Re: เพื่อนๆชาว VI อ่านหนังสืออะไรกันบ้างครับ
โพสต์แล้ว: พุธ ม.ค. 05, 2011 8:23 pm
กลายเป็นว่า ผมมาจุดประเด็น แล้วต้องมานั่ง defend นักเขียน/หนังสือที่ผมเคยอ่าน ทั้งๆที่ชอบบ้างไม่ชอบบ้าง อ่านรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง และตอนนี้จำได้บ้างจำไม่ได้บ้าง
ผมว่าเราอาจจะหลงประเด็นกันไปนิด คือว่า Nassim Taleb ไม่ได้บอกว่า Buffett หรือใครต่อใครไม่เก่ง ต้องใช้คณิตศาสตร์เท่านั้นถึงจะถูก แต่เขาพยายามบอกว่าตามความน่าจะเป็นแล้ว การที่มีคนเก่งขึ้นมาหนึ่งคน มันพิสูจน์ได้ยากมาก ว่าความสำเร็จที่เขาได้มานั้นมาจากความเก่งล้วนๆไม่ใช่เพราะดวง จำได้ว่าเคยฟังสัมภาษณ์บน BBC (มั้ง) Taleb พูดโปรโมทหนังสือเล่มนึง ตอนนีงพูดประมาณว่าความสามารถหน่ะสำคัญ But randomness is what give you a private jet instead of a BMW. ลองอ่าน between the line ดีๆครับ ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่าลงทุนมั่วๆก็รวยแบบ Buffett ได้ แต่ผมว่ามันอยู่ที่ว่าความสำเร็จแบบ Buffett มันยังพิสูจน์ไม่ได้ว่ามาจากความสำเร็จเพียงอย่างเดียว เพราะว่าอะไรหรือครับ เพราะว่าสถิติ track record ของ Buffett มันมาจาก sample size ที่เท่ากับ 1 คือ Buffett คนเดียวไงครับ ในทางกลับกันถ้าเรามัวแต่ตั้งเป้ามองไปที่ Buffett ไปที่ Lynch ไปที่ Templeton มันก็อาจจะเสี่ยงกับการหลอกตัวเองได้ด้วยเพียงแค่ Survivorship Bias แล้วอาจจะทำอะไรที่เสี่ยงเกินไป โดยตาบอดมองไม่เห็น downside ของความเสี่ยงนั้นเลยก็ได้ครับ
ทำให้เราต้องมาคิดสิครับ เอาในเฉพาะแง่ positive กับ VI อย่างเดียวก็ได้ ว่าถึงแม้ว่าเรามีแบบแผนการลงทุนที่ดี ก็ไม่ได้จำเป็นหรอกครับว่าผลลัพท์มันจะออกมาดีเสมอ การเลือกหุ้นต่อให้ดีแค่ไหน ก็มีโอกาสที่จะขาดทุนได้ทั้งนั้นแหละครับ มันอยู่ที่การพยายาม tip the scale ให้ความน่าจะเป็นกลับมาข้างเราให้มากที่สุดมากกว่า แม้แต่ lynch ก็บอกว่าให้เขามีหุ้น 10 ตัว ขอให้แค่ 6 ตัวกำไรอย่างที่เขาคิด เขาก็ happy แล้ว ผม assume เอาเองว่าแม้แต่ lynch เองก็ยังคิดถึงคำว่า probability ในการลงทุนว่ามันมีโอกาสที่หุ้นที่ดูดีจะราคาไม่ไปไหน หรือร่วงลงไปด้วยซ้ำ
อย่าง Nassim Taleb ผมจำได้ว่ารวยจากการซื้อ out-of-the-money option เพราะ option พวกนี้ซื้อได้ในราคาถูกมากๆ เพราะไม่มีใครคิดถึง probability ที่จะกลับมากลายเป็น in-the-money option ถึงแม้ว่าจะเสียเงินในระยะยาวๆ แต่เขาก็สามารถทำเงินได้เพราะว่าแม้ว่า โอกาสที่จะกำไรมันน้อยกว่า แต่เวลากำไรมันได้มาเยอะกว่ามากๆ ทำให้ expected value ของการลงทุนของเขาสูงกว่าเงินลงทุน ในระยะยาวมันก็ควรจะกำไร แต่มันก็ขัดกับจิตวิทยาของนักลงทุนทั่วๆไป ที่ต้องลงทุนแบบเสียเงิน(น้อยๆ)เป็นหลายๆครั้งติดๆกันนานๆมาก เพื่อที่จะกำไรครั้งใหญ่ๆครั้งเดียว ในลักษณะการแยกอารมณ์ออกจากการลงทุนให้ได้ จำได้ว่าในหนังสือก็มีการพยายามอธิบายหลายอย่าง ว่าสมองส่วนที่ตัดสินใจมันเลือก possibility มาจากอารมณ์ก่อน แล้วถึงจะพยายามตัด choice ด้วยการพยายามประมาณการณ์คร่าวๆว่าจะเลือกทางไหน ซึ่งถ้าเราเชื่อการทำงานแบบคร่าวๆของสมองเราเกินไป หรือเชื่อ gut instinct เกินไป มันอาจจะเกิดความผิดพลาดได้หลายๆอย่าง ผมว่ามันก็เป็นเรื่องที่ดีครับ
อ้อ คุณ J.Livermore หวังว่าจะไม่คิดมากกับกระทู้นะครับ ผมจริงๆชอบกระทู้แบบนี้มากกว่ากระทู้อวยกันไปอวยกันมามากๆ เพราะว่าเหมือนกับว่าเราได้ discuss อะไร ที่อ่านเจอมา ถึงจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ได้ฟังคนที่คิดไม่เหมือนกันบ้างก็จะได้เห็นมุมมองต่างๆกันบ้าง ขอแค่อย่าพยายาม impose ความคิดตัวเองลงไปบนความคิดคนอื่นเยอะเกินไป ผมเชื่อครับว่าไม่มีใครในโลกที่จะคิดเหมือนกันได้หมดหรอกครับ ในที่สุดแล้วก็คงจะต้องขึ้นอยู่กับความคิดของแต่ละคนครับ
ผมว่าเราอาจจะหลงประเด็นกันไปนิด คือว่า Nassim Taleb ไม่ได้บอกว่า Buffett หรือใครต่อใครไม่เก่ง ต้องใช้คณิตศาสตร์เท่านั้นถึงจะถูก แต่เขาพยายามบอกว่าตามความน่าจะเป็นแล้ว การที่มีคนเก่งขึ้นมาหนึ่งคน มันพิสูจน์ได้ยากมาก ว่าความสำเร็จที่เขาได้มานั้นมาจากความเก่งล้วนๆไม่ใช่เพราะดวง จำได้ว่าเคยฟังสัมภาษณ์บน BBC (มั้ง) Taleb พูดโปรโมทหนังสือเล่มนึง ตอนนีงพูดประมาณว่าความสามารถหน่ะสำคัญ But randomness is what give you a private jet instead of a BMW. ลองอ่าน between the line ดีๆครับ ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่าลงทุนมั่วๆก็รวยแบบ Buffett ได้ แต่ผมว่ามันอยู่ที่ว่าความสำเร็จแบบ Buffett มันยังพิสูจน์ไม่ได้ว่ามาจากความสำเร็จเพียงอย่างเดียว เพราะว่าอะไรหรือครับ เพราะว่าสถิติ track record ของ Buffett มันมาจาก sample size ที่เท่ากับ 1 คือ Buffett คนเดียวไงครับ ในทางกลับกันถ้าเรามัวแต่ตั้งเป้ามองไปที่ Buffett ไปที่ Lynch ไปที่ Templeton มันก็อาจจะเสี่ยงกับการหลอกตัวเองได้ด้วยเพียงแค่ Survivorship Bias แล้วอาจจะทำอะไรที่เสี่ยงเกินไป โดยตาบอดมองไม่เห็น downside ของความเสี่ยงนั้นเลยก็ได้ครับ
ทำให้เราต้องมาคิดสิครับ เอาในเฉพาะแง่ positive กับ VI อย่างเดียวก็ได้ ว่าถึงแม้ว่าเรามีแบบแผนการลงทุนที่ดี ก็ไม่ได้จำเป็นหรอกครับว่าผลลัพท์มันจะออกมาดีเสมอ การเลือกหุ้นต่อให้ดีแค่ไหน ก็มีโอกาสที่จะขาดทุนได้ทั้งนั้นแหละครับ มันอยู่ที่การพยายาม tip the scale ให้ความน่าจะเป็นกลับมาข้างเราให้มากที่สุดมากกว่า แม้แต่ lynch ก็บอกว่าให้เขามีหุ้น 10 ตัว ขอให้แค่ 6 ตัวกำไรอย่างที่เขาคิด เขาก็ happy แล้ว ผม assume เอาเองว่าแม้แต่ lynch เองก็ยังคิดถึงคำว่า probability ในการลงทุนว่ามันมีโอกาสที่หุ้นที่ดูดีจะราคาไม่ไปไหน หรือร่วงลงไปด้วยซ้ำ
อย่าง Nassim Taleb ผมจำได้ว่ารวยจากการซื้อ out-of-the-money option เพราะ option พวกนี้ซื้อได้ในราคาถูกมากๆ เพราะไม่มีใครคิดถึง probability ที่จะกลับมากลายเป็น in-the-money option ถึงแม้ว่าจะเสียเงินในระยะยาวๆ แต่เขาก็สามารถทำเงินได้เพราะว่าแม้ว่า โอกาสที่จะกำไรมันน้อยกว่า แต่เวลากำไรมันได้มาเยอะกว่ามากๆ ทำให้ expected value ของการลงทุนของเขาสูงกว่าเงินลงทุน ในระยะยาวมันก็ควรจะกำไร แต่มันก็ขัดกับจิตวิทยาของนักลงทุนทั่วๆไป ที่ต้องลงทุนแบบเสียเงิน(น้อยๆ)เป็นหลายๆครั้งติดๆกันนานๆมาก เพื่อที่จะกำไรครั้งใหญ่ๆครั้งเดียว ในลักษณะการแยกอารมณ์ออกจากการลงทุนให้ได้ จำได้ว่าในหนังสือก็มีการพยายามอธิบายหลายอย่าง ว่าสมองส่วนที่ตัดสินใจมันเลือก possibility มาจากอารมณ์ก่อน แล้วถึงจะพยายามตัด choice ด้วยการพยายามประมาณการณ์คร่าวๆว่าจะเลือกทางไหน ซึ่งถ้าเราเชื่อการทำงานแบบคร่าวๆของสมองเราเกินไป หรือเชื่อ gut instinct เกินไป มันอาจจะเกิดความผิดพลาดได้หลายๆอย่าง ผมว่ามันก็เป็นเรื่องที่ดีครับ
อ้อ คุณ J.Livermore หวังว่าจะไม่คิดมากกับกระทู้นะครับ ผมจริงๆชอบกระทู้แบบนี้มากกว่ากระทู้อวยกันไปอวยกันมามากๆ เพราะว่าเหมือนกับว่าเราได้ discuss อะไร ที่อ่านเจอมา ถึงจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ได้ฟังคนที่คิดไม่เหมือนกันบ้างก็จะได้เห็นมุมมองต่างๆกันบ้าง ขอแค่อย่าพยายาม impose ความคิดตัวเองลงไปบนความคิดคนอื่นเยอะเกินไป ผมเชื่อครับว่าไม่มีใครในโลกที่จะคิดเหมือนกันได้หมดหรอกครับ ในที่สุดแล้วก็คงจะต้องขึ้นอยู่กับความคิดของแต่ละคนครับ