร์ทุกชิ้น และทำหน้าที่ควบคุมการทำงานให้ทำงานร่วมกัน โดยสามารถดูหนัง ฟังเพลง เขียนหนังสือ หรือวาดรูปได้ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดสเป็กแท็บเล็ตว่า จะต้องเป็นระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android3.2 Honeycomb) เพื่อสนับสนุนการใช้งานกับแท็บเล็ตขนาดหน้าจอ 7 นิ้วนั้น อีกทั้งยังสามารถใช้กับระบบปฏิบัติการลินิกซ์ เคอร์เนล 2.6.36 ขึ้นไป และรองรับแอนดรอยด์ 4.0 (ice cream sandwich) ลินิกซ์ เคอร์เนล 3.0.1 ได้ต่อไปในอนาคต
ด้านความปลอดภัยทางกระทรวงศึกษาธิการได้ออกระเบียบไว้ระบุว่า ต้องได้รับมาตรฐานความปลอดภัย มอก. 1561-2548 บริภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศเฉพาะด้านความปลอดภัย (IEC 60950) และเป็นผลิตภัณฑ์ซึ่งได้มาตรฐานเพื่อสิ่งแวดล้อม และโรงงานผู้ผลิตต้องได้มาตรฐาน มอก. 9001 หรือ รหน 9001
คาดบริษัทยักษ์ใหญ่‘หัวเว่ย’ได้โควต้า
ศูนย์ข่าว TCIJ ตรวจสอบข้อมูลพบว่า ทางบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการแท็บเล็ตของรัฐบาลไทย โดยได้ดำเนินการให้ข้อมูลและนำเสนอผลิตภัณฑ์กับรัฐบาลอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยที่นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล เป็นรมว.ศึกษาธิการ ซึ่งนายไมเคิล แมคโดนัลด์ หัวหน้าคณะผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยี ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจว่า เราไม่เคยทำโครงการในรูปแบบนี้มาก่อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเท่าที่เคยทำคือ เป็นโครงการขายแท็บเล็ตพ่วงกับฟิกซ์ โอเปอเรเตอร์ ในฟิลิปปินส์ และก็มีขายเป็นล็อตใหญ่ๆ ให้ตลาดผู้ใช้ทั่วไปเท่านั้น ดังนั้นถ้าเรามีส่วนร่วมในโครงการแท็บเล็ตไทยครั้งนี้ได้ก็จะถือเป็นโปรเจคแท็บเล็ตขนาดใหญ่ในกลุ่มการศึกษาเป็นครั้งแรก
เผยแรงบันดาลใจ-สัมพันธ์ยาวนานกับ ‘ทักษิณ’
อย่างไรก็ตามหัวเว่ยก็ไม่ใช่บริษัทหน้าใหม่สำหรับเมืองไทย และไม่ใช่ไม่เคยทำธุรกิจกับรัฐบาลไทย เมื่อตรวจสอบย้อนกลับไปเมื่อสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เคยเดินทางไปเยี่ยมชมกิจการของหัวเว่ยที่เมืองเสิ่นเจิ้นมาแล้ว และครั้งนั้นกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ (ไอซีที) กำลังมีการประมูลโครงการจัดจ้างสร้างชุมสายและสถานีวิทยุเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ CDMA ด้วยระบบอีออคชั่น เป็นครั้งแรก ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณนำมาเล่าในรายการนายกฯ คุยกับประชาชนว่า เป็นครั้งแรกที่เห็นการประมูลแบบสดๆ และหัวเว่ยก็ได้ไปในราคา 6,000 ล้านบาท จากราคากลาง 13,400 ล้านบาท ทำให้ประเทศไทยประหยัดไปได้มาก แต่กลับมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า สาเหตุที่หัวเว่ยได้เพราะรู้ราคากลางมาก่อน และหลังจากนั้นมีญาติสนิทของพ.ต.ท.ทักษิณได้รับงานต่อจากหัวเว่ยด้วย
และเมื่อกลับมาถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีของคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตว่า “หัวเว่ยได้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในระบบการเรียนการสอน เป็นระบบที่ข้อมูลเสียงและภาพอยู่ด้วยกัน ผ่านกล่องเดียวกันเป็นแนวที่โทรคมนาคมกับโทรทัศน์มารวมเป็นหนึ่ง พอผมดูอย่างนี้แล้วผมบอกว่ากลับมาปฏิรูปการศึกษาจะง่ายขึ้นอีกมาก เพราะว่าถ้าเราจะมานั่งพัฒนาครูรุ่นใหม่ให้เข้าไปสอน ต้องใช้เวลา แม่พิมพ์วันนี้ของเรายังอยู่ในแม่พิมพ์ซึ่งต้องปรับเปลี่ยนมาก ดังนั้นผมคิดว่าเทคโนโลยีตัวนี้จะช่วยให้การสอนดีขึ้น ฉะนั้นผมคิดว่าเทคโนโลยีตัวนี้จะช่วยให้การสอนดี”
และนั่นเสมือนจุดเริ่มต้นที่พ.ต.ท.ทักษิณพยายามดันโครงการนี้ให้เป็นจริงให้ได้ โดยมีหัวเว่ยเป็นแรงบันดาลใจและผู้บริหารของหัวเว่ยเอง ก็เคยออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะที่ว่า หัวเว่ยสามารถปรับรูปแบบของอุปกรณ์ได้ตามงบประมาณที่คนละไม่เกิน 5,000 บาท ซึ่งเสมือนเป็นการเปิดทางให้กับโครงการดังกล่าวด้วย
นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ ในการพูดในรายการวิทยุครั้งนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ อ้างว่าไม่เคยได้ยินชื่อบริษัท หัวเว่ย เลย ทำให้บรรดาคอลัมนิสต์นำประเด็นดังกล่าวมาเขียนโดยตั้งข้อสังเกตว่า เป็นไปได้อย่างไรที่พ.ต.ท.ทักษิณไม่รู้จักหัวเว่ย ทั้งที่ทำธุรกิจกิจการโทรคมนาคม และประเด็นสำคัญคือ บริษัทหัวเว่ยเป็นพันธมิตรกับ บริษัท เอ็มลิงค์ ซึ่งผลิตเครื่องโทรศัพท์มือถือขายให้กับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส ของครอบครัวชินวัตรมายาวนาน และบริษัทในเครือหัวเว่ยรุกคืบเข้ามาประมูล ดำเนินธุรกิจกับรัฐบาลมาแล้วอย่างต่อเนื่องหลายโครงการ และที่สำคัญชื่อเสียงของหัวเว่ยก็ไม่เป็นรองใคร เพราะทุกวันนี้นับเป็นบริษัทคมนาคมยักษ์ใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก
จดทะเบียน-ถือหุ้นบริษัทในไทยกว่าพันล้าน
จากการตรวจสอบฐานข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทนำเข้า ส่งออก รวมถึงบริการฝึกอบรม ติดตั้ง บำรุงรักษา และซ่อมแซมเครื่องจักรี เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับเครือข่ายโทรคมนาคม ประกอบกิจการทางวิศวกรรมและเทคนิค จดทะเบียนบริษัทในไทยในช่วงเดือนมิ.ย.2544 ด้วยทุนจดทะเบียน 100,000,000 บาท สำนักงานตั้งอยู่ที่อาคารแคพพิเทิล ทาวเวอร์ ออลซีซั่น เพลส ถ.วิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ โดยมีนายจาง เว่ย และนายฮุย ชุน เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด ทั้งนี้ในจำนวนผู้ถือหุ้นสูงสุด 3 ราย ถือสัญชาติ เนเธอร์แลนด์ จำนวน 999,998 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 99.99 และผู้ถือหุ้น 2 ราย สัญชาติจีน ซึ่งมีบริษัทผู้ถือหุ้นใหญ่ ประกอบด้วย บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (เนเธอร์แลนด์ ) บี.วี. ,บริษัท หัว หยิง แมนเนตเม้นท์ จำกัด และบริษัท หัวเว่ย เทค อินเวสเม้สท์ จำกัด
หากพิจารณาแล้วจะเห็นว่า บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด มีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นคนสัญชาติจีน และมีบริษัทที่เกี่ยวข้องที่ได้ดำเนินกิจการในประเทศไทยประกอบด้วย 1.บริษัท ไซ เกอ ไฮเทค(ประเทศไทย) จำกัด 2.บริษัท ไบโอ แพคกิ้ง จำกัด 3.บริษัท เลเซอร์ ไฮ-เทค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 4.บริษัท อิมพีเรียลสตาร์เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด และ 5.บริษัท ฮอลลี่ สกาย-ไลท์ติ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้ค้าส่งชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์อื่นๆ
บริษัท
ทุนจดทะเบียน
(บาท)
สินทรัพย์รวม(บาท)
รายได้หลัก(บาท)
กำไร(ขาดทุน)สุทธิ(บาท)
1.บริษัทจักรวาลคอมมิวนิเคชั่น ซีสเท็ม จำกัด
100,000,000
568,640,861
347,119,401
11,014,181
2. บริษัทเซลลูลาร์วิชั่น (ไทยแลนด์)จำกัด
100,000,000
-
-
-
3.บริษัทออมรอน อีเลคทรอนิคส์ จำกัด
100,000,000
895,642,311
1,179,748,724
194,081,900
4.บริษัท ล็อกซเล่ย์ ไวร์เลส จำกัด
100,000,000
496,427,020
295,908,858
7,497,634
5. บริษัท เทค แปซิฟิก (ประเทศไทย) จำกัด
100,000,000
29,492,995
249,821
-4,668,007
6.บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด
100,000,000
5,124,067,491
5,195,365,688
136,646,227
7.บริษัท พี.เค.ยู. ฟาวเดอร์ (ประเทศไทย)จำกัด
100,000,000
-
-
-
8. บริษัทเคมิ-คอน อิเล็กทรอนิคส์ (ไทยแลนด์)จำกัด
100,000,000
399,087,780
1,112,078,097
34,898,173
9.บริษัทดีบีเทล (ไทยแลนด์) จำกัด
100,000,000
-
-
-
10.บริษัทโซนี่ อีริคสัน โมบายล์ คอมมิวนิเคชั่นส์(ประเทศไทย)จำกัด
100,000,000
236,611,096
334,226,603
2,638,098
11.บริษัทเคียวเซร่า เอเชีย แปซิฟิค (ไทยแลนด์) จำกัด
100,000,000
183,157,629
479,059,429
26,823,863
ข้อมูลงบการเงินปี 2553 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า รวบรวมโดยศูนย์ข่าว TCIJ
ที่มา : http://www.tcijthai.com/investigative-story/1245
โดย content เมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2012 - 8:29am
คาด ‘หัวเว่ย’ได้ประมูล ‘แท็บเล็ต’จากจีน นำร่องแจกป.1 ทั่วประเทศกว่า 2 หมื่นคน เผยสัมพันธ์ยาวนาน ‘ทักษิณ’ ตั้งแต่สมัยนั่งนายกฯ ไปเยือนโรงงานที่เสิ่นเจิ้นมาแล้ว แถมยังเป็นแรงบันดาลใจให้ทำโครงการ คอลัมนิสต์จับผิด ทำไร้เดียงสา ไม่รู้จักหัวเว่ย ทั้งที่ผลิตเครื่องส่งให้เอไอเอส บิ๊กศธ.ระบุเปิดประมูลแบบอีออคชั่น ก่อนให้ตปท.ประสานซื้อจากจีน 9 แสนเครื่อง ศธ.ประสานไอซีทีจัด 3 กลุ่มโรงเรียนกว่า 2 หมื่นแห่ง เชื่อมต่อสัญญาณ ปลัดเรียก 14 สำนักพิมพ์ถกเนื้อหาสาระที่จะใช้ลงเครื่อง พร้อมวิธีดาวน์โหลดข้อมูล โดย เหมือนแพร ศรีสุวรรณ ศูนย์ข่าว TCIJ
หลังจากพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้งแล้ว รัฐบาลพยายามดำเนินการหลายนโยบายที่ได้เคยหาเสียงไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่ง โครงการ One Tablet Pc Per Childเป็นนโยบายหนึ่ง ในนโยบายประชานิยมที่พรรคเพื่อไทยประกาศว่าจะแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียนทุกคน ต่อมารัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภาว่า จะดำเนินการในเรื่องนี้ทันทีภายใน 1 ปีแรก ด้วยการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต ให้แก่โรงเรียนนำร่อง สำหรับระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2555 ควบคู่กับการพัฒนาเนื้อหาที่เหมาะสมตามหลักสูตรบรรจุลงในคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต รวมทั้งจัดระบบอินเตอร์เน็ตไร้สายในระดับการให้บริการในพื้นที่สาธารณะ และสถานศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
อย่างไรก็ตามตลอดเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ใกล้จะปิดภาคเรียนที่ 2มีโรงเรียนจำนวนมาก พยายามขายฝันให้ผู้ปกครอง ด้วยการเปิดหลักสูตรเพิ่มเติมหรือห้องเรียนพิเศษ โดยอ้างว่าจะให้มีคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตเข้ามาอยู่ในหลักสูตรด้วย โดยมีการจัดห้องเรียนที่แปลกตากว่าห้องเรียนทั่วไป แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า โรงเรียนกลับไม่พูดถึงหลักสูตร เนื้อหาสาระ หรือซอฟแวร์ที่จะบรรจุลงในแท็บเล็ตเพื่อให้นักเรียนได้เรียนเลย
ศธ.ประเดิมซื้อ 9 แสนเครื่องให้ป.1นำร่อง
นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมซื้อแท็บเล็ตว่า ขณะนี้เริ่มจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา หรือแท็บเล็ต จำนวน 900,000 เครื่อง เพื่อแจกเด็กนักเรียนชั้นป.1ให้ครบทั้งหมด 860,000 คน โดยจะให้นักเรียนมีเทคโนโลยีใช้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยต้องการให้บรรจุชุดความรู้ในแท็บเล็ตมากกว่า 5 วิชาหลัก ใน 8 กลุ่มสาระ สำหรับเด็กป.1 โดยจะใส่หลักสูตรให้ครบถึง ป.3 เพื่อให้เด็กที่สนใจเข้าไปเรียนรู้ล่วงหน้า อย่างไรก็ตามอายุการใช้งานของแท็บเล็ตอาจจะใช้ได้เพียง 3 ปีนั้น คิดว่าจะเป็นการแจกฟรีให้กับเด็กไปเลยโดยไม่ต้องยืม เพราะเด็กสามารถใช้งานได้ตลอดเวลา อยากเรียนรู้ตอนไหนก็เรียนรู้ได้
“สเป็คราคาเครื่องละ 2,400 บาท ถือเป็นวัสดุที่ราคาไม่แพง สมควรแจกให้เด็กไปเลย ราคาเท่านี้ใช้ 3 ปี ก็กลายเป็นแค่พลาสติกแล้ว และถึงแม้การจัดซื้อเครื่องใหม่จะทำให้ต้องเสียเงินอีกกว่า 3 พันล้านบาทก็ถือเป็นเงินแค่เล็กน้อย เมื่อเทียบกันแล้วซื้อเรือรบ 1ลำ ก็ราคากว่า 3,000 ล้านบาทเหมือนกัน” รมว.ศึกษาธิการกล่าว
นายสุชาติกล่าวต่อว่า นโยบายการแจกแท็บเล็ตเป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมายของนโยบายการศึกษา ซึ่งประเด็นการแจกแท็บเล็ต เป็นการพัฒนาศักยภาพ และขีดความสามารถทางการศึกษาของเด็ก เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นทุกวัน ก็เห็นชัดแล้วว่า กระดานดำที่มีอยู่เดิมจะค่อยๆลดบทบาทลง และต่อไปในอนาคตกระทรวงศึกษาจะติดอินเตอร์เน็ตให้กับโรงเรียนทั่วประเทศให้ครอบคลุมทั้งหมดกว่า 20,000 แห่งเพื่อพัฒนาศักยภาพของเด็กให้สามารถหาความรู้เพิ่มเติมได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำกัดอยู่แค่ความรู้ภายในห้องเรียน
อดีตบิ๊กศธ.ชี้ต้องมีเพื่อให้ทันโลก
ด้านนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ศูนย์ข่าว TCIJ ถึงเรื่องเดียวกันว่า แท็บเล็ตเป็นเครื่องมือตัวหนึ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีที่เรานำไปยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ เพื่อให้เด็กเรียนรู้โลกต่างๆ จะปล่อยให้คนชนบท ในต่างจังหวัดเข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารไม่ได้ และระบบเฉพาะของทีวี ข่าวสารในหนังสือพิมพ์ปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการรับรู้ของคนในสังคม จึงมีความจำเป็นต้องให้เครื่องมือในการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ส่วนการดำเนินการคงจะต้องมีเครื่องมือเหล่านี้โดยเฉพาะสำหรับคนที่ได้รับสิทธิเรียนฟรี
ปลัดศธ.เรียก 14 สำนักพิมพ์ถกเนื้อหาบรรจุแท็บเล็ต
ขณะที่ น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมการนำเสนอเนื้อหาสาระการเรียนรู้เพื่อบรรจุในคอมพิวเตอร์แบบพกพา (แทบเล็ต) ร่วมกับสำนักพิมพ์เอกชน จำนวน 14 สำนักพิมพ์ อาทิ บริษัท MCGRAWHILL, สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช จำกัด, บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด, บริษัท อักษรเจริญทัศน์ (อจท.) จำกัด เป็นต้น
ปลัดกระทรวงศึกษาธิการเปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ได้เชิญสำนักพิมพ์มาหารือเพื่อสอบถามถึงความพร้อมในการเตรียมเนื้อหาที่จะบรรจุลงในแท็บเล็ต เพราะขณะนี้กระทรวงศึกษาฯ ได้เตรียมพร้อมเนื้อหาหลักสูตรของชั้นประถมศึกษาปีที่ 1ในรูปแบบ Learning Object และ e-book เพื่อบรรจุลงในแท็บเล็ตใช้พื้นที่ความจำไปแล้ว 4กิกะไบต์ จาก 8 กิกะไบต์
ด้านนโยบายของกระทรวงศึกษาฯในระยะยาว ต้องการให้ทุกชั้นเรียนได้ใช้แท็บเล็ต หมายถึงตั้งแต่ชั้นป.2-6 และระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 จะต้องได้เรียนได้ใช้แท็บเล็ตด้วย โดยเฉพาะเนื้อหาสาระการเรียนรู้จำเป็นต้องเพิ่มหน่วยความจำถึง 16 กิกะไบต์ ซึ่งสำนักพิมพ์ส่วนใหญ่ ได้การันตีว่าสามารถบรรจุเนื้อหาสาระลงในแท็บเล็ตได้ ซึ่งขณะนี้เนื้อหาสาระในระดับชั้นประถมศึกษาได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว ซึ่งในระดับมัธยมศึกษาคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม
เปิดเลือก 4 ช่องทางดาวน์โหลดข้อมูลการเรียน
ปลัดกระทรวงศึกษาธิการกล่าวต่อถึงแนวทางการดำเนินการว่า ดำเนินการในรูปแบบทีโออาร์ยื่นซองประกวดราคา 2.ให้ดาวน์โหลดจากเซิร์ฟเวอร์ของสำนักพิมพ์ 3.ศธ.ทำเซิร์ฟเวอร์กลางและสำนักพิมพ์นำหลักสูตรมาใส่ไว้ เพื่อให้โรงเรียนดาวน์โหลด และ 4.สำนักพิมพ์จัดเก็บข้อมูลลงใน SD Card โดยจากข้อเสนอเหล่านี้ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางที่ 2 และ 3 อย่างไรก็ตามทางสำนักพิมพ์ต่างๆจะเสนอแนวทางและแผนดำเนินการที่เหมาะสมกลับมายังกระทรวงภายวันที่ 10 ก.พ.นี้ นอกจากนี้ทางสำนักพิมพ์หลายแห่งได้เสนอตัวในการช่วยอบรมความพร้อมให้กับครู ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ ด้วย
แบ่งกลุ่มเตรียมช่องทางเชื่อมต่อสัญญาณ
ทั้งนี้จากการสำรวจความพร้อมของสถานศึกษาที่ได้รับการแจกแท็บเล็ตของกระทรวงศึกษาธิการ ในเดือน พฤษภาคม 2555 นี้ พบว่า มีการจัดแบ่งสถานศึกษาออกเป็น 3 กลุ่ม เนื่องจากสเป็คของแท็บเล็ต ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์ความเร็วสูง จึงมีการแบ่งกลุ่มประเภทในการใช้ระบบสัญญาณอินเตอร์ความเร็วสูง โดยได้รับรายงานข้อมูลเฉพาะจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่า มีโรงเรียนทั้งหมด 24,098 แห่ง มีจำนวนนักเรียนชั้นป.1 จำนวน 507,148 คน แบ่งกลุ่มโรงเรียนที่ใช้ระบบอินเตอร์เน็ต เป็น 3 กลุ่มดังนี้
1.กลุ่มที่มีการติดตั้งระบบไฟเบอร์ ออฟติก (Fiber Optic) หรือเส้นใยแก้วนำแสงที่สามารถส่งสัญญาณได้ระยะทางไกลนับกิโลเมตร เรียบร้อยแล้ว จำนวน 789 แห่ง ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะประสานงานกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เพื่อติดตั้งกล่องรับสัญญาณเพิ่มเพื่อรองรับนักเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล
2.กลุ่มที่มีการใช้ระบบเอดีเอสแอล (ADSL) หรือระบบที่เชื่อมต่อผ่านสายโทรศัพท์ จำนวน 6,457 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่ระบบนี้นิยมใช้ในห้องคอมพิวเตอร์ โดยทางกระทรวงศึกษาธิการ จะประสานกับกระทรวงไอซีทีให้มีการติดตั้งเพิ่มเติม
3.กลุ่มที่มีการใช้ระบบสัญญาณจานเดียวเทียม หรือ แซทเทิลไลท์ จำนวน 16,652 แห่ง ซึ่งกลุ่มนี้ค่อนข้างมีปัญหาในการเชื่อมต่อสัญญาณ ทางกระทรวงศึกษาธิการจึงจำเป็นต้องขอข้อมูลสถานศึกษาทุกสังกัด รวมทั้งสถานศึกษาที่สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เพื่อจะนำมาจัดวางแผนเพื่อขยายเครือข่าย
ศธ.เปิดประมูลแบบอีออคชั่น-ตปท.ประสานจีนซื้อ
ศูนย์ข่าว TCIJ พบข้อมูลว่า กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดเงื่อนไขการประมูลจัดซื้อจัดจ้าง (TOR) ผ่านระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐทางอิเล็กทรอนิกส์ (eAuction) และได้ให้กระทรวงการต่างประเทศติดต่อกับรัฐบาลจีนเพื่อจัดซื้อ โดยลักษณะการซื้อขายแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล หรือจีทูจี โดยคาดว่าจะจัดจ้างได้ทันก่อนเปิดเทอมเดือนพ.ค.นี้
กำหนดสเป็กเครื่องละเอียดยิบ
ข้อกำหนดรายละเอียดครุภัณฑ์ และลักษณะเฉพาะมีดังนี้ คือ ต้องมีหน่วยประมวลผลกลางไม่ต่ำกว่า 1 กิกะเฮิรตซ์ (GHz) และซีพียูแบบดูอัล คอร์ ( Dual Core) ความยาวความหนาของทรานซิสเตอร์แต่ละตัวที่บรรจุอยู่ในซีพียูต้องมีขนาดเล็กกว่าขนาด 45 นาโนเมตร มีความหน่วยความจำหลักไม่น้อยกว่า 512 เมกะไบท์ จอแสดงผลต้องมีขนาดไม่น้อยกว่า 17 นิ้ว วัดตามเส้นทะแยงมุม มีความละเอียดของจอภาพไม่น้อยกว่า 1024 x768 พิกเซลและทนต่อรอยขีดข่วน ทั้งนี้ต้องบันทึกข้อมูลภายในได้ไม่น้อยกว่า 16 กิกะไบท์
ด้านระบบเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายนอก สายสัญญาณต้องเป็นสายสัญญาณ Data Sync มีชุดหูฟังพร้อมไมโครโฟน นอกจากนี้ยังต้องมีช่องสำหรับใส่การ์ดบันทึก หรือไมโครเอสดี (Micro SD) มีอุปกรณ์เชื่อมต่อแบบยูเอสดี (USD) สามารถเชื่อมต่อแบบไร้สาย Wireless Networking ตามมาตรฐานสถาบันวิศวกร ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (Institute of Electrical and Electronics Engineers: IEEE802.11 b/g หรือที่ดีกว่าโดยใช้คลื่นความถี่ 2.4 กิกะเฮิรตซ์(GHz) ทั้งนี้ระบบมัลติมีเดียต้องเป็นแบบติดตั้งภายในตัวเครื่อง โดยมีลำโพง และไมโครโฟนด้วย
ส่วนระบบปฏิบัติเป็น แอนดรอยด์ ซึ่งถือเป็นซอฟแวร์ที่ติดต่อกับฮาร์ดแวร์ทุกชิ้น และทำหน้าที่ควบคุมการทำงานให้ทำงานร่วมกัน โดยสามารถดูหนัง ฟังเพลง เขียนหนังสือ หรือวาดรูปได้ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดสเป็กแท็บเล็ตว่า จะต้องเป็นระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android3.2 Honeycomb) เพื่อสนับสนุนการใช้งานกับแท็บเล็ตขนาดหน้าจอ 7 นิ้วนั้น อีกทั้งยังสามารถใช้กับระบบปฏิบัติการลินิกซ์ เคอร์เนล 2.6.36 ขึ้นไป และรองรับแอนดรอยด์ 4.0 (ice cream sandwich) ลินิกซ์ เคอร์เนล 3.0.1 ได้ต่อไปในอนาคต
ด้านความปลอดภัยทางกระทรวงศึกษาธิการได้ออกระเบียบไว้ระบุว่า ต้องได้รับมาตรฐานความปลอดภัย มอก. 1561-2548 บริภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศเฉพาะด้านความปลอดภัย (IEC 60950) และเป็นผลิตภัณฑ์ซึ่งได้มาตรฐานเพื่อสิ่งแวดล้อม และโรงงานผู้ผลิตต้องได้มาตรฐาน มอก. 9001 หรือ รหน 9001
คาดบริษัทยักษ์ใหญ่‘หัวเว่ย’ได้โควต้า
ศูนย์ข่าว TCIJ ตรวจสอบข้อมูลพบว่า ทางบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการแท็บเล็ตของรัฐบาลไทย โดยได้ดำเนินการให้ข้อมูลและนำเสนอผลิตภัณฑ์กับรัฐบาลอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยที่นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล เป็นรมว.ศึกษาธิการ ซึ่งนายไมเคิล แมคโดนัลด์ หัวหน้าคณะผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยี ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจว่า เราไม่เคยทำโครงการในรูปแบบนี้มาก่อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเท่าที่เคยทำคือ เป็นโครงการขายแท็บเล็ตพ่วงกับฟิกซ์ โอเปอเรเตอร์ ในฟิลิปปินส์ และก็มีขายเป็นล็อตใหญ่ๆ ให้ตลาดผู้ใช้ทั่วไปเท่านั้น ดังนั้นถ้าเรามีส่วนร่วมในโครงการแท็บเล็ตไทยครั้งนี้ได้ก็จะถือเป็นโปรเจคแท็บเล็ตขนาดใหญ่ในกลุ่มการศึกษาเป็นครั้งแรก
เผยแรงบันดาลใจ-สัมพันธ์ยาวนานกับ ‘ทักษิณ’
อย่างไรก็ตามหัวเว่ยก็ไม่ใช่บริษัทหน้าใหม่สำหรับเมืองไทย และไม่ใช่ไม่เคยทำธุรกิจกับรัฐบาลไทย เมื่อตรวจสอบย้อนกลับไปเมื่อสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เคยเดินทางไปเยี่ยมชมกิจการของหัวเว่ยที่เมืองเสิ่นเจิ้นมาแล้ว และครั้งนั้นกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ (ไอซีที) กำลังมีการประมูลโครงการจัดจ้างสร้างชุมสายและสถานีวิทยุเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ CDMA ด้วยระบบอีออคชั่น เป็นครั้งแรก ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณนำมาเล่าในรายการนายกฯ คุยกับประชาชนว่า เป็นครั้งแรกที่เห็นการประมูลแบบสดๆ และหัวเว่ยก็ได้ไปในราคา 6,000 ล้านบาท จากราคากลาง 13,400 ล้านบาท ทำให้ประเทศไทยประหยัดไปได้มาก แต่กลับมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า สาเหตุที่หัวเว่ยได้เพราะรู้ราคากลางมาก่อน และหลังจากนั้นมีญาติสนิทของพ.ต.ท.ทักษิณได้รับงานต่อจากหัวเว่ยด้วย
และเมื่อกลับมาถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีของคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตว่า “หัวเว่ยได้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในระบบการเรียนการสอน เป็นระบบที่ข้อมูลเสียงและภาพอยู่ด้วยกัน ผ่านกล่องเดียวกันเป็นแนวที่โทรคมนาคมกับโทรทัศน์มารวมเป็นหนึ่ง พอผมดูอย่างนี้แล้วผมบอกว่ากลับมาปฏิรูปการศึกษาจะง่ายขึ้นอีกมาก เพราะว่าถ้าเราจะมานั่งพัฒนาครูรุ่นใหม่ให้เข้าไปสอน ต้องใช้เวลา แม่พิมพ์วันนี้ของเรายังอยู่ในแม่พิมพ์ซึ่งต้องปรับเปลี่ยนมาก ดังนั้นผมคิดว่าเทคโนโลยีตัวนี้จะช่วยให้การสอนดีขึ้น ฉะนั้นผมคิดว่าเทคโนโลยีตัวนี้จะช่วยให้การสอนดี”
และนั่นเสมือนจุดเริ่มต้นที่พ.ต.ท.ทักษิณพยายามดันโครงการนี้ให้เป็นจริงให้ได้ โดยมีหัวเว่ยเป็นแรงบันดาลใจและผู้บริหารของหัวเว่ยเอง ก็เคยออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะที่ว่า หัวเว่ยสามารถปรับรูปแบบของอุปกรณ์ได้ตามงบประมาณที่คนละไม่เกิน 5,000 บาท ซึ่งเสมือนเป็นการเปิดทางให้กับโครงการดังกล่าวด้วย
นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ ในการพูดในรายการวิทยุครั้งนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ อ้างว่าไม่เคยได้ยินชื่อบริษัท หัวเว่ย เลย ทำให้บรรดาคอลัมนิสต์นำประเด็นดังกล่าวมาเขียนโดยตั้งข้อสังเกตว่า เป็นไปได้อย่างไรที่พ.ต.ท.ทักษิณไม่รู้จักหัวเว่ย ทั้งที่ทำธุรกิจกิจการโทรคมนาคม และประเด็นสำคัญคือ บริษัทหัวเว่ยเป็นพันธมิตรกับ บริษัท เอ็มลิงค์ ซึ่งผลิตเครื่องโทรศัพท์มือถือขายให้กับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส ของครอบครัวชินวัตรมายาวนาน และบริษัทในเครือหัวเว่ยรุกคืบเข้ามาประมูล ดำเนินธุรกิจกับรัฐบาลมาแล้วอย่างต่อเนื่องหลายโครงการ และที่สำคัญชื่อเสียงของหัวเว่ยก็ไม่เป็นรองใคร เพราะทุกวันนี้นับเป็นบริษัทคมนาคมยักษ์ใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก
จดทะเบียน-ถือหุ้นบริษัทในไทยกว่าพันล้าน
จากการตรวจสอบฐานข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทนำเข้า ส่งออก รวมถึงบริการฝึกอบรม ติดตั้ง บำรุงรักษา และซ่อมแซมเครื่องจักรี เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับเครือข่ายโทรคมนาคม ประกอบกิจการทางวิศวกรรมและเทคนิค จดทะเบียนบริษัทในไทยในช่วงเดือนมิ.ย.2544 ด้วยทุนจดทะเบียน 100,000,000 บาท สำนักงานตั้งอยู่ที่อาคารแคพพิเทิล ทาวเวอร์ ออลซีซั่น เพลส ถ.วิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ โดยมีนายจาง เว่ย และนายฮุย ชุน เป็นผู้มีอำนาจสูงสุด ทั้งนี้ในจำนวนผู้ถือหุ้นสูงสุด 3 ราย ถือสัญชาติ เนเธอร์แลนด์ จำนวน 999,998 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 99.99 และผู้ถือหุ้น 2 ราย สัญชาติจีน ซึ่งมีบริษัทผู้ถือหุ้นใหญ่ ประกอบด้วย บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (เนเธอร์แลนด์ ) บี.วี. ,บริษัท หัว หยิง แมนเนตเม้นท์ จำกัด และบริษัท หัวเว่ย เทค อินเวสเม้สท์ จำกัด
หากพิจารณาแล้วจะเห็นว่า บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด มีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นคนสัญชาติจีน และมีบริษัทที่เกี่ยวข้องที่ได้ดำเนินกิจการในประเทศไทยประกอบด้วย 1.บริษัท ไซ เกอ ไฮเทค(ประเทศไทย) จำกัด 2.บริษัท ไบโอ แพคกิ้ง จำกัด 3.บริษัท เลเซอร์ ไฮ-เทค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 4.บริษัท อิมพีเรียลสตาร์เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด และ 5.บริษัท ฮอลลี่ สกาย-ไลท์ติ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด
ผู้ค้าส่งชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์อื่นๆ
บริษัท
ทุนจดทะเบียน
(บาท)
สินทรัพย์รวม(บาท)
รายได้หลัก(บาท)
กำไร(ขาดทุน)สุทธิ(บาท)
1.บริษัทจักรวาลคอมมิวนิเคชั่น ซีสเท็ม จำกัด
100,000,000
568,640,861
347,119,401
11,014,181
2. บริษัทเซลลูลาร์วิชั่น (ไทยแลนด์)จำกัด
100,000,000
-
-
-
3.บริษัทออมรอน อีเลคทรอนิคส์ จำกัด
100,000,000
895,642,311
1,179,748,724
194,081,900
4.บริษัท ล็อกซเล่ย์ ไวร์เลส จำกัด
100,000,000
496,427,020
295,908,858
7,497,634
5. บริษัท เทค แปซิฟิก (ประเทศไทย) จำกัด
100,000,000
29,492,995
249,821
-4,668,007
6.บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด
100,000,000
5,124,067,491
5,195,365,688
136,646,227
7.บริษัท พี.เค.ยู. ฟาวเดอร์ (ประเทศไทย)จำกัด
100,000,000
-
-
-
8. บริษัทเคมิ-คอน อิเล็กทรอนิคส์ (ไทยแลนด์)จำกัด
100,000,000
399,087,780
1,112,078,097
34,898,173
9.บริษัทดีบีเทล (ไทยแลนด์) จำกัด
100,000,000
-
-
-
10.บริษัทโซนี่ อีริคสัน โมบายล์ คอมมิวนิเคชั่นส์(ประเทศไทย)จำกัด
100,000,000
236,611,096
334,226,603
2,638,098
11.บริษัทเคียวเซร่า เอเชีย แปซิฟิค (ไทยแลนด์) จำกัด
100,000,000
183,157,629
479,059,429
26,823,863
ข้อมูลงบการเงินปี 2553 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า รวบรวมโดยศูนย์ข่าว TCIJ
ที่มา : http://www.tcijthai.com/investigative-story/1245
"แม้การลงทุนจะมีความเสี่ยง แต่มันก็มีความฝันปะปนด้วยอยู่เสมอ..."
- Ii'8N
- Verified User
- โพสต์: 3682
- ผู้ติดตาม: 0
Re: รวมข่าว "หัวเว่ย"
โพสต์ที่ 38
pak เขียน:จับตา ‘หัวเว่ย’ กวาดประมูลแท็บเล็ต 9 แสนเครื่อง นำร่องแจกป.1 เผยสัมพันธ์ยาวนาน ‘ทักษิณ’ เจ้าไอเดีย
โดย content เมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2012 - 8:29am
คาด ‘หัวเว่ย’ได้ประมูล ‘แท็บเล็ต’จากจีน นำร่องแจกป.1 ทั่วประเทศกว่า 2 หมื่นคน เผยสัมพันธ์ยาวนาน ‘ทักษิณ’ ตั้งแต่สมัยนั่งนายกฯ ไปเยือนโรงงานที่เสิ่นเจิ้นมาแล้ว แถมยังเป็นแรงบันดาลใจให้ทำโครงการ คอลัมนิสต์จับผิด ทำไร้เดียงสา ไม่รู้จักหัวเว่ย ทั้งที่ผลิตเครื่องส่งให้เอไอเอส บิ๊กศธ.ระบุเปิดประมูลแบบอีออคชั่น ก่อนให้ตปท.ประสานซื้อจากจีน 9 แสนเครื่อง ศธ.ประสานไอซีทีจัด 3 กลุ่มโรงเรียนกว่า 2 หมื่นแห่ง เชื่อมต่อสัญญาณ ปลัดเรียก 14 สำนักพิมพ์ถกเนื้อหาสาระที่จะใช้ลงเครื่อง พร้อมวิธีดาวน์โหลดข้อมูล โดย เหมือนแพร ศรีสุวรรณ ศูนย์ข่าว TCIJ
หัวเหว่ยเขาสนิทกับทุกคนที่ทำโทรคมนาคม/ICT คนมีอำนาจในการจัดซื้อจัดจ้าง คนมีอำนาจของรัฐบาล ขององค์กร ของผู้ให้บริการ ของรัฐวิสาหกิจทุกประเทศทั่วโลกแหละ เริ่มทำมาตั้งแต่ 1998-1999 หว่านไปทั่ว ได้เรับการหนุนหลัง การ "ก้าวออกไป" ของนโยบายรัฐบาลจีน
ไปถามทุก operator, CAT, TOT, กระทรวง ICT, กทช. มีหน่วยงานไหน ที่ไม่เคยไปโรงงานเสินเจิ้นบ้าง คำตอบคือ ไปมากันหมด
แม้แต่ true เอง สมัยยังเป็น TA Orange ที่ตอนนั้นใช้อุปกรณ์ alcatel (เพราะมากับฝรั่ง) huawei ก็มาจีบ เพราะหวังอนาคต ซึ่งตอนนี้ ก็กวาดไปทัั้งตลาดที่รู้กันอยู่แล้ว
เคยร่วม trip กับคนของ true, dtac, AIS, CAT ที่รู้จักกัน โดยการเชิญของ huawei
ขนาดลูกเด็กเล็กแดง ยังเชิญไป ไม่ว่าที่โรงงาน, exhibitionที่ สิงคโปร์, ฮ่องกง, เยอรมันนี หรือดู network ลูกค้าตัวอย่างประเทศอื่นๆ เขาจัด budget พวกนี้เฉพาะ คือเงินสำหรับ marketing ทีเดียว และพาลูกค้าไปกินไปเที่ยวยังกะราชา ตามวิสัยพ่อค้าจีน
-
- Verified User
- โพสต์: 5659
- ผู้ติดตาม: 0
Re: รวมข่าว "หัวเว่ย"
โพสต์ที่ 39
หัวเว่ยจัดแสดงเทคโนโลยีโมบาย บรอดแบนด์ ในโรดโชว์พิเศษ “Welcome Broadband World: Huawei Solution 2012”
ข่าวเทคโนโลยี ThaiPR.net -- จันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 08:50:21 น.
คำบรรยายภาพ: มร. ไมเคิล แมคโดนัลด์ หัวหน้าคณะผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยีของหัวเว่ย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โชว์เครื่องแท๊บเล็ต หัวเว่ย มีเดียแพด แก่สื่อมวลชน
หัวเว่ย ผู้นำด้านโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้ยกทัพโซลูชั่นเทคโนโลยีโมบาย บรอดแบนด์ระดับโลกแบบครบวงจร มาจัดแสดงในงานโรดโชว์ “Welcome Broadband World: Huawei Solution 2012” ซึ่งเป็นการจัดนิทรรศการเทคโนโลยีสื่อสารล้ำยุคภายในรถบรรทุกคอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ โดยงานโรดโชว์ในครั้งนี้จะจัดขึ้นจนถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ศกนี้
“การจัดโรดโชว์ในครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าหัวเว่ยมีผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นที่ครอบคลุมระบบโมบาย บรอดแบนด์ในทุกด้านอย่างแท้จริง” มร. ไมเคิล แมคโดนัลด์ หัวหน้าคณะผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยีของหัวเว่ย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว “เราได้นำโซลูชั่นมากมายมาจัดแสดงในตัวรถ เช่นระบบแกนหลักเครือข่าย โซลูชั่นสถานีฐาน อุปกรณ์เครื่องลูกข่ายอย่างสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต หรือบริการเสริมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมคุณภาพการให้บริการในเครือข่าย ไปจนถึงระบบโทรทัศน์ดิจิตอลหรือแม้แต่การเล่นเกมออนไลน์ ทุกโซลูชั่นของหัวเว่ยได้รับการพัฒนามาให้มีประสิทธิภาพสูงและสามารถลดค่าใช้จ่ายของผู้ให้บริการได้ ทั้งยังสะดวกในการติดตั้งและบำรุงรักษาอีกด้วย”
โซลูชั่นที่จัดแสดงในงาน “Welcome Broadband World: Huawei Solution 2012” มีดังนี้
- HSPA+/LTE และวิวัฒนาการของเทคโนโลยีโมบาย บรอดแบนด์
- โซลูชั่น IP bearer, core network และระบบสนับสนุนการปฏิบัติงานสำหรับผู้ให้บริการโทรคมนาคม
- โซลูชั่นควบคุมคุณภาพการให้บริการ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการและความยืดหยุ่นของระบบได้เป็นอย่างดี
- อุปกรณ์สื่อสารล้ำยุค ทั้งสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต แอร์การ์ด และโมเดมไร้สาย
- โซลูชั่นคลาวด์ คอมพิวติ้งรูปแบบใหม่ เช่น Hybrid TV ระบบช้อปปิ้งออนไลน์ และระบบเครือข่ายสังคมออนไลน์
- โซลูชั่นสถานีฐานที่ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และติดตั้งได้รวดเร็ว
ก่อนที่จะมาเยือนกรุงเทพมหานคร หัวเว่ยได้นำโรดโชว์ “Welcome Broadband World: Huawei Solution 2012” ไปจัดแสดงมาแล้วในประเทศพม่า กัมพูชา และเวียดนาม “หัวเว่ยยังคงมุ่งมั่นพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง” มร. แมคโดนัลด์กล่าวเสริม “ผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นของเราเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย 3G บนความถี่ 1900MHz ซึ่งยังคงมีการวางระบบอยู่ทั่วประเทศในขณะนี้ และเราก็ยังมีส่วนร่วมในโครงการทดสอบเทคโนโลยี LTE ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ สำหรับการจัดแสดงโรดโชว์ในครั้งนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของเราในการยกระดับวงการโทรคมนาคมของเมืองไทยให้ล้ำหน้ายิ่งขึ้น โดยประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่สำคัญที่สุดของหัวเว่ยในระดับโลก”
ผู้สนใจสามารถค้นหารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.huawei.com และติดตามข่าวคราวล่าสุดจากหัวเว่ยโดยตรงได้ทาง Twitter (http://www.twitter.com/huaweipress) และ YouTube (http://www.youtube.com/user/HuaweiPress)
ข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ
ธรธวัช ทองแนบ
ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารหัวเว่ย
c/o แฟรนคอม เอเซีย
โทรศัพท์: 0 2233 4329-30 / โทรสาร: 0 2236 8030
อีเมล: [email protected]
บุศยรินทร์ เสตะจันทน์ปิติ
ฝ่ายประชาสัมพันธ์
บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด
โทรศัพท์: 0 2695 7400 ต่อ 5105 โทรสาร: 0 2654 3300
อีเมล: [email protected]
ข่าวเทคโนโลยี ThaiPR.net -- จันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555 08:50:21 น.
คำบรรยายภาพ: มร. ไมเคิล แมคโดนัลด์ หัวหน้าคณะผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยีของหัวเว่ย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โชว์เครื่องแท๊บเล็ต หัวเว่ย มีเดียแพด แก่สื่อมวลชน
หัวเว่ย ผู้นำด้านโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้ยกทัพโซลูชั่นเทคโนโลยีโมบาย บรอดแบนด์ระดับโลกแบบครบวงจร มาจัดแสดงในงานโรดโชว์ “Welcome Broadband World: Huawei Solution 2012” ซึ่งเป็นการจัดนิทรรศการเทคโนโลยีสื่อสารล้ำยุคภายในรถบรรทุกคอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ โดยงานโรดโชว์ในครั้งนี้จะจัดขึ้นจนถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ศกนี้
“การจัดโรดโชว์ในครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าหัวเว่ยมีผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นที่ครอบคลุมระบบโมบาย บรอดแบนด์ในทุกด้านอย่างแท้จริง” มร. ไมเคิล แมคโดนัลด์ หัวหน้าคณะผู้บริหารฝ่ายเทคโนโลยีของหัวเว่ย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าว “เราได้นำโซลูชั่นมากมายมาจัดแสดงในตัวรถ เช่นระบบแกนหลักเครือข่าย โซลูชั่นสถานีฐาน อุปกรณ์เครื่องลูกข่ายอย่างสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต หรือบริการเสริมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมคุณภาพการให้บริการในเครือข่าย ไปจนถึงระบบโทรทัศน์ดิจิตอลหรือแม้แต่การเล่นเกมออนไลน์ ทุกโซลูชั่นของหัวเว่ยได้รับการพัฒนามาให้มีประสิทธิภาพสูงและสามารถลดค่าใช้จ่ายของผู้ให้บริการได้ ทั้งยังสะดวกในการติดตั้งและบำรุงรักษาอีกด้วย”
โซลูชั่นที่จัดแสดงในงาน “Welcome Broadband World: Huawei Solution 2012” มีดังนี้
- HSPA+/LTE และวิวัฒนาการของเทคโนโลยีโมบาย บรอดแบนด์
- โซลูชั่น IP bearer, core network และระบบสนับสนุนการปฏิบัติงานสำหรับผู้ให้บริการโทรคมนาคม
- โซลูชั่นควบคุมคุณภาพการให้บริการ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการและความยืดหยุ่นของระบบได้เป็นอย่างดี
- อุปกรณ์สื่อสารล้ำยุค ทั้งสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต แอร์การ์ด และโมเดมไร้สาย
- โซลูชั่นคลาวด์ คอมพิวติ้งรูปแบบใหม่ เช่น Hybrid TV ระบบช้อปปิ้งออนไลน์ และระบบเครือข่ายสังคมออนไลน์
- โซลูชั่นสถานีฐานที่ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และติดตั้งได้รวดเร็ว
ก่อนที่จะมาเยือนกรุงเทพมหานคร หัวเว่ยได้นำโรดโชว์ “Welcome Broadband World: Huawei Solution 2012” ไปจัดแสดงมาแล้วในประเทศพม่า กัมพูชา และเวียดนาม “หัวเว่ยยังคงมุ่งมั่นพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง” มร. แมคโดนัลด์กล่าวเสริม “ผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นของเราเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย 3G บนความถี่ 1900MHz ซึ่งยังคงมีการวางระบบอยู่ทั่วประเทศในขณะนี้ และเราก็ยังมีส่วนร่วมในโครงการทดสอบเทคโนโลยี LTE ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อไม่นานมานี้ สำหรับการจัดแสดงโรดโชว์ในครั้งนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของเราในการยกระดับวงการโทรคมนาคมของเมืองไทยให้ล้ำหน้ายิ่งขึ้น โดยประเทศไทย ถือเป็นหนึ่งในตลาดที่สำคัญที่สุดของหัวเว่ยในระดับโลก”
ผู้สนใจสามารถค้นหารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.huawei.com และติดตามข่าวคราวล่าสุดจากหัวเว่ยโดยตรงได้ทาง Twitter (http://www.twitter.com/huaweipress) และ YouTube (http://www.youtube.com/user/HuaweiPress)
ข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ
ธรธวัช ทองแนบ
ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารหัวเว่ย
c/o แฟรนคอม เอเซีย
โทรศัพท์: 0 2233 4329-30 / โทรสาร: 0 2236 8030
อีเมล: [email protected]
บุศยรินทร์ เสตะจันทน์ปิติ
ฝ่ายประชาสัมพันธ์
บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด
โทรศัพท์: 0 2695 7400 ต่อ 5105 โทรสาร: 0 2654 3300
อีเมล: [email protected]
คุณไม่มีสิทธิ์ดูไฟล์ที่แนบมาในกระทู้
"แม้การลงทุนจะมีความเสี่ยง แต่มันก็มีความฝันปะปนด้วยอยู่เสมอ..."
-
- Verified User
- โพสต์: 5659
- ผู้ติดตาม: 0
Re: รวมข่าว "หัวเว่ย"
โพสต์ที่ 40
แท็บเล็ตวุ่น สโคปฯ ส่อวืด หัวเว่ยแห้ว [ ข่าวหุ้น, 13 มี.ค. 55 ]
แท็บเล็ต ป.1 พลิก "อนุดิษฐ์" อ้างไม่เคยมีมติเลือกสโคปฯ คณะกรรมการเตรียมเคาะ
เลือก 13 มี.ค.นี้
แท็บเล็ต ป.1 พลิก "อนุดิษฐ์" อ้างไม่เคยมีมติเลือกสโคปฯ คณะกรรมการเตรียมเคาะ
เลือก 13 มี.ค.นี้
"แม้การลงทุนจะมีความเสี่ยง แต่มันก็มีความฝันปะปนด้วยอยู่เสมอ..."
-
- Verified User
- โพสต์: 5659
- ผู้ติดตาม: 0
Re: รวมข่าว "หัวเว่ย"
โพสต์ที่ 41
'หัวเว่ย' ดั๊มพ์ราคาสู้ศึกสมาร์ทโฟนจับกลุ่มเครื่องแรก
หัวเว่ย ลดราคาสมาร์ทโฟน 2 รุ่น Ideos X5 และ Ideos X3 หวังแจ้งเกิดตลาดสมาร์ทโฟนในไทย เจาะกลุ่มนักเรียนนักศึกษาและผู้เริ่มใช้สมาร์ทโฟน...
บริษัท เวลเทคกรุ๊ป จำกัด ตัวแทนจำหน่ายสมาร์ทดีไวซ์แบรนด์ "หัวเว่ย" ประกาศลดราคาสมาร์ทโฟน 2 รุ่น เพื่อตอบรับกระแสนิยมสมาร์ทโฟนจากผู้ใช้ชาวไทย โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนนักศึกษาและผู้ใช้สมาร์ทโฟนเครื่องแรก ขณะเดียวกันยังเป็นการแจ้งเกิดสมาร์ทโฟนหัวเว่ยในตลาดไทยอีกด้วย โดยสมาร์ทโฟนที่ลดราคา 2 รุ่น ได้แก่ Huawei Ideos X5 ด้วย CPU 1GB หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 3.8 นิ้ว แสดงผล TFT-LCD 16 ล้านสี กล้อง 5 ล้านพิกเซล ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 2.2 พร้อมจำหน่ายในราคา 6,750 บาท จากเดิม 7,900 บาท และรุ่น Huawei Ideos X3 หน้าจอสัมผัสกว้าง 3.2 นิ้ว TFT-LCD 16 ล้านสี กล้อง 3.2 ล้านพิกเซล ระบบปฏิบัติการแอนดรอยซ์ 2.2 ในราคา 4,490 บาท จากเดิม 5,900 บาท.
ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/tech/255930
_______________________________________________________
หัวเว่ยเผยรายได้ปี 2554
หัวเว่ย ผู้นำด้านโซลูชันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร แถลงผลประกอบการประจำปี 2554 สามารถทำรายได้จากยอดขายรวมตลอดปีกว่า 3.24 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (1,023 ล้านล้านบาท) สูงกว่ายอดขายรวมในปีก่อนหน้าราว 11.7% ส่งผลยอดกำไรสุทธิ 1.84 พันล้านเหรียญสหรัฐ (5.8 หมื่นล้านบาท) ตามเป้าที่วางไว้
ผลประกอบการของหัวเว่ยในปี 2554 เติบโตขึ้นจากกลุ่มธุรกิจอุปกรณ์สื่อสารสำหรับบุคคลทั่วไปและกลุ่มธุรกิจเอนเตอร์ไพรส์สำหรับองค์กรรัฐและเอกชน โดยในตลาดอุปกรณ์สื่อสารสำหรับบุคคลทั่วไป หัวเว่ยทำยอดขายได้ 7.09 พันล้านเหรียญสหรัฐ (2.24 แสนล้านบาท) ในปีที่ผ่านมา สูงกว่ายอดขายในปี 2553 44.3%
โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสมาร์ทดีไวซ์ (สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต) ด้วยยอดขายรวมกว่า 150 ล้านเครื่องทั่วโลก ในขณะที่กลุ่มธุรกิจเอนเตอร์ไพรส์นั้นก็มียอดขายสูงกว่าในปี 2553 ถึง 57.1% หรือคิดเป็นยอดขายรวมมูลค่า 1.46 พันล้านเหรียญสหรัฐ (4.61 หมื่นล้านบาท) จากการดำเนินงานเต็มปีเป็นปีแรก
ทั้งนี้ ธุรกิจของหัวเว่ยยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในประเทศจีนและในตลาดอื่นๆ ทั่วโลก โดยในปี 2554 ที่ผ่านมาบริษัทได้ทำยอดขายในประเทศจีนไว้ราว 1.04 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (3.29 แสนล้านบาท) หรือ 5.5% ในขณะที่ยอดขายในประเทศอื่นๆ ทั่วโลกก็เพิ่มสูงขึ้น 14.9% มาอยู่ที่ระดับ 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (6.95 แสนล้านบาท)
มร.เคน หู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของหัวเว่ย กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาหัวเว่ยได้ลงทุนเพิ่มเติมเพื่อขับเคลื่อนการขยายตัวของกลุ่มธุรกิจเอนเตอร์ไพรส์และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคทั่วไป จึงเป็นผลให้บริษัทแปลงสภาพจากผู้จัดหาโซลูชันโทรคมนาคม กลายเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างรอบด้าน และสร้างโอกาสให้เราสามารถพัฒนาผลประกอบการของบริษัทได้เป็นอย่างดี
“นโยบายการลงทุนของเรานั้นมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ การกระจายทรัพยากรต่างๆ ของเราไปทั่วโลก และการวางรากฐานทางธุรกิจเพื่อปูทางสู่การเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต”
การลงทุนในด้านวิจัยและพัฒนาของหัวเว่ยในปีที่ผ่านมาคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 3.76 พันล้านเหรียญสหรัฐ (1.19 แสนล้านบาท) ซึ่งสูงกว่าในปี 2553 34.2% และคิดเป็นสัดส่วน 11.6% ของยอดขายในปี 2554 โดยนโยบายการลงทุนในด้านนี้ทำให้หัวเว่ยสามารถคว้าโอกาสใหม่ๆ ในตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วได้ และยังเป็นเสมือนพื้นฐานของความสำเร็จที่ยั่งยืน
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะลงทุนพัฒนาแผนธุรกิจ “cloud-pipe-device” มากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่เชื่อมโยงกันของทั้งผู้ให้บริการโทรคมนาคม องค์กร และผู้บริโภคทั่วไปได้อย่างทั่วถึง
ASTV ผู้จัดการ
http://www.manager.co.th/CBiZReview/ViewNews.aspx?
ที่มา : http://www.bloggang.com/mainblog.php?id ... &gblog=195
หัวเว่ย ลดราคาสมาร์ทโฟน 2 รุ่น Ideos X5 และ Ideos X3 หวังแจ้งเกิดตลาดสมาร์ทโฟนในไทย เจาะกลุ่มนักเรียนนักศึกษาและผู้เริ่มใช้สมาร์ทโฟน...
บริษัท เวลเทคกรุ๊ป จำกัด ตัวแทนจำหน่ายสมาร์ทดีไวซ์แบรนด์ "หัวเว่ย" ประกาศลดราคาสมาร์ทโฟน 2 รุ่น เพื่อตอบรับกระแสนิยมสมาร์ทโฟนจากผู้ใช้ชาวไทย โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนนักศึกษาและผู้ใช้สมาร์ทโฟนเครื่องแรก ขณะเดียวกันยังเป็นการแจ้งเกิดสมาร์ทโฟนหัวเว่ยในตลาดไทยอีกด้วย โดยสมาร์ทโฟนที่ลดราคา 2 รุ่น ได้แก่ Huawei Ideos X5 ด้วย CPU 1GB หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 3.8 นิ้ว แสดงผล TFT-LCD 16 ล้านสี กล้อง 5 ล้านพิกเซล ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 2.2 พร้อมจำหน่ายในราคา 6,750 บาท จากเดิม 7,900 บาท และรุ่น Huawei Ideos X3 หน้าจอสัมผัสกว้าง 3.2 นิ้ว TFT-LCD 16 ล้านสี กล้อง 3.2 ล้านพิกเซล ระบบปฏิบัติการแอนดรอยซ์ 2.2 ในราคา 4,490 บาท จากเดิม 5,900 บาท.
ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/tech/255930
_______________________________________________________
หัวเว่ยเผยรายได้ปี 2554
หัวเว่ย ผู้นำด้านโซลูชันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร แถลงผลประกอบการประจำปี 2554 สามารถทำรายได้จากยอดขายรวมตลอดปีกว่า 3.24 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (1,023 ล้านล้านบาท) สูงกว่ายอดขายรวมในปีก่อนหน้าราว 11.7% ส่งผลยอดกำไรสุทธิ 1.84 พันล้านเหรียญสหรัฐ (5.8 หมื่นล้านบาท) ตามเป้าที่วางไว้
ผลประกอบการของหัวเว่ยในปี 2554 เติบโตขึ้นจากกลุ่มธุรกิจอุปกรณ์สื่อสารสำหรับบุคคลทั่วไปและกลุ่มธุรกิจเอนเตอร์ไพรส์สำหรับองค์กรรัฐและเอกชน โดยในตลาดอุปกรณ์สื่อสารสำหรับบุคคลทั่วไป หัวเว่ยทำยอดขายได้ 7.09 พันล้านเหรียญสหรัฐ (2.24 แสนล้านบาท) ในปีที่ผ่านมา สูงกว่ายอดขายในปี 2553 44.3%
โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสมาร์ทดีไวซ์ (สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต) ด้วยยอดขายรวมกว่า 150 ล้านเครื่องทั่วโลก ในขณะที่กลุ่มธุรกิจเอนเตอร์ไพรส์นั้นก็มียอดขายสูงกว่าในปี 2553 ถึง 57.1% หรือคิดเป็นยอดขายรวมมูลค่า 1.46 พันล้านเหรียญสหรัฐ (4.61 หมื่นล้านบาท) จากการดำเนินงานเต็มปีเป็นปีแรก
ทั้งนี้ ธุรกิจของหัวเว่ยยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในประเทศจีนและในตลาดอื่นๆ ทั่วโลก โดยในปี 2554 ที่ผ่านมาบริษัทได้ทำยอดขายในประเทศจีนไว้ราว 1.04 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (3.29 แสนล้านบาท) หรือ 5.5% ในขณะที่ยอดขายในประเทศอื่นๆ ทั่วโลกก็เพิ่มสูงขึ้น 14.9% มาอยู่ที่ระดับ 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (6.95 แสนล้านบาท)
มร.เคน หู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของหัวเว่ย กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาหัวเว่ยได้ลงทุนเพิ่มเติมเพื่อขับเคลื่อนการขยายตัวของกลุ่มธุรกิจเอนเตอร์ไพรส์และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคทั่วไป จึงเป็นผลให้บริษัทแปลงสภาพจากผู้จัดหาโซลูชันโทรคมนาคม กลายเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างรอบด้าน และสร้างโอกาสให้เราสามารถพัฒนาผลประกอบการของบริษัทได้เป็นอย่างดี
“นโยบายการลงทุนของเรานั้นมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ การกระจายทรัพยากรต่างๆ ของเราไปทั่วโลก และการวางรากฐานทางธุรกิจเพื่อปูทางสู่การเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต”
การลงทุนในด้านวิจัยและพัฒนาของหัวเว่ยในปีที่ผ่านมาคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 3.76 พันล้านเหรียญสหรัฐ (1.19 แสนล้านบาท) ซึ่งสูงกว่าในปี 2553 34.2% และคิดเป็นสัดส่วน 11.6% ของยอดขายในปี 2554 โดยนโยบายการลงทุนในด้านนี้ทำให้หัวเว่ยสามารถคว้าโอกาสใหม่ๆ ในตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วได้ และยังเป็นเสมือนพื้นฐานของความสำเร็จที่ยั่งยืน
นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะลงทุนพัฒนาแผนธุรกิจ “cloud-pipe-device” มากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่เชื่อมโยงกันของทั้งผู้ให้บริการโทรคมนาคม องค์กร และผู้บริโภคทั่วไปได้อย่างทั่วถึง
ASTV ผู้จัดการ
http://www.manager.co.th/CBiZReview/ViewNews.aspx?
ที่มา : http://www.bloggang.com/mainblog.php?id ... &gblog=195
"แม้การลงทุนจะมีความเสี่ยง แต่มันก็มีความฝันปะปนด้วยอยู่เสมอ..."
-
- Verified User
- โพสต์: 5659
- ผู้ติดตาม: 0
Re: รวมข่าว "หัวเว่ย"
โพสต์ที่ 43
หัวเว่ยหั่นสมาร์ทโฟน 3 พันบาทสู้ศึก [ โพสต์ทูเดย์, 1 มิ.ย. 55 ]
เวลเทค ประกาศหั่นราคาหัวเว่ยสมาร์ตโฟนเหลือ 3,000 บาท สู้ศึก หวังปั้นแบรนด์ติดตลาด
เชื่อแบรนด์จีนอินเตอร์คุณภาพไม่เป็นรอง
นายสุวิทย์ ชัยกิจพัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวลเทค กรุ๊ป ตัวแทนจำหน่ายสินค้าสมาร์ตดี
ไวซ์แบรนด์หัวเว่ย เปิดเผยว่า ตลาดมือถือและแท็บเล็ตมีการแข่งขันอย่างดุเดือด โดยมีแบรนด์ที่ได้รับ
ความนิยมไม่มากนัก และมีการแข่งขันด้านราคามาก ทำให้รายใหม่เข้าทำตลาดได้ลำบาก
เวลเทค ประกาศหั่นราคาหัวเว่ยสมาร์ตโฟนเหลือ 3,000 บาท สู้ศึก หวังปั้นแบรนด์ติดตลาด
เชื่อแบรนด์จีนอินเตอร์คุณภาพไม่เป็นรอง
นายสุวิทย์ ชัยกิจพัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวลเทค กรุ๊ป ตัวแทนจำหน่ายสินค้าสมาร์ตดี
ไวซ์แบรนด์หัวเว่ย เปิดเผยว่า ตลาดมือถือและแท็บเล็ตมีการแข่งขันอย่างดุเดือด โดยมีแบรนด์ที่ได้รับ
ความนิยมไม่มากนัก และมีการแข่งขันด้านราคามาก ทำให้รายใหม่เข้าทำตลาดได้ลำบาก
"แม้การลงทุนจะมีความเสี่ยง แต่มันก็มีความฝันปะปนด้วยอยู่เสมอ..."
-
- Verified User
- โพสต์: 5659
- ผู้ติดตาม: 0
Re: รวมข่าว "หัวเว่ย"
โพสต์ที่ 44
‘หัวเว่ย’จ้องฮุบสุวรรณภูมิ 2 ‘ซินเซียง’ผุดคลังสินค้า3พันไร่/ทุนจีนถือฤกษ์เออีซีบุกไทย
สยามธุรกิจ, ฉบับที่ 1339 ประจำวันที่ 29-9-2012 ถึง 2-10-2012
ทำเนียบฯ - ยักษ์ใหญ่ “แดนมังกร” รุกขยาย ฐานลงทุนในไทย “หัวเว่ย” จ้องฮุบงานใหญ่ สุวรรณภูมิเฟส 2 ด้าน “ไทยแลนด์ ซินเซียง รับเบอร์” กว้านซื้อที่ดินใกล้สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่ ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย กว่า 3,000 ไร่ สร้างคลังกระจายสินค้ารับ AEC "เซี่ยงไฮ้ มอเตอร์ ออโตโมบิล" ทุ่ม 15,000 ล้านบาท ลงทุนในไทยผลิตรถเก๋งภายใต้แบรนด์ เอ็มจีิ เผย 6 เดือนแรกของปีนี้นักธุรกิจ จีนยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 18 โครงการ
ภายหลังจาก 10 ประเทศอาเซียนได้มีการตกลงเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน Economics Community (AEC) เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน และมีจะผลวันที่ 1 มกราคม 2558 ส่งผลให้นักลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศจีนได้เข้าลงทุนในประเทศไทยกันอย่างคึกคัก
ล่าสุดแหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ขณะนี้ทาง "หัวเหว่ย" ยักษ์วงการสื่อสารจากสาธารณรัฐประชา ชนจีนได้ประสานติดต่อกับนักการเมืองเพื่อเข้ามาขอรับทราบข้อมูลโครงการขนาดใหญ่ในประเทศไทย หนึ่งในนั้นก็คือโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เฟส 2 มูลค่ากว่า 62,000 ล้านบาท ที่กำลังจะเปิดประมูลในเร็ว ๆ นี้ ตามคำสั่งของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเร่งรัดการแก้ไขปัญหาความแออัดสนามบินสุวรรณภูมิ
"หัวเหว่ยได้มอบหมายให้ตัวแทนประสานไปยังผู้รับเหมาฯที่จะเข้ามารับช่วงงานแต่ละส่วน เพื่อเตรียมพร้อมรับงานใหญ่นี้แล้ว โดยในส่วนของงานก่อสร้างก็ได้มีการสั่งซื้อทรายและวัสดุก่อสร้างไว้ล่วงหน้าเพื่อยืนยันถึงความพร้อม โดยมั่นใจว่าจะคว้างานใหญ่นี้ได้อย่างแน่นอน"
นายชวลิต สุธรรมวงศ์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่ผ่านมาเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กลุ่มนักลงทุนประเทศจีนได้ขยายมายังประเทศในในอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีชัยภูมิที่เป็นเหมาะแก่การลงทุกกว่าประเทศข้างเคียง ซึ่งเชียงรายถือเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพในการลงทุน เนื่องจากมีชายแดนสำคัญ 3 จุด นั่นคือ ที่อำเภอแม่สาย เขตติดต่อกับท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า ที่อำเภอเชียงแสน ติดกับแขวงบ่อแก้ว ประเทศลาว และที่อำเภอเชียงของ ติดกับแขวงบ่อแก้ว ประเทศลาว
ปัจจุบันการค้าชายแดนจังหวัดเชียงรายแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 3-4 หมื่นล้านบาท หากเปิดเสรีการค้าแล้วเชื่อว่าจะมีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาทอย่างแน่นอน นอกจากมีจุดค้าชายแดนใหญ่ๆ ทั้ง 3 จุดแล้ว ยังมีปัจจัยเอื้ออื่นๆ อีก เช่น การคมนาคมในแม่น้ำโขง สะพานข้ามแม่น้ำโขงที่เชียงของ ท่าเรือแห่งใหม่ที่เชียงแสน ที่เปิดใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา รองรับเรือสินค้าจากจีน และประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง นอกจากนี้ เชียงรายยังมีถนนเชื่อมระหว่างประเทศสายสำคัญอีกคือ อาร์สามเอ ลากจากจีน ผ่านลาวสู่ไทยที่เชียงของ และอาร์สามบี ลากเส้นจากจีน ผ่านพม่า เข้าไทยที่แม่สาย โดยเฉพาะบริเวณถนนอาร์สามเอ ผ่านลาวเข้ามาเชียงของนั้น มีสะพานข้ามโขงเชื่อมโยง จุดนี้นักธุรกิจไทยเข้าไปจับจองพื้นที่ทำธุรกิจกันคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็นสหฟาร์มที่เข้าไปตั้งโกดังซื้อข้าวโพดผลิตอาหารสัตว์ และโครงการนาคราช นคร ของ ดร.สิชา สิงห์สมบุญ เข้าไปเช่าพื้นที่ฝั่งลาวระยะยาว พัฒนาเป็นแหล่งสินค้าปลอดภาษี โรงแรมและแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
"ตอนนี้มีกลุ่มนักลงทุนจากประเทศจีนได้เข้ามาซื้อที่ดินไว้ในพื้นที่อำเภอเชียงของกว่า 3,000 ไร่ เพื่อจัดสร้างเป็นคลังและศูนย์กระจายสินค้าเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยางพารา โดยดำเนินในนามบริษัท ซินเซียง รับเบอร์ จำกัด ขณะที่ห้างฯโลตัส และไทวัสดุในเครือเซ็นทรัลก็ได้เข้ามาสำรวจพื้นที่แล้ว" นายชวลิตกล่าว
อย่างไรก็ดีเมื่อเร็ว ๆ นี้ เซี่ยงไฮ้ มอเตอร์ ออโตโมบิล็ เตรียมเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานผลิตรถเก๋งภายใต้แบรนด์ ัเอ็มจี็ โดยใช้เงินลงทุนราว 15,000 ล้านบาท มีกำลังการผลิตปีละ 100,000 คัน ทั้งขนาดเครื่องยนต์ 1,300 ซีซี, 1,500 ซีซีและ 1,800 ซีซี เน้นส่งออกไปยังประเทศอาเซียน จากข้อมูลการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) พบว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ นักธุรกิจจีนยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 18 โครงการ มูลค่าการลงทุน 5,532 ล้านบาท
แหล่งข่าวระดับสูงในรัฐบาลจีน เปิดเผย "สยามธุรกิจ" ว่า การลงทุนของนักธุรกิจจีนในช่วงนี้ที่คึกคักอย่างมาก เพราะรัฐบาลจีนมองว่าการเมืองไทยเริ่มนิ่ง ที่ผ่านมาจีนมีเม็ดเงินจำนวนมากอยากขนเข้ามาลงทุนในเมืองไทย แต่ยังกังวลในเสถียรภาพของรัฐบาลไทย ซึ่งยังมีอีกหลายธุรกิจจ่อเข้ามาลงทุนในช่วง 1-2 ปีนับจากนี้
สยามธุรกิจ, ฉบับที่ 1339 ประจำวันที่ 29-9-2012 ถึง 2-10-2012
ทำเนียบฯ - ยักษ์ใหญ่ “แดนมังกร” รุกขยาย ฐานลงทุนในไทย “หัวเว่ย” จ้องฮุบงานใหญ่ สุวรรณภูมิเฟส 2 ด้าน “ไทยแลนด์ ซินเซียง รับเบอร์” กว้านซื้อที่ดินใกล้สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งใหม่ ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย กว่า 3,000 ไร่ สร้างคลังกระจายสินค้ารับ AEC "เซี่ยงไฮ้ มอเตอร์ ออโตโมบิล" ทุ่ม 15,000 ล้านบาท ลงทุนในไทยผลิตรถเก๋งภายใต้แบรนด์ เอ็มจีิ เผย 6 เดือนแรกของปีนี้นักธุรกิจ จีนยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 18 โครงการ
ภายหลังจาก 10 ประเทศอาเซียนได้มีการตกลงเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน Economics Community (AEC) เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน และมีจะผลวันที่ 1 มกราคม 2558 ส่งผลให้นักลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศจีนได้เข้าลงทุนในประเทศไทยกันอย่างคึกคัก
ล่าสุดแหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ขณะนี้ทาง "หัวเหว่ย" ยักษ์วงการสื่อสารจากสาธารณรัฐประชา ชนจีนได้ประสานติดต่อกับนักการเมืองเพื่อเข้ามาขอรับทราบข้อมูลโครงการขนาดใหญ่ในประเทศไทย หนึ่งในนั้นก็คือโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เฟส 2 มูลค่ากว่า 62,000 ล้านบาท ที่กำลังจะเปิดประมูลในเร็ว ๆ นี้ ตามคำสั่งของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเร่งรัดการแก้ไขปัญหาความแออัดสนามบินสุวรรณภูมิ
"หัวเหว่ยได้มอบหมายให้ตัวแทนประสานไปยังผู้รับเหมาฯที่จะเข้ามารับช่วงงานแต่ละส่วน เพื่อเตรียมพร้อมรับงานใหญ่นี้แล้ว โดยในส่วนของงานก่อสร้างก็ได้มีการสั่งซื้อทรายและวัสดุก่อสร้างไว้ล่วงหน้าเพื่อยืนยันถึงความพร้อม โดยมั่นใจว่าจะคว้างานใหญ่นี้ได้อย่างแน่นอน"
นายชวลิต สุธรรมวงศ์ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่ผ่านมาเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กลุ่มนักลงทุนประเทศจีนได้ขยายมายังประเทศในในอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีชัยภูมิที่เป็นเหมาะแก่การลงทุกกว่าประเทศข้างเคียง ซึ่งเชียงรายถือเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพในการลงทุน เนื่องจากมีชายแดนสำคัญ 3 จุด นั่นคือ ที่อำเภอแม่สาย เขตติดต่อกับท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า ที่อำเภอเชียงแสน ติดกับแขวงบ่อแก้ว ประเทศลาว และที่อำเภอเชียงของ ติดกับแขวงบ่อแก้ว ประเทศลาว
ปัจจุบันการค้าชายแดนจังหวัดเชียงรายแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 3-4 หมื่นล้านบาท หากเปิดเสรีการค้าแล้วเชื่อว่าจะมีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาทอย่างแน่นอน นอกจากมีจุดค้าชายแดนใหญ่ๆ ทั้ง 3 จุดแล้ว ยังมีปัจจัยเอื้ออื่นๆ อีก เช่น การคมนาคมในแม่น้ำโขง สะพานข้ามแม่น้ำโขงที่เชียงของ ท่าเรือแห่งใหม่ที่เชียงแสน ที่เปิดใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา รองรับเรือสินค้าจากจีน และประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง นอกจากนี้ เชียงรายยังมีถนนเชื่อมระหว่างประเทศสายสำคัญอีกคือ อาร์สามเอ ลากจากจีน ผ่านลาวสู่ไทยที่เชียงของ และอาร์สามบี ลากเส้นจากจีน ผ่านพม่า เข้าไทยที่แม่สาย โดยเฉพาะบริเวณถนนอาร์สามเอ ผ่านลาวเข้ามาเชียงของนั้น มีสะพานข้ามโขงเชื่อมโยง จุดนี้นักธุรกิจไทยเข้าไปจับจองพื้นที่ทำธุรกิจกันคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็นสหฟาร์มที่เข้าไปตั้งโกดังซื้อข้าวโพดผลิตอาหารสัตว์ และโครงการนาคราช นคร ของ ดร.สิชา สิงห์สมบุญ เข้าไปเช่าพื้นที่ฝั่งลาวระยะยาว พัฒนาเป็นแหล่งสินค้าปลอดภาษี โรงแรมและแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
"ตอนนี้มีกลุ่มนักลงทุนจากประเทศจีนได้เข้ามาซื้อที่ดินไว้ในพื้นที่อำเภอเชียงของกว่า 3,000 ไร่ เพื่อจัดสร้างเป็นคลังและศูนย์กระจายสินค้าเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ยางพารา โดยดำเนินในนามบริษัท ซินเซียง รับเบอร์ จำกัด ขณะที่ห้างฯโลตัส และไทวัสดุในเครือเซ็นทรัลก็ได้เข้ามาสำรวจพื้นที่แล้ว" นายชวลิตกล่าว
อย่างไรก็ดีเมื่อเร็ว ๆ นี้ เซี่ยงไฮ้ มอเตอร์ ออโตโมบิล็ เตรียมเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานผลิตรถเก๋งภายใต้แบรนด์ ัเอ็มจี็ โดยใช้เงินลงทุนราว 15,000 ล้านบาท มีกำลังการผลิตปีละ 100,000 คัน ทั้งขนาดเครื่องยนต์ 1,300 ซีซี, 1,500 ซีซีและ 1,800 ซีซี เน้นส่งออกไปยังประเทศอาเซียน จากข้อมูลการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) พบว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ นักธุรกิจจีนยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 18 โครงการ มูลค่าการลงทุน 5,532 ล้านบาท
แหล่งข่าวระดับสูงในรัฐบาลจีน เปิดเผย "สยามธุรกิจ" ว่า การลงทุนของนักธุรกิจจีนในช่วงนี้ที่คึกคักอย่างมาก เพราะรัฐบาลจีนมองว่าการเมืองไทยเริ่มนิ่ง ที่ผ่านมาจีนมีเม็ดเงินจำนวนมากอยากขนเข้ามาลงทุนในเมืองไทย แต่ยังกังวลในเสถียรภาพของรัฐบาลไทย ซึ่งยังมีอีกหลายธุรกิจจ่อเข้ามาลงทุนในช่วง 1-2 ปีนับจากนี้
"แม้การลงทุนจะมีความเสี่ยง แต่มันก็มีความฝันปะปนด้วยอยู่เสมอ..."
-
- Verified User
- โพสต์: 5659
- ผู้ติดตาม: 0
Re: รวมข่าว "หัวเว่ย"
โพสต์ที่ 45
ชี้หัวเหว่ย-ZTE อันตรายต่อสหรัฐ [ ข่าวหุ้น, 9 ต.ค. 55 ]
หลังจากที่มีการสอบสวนบริษัทหัวเหว่ยและแซดทีอี กรรมาธิการ สภาคองเกรส ได้เตือนว่าทั้ง
สองบริษัทมีแนวโน้มที่จะคุกคามด้านความมั่นคงต่อสหรัฐ และควรจะห้ามไม่ให้ควบรวมและเข้าถือสิทธิ์ในสหรัฐ
รายงานของกรรมาธิการระบุว่า ทั้งสองบริษัทไม่สามารถบรรเทาความวิตกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่มีกับ
รัฐบาลจีนและทหารได้ และยังระบุว่า จีนมีวิธีการ โอกาส และแรงจูงใจ ที่จะใช้บริษัทโทรคมนาคมเพื่อ
ความประสงค์ร้าย และเมื่อดูจากข้อมูลลับและไม่ลับที่มีอยู่ ไม่สามารถวางใจได้ว่าบริษัทหัวเหว่ยและแซดทีอี
เป็นอิสระจากอิทธิพลของรัฐต่างชาติ ดังนั้น มีแนวโน้มคุกคามความมั่นคงของสหรัฐและระบบต่างๆ ทั้งหัว
เหว่ยและแซดทีอี ได้ปฏิเสธการกล่าวหาในก่อนหน้านี้ รายงานนี้ออกมาในขณะที่มีการหาเสียงเลือกตั้ง
ประธานาธิบดีในสหรัฐ ซึ่งจีนได้กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง ทั้งประธานาธิบดี บารัก โอบามา
และมิตต์ รอมนีย์ ผู้ท้าชิงจากพรรครีพับลิกัน ได้สัญญาว่าจะเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลปักกิ่ง เกี่ยวกับปัญหาต่างๆ
ตั้งแต่นโยบายเงินจีน จนถึงการอุดหนุนบริษัทจีนของภาครัฐ
หลังจากที่มีการสอบสวนบริษัทหัวเหว่ยและแซดทีอี กรรมาธิการ สภาคองเกรส ได้เตือนว่าทั้ง
สองบริษัทมีแนวโน้มที่จะคุกคามด้านความมั่นคงต่อสหรัฐ และควรจะห้ามไม่ให้ควบรวมและเข้าถือสิทธิ์ในสหรัฐ
รายงานของกรรมาธิการระบุว่า ทั้งสองบริษัทไม่สามารถบรรเทาความวิตกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่มีกับ
รัฐบาลจีนและทหารได้ และยังระบุว่า จีนมีวิธีการ โอกาส และแรงจูงใจ ที่จะใช้บริษัทโทรคมนาคมเพื่อ
ความประสงค์ร้าย และเมื่อดูจากข้อมูลลับและไม่ลับที่มีอยู่ ไม่สามารถวางใจได้ว่าบริษัทหัวเหว่ยและแซดทีอี
เป็นอิสระจากอิทธิพลของรัฐต่างชาติ ดังนั้น มีแนวโน้มคุกคามความมั่นคงของสหรัฐและระบบต่างๆ ทั้งหัว
เหว่ยและแซดทีอี ได้ปฏิเสธการกล่าวหาในก่อนหน้านี้ รายงานนี้ออกมาในขณะที่มีการหาเสียงเลือกตั้ง
ประธานาธิบดีในสหรัฐ ซึ่งจีนได้กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง ทั้งประธานาธิบดี บารัก โอบามา
และมิตต์ รอมนีย์ ผู้ท้าชิงจากพรรครีพับลิกัน ได้สัญญาว่าจะเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลปักกิ่ง เกี่ยวกับปัญหาต่างๆ
ตั้งแต่นโยบายเงินจีน จนถึงการอุดหนุนบริษัทจีนของภาครัฐ
"แม้การลงทุนจะมีความเสี่ยง แต่มันก็มีความฝันปะปนด้วยอยู่เสมอ..."
-
- Verified User
- โพสต์: 5659
- ผู้ติดตาม: 0
Re: รวมข่าว "หัวเว่ย"
โพสต์ที่ 46
เปิดวิชั่น 'หยางชู' พาหัวเว่ยผงาดตลาดภูมิภาค
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 ตุลาคม 2555 11:23 น.
หยาง ชู เผยยุทธศาสตร์ของหัวเว่ย
เปิดยุทธศาสตร์ 'หยาง ชู' พาหัวเว่ยเป็นผู้นำในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งเป้ารักษาการเติบโต 10% หลังครองใจผู้ให้บริการโครงข่าย เตรียมตะลุยสร้างแบรนด์เจาะใจผู้บริโภคด้านสมาร์ทดีไวซ์ ลั่นพร้อมให้บริการและสนับสนุนโอเปอเรเตอร์ไทย วางโครงข่าย 3G ทุกรูปแบบ
นายหยาง ชู (Yang Shu) ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ครอบคลุมไทย, กัมพูชา, ลาว, พม่า, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, ฮ่องกง, มาเก๊าไต้หวัน และศรีลังกา) บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) กล่าวถึงกลยุทธ์ในการทำตลาดแต่ละประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า ต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสภาพตลาดในแต่ละประเทศ อย่างเช่นในฮ่องกงที่มีการแข่งขันสูง ผู้บริโภคนิยมใช้งานดาต้าก็ต้องมุ่งเน้นให้บริการไปในทิศทางนั้น รวมถึงประเทศไทยที่อยู่ในช่วงที่การใช้งานดาต้ากำลังเติบโตด้วย หรืออย่างในฟิลิปปินส์ยังนิยมการใช้บริการ SMS กันอยู่ก็ต้องปรับแนวทางให้เหมาะสม
โดยเป้าหมายของหัวเว่ยในปีหน้าคือการรักษาอัตราการเติบโตที่ 10% อย่างต่อเนื่องรวมถึงให้ความสำคัญกับกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคอย่างสมาร์ทโฟนมากขึ้น เพราะถือว่าบริการ 3G จะเป็นแรงผลักดันที่ดีสำหรับในประเทศไทย ซึ่งหัวเว่ยต้องพยายามสร้างแบรนด์ให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นมากขึ้น
'แบรนด์หัวเว่ยเป็นที่รู้จักกันในกลุ่มผู้ให้บริการโทรคมนาคม แต่ยังไม่ใช่แบรนด์ที่คุ้นหูสำหรับผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ยากพอสมควร บางทีแม้แต่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมก็ยังไม่คุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ประเภทดีไวซ์ ของหัวเว่ย ในตอนนี้จึงเลือกมุ่งเน้นให้เกิดความคุ้นเคยตรงนี้ก่อน'
ปัจจุบันหัวเว่ยถือเป็นผู้นำในตลาดภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยส่วนแบ่งกว่า 45% โดยมีเป้าหมายต้องการที่จะรักษาตำแหน่งความเป็นผู้นำไว้ กลยุทธ์ที่ใช้คือการเข้าไปประสานงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมทุกราย ควบคู่ไปกับการสร้างแบรนด์ให้ผู้บริโภครับรู้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้จะช่วยให้สามารถทำตามเป้าหมายสูงสุดของบริษัทคือสร้างสรรค์คุณภาพ ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสาร
ปีที่ผ่านมาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำรายได้รวมให้กับหัวเว่ยราว 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.95 หมื่นล้านบาท) เติบโตจากปีที่ผ่านมา 6% โดยเป็นรายได้จากสินค้าด้านคอนซูเมอร์ราว 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคาดว่ารายได้ในส่วนนี้น่าจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น เพราะผู้บริโภคจำนวนมากกำลังเตรียมตัวที่จะเปลี่ยนจากฟีเจอร์โฟนเป็นสมาร์ทโฟน ให้รองรับการใช้งาน 3G และเพื่อเตรียมความพร้อมรับการลงทุนของผู้ให้บริการเครือข่ายหลังการประมูล 3G แล้วเสร็จทางหัวเว่ยต้องมีการเพิ่มทีมงานที่จะเข้ามาช่วยประสานงาน รวมถึงปริมาณคนที่จะเข้าไปติดตั้งอุปกรณ์ในแต่ละพื้นที่ด้วย
นายหยาง ชู กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยหลังการเปิดประมูลไลเซนส์ 3G ความถี่ 2.1 GHz ของกสทช.จะทำให้ผู้บริโภคสามารถใช้บริการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยภาพรวมผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในไทยถือว่ามีความพร้อมสูงใน การวางระบบ 3G และโครงสร้างเครือข่ายในประเทศไทยก็มีความพร้อมอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว
ขณะเดียวกันหัวเว่ยก็มีประสบการณ์วางระบบ เครือข่ายในหลายประเทศ และยินดีที่จะสนับสนุนผู้ให้บริการทุกราย ซึ่งการที่ไทยเริ่มพัฒนา 3G ในเวลานี้ถือเป็นจุดที่ดี เพราะเทคโนโลยีได้รับการพิสูจน์มาแล้ว และผู้บริโภคมีอุปกรณ์ที่พร้อมใช้งานทันที โดยเชื่อว่าการให้บริการจะครอบคลุมทั่วประเทศได้เร็วกว่า 5 ปี
'เมื่อมี 3G ตลาดประเทศไทยจะถูกยกศักยภาพขึ้นไปอยู่ในระดับเดียวกับฮ่องกง และฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการพัฒนาสูงสุดในภูมิภาคนี้'
ทั้งนี้หัวเว่ยพร้อมที่จะเข้าไปสนับสนุนผู้ให้บริการเครือข่ายรายหลักทั้ง 3 รายในการวางโครงข่ายการสื่อสาร เพราะปัจจุบันก็ได้เข้าไปให้บริการอุปกรณ์และโซลูชันอยู่แล้ว จึงมั่นใจว่าจะพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น และมั่นใจว่าจะสามารถส่งอุปกรณ์เข้ามาได้ในระยะเวลาอันสั้น
'ตลาดในเมืองไทยถือว่ามีการแข่งขันกันสูง จึงเป็นไปไม่ได้ที่หัวเว่ยจะครองส่วนแบ่งตลาดทั้งหมด แต่ลูกค้าของหัวเว่ยมั่นใจได้ว่าจะไม่มีการเกิดเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหล เพราะมีทีมงานที่แยกกันแต่ละทีมเพื่อเข้าไปให้บริการแต่ละโอเปอเรเตอร์อย่างชัดเจน'
ด้านนายเฉิน รุ่ย กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) กล่าวเสริมว่า ปีหน้าถือเป็นปีที่สำคัญมากสำหรับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย เพราะมีหลายโครงการที่มีกำหนดจะเริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งโครงข่ายหลังการประมูล 3G รวมทั้งโครงการขยาย 3G เฟส 2 ของทีโอที
'หัวเว่ยพร้อมที่จะเข้าไปร่วมงานกับทุกเครือข่าย แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฝ่ายผู้ให้บริการ ซึ่งจุดเด่นของหัวเว่ยคือการที่ปัจจุบันประชากร 1 ใน 3 ของโลกใช้อุปกรณ์ในการบริการด้านโทรคมนาคมของหัวเว่ย'
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 ตุลาคม 2555 11:23 น.
หยาง ชู เผยยุทธศาสตร์ของหัวเว่ย
เปิดยุทธศาสตร์ 'หยาง ชู' พาหัวเว่ยเป็นผู้นำในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งเป้ารักษาการเติบโต 10% หลังครองใจผู้ให้บริการโครงข่าย เตรียมตะลุยสร้างแบรนด์เจาะใจผู้บริโภคด้านสมาร์ทดีไวซ์ ลั่นพร้อมให้บริการและสนับสนุนโอเปอเรเตอร์ไทย วางโครงข่าย 3G ทุกรูปแบบ
นายหยาง ชู (Yang Shu) ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ครอบคลุมไทย, กัมพูชา, ลาว, พม่า, เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, ฮ่องกง, มาเก๊าไต้หวัน และศรีลังกา) บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) กล่าวถึงกลยุทธ์ในการทำตลาดแต่ละประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า ต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสภาพตลาดในแต่ละประเทศ อย่างเช่นในฮ่องกงที่มีการแข่งขันสูง ผู้บริโภคนิยมใช้งานดาต้าก็ต้องมุ่งเน้นให้บริการไปในทิศทางนั้น รวมถึงประเทศไทยที่อยู่ในช่วงที่การใช้งานดาต้ากำลังเติบโตด้วย หรืออย่างในฟิลิปปินส์ยังนิยมการใช้บริการ SMS กันอยู่ก็ต้องปรับแนวทางให้เหมาะสม
โดยเป้าหมายของหัวเว่ยในปีหน้าคือการรักษาอัตราการเติบโตที่ 10% อย่างต่อเนื่องรวมถึงให้ความสำคัญกับกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคอย่างสมาร์ทโฟนมากขึ้น เพราะถือว่าบริการ 3G จะเป็นแรงผลักดันที่ดีสำหรับในประเทศไทย ซึ่งหัวเว่ยต้องพยายามสร้างแบรนด์ให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นมากขึ้น
'แบรนด์หัวเว่ยเป็นที่รู้จักกันในกลุ่มผู้ให้บริการโทรคมนาคม แต่ยังไม่ใช่แบรนด์ที่คุ้นหูสำหรับผู้บริโภค ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่ยากพอสมควร บางทีแม้แต่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมก็ยังไม่คุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ประเภทดีไวซ์ ของหัวเว่ย ในตอนนี้จึงเลือกมุ่งเน้นให้เกิดความคุ้นเคยตรงนี้ก่อน'
ปัจจุบันหัวเว่ยถือเป็นผู้นำในตลาดภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยส่วนแบ่งกว่า 45% โดยมีเป้าหมายต้องการที่จะรักษาตำแหน่งความเป็นผู้นำไว้ กลยุทธ์ที่ใช้คือการเข้าไปประสานงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมทุกราย ควบคู่ไปกับการสร้างแบรนด์ให้ผู้บริโภครับรู้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้จะช่วยให้สามารถทำตามเป้าหมายสูงสุดของบริษัทคือสร้างสรรค์คุณภาพ ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสาร
ปีที่ผ่านมาภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำรายได้รวมให้กับหัวเว่ยราว 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.95 หมื่นล้านบาท) เติบโตจากปีที่ผ่านมา 6% โดยเป็นรายได้จากสินค้าด้านคอนซูเมอร์ราว 300 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคาดว่ารายได้ในส่วนนี้น่าจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น เพราะผู้บริโภคจำนวนมากกำลังเตรียมตัวที่จะเปลี่ยนจากฟีเจอร์โฟนเป็นสมาร์ทโฟน ให้รองรับการใช้งาน 3G และเพื่อเตรียมความพร้อมรับการลงทุนของผู้ให้บริการเครือข่ายหลังการประมูล 3G แล้วเสร็จทางหัวเว่ยต้องมีการเพิ่มทีมงานที่จะเข้ามาช่วยประสานงาน รวมถึงปริมาณคนที่จะเข้าไปติดตั้งอุปกรณ์ในแต่ละพื้นที่ด้วย
นายหยาง ชู กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยหลังการเปิดประมูลไลเซนส์ 3G ความถี่ 2.1 GHz ของกสทช.จะทำให้ผู้บริโภคสามารถใช้บริการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยภาพรวมผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในไทยถือว่ามีความพร้อมสูงใน การวางระบบ 3G และโครงสร้างเครือข่ายในประเทศไทยก็มีความพร้อมอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว
ขณะเดียวกันหัวเว่ยก็มีประสบการณ์วางระบบ เครือข่ายในหลายประเทศ และยินดีที่จะสนับสนุนผู้ให้บริการทุกราย ซึ่งการที่ไทยเริ่มพัฒนา 3G ในเวลานี้ถือเป็นจุดที่ดี เพราะเทคโนโลยีได้รับการพิสูจน์มาแล้ว และผู้บริโภคมีอุปกรณ์ที่พร้อมใช้งานทันที โดยเชื่อว่าการให้บริการจะครอบคลุมทั่วประเทศได้เร็วกว่า 5 ปี
'เมื่อมี 3G ตลาดประเทศไทยจะถูกยกศักยภาพขึ้นไปอยู่ในระดับเดียวกับฮ่องกง และฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการพัฒนาสูงสุดในภูมิภาคนี้'
ทั้งนี้หัวเว่ยพร้อมที่จะเข้าไปสนับสนุนผู้ให้บริการเครือข่ายรายหลักทั้ง 3 รายในการวางโครงข่ายการสื่อสาร เพราะปัจจุบันก็ได้เข้าไปให้บริการอุปกรณ์และโซลูชันอยู่แล้ว จึงมั่นใจว่าจะพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น และมั่นใจว่าจะสามารถส่งอุปกรณ์เข้ามาได้ในระยะเวลาอันสั้น
'ตลาดในเมืองไทยถือว่ามีการแข่งขันกันสูง จึงเป็นไปไม่ได้ที่หัวเว่ยจะครองส่วนแบ่งตลาดทั้งหมด แต่ลูกค้าของหัวเว่ยมั่นใจได้ว่าจะไม่มีการเกิดเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหล เพราะมีทีมงานที่แยกกันแต่ละทีมเพื่อเข้าไปให้บริการแต่ละโอเปอเรเตอร์อย่างชัดเจน'
ด้านนายเฉิน รุ่ย กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) กล่าวเสริมว่า ปีหน้าถือเป็นปีที่สำคัญมากสำหรับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย เพราะมีหลายโครงการที่มีกำหนดจะเริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งโครงข่ายหลังการประมูล 3G รวมทั้งโครงการขยาย 3G เฟส 2 ของทีโอที
'หัวเว่ยพร้อมที่จะเข้าไปร่วมงานกับทุกเครือข่าย แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฝ่ายผู้ให้บริการ ซึ่งจุดเด่นของหัวเว่ยคือการที่ปัจจุบันประชากร 1 ใน 3 ของโลกใช้อุปกรณ์ในการบริการด้านโทรคมนาคมของหัวเว่ย'
คุณไม่มีสิทธิ์ดูไฟล์ที่แนบมาในกระทู้
"แม้การลงทุนจะมีความเสี่ยง แต่มันก็มีความฝันปะปนด้วยอยู่เสมอ..."
-
- Verified User
- โพสต์: 5659
- ผู้ติดตาม: 0
Re: รวมข่าว "หัวเว่ย"
โพสต์ที่ 47
'หัวเหว่ย'มั่นใจรายงานของสหรัฐไม่กระทบตลาดอื่น [ ข่าวหุ้น, 18 ต.ค. 55 ]
หัวเหว่ย เทคโนโลยีมั่นใจ การสอบสวนของกรรมาธิการสภาคองเกรสสหรัฐไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อ
ธุรกิจของบริษัทในตลาดต่างประเทศอื่นๆ แม้ว่า การเคลื่อนไหวในสหรัฐได้ทำให้แคนาดาและอังกฤษก็
พิจารณาปัญหานี้เช่นเดียวกัน
หัวเหว่ย เทคโนโลยีมั่นใจ การสอบสวนของกรรมาธิการสภาคองเกรสสหรัฐไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อ
ธุรกิจของบริษัทในตลาดต่างประเทศอื่นๆ แม้ว่า การเคลื่อนไหวในสหรัฐได้ทำให้แคนาดาและอังกฤษก็
พิจารณาปัญหานี้เช่นเดียวกัน
"แม้การลงทุนจะมีความเสี่ยง แต่มันก็มีความฝันปะปนด้วยอยู่เสมอ..."