ประชาชาติธุรกิจ
เอกซเรย์ "ยูโรโซน" วัดความเสี่ยงเบี้ยวหนี้-ระดับการลุกลาม
หนึ่งในปัจจัยที่ต้องจับตามองในปีนี้ คือปัญหาหนี้สาธารณะ โดยเฉพาะในยุโรป ที่หลายประเทศกำลังแบกก้อนหนี้มหาศาลอยู่ ซึ่ง "นาดีม วาลายัต" ได้วิเคราะห์เกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้สาธารณะ ความเสี่ยงในการล้มละลาย และระดับของการลุกลามของวิกฤตผ่านบทวิเคราะห์ในเว็บไซต์ marketoracle.co.uk ไว้อย่างน่าสนใจ
การประเมินแนวโน้มการล้มละลายและขอรับความช่วยเหลือของประเทศต่าง ๆ ในบทวิเคราะห์ชิ้นนี้ได้อาศัยสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศ เช่น อัตราการเติบโตของจีดีพี ยอดรวมของหนี้สาธารณะ หนี้สินของภาคธนาคารและภาครัฐ การขาดดุล งบประมาณ ยอดรวมหนี้ต่างประเทศ อัตราผลตอบแทนตลาดพันธบัตรรัฐบาล ตลอดจนความสามารถในการลดค่าเงิน ซึ่งประการหลังเป็นสิ่งที่ประเทศสมาชิก ยูโรโซนไม่สามารถทำได้
บทวิเคราะห์นี้ชี้ว่า กลไกการอัดฉีดเงินช่วยเหลือที่ยูโรโซนมีอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นเพียงการชะลอการล้มละลาย ขณะที่การช่วยเหลือกรีซและไอร์แลนด์เป็นการอัดฉีดเงินที่ยิ่งเพิ่มภาระหนี้ให้กับประเทศผู้รับเงินไปจนกว่าจะสามารถปรับโครงสร้างหนี้ได้สำเร็จ
สำหรับระดับการลุกลามของวิกฤตหากเกิดการผิดนัดชำระหนี้นั้น ผลพวงจากวิกฤตที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศที่จะมีต่อระบบการเงินโลกนั้นมีความรุนแรงมากน้อยต่างกัน เช่น สหรัฐอาจมีระดับการลุกลามเท่ากับ 100% หากสหรัฐล้มละลาย ซึ่งตัวเลข 100% มีนัยว่า ระบบการเงิน ทั้งโลก หรืออาจรวมทั้งระบบเศรษฐกิจอาจถึงกาลต้องล่มสลาย
ต่างจากกรณีของไอซ์แลนด์ที่ล้มละลายเมื่อเดือนตุลาคม 2551 ที่มีผลกระทบลุกลามเล็กน้อยเท่านั้น เพราะเป็นเขตเศรษฐกิจขนาดเล็ก ต่างจากปัญหาหนี้ ต่างประเทศของประเทศอย่างไอร์แลนด์ ที่อาจส่งผลกระทบลุกลามมากกว่า และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้สหภาพยุโรป ร่วมมือกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) อัดฉีดเงินช่วยเหลือ 8.5 หมื่นล้านยูโร ซึ่งถือว่าน้อยมากหากเทียบกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นหากไอร์แลนด์ต้องล้มละลาย ทั้งนี้หากไอร์แลนด์ ล้มละลายอาจเพิ่มความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ในประเทศขนาดใหญ่กว่า เนื่องจากมีการทำธุรกรรมร่วมกับธนาคารสัญชาติไอริช ขณะที่ผู้ถือตราสารหนี้ของไอร์แลนด์ก็จะยิ่งอยู่ภายใต้แรงกดดันที่มากขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม การอัดฉีดเงินช่วยเหลือไม่ได้เป็นการขจัดระดับความเสี่ยงในการลุกลามของวิกฤตไปได้ทั้งหมด เพราะผู้ถือครองตราสารหนี้ และผู้ที่ทำธุรกรรมร่วมอยู่ยังคงมีความเสี่ยงผูกพันต่อการปรับโครงสร้างหนี้ที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคตนั่นเอง
วาลายัตประเมินว่า ทุกประเทศมี แนวโน้มที่จะผิดนัดชำระหนี้หรือจะต้องปรับโครงสร้างหนี้ แต่ความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้โดยสมบูรณ์สำหรับประเทศส่วนใหญ่นั้นยังอยู่ในระดับต่ำ เพราะมีความสามารถที่จะหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ได้
หากมองในรายประเทศ ตาม สถานการณ์ในเดือนพฤศจิกายน 2553 พบว่า "ไอร์แลนด์" ซึ่งได้รับการอัดฉีดเงินช่วยเหลือไปแล้ว 8.5 หมื่นล้านยูโร มีระดับการลุกลามของวิกฤต 15% หรือสูงกว่า กรีซ และเป็นการสะท้อนว่าหากไอร์แลนด์ผิดนัดชำระหนี้ภาคธนาคารและหนี้สาธารณะก็อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ดังนั้นทั้งอียูและไอเอ็มเอฟ จึงต้องเข้าไปอัดฉีดเงินช่วยเหลือ
ขณะที่ "โปรตุเกส" หากมองตามสถานการณ์ดังกล่าว มีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้ 43% และตัวเลขดังกล่าวช่วยยืนยันความเห็นของบรรดานักวิเคราะห์ที่มองไปในทางเดียวกันว่าโปรตุเกสจะเป็นรายต่อไปที่จะต้องรับเงินช่วยเหลือเพื่อป้องกันการล้มละลาย อย่างไรก็ตาม ระดับในการลุกลามของวิกฤตต่อเศรษฐกิจโลก มีเพียง 4% หรือต่ำกว่าไอร์แลนด์มาก ดังนั้นหากต้องเข้าอุ้มโปรตุเกส ก็จะใช้ เม็ดเงินเพียง 8 หมื่นล้านยูโรเท่านั้น
ด้าน "เบลเยียม" ที่เข้ามาติดแผงประเทศที่ต้องจับตามองเช่นกัน มีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้ 29% และยืนอยู่ในแถวต่อจากโปรตุเกส ในแง่ของการรับเงินช่วยเหลือกู้วิกฤต โดยเฉพาะเมื่อดูจากระดับของการลุกลามของวิกฤตที่จะมีต่อเศรษฐกิจโลกที่ยืนอยู่ที่ระดับ 10% หรือสูงกว่าโปรตุเกสกว่า 2 เท่า ดังนั้นหากจำเป็นต้องเข้าช่วยเหลือจริง ๆ ก็ต้องการเงินสูงถึง 1.75 แสนล้านยูโร
ส่วน "สเปน" มีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ 26% พร้อมระดับการลุกลามของวิกฤตที่ 16% แต่เนื่องจากขนาดเศรษฐกิจของสเปนใหญ่กว่าประเทศต่าง ๆ ข้างต้นมาก ดังนั้นจึงประเมินว่า ต้นทุนการอุ้มให้รอดวิกฤตอาจพุ่งสูงถึง 5.5 แสนล้านยูโร
ขณะเดียวกัน "อิตาลี" อีกหนึ่งประเทศที่ต้องจับตามอง ปัจจุบันมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ 17% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าอิตาลีจะสามารถอยู่รอดได้อีกหลายปี อย่างไรก็ตาม หากมีการอัดฉีดเงินช่วยเหลือโปรตุเกส เบลเยียม และสเปน ก็จะทำให้อิตาลีตกอยู่ภายใต้แรงกดดันได้เช่นกัน ทั้งนี้ระดับของการลุกลามของวิกฤตอิตาลีอยู่ในระดับเดียวกับสเปนที่ 16% และหากต้องอุ้ม จริง ๆ เม็ดเงินช่วยเหลือก็จะตกอยู่ที่ประมาณ 8 แสนล้านยูโร
เมื่อมองต่อไปยังประเทศสำคัญอีกรายอย่าง "อังกฤษ" พบว่า มีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ที่ระดับ 14% แต่หากประเทศข้างต้นผิดนัดชำระหนี้ หรือต้องรับเงินช่วยเหลือกู้วิกฤต แรงกดดันก็จะตกมาอยู่ที่อังกฤษสูงมาก ซึ่งอาจแสดงให้เห็นในรูปของการอ่อนค่าอย่างหนักของเงินปอนด์ อย่างไรก็ตาม แม้ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของอังกฤษอาจไม่สูงนัก หากเทียบกับประเทศข้างต้น แต่กลับมีระดับของการลุกลามของวิกฤตต่อระบบการเงินโลกสูงถึง 61% หรือเป็นรองเพียงสหรัฐเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าหากอังกฤษผิดนัดชำระหนี้ ย่อมลากระบบการเงินโลกและเศรษฐกิจโลกให้ล้มตามไปด้วยอย่างแน่นอน สำหรับต้นทุนเงินช่วยเหลือในกรณีนี้อยู่ที่ประมาณ 8.5 แสนล้านยูโร
ส่วน "ฝรั่งเศส" มีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ 12% แต่มีระดับการลุกลามของวิกฤตสูงถึง 34% และสะท้อนว่าหากฝรั่งเศสผิดนัดชำระหนี้ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะพังระบบการเงินโลกไปด้วย และเม็ดเงินช่วยเหลือที่ประเมินไว้จะสูงถึง 1 ล้านล้าน ยูโรในกรณีของแดนน้ำหอม
มาถึงจุดนี้ วาลายัตย้ำว่า พึงระลึกไว้ว่า การอัดฉีดเงินช่วยเหลือเพื่อให้ประเทศ ต่าง ๆ รอดพ้นจากวิกฤตผิดนัดชำระหนี้นั้น เป็นการยืดเวลาของการปรับโครงสร้างหนี้ที่เป็นเรื่องซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ออกไปเท่านั้น
แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดกลับเป็น "ระดับการลุกลาม" หากประเทศดังกล่าวจะต้องผิดนัดชำระหนี้ เพราะแม้จะมีการไล่แจกเงินกู้วิกฤตกันทีละประเทศ แต่อาจมีความเสี่ยงที่จะล่มระบบการเงินโลกได้ หากระดับการลุกลามของวิกฤตสูง ดังเช่นในกรณีของอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี
อย่างไรก็ตาม ยังถือเป็นโชคดีที่ยังไม่มีสัญญาณใด ๆ ที่บ่งชี้ว่า 3 ประเทศนี้ใกล้จะถึงจุดวิกฤตที่เสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้หรือต้องรับเงินช่วยเหลือในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้านี้ ดังนั้นจึงยังมีเวลาให้ประเทศเหล่านี้จัดการกับปัญหาการขาดดุลงบประมาณและหนี้ของภาคธนาคาร
ขณะเดียวกัน แม้จะมีการคาดการณ์อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับวิกฤตหนี้ของสหรัฐ แต่มหาอำนาจโลกรายนี้ยังมีความเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้ต่ำในระดับเพียง 5% ในเดือนพฤศจิกายนปีกลาย
ทั้งนี้วาลายัตสรุปว่า ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ต้องจับตามองโปรตุเกส เบลเยียม และสเปน เพราะอาจมีความ เป็นไปได้ที่จะต้องรับเงินช่วยเหลือเพื่อกู้วิกฤต แต่หากกลุ่มยูโรโซนมีการกำหนดกลไกใหม่สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้ บางส่วนอย่างมีระเบียบแบบแผนก็จะสามารถลดแรงกดดันให้กับประเทศอย่างอิตาลีและฝรั่งเศส ซึ่งจะทำให้ระดับการลุกลามของวิกฤตลดลง
แต่ในระหว่างนี้ บรรดานักออม ควรจะหาช่องทางปกป้องความมั่งคั่งและเงินออมของตนเอง จากความเสี่ยงหาก เกิดการลุกลามของวิกฤตประเทศ PIGIBS ซึ่งได้แก่ โปรตุเกส ไอร์แลนด์ กรีซ อิตาลี เบลเยียม และสเปน โดยต้องสร้างความมั่นใจว่าตนเองมีความเสี่ยงผูกพันกับธนาคารในประเทศกลุ่มนี้ในระดับที่จำกัด
http://www.prachachat.net/view_news.php ... 2011-01-06