financeseed เขียน:พี่ฮง ชอบๆ ขอบคุณครับ
ผมมาตอบเพิ่มให้อีกแล้วกัน
financeseed เขียน:
- ถ้าไม่รบกวนเกินไป พี่พอจะยกตัวอย่างการใช้ค่าต่างๆ ที่เน้นๆ สัก 2 ตัวอย่างให้ดูหน่อยได้ไหมครับ
ผมคิดว่า yield curve กับ อัตราดอกเบี้ยน่าจะเป็น indicator ที่แม่นยำมากที่สุด
financeseed เขียน:
-สมมุติมีวิกฤติรอบใหม่ ขึ้นมา ถ้าเราจะดูว่า fundflow (สภาพคล่อง) จะมาหรือยัง ดูจากอะไรบ้างครับ
ผมคิดว่าไม่มีคำตอบว่ารอบหน้าจะต้องดูอะไรเพราะเราไม่รู้ว่ารอบหน้าวิกฤติจะเกิดจากที่ไหน อย่างไร
อย่างต้มยำกุ้ง ปัญหาเกิดจากการที่เราไป fix ค่าเงินที่ 25 บาท ตอนนั้นคนไปเอาเงินข้างนอกประเทศมาฝากดอกเบี้ยไทยกินส่วนต่างได้สบายๆ การที่เรา fix ค่าเงินแต่ดันมีดอกเบี้ยที่สูงจนทำให้มีคนเอาเงินเข้ามาฝากได้เรื่องแบบนี้ค่อนข้างผิดหลักการทางเศรษฐศาสตร์ ราคาที่ดินในตอนนั้นก็ฟองสบู่ถ้าอ่านที่คุณตันเคยให้สัมภาษเขาก็เจ๊งที่ดินมาก่อนน่าจะเป็นช่วงนั้นนะถ้าผมจำไม่ผิด
พอลอยตัวค่าเงินบริษัทใหญ่ๆก็ล้มทันทีเพราะหนี้ต่างประเทศเพิ่มสูงมากบริษัทอย่าง tpi หรือ irpc ในตอนนี้ก็เคยเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่มากในช่วงก่อนเกิดวิกฤติ
ประเด็นคือตอนนั้นปัญหาเกิดในบ้านเรา เราจะไปดูตัวเลข ted-spread แบบรอบ subprime ได้อย่างไร จริงไหมครับ
การที่เราคิดว่ารอบหน้าจะดูอะไรนั้นเราตอบไม่ได้เลย เพราะวิกฤติแต่ละรอบมักจะไม่เหมือนกันและถ้าไม่เหมือนกันจะไปดูตัวเลขอะไรคล้ายๆกันก็คงไม่ได้
test63.png
ตอนวิกฤติต้มยำกุ้ง gdp เราเคยติดลบ 10% แต่ตอน subprime gdp เราไม่ได้แย่มาก
คือมันแย่มากใน q4 แต่เนื่องจากปัญหาไม่ได้เกิดจากเรา กำไรของบริษัทจดทะเบียนเราแข็งแกร่งก็ทำให้เราฟื้นตัวได้เร็ว
รอบ 1998 npl เราเยอะมาก มี finance ปิดไป 50 กว่าเจ้า
แต่รอบ subprime เราไม่ได้แย่เท่าไหร่ npl ก็ไม่ได้เยอะอะไร
ผมคิดว่าวิกฤติรอบหน้าอาจจะมาจากจีนก็ได้นะ(เดาเอานะ)
จริงๆแล้วรอบ subprime ผมคิดว่าถ้า fed ไม่ปล่อย lehman ล้ม set อาจจะไม่หลุด 600 ก็ได้นะ เพราะ lehmam มันใหญ่มากทำให้ effect มันเยอะ
สมัยก่อนตอน world com ,enron มีปัญหาเรื่องโกงงบหุ้นบ้านเราก็ลงพอควรนะ
แต่ตอน lehman asset มันใหญ่กว่า world com,enron ตั้งเยอะ
test64.png
พอหุ้นลงเยอะๆ fed ก็ลดดอกจนต่ำสุดในประวัติศาสตร์ที่ 0-0.25
และหลังจาก fed ออก qe อะไรๆก็ดีขึ้นเยอะ
ปัญหาของ subprime ที่ทำให้หุ้นลงเยอะคือเงินตึงตัว (ดูได้จาก libor)
พอลดดอกมากๆเงินตึงตัวก็ดีขึ้น
จะเห็นได้ว่าถ้าเรารู้ว่าปัญหาคืออะไรและอะไรคือทางแก้ปัญหาเราอาจจะพอรู้ว่าจุดต่ำสุดได้ผ่านไปแล้ว
อย่างเรื่องกรีซ ผมคิดว่า imf ก็อาจจะรู้รึเปล่าว่าให้กรีซกู้ก็โอกาศได้เงินคืนไม่ครบก็สูงแต่ถ้าไม่ให้กู้เกิดเป็นแบบ lehman อีกจะทำไง
ผมว่าจริงๆแล้วเราศึกษาเรื่องในอดีตเยอะๆแล้วก็ตามข่าวสารปัจจุบันเรื่อยๆ วิกฤติครั้งหน้าเราคงพอรู้ตัวนะครับ ลองคิดดูว่าถ้ามันมี indicator ที่จะบอกวิกฤติได้จริงจะมีใครขาดทุนจากวิกฤติล่ะ ทุกคนก็ดู indicator ตัวนั้นแล้วก็ขายหุ้นออกมาหมดพร้อมกันแล้ว แค่นั้นไม่พอ short ซ้ำอีกต่างหาก
คำตอบคือไม่มีคำตอบครับ เพราะโลกทุนนิยม ต้องปรับตัว ต้องพลิกแพลงเป็น
ข่าวสารไวขึ้น คนมีความรู้มากขึ้น ถ้ายึดติดกับทฤษฏีเดิมๆ คงถูกโลกทุนนิยมทิ้งไว้ข้างหลัง
ทุกวันนี้ผมเป็น full time investor แต่ผมแทบไม่มีเวลาว่าง ผมอ่านหนังสือกับบทวิเคราะห์ทั้งวัน ตลาดทุกปีก็มักจะมีหุ้น theme ใหม่ๆมาให้เล่น ถ้าไม่ขยาย circle of competence ให้สูงๆตลอดเวลา ซักวันนึงก็จะโดนนักลงทุนรุ่นใหม่แซง