เส้นทางสาย VI
โพสต์แล้ว: อังคาร เม.ย. 06, 2010 6:35 pm
( หุ้นล็อตแรก )
ผมหอบหิ้วถุงหนังสือพะรุงพะรังออกจากร้านซีเอ็ด
โดยในถุงหนังสือนั้นก็ประกอบไปด้วย
หนังสือ ตีแตก , รวยหุ้นอย่างพอเพียง , ลงทุนเพื่อชีวิตด้วยหุ้น , คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก ของ ดร.นิเวศน์ฯ
คัมภีร์หุ้น ของ คุณโสภณ ด่านศิริกุล
รู้วิเคราะห์ เจาะเรื่องหุ้น ของ ตลาดหลักทรัพย์ฯ
หมดไปหลายบาทครับวันนั้น
เสร็จแล้วก็มานั่งอ่านอยู่สองสามวันเนี่ยแหละครับ
พออ่านเสร็จก็ลองนั่งโหลดงบการเงินมาแกะ โหลด 56-1 มาอ่าน
ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นงบการเงินของ PSL นะครับ
ก็เอามาเทียบทีละตัวกับในหนังสือตีแตก
อันไหน ดร. บอกน้อยดี เช่น รายได้อื่นๆ ก็กดเครื่องคิดเลขคำนวนออกมาว่ามันเป็นกี่% แล้วก็ติ๊กถูก ผ่าน
หรือ ยอดขาย " ธุรกิจที่ขายกระจายแบบนี้ ผมชอบ " เราก็เทียบตาม ผ่าน!
ผมโชคดีตรงที่เรียนบัญชีมา ( แม้จะทำข้อสอบบัญชีไม่ค่อยจะลงตัว เท่ากันสองด้านก็เหอะ )
จึงทำให้การอ่านงบการเงินของผมนั้น ไม่ค่อยมีปัญหาสักเท่าไหร่
จากนั้นก็จึงได้หาวิธีเปิดพอร์ต
แต่เนื่องจากผมทำงานประจำ อีกทั้งไม่ได้อยู่ในตัวจังหวัด
วันธรรมดาจึงหมดสิทธิ์ที่จะมาเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับโบรคเกอร์
แต่เนื่องจากทราบมาว่า ดร.นิเวศน์ฯ นั้นเปิดบัญชีโดยใช้ ภรรยาเป็นนอมินี
ผมก็คิดว่า งั้นเราใช้ชื่อแม่เราเปิดก็คงไม่เป็นไร
ก็เลยให้แม่ผมไปเปิดบัญชีแทน โดยให้มอบอำนาจให้ผมมีสิทธิ์ซื้อขายได้ครับ
ตัดปัญหาเรื่องเปิดพอร์ตไป
จากโพยที่เพื่อนผมให้หุ้นมานั้น
เท่าที่จำได้ก็มี PSL CSL LPN CPNRF MAJOR TICON KK
ตอนนั้นยอมรับว่าถึงจะแกะงบ อ่าน56-1 แต่จริงๆแล้วผมก็ตัดสินใจซื้อจากเงินปันผลครับ
ไม่ว่าจะเป็นการดูประวัติการจ่ายเงินปันผลย้อนหลัง
ก็เอามาคิดว่า ปีแล้วจ่ายเท่านี้ ปีนี้อย่างน้อยก็น่าจะจ่ายพอๆกัน
ก็จับหารราคาตลาด ณ วันนั้น
ตัวไหน 10% ขึ้นก็จดไว้ 20% ขึ้นไปก็ยิ่งต้องกาดอกจันไว้หลายๆดอก
แต่มาถึงวันนี้มองย้อนกลับไป ไอ้พฤติกรรมแบบนั้นอันตรายมากๆ
อยากด่าตัวเองจริงๆครับ
แรกๆนั้นผมยังสับสนระหว่าง CPN กับ LPN เสียด้วยซ้ำไป
และก็ถามหาหุ้น MK สุกี้จากเพื่อนว่ามันมีไหม ?
เพื่อนก็บอกว่ามีมั๊ง มึงลองเปิดดูในเวบเอาเองสิ
ดีนะที่พอเปิดเข้าไปดูในข้อมูลหุ้นรายตัว นั้นยังทันอ่านว่า MK นั้นคือ บ.มั่นคงเคหะการ ( มือใหม่เป็นเหมือนผมกันรึเปล่าครับ )
กลับมาถึงเรื่องการเลือกหุ้นตัวแรกของผมกันต่อครับ
ตอนนั้นถ้าผมจำไม่ผิด PSL CSL นั้นคิด % เงินปันผลเทียบ DIV ในอดีตนั้นตกออกมาอยู่ราวๆ 20%
ส่วนตัวอื่นๆที่กล่าวมานั้นอยู่ราวๆ 10%
แต่เพื่อนผู้แสนดีของผมก็ได้เตือนผมไว้ว่า หุ้นเรือมันเป็นวัฏจักร
ช่วงไหนกำไรดี มันจะกำไรดีมากๆ แต่ช่วงไหนเป็นขาลง มึงจะติดหุ้นอยู่นานนะ
ผมก็ฟังไว้ แต่เนื่องจากการที่เราดูงบการเงินด้วยตัวเอง
ก็เห็นกำไรมันก็มีทุกปีนี่หว่า ก็เลยไม่ได้กลัวคำเตือนที่เพื่อนเตือนไว้
คิดในใจว่า ปันผล20% แค่ 5ปี ก็คืนทุนแล้ว ไม่ต้องกลัวขาลงอะไรหรอกมั๊ง
วันแรกผมก็เลยเอาเงินเข้าบัญชีหลักทรัพย์ 13,000 บาท
ซื้อ PSL กับ CSL จำไม่ได้แล้ว่าอย่างละกี่หุ้น
จากนั้นก็ทยอยปิดบัญชีเงินฝากประจำปลอดภาษี และก็ขายหน่วยลงทุนใน MMF
เอามาทยอยซื้อหุ้นจน 100% ของพอร์ตครับ
โดยก็ซื้อหลายตัว แต่ว่าแต่ละตัวก็ผ่านการอ่านงบการเงินในแบบของตัวเองมานะ
อ่านเอง มั่ววิเคราะห์เอง ที่ซื้อตามมาก็มี LPN TICON KK MAJOR WORK
LPN นี่ผมซื้อเพราะเพื่อนผมบอกว่าดี ปันผลที่คิดได้ก็ประมาณ 10%
แต่ตอนนั้นผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า LPN ทำธุรกิจอะไร
ถือไว้ไม่กี่สัปดาห์ก็ขาย เพราะคิดว่าปันผล 10% มันน้อยไป
เราอยากไปซื้อหุ้นตัวที่ให้เยอะกว่านั้นมากกว่า
แต่ปัจจุบันก็รู้แล้วว่ามันทำคอนโด
ซึ่งพอรู้แล้ว ก็ไม่ชอบอีกนั่นแหละครับ เพราะผมไม่ค่อยชอบหุ้นธุรกิจอสังหาฯ สักเท่าไหร่
รับรู้รายได้ตอนไหน ยังไงอยู่ที่ผู้บริหารว่าจะวางเกมยังไงอย่างเดียว กลัวตามเกมเค้าไม่ทันครับ
ผมก็เลยอยู่ห่างๆจากกลุ่มนี้ครับ
ส่วน TICON ตอนนั้นบอกตามตรงว่าไม่รู้เหมือนกันว่าทำธุรกิจอะไร
รู้แต่ว่ามันให้ปันผลประมาณ 10% แล้วก็ขายกองทุน TFUND
เห็นปีก่อนให้ปันผลตั้ง 1.20 บาท
ก็เลยซื้อเข้าพอร์ต พอราคาเหวี่ยงลงก็ไม่สบายใจ
ก็ถือจนรับปันผล ที่ได้แค่ 0.8 บาท
ตอนนั้นแอบเซ็งนิดๆว่าทำไมปันผลน้อยกว่าปีก่อน ( วะ )
ก็เลยขายทิ้งไป กำไรนิดหน่อย
ขอข้าม KK ไปก่อนนะครับ
มาถึง MAJOR อ้างตามที่ท่าน ดร. บอกว่าให้หาธุรกิจที่ผูกขาด
ไอ้เราก็คุยกับเพื่อนว่า เมเจอร์ นี่เข้าข่ายไหม
ก็คุยกันเล่นๆว่า วันหยุดถ้าจะพาแฟนไปเที่ยว ถ้าไม่พาไปดูหนัง มึงจะพาไปไหน ?
ยังไงคนก็ต้องดูหนัง เลยคิดว่า เมเจอร์ นี่น่าจะเข้าข่ายผูกขาดมั๊ง
แต่ผมก็ซื้อ MAJOR ไว้
แต่มาคิดๆดูอีกที ผมก็ลืมนึกว่าก่อนที่คนจะเข้าโรงหนัง
มันต้องมีหนังดีฉายก่อน ถ้าหนังไม่ดี คนก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ดู
คิดได้แบบนั้นก็ไม่สบายใจที่จะถือ ก็เลยขายดีกว่า
รู้สึกจะกำไร 0.8 บาท เนี่ยแหละครับ สำหรับเมเจอร์
พองบออก กำไร 0.01 บาท ผมนี่โล่งใจเลยที่ขาย
พอคุยกับเพื่อนที่ทำงานออดิทอยู่ใน บริษัทbig4 ที่ตรวจเมเจอร์ มันก็บอก ดีแล้วที่มึงขาย
ที่เห็น 0.01 นั้น ปรับกันกระจาย ไม่งั้นตัวเลขอยูในวงเล็บแน่ๆ
และยังมีอะไรๆอีกหลายอย่าง ซึ่งพูดไม่ได้ครับ กลัวโดนฟ้อง
ถ้าใครอยากรู้ pm มาถามได้นะครับ
WORK ตัวนี้บอกตามตรงผมซื้อเพราะคุณประภาศ ชลศรานนท์
คือชอบอ่านหนังสือพี่จิกนะครับ
อีกทั้งงบการเงินก็ไม่ได้ขี้เหร่
แหม พูดถึงตัวนี้แล้วอยากด่าตัวเองจริงๆ
เหตุผลในการซื้อหุ้นของผมนี่ช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย
ก็เลยซื้อไว้นิดหน่อยกะเอาไว้ขอลายเซ็นพี่จิกตอนประชุมผู้ถือหุ้น
แต่แล้วพองบออกมา โห กำไรลดลงไปเยอะเลย
เราก็เลยไปศึกษาดีๆ
ก็พบว่ารายการทีวีถูกลดเวลาออกอากาศ ทำให้รายได้หด
ก็เลย ไม่เอาดีกว่าขายทิ้งไป
ส่วน KK นี่ปัจจุบันยังถืออยู่ครับ
แรกๆก็เหมือนอย่างตัวอื่นๆที่ผมเอาเงินปันผลเป็นตัวตัดสินใจในการซื้อ
เห็นว่าราคาถูกกว่า book มาก
แต่ก็ไม่รู้หรอกว่า KK ทำธุรกิจอะไร
รู้ก็แต่ว่าเป็นธนาคารขนาดเล็กแห่งหนึ่ง
แต่ผมเริ่มาเอะใจว่า ตอนผมทำงาน ลูกค้าผมที่มาจ่ายเงินค่างวดรถนั้น
หลายคนใช้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์กับ KK ผมก็เลยคิดว่า KK นี้มันมีอะไรดีหว่า
ลองมาศึกษาก็พบว่าเป็นบริษัทที่ค่อนข้างจะเป้นผู้นำด้านลีสซิ่งรถยนต์
สินทรัพย์ก็โตขึ้นเรื่อยๆทุกปี สาขาก็ขยายไปเรื่อยๆ
และผลกำไรที่ออกมาแต่ละไตรมาสก็โตขึ้น ผมก็เลยถือเอาไว้จนเดี๋ยวนี้
แต่ยังไม่มีโอกาสเก็บเพิ่มสักที
ก็หมดแล้วครับสำหรับการเลือกหุ้นล็อตแรกของช่วงเวลาเริ่มต้นของช่วงชีวิตการลงทุน
มั่วพอดูครับ คลำกันไปเรื่อยๆ
แต่เดี๋ยวนี้มั่วน้อยลงแล้วครับ
ก่อนซื้อนี่ต้องทำความรู้จักกันอย่างจริงๆจังๆเสียก่อน
สมัยลงทุนแรกๆผมเปรียบเหมือนผมไปจีบสาวตามที่เที่ยวกลางคืนครับ
รู้จักกันไม่เท่าไหร่ ลงเอยกันเสียแล้ว แล้วก็เลิกกันไปอย่างไป ( แดกปันผลแล้วก็จากไป )
แต่มาเดี๋ยวนี้เหมือนอย่างที่ ดร.บอกไว้นั่นแหละครับ เลือกหุ้นเหมือนเลือกเจ้าสาว เหมือนเลือกแม่ศรีเรือน
ทำความรู้จักกันให้ดี ก่อนที่จะตกลงปลงใจ ปัญหาสังคม ปัญหาครอบครัวจะได้ไม่เกิด ( เขียนไปถึงโน่น )
ปัจจุบันก็อาศัยลอกการบ้าน ( เซียน ) มากขึ้น ( เหมือนเหล่าเซียนๆเป็นพ่อสื่อแม่ชักให้ได้รู้จักกับหญิงสาวนิสัยดี ฮ่าฮ่า )
แล้วก็ค้นคว้าบ่อยๆ ( ทำความรู้จักกับกิจการ )
หมั่นทบทวนตำรา
แสวงหาความรู้และมุมมองใหม่ๆ
เพื่อให้ความฝันซ้อนทับกับความจริงในสักวันหนึ่งครับ
ขอให้ทุกท่านโชคดีและมีสติในการลงทุนครับ
เอ๋
ผมหอบหิ้วถุงหนังสือพะรุงพะรังออกจากร้านซีเอ็ด
โดยในถุงหนังสือนั้นก็ประกอบไปด้วย
หนังสือ ตีแตก , รวยหุ้นอย่างพอเพียง , ลงทุนเพื่อชีวิตด้วยหุ้น , คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก ของ ดร.นิเวศน์ฯ
คัมภีร์หุ้น ของ คุณโสภณ ด่านศิริกุล
รู้วิเคราะห์ เจาะเรื่องหุ้น ของ ตลาดหลักทรัพย์ฯ
หมดไปหลายบาทครับวันนั้น
เสร็จแล้วก็มานั่งอ่านอยู่สองสามวันเนี่ยแหละครับ
พออ่านเสร็จก็ลองนั่งโหลดงบการเงินมาแกะ โหลด 56-1 มาอ่าน
ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นงบการเงินของ PSL นะครับ
ก็เอามาเทียบทีละตัวกับในหนังสือตีแตก
อันไหน ดร. บอกน้อยดี เช่น รายได้อื่นๆ ก็กดเครื่องคิดเลขคำนวนออกมาว่ามันเป็นกี่% แล้วก็ติ๊กถูก ผ่าน
หรือ ยอดขาย " ธุรกิจที่ขายกระจายแบบนี้ ผมชอบ " เราก็เทียบตาม ผ่าน!
ผมโชคดีตรงที่เรียนบัญชีมา ( แม้จะทำข้อสอบบัญชีไม่ค่อยจะลงตัว เท่ากันสองด้านก็เหอะ )
จึงทำให้การอ่านงบการเงินของผมนั้น ไม่ค่อยมีปัญหาสักเท่าไหร่
จากนั้นก็จึงได้หาวิธีเปิดพอร์ต
แต่เนื่องจากผมทำงานประจำ อีกทั้งไม่ได้อยู่ในตัวจังหวัด
วันธรรมดาจึงหมดสิทธิ์ที่จะมาเปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับโบรคเกอร์
แต่เนื่องจากทราบมาว่า ดร.นิเวศน์ฯ นั้นเปิดบัญชีโดยใช้ ภรรยาเป็นนอมินี
ผมก็คิดว่า งั้นเราใช้ชื่อแม่เราเปิดก็คงไม่เป็นไร
ก็เลยให้แม่ผมไปเปิดบัญชีแทน โดยให้มอบอำนาจให้ผมมีสิทธิ์ซื้อขายได้ครับ
ตัดปัญหาเรื่องเปิดพอร์ตไป
จากโพยที่เพื่อนผมให้หุ้นมานั้น
เท่าที่จำได้ก็มี PSL CSL LPN CPNRF MAJOR TICON KK
ตอนนั้นยอมรับว่าถึงจะแกะงบ อ่าน56-1 แต่จริงๆแล้วผมก็ตัดสินใจซื้อจากเงินปันผลครับ
ไม่ว่าจะเป็นการดูประวัติการจ่ายเงินปันผลย้อนหลัง
ก็เอามาคิดว่า ปีแล้วจ่ายเท่านี้ ปีนี้อย่างน้อยก็น่าจะจ่ายพอๆกัน
ก็จับหารราคาตลาด ณ วันนั้น
ตัวไหน 10% ขึ้นก็จดไว้ 20% ขึ้นไปก็ยิ่งต้องกาดอกจันไว้หลายๆดอก
แต่มาถึงวันนี้มองย้อนกลับไป ไอ้พฤติกรรมแบบนั้นอันตรายมากๆ
อยากด่าตัวเองจริงๆครับ
แรกๆนั้นผมยังสับสนระหว่าง CPN กับ LPN เสียด้วยซ้ำไป
และก็ถามหาหุ้น MK สุกี้จากเพื่อนว่ามันมีไหม ?
เพื่อนก็บอกว่ามีมั๊ง มึงลองเปิดดูในเวบเอาเองสิ
ดีนะที่พอเปิดเข้าไปดูในข้อมูลหุ้นรายตัว นั้นยังทันอ่านว่า MK นั้นคือ บ.มั่นคงเคหะการ ( มือใหม่เป็นเหมือนผมกันรึเปล่าครับ )
กลับมาถึงเรื่องการเลือกหุ้นตัวแรกของผมกันต่อครับ
ตอนนั้นถ้าผมจำไม่ผิด PSL CSL นั้นคิด % เงินปันผลเทียบ DIV ในอดีตนั้นตกออกมาอยู่ราวๆ 20%
ส่วนตัวอื่นๆที่กล่าวมานั้นอยู่ราวๆ 10%
แต่เพื่อนผู้แสนดีของผมก็ได้เตือนผมไว้ว่า หุ้นเรือมันเป็นวัฏจักร
ช่วงไหนกำไรดี มันจะกำไรดีมากๆ แต่ช่วงไหนเป็นขาลง มึงจะติดหุ้นอยู่นานนะ
ผมก็ฟังไว้ แต่เนื่องจากการที่เราดูงบการเงินด้วยตัวเอง
ก็เห็นกำไรมันก็มีทุกปีนี่หว่า ก็เลยไม่ได้กลัวคำเตือนที่เพื่อนเตือนไว้
คิดในใจว่า ปันผล20% แค่ 5ปี ก็คืนทุนแล้ว ไม่ต้องกลัวขาลงอะไรหรอกมั๊ง
วันแรกผมก็เลยเอาเงินเข้าบัญชีหลักทรัพย์ 13,000 บาท
ซื้อ PSL กับ CSL จำไม่ได้แล้ว่าอย่างละกี่หุ้น
จากนั้นก็ทยอยปิดบัญชีเงินฝากประจำปลอดภาษี และก็ขายหน่วยลงทุนใน MMF
เอามาทยอยซื้อหุ้นจน 100% ของพอร์ตครับ
โดยก็ซื้อหลายตัว แต่ว่าแต่ละตัวก็ผ่านการอ่านงบการเงินในแบบของตัวเองมานะ
อ่านเอง มั่ววิเคราะห์เอง ที่ซื้อตามมาก็มี LPN TICON KK MAJOR WORK
LPN นี่ผมซื้อเพราะเพื่อนผมบอกว่าดี ปันผลที่คิดได้ก็ประมาณ 10%
แต่ตอนนั้นผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า LPN ทำธุรกิจอะไร
ถือไว้ไม่กี่สัปดาห์ก็ขาย เพราะคิดว่าปันผล 10% มันน้อยไป
เราอยากไปซื้อหุ้นตัวที่ให้เยอะกว่านั้นมากกว่า
แต่ปัจจุบันก็รู้แล้วว่ามันทำคอนโด
ซึ่งพอรู้แล้ว ก็ไม่ชอบอีกนั่นแหละครับ เพราะผมไม่ค่อยชอบหุ้นธุรกิจอสังหาฯ สักเท่าไหร่
รับรู้รายได้ตอนไหน ยังไงอยู่ที่ผู้บริหารว่าจะวางเกมยังไงอย่างเดียว กลัวตามเกมเค้าไม่ทันครับ
ผมก็เลยอยู่ห่างๆจากกลุ่มนี้ครับ
ส่วน TICON ตอนนั้นบอกตามตรงว่าไม่รู้เหมือนกันว่าทำธุรกิจอะไร
รู้แต่ว่ามันให้ปันผลประมาณ 10% แล้วก็ขายกองทุน TFUND
เห็นปีก่อนให้ปันผลตั้ง 1.20 บาท
ก็เลยซื้อเข้าพอร์ต พอราคาเหวี่ยงลงก็ไม่สบายใจ
ก็ถือจนรับปันผล ที่ได้แค่ 0.8 บาท
ตอนนั้นแอบเซ็งนิดๆว่าทำไมปันผลน้อยกว่าปีก่อน ( วะ )
ก็เลยขายทิ้งไป กำไรนิดหน่อย
ขอข้าม KK ไปก่อนนะครับ
มาถึง MAJOR อ้างตามที่ท่าน ดร. บอกว่าให้หาธุรกิจที่ผูกขาด
ไอ้เราก็คุยกับเพื่อนว่า เมเจอร์ นี่เข้าข่ายไหม
ก็คุยกันเล่นๆว่า วันหยุดถ้าจะพาแฟนไปเที่ยว ถ้าไม่พาไปดูหนัง มึงจะพาไปไหน ?
ยังไงคนก็ต้องดูหนัง เลยคิดว่า เมเจอร์ นี่น่าจะเข้าข่ายผูกขาดมั๊ง
แต่ผมก็ซื้อ MAJOR ไว้
แต่มาคิดๆดูอีกที ผมก็ลืมนึกว่าก่อนที่คนจะเข้าโรงหนัง
มันต้องมีหนังดีฉายก่อน ถ้าหนังไม่ดี คนก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ดู
คิดได้แบบนั้นก็ไม่สบายใจที่จะถือ ก็เลยขายดีกว่า
รู้สึกจะกำไร 0.8 บาท เนี่ยแหละครับ สำหรับเมเจอร์
พองบออก กำไร 0.01 บาท ผมนี่โล่งใจเลยที่ขาย
พอคุยกับเพื่อนที่ทำงานออดิทอยู่ใน บริษัทbig4 ที่ตรวจเมเจอร์ มันก็บอก ดีแล้วที่มึงขาย
ที่เห็น 0.01 นั้น ปรับกันกระจาย ไม่งั้นตัวเลขอยูในวงเล็บแน่ๆ
และยังมีอะไรๆอีกหลายอย่าง ซึ่งพูดไม่ได้ครับ กลัวโดนฟ้อง
ถ้าใครอยากรู้ pm มาถามได้นะครับ
WORK ตัวนี้บอกตามตรงผมซื้อเพราะคุณประภาศ ชลศรานนท์
คือชอบอ่านหนังสือพี่จิกนะครับ
อีกทั้งงบการเงินก็ไม่ได้ขี้เหร่
แหม พูดถึงตัวนี้แล้วอยากด่าตัวเองจริงๆ
เหตุผลในการซื้อหุ้นของผมนี่ช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย
ก็เลยซื้อไว้นิดหน่อยกะเอาไว้ขอลายเซ็นพี่จิกตอนประชุมผู้ถือหุ้น
แต่แล้วพองบออกมา โห กำไรลดลงไปเยอะเลย
เราก็เลยไปศึกษาดีๆ
ก็พบว่ารายการทีวีถูกลดเวลาออกอากาศ ทำให้รายได้หด
ก็เลย ไม่เอาดีกว่าขายทิ้งไป
ส่วน KK นี่ปัจจุบันยังถืออยู่ครับ
แรกๆก็เหมือนอย่างตัวอื่นๆที่ผมเอาเงินปันผลเป็นตัวตัดสินใจในการซื้อ
เห็นว่าราคาถูกกว่า book มาก
แต่ก็ไม่รู้หรอกว่า KK ทำธุรกิจอะไร
รู้ก็แต่ว่าเป็นธนาคารขนาดเล็กแห่งหนึ่ง
แต่ผมเริ่มาเอะใจว่า ตอนผมทำงาน ลูกค้าผมที่มาจ่ายเงินค่างวดรถนั้น
หลายคนใช้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์กับ KK ผมก็เลยคิดว่า KK นี้มันมีอะไรดีหว่า
ลองมาศึกษาก็พบว่าเป็นบริษัทที่ค่อนข้างจะเป้นผู้นำด้านลีสซิ่งรถยนต์
สินทรัพย์ก็โตขึ้นเรื่อยๆทุกปี สาขาก็ขยายไปเรื่อยๆ
และผลกำไรที่ออกมาแต่ละไตรมาสก็โตขึ้น ผมก็เลยถือเอาไว้จนเดี๋ยวนี้
แต่ยังไม่มีโอกาสเก็บเพิ่มสักที
ก็หมดแล้วครับสำหรับการเลือกหุ้นล็อตแรกของช่วงเวลาเริ่มต้นของช่วงชีวิตการลงทุน
มั่วพอดูครับ คลำกันไปเรื่อยๆ
แต่เดี๋ยวนี้มั่วน้อยลงแล้วครับ
ก่อนซื้อนี่ต้องทำความรู้จักกันอย่างจริงๆจังๆเสียก่อน
สมัยลงทุนแรกๆผมเปรียบเหมือนผมไปจีบสาวตามที่เที่ยวกลางคืนครับ
รู้จักกันไม่เท่าไหร่ ลงเอยกันเสียแล้ว แล้วก็เลิกกันไปอย่างไป ( แดกปันผลแล้วก็จากไป )
แต่มาเดี๋ยวนี้เหมือนอย่างที่ ดร.บอกไว้นั่นแหละครับ เลือกหุ้นเหมือนเลือกเจ้าสาว เหมือนเลือกแม่ศรีเรือน
ทำความรู้จักกันให้ดี ก่อนที่จะตกลงปลงใจ ปัญหาสังคม ปัญหาครอบครัวจะได้ไม่เกิด ( เขียนไปถึงโน่น )
ปัจจุบันก็อาศัยลอกการบ้าน ( เซียน ) มากขึ้น ( เหมือนเหล่าเซียนๆเป็นพ่อสื่อแม่ชักให้ได้รู้จักกับหญิงสาวนิสัยดี ฮ่าฮ่า )
แล้วก็ค้นคว้าบ่อยๆ ( ทำความรู้จักกับกิจการ )
หมั่นทบทวนตำรา
แสวงหาความรู้และมุมมองใหม่ๆ
เพื่อให้ความฝันซ้อนทับกับความจริงในสักวันหนึ่งครับ
ขอให้ทุกท่านโชคดีและมีสติในการลงทุนครับ
เอ๋