กลุ่มสื่อ,สิ่งพิมม์และบันเทิง
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news16/08/07
โพสต์ที่ 31
โฆษณาขนมได้ไม่เกิน 12 นาที
กรมประชาฯ จัดระเบียบโฆษณาขนมเด็กใช้ 3 เดือน ห้ามมีของแจกของแถมชิงโชค คุมดารา- นักร้อง-การ์ตูนดังเป็นพรีเซนเตอร์
นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ (กกช.) กล่าวว่า ที่ประชุม กกช.เห็นชอบในการควบคุมการโฆษณาขนมเด็กใน 2 มาตรการหลัก และให้มีผลบังคับใช้ใน 3 เดือน หลังจากกรมประชาสัมพันธ์ออกประกาศ
ทั้งนี้ มาตรการแรก คือ 1.การกำหนดระยะเวลาและความถี่ในการออกอากาศ ให้รายการสำหรับเด็ก 1 ชั่วโมง มีโฆษณาได้ไม่เกิน 12 นาที แบ่งเป็นโฆษณาไม่เกิน 10 นาที และส่งเสริมการบริโภคที่ถูกต้องทางวิชาการให้เด็กอย่างน้อย 2 นาที ซึ่งต้องนับรวมเวลาที่ใช้ในการโฆษณาแฝงเป็นเวลาโฆษณาด้วย
การโฆษณาในรายการสำหรับเด็ก ห้ามมีข้อความทางการค้าเดียวกันหรือต่างกันของสินค้าชนิดเดียวกันออกอากาศเกิน 4 ครั้งต่อ 1 ชั่วโมง และต้องไม่เกิน 2 ครั้งต่อครึ่งชั่วโมง นายไพบูลย์ กล่าว
มาตรการที่ 2 การให้ข้อเท็จจริงและป้องกันการจูงใจเด็กให้บริโภค ใน 4 ข้อ คือ 1.งดการโฆษณาส่งเสริมการขายโดยใช้ของเล่น ของแถม ของแจก ของแลกซื้อ การชิงรางวัล และการเล่นเกม 2.งดการใช้หุ่น ตัวการ์ตูน บุคคลและตัวละคร ที่เด็กรู้จักเป็นอย่างดี หรืออยู่ในรายการสำหรับเด็ก มาโฆษณาสินค้า บริการ หรือของแถม รวมทั้งห้ามจับ ถือ หรือบริโภคด้วย
นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ข้อที่ 3 การโฆษณาต้องไม่มีเนื้อหาเชิญชวนให้เด็กบริโภคจนเกินขอบเขต ไม่นำเสนอข้อความ เสียง ภาพถ่าย หรือรูปภาพของสินค้า และบริการใดๆ ที่เกินจริง เช่น คุณประโยชน์ ความเร็ว ขนาด สี ความทนทาน เป็นต้น 4.คำเตือนใดๆ ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนดให้มีในฉลาก จะต้องปรากฏในโฆษณาเช่นกัน
ทั้งนี้ ข้อกำหนดดังกล่าวจะต้องปฏิบัติใน รายการสำหรับเด็ก ที่มีความหมายรวมถึง รายการประเภท ป ด และ ท ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็ก เช่น การ์ตูน หุ่นยนต์ด้วย ซึ่งจะออกเป็นประกาศการโฆษณาและบริการ ที่มีผลกระทบต่อเด็ก โดยกรมประชาสัมพันธ์ และมีผลบังคับใช้ 3 เดือน หลังจากออกประกาศ เพื่อให้เวลา ผู้ผลิตได้ศึกษาข้อปฏิบัติ
นายไพบูลย์ กล่าวว่า มาตรการ ที่เกิดขึ้นมาจากการประชุมร่วมกับ ทุกฝ่าย อาทิ ผู้แทนสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง สมาคมโฆษณา ผู้ผลิตขนมจาก เครือสหพัฒนพิบูล มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ซึ่งน่ายินดีมาก ที่ภาคธุรกิจ สมาคมโฆษณา และสถานีโทรทัศน์ เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ และให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
ทั้งนี้ ข้อบังคับดังกล่าวเป็นไปตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์การโฆษณาที่มีผลต่อเด็กและเยาวชน โดยจะออกประกาศ หลักเกณฑ์การโฆษณาที่มีผลกระทบ ต่อเด็กและเยาวชน
http://www.msnth.com/msn/money2/content ... 268&ch=227
กรมประชาฯ จัดระเบียบโฆษณาขนมเด็กใช้ 3 เดือน ห้ามมีของแจกของแถมชิงโชค คุมดารา- นักร้อง-การ์ตูนดังเป็นพรีเซนเตอร์
นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ (กกช.) กล่าวว่า ที่ประชุม กกช.เห็นชอบในการควบคุมการโฆษณาขนมเด็กใน 2 มาตรการหลัก และให้มีผลบังคับใช้ใน 3 เดือน หลังจากกรมประชาสัมพันธ์ออกประกาศ
ทั้งนี้ มาตรการแรก คือ 1.การกำหนดระยะเวลาและความถี่ในการออกอากาศ ให้รายการสำหรับเด็ก 1 ชั่วโมง มีโฆษณาได้ไม่เกิน 12 นาที แบ่งเป็นโฆษณาไม่เกิน 10 นาที และส่งเสริมการบริโภคที่ถูกต้องทางวิชาการให้เด็กอย่างน้อย 2 นาที ซึ่งต้องนับรวมเวลาที่ใช้ในการโฆษณาแฝงเป็นเวลาโฆษณาด้วย
การโฆษณาในรายการสำหรับเด็ก ห้ามมีข้อความทางการค้าเดียวกันหรือต่างกันของสินค้าชนิดเดียวกันออกอากาศเกิน 4 ครั้งต่อ 1 ชั่วโมง และต้องไม่เกิน 2 ครั้งต่อครึ่งชั่วโมง นายไพบูลย์ กล่าว
มาตรการที่ 2 การให้ข้อเท็จจริงและป้องกันการจูงใจเด็กให้บริโภค ใน 4 ข้อ คือ 1.งดการโฆษณาส่งเสริมการขายโดยใช้ของเล่น ของแถม ของแจก ของแลกซื้อ การชิงรางวัล และการเล่นเกม 2.งดการใช้หุ่น ตัวการ์ตูน บุคคลและตัวละคร ที่เด็กรู้จักเป็นอย่างดี หรืออยู่ในรายการสำหรับเด็ก มาโฆษณาสินค้า บริการ หรือของแถม รวมทั้งห้ามจับ ถือ หรือบริโภคด้วย
นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ข้อที่ 3 การโฆษณาต้องไม่มีเนื้อหาเชิญชวนให้เด็กบริโภคจนเกินขอบเขต ไม่นำเสนอข้อความ เสียง ภาพถ่าย หรือรูปภาพของสินค้า และบริการใดๆ ที่เกินจริง เช่น คุณประโยชน์ ความเร็ว ขนาด สี ความทนทาน เป็นต้น 4.คำเตือนใดๆ ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนดให้มีในฉลาก จะต้องปรากฏในโฆษณาเช่นกัน
ทั้งนี้ ข้อกำหนดดังกล่าวจะต้องปฏิบัติใน รายการสำหรับเด็ก ที่มีความหมายรวมถึง รายการประเภท ป ด และ ท ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็ก เช่น การ์ตูน หุ่นยนต์ด้วย ซึ่งจะออกเป็นประกาศการโฆษณาและบริการ ที่มีผลกระทบต่อเด็ก โดยกรมประชาสัมพันธ์ และมีผลบังคับใช้ 3 เดือน หลังจากออกประกาศ เพื่อให้เวลา ผู้ผลิตได้ศึกษาข้อปฏิบัติ
นายไพบูลย์ กล่าวว่า มาตรการ ที่เกิดขึ้นมาจากการประชุมร่วมกับ ทุกฝ่าย อาทิ ผู้แทนสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง สมาคมโฆษณา ผู้ผลิตขนมจาก เครือสหพัฒนพิบูล มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ซึ่งน่ายินดีมาก ที่ภาคธุรกิจ สมาคมโฆษณา และสถานีโทรทัศน์ เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ และให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
ทั้งนี้ ข้อบังคับดังกล่าวเป็นไปตามข้อเสนอของคณะอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์การโฆษณาที่มีผลต่อเด็กและเยาวชน โดยจะออกประกาศ หลักเกณฑ์การโฆษณาที่มีผลกระทบ ต่อเด็กและเยาวชน
http://www.msnth.com/msn/money2/content ... 268&ch=227
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
new18/08/07
โพสต์ที่ 32
มองเกม "อินเด็กซ์" กินรวบบีโลว์เดอะไลน์
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 18 สิงหาคม 2550 14:36 น.
ผู้จัดการรายสัปดาห์ - หากกล่าวถึงเครื่องมือสื่อสารการตลาดที่เรียกว่า "อีเวนต์" คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ผู้นำในเกมการตลาดกระดานนี้ ต้องยกให้กับ อินเด็กซ์ อีเวนท์ เอเจนซี่ ของ 2 พี่น้องเมฆ-หมอก เกรียงไกร และเกรียงกานต์ กาญจนะโภคิน 2 ผู้เล่นที่กอดคอกันทำธุรกิจอีเวนต์ เอเจนซี่มานานนับสิบปี จนมีผลงานที่ได้รับการยอมรับไปจนถึงระดับนานาชาติ แต่เมื่ออีเวนต์เป็นกิจกรรมการสื่อสารการตลาดที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และได้รับความสนใจจากเจ้าของสินค้า บริการ หรือองค์กรต่าง ๆ แบ่งงบประมาณการตลาดมาใช้มากขึ้น ๆ ย่อมปฏิเสธไม่ได้ที่ผู้เล่นหน้าใหม่ ๆ และผู้เล่นรายใหญ่ ๆ จะเกิดขึ้นเต็มกระดาน จนทำให้เสน่ห์ในเกมหดหายกลายเป็นจุดอิ่มตัว ผู้นำในเกมจึงกำหนดเส้นทางเดินสำหรับเกมต่อไป
เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ อีเวนท์ เอเจนซี่ จำกัด(มหาชน) เคยกล่าวกับ "ผู้จัดการายสัปดาห์" ว่า แนวทางการสื่อสารการตลาดในมุมมองนักการตลาดวันนี้ พลิกโฉมไปจากอดีต วันนี้การโฆษณาผ่านสื่อหลัก หรือที่เรียกกันว่า "อะโบฟ เดอะ ไลน์" ไม่ใช่กลยุทธผู้นำอีกต่อไป หากแต่ผู้นำในวันนี้ คือ แบรนด์ ที่นักการตลาดจะมองหาเครื่องมือสื่อสารแบรนด์ไปถึงกลุ่มเป้าหมายใด ๆ ที่เข้าถึงพฤติกรรมผู้บริโภคได้ดีที่สุด เมื่อผู้บริโภควันนี้มีความเป็นตัวของตัวเองสูง กระจายเป็นกลุ่มย่อย ๆ เคลื่อนไหวไม่อยู่กับที่ กลยุทธการสื่อสารการตลาดเฉพาะกลุ่ม ที่สร้างอินเตอร์แอคทีฟอย่างรวดเร็ว อันเป็นบทบาทสำคัญของกิจกรรม "บีโลว์ เดอะ ไลน์" ที่รวมเอากิจกรรมสื่อสารการตลาดที่ไม่ผ่านสื่อหลัก ทั้ง อีเวนต์ การประชาสัมพันธ์ การทำ Customer Relations Managements หรือ CRM รวมถึง Ambience Media หรือสื่อรายทาง น่าจะเป็นเส้นทางเดินที่เหมาะสมที่สุดของอินเด็กซ์ ที่จะก้าวไป
ความจริงแล้ว อินเด็กซ์ มองเห็นความเปลี่ยนแปลงทางการด้านกลยุทธการสื่อสารการตลาดมาเป็นเวลานานพอสมควร 2 พี่น้องกาญจนะโภคิน มีการลงทุนเปิดบริษัทใหม่ ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดอีเวนต์โดยตรง แต่เป็นบริษัทที่รองรับงานบีโลว์เดอะไลน์ ด้านต่าง ๆ อย่าง จี คอมมิวนิเคชั่น ที่ให้บริการงานประชาสัมพันธ์ หรือ อินสปาย อิมเมจ ที่ดำเนินธุรกิจด้านสื่อ Ambience Media แต่ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเคลื่อนทัพอินเด็กซ์ จากกระดานเล็กในงานด้านการจัดอีเวนต์ มาสู่กระดานที่ใหญ่กว่า เป็นงานบีโลว์ เดอะ ไลน์ ครบวงจร และยังคงความยิ่งใหญ่ขององค์กรอินเด็กซ์เอาไว้ ก็คงต้องมามองกันที่ การเปิดตัวบริษัท ทรี-อาร์ดี อย่างเป็นทางการเมื่อไม่นานมานี้
ทรี-อาร์ดี แม้ไม่ใช่บริษัทแรก ๆ ที่เปิดตลาดการให้บริการงานด้านการสื่อสารการตลาดครบวงจร เหมือนดังเช่นที่อินเด็กซ์ เคยเป็นผู้เปิดตลาดธุรกิจอีเวนต์ จนก้าวเป็นผู้นำของธุรกิจในเวลานี้ แต่ทรี-อาร์ดี ก็มีปัจจัยที่แสดงให้เห็นว่าพี่น้อง 2 เสือ จะไม่ยอมเป็นผู้ตามแม้จะเคลื่อนหมากไปอยู่ในกระดานใด ๆ
ทรี-อาร์ดี วางแนวทางธุรกิจเป็น One Stop Interactive Marketing Communications Agency ที่ให้ความสำคัญกับการวางกลยุทธการสื่อสารทางการตลาด โดยการสร้างสรรค์ผ่านกลยุทธ และสื่อทุกชนิด เพื่อสร้างอินเตอร์แอคทีฟให้เกิดขึ้นระหว่างเจ้าของแบรนด์กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เกิดการตอบสนองในทันที โดยมีบริการหลัก 3 กลุ่ม ประกอบด้วย อินเตอร์แอคทีฟ คอมมูนิเคชั่น, คอลล์เซ็นเตอร์ และดาต้าเบส มาร์เก็ตติ้ง
แต่จุดเด่นของทรี-อาร์ดี อยู่ที่การดึงมืออาชีพในงาน IMC ด้านต่าง ๆ จากโอกิลวี่ วัน เข้าร่วมงาน ทั้ง กนกพร นิตย์ธีรานนท์ สุดยอดนักการตลาดด้านไดเร็คมาร์เก็ตติ้งของเมืองไทย กนกดาว กาญจนภูษากิจ ผู้คร่ำหวอดในงาน CRM และคอลล์เซ็นเตอร์ ระดับแนวหน้า รวมถึง ชัชวาล คูสมิทธิ์ มาร่วมกันก่อตั้งทรี-อาร์ดี โดยมีอินเด็กซ์ อีเว้นท์ เอเจนซี่ และจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ร่วมถือหุ้น
กนกพร แสดงความเห็นว่า "สื่อหลักในวันนี้เริ่มถดถอย ด้วยราคาสื่อที่สูงขึ้น ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง แตกกลุ่ม ไม่อยู่นิ่ง สื่อที่เขาสนใจจะเป็นสื่อมัลติแชลแนล หลากหลายช่องทาง หน้าที่ของที-อาร์ดี คือ มองหาช่องทางเหล่านั้น คิดหากิจกรรมสื่อสารการตลาดที่จะพาให้โปรดักส์เข้าไปหาลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย สร้างอินเตอร์แอคทีฟให้เกิดขึ้นระหว่างเจ้าของแบรนด์กับลูกค้าของเขา นำไปสู่การสร้างยอดขาย
จุดเด่นของทรี-อาร์ดี นอกเหนือจากมีบุคลากรมืออาชีพมารวมตัวกันอยู่แล้ว ในแง่การลงทุนเพื่อสร้างเครื่องมือที่จะออกให้บริการก็มีการลงทุนนับ 10 ล้านบาท สร้างศูนย์คอลล์เซ็นเตอร์มาตรฐานที่สามารถให้บริการได้ถึง 100 สาย สามารถให้บริการด้านการสื่อสารแบบอินเตอร์แอคทีฟรองรับกับเทคโนโลยีการสื่อสารที่เกิดขึ้นได้ทุกรูปแบบ ถือเป็นเอเยนซี่เดียวในประเทศไทยที่มีการลงทุนสร้างคอลล์เซ็นเตอร์อย่างเป็นทางการ ในด้านศูนย์เก็บข้อมูล ดาต้าเบสเซ็นเตอร์ ก็มีการลงทุนติดตั้งระบบดูแลรักษาความปลอดภัยในระดับมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับจากธนาคารหลายแห่งที่มอบหมายให้บริษัทเอกชนมาดูแลการเก็บข้อมูลของธนาคารเป็นครั้งแรก
"วันนี้ผู้บริโภคไม่ได้รับการติดต่อจากเมล์ หรือทางโทรศัพท์เท่านั้น การส่งเอสเอ็มเอส แฟกซ์ออนดีมานด์ อีเมล์ หรือเว็บแชท ฯลฯ
โดยในส่วนของการสร้างฐานข้อมูล เกรียงไกร กาญจนะโภคิน เคยกล่าวไว้ถึงเหตุผลในการที่อินเด็กซ์ฯ เปิดให้จีเอ็มเอ็มแกรมมี่เข้ามาถือหุ้น สร้างความเป็นพันธมิตรระหว่างกัน ว่า จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ที่ก่อตั้งมาเกือบ 25 ปี มีฐานข้อมูลผู้บริโภคอยู่จำนวนมหาศาลในทุกกลุ่มอายุ ที่แกรมมี่ยังไม่เคยนำมาใช้ประโยชน์ แต่อินเด็กซ์ฯ เห็นว่า แนวโน้มการตลาดที่เจ้าของสินค้าต้องการกิจกรรมการสื่อสารการตลาดที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง มากกว่าการหว่านด้วยสื่อหลักไปสู่กลุ่มกว้างเหมือนก่อน ข้อมูลผู้บริโภคที่แกรมมี่มีอยู่นี้ จะช่วยสนับสนุนงานของทรี-อาร์ดี ให้เข้าถึงผู้บริโภคของเจ้าของสินค้าที่จะเข้ามาใช้บริการได้เป็นอย่างดี โดยกนกพร กล่าวว่า วันนี้ ทรี-อาร์ดี มีฐานข้อมูลผู้บริโภคอยู่ในพอร์ทกว่า 4 ล้านราย
กนกพร กล่าวว่า เพียงแค่ 4 เดือนของการเปิดให้บริการ ทรี-อาร์ดี มีลูกค้าแล้วนับ 10 ราย อาทิ เอไอเอส อิลอันซ์ ซีพี ประกันภัย คาเฟ ดิโอโร่ และเปปเปอร์มินท์ เจล ฯลฯ และเชื่อมั่นว่ายังมีเจ้าของแบรนด์อีกนับ 10 รายที่รอจะเข้ามาเป็นลูกค้าในเร็ว ๆ นี้
"วันนี้ลูกค้าที่เคยใช้งบประมาณซื้อสื่อหลักเพื่อสร้าง Awareness เริ่มหันมาใช้งบกับการทำกิจกรรมเพื่อสร้างอินเตอร์แอคทีฟมากขึ้น แต่การทำอินเตอร์แอคทีฟของทรี-อาร์ดี ก็มีเป้าหมายที่จะสร้างภาพเชิงบวกเป็นหลักอยู่ด้วย ดังนั้น นอกจากทรี-อาร์ดี จะสร้างกิจกรรมอินเตอร์แอคทีฟ เพื่อสร้างยอดขายแล้ว ในแง่ Brand Awareness ความเชื่อมั่นใจตัวสินค้า หรือบริการนั้น ๆ ก็จะได้รับไปด้วยเช่นกัน"
เส้นทางเดินของอินเด็กซ์ อีเว้นท์ เอเจนซี่ ในวันนี้จึงเริ่มฉายให้เห็นได้ไกลออกไป ยักษ์ใหญ่อีเวนต์ ของผงาดกินรวบการตลาด บีโลว์เดอะไลน์
http://www.manager.co.th/Business/ViewN ... 0000097109
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 18 สิงหาคม 2550 14:36 น.
ผู้จัดการรายสัปดาห์ - หากกล่าวถึงเครื่องมือสื่อสารการตลาดที่เรียกว่า "อีเวนต์" คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ผู้นำในเกมการตลาดกระดานนี้ ต้องยกให้กับ อินเด็กซ์ อีเวนท์ เอเจนซี่ ของ 2 พี่น้องเมฆ-หมอก เกรียงไกร และเกรียงกานต์ กาญจนะโภคิน 2 ผู้เล่นที่กอดคอกันทำธุรกิจอีเวนต์ เอเจนซี่มานานนับสิบปี จนมีผลงานที่ได้รับการยอมรับไปจนถึงระดับนานาชาติ แต่เมื่ออีเวนต์เป็นกิจกรรมการสื่อสารการตลาดที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และได้รับความสนใจจากเจ้าของสินค้า บริการ หรือองค์กรต่าง ๆ แบ่งงบประมาณการตลาดมาใช้มากขึ้น ๆ ย่อมปฏิเสธไม่ได้ที่ผู้เล่นหน้าใหม่ ๆ และผู้เล่นรายใหญ่ ๆ จะเกิดขึ้นเต็มกระดาน จนทำให้เสน่ห์ในเกมหดหายกลายเป็นจุดอิ่มตัว ผู้นำในเกมจึงกำหนดเส้นทางเดินสำหรับเกมต่อไป
เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ อีเวนท์ เอเจนซี่ จำกัด(มหาชน) เคยกล่าวกับ "ผู้จัดการายสัปดาห์" ว่า แนวทางการสื่อสารการตลาดในมุมมองนักการตลาดวันนี้ พลิกโฉมไปจากอดีต วันนี้การโฆษณาผ่านสื่อหลัก หรือที่เรียกกันว่า "อะโบฟ เดอะ ไลน์" ไม่ใช่กลยุทธผู้นำอีกต่อไป หากแต่ผู้นำในวันนี้ คือ แบรนด์ ที่นักการตลาดจะมองหาเครื่องมือสื่อสารแบรนด์ไปถึงกลุ่มเป้าหมายใด ๆ ที่เข้าถึงพฤติกรรมผู้บริโภคได้ดีที่สุด เมื่อผู้บริโภควันนี้มีความเป็นตัวของตัวเองสูง กระจายเป็นกลุ่มย่อย ๆ เคลื่อนไหวไม่อยู่กับที่ กลยุทธการสื่อสารการตลาดเฉพาะกลุ่ม ที่สร้างอินเตอร์แอคทีฟอย่างรวดเร็ว อันเป็นบทบาทสำคัญของกิจกรรม "บีโลว์ เดอะ ไลน์" ที่รวมเอากิจกรรมสื่อสารการตลาดที่ไม่ผ่านสื่อหลัก ทั้ง อีเวนต์ การประชาสัมพันธ์ การทำ Customer Relations Managements หรือ CRM รวมถึง Ambience Media หรือสื่อรายทาง น่าจะเป็นเส้นทางเดินที่เหมาะสมที่สุดของอินเด็กซ์ ที่จะก้าวไป
ความจริงแล้ว อินเด็กซ์ มองเห็นความเปลี่ยนแปลงทางการด้านกลยุทธการสื่อสารการตลาดมาเป็นเวลานานพอสมควร 2 พี่น้องกาญจนะโภคิน มีการลงทุนเปิดบริษัทใหม่ ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดอีเวนต์โดยตรง แต่เป็นบริษัทที่รองรับงานบีโลว์เดอะไลน์ ด้านต่าง ๆ อย่าง จี คอมมิวนิเคชั่น ที่ให้บริการงานประชาสัมพันธ์ หรือ อินสปาย อิมเมจ ที่ดำเนินธุรกิจด้านสื่อ Ambience Media แต่ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเคลื่อนทัพอินเด็กซ์ จากกระดานเล็กในงานด้านการจัดอีเวนต์ มาสู่กระดานที่ใหญ่กว่า เป็นงานบีโลว์ เดอะ ไลน์ ครบวงจร และยังคงความยิ่งใหญ่ขององค์กรอินเด็กซ์เอาไว้ ก็คงต้องมามองกันที่ การเปิดตัวบริษัท ทรี-อาร์ดี อย่างเป็นทางการเมื่อไม่นานมานี้
ทรี-อาร์ดี แม้ไม่ใช่บริษัทแรก ๆ ที่เปิดตลาดการให้บริการงานด้านการสื่อสารการตลาดครบวงจร เหมือนดังเช่นที่อินเด็กซ์ เคยเป็นผู้เปิดตลาดธุรกิจอีเวนต์ จนก้าวเป็นผู้นำของธุรกิจในเวลานี้ แต่ทรี-อาร์ดี ก็มีปัจจัยที่แสดงให้เห็นว่าพี่น้อง 2 เสือ จะไม่ยอมเป็นผู้ตามแม้จะเคลื่อนหมากไปอยู่ในกระดานใด ๆ
ทรี-อาร์ดี วางแนวทางธุรกิจเป็น One Stop Interactive Marketing Communications Agency ที่ให้ความสำคัญกับการวางกลยุทธการสื่อสารทางการตลาด โดยการสร้างสรรค์ผ่านกลยุทธ และสื่อทุกชนิด เพื่อสร้างอินเตอร์แอคทีฟให้เกิดขึ้นระหว่างเจ้าของแบรนด์กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เกิดการตอบสนองในทันที โดยมีบริการหลัก 3 กลุ่ม ประกอบด้วย อินเตอร์แอคทีฟ คอมมูนิเคชั่น, คอลล์เซ็นเตอร์ และดาต้าเบส มาร์เก็ตติ้ง
แต่จุดเด่นของทรี-อาร์ดี อยู่ที่การดึงมืออาชีพในงาน IMC ด้านต่าง ๆ จากโอกิลวี่ วัน เข้าร่วมงาน ทั้ง กนกพร นิตย์ธีรานนท์ สุดยอดนักการตลาดด้านไดเร็คมาร์เก็ตติ้งของเมืองไทย กนกดาว กาญจนภูษากิจ ผู้คร่ำหวอดในงาน CRM และคอลล์เซ็นเตอร์ ระดับแนวหน้า รวมถึง ชัชวาล คูสมิทธิ์ มาร่วมกันก่อตั้งทรี-อาร์ดี โดยมีอินเด็กซ์ อีเว้นท์ เอเจนซี่ และจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ร่วมถือหุ้น
กนกพร แสดงความเห็นว่า "สื่อหลักในวันนี้เริ่มถดถอย ด้วยราคาสื่อที่สูงขึ้น ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลง แตกกลุ่ม ไม่อยู่นิ่ง สื่อที่เขาสนใจจะเป็นสื่อมัลติแชลแนล หลากหลายช่องทาง หน้าที่ของที-อาร์ดี คือ มองหาช่องทางเหล่านั้น คิดหากิจกรรมสื่อสารการตลาดที่จะพาให้โปรดักส์เข้าไปหาลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย สร้างอินเตอร์แอคทีฟให้เกิดขึ้นระหว่างเจ้าของแบรนด์กับลูกค้าของเขา นำไปสู่การสร้างยอดขาย
จุดเด่นของทรี-อาร์ดี นอกเหนือจากมีบุคลากรมืออาชีพมารวมตัวกันอยู่แล้ว ในแง่การลงทุนเพื่อสร้างเครื่องมือที่จะออกให้บริการก็มีการลงทุนนับ 10 ล้านบาท สร้างศูนย์คอลล์เซ็นเตอร์มาตรฐานที่สามารถให้บริการได้ถึง 100 สาย สามารถให้บริการด้านการสื่อสารแบบอินเตอร์แอคทีฟรองรับกับเทคโนโลยีการสื่อสารที่เกิดขึ้นได้ทุกรูปแบบ ถือเป็นเอเยนซี่เดียวในประเทศไทยที่มีการลงทุนสร้างคอลล์เซ็นเตอร์อย่างเป็นทางการ ในด้านศูนย์เก็บข้อมูล ดาต้าเบสเซ็นเตอร์ ก็มีการลงทุนติดตั้งระบบดูแลรักษาความปลอดภัยในระดับมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับจากธนาคารหลายแห่งที่มอบหมายให้บริษัทเอกชนมาดูแลการเก็บข้อมูลของธนาคารเป็นครั้งแรก
"วันนี้ผู้บริโภคไม่ได้รับการติดต่อจากเมล์ หรือทางโทรศัพท์เท่านั้น การส่งเอสเอ็มเอส แฟกซ์ออนดีมานด์ อีเมล์ หรือเว็บแชท ฯลฯ
โดยในส่วนของการสร้างฐานข้อมูล เกรียงไกร กาญจนะโภคิน เคยกล่าวไว้ถึงเหตุผลในการที่อินเด็กซ์ฯ เปิดให้จีเอ็มเอ็มแกรมมี่เข้ามาถือหุ้น สร้างความเป็นพันธมิตรระหว่างกัน ว่า จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ที่ก่อตั้งมาเกือบ 25 ปี มีฐานข้อมูลผู้บริโภคอยู่จำนวนมหาศาลในทุกกลุ่มอายุ ที่แกรมมี่ยังไม่เคยนำมาใช้ประโยชน์ แต่อินเด็กซ์ฯ เห็นว่า แนวโน้มการตลาดที่เจ้าของสินค้าต้องการกิจกรรมการสื่อสารการตลาดที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง มากกว่าการหว่านด้วยสื่อหลักไปสู่กลุ่มกว้างเหมือนก่อน ข้อมูลผู้บริโภคที่แกรมมี่มีอยู่นี้ จะช่วยสนับสนุนงานของทรี-อาร์ดี ให้เข้าถึงผู้บริโภคของเจ้าของสินค้าที่จะเข้ามาใช้บริการได้เป็นอย่างดี โดยกนกพร กล่าวว่า วันนี้ ทรี-อาร์ดี มีฐานข้อมูลผู้บริโภคอยู่ในพอร์ทกว่า 4 ล้านราย
กนกพร กล่าวว่า เพียงแค่ 4 เดือนของการเปิดให้บริการ ทรี-อาร์ดี มีลูกค้าแล้วนับ 10 ราย อาทิ เอไอเอส อิลอันซ์ ซีพี ประกันภัย คาเฟ ดิโอโร่ และเปปเปอร์มินท์ เจล ฯลฯ และเชื่อมั่นว่ายังมีเจ้าของแบรนด์อีกนับ 10 รายที่รอจะเข้ามาเป็นลูกค้าในเร็ว ๆ นี้
"วันนี้ลูกค้าที่เคยใช้งบประมาณซื้อสื่อหลักเพื่อสร้าง Awareness เริ่มหันมาใช้งบกับการทำกิจกรรมเพื่อสร้างอินเตอร์แอคทีฟมากขึ้น แต่การทำอินเตอร์แอคทีฟของทรี-อาร์ดี ก็มีเป้าหมายที่จะสร้างภาพเชิงบวกเป็นหลักอยู่ด้วย ดังนั้น นอกจากทรี-อาร์ดี จะสร้างกิจกรรมอินเตอร์แอคทีฟ เพื่อสร้างยอดขายแล้ว ในแง่ Brand Awareness ความเชื่อมั่นใจตัวสินค้า หรือบริการนั้น ๆ ก็จะได้รับไปด้วยเช่นกัน"
เส้นทางเดินของอินเด็กซ์ อีเว้นท์ เอเจนซี่ ในวันนี้จึงเริ่มฉายให้เห็นได้ไกลออกไป ยักษ์ใหญ่อีเวนต์ ของผงาดกินรวบการตลาด บีโลว์เดอะไลน์
http://www.manager.co.th/Business/ViewN ... 0000097109
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news20/08/07
โพสต์ที่ 33
ธุรกิจโรงภาพยนตร์.เติบโตท่ามกลางการแข่งขันรุนแรง
20 สิงหาคม พ.ศ. 2550 10:50:00
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ธุรกิจโรงภาพยนตร์ ถือเป็นธุรกิจบันเทิงที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากการชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ยังคงเป็นกิจกรรมอันดับแรกๆที่ผู้บริโภคเลือกในยาม ที่ต้องการผ่อนคลายจากการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบท่ามกลางปัญหาสังคมและเศรษฐกิจที่รุมเร้า เนื่องจาก สามารถเข้าถึงได้ง่าย ประกอบกับมีราคาที่ไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับกิจกรรมบันเทิงรูปแบบอื่น ส่งผลให้ธุรกิจโรงภาพยนตร์ยังเป็นธุรกิจที่สามารถขยายตัวได้ แม้จะต้องเผชิญกับปัจจัยลบต่างๆทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองอย่างในปัจจุบัน โดยผู้ประกอบการในตลาดต่างมีการขยายสาขากันอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้งในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่งผลให้การแข่งขันในธุรกิจโรงภาพยนตร์ทวีความรุนแรงมากขึ้นตามไปด้วย จนผู้ประกอบการแต่ละราย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดต่างเร่งปรับปรุงและพัฒนาการให้บริการให้ทันสมัย เพื่อสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอยู่ตลอดเวลาได้อย่างตรงจุด นอกจากนั้น ยังได้นำกลยุทธ์ทางการตลาดต่างๆมาใช้เพื่อขยายและ/หรือรักษาส่วนแบ่งตลาดของตนเองไว้ และเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้เหนือคู่แข่ง
ผู้ประกอบการ.ตลาดส่วนใหญ่ยังเป็นของ Major Cineplex
ปัจจุบัน ผู้ประกอบการรายใหญ่ในธุรกิจโรงภาพยนตร์มีอยู่ 2 ราย ได้แก่
1.บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) : Major Cineplex ถือเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สุดในตลาด ภายหลังจากการควบรวมกิจการกันระหว่าง บริษัท เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และ บริษัท อีจีวี เอนเตอร์เทนเมนต์ จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2547 ส่งผลให้มีส่วนแบ่งตลาดสูงถึงร้อยละ 75 ปัจจุบันมีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 35 สาขา ภายใต้แบรนด์ Major Cineplex , EGV , Paragon Cineplex และ Esplanade Cineplex มีจำนวน โรงภาพยนตร์ทั้งสิ้น 288 โรง
2. บริษัท เอส เอฟ ซีเนม่า ซิติ๊ จำกัด : SF Cinema เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่อันดับ 2 รองจาก Major ครองส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 22 เป็นกลุ่มทุนที่ประกอบธุรกิจโรงภาพยนตร์ในภาคตะวันออก และได้ขยายการลงทุนในเขตกรุงเทพมหานคร เมื่อเดือนเมษายน 2542 โดยเปิดให้บริการ ที่สาขามาบุญครองเป็นสาขาแรก ปัจจุบัน มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 10 สาขา ภายใต้แบรนด์ SF Cinema City , SFX และ SF World Cinema มีจำนวนโรงภาพยนตร์ทั้งสิ้น 90 โรง
นอกจากผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้ง 2 รายที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีผู้ประกอบการรายย่อยในธุรกิจโรงภาพยนตร์อีกหลายราย เช่น กลุ่มเซนจูรี่ กลุ่มเมเจอร์ฮอลลีวู้ด และกลุ่ม UMG เป็นต้น ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันร้อยละ 3
ภาพรวมธุรกิจ.หนังฟอร์มใหญ่ผลักดันการขยายตัว
ธุรกิจโรงภาพยนตร์ในช่วงที่ผ่านมา ต้องเผชิญกับปัจจัยลบต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น นอกจากนั้นจากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดในพื้นที่หลายจุดของกรุงเทพมหานครในช่วงเทศกาลปีใหม่ รวมทั้งเหตุการณ์ ลอบวางระเบิดตู้โทรศัพท์บริเวณหน้าโรงภาพยนตร์เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ สาขารัชโยธิน เมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมาทำให้ผู้บริโภคเกิดความวิตกกังวลในเรื่องของความปลอดภัย โดยเลือกที่จะอยู่บ้านแทนการเดินทางออกมาทำกิจกรรมตามสถานที่ต่างๆนอกบ้าน ซึ่งรวมถึงการเดินทางมาชมภาพยนตร์ในโรง ภาพยนตร์ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงภาพยนตร์ในเขตกรุงเทพมหานครที่ถือเป็นตลาดหลักของธุรกิจนี้
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจโรงภาพยนตร์ยังคงได้รับแรงหนุนจากกระแสความนิยมของผู้บริโภคที่มีต่อภาพยนตร์ที่เข้าฉาย โดยใน ปี 2550 คาดว่า จะมีจำนวนภาพยนตร์ที่เข้าฉายประมาณ 300 เรื่อง แบ่งเป็นภาพยนตร์จากต่างประเทศประมาณ 250 เรื่อง และภาพยนตร์ไทยอีกประมาณ 50 เรื่อง เป็นสัดส่วนร้อยละ 83 และร้อยละ 17 ของจำนวนภาพยนตร์ที่เข้าฉายทั้งหมด ตามลำดับ
สำหรับในช่วงครึ่งแรกของปี 2550 มีภาพยนตร์ที่เข้าฉายและสามารถทำรายได้สูงสุด ได้แก่ ภาพยนตร์ไทยฟอร์มใหญ่เรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 1 ตอนองค์ประกันหงสา และ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 2 ตอนประกาศอิสรภาพ โดยทั้ง 2 เรื่องได้เข้าฉายในช่วงไตรมาสแรกและสามารถทำรายได้สูงถึง 270 ล้านบาท และ 280 ล้านบาทตามลำดับ ถือเป็นภาพยนตร์ไทยที่สามารถ ทำรายได้สูงสุด เป็นประวัติการณ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และยังเป็นการสร้างกระแสความนิยมภาพยนตร์ไทยในหมู่ผู้บริโภค เพราะนอกจากทั้ง 2 เรื่องที่กล่าวมาแล้วนั้น ยังมีภาพยนตร์ไทยแนวตลกอย่าง บอร์ดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม 2 เท่งโหน่งคนมาหาเฮีย และเมล์นรกหมวยยกล้อ ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคและสามารถทำรายได้ค่อนข้างดีเช่นกัน โดยแต่ละเรื่องสามารถสร้างรายได้มากกว่า 50 ล้านบาท
นอกจากนั้นในช่วงไตรมาส 2 ของปี ซึ่งถือเป็นช่วง High Season ของธุรกิจโรงภาพยนตร์ เนื่องจากเป็นช่วงที่มีจำนวนภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่จากต่างประเทศเข้าฉายค่อนข้างมาก โดยในไตรมาส 2 ของปี 2550 นี้ มีภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ที่เข้าฉาย ได้แก่ Spiderman 3, Pirate of The Caribbean 3 : At Worlds End, Fantastic Four 2 : Rise of the Silver Surfer ซึ่งต่างได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคและสามารถ ทำรายได้ค่อนข้างสูง โดยสามารถทำรายได้ประมาณ 190 130 และ 75 ล้านบาท ตามลำดับ เหล่านี้ ล้วนส่งผลให้ธุรกิจโรงภาพยนตร์ยังคงสามารถขยายตัวได้ต่อไป
การแข่งขัน.หลากกลยุทธ์ชิงส่วนแบ่งตลาด
สำหรับภาวะการแข่งขันในธุรกิจโรงภาพยนตร์ยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่ จะเป็นการแข่งขันของผู้ประกอบการรายใหญ่ 2 รายในตลาด ได้แก่ Major Cineplex และ SF Cinema โดยทั้ง 2 ราย ต่างได้มีการปรับปรุงและสร้างความแตกต่างในโรงภาพยนตร์ของตนให้มีความโดดเด่นเหนือกว่าของคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็น ทางด้านภาพลักษณ์ที่ดูหรูหราทันสมัยของสถานที่ทั้งภายในและภายนอกของโรงภาพยนตร์ และความทันสมัยของระบบเทคโนโลยีด้านภาพและเสียง ทั้งนี้ เพื่อเป็นจุดขายและดึงดูดผู้บริโภคให้เข้ามาชมภาพยนตร์ นอกจากนั้น ผู้ประกอบการยังมีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นทำเล ที่ตั้งสาขาให้อยู่ในแหล่งชุมชนใจกลางเมือง เป็นแหล่งรวมของย่านธุรกิจ สถานศึกษา และสถานบันเทิงต่างๆอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในเขตพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูงให้ได้มากที่สุด โดยในปัจจุบัน ผู้ประกอบการต่างหันมาเปิดสาขาในรูปแบบของสาขาใน ห้างสรรพสินค้าและสาขาในโมเดิร์นเทรด แทนการเปิดสาขาในรูปแบบ Stand Alone Complex
นอกจากนั้น ยังเริ่มหันมาขยายฐานลูกค้าในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้ประกอบการ ต่างเริ่มมีการเปิดสาขาในต่างจังหวัดกันมากขึ้น โดยเฉพาะตามหัวเมืองใหญ่และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ซึ่งถือเป็นตลาดที่ยังมีศักยภาพในการเติบโตค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ ค่อนข้างสูง ขณะที่ โรงภาพยนตร์ที่มีรูปแบบทันสมัยและมีมาตรฐานยังมีอยู่ไม่กี่แห่ง ส่งผลให้ความต้องการที่จะบริโภคความบันเทิงในรูปแบบนี้ยังคงมีอยู่สูง
ด้านการส่งเสริมการตลาด กลยุทธ์ด้านราคายังคงเป็นกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการใช้อยู่เสมอ ทั้งการจัดโปรโมชั่นลดราคาตั๋วชมภาพยนตร์ และการออกตั๋วชมภาพยนตร์ในรูปแบบ Package ราคาประหยัด ทั้งนี้ เพื่อการเพิ่มความถี่ในการเข้าชมภาพยนตร์ และเพิ่มรายได้ในช่วงที่มีคนเข้าชมภาพยนตร์น้อย เฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงวันธรรมดาและช่วงรอบดึก ที่มีอัตราการเข้าชมภาพยนตร์ค่อนข้างน้อย โดยอัตราการเข้าชมภาพยนตร์ของคนไทยนั้นส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในช่วงวันหยุดค่อนข้างมาก ทั้งยังมีการอำนวยความสะดวกแก่ผู้บริโภคในการซื้อและจองตั๋วชมภาพยนตร์ โดยมีการพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายตั๋วชมภาพยนตร์ในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น อาทิเช่น การจำหน่ายตั๋วชมภาพยนตร์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่นอกจากนั้น ผู้ประกอบการในธุรกิจโรงภาพยนตร์ยังได้มีการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับผู้ประกอบการในธุรกิจอื่นที่มีกลุ่มเป้าหมายเดียวกันเพื่อทำกิจกรรมทางการตลาดร่วมกัน เพื่อที่ ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายให้เข้ามาใช้บริการในโรงภาพยนตร์ร่วมกับการซื้อสินค้าและบริการของคู่พันธมิตร โดยส่วนใหญ่จะเป็นจัดกิจกรรมทางการตลาดร่วมกับภาพยนตร์ที่เข้าฉายในขณะนั้น และนอกจากการ ส่งเสริมการตลาดในรูปแบบต่างๆแล้ว ผู้ประกอบการในธุรกิจโรงภาพยนตร์ยังมีการทำการตลาดแบบเจาะจงเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เช่น กลุ่มนักเรียนและนักศึกษา รวมทั้งกลุ่มวัยช่วงเริ่มทำงาน ซึ่งถือเป็นกลุ่ม ผู้บริโภคที่นิยมเข้าชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ค่อนข้างมาก ทั้งนี้ เป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน เพื่อเพิ่มและรักษาส่วนแบ่งตลาดของตนไว้ ส่งผลให้การแข่งขันในธุรกิจโรงภาพยนตร์ยังคงมีความรุนแรงต่อไป
ปัจจัยลบบางประการ.... ส่งผลต่อการขยายตัว
ธุรกิจโรงภาพยนตร์ในปี 2550 ยังคงมีปัญหาและอุปสรรคบางประการ ซึ่งได้แก่
การเติบโตของธุรกิจ Home Entertainment
นอกจากการแข่งขันในธุรกิจโรงภาพยนตร์ด้วยกันเองแล้ว ผู้ประกอบการในธุรกิจโรงภาพยนตร์ ยังต้องแข่งขันกับสื่อบันเทิงในรูปแบบอื่นๆ เช่น วีซีดี ดีวีดี และเคเบิ้ลทีวี ทั้งแบบถูกต้องตามกฎหมายและ ผิดกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เริ่มหันมานิยมกิจกรรมความบันเทิงในบ้านมากขึ้น ประกอบกับแผ่นวีซีดีและแผ่นดีวีดีมีราคาลดลงอย่างมาก สามารถหาซื้อได้ ง่ายขึ้น ทั้งยังมีการออกวางจำหน่ายในเวลาที่ใกล้เคียงกับการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์มากขึ้น จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มเลือกที่จะรอชมภาพยนตร์จากการเช่าหรือซื้อในรูปแบบวีซีดีและแผ่นดีวีดีแทนการเข้าไปชมในโรงภาพยนตร์ นอกจากนั้น ยังมีการดาวน์โหลดภาพยนตร์ผ่านสื่ออินเทอร์เน็ตที่เริ่มเป็น ที่นิยมของผู้บริโภค เนื่องจากระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น ส่งผลให้สามารถดาวน์โหลดได้ในปริมาณมากๆ โดยใช้เวลาในการดาวน์โหลด น้อยลง เหล่านี้ ได้กลายเป็นคู่แข่งสำคัญในการดึงกลุ่มผู้บริโภคไปจากธุรกิจโรงภาพยนตร์
การพึ่งพาภาพยนตร์ที่เข้าฉาย
ผู้ประกอบการธุรกิจโรงภาพยนตร์จำเป็นต้องพึ่งพาภาพยนตร์ที่เข้าฉาย เนื่องจากเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญในการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ โดยในปัจจุบัน รายได้จากส่วนแบ่งค่าบัตรเข้าชมภาพยนตร์มี สัดส่วนประมาณ 60% ของรายได้ทั้งหมดที่ธุรกิจโรงภาพยนตร์ได้รับ ส่วนรายได้ที่เหลืออีก 40% มาจากรายได้อื่นๆ เช่น ค่าโฆษณา รายได้จากการให้เช่าพื้นที่ รายได้จากธุรกิจโบว์ลิ่งและคาราโอเกะ เป็นต้น ทำให้รายได้ของธุรกิจโรงภาพยนตร์ขึ้นอยู่กับจำนวนและคุณภาพ รวมถึงกระแสความนิยมของ ภาพยนตร์ที่เข้าฉาย ดังนั้น หากจำนวนภาพยนตร์ที่เข้าฉายมีน้อย ไม่มีคุณภาพ และไม่ได้รับความนิยมจาก ผู้บริโภค ย่อมส่งผลกระทบต่อรายได้ของธุรกิจโรงภาพยนตร์
การเกิดอุปทานส่วนเกิน (Over Supply) ของโรงภาพยนตร์
การแข่งขันกันในการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องของผู้ประกอบการในธุรกิจโรงภาพยนตร์ แม้จะเป็นปัจจัยหนึ่งในการเพิ่มรายได้และเพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้กับผู้ประกอบการ แต่หากมีจำนวนโรงภาพยนตร์ มากเกินกว่าความต้องการ อาจก่อให้เกิดภาวะอุปทานส่วนเกิน หรือ Over Supply ของโรงภาพยนตร์ เฉพาะอย่างยิ่ง ในเขตพื้นที่ใจกลางเมืองและแหล่งชุมชนที่มีการกระจุกตัวของโรงภาพยนตร์ค่อนข้างสูง ส่งผลให้รายได้และ ผลตอบแทนจากการลงทุนในสาขาใหม่อาจไม่เป็นตามที่คาดการณ์ไว้
แนวโน้ม.ทิศทางยังขยายตัว
สำหรับธุรกิจโรงภาพยนตร์ ในปี 2550 คาดว่า จะมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 5,500 ล้านบาท หรือขยายตัวในอัตรา 10% จากปีก่อนหน้า จากกระแสความนิยมของผู้บริโภคที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง และเหตุการณ์ความไม่สงบต่างๆที่เกิดขึ้นภายในประเทศในช่วงครึ่งแรกของปี ส่งผลให้ผู้บริโภคเข้ามาใช้บริการในโรงภาพยนตร์น้อยลง แต่ผลกระทบดังกล่าว น่าจะเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆเท่านั้น ประกอบกับการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องของผู้ประกอบการธุรกิจโรงภาพยนตร์ ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ส่งผลให้มีฐานลูกค้าขยายตัวเพิ่มขึ้น เฉพาะ อย่างยิ่ง ในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งยังมีศักยภาพในการขยายตัวค่อนข้างสูง รวมทั้งการมี ภาพยนตร์หลายเรื่องที่เข้าฉายและสามารถทำรายได้ค่อนข้างสูงในช่วงครึ่งปีแรก และยังมีภาพยนตร์จากต่างประเทศที่น่าสนใจหลายเรื่องที่รอเข้าฉายในช่วงครึ่งหลังของปี ไม่ว่าจะเป็น Harry Potter and The Order of Phoenix, Ratatouille, The Simpson Movie, The Borne Utimatum ซึ่งในแต่ละเรื่อง คาดว่า จะสามารถสร้าง
รายได้ที่ค่อนข้างสูง รวมทั้งภาพยนตร์ไทยอย่าง ตั๊ดสู้ฟุด อีส้มสมหวัง คู่แรด ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่คาดว่าจะได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค และสร้างรายได้ที่ค่อนข้างดีเช่นกัน นอกจากนั้น ภาพยนตร์ ฟอร์มใหญ่เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคสุดท้าย ที่มีกำหนดจะเข้าฉายในช่วงเดือนธันวาคม ศกนี้ คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้สูงไม่แพ้ 2 ภาคแรก เหล่านี้ ล้วนเป็นปัจจัยเกื้อหนุนในการขยายตัวของธุรกิจโรงภาพยนตร์ และหากเทียบกับประเทศอื่นๆในแถบภูมิภาคเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง และ สิงคโปร์ แล้ว ธุรกิจโรงภาพยนตร์ของไทยยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก เนื่องจาก อัตราการเข้าชม ภาพยนตร์ของประชากรไทย (Admission per Capita) และราคาตั๋วเข้าชมภาพยนตร์ของไทย ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศเหล่านั้นมาก จึงทำให้ธุรกิจโรงภาพยนตร์ไทยนั้น ยังคงเติบโตต่อไปได้ แต่เป็นการเติบโตท่ามกลางภาวะการแข่งขันในธุรกิจที่ดำเนินไปอย่างรุนแรง
ที่มา : ฝ่ายวิจัยธนาคารนครหลวงไทย http://www.bangkokbiznews.com/2007/08/2 ... wsid=90249
20 สิงหาคม พ.ศ. 2550 10:50:00
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ธุรกิจโรงภาพยนตร์ ถือเป็นธุรกิจบันเทิงที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากการชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ยังคงเป็นกิจกรรมอันดับแรกๆที่ผู้บริโภคเลือกในยาม ที่ต้องการผ่อนคลายจากการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบท่ามกลางปัญหาสังคมและเศรษฐกิจที่รุมเร้า เนื่องจาก สามารถเข้าถึงได้ง่าย ประกอบกับมีราคาที่ไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับกิจกรรมบันเทิงรูปแบบอื่น ส่งผลให้ธุรกิจโรงภาพยนตร์ยังเป็นธุรกิจที่สามารถขยายตัวได้ แม้จะต้องเผชิญกับปัจจัยลบต่างๆทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองอย่างในปัจจุบัน โดยผู้ประกอบการในตลาดต่างมีการขยายสาขากันอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้งในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่งผลให้การแข่งขันในธุรกิจโรงภาพยนตร์ทวีความรุนแรงมากขึ้นตามไปด้วย จนผู้ประกอบการแต่ละราย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดต่างเร่งปรับปรุงและพัฒนาการให้บริการให้ทันสมัย เพื่อสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอยู่ตลอดเวลาได้อย่างตรงจุด นอกจากนั้น ยังได้นำกลยุทธ์ทางการตลาดต่างๆมาใช้เพื่อขยายและ/หรือรักษาส่วนแบ่งตลาดของตนเองไว้ และเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้เหนือคู่แข่ง
ผู้ประกอบการ.ตลาดส่วนใหญ่ยังเป็นของ Major Cineplex
ปัจจุบัน ผู้ประกอบการรายใหญ่ในธุรกิจโรงภาพยนตร์มีอยู่ 2 ราย ได้แก่
1.บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) : Major Cineplex ถือเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สุดในตลาด ภายหลังจากการควบรวมกิจการกันระหว่าง บริษัท เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และ บริษัท อีจีวี เอนเตอร์เทนเมนต์ จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2547 ส่งผลให้มีส่วนแบ่งตลาดสูงถึงร้อยละ 75 ปัจจุบันมีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 35 สาขา ภายใต้แบรนด์ Major Cineplex , EGV , Paragon Cineplex และ Esplanade Cineplex มีจำนวน โรงภาพยนตร์ทั้งสิ้น 288 โรง
2. บริษัท เอส เอฟ ซีเนม่า ซิติ๊ จำกัด : SF Cinema เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่อันดับ 2 รองจาก Major ครองส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 22 เป็นกลุ่มทุนที่ประกอบธุรกิจโรงภาพยนตร์ในภาคตะวันออก และได้ขยายการลงทุนในเขตกรุงเทพมหานคร เมื่อเดือนเมษายน 2542 โดยเปิดให้บริการ ที่สาขามาบุญครองเป็นสาขาแรก ปัจจุบัน มีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 10 สาขา ภายใต้แบรนด์ SF Cinema City , SFX และ SF World Cinema มีจำนวนโรงภาพยนตร์ทั้งสิ้น 90 โรง
นอกจากผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้ง 2 รายที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีผู้ประกอบการรายย่อยในธุรกิจโรงภาพยนตร์อีกหลายราย เช่น กลุ่มเซนจูรี่ กลุ่มเมเจอร์ฮอลลีวู้ด และกลุ่ม UMG เป็นต้น ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันร้อยละ 3
ภาพรวมธุรกิจ.หนังฟอร์มใหญ่ผลักดันการขยายตัว
ธุรกิจโรงภาพยนตร์ในช่วงที่ผ่านมา ต้องเผชิญกับปัจจัยลบต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น นอกจากนั้นจากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดในพื้นที่หลายจุดของกรุงเทพมหานครในช่วงเทศกาลปีใหม่ รวมทั้งเหตุการณ์ ลอบวางระเบิดตู้โทรศัพท์บริเวณหน้าโรงภาพยนตร์เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ สาขารัชโยธิน เมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมาทำให้ผู้บริโภคเกิดความวิตกกังวลในเรื่องของความปลอดภัย โดยเลือกที่จะอยู่บ้านแทนการเดินทางออกมาทำกิจกรรมตามสถานที่ต่างๆนอกบ้าน ซึ่งรวมถึงการเดินทางมาชมภาพยนตร์ในโรง ภาพยนตร์ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจโรงภาพยนตร์ในเขตกรุงเทพมหานครที่ถือเป็นตลาดหลักของธุรกิจนี้
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจโรงภาพยนตร์ยังคงได้รับแรงหนุนจากกระแสความนิยมของผู้บริโภคที่มีต่อภาพยนตร์ที่เข้าฉาย โดยใน ปี 2550 คาดว่า จะมีจำนวนภาพยนตร์ที่เข้าฉายประมาณ 300 เรื่อง แบ่งเป็นภาพยนตร์จากต่างประเทศประมาณ 250 เรื่อง และภาพยนตร์ไทยอีกประมาณ 50 เรื่อง เป็นสัดส่วนร้อยละ 83 และร้อยละ 17 ของจำนวนภาพยนตร์ที่เข้าฉายทั้งหมด ตามลำดับ
สำหรับในช่วงครึ่งแรกของปี 2550 มีภาพยนตร์ที่เข้าฉายและสามารถทำรายได้สูงสุด ได้แก่ ภาพยนตร์ไทยฟอร์มใหญ่เรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 1 ตอนองค์ประกันหงสา และ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช 2 ตอนประกาศอิสรภาพ โดยทั้ง 2 เรื่องได้เข้าฉายในช่วงไตรมาสแรกและสามารถทำรายได้สูงถึง 270 ล้านบาท และ 280 ล้านบาทตามลำดับ ถือเป็นภาพยนตร์ไทยที่สามารถ ทำรายได้สูงสุด เป็นประวัติการณ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และยังเป็นการสร้างกระแสความนิยมภาพยนตร์ไทยในหมู่ผู้บริโภค เพราะนอกจากทั้ง 2 เรื่องที่กล่าวมาแล้วนั้น ยังมีภาพยนตร์ไทยแนวตลกอย่าง บอร์ดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม 2 เท่งโหน่งคนมาหาเฮีย และเมล์นรกหมวยยกล้อ ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคและสามารถทำรายได้ค่อนข้างดีเช่นกัน โดยแต่ละเรื่องสามารถสร้างรายได้มากกว่า 50 ล้านบาท
นอกจากนั้นในช่วงไตรมาส 2 ของปี ซึ่งถือเป็นช่วง High Season ของธุรกิจโรงภาพยนตร์ เนื่องจากเป็นช่วงที่มีจำนวนภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่จากต่างประเทศเข้าฉายค่อนข้างมาก โดยในไตรมาส 2 ของปี 2550 นี้ มีภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ที่เข้าฉาย ได้แก่ Spiderman 3, Pirate of The Caribbean 3 : At Worlds End, Fantastic Four 2 : Rise of the Silver Surfer ซึ่งต่างได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคและสามารถ ทำรายได้ค่อนข้างสูง โดยสามารถทำรายได้ประมาณ 190 130 และ 75 ล้านบาท ตามลำดับ เหล่านี้ ล้วนส่งผลให้ธุรกิจโรงภาพยนตร์ยังคงสามารถขยายตัวได้ต่อไป
การแข่งขัน.หลากกลยุทธ์ชิงส่วนแบ่งตลาด
สำหรับภาวะการแข่งขันในธุรกิจโรงภาพยนตร์ยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่ จะเป็นการแข่งขันของผู้ประกอบการรายใหญ่ 2 รายในตลาด ได้แก่ Major Cineplex และ SF Cinema โดยทั้ง 2 ราย ต่างได้มีการปรับปรุงและสร้างความแตกต่างในโรงภาพยนตร์ของตนให้มีความโดดเด่นเหนือกว่าของคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็น ทางด้านภาพลักษณ์ที่ดูหรูหราทันสมัยของสถานที่ทั้งภายในและภายนอกของโรงภาพยนตร์ และความทันสมัยของระบบเทคโนโลยีด้านภาพและเสียง ทั้งนี้ เพื่อเป็นจุดขายและดึงดูดผู้บริโภคให้เข้ามาชมภาพยนตร์ นอกจากนั้น ผู้ประกอบการยังมีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นทำเล ที่ตั้งสาขาให้อยู่ในแหล่งชุมชนใจกลางเมือง เป็นแหล่งรวมของย่านธุรกิจ สถานศึกษา และสถานบันเทิงต่างๆอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในเขตพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูงให้ได้มากที่สุด โดยในปัจจุบัน ผู้ประกอบการต่างหันมาเปิดสาขาในรูปแบบของสาขาใน ห้างสรรพสินค้าและสาขาในโมเดิร์นเทรด แทนการเปิดสาขาในรูปแบบ Stand Alone Complex
นอกจากนั้น ยังเริ่มหันมาขยายฐานลูกค้าในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้ประกอบการ ต่างเริ่มมีการเปิดสาขาในต่างจังหวัดกันมากขึ้น โดยเฉพาะตามหัวเมืองใหญ่และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ซึ่งถือเป็นตลาดที่ยังมีศักยภาพในการเติบโตค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ ค่อนข้างสูง ขณะที่ โรงภาพยนตร์ที่มีรูปแบบทันสมัยและมีมาตรฐานยังมีอยู่ไม่กี่แห่ง ส่งผลให้ความต้องการที่จะบริโภคความบันเทิงในรูปแบบนี้ยังคงมีอยู่สูง
ด้านการส่งเสริมการตลาด กลยุทธ์ด้านราคายังคงเป็นกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการใช้อยู่เสมอ ทั้งการจัดโปรโมชั่นลดราคาตั๋วชมภาพยนตร์ และการออกตั๋วชมภาพยนตร์ในรูปแบบ Package ราคาประหยัด ทั้งนี้ เพื่อการเพิ่มความถี่ในการเข้าชมภาพยนตร์ และเพิ่มรายได้ในช่วงที่มีคนเข้าชมภาพยนตร์น้อย เฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงวันธรรมดาและช่วงรอบดึก ที่มีอัตราการเข้าชมภาพยนตร์ค่อนข้างน้อย โดยอัตราการเข้าชมภาพยนตร์ของคนไทยนั้นส่วนใหญ่กระจุกอยู่ในช่วงวันหยุดค่อนข้างมาก ทั้งยังมีการอำนวยความสะดวกแก่ผู้บริโภคในการซื้อและจองตั๋วชมภาพยนตร์ โดยมีการพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายตั๋วชมภาพยนตร์ในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น อาทิเช่น การจำหน่ายตั๋วชมภาพยนตร์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่นอกจากนั้น ผู้ประกอบการในธุรกิจโรงภาพยนตร์ยังได้มีการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับผู้ประกอบการในธุรกิจอื่นที่มีกลุ่มเป้าหมายเดียวกันเพื่อทำกิจกรรมทางการตลาดร่วมกัน เพื่อที่ ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายให้เข้ามาใช้บริการในโรงภาพยนตร์ร่วมกับการซื้อสินค้าและบริการของคู่พันธมิตร โดยส่วนใหญ่จะเป็นจัดกิจกรรมทางการตลาดร่วมกับภาพยนตร์ที่เข้าฉายในขณะนั้น และนอกจากการ ส่งเสริมการตลาดในรูปแบบต่างๆแล้ว ผู้ประกอบการในธุรกิจโรงภาพยนตร์ยังมีการทำการตลาดแบบเจาะจงเฉพาะกลุ่มมากขึ้น เช่น กลุ่มนักเรียนและนักศึกษา รวมทั้งกลุ่มวัยช่วงเริ่มทำงาน ซึ่งถือเป็นกลุ่ม ผู้บริโภคที่นิยมเข้าชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ค่อนข้างมาก ทั้งนี้ เป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน เพื่อเพิ่มและรักษาส่วนแบ่งตลาดของตนไว้ ส่งผลให้การแข่งขันในธุรกิจโรงภาพยนตร์ยังคงมีความรุนแรงต่อไป
ปัจจัยลบบางประการ.... ส่งผลต่อการขยายตัว
ธุรกิจโรงภาพยนตร์ในปี 2550 ยังคงมีปัญหาและอุปสรรคบางประการ ซึ่งได้แก่
การเติบโตของธุรกิจ Home Entertainment
นอกจากการแข่งขันในธุรกิจโรงภาพยนตร์ด้วยกันเองแล้ว ผู้ประกอบการในธุรกิจโรงภาพยนตร์ ยังต้องแข่งขันกับสื่อบันเทิงในรูปแบบอื่นๆ เช่น วีซีดี ดีวีดี และเคเบิ้ลทีวี ทั้งแบบถูกต้องตามกฎหมายและ ผิดกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เริ่มหันมานิยมกิจกรรมความบันเทิงในบ้านมากขึ้น ประกอบกับแผ่นวีซีดีและแผ่นดีวีดีมีราคาลดลงอย่างมาก สามารถหาซื้อได้ ง่ายขึ้น ทั้งยังมีการออกวางจำหน่ายในเวลาที่ใกล้เคียงกับการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์มากขึ้น จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มเลือกที่จะรอชมภาพยนตร์จากการเช่าหรือซื้อในรูปแบบวีซีดีและแผ่นดีวีดีแทนการเข้าไปชมในโรงภาพยนตร์ นอกจากนั้น ยังมีการดาวน์โหลดภาพยนตร์ผ่านสื่ออินเทอร์เน็ตที่เริ่มเป็น ที่นิยมของผู้บริโภค เนื่องจากระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น ส่งผลให้สามารถดาวน์โหลดได้ในปริมาณมากๆ โดยใช้เวลาในการดาวน์โหลด น้อยลง เหล่านี้ ได้กลายเป็นคู่แข่งสำคัญในการดึงกลุ่มผู้บริโภคไปจากธุรกิจโรงภาพยนตร์
การพึ่งพาภาพยนตร์ที่เข้าฉาย
ผู้ประกอบการธุรกิจโรงภาพยนตร์จำเป็นต้องพึ่งพาภาพยนตร์ที่เข้าฉาย เนื่องจากเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญในการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจ โดยในปัจจุบัน รายได้จากส่วนแบ่งค่าบัตรเข้าชมภาพยนตร์มี สัดส่วนประมาณ 60% ของรายได้ทั้งหมดที่ธุรกิจโรงภาพยนตร์ได้รับ ส่วนรายได้ที่เหลืออีก 40% มาจากรายได้อื่นๆ เช่น ค่าโฆษณา รายได้จากการให้เช่าพื้นที่ รายได้จากธุรกิจโบว์ลิ่งและคาราโอเกะ เป็นต้น ทำให้รายได้ของธุรกิจโรงภาพยนตร์ขึ้นอยู่กับจำนวนและคุณภาพ รวมถึงกระแสความนิยมของ ภาพยนตร์ที่เข้าฉาย ดังนั้น หากจำนวนภาพยนตร์ที่เข้าฉายมีน้อย ไม่มีคุณภาพ และไม่ได้รับความนิยมจาก ผู้บริโภค ย่อมส่งผลกระทบต่อรายได้ของธุรกิจโรงภาพยนตร์
การเกิดอุปทานส่วนเกิน (Over Supply) ของโรงภาพยนตร์
การแข่งขันกันในการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องของผู้ประกอบการในธุรกิจโรงภาพยนตร์ แม้จะเป็นปัจจัยหนึ่งในการเพิ่มรายได้และเพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้กับผู้ประกอบการ แต่หากมีจำนวนโรงภาพยนตร์ มากเกินกว่าความต้องการ อาจก่อให้เกิดภาวะอุปทานส่วนเกิน หรือ Over Supply ของโรงภาพยนตร์ เฉพาะอย่างยิ่ง ในเขตพื้นที่ใจกลางเมืองและแหล่งชุมชนที่มีการกระจุกตัวของโรงภาพยนตร์ค่อนข้างสูง ส่งผลให้รายได้และ ผลตอบแทนจากการลงทุนในสาขาใหม่อาจไม่เป็นตามที่คาดการณ์ไว้
แนวโน้ม.ทิศทางยังขยายตัว
สำหรับธุรกิจโรงภาพยนตร์ ในปี 2550 คาดว่า จะมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 5,500 ล้านบาท หรือขยายตัวในอัตรา 10% จากปีก่อนหน้า จากกระแสความนิยมของผู้บริโภคที่ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง และเหตุการณ์ความไม่สงบต่างๆที่เกิดขึ้นภายในประเทศในช่วงครึ่งแรกของปี ส่งผลให้ผู้บริโภคเข้ามาใช้บริการในโรงภาพยนตร์น้อยลง แต่ผลกระทบดังกล่าว น่าจะเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆเท่านั้น ประกอบกับการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องของผู้ประกอบการธุรกิจโรงภาพยนตร์ ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ส่งผลให้มีฐานลูกค้าขยายตัวเพิ่มขึ้น เฉพาะ อย่างยิ่ง ในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งยังมีศักยภาพในการขยายตัวค่อนข้างสูง รวมทั้งการมี ภาพยนตร์หลายเรื่องที่เข้าฉายและสามารถทำรายได้ค่อนข้างสูงในช่วงครึ่งปีแรก และยังมีภาพยนตร์จากต่างประเทศที่น่าสนใจหลายเรื่องที่รอเข้าฉายในช่วงครึ่งหลังของปี ไม่ว่าจะเป็น Harry Potter and The Order of Phoenix, Ratatouille, The Simpson Movie, The Borne Utimatum ซึ่งในแต่ละเรื่อง คาดว่า จะสามารถสร้าง
รายได้ที่ค่อนข้างสูง รวมทั้งภาพยนตร์ไทยอย่าง ตั๊ดสู้ฟุด อีส้มสมหวัง คู่แรด ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่คาดว่าจะได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค และสร้างรายได้ที่ค่อนข้างดีเช่นกัน นอกจากนั้น ภาพยนตร์ ฟอร์มใหญ่เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคสุดท้าย ที่มีกำหนดจะเข้าฉายในช่วงเดือนธันวาคม ศกนี้ คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้สูงไม่แพ้ 2 ภาคแรก เหล่านี้ ล้วนเป็นปัจจัยเกื้อหนุนในการขยายตัวของธุรกิจโรงภาพยนตร์ และหากเทียบกับประเทศอื่นๆในแถบภูมิภาคเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง และ สิงคโปร์ แล้ว ธุรกิจโรงภาพยนตร์ของไทยยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก เนื่องจาก อัตราการเข้าชม ภาพยนตร์ของประชากรไทย (Admission per Capita) และราคาตั๋วเข้าชมภาพยนตร์ของไทย ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศเหล่านั้นมาก จึงทำให้ธุรกิจโรงภาพยนตร์ไทยนั้น ยังคงเติบโตต่อไปได้ แต่เป็นการเติบโตท่ามกลางภาวะการแข่งขันในธุรกิจที่ดำเนินไปอย่างรุนแรง
ที่มา : ฝ่ายวิจัยธนาคารนครหลวงไทย http://www.bangkokbiznews.com/2007/08/2 ... wsid=90249
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news29/08/07
โพสต์ที่ 34
สิ่งพิมพ์คึกคักรับเลือกตั้ง คาดเงินสะพัดกว่า 5 พันล้านบาท
--------------------------------------------------------------------------------
Posted on Wednesday, August 29, 2007
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล นายกสมาคมการพิมพ์ไทย ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Hard Topic ทาง Money Channel โดยเชื่อว่า การเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 พรรคการเมืองต่าง ๆ จะมีการแข่งขันการนำเสนอและประชาสัมพันธ์พรรคของตนเองอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่นั้น จะต้องเร่งประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เป็นที่รู้จักของประชาชนมากขึ้น ทำให้ธุรกิจสิ่งพิมพ์ได้รับประโยชน์จากการเลือกตั้งครั้งนี้
นายเกรียงไกรคาดว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคการเมืองต่าง ๆ จะใช้งบกับสื่อสิ่งพิมพ์ ยกเว้นหนังสือพิมพ์ มากกว่า 5 พันล้านบาท สูงกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่าน ๆ มาที่มีการใช้งบกับสื่อสิ่งพิมพ์ประมาณ 3 3.5 พันล้านบาท เนื่องจากแต่ละพรรคคาดหวังกับผลการเลือกตั้งครั้งนี้สูงมาก ส่วนการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549 ที่ผ่านมา เนื่องจากมีหลายพรรคที่ไม่ลงรับสมัคร ทำให้มีการใช้งบกับสื่อสิ่งพิมพ์ประมาณ 1 พันล้านบาท เท่านั้น
สาเหตุที่พรรคการเมืองนิยมใช้สื่อสิ่งพิมพ์ในการประชาสัมพันธ์ เพราะสามารถเก็บรายละเอียดของพรรค ผู้สมัคร และนโยบายของพรรคได้อย่างครบถ้วน ทำให้ประชาชนมีข้อมูลในการตัดสินใจ ส่วนสื่อประเภทอื่น เช่น วิทยุ โทรทัศน์ และอินเตอร์เน็ต จะให้รายละเอียดได้น้อยกว่า นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายของสื่อสิ่งพิมพ์ก็มีราคาถูกกว่าด้วย
นายเกรียงไกรบอกว่า ถึงแม้ปัจจุบันจะมี Agency คอยให้บริการเป็นจำนวนมาก แต่พรรคการเมืองส่วนใหญ่ก็ยังนิยมว่าจ้างโรงพิมพ์โดยตรงมากกว่า เพราะพรรคเหล่านี้จะมีโรงพิมพ์ที่ใช้บริการเป็นประจำ และค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าการจ้าง Agency ประมาณ 10%
ปัจจุบันอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์มีมูลค่ารวมกว่า 3 แสนล้านบาท ส่วนรายได้ปี 2550 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 10 12% หรือเพิ่มขึ้น 3 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 19.5 ล้านเล่ม นอกจากนี้ยังมีการเลือกตั้ง และการจัดพิมพ์การ์ดอวยพร โปสเตอร์ ปฏิทิน และไดอารี่ เพื่อแจกในช่วงเทศกาลปีใหม่
ส่วนการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศที่ลดลง ก็ไม่กระทบต่อธุรกิจบรรจุภัณฑ์มากนัก เพราะประเภทสินค้าที่ส่งออกน้อยลง เป็นสินค้าที่ไม่ต้องใช้บรรจุภัณฑ์ เช่น ข้าว และน้ำมัน ทั้งนี้ มูลค่าของสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ที่บรรจุสินค้าส่งออกคิดเป็น 3 4% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด
นายเกรียงไกรบอกว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ของภูมิภาคอาเซียนแล้ว โดยไตรมาสที่ 1/2550 มียอดการส่งออกสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ ทั้งหมด 23 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนไตรมาสที่ 2/2550 ยอดการส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 159 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากธุรกิจสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ของไทยได้รับการยอมรับด้านคุณภาพจากต่างชาติมากขึ้น
http://www.moneychannel.co.th/Menu6/Har ... fault.aspx
--------------------------------------------------------------------------------
Posted on Wednesday, August 29, 2007
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล นายกสมาคมการพิมพ์ไทย ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Hard Topic ทาง Money Channel โดยเชื่อว่า การเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 พรรคการเมืองต่าง ๆ จะมีการแข่งขันการนำเสนอและประชาสัมพันธ์พรรคของตนเองอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่นั้น จะต้องเร่งประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เป็นที่รู้จักของประชาชนมากขึ้น ทำให้ธุรกิจสิ่งพิมพ์ได้รับประโยชน์จากการเลือกตั้งครั้งนี้
นายเกรียงไกรคาดว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคการเมืองต่าง ๆ จะใช้งบกับสื่อสิ่งพิมพ์ ยกเว้นหนังสือพิมพ์ มากกว่า 5 พันล้านบาท สูงกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่าน ๆ มาที่มีการใช้งบกับสื่อสิ่งพิมพ์ประมาณ 3 3.5 พันล้านบาท เนื่องจากแต่ละพรรคคาดหวังกับผลการเลือกตั้งครั้งนี้สูงมาก ส่วนการเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน 2549 ที่ผ่านมา เนื่องจากมีหลายพรรคที่ไม่ลงรับสมัคร ทำให้มีการใช้งบกับสื่อสิ่งพิมพ์ประมาณ 1 พันล้านบาท เท่านั้น
สาเหตุที่พรรคการเมืองนิยมใช้สื่อสิ่งพิมพ์ในการประชาสัมพันธ์ เพราะสามารถเก็บรายละเอียดของพรรค ผู้สมัคร และนโยบายของพรรคได้อย่างครบถ้วน ทำให้ประชาชนมีข้อมูลในการตัดสินใจ ส่วนสื่อประเภทอื่น เช่น วิทยุ โทรทัศน์ และอินเตอร์เน็ต จะให้รายละเอียดได้น้อยกว่า นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายของสื่อสิ่งพิมพ์ก็มีราคาถูกกว่าด้วย
นายเกรียงไกรบอกว่า ถึงแม้ปัจจุบันจะมี Agency คอยให้บริการเป็นจำนวนมาก แต่พรรคการเมืองส่วนใหญ่ก็ยังนิยมว่าจ้างโรงพิมพ์โดยตรงมากกว่า เพราะพรรคเหล่านี้จะมีโรงพิมพ์ที่ใช้บริการเป็นประจำ และค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าการจ้าง Agency ประมาณ 10%
ปัจจุบันอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์มีมูลค่ารวมกว่า 3 แสนล้านบาท ส่วนรายได้ปี 2550 คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 10 12% หรือเพิ่มขึ้น 3 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 19.5 ล้านเล่ม นอกจากนี้ยังมีการเลือกตั้ง และการจัดพิมพ์การ์ดอวยพร โปสเตอร์ ปฏิทิน และไดอารี่ เพื่อแจกในช่วงเทศกาลปีใหม่
ส่วนการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศที่ลดลง ก็ไม่กระทบต่อธุรกิจบรรจุภัณฑ์มากนัก เพราะประเภทสินค้าที่ส่งออกน้อยลง เป็นสินค้าที่ไม่ต้องใช้บรรจุภัณฑ์ เช่น ข้าว และน้ำมัน ทั้งนี้ มูลค่าของสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ที่บรรจุสินค้าส่งออกคิดเป็น 3 4% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด
นายเกรียงไกรบอกว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ของภูมิภาคอาเซียนแล้ว โดยไตรมาสที่ 1/2550 มียอดการส่งออกสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ ทั้งหมด 23 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนไตรมาสที่ 2/2550 ยอดการส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 159 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากธุรกิจสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ของไทยได้รับการยอมรับด้านคุณภาพจากต่างชาติมากขึ้น
http://www.moneychannel.co.th/Menu6/Har ... fault.aspx
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news31/08/07
โพสต์ที่ 35
ทีวีช่องฮิตบันเทิงคับจอสาระตํ่า
โพสต์ทูเดย์ มีเดีย มอนิเตอร์ เผยผลวิจัยฟรีทีวีล่าสุด พบช่องยอดฮิตมีรายการเพื่อประโยชน์สาธารณะน้อย จี้รัฐบาลเร่งผลักดันทีวีสาธารณะ
นางเอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ผู้อำนวยการโครงการมีเดีย มอนิเตอร์ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ผลวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับรายการโทรทัศน์เพื่อประโยชน์สาธารณะในฟรีทีวีของประเทศไทย ระหว่างวันที่ 13-19 พ.ค. พบว่า สถานีโทรทัศน์ทั้ง 6 ช่อง มีเนื้อหารายการที่มองผู้ชมเป็น ผู้บริโภค หรือเน้นการขายเป็นหลัก เฉลี่ย 53.5% มองผู้ชมเป็นพลเมือง หรือคนดูทั่วไป 42.5%
ทั้งนี้ ช่อง 7 มองผู้ชมเป็นผู้บริโภคมากที่สุด 74.5% ส่วนช่องที่มองผู้ชมเป็นพลเมืองมากที่สุด คือช่อง 11 ในสัดส่วน 72.4%
สำหรับผลการวิเคราะห์คุณค่า 5 ด้าน ตามกรอบของบีบีซี ได้แก่ ด้านประชาธิปไตย, วัฒนธรรม, การศึกษา, สังคมและชุมชน และสังคมโลก รวมทั้งคุณลักษณะด้านเนื้อหาเพื่อประโยชน์สาธารณะ พบว่า ช่อง 7 ซึ่งมีสัดส่วนผู้ชมมากที่สุด 47.2% กลับมีสัดส่วนรายการเพื่อประโยชน์สาธารณะน้อยที่สุด คือ 16.5%
ช่อง 3 สัดส่วนผู้ชม 26.9% รายการเพื่อประโยชน์สาธารณะ 38.7% ทีไอทีวี สัดส่วนผู้ชม 9.9% รายการ เพื่อประโยชน์สาธารณะ 38.4% ช่อง 5 สัดส่วนผู้ชม 5.6% รายการเพื่อประโยชน์สาธารณะ 37.0% และช่อง 11 สัดส่วนผู้ชม 2.1% รายการเพื่อประโยชน์สาธารณะ 74.2%
ด้าน น.ส.วิลาสินี พิพิธกุล อาจารย์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผลวิจัยแสดง ให้เห็นว่าจำนวนรายการเพื่อประโยชน์สาธารณะมีสัดส่วนผกผันกับสถานีโทรทัศน์ที่มีคนดูจำนวนมาก เป็น สิ่งจำเป็นที่รัฐบาลต้องเร่งผลักดันเรื่อง ทีวีสาธารณะให้เกิดขึ้นโดยเร็ว
ดังนั้น รัฐต้องเร่งหาแรงจูงใจให้สถานีโทรทัศน์หันมาผลิตรายการเพื่อประโยชน์สาธารณะให้มากขึ้น เช่น สนับสนุนงบประมาณ การลดหย่อนภาษี หรือภาคเอกชนที่ให้ความสำคัญเรื่องซีเอสอาร์ จะต้องเข้ามาสนับสนุนเชิงธุรกิจให้รายการเหล่านี้อยู่ได้
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=188501
โพสต์ทูเดย์ มีเดีย มอนิเตอร์ เผยผลวิจัยฟรีทีวีล่าสุด พบช่องยอดฮิตมีรายการเพื่อประโยชน์สาธารณะน้อย จี้รัฐบาลเร่งผลักดันทีวีสาธารณะ
นางเอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ผู้อำนวยการโครงการมีเดีย มอนิเตอร์ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ผลวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับรายการโทรทัศน์เพื่อประโยชน์สาธารณะในฟรีทีวีของประเทศไทย ระหว่างวันที่ 13-19 พ.ค. พบว่า สถานีโทรทัศน์ทั้ง 6 ช่อง มีเนื้อหารายการที่มองผู้ชมเป็น ผู้บริโภค หรือเน้นการขายเป็นหลัก เฉลี่ย 53.5% มองผู้ชมเป็นพลเมือง หรือคนดูทั่วไป 42.5%
ทั้งนี้ ช่อง 7 มองผู้ชมเป็นผู้บริโภคมากที่สุด 74.5% ส่วนช่องที่มองผู้ชมเป็นพลเมืองมากที่สุด คือช่อง 11 ในสัดส่วน 72.4%
สำหรับผลการวิเคราะห์คุณค่า 5 ด้าน ตามกรอบของบีบีซี ได้แก่ ด้านประชาธิปไตย, วัฒนธรรม, การศึกษา, สังคมและชุมชน และสังคมโลก รวมทั้งคุณลักษณะด้านเนื้อหาเพื่อประโยชน์สาธารณะ พบว่า ช่อง 7 ซึ่งมีสัดส่วนผู้ชมมากที่สุด 47.2% กลับมีสัดส่วนรายการเพื่อประโยชน์สาธารณะน้อยที่สุด คือ 16.5%
ช่อง 3 สัดส่วนผู้ชม 26.9% รายการเพื่อประโยชน์สาธารณะ 38.7% ทีไอทีวี สัดส่วนผู้ชม 9.9% รายการ เพื่อประโยชน์สาธารณะ 38.4% ช่อง 5 สัดส่วนผู้ชม 5.6% รายการเพื่อประโยชน์สาธารณะ 37.0% และช่อง 11 สัดส่วนผู้ชม 2.1% รายการเพื่อประโยชน์สาธารณะ 74.2%
ด้าน น.ส.วิลาสินี พิพิธกุล อาจารย์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผลวิจัยแสดง ให้เห็นว่าจำนวนรายการเพื่อประโยชน์สาธารณะมีสัดส่วนผกผันกับสถานีโทรทัศน์ที่มีคนดูจำนวนมาก เป็น สิ่งจำเป็นที่รัฐบาลต้องเร่งผลักดันเรื่อง ทีวีสาธารณะให้เกิดขึ้นโดยเร็ว
ดังนั้น รัฐต้องเร่งหาแรงจูงใจให้สถานีโทรทัศน์หันมาผลิตรายการเพื่อประโยชน์สาธารณะให้มากขึ้น เช่น สนับสนุนงบประมาณ การลดหย่อนภาษี หรือภาคเอกชนที่ให้ความสำคัญเรื่องซีเอสอาร์ จะต้องเข้ามาสนับสนุนเชิงธุรกิจให้รายการเหล่านี้อยู่ได้
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=188501
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news05/09/07
โพสต์ที่ 36
เอเยนซีฟันธงบรอดแบนด์ บูมโฆษณาออนไลน์เท่าตัว
โพสต์ทูเดย์ บรอดแบนด์ ดันโฆษณาออนไลน์โตเท่าตัว ชี้ปีนี้ทะลุ 800 ล้าน มายด์แชร์ สบช่องบุก คาดปี 50 ขยายตัว 280%
นายศิวัตร เชาวรียวงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มอินเตอร์แอคชั่น กล่าวว่า จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในประเทศไทย เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จาก 1 แสนครัวเรือนเป็น 5 แสนครัวเรือน ในปัจจุบัน หากนับจำนวนผู้ใช้งานตามออฟฟิศ คาดว่าจำนวนผู้ใช้จะถึง 1 ล้านคน ถือว่าขยายตัวสูงสุดในภูมิภาคเอเชีย
ปัจจัยดังกล่าวทำให้การใช้เงินโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น 100% จาก 400 ล้านบาทปีก่อน เป็น 800 ล้านบาทปีนี้ และแนวโน้มเพิ่มเท่าตัว เพราะอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทำให้สื่อมีความสามารถเพิ่มขึ้น เกิดการผสานระหว่างสื่อเก่าโทรทัศน์ วิทยุ กับเน็ต ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในไทยเพิ่มขึ้นไม่เกิน 10% แต่จากการเปลี่ยนแปลงจากระบบโมเด็มแบบเดิมเป็นไฮ-สปีด ทำให้ความสามารถของสื่อมีมากขึ้น เกิดการผสมผสานของสื่อ เช่น ทีวีบนอินเทอร์เน็ต หรือวิทยุบนเน็ต ทำให้สื่อได้รับความสนใจจากผู้บริโภคมากขึ้น นายศิวัตร กล่าว
น.ส.กรณิการ์ กลีบแก้ว ผู้จัดการฝ่ายอินเตอร์แอคชัน บริษัท มายด์แชร์ กล่าวว่า หน่วยธุรกิจมายด์แชร์อินเตอร์แอคชันปีนี้ คาดจะโต 280% จากปีก่อน และโตหลัก 100% ปีต่อไป แนวโน้มตลาดโลกให้ความสำคัญกับสื่อดิจิตอลมากขึ้น เนื่องจากเห็นว่าเป็นสื่อที่วัดผลได้จริง สำหรับลูกค้าในไทย โดยเฉพาะแบรนด์ข้ามชาติส่วนใหญ่จะเลือกสื่อดิจิตอลอยู่ในแผนการใช้งบโฆษณา
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=189490
โพสต์ทูเดย์ บรอดแบนด์ ดันโฆษณาออนไลน์โตเท่าตัว ชี้ปีนี้ทะลุ 800 ล้าน มายด์แชร์ สบช่องบุก คาดปี 50 ขยายตัว 280%
นายศิวัตร เชาวรียวงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มอินเตอร์แอคชั่น กล่าวว่า จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในประเทศไทย เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จาก 1 แสนครัวเรือนเป็น 5 แสนครัวเรือน ในปัจจุบัน หากนับจำนวนผู้ใช้งานตามออฟฟิศ คาดว่าจำนวนผู้ใช้จะถึง 1 ล้านคน ถือว่าขยายตัวสูงสุดในภูมิภาคเอเชีย
ปัจจัยดังกล่าวทำให้การใช้เงินโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น 100% จาก 400 ล้านบาทปีก่อน เป็น 800 ล้านบาทปีนี้ และแนวโน้มเพิ่มเท่าตัว เพราะอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงทำให้สื่อมีความสามารถเพิ่มขึ้น เกิดการผสานระหว่างสื่อเก่าโทรทัศน์ วิทยุ กับเน็ต ผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในไทยเพิ่มขึ้นไม่เกิน 10% แต่จากการเปลี่ยนแปลงจากระบบโมเด็มแบบเดิมเป็นไฮ-สปีด ทำให้ความสามารถของสื่อมีมากขึ้น เกิดการผสมผสานของสื่อ เช่น ทีวีบนอินเทอร์เน็ต หรือวิทยุบนเน็ต ทำให้สื่อได้รับความสนใจจากผู้บริโภคมากขึ้น นายศิวัตร กล่าว
น.ส.กรณิการ์ กลีบแก้ว ผู้จัดการฝ่ายอินเตอร์แอคชัน บริษัท มายด์แชร์ กล่าวว่า หน่วยธุรกิจมายด์แชร์อินเตอร์แอคชันปีนี้ คาดจะโต 280% จากปีก่อน และโตหลัก 100% ปีต่อไป แนวโน้มตลาดโลกให้ความสำคัญกับสื่อดิจิตอลมากขึ้น เนื่องจากเห็นว่าเป็นสื่อที่วัดผลได้จริง สำหรับลูกค้าในไทย โดยเฉพาะแบรนด์ข้ามชาติส่วนใหญ่จะเลือกสื่อดิจิตอลอยู่ในแผนการใช้งบโฆษณา
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=189490
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news06/09/07
โพสต์ที่ 37
วัดฝีมือ "กู๋ - เฮีย"บนเวทีบันเทิงไทย โชว์ผลงาน แกรมมี่ - อาร์เอส หลังปฏิวัติองค์กร
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 1 กันยายน 2550 16:21 น.
ผู้จัดการรายสัปดาห์ - * จับความเคลื่อนไหวคู่แข่งตลอดกาลในวงการบันเทิงไทย "แกรมมี่ - อาร์เอส"
* ผ่านยกที่ 1 ครึ่งปีแรกภายใต้การจัดทัพธุรกิจใหม่ของทั้งสององค์กร หลังผ่านวิกฤตวงการเพลง
* "อากู๋" ยิ้มรื่น กอดธุรกิจเพลงฝ่าวิกฤติสำเร็จ มั่นใจ ยักษ์ใหญ่แกรมมี่ กำลังกลับมา
* "เฮียฮ้อ" เหงื่อหยด "เอนเตอร์เทนเมนต์ เน็ตเวิร์ค" ไม่เวิร์คดังใจ ส่งผลรายได้หด กำไรหาย
เผยผลงานครึ่งปี 2 ค่ายบันเทิงยักษ์ใหญ่เมืองไทย หลังปฏิวัติองค์กร จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ซึ่งยืนยันทำธุรกิจค่ายเพลงต่อไป ปรับทัพสินค้าเจาะหาลูกค้าในยุคดิจิตอล กับ อาร์เอส เจ้าตลาดเพลงวัยรุ่นที่วันนี้หนีสู่ธุรกิจบันเทิงวงกว้าง จับคอนเทนต์บันเทิงทุกรูปแบบ ฝั่งหนึ่งธุรกิจติดปีกวิ่งฉิว แต่อีกฝั่งกลับล้มลุกคลุกคลาน
แกรมมี่ติดเครื่องสู่ยุครุ่งเรือง
จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เปิดเผยผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกอย่างสวยหรู เป็นไปดังที่ "อากู๋" ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด(มหาชน) เคยประกาศความมั่นใจไว้เมื่อครั้งมีโอกาสต้อนรับกองทัพสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกเมื่อต้นปี ในการแถลงข่าวทิศทางของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ยืนยันนำธุรกิจเพลงเข้าสู่ยุคดิจิตอล ไม่สนใจไปหาธุรกิจอื่น ๆ เหมือนดังเช่นค่ายเพลงคู่แข่ง
ครั้งนั้น อากู๋ ประกาศว่า ภาพของแกรมมี่ในยุครุ่งเรืองที่เคยเห็นกันครั้งสุดท้ายเมื่อ 4 ปีก่อน กำลังจะกลับมาให้เห็นอีกครั้ง
แกรมมี่ เปิดตัวในปีนี้อย่างสดใส รายได้ในไตรมาสแรกมากกว่า 1,600 ล้านบาท อาจไม่ใช่ตัวเลขที่น่าแปลกใจอะไร แต่ส่วนของกำไร 41.3 ล้านบาทนั้น เป็นกำไรที่สูงเกือบ 100 เท่าตัว จากที่เคยทำได้เพียง 5 แสนบาทในปี 2549 สร้างความมั่นใจ
ขณะที่ผลงานในไตรมาสที่ 2 กองทัพบันเทิงจากฝั่งอโศก ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตให้กับองค์กรอย่างต่อเนื่อง รายได้ที่เกิดจากการปรับจูนแนวทางการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับสภาพตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างลงตัว ขยับสูงขึ้นไปถึงหลัก 1,700 ล้านบาท ส่วนตัวเลขกำไรเพิ่มขึ้นมากถึงกว่า 136 ล้านบาท สูงกว่ากำไรในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2549 ถึง 39% สอดคล้องกับแนวทางองค์กรยุคใหม่ที่มุ่งแสวงหากำไรสูงสุด มากกว่าตัวเลขรายได้สูงเด่นแต่แฝงไปด้วยรายจ่ายมหาศาล จนอากู๋ถึงกับเอ่ยปากขอบคุณพระเจ้า ที่ได้กลับมาเห็นช่วงเวลาอันมั่งคั่งขององค์กรที่ตนเองสร้างมากับมือ ในเวลานี้
และเมื่อดูผลการดำเนินงาน 6 เดือน จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และบริษัทในเครือ สามารถทำรายได้มากกว่า 3,400 ล้านบาท และมีกำไรสูงถึง 178 ล้านบาท เติบโตกว่ากำไรของครึ่งปีแรกของปี 2549 ถึง 81% รายได้ทั้งหมดของจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ ประกอบมาจากธุรกิจเพลง และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับเพลง ทั้งการจำหน่ายสินค้าเพลง การจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ การจัดคอนเสิร์ต การบริหารศิลปินและธุรกิจดิจิตอล ที่สามารถทำรายได้สูงกว่าปีก่อนถึง 10% คอนเทนต์ของเพลงได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจการจำหน่ายสินค้า เพลง การจัดคอนเสิร์ต และดิจิตอลดาวน์โหลดดีขึ้นตามทั้งหมด
รายได้จากธุรกิจโทรทัศน์ ที่สูงกว่าครึ่งปีแรกของปีก่อน 26% เป็นอีกปัจจัยสำคัญ การปรับผังและรูปแบบรายการให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น รวมถึงมีการเพิ่มรายการประเภทวัยรุ่นอีกหลายรายการ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี ด้านรายได้จากธุรกิจภาพยนตร์ สามารถสร้างรายได้สูงกว่าครึ่งปีแรกของปีก่อน ถึง 49% มีผลจากภาพยนตร์ที่ออกฉายจำนวน 2 เรื่อง คือ "365 วัน ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์" (Final Score) และ"แฝด" (Alone) ประสบความสำเร็จทางด้านการขายตั๋วค่อนข้างน่าพอใจ โดยเฉพาะภาพยนตร์เรื่อง "แฝด" ที่ได้รับการตอบรับจากต่างประเทศเป็นอย่างดี ทำให้สามารถขายให้กับสายหนังต่างประเทศได้
ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ยอมรับว่า ช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของแกรมมี่ ลำพังธุรกิจเพลงที่ประสบปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างรุนแรงก็ทำเอาบริษัทแทบย่ำแย่อยู่แล้ว เมื่อมาพัวพันเข้ากับปัญหาทางการเมือง ก็ยิ่งลำบากหนักขึ้นอีก แต่ด้วยแนวคิด Customer Centric ที่แบ่งลูกค้าออกเป็นกลุ่มตามไลฟ์สไตล์ สร้างรูปแบบการตลาดเฉพาะตัวตั้งแต่เด็ก 9 ขวบ ไปจนถึงคนในรุ่น 40-60 ปี ทำให้คอนเทนต์ดนตรีของแกรมมี่ต้องเพิ่มรูปแบบการนำเสนอจากที่เคยอยู่ในตลับเทป แผ่นซีดี ดีวีดี ปรับเพิ่มช่องทางสู่ดิจิตอล คอนเทนต์ กระจายสู่เทคโนโลยีใหม่ ๆ โทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต เอ็มพี 3
จากบริษัทที่เกือบจะพ่ายแพ้ให้กับเทคโนโลยี วันนี้ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ กลับเดินคู่ไปกับเทคโนโลยีอย่างกลมกลืน สร้างความสำเร็จให้กับค่ายเพลงอันดับ 1 ของประเทศได้กลับมาอีกครั้ง
"ผมไม่รู้จะขอบคุณพระเจ้าอย่างไรดี ที่โลกนี้ได้พยายามดีไซน์สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น เทคโนโลยีใหม่ ๆ โมบายโฟน, โมบายคอนเทนต์, มิวสิค อิน อินเทอร์เนต, แซทเทลไลท์ ล้วนแต่เป็นพาหนะที่นำพาสินค้าเราไปได้ทั่วโลก ต่อจากนี้เทคโนโลยีคงจะเจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ กฎหมายในด้านสื่อก็มีแนวโน้มเปิดกว้างอย่างอิสระ บรอดแบนด์ขยายตัวอย่างมากมาย ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของโอกาสที่เราจะขยายธุรกิจในเชิงดิจิตอลออกไปได้อีกในอนาคต" ไพบูลย์กล่าว
หืดจับอาณาจักรอาร์เอส
อีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ในวงการบันเทิง ค่ายเพลงที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ อดีตอาร์เอสโปรโมชั่น ซึ่งช่วงขวบปีที่ผ่านมามีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ปรับชื่อองค์กรเหลือเพียง อาร์เอส พร้อมประกาศทิ้งภาพค่ายเพลงไว้เบื้องหลัง หันไปหาธุรกิจใหม่ ๆ ที่กว้างใหญ่กว่าเดิม Entertainment Network ผู้ให้บริการด้านคอนเทนต์บันเทิงครบวงจร พ่วงด้วยคอนเทนต์กีฬา มุ่งหวังเป้าหมายรายได้ 3,500 ล้านบาท
"เฮียฮ้อ" สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ กรรมการผู้อำนวยการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส จำกัด(มหาชน) เคยกล่าวว่า การเป็นผู้ให้บริการด้านคอนเทนต์บันเทิง ถือเป็นรูปแบบธุรกิจแนวใหม่ที่จะให้ผลตอบแทนในรูปแบบกำไรได้ดีกว่าการทำธุรกิจค่ายเพลงเหมือนก่อน ไม่ต้องใช้บุคลากรมากมาย ไม่ต้องมีโรงงาน ไม่ต้องสต็อกวัตถุดิบ หรือมีสินค้าคงคลังไว้ให้เป็นภาระ แต่ดูเหมือนอาร์เอสจะปฏิวัติองค์กรได้ไม่ถูกเวลานัก
ผลการดำเนินงานของอาร์เอส ในรอบครึ่งปีแรกกลับไม่สวยหรูดังที่เฮียฮ้อ ตั้งความหวังไว้ รายได้ในไตรมาสแรกของปี ทำได้เพียง 580 ล้านบาท ลดต่ำกว่าปี 2549 ถึง 20 ล้านบาท แต่ตัวเลขกำไรก็สามารถสะท้อนทิศทางที่ถูกต้องของการทำธุรกิจได้ดี เมื่อรายได้ที่น้อยกว่านี้ กลับทำกำไรได้สูงกว่า ช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน อาร์เอส ที่ยังมีธุรกิจเพลงเป็นแกนหลัก มีกำไรเพียง 7.8 ล้านบาท มาถึงปีนี้รายได้ที่น้อยกว่า กลับสามารถทำกำไรได้มากถึงเกือบ 9 ล้านบาท
เมื่อก้าวถึงไตรมาสที่ 2 แม้อาร์เอสจะสร้างรายได้จะเพิ่มสูงขึ้นถึงหลัก 620 ล้านบาท แต่เมื่อดูถึงตัวเลขกำไร กลับพบสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง รายได้ที่สูงขึ้นกว่าไตรมาสแรก แต่กำไรลดต่ำลงเหลือเพียง 4.2 ล้านบาท และที่น่าสนใจที่สุดเห็นจะเป็นการเปรียบเทียบกำไรกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ไตรมาส 2 ของปี 2549 มีกำไรมากถึง 35 ล้านบาท เท่ากับอาร์เอสบนเส้นทางใหม่ ทำกำไรหล่นหายไปจากเส้นทางเดิม ถึง 31 ล้านบาท
รายได้ครึ่งทางของปี1,201 ล้านบาท จึงถือเป็นภาระอันหนักอึ้งของทัพบันเทิงจากลาดพร้าว ในการก้าวสู่เป้าหมาย 3,500 ล้านบาทที่วางไว้ และเมื่อมองถึงเงินกำไรที่จะกลับมาสร้างการเติบโตให้กับองค์กร เพียง 13 ล้านบาท ยิ่งน่าสงสัยว่า ทิศทางที่เฮียฮ้อ พาอาร์เอส ก้าวมานี้ ถูกต้องแล้วหรือ
อาร์เอสแจงเหตุผลความถดถอยด้านรายได้ว่า ประเด็นหลักมาจากการลดลงของรายได้จากธุรกิจสื่อที่สูงถึง 121 ล้านบาท หลงเหลือกลับมาเพียง 172 ล้านบาท หายไป 61% เนื่องจากการลดเวลาการออกอากาศในสื่อโทรทัศน์ ด้านสื่อวิทยุที่มีการลดจำนวนคลื่นลงก็ทำให้รายได้ลดลงถึง 24.5% ขณะที่รายได้จากธุรกิจเพลงที่เคยหล่อเลี้ยงองค์กรมาตลอด 25 ปี ก็หนีไม่พ้นสภาพตกต่ำในวันนี้ รายได้ 130 ล้านบาท ดิ่งลง 24.5% คิดเป็นเงิน 51 ล้านบาท มากกว่ากำไรที่ทำได้ถึงเกือบ 5 เท่า เหตุผลมาจากความตั้งใจที่จะควบคุมปริมาณสินค้าที่วางขายให้เหมาะสมกับสภาวะตลาดในปัจจุบัน โดยมีการลดจำนวนอัลบั้มลง
อาร์เอสก็ยังมีธุรกิจที่พอมองเห็นอนาคตได้ ในส่วนของธุรกิจภาพยนตร์ที่ผลงานถูกใจตลาดหลายเรื่องวางออกฉาย สร้างรายได้ถึง 140.45 ล้านบาท เติบโตขึ้น 36.5% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยแผนการผลิตภาพยนตร์ของอาร์เอสจะเน้นการหาพันธมิตร เจ้าของสินค้าต่าง ๆ เข้ามาสนับสนุนการสร้าง เป็นการลดความเสี่ยงจากการขาดทุนเมื่อภาพยนตร์ออกฉาย เพราะงบประมาณที่พันธมิตรให้การสนับสนุนจะคุ้มทุนในการสร้าง กำไรจึงเริ่มตั้งแต่ตั๋วเข้าชมใบแรกที่ขายได้
"ครึ่งปีหลังเราคาดหวังว่าจะสามารถทำได้ตามเป้าหมาย ซึ่งทุกคนก็ทำงานกันอย่างเต็มที่ เพราะ 2 ปีที่ผ่านมาทำให้เราเจียมตัวว่า ต้องมุ่งมั่นให้มากกว่าเดิม สถานการณ์วันนี้เข้มข้นขึ้น แต่แกรมมี่โชคดีที่สามารถผ่านการพิสูจน์ตัวเลขของครึ่งปีแรกในปีนี้ ทำได้เกือบเท่ากับเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เรายังมีอีกครึ่งปีที่เราจะสร้างธุรกิจต่อไปเพื่อตอบคำถามว่า แกรมมี่กลับมาหรือยัง" อากู๋ ประกาศความท้าทาย
ไพบูลย์กล่าวว่า กลยุทธใหม่ ๆ ที่แกรมมี่จะนำมาใช้มากขึ้น คือการเลิกทำธุรกิจในลักษณะเหวี่ยงแหหวังตลาดวงกว้าง หากแต่เวลานี้ตลาดส่วนใหญ่เริ่มมีกลุ่มเฉพาะเจาะจง ดังนั้นจึงจะเลือกใช้แนวทางเจาะกลุ่มเฉพาะในการโปรโมทผลงานแต่ละอัลบั้ม แต่ตั้งใจที่จะขายให้กับคนทั่วโลกด้วยสื่อแนวใหม่อย่างอินเทอร์เนตที่มีศักยภาพในการเข้าถึง แต่ใช้งบประมาณน้อยมาก
"เวลานี้เราคิดว่ายากที่จะมีคนตามทันเรา เรามีทั้งประสบการณ์ มีตำนานในคลังเพลงของเราที่จะหยิบขึ้นมารำลึกได้ มีเพลงเป็นหมื่นเพลง คอนเสิร์ต มิวสิควิดีโอ ละคร รายการโทรทัศน์ที่สามารถเก็บกลับมาใช้ได้ มีอยู่ในห้องสมุดเป็นแสน ๆ คอนเทนต์ ที่มีเสน่ห์ในการนำออกมาใช้ได้เสมอ"
ไพบูลย์ตั้งเป้าหมายว่า ก้าวเดินต่อไปของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จะไปสู่การบริหาร Talent Management ที่ตนพยายามเรียนรู้จากค่ายเพลงในเกาหลี หรือญี่ปุ่น ซึ่งเป็นต้นแบบในงานด้านนี้ สร้างศิลปินออกเปิดตลาดได้ทั่วโลก หากแกรมมี่เดินตามแนวทางนี้ได้ คงต้องมีการลงทุนครั้งใหญ่เพื่อสร้างงานคุณภาพระดับสากลให้ได้
สุดท้าย "อากู๋" ยืนยันว่า วันนี้แกรมมี่จะไม่สร้างองค์กรสะเปะสะปะ แต่จะสร้างแพลตฟอร์มธุรกิจที่สามารถสร้างความต่อเนื่องให้กับจิ๊กซอว์องค์กรแกรมมี่ที่ถึงปีที่ 25 แล้วก็ยังต่อไม่เสร็จเสียที
มือใหม่ อาร์เอส พิสูจน์ฝีมือครึ่งปีหลัง
โอกาสที่อาร์เอสจะเปิดตัวแนวคิดใหม่ในการบริหารธุรกิจ Entertainment Network ในปีแรกด้วยบิลลิ่งสิ้นปี 3,500 ล้านบาท พร้อมตัวเลขกำไรงาม ๆ ก็คงจะทำได้ไม่ง่ายนัก เมื่อธุรกิจใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดธุรกิจใหม่อย่าง โชว์บิซ ดูจะไม่สวยหรูเหมือนการแสดงบนเวทีนัก อาร์เอส ไอดรีม ที่ได้มือดีในวงการโชว์ บุญเพิ่ม อินทนปสาธน์ มานำทัพ เฮียฮ้อ หวังสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับอาณาจักรอาร์เอส ด้วยการรับบทบาทโปรโมเตอร์จัดการแสดงระดับโลกในทุกรูปแบบ ตั้งแต่คอนเสิร์ตจากศิลปินระดับโลก ทั้งแจ๊สเฟสติวัล กลางสนามหน้าโรงเรียนวชิราวุธ ศิลปินชั้นนำ คริสติน่า อากีเลร่า หรือซีลีน ดิออน การแสดงชุดตระการตา พลุชิงแชมป์โลก หรือมวยปล้ำชิงแชมป์โลก อีเวนต์ยิ่งใหญ่ All Star Hero ทุกรายการต่างประสบปัญหาที่ไม่สามารถสร้างรายได้คืนมาแตกต่างกัน ตั้งแต่ล้มเลิกการจัดแสดง ไม่ได้รับความสนใจจากผู้ชมเท่าที่ควร จนถึงใช้การลงทุนสูงลิ่วมองหากำไรคืนมาไม่ได้
และที่สุรชัยทำใจรับการขาดทุนเรียบร้อยแล้ว คือการเข้าไปร่วมโครงการสร้างภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ ชุด โปรเจ็กอุลตร้าแมน กับกลุ่มซึบูราญ่า ไชโย ของสมโภชน์ แสงเดือนฉาย ที่ถูกฟ้องร้องการละเมิดสิทธิ์การผลิตผลงานอุลตร้าแมนซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของซึบูราญ่า ประเทศญี่ปุ่น ผลการตัดสินคดีออกว่า ซึบูราญ่า ไชโย มีความผิดในข้อหาละเมิดสิทธิ์จริง โครงการโปรเจ็กอุลตร้าแมนที่มีการลงทุนไปถึง 10.5 ล้านบาท เดินทางไปถ่ายทำถึงประเทศจีน ขายสิทธิ์การฉายให้กับช่อง 7 สีเรียบร้อย แต่ก็ไม่สามารถนำออกอากาศได้
ส่วนลิขสิทธิ์กีฬาที่บริษัทในเครืออาร์เอสบีเอส คว้าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดฟุตบอลระดับโลกหลายรายการมาไว้ในมือ คงมีเพียงรายการฟุตบอลโลก และฟุตบอลยูโรเท่านั้น ที่สามารถสร้างมูลค่าการตลาดเป็นรายได้กลับคืนมาได้ และสุรชัยเองก็ตั้งเป้าที่จะบูมทัวนาเมนต์กีฬารายการใหญ่ ๆ เหล่านี้ตั้งแต่ปีแรกที่ได้ลิขสิทธิ์ แต่ผ่านไปครึ่งปีก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ ของการแข่งขันฟุตบอล 2 รายการใหญ่นี้
เหลือเพียงธุรกิจภาพยนตร์เพียงหนึ่งเดียวที่ เฮียฮ้อ ตั้งความหวังว่าจะเป็นตัวเชิดหน้าชูตาให้กับองค์กร ภาพยนตร์ 3 เรื่อง ที่มีทั้งแนวระทึกขวัญที่ถูกใจตลาด "บ้านผีสิง" หนังจากกลุ่มดนตรีโปงลางสะออน ในชื่อ "โปงลางสะดิ้ง" และงานมาสเตอร์พีชค้างปี ที่นำแสดงโดยศรราม เทพพิทักษ์ "แรกบิน" จะเป็นตัวสร้างกำไรให้กับอาร์เอสได้ในปีนี้ได้
ซึ่งก็คงเป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมนักของการปฏิวัติองค์กรของอาร์เอส จากธุรกิจเสียงเพลงที่ตนเองมีความคุ้นเคย มาสู่ธุรกิจบันเทิงที่เน้นไปที่การแสดง ชนโครมเข้ากับสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซา สภาพการเมืองที่สับสน และสภาพบ้านเมืองที่วุ่นวาย
วัดฝีมือยกแรก "เฮียฮ้อ" เดินอ่อนแรงกลับเข้ามุม ซึ่งคงต้องกลับมาปรับแผนเพื่อรอยกต่อไป ขืนลุยต่อไปในสภาพเช่นนี้มีคงไม่ใช่สิงห์อโศกที่ไปไกลเกินจะกลับมาขย้ำ หากแต่สภาพตลาด สภาพการเมือง สภาพเศรษฐกิจที่อยู่รอบข้างต่างหากที่จะปัจจัยน็อคเสือลาดพร้าว อาร์เอส ให้อยู่ในสภาวะยากลำบากยิ่งขึ้น
http://www.manager.co.th/Business/ViewN ... 0000103144
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 1 กันยายน 2550 16:21 น.
ผู้จัดการรายสัปดาห์ - * จับความเคลื่อนไหวคู่แข่งตลอดกาลในวงการบันเทิงไทย "แกรมมี่ - อาร์เอส"
* ผ่านยกที่ 1 ครึ่งปีแรกภายใต้การจัดทัพธุรกิจใหม่ของทั้งสององค์กร หลังผ่านวิกฤตวงการเพลง
* "อากู๋" ยิ้มรื่น กอดธุรกิจเพลงฝ่าวิกฤติสำเร็จ มั่นใจ ยักษ์ใหญ่แกรมมี่ กำลังกลับมา
* "เฮียฮ้อ" เหงื่อหยด "เอนเตอร์เทนเมนต์ เน็ตเวิร์ค" ไม่เวิร์คดังใจ ส่งผลรายได้หด กำไรหาย
เผยผลงานครึ่งปี 2 ค่ายบันเทิงยักษ์ใหญ่เมืองไทย หลังปฏิวัติองค์กร จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ซึ่งยืนยันทำธุรกิจค่ายเพลงต่อไป ปรับทัพสินค้าเจาะหาลูกค้าในยุคดิจิตอล กับ อาร์เอส เจ้าตลาดเพลงวัยรุ่นที่วันนี้หนีสู่ธุรกิจบันเทิงวงกว้าง จับคอนเทนต์บันเทิงทุกรูปแบบ ฝั่งหนึ่งธุรกิจติดปีกวิ่งฉิว แต่อีกฝั่งกลับล้มลุกคลุกคลาน
แกรมมี่ติดเครื่องสู่ยุครุ่งเรือง
จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เปิดเผยผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกอย่างสวยหรู เป็นไปดังที่ "อากู๋" ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด(มหาชน) เคยประกาศความมั่นใจไว้เมื่อครั้งมีโอกาสต้อนรับกองทัพสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกเมื่อต้นปี ในการแถลงข่าวทิศทางของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ยืนยันนำธุรกิจเพลงเข้าสู่ยุคดิจิตอล ไม่สนใจไปหาธุรกิจอื่น ๆ เหมือนดังเช่นค่ายเพลงคู่แข่ง
ครั้งนั้น อากู๋ ประกาศว่า ภาพของแกรมมี่ในยุครุ่งเรืองที่เคยเห็นกันครั้งสุดท้ายเมื่อ 4 ปีก่อน กำลังจะกลับมาให้เห็นอีกครั้ง
แกรมมี่ เปิดตัวในปีนี้อย่างสดใส รายได้ในไตรมาสแรกมากกว่า 1,600 ล้านบาท อาจไม่ใช่ตัวเลขที่น่าแปลกใจอะไร แต่ส่วนของกำไร 41.3 ล้านบาทนั้น เป็นกำไรที่สูงเกือบ 100 เท่าตัว จากที่เคยทำได้เพียง 5 แสนบาทในปี 2549 สร้างความมั่นใจ
ขณะที่ผลงานในไตรมาสที่ 2 กองทัพบันเทิงจากฝั่งอโศก ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตให้กับองค์กรอย่างต่อเนื่อง รายได้ที่เกิดจากการปรับจูนแนวทางการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับสภาพตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างลงตัว ขยับสูงขึ้นไปถึงหลัก 1,700 ล้านบาท ส่วนตัวเลขกำไรเพิ่มขึ้นมากถึงกว่า 136 ล้านบาท สูงกว่ากำไรในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2549 ถึง 39% สอดคล้องกับแนวทางองค์กรยุคใหม่ที่มุ่งแสวงหากำไรสูงสุด มากกว่าตัวเลขรายได้สูงเด่นแต่แฝงไปด้วยรายจ่ายมหาศาล จนอากู๋ถึงกับเอ่ยปากขอบคุณพระเจ้า ที่ได้กลับมาเห็นช่วงเวลาอันมั่งคั่งขององค์กรที่ตนเองสร้างมากับมือ ในเวลานี้
และเมื่อดูผลการดำเนินงาน 6 เดือน จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และบริษัทในเครือ สามารถทำรายได้มากกว่า 3,400 ล้านบาท และมีกำไรสูงถึง 178 ล้านบาท เติบโตกว่ากำไรของครึ่งปีแรกของปี 2549 ถึง 81% รายได้ทั้งหมดของจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ ประกอบมาจากธุรกิจเพลง และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับเพลง ทั้งการจำหน่ายสินค้าเพลง การจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์ การจัดคอนเสิร์ต การบริหารศิลปินและธุรกิจดิจิตอล ที่สามารถทำรายได้สูงกว่าปีก่อนถึง 10% คอนเทนต์ของเพลงได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจการจำหน่ายสินค้า เพลง การจัดคอนเสิร์ต และดิจิตอลดาวน์โหลดดีขึ้นตามทั้งหมด
รายได้จากธุรกิจโทรทัศน์ ที่สูงกว่าครึ่งปีแรกของปีก่อน 26% เป็นอีกปัจจัยสำคัญ การปรับผังและรูปแบบรายการให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น รวมถึงมีการเพิ่มรายการประเภทวัยรุ่นอีกหลายรายการ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี ด้านรายได้จากธุรกิจภาพยนตร์ สามารถสร้างรายได้สูงกว่าครึ่งปีแรกของปีก่อน ถึง 49% มีผลจากภาพยนตร์ที่ออกฉายจำนวน 2 เรื่อง คือ "365 วัน ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์" (Final Score) และ"แฝด" (Alone) ประสบความสำเร็จทางด้านการขายตั๋วค่อนข้างน่าพอใจ โดยเฉพาะภาพยนตร์เรื่อง "แฝด" ที่ได้รับการตอบรับจากต่างประเทศเป็นอย่างดี ทำให้สามารถขายให้กับสายหนังต่างประเทศได้
ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ยอมรับว่า ช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมาถือเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของแกรมมี่ ลำพังธุรกิจเพลงที่ประสบปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างรุนแรงก็ทำเอาบริษัทแทบย่ำแย่อยู่แล้ว เมื่อมาพัวพันเข้ากับปัญหาทางการเมือง ก็ยิ่งลำบากหนักขึ้นอีก แต่ด้วยแนวคิด Customer Centric ที่แบ่งลูกค้าออกเป็นกลุ่มตามไลฟ์สไตล์ สร้างรูปแบบการตลาดเฉพาะตัวตั้งแต่เด็ก 9 ขวบ ไปจนถึงคนในรุ่น 40-60 ปี ทำให้คอนเทนต์ดนตรีของแกรมมี่ต้องเพิ่มรูปแบบการนำเสนอจากที่เคยอยู่ในตลับเทป แผ่นซีดี ดีวีดี ปรับเพิ่มช่องทางสู่ดิจิตอล คอนเทนต์ กระจายสู่เทคโนโลยีใหม่ ๆ โทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต เอ็มพี 3
จากบริษัทที่เกือบจะพ่ายแพ้ให้กับเทคโนโลยี วันนี้ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ กลับเดินคู่ไปกับเทคโนโลยีอย่างกลมกลืน สร้างความสำเร็จให้กับค่ายเพลงอันดับ 1 ของประเทศได้กลับมาอีกครั้ง
"ผมไม่รู้จะขอบคุณพระเจ้าอย่างไรดี ที่โลกนี้ได้พยายามดีไซน์สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น เทคโนโลยีใหม่ ๆ โมบายโฟน, โมบายคอนเทนต์, มิวสิค อิน อินเทอร์เนต, แซทเทลไลท์ ล้วนแต่เป็นพาหนะที่นำพาสินค้าเราไปได้ทั่วโลก ต่อจากนี้เทคโนโลยีคงจะเจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ กฎหมายในด้านสื่อก็มีแนวโน้มเปิดกว้างอย่างอิสระ บรอดแบนด์ขยายตัวอย่างมากมาย ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของโอกาสที่เราจะขยายธุรกิจในเชิงดิจิตอลออกไปได้อีกในอนาคต" ไพบูลย์กล่าว
หืดจับอาณาจักรอาร์เอส
อีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ในวงการบันเทิง ค่ายเพลงที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ อดีตอาร์เอสโปรโมชั่น ซึ่งช่วงขวบปีที่ผ่านมามีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ปรับชื่อองค์กรเหลือเพียง อาร์เอส พร้อมประกาศทิ้งภาพค่ายเพลงไว้เบื้องหลัง หันไปหาธุรกิจใหม่ ๆ ที่กว้างใหญ่กว่าเดิม Entertainment Network ผู้ให้บริการด้านคอนเทนต์บันเทิงครบวงจร พ่วงด้วยคอนเทนต์กีฬา มุ่งหวังเป้าหมายรายได้ 3,500 ล้านบาท
"เฮียฮ้อ" สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ กรรมการผู้อำนวยการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส จำกัด(มหาชน) เคยกล่าวว่า การเป็นผู้ให้บริการด้านคอนเทนต์บันเทิง ถือเป็นรูปแบบธุรกิจแนวใหม่ที่จะให้ผลตอบแทนในรูปแบบกำไรได้ดีกว่าการทำธุรกิจค่ายเพลงเหมือนก่อน ไม่ต้องใช้บุคลากรมากมาย ไม่ต้องมีโรงงาน ไม่ต้องสต็อกวัตถุดิบ หรือมีสินค้าคงคลังไว้ให้เป็นภาระ แต่ดูเหมือนอาร์เอสจะปฏิวัติองค์กรได้ไม่ถูกเวลานัก
ผลการดำเนินงานของอาร์เอส ในรอบครึ่งปีแรกกลับไม่สวยหรูดังที่เฮียฮ้อ ตั้งความหวังไว้ รายได้ในไตรมาสแรกของปี ทำได้เพียง 580 ล้านบาท ลดต่ำกว่าปี 2549 ถึง 20 ล้านบาท แต่ตัวเลขกำไรก็สามารถสะท้อนทิศทางที่ถูกต้องของการทำธุรกิจได้ดี เมื่อรายได้ที่น้อยกว่านี้ กลับทำกำไรได้สูงกว่า ช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน อาร์เอส ที่ยังมีธุรกิจเพลงเป็นแกนหลัก มีกำไรเพียง 7.8 ล้านบาท มาถึงปีนี้รายได้ที่น้อยกว่า กลับสามารถทำกำไรได้มากถึงเกือบ 9 ล้านบาท
เมื่อก้าวถึงไตรมาสที่ 2 แม้อาร์เอสจะสร้างรายได้จะเพิ่มสูงขึ้นถึงหลัก 620 ล้านบาท แต่เมื่อดูถึงตัวเลขกำไร กลับพบสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง รายได้ที่สูงขึ้นกว่าไตรมาสแรก แต่กำไรลดต่ำลงเหลือเพียง 4.2 ล้านบาท และที่น่าสนใจที่สุดเห็นจะเป็นการเปรียบเทียบกำไรกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ไตรมาส 2 ของปี 2549 มีกำไรมากถึง 35 ล้านบาท เท่ากับอาร์เอสบนเส้นทางใหม่ ทำกำไรหล่นหายไปจากเส้นทางเดิม ถึง 31 ล้านบาท
รายได้ครึ่งทางของปี1,201 ล้านบาท จึงถือเป็นภาระอันหนักอึ้งของทัพบันเทิงจากลาดพร้าว ในการก้าวสู่เป้าหมาย 3,500 ล้านบาทที่วางไว้ และเมื่อมองถึงเงินกำไรที่จะกลับมาสร้างการเติบโตให้กับองค์กร เพียง 13 ล้านบาท ยิ่งน่าสงสัยว่า ทิศทางที่เฮียฮ้อ พาอาร์เอส ก้าวมานี้ ถูกต้องแล้วหรือ
อาร์เอสแจงเหตุผลความถดถอยด้านรายได้ว่า ประเด็นหลักมาจากการลดลงของรายได้จากธุรกิจสื่อที่สูงถึง 121 ล้านบาท หลงเหลือกลับมาเพียง 172 ล้านบาท หายไป 61% เนื่องจากการลดเวลาการออกอากาศในสื่อโทรทัศน์ ด้านสื่อวิทยุที่มีการลดจำนวนคลื่นลงก็ทำให้รายได้ลดลงถึง 24.5% ขณะที่รายได้จากธุรกิจเพลงที่เคยหล่อเลี้ยงองค์กรมาตลอด 25 ปี ก็หนีไม่พ้นสภาพตกต่ำในวันนี้ รายได้ 130 ล้านบาท ดิ่งลง 24.5% คิดเป็นเงิน 51 ล้านบาท มากกว่ากำไรที่ทำได้ถึงเกือบ 5 เท่า เหตุผลมาจากความตั้งใจที่จะควบคุมปริมาณสินค้าที่วางขายให้เหมาะสมกับสภาวะตลาดในปัจจุบัน โดยมีการลดจำนวนอัลบั้มลง
อาร์เอสก็ยังมีธุรกิจที่พอมองเห็นอนาคตได้ ในส่วนของธุรกิจภาพยนตร์ที่ผลงานถูกใจตลาดหลายเรื่องวางออกฉาย สร้างรายได้ถึง 140.45 ล้านบาท เติบโตขึ้น 36.5% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยแผนการผลิตภาพยนตร์ของอาร์เอสจะเน้นการหาพันธมิตร เจ้าของสินค้าต่าง ๆ เข้ามาสนับสนุนการสร้าง เป็นการลดความเสี่ยงจากการขาดทุนเมื่อภาพยนตร์ออกฉาย เพราะงบประมาณที่พันธมิตรให้การสนับสนุนจะคุ้มทุนในการสร้าง กำไรจึงเริ่มตั้งแต่ตั๋วเข้าชมใบแรกที่ขายได้
"ครึ่งปีหลังเราคาดหวังว่าจะสามารถทำได้ตามเป้าหมาย ซึ่งทุกคนก็ทำงานกันอย่างเต็มที่ เพราะ 2 ปีที่ผ่านมาทำให้เราเจียมตัวว่า ต้องมุ่งมั่นให้มากกว่าเดิม สถานการณ์วันนี้เข้มข้นขึ้น แต่แกรมมี่โชคดีที่สามารถผ่านการพิสูจน์ตัวเลขของครึ่งปีแรกในปีนี้ ทำได้เกือบเท่ากับเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เรายังมีอีกครึ่งปีที่เราจะสร้างธุรกิจต่อไปเพื่อตอบคำถามว่า แกรมมี่กลับมาหรือยัง" อากู๋ ประกาศความท้าทาย
ไพบูลย์กล่าวว่า กลยุทธใหม่ ๆ ที่แกรมมี่จะนำมาใช้มากขึ้น คือการเลิกทำธุรกิจในลักษณะเหวี่ยงแหหวังตลาดวงกว้าง หากแต่เวลานี้ตลาดส่วนใหญ่เริ่มมีกลุ่มเฉพาะเจาะจง ดังนั้นจึงจะเลือกใช้แนวทางเจาะกลุ่มเฉพาะในการโปรโมทผลงานแต่ละอัลบั้ม แต่ตั้งใจที่จะขายให้กับคนทั่วโลกด้วยสื่อแนวใหม่อย่างอินเทอร์เนตที่มีศักยภาพในการเข้าถึง แต่ใช้งบประมาณน้อยมาก
"เวลานี้เราคิดว่ายากที่จะมีคนตามทันเรา เรามีทั้งประสบการณ์ มีตำนานในคลังเพลงของเราที่จะหยิบขึ้นมารำลึกได้ มีเพลงเป็นหมื่นเพลง คอนเสิร์ต มิวสิควิดีโอ ละคร รายการโทรทัศน์ที่สามารถเก็บกลับมาใช้ได้ มีอยู่ในห้องสมุดเป็นแสน ๆ คอนเทนต์ ที่มีเสน่ห์ในการนำออกมาใช้ได้เสมอ"
ไพบูลย์ตั้งเป้าหมายว่า ก้าวเดินต่อไปของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จะไปสู่การบริหาร Talent Management ที่ตนพยายามเรียนรู้จากค่ายเพลงในเกาหลี หรือญี่ปุ่น ซึ่งเป็นต้นแบบในงานด้านนี้ สร้างศิลปินออกเปิดตลาดได้ทั่วโลก หากแกรมมี่เดินตามแนวทางนี้ได้ คงต้องมีการลงทุนครั้งใหญ่เพื่อสร้างงานคุณภาพระดับสากลให้ได้
สุดท้าย "อากู๋" ยืนยันว่า วันนี้แกรมมี่จะไม่สร้างองค์กรสะเปะสะปะ แต่จะสร้างแพลตฟอร์มธุรกิจที่สามารถสร้างความต่อเนื่องให้กับจิ๊กซอว์องค์กรแกรมมี่ที่ถึงปีที่ 25 แล้วก็ยังต่อไม่เสร็จเสียที
มือใหม่ อาร์เอส พิสูจน์ฝีมือครึ่งปีหลัง
โอกาสที่อาร์เอสจะเปิดตัวแนวคิดใหม่ในการบริหารธุรกิจ Entertainment Network ในปีแรกด้วยบิลลิ่งสิ้นปี 3,500 ล้านบาท พร้อมตัวเลขกำไรงาม ๆ ก็คงจะทำได้ไม่ง่ายนัก เมื่อธุรกิจใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดธุรกิจใหม่อย่าง โชว์บิซ ดูจะไม่สวยหรูเหมือนการแสดงบนเวทีนัก อาร์เอส ไอดรีม ที่ได้มือดีในวงการโชว์ บุญเพิ่ม อินทนปสาธน์ มานำทัพ เฮียฮ้อ หวังสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับอาณาจักรอาร์เอส ด้วยการรับบทบาทโปรโมเตอร์จัดการแสดงระดับโลกในทุกรูปแบบ ตั้งแต่คอนเสิร์ตจากศิลปินระดับโลก ทั้งแจ๊สเฟสติวัล กลางสนามหน้าโรงเรียนวชิราวุธ ศิลปินชั้นนำ คริสติน่า อากีเลร่า หรือซีลีน ดิออน การแสดงชุดตระการตา พลุชิงแชมป์โลก หรือมวยปล้ำชิงแชมป์โลก อีเวนต์ยิ่งใหญ่ All Star Hero ทุกรายการต่างประสบปัญหาที่ไม่สามารถสร้างรายได้คืนมาแตกต่างกัน ตั้งแต่ล้มเลิกการจัดแสดง ไม่ได้รับความสนใจจากผู้ชมเท่าที่ควร จนถึงใช้การลงทุนสูงลิ่วมองหากำไรคืนมาไม่ได้
และที่สุรชัยทำใจรับการขาดทุนเรียบร้อยแล้ว คือการเข้าไปร่วมโครงการสร้างภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ ชุด โปรเจ็กอุลตร้าแมน กับกลุ่มซึบูราญ่า ไชโย ของสมโภชน์ แสงเดือนฉาย ที่ถูกฟ้องร้องการละเมิดสิทธิ์การผลิตผลงานอุลตร้าแมนซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของซึบูราญ่า ประเทศญี่ปุ่น ผลการตัดสินคดีออกว่า ซึบูราญ่า ไชโย มีความผิดในข้อหาละเมิดสิทธิ์จริง โครงการโปรเจ็กอุลตร้าแมนที่มีการลงทุนไปถึง 10.5 ล้านบาท เดินทางไปถ่ายทำถึงประเทศจีน ขายสิทธิ์การฉายให้กับช่อง 7 สีเรียบร้อย แต่ก็ไม่สามารถนำออกอากาศได้
ส่วนลิขสิทธิ์กีฬาที่บริษัทในเครืออาร์เอสบีเอส คว้าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดฟุตบอลระดับโลกหลายรายการมาไว้ในมือ คงมีเพียงรายการฟุตบอลโลก และฟุตบอลยูโรเท่านั้น ที่สามารถสร้างมูลค่าการตลาดเป็นรายได้กลับคืนมาได้ และสุรชัยเองก็ตั้งเป้าที่จะบูมทัวนาเมนต์กีฬารายการใหญ่ ๆ เหล่านี้ตั้งแต่ปีแรกที่ได้ลิขสิทธิ์ แต่ผ่านไปครึ่งปีก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ ของการแข่งขันฟุตบอล 2 รายการใหญ่นี้
เหลือเพียงธุรกิจภาพยนตร์เพียงหนึ่งเดียวที่ เฮียฮ้อ ตั้งความหวังว่าจะเป็นตัวเชิดหน้าชูตาให้กับองค์กร ภาพยนตร์ 3 เรื่อง ที่มีทั้งแนวระทึกขวัญที่ถูกใจตลาด "บ้านผีสิง" หนังจากกลุ่มดนตรีโปงลางสะออน ในชื่อ "โปงลางสะดิ้ง" และงานมาสเตอร์พีชค้างปี ที่นำแสดงโดยศรราม เทพพิทักษ์ "แรกบิน" จะเป็นตัวสร้างกำไรให้กับอาร์เอสได้ในปีนี้ได้
ซึ่งก็คงเป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมนักของการปฏิวัติองค์กรของอาร์เอส จากธุรกิจเสียงเพลงที่ตนเองมีความคุ้นเคย มาสู่ธุรกิจบันเทิงที่เน้นไปที่การแสดง ชนโครมเข้ากับสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซา สภาพการเมืองที่สับสน และสภาพบ้านเมืองที่วุ่นวาย
วัดฝีมือยกแรก "เฮียฮ้อ" เดินอ่อนแรงกลับเข้ามุม ซึ่งคงต้องกลับมาปรับแผนเพื่อรอยกต่อไป ขืนลุยต่อไปในสภาพเช่นนี้มีคงไม่ใช่สิงห์อโศกที่ไปไกลเกินจะกลับมาขย้ำ หากแต่สภาพตลาด สภาพการเมือง สภาพเศรษฐกิจที่อยู่รอบข้างต่างหากที่จะปัจจัยน็อคเสือลาดพร้าว อาร์เอส ให้อยู่ในสภาวะยากลำบากยิ่งขึ้น
http://www.manager.co.th/Business/ViewN ... 0000103144
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news11/09/07
โพสต์ที่ 38
โฆษณา8เดือนลบ2.4%ชี้ทั้งปีลบ5%
โพสต์ทูเดย์ ยอดโฆษณาผ่านสื่อ 8 เดือน ติดลบ 2.43% หรือ 5.88 หมื่นล้าน นายกโฆษณา ชี้ทั้งปีติดลบแน่ 5% เหลือ 8 หมื่นล้าน ถดถอยสุดรอบ 7 ปี
รายงานข่าวจากบริษัท มีเดียสเปนดิ้ง แจ้งถึงการใช้งบโฆษณาผ่านสื่อช่วง 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.) ว่า ภาพรวมติดลบ 2.43% หรือลดจากช่วงเดียวกันปีก่อน 6.02 หมื่น ล้านบาท เหลือ 5.88 หมื่นล้านบาท ผลจากสื่อหลักติดลบ โดยเม็ดเงินโฆษณาผ่าน สื่อโทรทัศน์ที่มีสัดส่วนกว่า 70% ของทั้งอุตสาหกรรมโฆษณา ติดลบ 3.62% เหลือ 4.1 หมื่นล้านบาท สื่อหนังสือพิมพ์ที่มีสัดส่วน 13.3% ของทั้งอุตสาหกรรม ติดลบ 5.97% เหลือ 7.5 พันล้านบาท สื่อวิทยุสัดส่วน 5.3% ของทั้งอุตสาหกรรม ติดลบ 6.7% เหลือ 2.98 พันล้านบาท
ส่วนเม็ดเงินโฆษณาเฉพาะเดือน ส.ค.ภาพรวมติดลบลดลงเหลือลบ 0.44% หรือ 7.76 พันล้านบาท สื่อที่เม็ดเงินติดลบมีเพียง 2 สื่อ คือสื่อโทรทัศน์ ติดลบ 2.87% เหลือ 5.39 พันล้านบาท และสื่อกลางแจ้ง ติดลบ 3.29% เหลือ 318.3 ล้านบาท ขณะสื่ออื่นเม็ดเงินโฆษณาใช้ผ่านเพิ่มขึ้น
นายวิทวัส ชัยปาณี นายกสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า อุตสาหกรรมโฆษณาปีนี้ติดลบแน่นอนอย่างน้อย 5% หรือมีมูลค่าประมาณ 8 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนที่ยอดการใช้เงินโฆษณาอยู่ที่ 8.8 หมื่นล้านบาท ถือเป็นการถดถอยครั้งแรกในรอบ 7 ปี แนวโน้มการใช้เงินในช่วงไตรมาสสุดท้ายก็ยังไม่ดีขึ้น และคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องถึงปีหน้า แม้ว่าจะมีการเลือกตั้ง ก็ตาม เพราะเงินที่ใช้ในการเลือกตั้งไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่ออุตสาหกรรมโฆษณา
สถานการณ์ของอุตสาหกรรมโฆษณาในปีนี้ ค่อยๆ ซึมมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ต้นปี จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับนโยบายการห้ามโฆษณาสินค้าประเภทต่างๆ ทำให้การใช้เงินไม่กระเตื้อง นายวิทวัส กล่าว
การห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เม็ดเงินในอุตสาหกรรมโฆษณาหายไป ซึ่งหากกฎหมายห้ามโฆษณาหลังเวลา 24.00 น.เป็นต้นไป จะทำให้งบโฆษณาทั้งหมดหายไปทั้งระบบ กว่า 2 พันล้านบาท ส่วนการลดเวลาโฆษณาสินค้าประเภทขนมขบเคี้ยวจาก 12 เหลือ 10 นาทีต่อชั่วโมง คาดว่าจะทำให้เงินหายไปอีก 200 ล้านบาท
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=190690
โพสต์ทูเดย์ ยอดโฆษณาผ่านสื่อ 8 เดือน ติดลบ 2.43% หรือ 5.88 หมื่นล้าน นายกโฆษณา ชี้ทั้งปีติดลบแน่ 5% เหลือ 8 หมื่นล้าน ถดถอยสุดรอบ 7 ปี
รายงานข่าวจากบริษัท มีเดียสเปนดิ้ง แจ้งถึงการใช้งบโฆษณาผ่านสื่อช่วง 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค.) ว่า ภาพรวมติดลบ 2.43% หรือลดจากช่วงเดียวกันปีก่อน 6.02 หมื่น ล้านบาท เหลือ 5.88 หมื่นล้านบาท ผลจากสื่อหลักติดลบ โดยเม็ดเงินโฆษณาผ่าน สื่อโทรทัศน์ที่มีสัดส่วนกว่า 70% ของทั้งอุตสาหกรรมโฆษณา ติดลบ 3.62% เหลือ 4.1 หมื่นล้านบาท สื่อหนังสือพิมพ์ที่มีสัดส่วน 13.3% ของทั้งอุตสาหกรรม ติดลบ 5.97% เหลือ 7.5 พันล้านบาท สื่อวิทยุสัดส่วน 5.3% ของทั้งอุตสาหกรรม ติดลบ 6.7% เหลือ 2.98 พันล้านบาท
ส่วนเม็ดเงินโฆษณาเฉพาะเดือน ส.ค.ภาพรวมติดลบลดลงเหลือลบ 0.44% หรือ 7.76 พันล้านบาท สื่อที่เม็ดเงินติดลบมีเพียง 2 สื่อ คือสื่อโทรทัศน์ ติดลบ 2.87% เหลือ 5.39 พันล้านบาท และสื่อกลางแจ้ง ติดลบ 3.29% เหลือ 318.3 ล้านบาท ขณะสื่ออื่นเม็ดเงินโฆษณาใช้ผ่านเพิ่มขึ้น
นายวิทวัส ชัยปาณี นายกสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า อุตสาหกรรมโฆษณาปีนี้ติดลบแน่นอนอย่างน้อย 5% หรือมีมูลค่าประมาณ 8 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนที่ยอดการใช้เงินโฆษณาอยู่ที่ 8.8 หมื่นล้านบาท ถือเป็นการถดถอยครั้งแรกในรอบ 7 ปี แนวโน้มการใช้เงินในช่วงไตรมาสสุดท้ายก็ยังไม่ดีขึ้น และคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องถึงปีหน้า แม้ว่าจะมีการเลือกตั้ง ก็ตาม เพราะเงินที่ใช้ในการเลือกตั้งไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่ออุตสาหกรรมโฆษณา
สถานการณ์ของอุตสาหกรรมโฆษณาในปีนี้ ค่อยๆ ซึมมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ต้นปี จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับนโยบายการห้ามโฆษณาสินค้าประเภทต่างๆ ทำให้การใช้เงินไม่กระเตื้อง นายวิทวัส กล่าว
การห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เม็ดเงินในอุตสาหกรรมโฆษณาหายไป ซึ่งหากกฎหมายห้ามโฆษณาหลังเวลา 24.00 น.เป็นต้นไป จะทำให้งบโฆษณาทั้งหมดหายไปทั้งระบบ กว่า 2 พันล้านบาท ส่วนการลดเวลาโฆษณาสินค้าประเภทขนมขบเคี้ยวจาก 12 เหลือ 10 นาทีต่อชั่วโมง คาดว่าจะทำให้เงินหายไปอีก 200 ล้านบาท
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=190690
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news20/09/07
โพสต์ที่ 39
แนวโน้มธุรกิจโทรทัศน์แข่งขันเดือด "ทีวีธันเดอร์"หันเฟ้นรายการสาระลงจอ
"ทีวี ธันเดอร์" เผยธุรกิจทีวีแข่งขันสูงลิบ หันเพิ่มรายการรูปแบบสาระลงผังโมเดิร์นไนน์ทีวี หลังจากโฟกัสแค่รายการบันเทิงสำหรับครอบครัวเป็นหลัก หวังให้ทุกรายการเป็นสื่อโฆษณาที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น เจ้าของสินค้าให้การสนับสนุน ชี้ผลิตรายการทีวียุคนี้ต้องแม่นและตอบโจทย์ชัด มั่นใจ ปีนี้ยังสามารถขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 20%
นายภูษิต ไล้ทอง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีวี ธันเดอร์ จำกัด บริษัทผลิตรายการโทรทัศน์ เปิดเผยถึงทิศทางการผลิตรายการโทรทัศน์ของบริษัทว่า บริษัทได้เพิ่มรูปแบบรายการใหม่ที่ตรงกับนโยบายและแคแร็กเตอร์ของแต่ละสถานี เพื่อให้สอดรับกับกลุ่มคนดูของแต่ละสถานี รวมถึงเจ้าของสินค้าที่มองหา สื่อโฆษณาที่ตอบโจทย์สินค้าของตัวเองอีกด้วย จากเดิมที่รายการส่วนใหญ่ของบริษัทจะมุ่งจับกลุ่มคนดูที่เป็นกลุ่มครอบครัวและเป็นรายการบันเทิงที่แฝงด้วยสาระเป็นหลัก โดยขณะนี้บริษัทได้เพิ่มรายการในรูปแบบสาระบันเทิง "ไอเดียเด็ด" หรือ THE BEST IDEA ออกอากาศทุกวันศุกร์เวลา 17.10-17.35 น. ทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี ซึ่งเป็นรายการที่นำเเสนอสาระสอดแทรกกับความคิดเชิงนวัตกรรมที่ให้ความรู้กับคนดูโทรทัศน์
นายภูษิตกล่าวว่า ธุรกิจโทรทัศน์นับวันจะมีการแข่งขันที่สูงมาก และอยู่ได้ด้วยแรงสนับสนุนจากเจ้าของสินค้าและบริการ ยิ่งภาวะโดยรวมของอุตสาหกรรมโฆษณาและการตลาดขยายตัวช้า ยิ่งทำให้บรรดาเจ้าของสินค้าต่างๆ มีงบฯสำหรับสนับสนุนสื่อโทรทัศน์ลดน้อยตามไปด้วย ยิ่งทำให้ ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์และสถานีโทรทัศน์ต้อง แข่งขันกันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผู้ผลิตรายการยิ่งต้องแข่งขันเพื่อให้รายการของตัวเองได้ออกอากาศในช่วงเวลาดีๆ และเป็นที่ต้องการของเจ้าของสินค้ามากยิ่งขึ้น
ดังนั้นหลักการและมุมมองในการผลิตรายการโทรทัศน์ของบริษัทในขณะนี้จึงต้องแม่นและตอบโจทย์ทั้งคนดู เจ้าของสินค้า รวมทั้งสถานีโทรทัศน์ชัดเจนด้วย โดยที่ผ่านมาบริษัทได้ให้ความสำคัญกับการทำเนื้อหา สาระที่จะนำเสนอ ซึ่งต้องพึ่งการทำวิจัยถึงความต้องการของคนดูโทรทัศน์ด้วย ว่าต้องการคอนเทนต์แบบไหน อย่างไร จากนั้นต้องหาส่วนผสมที่ลงตัว และให้ความสำคัญกับตัวพิธีกรที่คนดูให้การยอมรับ รวมทั้งให้ความสำคัญกับวิธีการนำเสนอที่เข้าถึงกลุ่มคนดูแต่ละกลุ่ม เพื่อให้รายการเป็นที่นิยมของคนดูและเป็นที่สนใจของเจ้าของสินค้าที่จะเป็นผู้สนับสนุนรายการด้วย
"เมื่อรายการเรามีคนดูเพิ่มขึ้น เราก็นำมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางด้านมีเดียได้เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ที่สำคัญปัจจุบันเราสามารถสร้างประโยชน์จากการขายมีเดียในรูปแบบอื่นๆ นอกเหนือจากการขายโฆษณาในรูปแบบเดิมๆ" นายภูษิตกล่าวและว่า ส่วนใหญ่เวลาคิดงานทีมงานมักจะนึกถึงการตอบโจทย์คนดูเป็นหลัก จากนั้นค่อยดูว่าจะพัฒนารายการนั้นให้เป็นมีเดียเพื่อเพิ่มมูลค่าด้านการเป็นสื่อโฆษณาได้อย่างไร
นายภูษิตกล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันบริษัทมีรายการออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง (ยกเว้นช่อง 11) รวม 7 รายการ ส่วนใหญ่เป็นรายการสำหรับกลุ่มครอบครัวและมีอายุค่อนข้างยาวนาน อาทิ มาสเตอร์คีย์ มีอายุออกอากาศมาแล้วประมาณ 14-15 ปี รายการโอโน่โชว์, สะบัดช่อ ออกอากาศมา 7-8 ปี โดยรายการเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีโฆษณาในสัดส่วนค่อนข้างสูงเกือบ 100% ที่เหลือส่วนใหญ่จะมีอายุการออกอากาศ 3-4 ปี ล่าสุดคือรายการไอเดียเด็ดที่จะเริ่มออกอากาศครั้งแรกในวันศุกร์ที่ 21 กันยายนนี้ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นอีกรายการหนึ่งที่เชื่อว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีทั้งจากกลุ่มคนดูและเจ้าของสินค้า แม้ว่าในช่วงเปิดตัวจะยังไม่มีผู้สนับสนุนมากนักก็ตาม
อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหลังจากรายการออกอากาศไปสักประมาณ 1 เดือน น่าจะได้รับการตอบรับที่ดีขึ้นและมีเจ้าของสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะสินค้าและองค์กรที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์เข้ามาสนับสนุนบ้าง และมั่นใจว่ารายได้รวมของบริษัทในปีนี้จะสามารถขยายตัวได้ประมาณ 20% จากยอดขายรวมประมาณ 300 ล้านบาท เมื่อปีที่ผ่านมาได้
นายภูษิตยังกล่าวถึงแนวโน้มในปีหน้าด้วยว่า จากนโยบายต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐที่เกิดขึ้น ทั้งมาตรการการจัดเรตติ้ง, การห้ามโฆษณาสินค้าต่างๆ รวมถึงนโยบายการผลักดันให้สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีเป็นทีวีสาธารณะ เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ธุรกิจโทรทัศน์กลายเป็นธุรกิจที่ คาดการณ์ยากในปีหน้า อย่างไรก็ตามบริษัทยัง เตรียมเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเสนอรายการไปยังสถานีโทรทัศน์ต่างๆ อีกหลายรายการด้วยกัน โดยเฉพาะรายการสำหรับเด็กและเยาวชนที่คาดว่าสถานีต่างๆ จะหันมาให้ความสำคัญมากขึ้นด้วย
http://matichon.co.th/prachachat/pracha ... ionid=0207
"ทีวี ธันเดอร์" เผยธุรกิจทีวีแข่งขันสูงลิบ หันเพิ่มรายการรูปแบบสาระลงผังโมเดิร์นไนน์ทีวี หลังจากโฟกัสแค่รายการบันเทิงสำหรับครอบครัวเป็นหลัก หวังให้ทุกรายการเป็นสื่อโฆษณาที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น เจ้าของสินค้าให้การสนับสนุน ชี้ผลิตรายการทีวียุคนี้ต้องแม่นและตอบโจทย์ชัด มั่นใจ ปีนี้ยังสามารถขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 20%
นายภูษิต ไล้ทอง รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีวี ธันเดอร์ จำกัด บริษัทผลิตรายการโทรทัศน์ เปิดเผยถึงทิศทางการผลิตรายการโทรทัศน์ของบริษัทว่า บริษัทได้เพิ่มรูปแบบรายการใหม่ที่ตรงกับนโยบายและแคแร็กเตอร์ของแต่ละสถานี เพื่อให้สอดรับกับกลุ่มคนดูของแต่ละสถานี รวมถึงเจ้าของสินค้าที่มองหา สื่อโฆษณาที่ตอบโจทย์สินค้าของตัวเองอีกด้วย จากเดิมที่รายการส่วนใหญ่ของบริษัทจะมุ่งจับกลุ่มคนดูที่เป็นกลุ่มครอบครัวและเป็นรายการบันเทิงที่แฝงด้วยสาระเป็นหลัก โดยขณะนี้บริษัทได้เพิ่มรายการในรูปแบบสาระบันเทิง "ไอเดียเด็ด" หรือ THE BEST IDEA ออกอากาศทุกวันศุกร์เวลา 17.10-17.35 น. ทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี ซึ่งเป็นรายการที่นำเเสนอสาระสอดแทรกกับความคิดเชิงนวัตกรรมที่ให้ความรู้กับคนดูโทรทัศน์
นายภูษิตกล่าวว่า ธุรกิจโทรทัศน์นับวันจะมีการแข่งขันที่สูงมาก และอยู่ได้ด้วยแรงสนับสนุนจากเจ้าของสินค้าและบริการ ยิ่งภาวะโดยรวมของอุตสาหกรรมโฆษณาและการตลาดขยายตัวช้า ยิ่งทำให้บรรดาเจ้าของสินค้าต่างๆ มีงบฯสำหรับสนับสนุนสื่อโทรทัศน์ลดน้อยตามไปด้วย ยิ่งทำให้ ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์และสถานีโทรทัศน์ต้อง แข่งขันกันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผู้ผลิตรายการยิ่งต้องแข่งขันเพื่อให้รายการของตัวเองได้ออกอากาศในช่วงเวลาดีๆ และเป็นที่ต้องการของเจ้าของสินค้ามากยิ่งขึ้น
ดังนั้นหลักการและมุมมองในการผลิตรายการโทรทัศน์ของบริษัทในขณะนี้จึงต้องแม่นและตอบโจทย์ทั้งคนดู เจ้าของสินค้า รวมทั้งสถานีโทรทัศน์ชัดเจนด้วย โดยที่ผ่านมาบริษัทได้ให้ความสำคัญกับการทำเนื้อหา สาระที่จะนำเสนอ ซึ่งต้องพึ่งการทำวิจัยถึงความต้องการของคนดูโทรทัศน์ด้วย ว่าต้องการคอนเทนต์แบบไหน อย่างไร จากนั้นต้องหาส่วนผสมที่ลงตัว และให้ความสำคัญกับตัวพิธีกรที่คนดูให้การยอมรับ รวมทั้งให้ความสำคัญกับวิธีการนำเสนอที่เข้าถึงกลุ่มคนดูแต่ละกลุ่ม เพื่อให้รายการเป็นที่นิยมของคนดูและเป็นที่สนใจของเจ้าของสินค้าที่จะเป็นผู้สนับสนุนรายการด้วย
"เมื่อรายการเรามีคนดูเพิ่มขึ้น เราก็นำมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางด้านมีเดียได้เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ที่สำคัญปัจจุบันเราสามารถสร้างประโยชน์จากการขายมีเดียในรูปแบบอื่นๆ นอกเหนือจากการขายโฆษณาในรูปแบบเดิมๆ" นายภูษิตกล่าวและว่า ส่วนใหญ่เวลาคิดงานทีมงานมักจะนึกถึงการตอบโจทย์คนดูเป็นหลัก จากนั้นค่อยดูว่าจะพัฒนารายการนั้นให้เป็นมีเดียเพื่อเพิ่มมูลค่าด้านการเป็นสื่อโฆษณาได้อย่างไร
นายภูษิตกล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันบริษัทมีรายการออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง (ยกเว้นช่อง 11) รวม 7 รายการ ส่วนใหญ่เป็นรายการสำหรับกลุ่มครอบครัวและมีอายุค่อนข้างยาวนาน อาทิ มาสเตอร์คีย์ มีอายุออกอากาศมาแล้วประมาณ 14-15 ปี รายการโอโน่โชว์, สะบัดช่อ ออกอากาศมา 7-8 ปี โดยรายการเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีโฆษณาในสัดส่วนค่อนข้างสูงเกือบ 100% ที่เหลือส่วนใหญ่จะมีอายุการออกอากาศ 3-4 ปี ล่าสุดคือรายการไอเดียเด็ดที่จะเริ่มออกอากาศครั้งแรกในวันศุกร์ที่ 21 กันยายนนี้ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นอีกรายการหนึ่งที่เชื่อว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีทั้งจากกลุ่มคนดูและเจ้าของสินค้า แม้ว่าในช่วงเปิดตัวจะยังไม่มีผู้สนับสนุนมากนักก็ตาม
อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหลังจากรายการออกอากาศไปสักประมาณ 1 เดือน น่าจะได้รับการตอบรับที่ดีขึ้นและมีเจ้าของสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะสินค้าและองค์กรที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์เข้ามาสนับสนุนบ้าง และมั่นใจว่ารายได้รวมของบริษัทในปีนี้จะสามารถขยายตัวได้ประมาณ 20% จากยอดขายรวมประมาณ 300 ล้านบาท เมื่อปีที่ผ่านมาได้
นายภูษิตยังกล่าวถึงแนวโน้มในปีหน้าด้วยว่า จากนโยบายต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐที่เกิดขึ้น ทั้งมาตรการการจัดเรตติ้ง, การห้ามโฆษณาสินค้าต่างๆ รวมถึงนโยบายการผลักดันให้สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีเป็นทีวีสาธารณะ เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ธุรกิจโทรทัศน์กลายเป็นธุรกิจที่ คาดการณ์ยากในปีหน้า อย่างไรก็ตามบริษัทยัง เตรียมเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเสนอรายการไปยังสถานีโทรทัศน์ต่างๆ อีกหลายรายการด้วยกัน โดยเฉพาะรายการสำหรับเด็กและเยาวชนที่คาดว่าสถานีต่างๆ จะหันมาให้ความสำคัญมากขึ้นด้วย
http://matichon.co.th/prachachat/pracha ... ionid=0207
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news03/10/07
โพสต์ที่ 40
บี้บอร์ด"อสมท"เร่งแก้สัญญาช่อง3 คณะทำงานชี้รับผลตอบแทนจิ๊บจ๊อย
บอร์ด อสมท รับผลศึกษาร้อนจากคณะทำงานชุด "จรัญ ภักดีธนากุล" ระบุชัด อสมท เสียเปรียบ ชี้ควรเร่งแก้สัญญากับช่อง 3 ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้จนครบอายุสัญญาปี 2563 เผยตัวเลขผลตอบแทนที่ อสมท ควรได้รับจากช่อง 3 มีสิทธิสูงถึง 27.3% ต่อปี แทนที่จะได้แค่ 1.43% ตามสัญญาปัจจุบัน ด้านช่อง 3 แจงยังไม่ทราบรายละเอียด
แหล่งข่าวจากบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในการประชุมคณะกรรมการ หรือบอร์ด บริษัท อสมท ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ก.ย.2550 ที่ผ่านมา นอกจากวาระพิจารณาทั่วไปแล้ว กรรมการบอร์ดได้เสนอให้ที่ประชุมพิจารณาผลการศึกษาของคณะกรรมการตรวจสอบสัญญาของ อสมท ที่มีนายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน เพื่อทบทวนสัญญาที่มีอยู่เดิมให้เป็นไปตามเวลาที่เปลี่ยนไปและพิจารณาว่า อสมท ปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วนและถูกต้องหรือไม่ รวมถึงคู่สัญญาสามารถปฏิบัติตามสัญญาได้มากน้อยเพียงใด
แหล่งข่าวกล่าวต่อไปว่า ความจริงผลการศึกษาเสร็จมาระยะหนึ่งแล้ว แต่กลับไม่มีการเสนอเข้าสู่การประชุมบอร์ดในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งตนก็ไม่เข้าใจว่าเป็นเพราะเหตุใด เนื่องจากก่อนหน้านี้บอร์ดมีมติชัดเจนในการตั้งคณะกรรมการศึกษาทบทวนสัญญาต่างๆ ของ อสมท แต่พอเริ่มมีการศึกษา และเริ่มเห็นแนวโน้มว่าอาจจะต้องปรับแก้สัญญากับคู่สัญญาบางราย อาจทำให้กรรมการหลายคนไม่อยากรับภาระในการร่วมตัดสินใจ จึงปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อมาเป็นเวลาหลายเดือน
"ในหลักการที่เห็นชอบคือ สัญญาอะไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นการให้สัมปทานกับช่อง 3 หรือให้สัมปทานเคเบิลทีวี ซึ่งยูบีซีที่เปลี่ยนเป็นทรูวิชั่นในตอนนี้ มีข้อกำหนดในการให้ผลตอบแทนแก่ อสมท ในระดับหนึ่ง แต่หากนำมาทบทวนแล้วเห็นว่าไม่เหมาะสม หรือ อสมท ควรได้มากกว่านั้นก็น่าจะนำกลับมาพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างใดได้บ้าง เพื่อมิให้ อสมท เสียประโยชน์ที่ควรจะได้ไปมากกว่านั้น รวมถึงการทำสัญญากับคู่สัญญาเช่นผู้เช่าเวลาในรายการ หรือรายการวิทยุในต่างจังหวัดด้วย" แหล่งข่าวกล่าว
สำหรับผลการศึกษาสัญญาร่วมดำเนินกิจการส่งโทรทัศน์สี ระหว่างบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กับบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด (ช่อง 3) ซึ่งรวบรวมข้อมูลและศึกษาโดยคณะทำงานพิจารณาด้านสัญญาและกฎหมายนั้น ได้ศึกษารายละเอียดพร้อมข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสัญญาและการแก้ไขสัญญาของทั้ง 2 ฝ่าย, คู่สัญญาปฏิบัติในช่วงที่ผ่านมาถูกต้องโปร่งใสหรือไม่, สัญญาให้ผลตอบแทนที่เป็นธรรมในเชิงธุรกิจต่อคู่สัญญามากน้อยแค่ไหน
และข้อสรุปจากการศึกษาสัญญาร่วมดำเนินกิจการส่งโทรทัศน์สีระหว่าง อสมท กับบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด (บีอีซี) คณะทำงานชุดดังกล่าวระบุว่า การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3 (ปี 2525) ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์จากการร่วมดำเนินกิจการกับบีอีซี และทำให้ผลตอบแทนที่ อสมท ได้รับในระหว่างปี 2533 ถึงปี 2548 มีจำนวนลดลงเป็นอย่างมาก ผลของการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ในความเป็นจริง อสมท ควรได้รับผลตอบแทนจากรายได้ในอัตราร้อยละ 15.20 ถึง 25.73 (มิใช่ร้อยละ 1.43 ตามที่ได้รับในปัจจุบัน) และเนื่องจากการแก้ไขสัญญากำหนดให้บีอีซีสามารถขยายระยะเวลาการดำเนินกิจการออกไปอีก 10 ปี (นับจากปี 2553) ความไม่เป็นธรรมของสัญญาร่วมดำเนินกิจการนี้จะส่งผลต่อ อสมท ไปอีกจนถึงปี 2563
นายพลชัย วินิจฉัยกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ประเด็นดังกล่าวได้ถูกนำมาพิจารณาในที่ประชุมบอร์ดเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากนโยบายของนายพงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร เมื่อครั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการ อสมท ที่ได้มีมติให้ อสมท ทบทวนสัญญาต่างๆ ที่ทำไว้กับภาคเอกชนรายใหญ่ 2 ราย ประกอบด้วย บริษัท ทรู วิชั่นส์ ยูบีซี จำกัด และบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 โดยใจความหลักก็เพื่อทบทวนและพิจารณาสัญญาดังกล่าวว่ามีความถูกต้อง เป็นธรรม หรือไม่ อย่างไร รวมทั้งสิทธิประโยชน์อื่นๆ ว่าถูกต้องหรือไม่
โดยที่ผ่านมาทางคณะกรรมการบริหาร อสมท ได้แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานขึ้นมา 1 ชุด ซึ่งขณะนี้คณะทำงานดังกล่าวก็อยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลและพิจารณาอย่างรอบคอบอยู่ และหากผลการศึกษาพบว่าสัญญาที่ทำไว้นั้น อสมท น่าจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างเพิ่มขึ้น ก็คงต้องเป็นเรื่องที่ อสมท ต้องไปเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป แต่กระบวนการ ณ ขณะนี้ยังเป็นการทำงานภายในของ อสมท โดยยังไม่ได้แจ้งให้กับคู่สัญญาได้รับทราบต่อไป ทั้งนี้ คาดว่าจะหาข้อสรุปได้ภายในสิ้นปีนี้
ด้านนายฉัตรชัย เทียมทอง ผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายการเงิน บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ตนยังไม่ได้รับในประเด็นดังกล่าวนี้แต่อย่างใด แต่เท่าที่ผ่านมาทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนตัวผู้อำนวยการสถานีและมีผู้อำนวยการสถานีคนใหม่เข้ามาก็จะนำสัญญาต่างๆ กลับมาทบทวนกันทุกรอบ และทำกันจนผู้รับสัมปทานมองว่าเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่หากต้องแจ้งให้คู่สัญญารับทราบคิดว่าคงแจ้งไปยังนายประวิทย์ มาลีนนท์ ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัทบางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ซึ่งเป็นคู่สัญญากับทาง อสมท โดยตรง
http://matichon.co.th/prachachat/pracha ... ionid=0201
บอร์ด อสมท รับผลศึกษาร้อนจากคณะทำงานชุด "จรัญ ภักดีธนากุล" ระบุชัด อสมท เสียเปรียบ ชี้ควรเร่งแก้สัญญากับช่อง 3 ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้จนครบอายุสัญญาปี 2563 เผยตัวเลขผลตอบแทนที่ อสมท ควรได้รับจากช่อง 3 มีสิทธิสูงถึง 27.3% ต่อปี แทนที่จะได้แค่ 1.43% ตามสัญญาปัจจุบัน ด้านช่อง 3 แจงยังไม่ทราบรายละเอียด
แหล่งข่าวจากบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในการประชุมคณะกรรมการ หรือบอร์ด บริษัท อสมท ล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ก.ย.2550 ที่ผ่านมา นอกจากวาระพิจารณาทั่วไปแล้ว กรรมการบอร์ดได้เสนอให้ที่ประชุมพิจารณาผลการศึกษาของคณะกรรมการตรวจสอบสัญญาของ อสมท ที่มีนายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน เพื่อทบทวนสัญญาที่มีอยู่เดิมให้เป็นไปตามเวลาที่เปลี่ยนไปและพิจารณาว่า อสมท ปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วนและถูกต้องหรือไม่ รวมถึงคู่สัญญาสามารถปฏิบัติตามสัญญาได้มากน้อยเพียงใด
แหล่งข่าวกล่าวต่อไปว่า ความจริงผลการศึกษาเสร็จมาระยะหนึ่งแล้ว แต่กลับไม่มีการเสนอเข้าสู่การประชุมบอร์ดในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งตนก็ไม่เข้าใจว่าเป็นเพราะเหตุใด เนื่องจากก่อนหน้านี้บอร์ดมีมติชัดเจนในการตั้งคณะกรรมการศึกษาทบทวนสัญญาต่างๆ ของ อสมท แต่พอเริ่มมีการศึกษา และเริ่มเห็นแนวโน้มว่าอาจจะต้องปรับแก้สัญญากับคู่สัญญาบางราย อาจทำให้กรรมการหลายคนไม่อยากรับภาระในการร่วมตัดสินใจ จึงปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อมาเป็นเวลาหลายเดือน
"ในหลักการที่เห็นชอบคือ สัญญาอะไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นการให้สัมปทานกับช่อง 3 หรือให้สัมปทานเคเบิลทีวี ซึ่งยูบีซีที่เปลี่ยนเป็นทรูวิชั่นในตอนนี้ มีข้อกำหนดในการให้ผลตอบแทนแก่ อสมท ในระดับหนึ่ง แต่หากนำมาทบทวนแล้วเห็นว่าไม่เหมาะสม หรือ อสมท ควรได้มากกว่านั้นก็น่าจะนำกลับมาพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างใดได้บ้าง เพื่อมิให้ อสมท เสียประโยชน์ที่ควรจะได้ไปมากกว่านั้น รวมถึงการทำสัญญากับคู่สัญญาเช่นผู้เช่าเวลาในรายการ หรือรายการวิทยุในต่างจังหวัดด้วย" แหล่งข่าวกล่าว
สำหรับผลการศึกษาสัญญาร่วมดำเนินกิจการส่งโทรทัศน์สี ระหว่างบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กับบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด (ช่อง 3) ซึ่งรวบรวมข้อมูลและศึกษาโดยคณะทำงานพิจารณาด้านสัญญาและกฎหมายนั้น ได้ศึกษารายละเอียดพร้อมข้อเสนอแนะเกี่ยวกับสัญญาและการแก้ไขสัญญาของทั้ง 2 ฝ่าย, คู่สัญญาปฏิบัติในช่วงที่ผ่านมาถูกต้องโปร่งใสหรือไม่, สัญญาให้ผลตอบแทนที่เป็นธรรมในเชิงธุรกิจต่อคู่สัญญามากน้อยแค่ไหน
และข้อสรุปจากการศึกษาสัญญาร่วมดำเนินกิจการส่งโทรทัศน์สีระหว่าง อสมท กับบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด (บีอีซี) คณะทำงานชุดดังกล่าวระบุว่า การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 3 (ปี 2525) ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์จากการร่วมดำเนินกิจการกับบีอีซี และทำให้ผลตอบแทนที่ อสมท ได้รับในระหว่างปี 2533 ถึงปี 2548 มีจำนวนลดลงเป็นอย่างมาก ผลของการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ในความเป็นจริง อสมท ควรได้รับผลตอบแทนจากรายได้ในอัตราร้อยละ 15.20 ถึง 25.73 (มิใช่ร้อยละ 1.43 ตามที่ได้รับในปัจจุบัน) และเนื่องจากการแก้ไขสัญญากำหนดให้บีอีซีสามารถขยายระยะเวลาการดำเนินกิจการออกไปอีก 10 ปี (นับจากปี 2553) ความไม่เป็นธรรมของสัญญาร่วมดำเนินกิจการนี้จะส่งผลต่อ อสมท ไปอีกจนถึงปี 2563
นายพลชัย วินิจฉัยกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ประเด็นดังกล่าวได้ถูกนำมาพิจารณาในที่ประชุมบอร์ดเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากนโยบายของนายพงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร เมื่อครั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการ อสมท ที่ได้มีมติให้ อสมท ทบทวนสัญญาต่างๆ ที่ทำไว้กับภาคเอกชนรายใหญ่ 2 ราย ประกอบด้วย บริษัท ทรู วิชั่นส์ ยูบีซี จำกัด และบริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 โดยใจความหลักก็เพื่อทบทวนและพิจารณาสัญญาดังกล่าวว่ามีความถูกต้อง เป็นธรรม หรือไม่ อย่างไร รวมทั้งสิทธิประโยชน์อื่นๆ ว่าถูกต้องหรือไม่
โดยที่ผ่านมาทางคณะกรรมการบริหาร อสมท ได้แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานขึ้นมา 1 ชุด ซึ่งขณะนี้คณะทำงานดังกล่าวก็อยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลและพิจารณาอย่างรอบคอบอยู่ และหากผลการศึกษาพบว่าสัญญาที่ทำไว้นั้น อสมท น่าจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างเพิ่มขึ้น ก็คงต้องเป็นเรื่องที่ อสมท ต้องไปเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป แต่กระบวนการ ณ ขณะนี้ยังเป็นการทำงานภายในของ อสมท โดยยังไม่ได้แจ้งให้กับคู่สัญญาได้รับทราบต่อไป ทั้งนี้ คาดว่าจะหาข้อสรุปได้ภายในสิ้นปีนี้
ด้านนายฉัตรชัย เทียมทอง ผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายการเงิน บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ตนยังไม่ได้รับในประเด็นดังกล่าวนี้แต่อย่างใด แต่เท่าที่ผ่านมาทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนตัวผู้อำนวยการสถานีและมีผู้อำนวยการสถานีคนใหม่เข้ามาก็จะนำสัญญาต่างๆ กลับมาทบทวนกันทุกรอบ และทำกันจนผู้รับสัมปทานมองว่าเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่หากต้องแจ้งให้คู่สัญญารับทราบคิดว่าคงแจ้งไปยังนายประวิทย์ มาลีนนท์ ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัทบางกอกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ซึ่งเป็นคู่สัญญากับทาง อสมท โดยตรง
http://matichon.co.th/prachachat/pracha ... ionid=0201
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news03/10/07
โพสต์ที่ 41
กลุ่มทุนเดินเกมทิ้งคลื่นวิทยุ ยักษ์ใหญ่กลุ่มโฆษณากู่ไม่กลับ
จับตาสัมปทานคลื่นวิทยุเปลี่ยนมืออีกระลอกช่วงปลายปี ทั้งเครื่อข่ายกองทัพบก-ทัพอากาศ หลังยักษ์ "อาร์เอส" ยอมทิ้งคลื่นหวังบริหารตนทุน ด้าน "เชษฐ์ มังคโลดม-สุรพงษ์ เตรียมชาญชัย" มือบริหารสื่อวิทยุทำใจปีนี้ตลาดหด แถมธุรกิจยังอยู่ในช่วงขาลง ขณะที่ "สุระชาติ ตั้งตระกูล" อดีตมือบริหารค่ายสกาย-ไฮฯ มั่นใจตลาดยังมีช่องว่าง-โอกาสในการแจ้งเกิด
จากความเคลื่อนไหวด้านการเปลี่ยนแปลงในการให้สัมปทานคลื่นวิทยุในเครือข่ายของกองทัพเรือ ที่หันมาใช้นโยบาย 1 บริษัทต่อ 1 คลื่น ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากให้ข่าวสารของกองทัพเรือกระจายไปยังกลุ่มเป้าหมายต่างๆได้มากขึ้น จึงต้องการบริษัทที่นำเสนอรายการวิทยุที่หลากหลายกลุ่มเป้าหมาย ทำให้บริษัท สกาย-ไฮ เน็ตเวิร์ค จำกัด ในเครืออาร์เอส ซึ่งเดิมเคยได้สัมปทาน ของกองทัพเรือถึง 3 คลื่นเหลือเพียง 1 คลื่นเท่านั้น ส่งผลให้ธุรกิจวิทยุกลับมาคึกคักอีกระลอก
จับตาวิทยุกองทัพบกหลังเปลี่ยนผบ.ทบ.
รายงานข่าวจากบริษัทผู้ผลิตสื่อวิทยุรายหนึ่ง กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า แม้ว่าภาพการใช้เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อวิทยุในช่วงที่ผ่านมายังติดลบ แต่ในภาพของการทำธุรกิจ ปีนี้ธุรกิจวิทยุยังมีการแข่งขันสูงมากๆ แต่ละคลื่น แต่ละรายการ มีการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา จนทำให้ไม่มีคลื่นไหนเลยที่จะครองความเป็น 1 ทั้งแง่เรตติ้ง และเรื่องผลกำไรได้นาน แถมในช่วงนี้ยังมีข่าวคราวที่ไม่สู้ดีออกมาเป็นระยะๆ ล่าสุดว่าด้วยเรื่องของการหลุดสัมปทานในหลายๆ คลื่น หลายๆ บริษัท จากกระแสดังกล่าวส่งผลกระทบถึงผู้ประกอบการคลื่นวิทยุโดยรวมหลายๆ ราย ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะในแง่ของความเชื่อมั่นของลูกค้า สปอนเซอร์ และกลุ่มคนฟัง
ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่สัมปทานคลื่นวิทยุในเครือข่ายของกองทัพเรือเท่านั้นที่มีการเปลี่ยนแปลง แต่เชื่อว่าในช่วงปลายปีนี้ซึ่งจะเป็นช่วงการต่อสัมปทานของคลื่นวิทยุในเครือข่ายกองทัพบก, กองทัพอากาศ ฯลฯ ก็น่าจะมีความคึกคักไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเครือข่ายของกองทัพบก เนื่องจากปีนี้มีการเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการทหารบก และเชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกรอบแน่นอน โดยเฉพาะค่ายใหญ่อย่างจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพราะเมื่อผู้ประกอบการหนึ่งมีคลื่นหลุดไปก็จำเป็นต้องหาคลื่นใหม่ทดแทน
นายวาสนพงศ์ วิชัยยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลิค-วี อาร์ วัน เรดิโอ จำกัด ผู้บริหารคลื่นข่าว 101 INN News Channel คลื่นเพลงสากลเก็ต 102.5 International Hitz Music คลื่น 103.5 เอฟเอ็ม วัน และคลื่น 104.5 แฟต เรดิโอ กล่าวว่า สถานการณ์ธุรกิจวิทยุโดยรวมในตอนนี้ไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการหลุดสัมปทานคลื่นของหลายๆ ผู้ประกอบการ ทั้งนี้ หากดูในภาพรวมเชื่อว่าไม่น่าจะมีผลกระทบต่อบริษัท เนื่องจากทั้ง 4 คลื่นที่บริหารอยู่นั้นได้ทำสัญญาเช่าในระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร แต่ก็อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมที่เกี่ยวกับความเชื่อมั่นของลูกค้า และคนฟังโดยรวม
อย่างไรก็ตาม บริษัทจะพยายามพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยนำสิ่งที่ทั้ง 4 คลื่นมาการันตีให้กับเจ้าของสินค้า สปอนเซอร์โฆษณา และคนฟังว่า กลุ่มคลิคฯยังมีความมั่นคงแข็งแรง พร้อมทั้งเดินหน้าพัฒนาปรับปรุงในทุกๆ คลื่นให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย
ยันธุรกิจยังอยู่ในช่วงขาลง
นายสุรพงษ์ เตรียมชาญชัย อดีตผู้บริหารใหญ่ บริษัท ทราฟฟิค คอนเนอร์ เรดิโอ จำกัด กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า โดยส่วนตัวมองว่าการเปลี่ยนมือบริหารสื่อวิทยุในเครือข่ายของกองทัพเรือครั้งนี้น่าจะเป็นผลมาจากค่ายสกาย-ไฮ เน็ตเวิร์ค ยอมปล่อยคลื่น 88.5 MHz และคลื่น 106.0 MHz ไปให้ผู้ประกอบการรายใหม่เอง เพราะเหตุผลเรื่องราคาค่าสัมปทานที่สูง ประจวบเหมาะกับการไปได้สัมปทานคลื่นใหม่ที่มีต้นทุนที่ต่ำลงแทน
ทั้งนี้ เนื่องจากแนวทางการบริหารธุรกิจวิทยุในวันนี้ผู้ประกอบการมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบริหารจัดการเรื่องต้นทุนให้ได้ เพราะธุรกิจสื่อวิทยุในวันนี้ยังถือว่าอยู่ในภาวะขาลง ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ประกอบการหลายรายต่างเข้าเจรจากับต้นสังกัดสัมปทานเพื่อปรับลดค่าเช่าสถานีลง เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานต่อไปได้
"ก่อนหน้าน้าอาร์เอสก็ใช้กลยุทธ์นี้มาครั้งหนึ่งแล้วในช่วงที่ยกสัมปทานคลื่น 90 MHz ให้กับค่ายเวอร์จิ้น บีอีซี-เทโร เรดิโอฯ เข้าไปบริหารแทน" นายสุรพงษ์กล่าว
นายสุรพงษ์กล่าวต่อไปว่า สำหรับตัวเองที่คลุกคลีอยู่ในวงการวิทยุมานานนั้น แม้ว่าจะมีโอกาสหวนกลับเข้าสู่วิทยุอีก แต่ก็ยังไม่สนใจที่จะลงทุน เนื่องจากมองว่าเม็ดเงินโฆษณาในตลาดยังไม่มี แถมยังมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง และยังเชื่อมั่นว่าสถานการณ์ต่างๆ จะยังคงไม่ฟื้นตัวในปีหน้านี้แน่นอน
เช่นเดียวกับนายเชษฐ์ มังคโลดม กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท เวอร์จิ้น บีอีซี-เทโร เรดิโอ ไทยแลนด์ จำกัด ที่กล่าวว่า หากประเมินภาพธุรกิจโดยรวมขณะนี้พบว่าเริ่มดีขึ้น แต่ทุกอย่างก็ยังไม่นิ่งและวางใจไม่ได้ เพราะการใช้งบฯผ่านสื่อวิทยุยังตกต่อเนื่องชนิดแบบเดือน/เดือน การเริ่มต้นการทำธุรกิจยังมีความเสี่ยงสูงในทุกๆ ธุรกิจ เช่นเดียวกับสื่อวิทยุ โดยจะเห็นว่าช่วงที่มีการต่อสัญญาคลื่นในเครือข่ายของกองทัพเรือนั้นไม่มีผู้ประกอบการรายใหญ่ลงทุนเพิ่มเลยสักรายเดียว มีเพียงผู้ประกอบการรายเล็กและหน้าใหม่เท่านั้นที่อยากเข้ามาสู่ธุรกิจนี้ จากความเคลื่อนไหวนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้ประกอบการทุกรายยังไม่พร้อมที่จะลงทุนใหม่ ยกเว้นกรณีจำเป็นจริงๆ คือ สัมปทานเดิมหลุดมือไปเท่านั้น
"เราเองยอมรับว่าปีนี้ตัวเลขรายได้รวมน่าจะลดลงประมาณ 7-10% เช่นเดียวกับตลาดรวมที่หดหายไป และก็ยังทำแคมเปญทางการต่อเนื่องทั้ง 3 คลื่นสำหรับกระตุ้นตลาดในช่วงไตรมาสสุดท้ายนี้" นายเชษฐ์กล่าว
หน้าใหม่เชื่อตลาดยังมีช่องว่าง
ด้านนายสุระชาติ ตั้งตระกูล กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท มีเดีย เลิฟเวอร์ จำกัด อดีต ผู้บริหารใหญ่ค่ายสกาย-ไฮ เน็ตเวิร์ค ที่เพิ่งได้รับสัมปทานคลื่น 88.5 MHz กล่าวว่า โดยส่วนตัวยังเชื่อมั่นว่าสื่อวิทยุยังมีช่องว่างและโอกาสในการทำธุรกิจ แม้ว่าตลาดรวมจะดูถดถอยไปบ้างประมาณ 7-10% แต่หากสามารถบริหารจัดการให้สอดรับกับสภาพตลาดที่เปลี่ยนไปได้ก็น่าจะยังสามารถสร้างให้คลื่นได้รับความนิยม และยอมรับจากนักการตลาดและเจ้าของสินค้าได้ไม่ยาก
"ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ที่แต่ละสถานีมีต้นทุนค่าเช่าสูงลิบเราก็คงยังไม่พร้อมที่จะเข้า แต่ตอนนี้ต้นทุนที่เป็นอยู่เรามั่นใจว่าพอไหวและอยู่ในระดับที่รับได้" นายสุระชาติกล่าว
เช่นเดียวกับแหล่งข่าวในวงการวิทยุรายหนึ่งที่กล่าวว่า เชื่อว่าการที่มีกลุ่มผู้ประกอบการใหม่ทั้ง 2 รายพยายามต่อยอดธุรกิจของตัวเอง โดยในส่วนของมีเดีย เลิฟเวอร์ เหตุผลหลักน่าจะมาจากความสำเร็จของผู้บริหารที่เคยบริหารและผลักดันให้สกาย-ไฮ เน็ตเวิร์ครุ่งเรืองมาแล้ว ขณะที่เซิร์ตฯนั้น เหตุผลหลักน่าจะมาจากความต้องการที่จะนำคลื่นไปต่อยอดรายการข่าวทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากอยู่ในขณะนี้ ซึ่งถือว่ามีโอกาสในทางธุรกิจไม่แพ้กัน
โฆษณาวิทยุ 8 เดือนแรกยังติดลบ 4.15%
จากรายงานของนีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ซ (ประเทศไทย) พบว่ามูลค่าการใช้จ่ายงบฯโฆษณาผ่านสื่อวิทยุมีการปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2547 ที่ผ่านมา และลดลงอีก 5% ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา โดยมีมูลค่ารวม 3,046 ล้านบาท จากมูลค่า 3,217 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และล่าสุดยังพบว่าตัวเลขการใช้จ่ายงบฯโฆษณาสำหรับในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาก็ยังมีการขยายตัวติดลบอยู่ที่ 4.15% มีมูลค่ารวม 4,131 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังพบว่าหมวดสินค้าที่ใช้งบฯโฆษณาผ่านสื่อวิทยุมากที่สุด 5 อันดับแรกในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาประกอบด้วย กลุ่มหน่วยงานภาครัฐมูลค่า 487 ล้านบาท ตามด้วยกลุ่ม House Ads มูลค่า 479 ล้านบาท, กลุ่มสื่อสารโทรคมนาคมมูลค่า 285 ล้านบาท, กลุ่ม Leisure มูลค่า 251 ล้านบาท และกลุ่มมีเดียและมาร์เก็ตติ้งมูลค่า 178 ล้านบาท
โดยบริษัทที่ใช้งบฯโฆษณาสูงสุด 10 อันดับแรก คือ อสมท มูลค่า 144 ล้านบาท ตามด้วยสำนักนายกรัฐมนตรีมูลค่า 108 ล้านบาท, เอ-ไทม์ มีเดีย มูลค่า 96 ล้านบาท, เอไอเอสมูลค่า 85 ล้านบาท, ดีแทคมูลค่า 69 ล้านบาท, คลิกเรดิโอมูลค่า 67 ล้านบาท, เวอร์จิ้น บีอีซี-เทโทมูลค่า 65 ล้านบาท, สกาย-ไฮ เน็ตเวิร์คมูลค่า 63 ล้านบาท, ไลอ้อนมูลค่า 55 ล้านบาท และปตท.มูลค่า 54 ล้านบาท
ทั้งนี้ โฆษณา House Ads ทางสื่อวิทยุมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 54% ของกลุ่มที่ติดอันดับใช้งบฯโฆษณาทางสื่อวิทยุสูงสุด หรือคิดเป็น 15.72% ของมูลค่าตลาดรวม
จากแนวโน้มดังกล่าวนี้นักโฆษณาและวางแผนการซื้อสื่อโฆษณารายหนึ่ง กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ ว่า สื่อวิทยุจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้มีคอนเซ็ปต์การนำเสนอที่แตกต่างและตอบโจทย์ความต้องการของนักการตลาดและเจ้าของสินค้าให้ได้ เนื่องจากที่ผ่านมานักการตลาดและเจ้าของสินค้าส่วนใหญ่ยังนิยมซื้อโฆษณาในสถานีที่อยู่ในอันดับ 1 และ 2 ของตลาดเท่านั้น
http://matichon.co.th/prachachat/pracha ... ionid=0207
จับตาสัมปทานคลื่นวิทยุเปลี่ยนมืออีกระลอกช่วงปลายปี ทั้งเครื่อข่ายกองทัพบก-ทัพอากาศ หลังยักษ์ "อาร์เอส" ยอมทิ้งคลื่นหวังบริหารตนทุน ด้าน "เชษฐ์ มังคโลดม-สุรพงษ์ เตรียมชาญชัย" มือบริหารสื่อวิทยุทำใจปีนี้ตลาดหด แถมธุรกิจยังอยู่ในช่วงขาลง ขณะที่ "สุระชาติ ตั้งตระกูล" อดีตมือบริหารค่ายสกาย-ไฮฯ มั่นใจตลาดยังมีช่องว่าง-โอกาสในการแจ้งเกิด
จากความเคลื่อนไหวด้านการเปลี่ยนแปลงในการให้สัมปทานคลื่นวิทยุในเครือข่ายของกองทัพเรือ ที่หันมาใช้นโยบาย 1 บริษัทต่อ 1 คลื่น ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากให้ข่าวสารของกองทัพเรือกระจายไปยังกลุ่มเป้าหมายต่างๆได้มากขึ้น จึงต้องการบริษัทที่นำเสนอรายการวิทยุที่หลากหลายกลุ่มเป้าหมาย ทำให้บริษัท สกาย-ไฮ เน็ตเวิร์ค จำกัด ในเครืออาร์เอส ซึ่งเดิมเคยได้สัมปทาน ของกองทัพเรือถึง 3 คลื่นเหลือเพียง 1 คลื่นเท่านั้น ส่งผลให้ธุรกิจวิทยุกลับมาคึกคักอีกระลอก
จับตาวิทยุกองทัพบกหลังเปลี่ยนผบ.ทบ.
รายงานข่าวจากบริษัทผู้ผลิตสื่อวิทยุรายหนึ่ง กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า แม้ว่าภาพการใช้เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อวิทยุในช่วงที่ผ่านมายังติดลบ แต่ในภาพของการทำธุรกิจ ปีนี้ธุรกิจวิทยุยังมีการแข่งขันสูงมากๆ แต่ละคลื่น แต่ละรายการ มีการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา จนทำให้ไม่มีคลื่นไหนเลยที่จะครองความเป็น 1 ทั้งแง่เรตติ้ง และเรื่องผลกำไรได้นาน แถมในช่วงนี้ยังมีข่าวคราวที่ไม่สู้ดีออกมาเป็นระยะๆ ล่าสุดว่าด้วยเรื่องของการหลุดสัมปทานในหลายๆ คลื่น หลายๆ บริษัท จากกระแสดังกล่าวส่งผลกระทบถึงผู้ประกอบการคลื่นวิทยุโดยรวมหลายๆ ราย ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะในแง่ของความเชื่อมั่นของลูกค้า สปอนเซอร์ และกลุ่มคนฟัง
ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่สัมปทานคลื่นวิทยุในเครือข่ายของกองทัพเรือเท่านั้นที่มีการเปลี่ยนแปลง แต่เชื่อว่าในช่วงปลายปีนี้ซึ่งจะเป็นช่วงการต่อสัมปทานของคลื่นวิทยุในเครือข่ายกองทัพบก, กองทัพอากาศ ฯลฯ ก็น่าจะมีความคึกคักไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเครือข่ายของกองทัพบก เนื่องจากปีนี้มีการเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการทหารบก และเชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกรอบแน่นอน โดยเฉพาะค่ายใหญ่อย่างจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพราะเมื่อผู้ประกอบการหนึ่งมีคลื่นหลุดไปก็จำเป็นต้องหาคลื่นใหม่ทดแทน
นายวาสนพงศ์ วิชัยยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลิค-วี อาร์ วัน เรดิโอ จำกัด ผู้บริหารคลื่นข่าว 101 INN News Channel คลื่นเพลงสากลเก็ต 102.5 International Hitz Music คลื่น 103.5 เอฟเอ็ม วัน และคลื่น 104.5 แฟต เรดิโอ กล่าวว่า สถานการณ์ธุรกิจวิทยุโดยรวมในตอนนี้ไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการหลุดสัมปทานคลื่นของหลายๆ ผู้ประกอบการ ทั้งนี้ หากดูในภาพรวมเชื่อว่าไม่น่าจะมีผลกระทบต่อบริษัท เนื่องจากทั้ง 4 คลื่นที่บริหารอยู่นั้นได้ทำสัญญาเช่าในระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร แต่ก็อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมที่เกี่ยวกับความเชื่อมั่นของลูกค้า และคนฟังโดยรวม
อย่างไรก็ตาม บริษัทจะพยายามพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยนำสิ่งที่ทั้ง 4 คลื่นมาการันตีให้กับเจ้าของสินค้า สปอนเซอร์โฆษณา และคนฟังว่า กลุ่มคลิคฯยังมีความมั่นคงแข็งแรง พร้อมทั้งเดินหน้าพัฒนาปรับปรุงในทุกๆ คลื่นให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย
ยันธุรกิจยังอยู่ในช่วงขาลง
นายสุรพงษ์ เตรียมชาญชัย อดีตผู้บริหารใหญ่ บริษัท ทราฟฟิค คอนเนอร์ เรดิโอ จำกัด กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า โดยส่วนตัวมองว่าการเปลี่ยนมือบริหารสื่อวิทยุในเครือข่ายของกองทัพเรือครั้งนี้น่าจะเป็นผลมาจากค่ายสกาย-ไฮ เน็ตเวิร์ค ยอมปล่อยคลื่น 88.5 MHz และคลื่น 106.0 MHz ไปให้ผู้ประกอบการรายใหม่เอง เพราะเหตุผลเรื่องราคาค่าสัมปทานที่สูง ประจวบเหมาะกับการไปได้สัมปทานคลื่นใหม่ที่มีต้นทุนที่ต่ำลงแทน
ทั้งนี้ เนื่องจากแนวทางการบริหารธุรกิจวิทยุในวันนี้ผู้ประกอบการมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบริหารจัดการเรื่องต้นทุนให้ได้ เพราะธุรกิจสื่อวิทยุในวันนี้ยังถือว่าอยู่ในภาวะขาลง ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ประกอบการหลายรายต่างเข้าเจรจากับต้นสังกัดสัมปทานเพื่อปรับลดค่าเช่าสถานีลง เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานต่อไปได้
"ก่อนหน้าน้าอาร์เอสก็ใช้กลยุทธ์นี้มาครั้งหนึ่งแล้วในช่วงที่ยกสัมปทานคลื่น 90 MHz ให้กับค่ายเวอร์จิ้น บีอีซี-เทโร เรดิโอฯ เข้าไปบริหารแทน" นายสุรพงษ์กล่าว
นายสุรพงษ์กล่าวต่อไปว่า สำหรับตัวเองที่คลุกคลีอยู่ในวงการวิทยุมานานนั้น แม้ว่าจะมีโอกาสหวนกลับเข้าสู่วิทยุอีก แต่ก็ยังไม่สนใจที่จะลงทุน เนื่องจากมองว่าเม็ดเงินโฆษณาในตลาดยังไม่มี แถมยังมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง และยังเชื่อมั่นว่าสถานการณ์ต่างๆ จะยังคงไม่ฟื้นตัวในปีหน้านี้แน่นอน
เช่นเดียวกับนายเชษฐ์ มังคโลดม กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท เวอร์จิ้น บีอีซี-เทโร เรดิโอ ไทยแลนด์ จำกัด ที่กล่าวว่า หากประเมินภาพธุรกิจโดยรวมขณะนี้พบว่าเริ่มดีขึ้น แต่ทุกอย่างก็ยังไม่นิ่งและวางใจไม่ได้ เพราะการใช้งบฯผ่านสื่อวิทยุยังตกต่อเนื่องชนิดแบบเดือน/เดือน การเริ่มต้นการทำธุรกิจยังมีความเสี่ยงสูงในทุกๆ ธุรกิจ เช่นเดียวกับสื่อวิทยุ โดยจะเห็นว่าช่วงที่มีการต่อสัญญาคลื่นในเครือข่ายของกองทัพเรือนั้นไม่มีผู้ประกอบการรายใหญ่ลงทุนเพิ่มเลยสักรายเดียว มีเพียงผู้ประกอบการรายเล็กและหน้าใหม่เท่านั้นที่อยากเข้ามาสู่ธุรกิจนี้ จากความเคลื่อนไหวนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้ประกอบการทุกรายยังไม่พร้อมที่จะลงทุนใหม่ ยกเว้นกรณีจำเป็นจริงๆ คือ สัมปทานเดิมหลุดมือไปเท่านั้น
"เราเองยอมรับว่าปีนี้ตัวเลขรายได้รวมน่าจะลดลงประมาณ 7-10% เช่นเดียวกับตลาดรวมที่หดหายไป และก็ยังทำแคมเปญทางการต่อเนื่องทั้ง 3 คลื่นสำหรับกระตุ้นตลาดในช่วงไตรมาสสุดท้ายนี้" นายเชษฐ์กล่าว
หน้าใหม่เชื่อตลาดยังมีช่องว่าง
ด้านนายสุระชาติ ตั้งตระกูล กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท มีเดีย เลิฟเวอร์ จำกัด อดีต ผู้บริหารใหญ่ค่ายสกาย-ไฮ เน็ตเวิร์ค ที่เพิ่งได้รับสัมปทานคลื่น 88.5 MHz กล่าวว่า โดยส่วนตัวยังเชื่อมั่นว่าสื่อวิทยุยังมีช่องว่างและโอกาสในการทำธุรกิจ แม้ว่าตลาดรวมจะดูถดถอยไปบ้างประมาณ 7-10% แต่หากสามารถบริหารจัดการให้สอดรับกับสภาพตลาดที่เปลี่ยนไปได้ก็น่าจะยังสามารถสร้างให้คลื่นได้รับความนิยม และยอมรับจากนักการตลาดและเจ้าของสินค้าได้ไม่ยาก
"ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ที่แต่ละสถานีมีต้นทุนค่าเช่าสูงลิบเราก็คงยังไม่พร้อมที่จะเข้า แต่ตอนนี้ต้นทุนที่เป็นอยู่เรามั่นใจว่าพอไหวและอยู่ในระดับที่รับได้" นายสุระชาติกล่าว
เช่นเดียวกับแหล่งข่าวในวงการวิทยุรายหนึ่งที่กล่าวว่า เชื่อว่าการที่มีกลุ่มผู้ประกอบการใหม่ทั้ง 2 รายพยายามต่อยอดธุรกิจของตัวเอง โดยในส่วนของมีเดีย เลิฟเวอร์ เหตุผลหลักน่าจะมาจากความสำเร็จของผู้บริหารที่เคยบริหารและผลักดันให้สกาย-ไฮ เน็ตเวิร์ครุ่งเรืองมาแล้ว ขณะที่เซิร์ตฯนั้น เหตุผลหลักน่าจะมาจากความต้องการที่จะนำคลื่นไปต่อยอดรายการข่าวทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากอยู่ในขณะนี้ ซึ่งถือว่ามีโอกาสในทางธุรกิจไม่แพ้กัน
โฆษณาวิทยุ 8 เดือนแรกยังติดลบ 4.15%
จากรายงานของนีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ซ (ประเทศไทย) พบว่ามูลค่าการใช้จ่ายงบฯโฆษณาผ่านสื่อวิทยุมีการปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2547 ที่ผ่านมา และลดลงอีก 5% ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา โดยมีมูลค่ารวม 3,046 ล้านบาท จากมูลค่า 3,217 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และล่าสุดยังพบว่าตัวเลขการใช้จ่ายงบฯโฆษณาสำหรับในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาก็ยังมีการขยายตัวติดลบอยู่ที่ 4.15% มีมูลค่ารวม 4,131 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังพบว่าหมวดสินค้าที่ใช้งบฯโฆษณาผ่านสื่อวิทยุมากที่สุด 5 อันดับแรกในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาประกอบด้วย กลุ่มหน่วยงานภาครัฐมูลค่า 487 ล้านบาท ตามด้วยกลุ่ม House Ads มูลค่า 479 ล้านบาท, กลุ่มสื่อสารโทรคมนาคมมูลค่า 285 ล้านบาท, กลุ่ม Leisure มูลค่า 251 ล้านบาท และกลุ่มมีเดียและมาร์เก็ตติ้งมูลค่า 178 ล้านบาท
โดยบริษัทที่ใช้งบฯโฆษณาสูงสุด 10 อันดับแรก คือ อสมท มูลค่า 144 ล้านบาท ตามด้วยสำนักนายกรัฐมนตรีมูลค่า 108 ล้านบาท, เอ-ไทม์ มีเดีย มูลค่า 96 ล้านบาท, เอไอเอสมูลค่า 85 ล้านบาท, ดีแทคมูลค่า 69 ล้านบาท, คลิกเรดิโอมูลค่า 67 ล้านบาท, เวอร์จิ้น บีอีซี-เทโทมูลค่า 65 ล้านบาท, สกาย-ไฮ เน็ตเวิร์คมูลค่า 63 ล้านบาท, ไลอ้อนมูลค่า 55 ล้านบาท และปตท.มูลค่า 54 ล้านบาท
ทั้งนี้ โฆษณา House Ads ทางสื่อวิทยุมีสัดส่วนสูงถึงประมาณ 54% ของกลุ่มที่ติดอันดับใช้งบฯโฆษณาทางสื่อวิทยุสูงสุด หรือคิดเป็น 15.72% ของมูลค่าตลาดรวม
จากแนวโน้มดังกล่าวนี้นักโฆษณาและวางแผนการซื้อสื่อโฆษณารายหนึ่ง กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ ว่า สื่อวิทยุจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้มีคอนเซ็ปต์การนำเสนอที่แตกต่างและตอบโจทย์ความต้องการของนักการตลาดและเจ้าของสินค้าให้ได้ เนื่องจากที่ผ่านมานักการตลาดและเจ้าของสินค้าส่วนใหญ่ยังนิยมซื้อโฆษณาในสถานีที่อยู่ในอันดับ 1 และ 2 ของตลาดเท่านั้น
http://matichon.co.th/prachachat/pracha ... ionid=0207
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news05/10/07
โพสต์ที่ 42
Special Report แวดวงตลาดทุนไทย สื่อคึกคัก......เงินสะพัดช่วงเลือกตั้ง
Posted on Friday, October 05, 2007
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประมาณการว่าพรรคการเมืองโดยรวมมีการใช้จ่ายในการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 6 มกรคม 2544 ประมาณ 25,000 ล้านบาท และการเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 มีเงินสะพัดทั่วประเทศประมาณ 15,000 ล้านบาท ส่วนการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 เมษายน 2549 หลังการประกาศยุบสภา มีเงินสะพัดไม่มากนัก เนื่องจากพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ประกอบไปด้วย ประชาธิปัตย์ ชาติไทย และมหาชน ไม่ยอมส่งผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้ง
ส่วนการเตรียมการจัดการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ที่กำลังจะมาถึงในช่วงปลายปีนี้ นายชัยอนันต์ สมุทรวณิช สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ได้วิเคราะห์ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจมีเม็ดเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท หลังเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เดิมพันสูงกว่าทุกครั้ง เนื่องจากหลายพรรคมีกลุ่มทุนสนับสนุนอย่างเปิดเผย สอดคล้องกับศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่คาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัด 30,000-40,000 ล้านบาท สำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเดือนธันวาคมนี้
นอกจากนี้ คาดกันว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. จะมีการใช้งบประมาณ 2,000- 3,000 ล้านบาท ประกอบไปด้วย ค่าใช้จ่ายด้านสื่อประชาสัมพันธ์ 1,000 ล้านบาท อีก 500 ล้านบาท สำหรับอุปกรณ์ และที่เหลือ สำหรับค่าโสหุ้ยต่าง ๆ ในระบบที่ครอบคลุมหน่วยเลือกตั้งเกือบ 90,000 แห่งทั่วประเทศ
ภาพของพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่จะมีการแข่งขันการนำเสนอและประชาสัมพันธ์พรรคของตนเองอย่างเข้มข้น โดยพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่นั้น จะต้องเร่งประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เป็นที่รู้จักของประชาชนมากขึ้น ส่งผลให้เม็ดเงินที่สะพัดเหล่านี้แน่นอนว่าส่วนหนึ่งจะต้องไปตกที่สื่อประเภทต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ ตลอดจนป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ หรือบิลบอร์ด
นายนพดล ตัณศลารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. มาสเตอร์ แอด มองว่า ภาพรวมของธุรกิจป้ายโฆษณาจะมีเงินหมุนเวียนถึง 2-3 พันล้านบาท แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ที่การผลิตป้ายโฆษณาที่เชื่อว่ายอดเงินน่าจะสูงถึง 1,000 ล้านบาท แต่ในส่วนของการให้บริการสื่อโฆษณา และการติดตั้งน่าจะมีเม็ดเงินประมาณ 50-100 ล้านบาท
ด้านนายธนะชัย สันติชัยกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป มองการลงโฆษณาของพรรคการเมืองต่าง ๆ ในช่วงเลือกตั้งว่า เป็นรายได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะรายได้หลักของสื่อต่าง ๆ ยังคงมาจากบริษัทเอกชนที่ลงโฆษณากันต่อเนื่อง การแข่งขันหลัก ๆ คงอยู่ที่การแข่งขันของพรรคการเมืองประมาณ 3-4 พรรคหลัก ที่มีงบประมาณในการโฆษณาผ่านสื่อได้ไม่ว่าจะเป็นสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ และวิทยุ แต่สื่อที่นายธนะชัยมองว่าสำคัญไม่แพ้กัน คือการทำประชาสัมพันธ์กับประชาชนถึงนโยบาย ถึงตัวบุคคลผู้ลงสมัครเลือกตั้ง
แม้ว่าภาพรวมของธุรกิจสื่อประเภทต่าง ๆ จะได้รับอานิสงค์จากเม็ดเงินที่จะเข้าสู่ระบบในรอบนี้ แต่ในแง่ของอุตสาหกรรมโฆษณาโดยรวมอาจไม่ได้รับประโยชน์มากนัก โดยนายกสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย ระบุว่าการโฆษณาของพรรคการเมืองส่วนใหญ่มักจะใช้เอเยนซี่อิสระหรือฟรีแลนซ์ ส่วนการซื้อสื่ออาจจะใช้บริการของเอเยนซี่บ้างแต่ไม่มากนัก
ในส่วนของสื่อโทรทัศน์ บมจ. อสมท (MCOT) นับเป็นรายแรกที่ออกมายอมรับว่าได้รับประโยชน์จากการซื้อสปอตโฆษณาของพรรคการเมือง โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้ซื้อโฆษณาเป็นรายแรกหลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ผ่านการลงประชามติ และเชื่อว่าจะมีพรรคการเมืองอื่นตามมาอีกหลายพรรคในระยะเวลาอันใกล้นี้ ทำให้เชื่อว่าน่าจะทำให้รายได้โฆษณาในภาพรวมของ MCOT ในช่วงครึ่งปีหลังปรับตัวดีขึ้น
นอกจากสื่อประเภทต่าง ๆ จะได้รับประโยชน์จากเม็ดเงินที่สะพัดในช่วงเลือกตั้งแล้ว ในมุมมองของนักวิเคราะห์ ต่างเห็นตรงกันว่าปัจจัยทางการเมืองที่มีความชัดเจนขึ้นจะส่งผลให้ความเชื่อมั่นกลับมา หลายกลุ่มอุตสาหกรรมจะพลอยได้รับประโยชน์ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ยานยนต์ และรับเหมาก่อสร้าง
ช่วงก่อนเลือกตั้งเราคงหนีไม่พ้นหุ้นของกลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ รวมถึงหุ้นโทรทัศน์ ซึ่งในตลาดบ้านเรามี 2 ช่อง ก็คือ BEC และ MCOT ซึ่งแน่นอนว่า MCOT คงได้รับประโยชน์จากเม็ดเงินที่จะมาจากการประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งจาก กกต. ผ่าน MCOT ทำให้มีความน่าสนใจมากกว่า อีกกลุ่มหนึ่งคือธนาคารพาณิชย์ น่าจะได้รับประโยชน์ในเรื่องของความเชื่อมั่นที่จะกลับมา และการปล่อยสินเชื่อ น่าจะกลับมาฟื้นตัวค่อนข้างดีก่อนการเลือกตั้ง มยุรี โชวิกานต์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.นครหลวงไทย กล่าว
ขณะที่นายกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล. กสิกรไทย มีความเห็นสอดคล้องกันว่า หุ้นในกลุ่มสื่อ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ หรือสื่อสิ่งพิมพ์จะได้รับประโยชน์ เช่นเดียวกับกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนจากโครงการขนาดใหญ่
อย่างเช่น MCOT ก็ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นแขนเป็นขาให้กับรัฐบาลในการประชาสัมพันธ์ในการเลือกตั้ง โดยอ้อมการบริโภคการลงทุนน่าจะดีขึ้น กลุ่มรับเหมาก่อสร้างก็จะเริ่มมีโครงการเมกะโปรเจ็กต์เข้ามามากขึ้น ยานยนต์ ธนาคารพาณิชย์ การลงทุนที่คาดหวังว่าจะเพิ่มขึ้น รัฐบาลชุดใหม่น่าจะทำให้ดีขึ้น กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมก็น่าสนใจ นายกวีกล่าว
ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะชนะการเลือกตั้ง หรือใครจะได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย แต่ที่แน่ ๆ การที่ทุกฝ่ายต่างมุ่งไปสู่ความต้องการเห็นการเลือกตั้งทั่วไปและนำมาสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ส่งผลให้บรรยากาศโดยรวมของประเทศไทยดีขึ้นมาในระดับหนึ่งแล้ว
http://www.moneychannel.co.th/Menu6/Tra ... fault.aspx
Posted on Friday, October 05, 2007
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประมาณการว่าพรรคการเมืองโดยรวมมีการใช้จ่ายในการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 6 มกรคม 2544 ประมาณ 25,000 ล้านบาท และการเลือกตั้งใหญ่ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548 มีเงินสะพัดทั่วประเทศประมาณ 15,000 ล้านบาท ส่วนการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 เมษายน 2549 หลังการประกาศยุบสภา มีเงินสะพัดไม่มากนัก เนื่องจากพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ประกอบไปด้วย ประชาธิปัตย์ ชาติไทย และมหาชน ไม่ยอมส่งผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้ง
ส่วนการเตรียมการจัดการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ที่กำลังจะมาถึงในช่วงปลายปีนี้ นายชัยอนันต์ สมุทรวณิช สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ได้วิเคราะห์ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้อาจมีเม็ดเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท หลังเชื่อว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เดิมพันสูงกว่าทุกครั้ง เนื่องจากหลายพรรคมีกลุ่มทุนสนับสนุนอย่างเปิดเผย สอดคล้องกับศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่คาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัด 30,000-40,000 ล้านบาท สำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเดือนธันวาคมนี้
นอกจากนี้ คาดกันว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. จะมีการใช้งบประมาณ 2,000- 3,000 ล้านบาท ประกอบไปด้วย ค่าใช้จ่ายด้านสื่อประชาสัมพันธ์ 1,000 ล้านบาท อีก 500 ล้านบาท สำหรับอุปกรณ์ และที่เหลือ สำหรับค่าโสหุ้ยต่าง ๆ ในระบบที่ครอบคลุมหน่วยเลือกตั้งเกือบ 90,000 แห่งทั่วประเทศ
ภาพของพรรคการเมืองต่าง ๆ ที่จะมีการแข่งขันการนำเสนอและประชาสัมพันธ์พรรคของตนเองอย่างเข้มข้น โดยพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นมาใหม่นั้น จะต้องเร่งประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เป็นที่รู้จักของประชาชนมากขึ้น ส่งผลให้เม็ดเงินที่สะพัดเหล่านี้แน่นอนว่าส่วนหนึ่งจะต้องไปตกที่สื่อประเภทต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ ตลอดจนป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ หรือบิลบอร์ด
นายนพดล ตัณศลารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. มาสเตอร์ แอด มองว่า ภาพรวมของธุรกิจป้ายโฆษณาจะมีเงินหมุนเวียนถึง 2-3 พันล้านบาท แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ที่การผลิตป้ายโฆษณาที่เชื่อว่ายอดเงินน่าจะสูงถึง 1,000 ล้านบาท แต่ในส่วนของการให้บริการสื่อโฆษณา และการติดตั้งน่าจะมีเม็ดเงินประมาณ 50-100 ล้านบาท
ด้านนายธนะชัย สันติชัยกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป มองการลงโฆษณาของพรรคการเมืองต่าง ๆ ในช่วงเลือกตั้งว่า เป็นรายได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะรายได้หลักของสื่อต่าง ๆ ยังคงมาจากบริษัทเอกชนที่ลงโฆษณากันต่อเนื่อง การแข่งขันหลัก ๆ คงอยู่ที่การแข่งขันของพรรคการเมืองประมาณ 3-4 พรรคหลัก ที่มีงบประมาณในการโฆษณาผ่านสื่อได้ไม่ว่าจะเป็นสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ และวิทยุ แต่สื่อที่นายธนะชัยมองว่าสำคัญไม่แพ้กัน คือการทำประชาสัมพันธ์กับประชาชนถึงนโยบาย ถึงตัวบุคคลผู้ลงสมัครเลือกตั้ง
แม้ว่าภาพรวมของธุรกิจสื่อประเภทต่าง ๆ จะได้รับอานิสงค์จากเม็ดเงินที่จะเข้าสู่ระบบในรอบนี้ แต่ในแง่ของอุตสาหกรรมโฆษณาโดยรวมอาจไม่ได้รับประโยชน์มากนัก โดยนายกสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย ระบุว่าการโฆษณาของพรรคการเมืองส่วนใหญ่มักจะใช้เอเยนซี่อิสระหรือฟรีแลนซ์ ส่วนการซื้อสื่ออาจจะใช้บริการของเอเยนซี่บ้างแต่ไม่มากนัก
ในส่วนของสื่อโทรทัศน์ บมจ. อสมท (MCOT) นับเป็นรายแรกที่ออกมายอมรับว่าได้รับประโยชน์จากการซื้อสปอตโฆษณาของพรรคการเมือง โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้ซื้อโฆษณาเป็นรายแรกหลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ผ่านการลงประชามติ และเชื่อว่าจะมีพรรคการเมืองอื่นตามมาอีกหลายพรรคในระยะเวลาอันใกล้นี้ ทำให้เชื่อว่าน่าจะทำให้รายได้โฆษณาในภาพรวมของ MCOT ในช่วงครึ่งปีหลังปรับตัวดีขึ้น
นอกจากสื่อประเภทต่าง ๆ จะได้รับประโยชน์จากเม็ดเงินที่สะพัดในช่วงเลือกตั้งแล้ว ในมุมมองของนักวิเคราะห์ ต่างเห็นตรงกันว่าปัจจัยทางการเมืองที่มีความชัดเจนขึ้นจะส่งผลให้ความเชื่อมั่นกลับมา หลายกลุ่มอุตสาหกรรมจะพลอยได้รับประโยชน์ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ยานยนต์ และรับเหมาก่อสร้าง
ช่วงก่อนเลือกตั้งเราคงหนีไม่พ้นหุ้นของกลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ รวมถึงหุ้นโทรทัศน์ ซึ่งในตลาดบ้านเรามี 2 ช่อง ก็คือ BEC และ MCOT ซึ่งแน่นอนว่า MCOT คงได้รับประโยชน์จากเม็ดเงินที่จะมาจากการประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งจาก กกต. ผ่าน MCOT ทำให้มีความน่าสนใจมากกว่า อีกกลุ่มหนึ่งคือธนาคารพาณิชย์ น่าจะได้รับประโยชน์ในเรื่องของความเชื่อมั่นที่จะกลับมา และการปล่อยสินเชื่อ น่าจะกลับมาฟื้นตัวค่อนข้างดีก่อนการเลือกตั้ง มยุรี โชวิกานต์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.นครหลวงไทย กล่าว
ขณะที่นายกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล. กสิกรไทย มีความเห็นสอดคล้องกันว่า หุ้นในกลุ่มสื่อ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ หรือสื่อสิ่งพิมพ์จะได้รับประโยชน์ เช่นเดียวกับกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนจากโครงการขนาดใหญ่
อย่างเช่น MCOT ก็ค่อนข้างชัดเจนว่าเป็นแขนเป็นขาให้กับรัฐบาลในการประชาสัมพันธ์ในการเลือกตั้ง โดยอ้อมการบริโภคการลงทุนน่าจะดีขึ้น กลุ่มรับเหมาก่อสร้างก็จะเริ่มมีโครงการเมกะโปรเจ็กต์เข้ามามากขึ้น ยานยนต์ ธนาคารพาณิชย์ การลงทุนที่คาดหวังว่าจะเพิ่มขึ้น รัฐบาลชุดใหม่น่าจะทำให้ดีขึ้น กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมก็น่าสนใจ นายกวีกล่าว
ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะชนะการเลือกตั้ง หรือใครจะได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทย แต่ที่แน่ ๆ การที่ทุกฝ่ายต่างมุ่งไปสู่ความต้องการเห็นการเลือกตั้งทั่วไปและนำมาสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ส่งผลให้บรรยากาศโดยรวมของประเทศไทยดีขึ้นมาในระดับหนึ่งแล้ว
http://www.moneychannel.co.th/Menu6/Tra ... fault.aspx
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news12/10/07
โพสต์ที่ 43
งบโฆษณา9เดือนแรกโต1.20% จตุคามรามเทพร่วงสู่ที่2ใช้562ล.
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 12 ตุลาคม 2550 09:29 น.
ตลาดโฆษณา 9 เดือนแรกปี 2550 ทะลุ 67,297 ล้านบาท เติบโตขึ้นแค่ 1.20% ส่วนเดือนกันยายนเดือนเดียวเติบโต 4.27% เผยสื่อโรงหนังยังครองแชมป์โตสุด 158% ด้านวัตถุมงคลแผ่วหล่นไปอยู่ที่ 2 ของงวด 9 เดือนแรก
รายงานข่าวจากบริษัท นีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช (ประเทศไทย) จำกัด แจ้งถึงตลาดงบโฆษณาล่าสุดในเดือนกันยายน 2550 ว่า มีมูลค่ารวมประมาณ 7,841 ล้านบาท เติบโต 4.27% จากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่มี 7,520 ล้านบาท โดยสื่อทีวีมีมูลค่า 4,713 ล้านบาท เติบโต 5.06% จากเดิมที่มี 4,486 ล้านบาท สื่อวิทยุมีมูลค่า 501 ล้านบาท ลดลง 11.33% จากเดิมที่มี 565 ล้านบาท สื่อหนังสือพิมพ์มีมูลค่า 1,283 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.25% จากเดิมที่มี 1,219 ล้านบาท สื่อนิตยสารมีมูลค่า 486 ล้านบาท ลดลง 12.12% จากเดิมที่มี 553 ล้านบาท
สื่อโรงหนังมีมูลค่า 344 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 82.98% จากเดิมที่มี 188 ล้านบาท สื่อกลางแจ้งมีมูลค่า 375 ล้านบาท ลดลง 3.85% จากเดิมที่มี 390 ล้านบาท สื่อเคลื่อนที่มีมูลค่า 90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.65% จากเดิมที่มี 86 ล้านบาท สื่ออินสโตร์มีมูลค่า 49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53.13% จากเดิมที่มี 32 ล้านบาท
ขณะที่ ช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ตลาดงบโฆษณาโดยรวมมีมูลค่า 67,297 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.20% จากช่วงเดียวกันปีที่แล้วที่มี 66,498 ล้านบาท โดยมีสื่อทีวีมีมูลค่า 39,351 ล้านบาท ลดลง 1.67% จากเดิมที่มี 40,020 ล้านบาท สื่อวิทยุมีมูลค่า 4,632 ล้านบาท ลดลง 4.98% จากเดิมที่มี 4,875 ล้านบาท สื่อหนังสือพิมพ์มีมูลค่า 11,290 ล้านบาท ลดลง 1.08% จากเดิมที่มี 11,413 ล้านบาท สื่อนิตยสารมีมูลค่า 4,378 ล้านบาท ลดลง 3.48% จากเดิมที่มี 4,536 ล้านบาท
สื่อโรงหนังมีมูลค่า 3,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 158.69% จากเดิมที่มี 1,237 ล้านบาท สื่อกลางแจ้ง มีมูลค่า 3,358 ล้านบาท ลดลง 3.84% จากเดิมที่มี 3,492 ล้านบาท สื่อเคลื่อนที่มีมูลค่า 674 ล้านบาท ลดลง 6.26% จากเดิมที่มี 719 ล้านบาท สื่ออินสโตร์มีมูลค่า 415 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 100.48% จากเดิมที่มี 207 ล้านบาท
ส่วนบริษัทที่ใช้งบโฆษณาสูงที่สุดเฉพาะเดือนกันยายน 2550 เทียบกับเดือนเดียวกันปีที่แล้วคือ 1.ยูนิลีเวอร์ใช้งบ 570 ล้านบาท เพิ่มจากเดิมที่ใช้ 555 ล้านบาท 2.พีแอนด์จีใช้งบ 181 ล้านบาท ลดลงจากเดิมที่ใช้ 191 ล้านบาท 3.เนสท์เล่ใช้งบ 114 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ใช้ 66 ล้านบาท 4.โตโยต้า ใช้งบ 113 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ใช้ 89 ล้านบาท 5.สำนักนายกรัฐมนตรี ใช้งบ 101 ล้านบาท เพิ่มจากเดิมที่ใช้ 78 ล้านบาท
ขณะที่ 5 อันดับที่ใช้งบโฆษณาสูงสุดช่วง 9 เดือนแรกปี2550 เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว คือ 1.ยูนิลีเวอร์ ใช้งบ 4,452 ล้านบาท เพิ่มจากเดิมที่ใช้งบ 3,997 ล้านบาท 2.พีแอนด์จี ใช้งบ 1,242 ล้านบาท ลดลงจากเดิมที่ใช้ 1,246 ล้านบาท 3.เอไอเอส ใช้งบ 1,147 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ใช้งบ 989 ล้านบาท 4.โตโยต้า ใช้งบ 1,044 ล้านบาท ลดลงจากเดิมที่ใช้งบ 1,095 ล้านบาท 5.สำนักนายกรัฐมนตรีใช้งบ 903 ล้านบาท เพิ่มจากเดิมที่ใช้ 630 ล้านบาท
ส่วนแบรนด์สินค้าที่ใช้งบโฆษณาสูงสุดเฉพาะเดือนกันยายนปี 2550 เทียบกับเดือนเดียวกันปีที่แล้วคือ 1.พอนด์ส ใช้งบ 73 ล้านบาท ลดลงจากเดิมที่ใช้ 97 ล้านบาท 2.โตโยต้า ใช้งบ 63 ล้านบาท เพิ่มจากเดิมที่ใช้ 30 ล้านบาท 3.พีทีทีกรุ๊ป ใช้งบ 54 ล้านบาท ส่วนของเดิมไม่ได้ระบุไว้ 4.ทรูมูฟ ใช้งบ 54 ล้านบาท เพิ่มจากเดิมที่ใช้ 13 ล้านบาท 5.เครื่องดื่มชูกำลังตระกูลเอ็มใช้งบ 52 ล้านบาท เพิ่มจากเดิมที่ใช้ 7 ล้านบาท
ขณะที่แบรนด์สินค้า 5 อันดับแรกที่ใช้งบสูงุดช่วง 9 เดือนแรกของปี 2550 เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้วคือ 1.พอนด์ส ใช้งบ 651 ล้านบาท ลดลงจากเดิมที่ใช้ 701 ล้านบาท 2.วัตถุมงคลใช้งบ 562 ล้านบาท เพิ่มจากเดิมที่ใช้ 89 ล้านบาท 3.โตโยต้ากระบะ ใช้งบ 456 ล้านบาท เพิ่มจากเดิมที่ใช้ 358 ล้านบาท 4.ออยล์ออฟโอเลย์ใช้งบ 446 ล้านบาท เพิ่มจากเดิมที่ใช้ 441 ล้านบาท 5.เครื่องดื่มชูกำลังตระกูลเอ็มใช้งบ 429 ล้านบาท เพิ่มจากเดิมที่ใช้ 255 ล้านบาท
http://www.manager.co.th/Business/ViewN ... 0000120819
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 12 ตุลาคม 2550 09:29 น.
ตลาดโฆษณา 9 เดือนแรกปี 2550 ทะลุ 67,297 ล้านบาท เติบโตขึ้นแค่ 1.20% ส่วนเดือนกันยายนเดือนเดียวเติบโต 4.27% เผยสื่อโรงหนังยังครองแชมป์โตสุด 158% ด้านวัตถุมงคลแผ่วหล่นไปอยู่ที่ 2 ของงวด 9 เดือนแรก
รายงานข่าวจากบริษัท นีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช (ประเทศไทย) จำกัด แจ้งถึงตลาดงบโฆษณาล่าสุดในเดือนกันยายน 2550 ว่า มีมูลค่ารวมประมาณ 7,841 ล้านบาท เติบโต 4.27% จากเดือนเดียวกันปีที่แล้วที่มี 7,520 ล้านบาท โดยสื่อทีวีมีมูลค่า 4,713 ล้านบาท เติบโต 5.06% จากเดิมที่มี 4,486 ล้านบาท สื่อวิทยุมีมูลค่า 501 ล้านบาท ลดลง 11.33% จากเดิมที่มี 565 ล้านบาท สื่อหนังสือพิมพ์มีมูลค่า 1,283 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.25% จากเดิมที่มี 1,219 ล้านบาท สื่อนิตยสารมีมูลค่า 486 ล้านบาท ลดลง 12.12% จากเดิมที่มี 553 ล้านบาท
สื่อโรงหนังมีมูลค่า 344 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 82.98% จากเดิมที่มี 188 ล้านบาท สื่อกลางแจ้งมีมูลค่า 375 ล้านบาท ลดลง 3.85% จากเดิมที่มี 390 ล้านบาท สื่อเคลื่อนที่มีมูลค่า 90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.65% จากเดิมที่มี 86 ล้านบาท สื่ออินสโตร์มีมูลค่า 49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53.13% จากเดิมที่มี 32 ล้านบาท
ขณะที่ ช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ตลาดงบโฆษณาโดยรวมมีมูลค่า 67,297 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.20% จากช่วงเดียวกันปีที่แล้วที่มี 66,498 ล้านบาท โดยมีสื่อทีวีมีมูลค่า 39,351 ล้านบาท ลดลง 1.67% จากเดิมที่มี 40,020 ล้านบาท สื่อวิทยุมีมูลค่า 4,632 ล้านบาท ลดลง 4.98% จากเดิมที่มี 4,875 ล้านบาท สื่อหนังสือพิมพ์มีมูลค่า 11,290 ล้านบาท ลดลง 1.08% จากเดิมที่มี 11,413 ล้านบาท สื่อนิตยสารมีมูลค่า 4,378 ล้านบาท ลดลง 3.48% จากเดิมที่มี 4,536 ล้านบาท
สื่อโรงหนังมีมูลค่า 3,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 158.69% จากเดิมที่มี 1,237 ล้านบาท สื่อกลางแจ้ง มีมูลค่า 3,358 ล้านบาท ลดลง 3.84% จากเดิมที่มี 3,492 ล้านบาท สื่อเคลื่อนที่มีมูลค่า 674 ล้านบาท ลดลง 6.26% จากเดิมที่มี 719 ล้านบาท สื่ออินสโตร์มีมูลค่า 415 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 100.48% จากเดิมที่มี 207 ล้านบาท
ส่วนบริษัทที่ใช้งบโฆษณาสูงที่สุดเฉพาะเดือนกันยายน 2550 เทียบกับเดือนเดียวกันปีที่แล้วคือ 1.ยูนิลีเวอร์ใช้งบ 570 ล้านบาท เพิ่มจากเดิมที่ใช้ 555 ล้านบาท 2.พีแอนด์จีใช้งบ 181 ล้านบาท ลดลงจากเดิมที่ใช้ 191 ล้านบาท 3.เนสท์เล่ใช้งบ 114 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ใช้ 66 ล้านบาท 4.โตโยต้า ใช้งบ 113 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ใช้ 89 ล้านบาท 5.สำนักนายกรัฐมนตรี ใช้งบ 101 ล้านบาท เพิ่มจากเดิมที่ใช้ 78 ล้านบาท
ขณะที่ 5 อันดับที่ใช้งบโฆษณาสูงสุดช่วง 9 เดือนแรกปี2550 เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว คือ 1.ยูนิลีเวอร์ ใช้งบ 4,452 ล้านบาท เพิ่มจากเดิมที่ใช้งบ 3,997 ล้านบาท 2.พีแอนด์จี ใช้งบ 1,242 ล้านบาท ลดลงจากเดิมที่ใช้ 1,246 ล้านบาท 3.เอไอเอส ใช้งบ 1,147 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ใช้งบ 989 ล้านบาท 4.โตโยต้า ใช้งบ 1,044 ล้านบาท ลดลงจากเดิมที่ใช้งบ 1,095 ล้านบาท 5.สำนักนายกรัฐมนตรีใช้งบ 903 ล้านบาท เพิ่มจากเดิมที่ใช้ 630 ล้านบาท
ส่วนแบรนด์สินค้าที่ใช้งบโฆษณาสูงสุดเฉพาะเดือนกันยายนปี 2550 เทียบกับเดือนเดียวกันปีที่แล้วคือ 1.พอนด์ส ใช้งบ 73 ล้านบาท ลดลงจากเดิมที่ใช้ 97 ล้านบาท 2.โตโยต้า ใช้งบ 63 ล้านบาท เพิ่มจากเดิมที่ใช้ 30 ล้านบาท 3.พีทีทีกรุ๊ป ใช้งบ 54 ล้านบาท ส่วนของเดิมไม่ได้ระบุไว้ 4.ทรูมูฟ ใช้งบ 54 ล้านบาท เพิ่มจากเดิมที่ใช้ 13 ล้านบาท 5.เครื่องดื่มชูกำลังตระกูลเอ็มใช้งบ 52 ล้านบาท เพิ่มจากเดิมที่ใช้ 7 ล้านบาท
ขณะที่แบรนด์สินค้า 5 อันดับแรกที่ใช้งบสูงุดช่วง 9 เดือนแรกของปี 2550 เทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้วคือ 1.พอนด์ส ใช้งบ 651 ล้านบาท ลดลงจากเดิมที่ใช้ 701 ล้านบาท 2.วัตถุมงคลใช้งบ 562 ล้านบาท เพิ่มจากเดิมที่ใช้ 89 ล้านบาท 3.โตโยต้ากระบะ ใช้งบ 456 ล้านบาท เพิ่มจากเดิมที่ใช้ 358 ล้านบาท 4.ออยล์ออฟโอเลย์ใช้งบ 446 ล้านบาท เพิ่มจากเดิมที่ใช้ 441 ล้านบาท 5.เครื่องดื่มชูกำลังตระกูลเอ็มใช้งบ 429 ล้านบาท เพิ่มจากเดิมที่ใช้ 255 ล้านบาท
http://www.manager.co.th/Business/ViewN ... 0000120819
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news12/10/07
โพสต์ที่ 44
เงินทุนญี่ปุ่นบุกบันเทิงไทย หาพันธมิตรรุกคืบอาเซียน
โพสต์ทูเดย์ เอพีเอฟ กรุ๊ป ขนเงินลุยหาพาร์ตเนอร์บุกตลาดบันเทิงในไทย หวังใช้ไทยเป็นฐานเจาะตลาดอาเซียน
นายมิทซึจิ โคโนชิตะ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชียพาร์ทเนอร์ ชิพ ฟันด์ กรุ๊ป (เอพีเอฟ กรุ๊ป) กล่าวว่า ได้เข้าซื้อหุ้น 40% ในบริษัท เว็ดจิ โฮลดิ้งส์ ผู้ผลิตแอนิเมชัน, ภาพยนตร์และเพลง ของประเทศญี่ปุ่น เพื่อใช้บริษัทดังกล่าวเป็น หัวหอกในการรุกตลาดบันเทิงไทย โดยจะเข้ามาหาพันธมิตรในเมืองไทยเพื่อร่วมทุนขยายธุรกิจของบริษัท พร้อมทั้งนำสินค้าบันเทิงที่มีศักยภาพของไทยไปตลาดญี่ปุ่น
ธุรกิจบันเทิงในเมืองไทยมีศักยภาพในการเติบโตสูง และไทยเหมาะที่จะเป็นศูนย์กลางในการขยายธุรกิจบันเทิงญี่ปุ่นในภูมิภาคนี้ด้วย นายมิทซึจิ กล่าว
ทั้งนี้ บริษัท เว็ดจิ จะเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย ภายใต้แนวคิด เจแปนคัลเจอร์ คอมเพล็กซ์ (Japan CultureComplex) โดยใช้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางการเผยแพร่ผลงานต่างๆ เช่น โรงภาพยนตร์ถ่ายทอดวัฒนธรรมญี่ปุ่น, ร้านคาเฟ่ การ์ตูนสไตล์ญี่ปุ่น, ร้านค้าจำหน่ายของเล่นและไอดอล, ดนตรีและสตูดิโอ แอนิเมชัน รวมทั้งจะเจรจากับบริษัทบันเทิงชั้นนำในเมืองไทยเพื่อหาพันธมิตรร่วมทุน
สำหรับเอพีเอฟ กรุ๊ป เป็นกองทุนการเงินจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เข้าซื้อหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ยูไนเต็ดและบริษัท กรุ๊ป ลีส ผู้ดำเนินธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ ในเมืองไทย ใช้เงินลงทุนแล้ว 100 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยบริษัทมีเงินลงทุนต่อปีประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาทและในสิ้นปีนี้จะลงทุนในบริษัทประกันภัยและอสังหาริมทรัพย์เพิ่มอย่างน้อย 2 บริษัท
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=196980
โพสต์ทูเดย์ เอพีเอฟ กรุ๊ป ขนเงินลุยหาพาร์ตเนอร์บุกตลาดบันเทิงในไทย หวังใช้ไทยเป็นฐานเจาะตลาดอาเซียน
นายมิทซึจิ โคโนชิตะ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเชียพาร์ทเนอร์ ชิพ ฟันด์ กรุ๊ป (เอพีเอฟ กรุ๊ป) กล่าวว่า ได้เข้าซื้อหุ้น 40% ในบริษัท เว็ดจิ โฮลดิ้งส์ ผู้ผลิตแอนิเมชัน, ภาพยนตร์และเพลง ของประเทศญี่ปุ่น เพื่อใช้บริษัทดังกล่าวเป็น หัวหอกในการรุกตลาดบันเทิงไทย โดยจะเข้ามาหาพันธมิตรในเมืองไทยเพื่อร่วมทุนขยายธุรกิจของบริษัท พร้อมทั้งนำสินค้าบันเทิงที่มีศักยภาพของไทยไปตลาดญี่ปุ่น
ธุรกิจบันเทิงในเมืองไทยมีศักยภาพในการเติบโตสูง และไทยเหมาะที่จะเป็นศูนย์กลางในการขยายธุรกิจบันเทิงญี่ปุ่นในภูมิภาคนี้ด้วย นายมิทซึจิ กล่าว
ทั้งนี้ บริษัท เว็ดจิ จะเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย ภายใต้แนวคิด เจแปนคัลเจอร์ คอมเพล็กซ์ (Japan CultureComplex) โดยใช้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางการเผยแพร่ผลงานต่างๆ เช่น โรงภาพยนตร์ถ่ายทอดวัฒนธรรมญี่ปุ่น, ร้านคาเฟ่ การ์ตูนสไตล์ญี่ปุ่น, ร้านค้าจำหน่ายของเล่นและไอดอล, ดนตรีและสตูดิโอ แอนิเมชัน รวมทั้งจะเจรจากับบริษัทบันเทิงชั้นนำในเมืองไทยเพื่อหาพันธมิตรร่วมทุน
สำหรับเอพีเอฟ กรุ๊ป เป็นกองทุนการเงินจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เข้าซื้อหุ้นบริษัทหลักทรัพย์ยูไนเต็ดและบริษัท กรุ๊ป ลีส ผู้ดำเนินธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ ในเมืองไทย ใช้เงินลงทุนแล้ว 100 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยบริษัทมีเงินลงทุนต่อปีประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาทและในสิ้นปีนี้จะลงทุนในบริษัทประกันภัยและอสังหาริมทรัพย์เพิ่มอย่างน้อย 2 บริษัท
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=196980
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news13/10/07
โพสต์ที่ 45
กลุ่มสื่อยังเป็นบวก
มุมมองของ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ต่อกลุ่มสื่อยังคงเป็นบวกทั้งใน ระยะสั้นและระยะยาว จากแนวโน้มการขยายตัวของเม็ดเงินโฆษณาตามภาวะเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยหุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงที่คาดว่าจะปรับตัวขึ้นเช่นเดียวกับดัชนีตลาดจากการไหลเข้าของเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติ ได้แก่ บริษัท บีอีซี เวิลด์ (BEC) บริษัท อมสท (MCOT) และบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR)
ส่วนหุ้นขนาดเล็กที่มีศักยภาพการเติบโตดีรวมทั้งมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าสนใจ ประกอบกับราคาหุ้นที่ยังถูก คือบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย (GMMM) และบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ (WORK)
ข้อมูลอุตสาหกรรมโฆษณาจาก Nielsen Media Research พบว่า ในเดือน ก.ย อุตสาหกรรมโฆษณามีการขยายตัว 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนมาที่ 7,841 ล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ใกล้เคียงกับเดือน ส.ค. ที่อุตสาหกรรมเติบโต 4.8% หลังจากการเติบโตติดลบในช่วงไตรมาส 2 ปี 2550
สาเหตุหลักของการขยายตัวของอุตสาหกรรมมาจากเม็ดเงินโฆษณาทางโทรทัศน์ที่เพิ่มขึ้น 5% ซึ่งดีกว่าเดือนก่อนที่เติบโต 2.3% แต่โฆษณาทางวิทยุกลับมาติดลบ 11.3% หลังจากฟื้นตัวเป็นบวกได้ในเดือนก่อน ส่วนกลุ่มที่ใช้งบโฆษณาสูงก็ยังคงเป็นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มยานยนต์ รวมทั้งสำนักนายกรัฐมนตรี
โดยรวมแล้วในไตรมาส 3 ปี 2550 เม็ดเงินโฆษณาเพิ่มขึ้น 3.7% และในช่วงเดือน ม.ค.-ก.ย. เม็ดเงินโฆษณาปรับตัวขึ้น 1.2% เป็น 67,297 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำ เนื่องมาจากความไม่แน่นอนทางการเมืองซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคและการจับจ่ายใช้สอย นอกจากนั้น ปัญหาของ TITV ก็มีส่วนทำให้เม็ดเงินโฆษณาชะลอตัวลงด้วย
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมโฆษณาน่าจะขยายตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จากเม็ดเงินโฆษณาภาครัฐและการเลือกตั้ง รวมทั้งเป็นช่วงที่มีการใช้งบโฆษณาค่อนข้างสูง สำหรับปีหน้านั้น แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและความคลี่คลายทางการเมืองหลังเลือกตั้งคาดว่า จะกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของ ผู้บริโภคและอุตสาหกรรมโฆษณาให้มีการเติบโตที่ดีกว่าปีนี้ แม้ว่าอุตสาหกรรมอาจได้รับผลกระทบจากการจัดเรตติ้งรายการโทรทัศน์และมาตรการควบคุมโฆษณาสินค้าขนมขบเคี้ยวผ่านสื่อโทรทัศน์ที่เป็นรายการสำหรับเด็ก
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=197246
มุมมองของ บล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ต่อกลุ่มสื่อยังคงเป็นบวกทั้งใน ระยะสั้นและระยะยาว จากแนวโน้มการขยายตัวของเม็ดเงินโฆษณาตามภาวะเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยหุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงที่คาดว่าจะปรับตัวขึ้นเช่นเดียวกับดัชนีตลาดจากการไหลเข้าของเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติ ได้แก่ บริษัท บีอีซี เวิลด์ (BEC) บริษัท อมสท (MCOT) และบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR)
ส่วนหุ้นขนาดเล็กที่มีศักยภาพการเติบโตดีรวมทั้งมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าสนใจ ประกอบกับราคาหุ้นที่ยังถูก คือบริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย (GMMM) และบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ (WORK)
ข้อมูลอุตสาหกรรมโฆษณาจาก Nielsen Media Research พบว่า ในเดือน ก.ย อุตสาหกรรมโฆษณามีการขยายตัว 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนมาที่ 7,841 ล้านบาท ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ใกล้เคียงกับเดือน ส.ค. ที่อุตสาหกรรมเติบโต 4.8% หลังจากการเติบโตติดลบในช่วงไตรมาส 2 ปี 2550
สาเหตุหลักของการขยายตัวของอุตสาหกรรมมาจากเม็ดเงินโฆษณาทางโทรทัศน์ที่เพิ่มขึ้น 5% ซึ่งดีกว่าเดือนก่อนที่เติบโต 2.3% แต่โฆษณาทางวิทยุกลับมาติดลบ 11.3% หลังจากฟื้นตัวเป็นบวกได้ในเดือนก่อน ส่วนกลุ่มที่ใช้งบโฆษณาสูงก็ยังคงเป็นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มยานยนต์ รวมทั้งสำนักนายกรัฐมนตรี
โดยรวมแล้วในไตรมาส 3 ปี 2550 เม็ดเงินโฆษณาเพิ่มขึ้น 3.7% และในช่วงเดือน ม.ค.-ก.ย. เม็ดเงินโฆษณาปรับตัวขึ้น 1.2% เป็น 67,297 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำ เนื่องมาจากความไม่แน่นอนทางการเมืองซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคและการจับจ่ายใช้สอย นอกจากนั้น ปัญหาของ TITV ก็มีส่วนทำให้เม็ดเงินโฆษณาชะลอตัวลงด้วย
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมโฆษณาน่าจะขยายตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จากเม็ดเงินโฆษณาภาครัฐและการเลือกตั้ง รวมทั้งเป็นช่วงที่มีการใช้งบโฆษณาค่อนข้างสูง สำหรับปีหน้านั้น แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและความคลี่คลายทางการเมืองหลังเลือกตั้งคาดว่า จะกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของ ผู้บริโภคและอุตสาหกรรมโฆษณาให้มีการเติบโตที่ดีกว่าปีนี้ แม้ว่าอุตสาหกรรมอาจได้รับผลกระทบจากการจัดเรตติ้งรายการโทรทัศน์และมาตรการควบคุมโฆษณาสินค้าขนมขบเคี้ยวผ่านสื่อโทรทัศน์ที่เป็นรายการสำหรับเด็ก
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=197246
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news23/10/07
โพสต์ที่ 46
ศึกเลือกตั้งปะทุทุ่มโฆษณาขายนโยบายศก.
ในหลวงทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง 23 ธันวาคมแล้ว พรรคใหญ่ทุ่มโฆษณาเต็มอัตราศึกครบทุกสื่อ "ประชาชาติธุรกิจ" เปิดนโยบายแต่ละพรรค เอาใจทั้งในเมืองและชนบท ปชป.อัดนโยบายขายฝันแข่งพลังประชาชน ทั้งเมกะโปรเจ็กต์ รถไฟฟ้า ชลประทาน เผยนักธุรกิจรุ่นใหม่ถอดสูทเข้าสู่การเมืองเพียบ
วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.2550 แล้ว ทำให้เกิดความชัดเจนว่า การเลือกตั้งทั่วไปจะเกิดขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคมอย่างแน่นอน ฉะนั้นนับเนื่องจากนี้ไปอีก 2 เดือน บรรยากาศการเลือกตั้งจะคึกคัก เพื่อประชันแข่งเชิงตัวบุคคลและนโยบายผ่านสื่อโฆษณาอย่างเต็มอัตราศึก
ก่อนหน้านี้หลายสำนักวิจัยได้วิเคราะห์เม็ดเงินที่จะสะพัดในการเลือกตั้งปลายปี 3 หมื่น-4 หมื่นล้าน ผ่านการใช้สื่อโฆษณา และกิจกรรมทางการเมืองทุกรูปแบบ รวมถึงการซื้อตัว ส.ส. ที่อัตราล่าสุดสูงถึง 30-40 ล้าน
ล่าสุด บริษัทเอซีนีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช เปิดเผยถึงภาพรวมการซื้อสื่อโฆษณาเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมืองในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-กันยายน 2550) ว่า มีการใช้เงินซื้อสื่อโฆษณารวมทั้งสิ้น 200 ล้านบาท แบ่งเป็นงบฯโฆษณาในส่วนของพรรคการเมือง ประมาณ 70 ล้านบาท โฆษณาส่งเสริมรณรงค์ให้คนไปใช้สิทธิเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประมาณ 130 ล้านบาท โดยสื่อที่ใช้ในการโฆษณากิจกรรมทางการเมืองส่วนใหญ่เป็นโทรทัศน์ ตามด้วยหนังสือพิมพ์ วิทยุ และสื่อกลางแจ้ง
รายงานข่าวระบุว่า พรรคการเมืองที่มีการซื้อสื่อโฆษณาสูงสุดคือพรรคประชาธิปัตย์ มียอดซื้อสื่อผ่านสื่อทุกประเภทรวม 59.6 ล้านบาท โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปีพรรคประชาธิปัตย์ใช้เงินซื้อสื่อโฆษณาพรรคการเมืองผ่านโทรทัศน์รวมทั้งสิ้น 48.5 ล้านบาท อันดับ 2 คือพรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่มีนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ เป็นหัวหน้าพรรค
มียอดซื้อสื่อโทรทัศน์รวม 1.1 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีพรรคการเมืองอื่นๆ ที่มีการซื้อสื่อโฆษณาพรรค ได้แก่ คือพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ซึ่งมี พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร เป็นหัวหน้าพรรค มียอดซื้อสื่อผ่านสื่อต่างๆ รวม 4.4 ล้านบาท ส่วนพรรคเพื่อแผ่นดินของนายสุวิทย์ คุณกิตติ มียอดซื้อสื่อรวม 3.1 ล้านบาท
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เหรัญญิกและกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันพรรคลงโฆษณาทั้งทีวีและวิทยุ และจะพยายามทำไปจนกว่าจะมีการสั่งห้าม หรือเมื่อเงินหมดหน้าตัก โดยใช้บริการจากเอเยนซี่บริษัท Far East ในการวางแผนโฆษณาผ่านสื่ออย่างต่อเนื่อง
ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เลือกใช้ฤกษ์ 14.00 น. วันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา ประกาศวาระเศรษฐกิจ "Thailand Back in Business" ต่อหน้านักธุรกิจชาวไทยและชาวต่างประเทศ รวมถึงทูตพาณิชย์จากประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมฟังกว่า 300 คน ณ โรงแรมพลาซ่าแอทธินี ถ.วิทยุ ในรูปแบบทอล์กโชว์ของการผ่านสื่อสไลด์
ตลอด 1 ชั่วโมง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เน้นย้ำการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาวให้นักธุรกิจฟังหลายมาตรการ เช่น 1.ยกเลิกมาตรการธนาคารแห่งประเทศไทย 30 เปอร์เซ็นต์ 2.ยุติการแก้ไขกฎหมายธุรกิจต่างด้าว
3.ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจ อาทิ สร้างระบบชลประทาน 3 แสนล้านบาท ระบบรถไฟ 2 แสนล้านบาท ระบบขนส่งมวลชน 2.5 แสนล้านบาท โดยทั้งหมดจะต้องมีการประเมินค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการหลักทั้งหมดภายใน 5 ปี
ขณะที่พรรคพลังประชาชน หลังเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ณ ท้องสนามหลวงเมื่อสัปดาห์ก่อน สิ่งที่ปล่อยตามมาก็คือ การติดตั้งบิลบอร์ดและแผ่นป้าย และยิงสปอตผ่านสื่อทีวี วิทยุ โดยชู
แคมเปญตอกย้ำนโยบายที่อดีตพรรคไทยรักไทยเคยทำไว้มาเป็นจุดขาย
ล่าสุด พรรคพลังประชาชนปล่อยภาพยนตร์โฆษณา 3 ชุด ความสุข ลูกพ่อ และบัตร 30 บาทต่อชีวิต ผ่านสื่อทีวี ผลิตโดยบริษัท ฮาว คัม เอนเตอร์
เทนเม้นท์ จำกัด ใช้งบประมาณสร้างกว่า 1 ล้านบาท
น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน อธิบายว่า พรรคพลังประชาชนคิดโฆษณาชุดนี้จากความคาดหวังของคนไทย โดยเฉพาะเรื่องความปรองดองที่ถือเป็นประเด็นใหญ่ รวมถึงความสุข ความคาดหวัง สุขภาพ การทำมาหากิน ปากท้อง โอกาสที่จะได้รับการศึกษา รวมถึงความสุขในอนาคต
ด้านพรรคชาติไทย ชั่วโมงนี้ผู้ที่สร้างสีสันในเรื่องสื่อโฆษณาหาเสียงได้มากที่สุดคงไม่มีใครเทียบเสี่ยชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทยได้
นายชูวิทย์เปิดเผยว่า นอกจากบิลบอร์ด "คุณจะฝากอนาคตของชาติไว้กับนอมินีหรือ ?" แล้วจะยังมีป้ายบิลบอร์ดติดทั่วกรุงเทพฯอีกหลายป้ายในเวอร์ชั่นที่แตกต่างกันและจะเป็นที่ฮือฮาแน่นอน
นายเกษมสันต์ วีระกุล รองหัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า พรรคมีเวลาสร้างแบรนด์แค่ 2 เดือน ฉะนั้นจุดขายของนโยบายจะต้องกำหนดเป้าหมายชัดเจนทางเศรษฐกิจ โดยใช้งบโฆษณา 10 ล้านบาท ทั้งนี้นโยบายเศรษฐกิจหลักจะเป็นแนวของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้จริงและเคยประสบความสำเร็จมาแล้ว นอกจากนี้ยังมีนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาร่วมงานกับพรรคอีกหลายคน
ขายฝันเมกะโปรเจ็กต์-รถไฟฟ้า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) ได้จัดสัมมนาเรื่อง "เวทีนโยบายเศรษฐกิจและสังคม : พรรคการเมืองพบสภาที่ปรึกษาฯ และประชาชน"
นายธรรมา ปิ่นสุกาญจน์ เหรัญญิกพรรคชาติไทย กล่าวว่า นโยบายด้านเศรษฐกิจที่สำคัญคือการปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ขนาดกลาง และชุมชน ขจัดภาษีแฝงในการส่งออก เพิ่มความสะดวกแก่ผู้ส่งออกมากขึ้น มุ่งการทำตกลงเขตการค้าเสรี
นายจิรายุส วสุรัตน์ พรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า แนวนโยบายของพรรคคือนำความสุขคืนสู่ประชาชน ซึ่งต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง โครงการอยู่ที่ความเป็นจริงที่สร้างได้ คือ ภาคเกษตรทำอย่างไรให้รายได้เพิ่ม
นายสุวิทย์ ตันตระกูล โฆษกพรรคมหาชน กล่าวว่า นโยบายจะมุ่งไปที่ภาคการเกษตรเพื่อความยั่งยืน รัฐต้องมุ่งมั่นสนับสนุนปลูกพืชผลที่มีราคา รวมทั้งพืชที่เป็นอาหารสัตว์ ส่วนเรื่องน้ำมันมีราคาสูง ก็ส่งเสริมให้มีการทำแก๊สโซฮอล์ นำพืชมาทำเป็นเชื้อเพลิง
นายกร ทัพพะรังสี หัวหน้าพรรคประชาราช กล่าวว่า พรรคจะมีมาตรการอย่างชัดเจนเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ ในฐานะที่ไทยเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรโลก เราต้องไม่ยอมให้เศรษฐกิจของชาติถูกเศรษฐกิจของโลกที่เราสู้ไม่ได้เป็นผู้นำทาง
นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย กล่าวว่า หากเป็นรัฐบาลเราจะออกพันธบัตรเป็นเวลา 40 ปีเพื่อกู้จากธนาคารแห่งประเทศไทย เอาเงินมาสร้างความมั่งคั่ง นำเงินมาลงทุนโครงการขนาดใหญ่ สร้างทางด่วนเก็บเงินภายในสามสิบปีก็ได้เงินคืนให้ธนาคารแห่งประเทศไทย เราจะมีรถไฟฟ้าสิบสาย ที่ลงทุนเงินด้วยเงินห้าถึงหกแสนล้านบาท นอกจากนี้ จะทำโครงการใหญ่ เช่น รถไฟฟ้ารางคู่ สู่เหนือ อีสาน
http://matichon.co.th/prachachat/pracha ... ionid=0201
ในหลวงทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง 23 ธันวาคมแล้ว พรรคใหญ่ทุ่มโฆษณาเต็มอัตราศึกครบทุกสื่อ "ประชาชาติธุรกิจ" เปิดนโยบายแต่ละพรรค เอาใจทั้งในเมืองและชนบท ปชป.อัดนโยบายขายฝันแข่งพลังประชาชน ทั้งเมกะโปรเจ็กต์ รถไฟฟ้า ชลประทาน เผยนักธุรกิจรุ่นใหม่ถอดสูทเข้าสู่การเมืองเพียบ
วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.2550 แล้ว ทำให้เกิดความชัดเจนว่า การเลือกตั้งทั่วไปจะเกิดขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคมอย่างแน่นอน ฉะนั้นนับเนื่องจากนี้ไปอีก 2 เดือน บรรยากาศการเลือกตั้งจะคึกคัก เพื่อประชันแข่งเชิงตัวบุคคลและนโยบายผ่านสื่อโฆษณาอย่างเต็มอัตราศึก
ก่อนหน้านี้หลายสำนักวิจัยได้วิเคราะห์เม็ดเงินที่จะสะพัดในการเลือกตั้งปลายปี 3 หมื่น-4 หมื่นล้าน ผ่านการใช้สื่อโฆษณา และกิจกรรมทางการเมืองทุกรูปแบบ รวมถึงการซื้อตัว ส.ส. ที่อัตราล่าสุดสูงถึง 30-40 ล้าน
ล่าสุด บริษัทเอซีนีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช เปิดเผยถึงภาพรวมการซื้อสื่อโฆษณาเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมืองในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-กันยายน 2550) ว่า มีการใช้เงินซื้อสื่อโฆษณารวมทั้งสิ้น 200 ล้านบาท แบ่งเป็นงบฯโฆษณาในส่วนของพรรคการเมือง ประมาณ 70 ล้านบาท โฆษณาส่งเสริมรณรงค์ให้คนไปใช้สิทธิเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประมาณ 130 ล้านบาท โดยสื่อที่ใช้ในการโฆษณากิจกรรมทางการเมืองส่วนใหญ่เป็นโทรทัศน์ ตามด้วยหนังสือพิมพ์ วิทยุ และสื่อกลางแจ้ง
รายงานข่าวระบุว่า พรรคการเมืองที่มีการซื้อสื่อโฆษณาสูงสุดคือพรรคประชาธิปัตย์ มียอดซื้อสื่อผ่านสื่อทุกประเภทรวม 59.6 ล้านบาท โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปีพรรคประชาธิปัตย์ใช้เงินซื้อสื่อโฆษณาพรรคการเมืองผ่านโทรทัศน์รวมทั้งสิ้น 48.5 ล้านบาท อันดับ 2 คือพรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่มีนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ เป็นหัวหน้าพรรค
มียอดซื้อสื่อโทรทัศน์รวม 1.1 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีพรรคการเมืองอื่นๆ ที่มีการซื้อสื่อโฆษณาพรรค ได้แก่ คือพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ซึ่งมี พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร เป็นหัวหน้าพรรค มียอดซื้อสื่อผ่านสื่อต่างๆ รวม 4.4 ล้านบาท ส่วนพรรคเพื่อแผ่นดินของนายสุวิทย์ คุณกิตติ มียอดซื้อสื่อรวม 3.1 ล้านบาท
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เหรัญญิกและกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันพรรคลงโฆษณาทั้งทีวีและวิทยุ และจะพยายามทำไปจนกว่าจะมีการสั่งห้าม หรือเมื่อเงินหมดหน้าตัก โดยใช้บริการจากเอเยนซี่บริษัท Far East ในการวางแผนโฆษณาผ่านสื่ออย่างต่อเนื่อง
ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เลือกใช้ฤกษ์ 14.00 น. วันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา ประกาศวาระเศรษฐกิจ "Thailand Back in Business" ต่อหน้านักธุรกิจชาวไทยและชาวต่างประเทศ รวมถึงทูตพาณิชย์จากประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมฟังกว่า 300 คน ณ โรงแรมพลาซ่าแอทธินี ถ.วิทยุ ในรูปแบบทอล์กโชว์ของการผ่านสื่อสไลด์
ตลอด 1 ชั่วโมง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เน้นย้ำการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาวให้นักธุรกิจฟังหลายมาตรการ เช่น 1.ยกเลิกมาตรการธนาคารแห่งประเทศไทย 30 เปอร์เซ็นต์ 2.ยุติการแก้ไขกฎหมายธุรกิจต่างด้าว
3.ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจ อาทิ สร้างระบบชลประทาน 3 แสนล้านบาท ระบบรถไฟ 2 แสนล้านบาท ระบบขนส่งมวลชน 2.5 แสนล้านบาท โดยทั้งหมดจะต้องมีการประเมินค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการหลักทั้งหมดภายใน 5 ปี
ขณะที่พรรคพลังประชาชน หลังเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ณ ท้องสนามหลวงเมื่อสัปดาห์ก่อน สิ่งที่ปล่อยตามมาก็คือ การติดตั้งบิลบอร์ดและแผ่นป้าย และยิงสปอตผ่านสื่อทีวี วิทยุ โดยชู
แคมเปญตอกย้ำนโยบายที่อดีตพรรคไทยรักไทยเคยทำไว้มาเป็นจุดขาย
ล่าสุด พรรคพลังประชาชนปล่อยภาพยนตร์โฆษณา 3 ชุด ความสุข ลูกพ่อ และบัตร 30 บาทต่อชีวิต ผ่านสื่อทีวี ผลิตโดยบริษัท ฮาว คัม เอนเตอร์
เทนเม้นท์ จำกัด ใช้งบประมาณสร้างกว่า 1 ล้านบาท
น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชน อธิบายว่า พรรคพลังประชาชนคิดโฆษณาชุดนี้จากความคาดหวังของคนไทย โดยเฉพาะเรื่องความปรองดองที่ถือเป็นประเด็นใหญ่ รวมถึงความสุข ความคาดหวัง สุขภาพ การทำมาหากิน ปากท้อง โอกาสที่จะได้รับการศึกษา รวมถึงความสุขในอนาคต
ด้านพรรคชาติไทย ชั่วโมงนี้ผู้ที่สร้างสีสันในเรื่องสื่อโฆษณาหาเสียงได้มากที่สุดคงไม่มีใครเทียบเสี่ยชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทยได้
นายชูวิทย์เปิดเผยว่า นอกจากบิลบอร์ด "คุณจะฝากอนาคตของชาติไว้กับนอมินีหรือ ?" แล้วจะยังมีป้ายบิลบอร์ดติดทั่วกรุงเทพฯอีกหลายป้ายในเวอร์ชั่นที่แตกต่างกันและจะเป็นที่ฮือฮาแน่นอน
นายเกษมสันต์ วีระกุล รองหัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า พรรคมีเวลาสร้างแบรนด์แค่ 2 เดือน ฉะนั้นจุดขายของนโยบายจะต้องกำหนดเป้าหมายชัดเจนทางเศรษฐกิจ โดยใช้งบโฆษณา 10 ล้านบาท ทั้งนี้นโยบายเศรษฐกิจหลักจะเป็นแนวของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้จริงและเคยประสบความสำเร็จมาแล้ว นอกจากนี้ยังมีนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาร่วมงานกับพรรคอีกหลายคน
ขายฝันเมกะโปรเจ็กต์-รถไฟฟ้า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 ตุลาคมที่ผ่านมา สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) ได้จัดสัมมนาเรื่อง "เวทีนโยบายเศรษฐกิจและสังคม : พรรคการเมืองพบสภาที่ปรึกษาฯ และประชาชน"
นายธรรมา ปิ่นสุกาญจน์ เหรัญญิกพรรคชาติไทย กล่าวว่า นโยบายด้านเศรษฐกิจที่สำคัญคือการปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ขนาดกลาง และชุมชน ขจัดภาษีแฝงในการส่งออก เพิ่มความสะดวกแก่ผู้ส่งออกมากขึ้น มุ่งการทำตกลงเขตการค้าเสรี
นายจิรายุส วสุรัตน์ พรรคเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า แนวนโยบายของพรรคคือนำความสุขคืนสู่ประชาชน ซึ่งต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง โครงการอยู่ที่ความเป็นจริงที่สร้างได้ คือ ภาคเกษตรทำอย่างไรให้รายได้เพิ่ม
นายสุวิทย์ ตันตระกูล โฆษกพรรคมหาชน กล่าวว่า นโยบายจะมุ่งไปที่ภาคการเกษตรเพื่อความยั่งยืน รัฐต้องมุ่งมั่นสนับสนุนปลูกพืชผลที่มีราคา รวมทั้งพืชที่เป็นอาหารสัตว์ ส่วนเรื่องน้ำมันมีราคาสูง ก็ส่งเสริมให้มีการทำแก๊สโซฮอล์ นำพืชมาทำเป็นเชื้อเพลิง
นายกร ทัพพะรังสี หัวหน้าพรรคประชาราช กล่าวว่า พรรคจะมีมาตรการอย่างชัดเจนเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ ในฐานะที่ไทยเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรโลก เราต้องไม่ยอมให้เศรษฐกิจของชาติถูกเศรษฐกิจของโลกที่เราสู้ไม่ได้เป็นผู้นำทาง
นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย กล่าวว่า หากเป็นรัฐบาลเราจะออกพันธบัตรเป็นเวลา 40 ปีเพื่อกู้จากธนาคารแห่งประเทศไทย เอาเงินมาสร้างความมั่งคั่ง นำเงินมาลงทุนโครงการขนาดใหญ่ สร้างทางด่วนเก็บเงินภายในสามสิบปีก็ได้เงินคืนให้ธนาคารแห่งประเทศไทย เราจะมีรถไฟฟ้าสิบสาย ที่ลงทุนเงินด้วยเงินห้าถึงหกแสนล้านบาท นอกจากนี้ จะทำโครงการใหญ่ เช่น รถไฟฟ้ารางคู่ สู่เหนือ อีสาน
http://matichon.co.th/prachachat/pracha ... ionid=0201
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news24/10/07
โพสต์ที่ 47
งานมหกรรมหนังสือจ๋อย ศก.พ่นพิษทำยอดซื้อหาย
โพสต์ทูเดย์ เศรษฐกิจซบ กระทบคนอ่านหนังสือ ยอดขายงานมหกรรมหนังสือระดับชาติกร่อย กำลังซื้อตก 10-20%
นางริสรวล อร่ามเจริญ นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการสำรวจยอดจำหน่ายหนังสือในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 12 ที่จัดขึ้นตั้งแต่ 17-28 ต.ค.นี้ จากสำนักพิมพ์ต่างๆ ที่มาออกบูธจำหน่ายหนังสือในงาน พบว่ามียอดซื้อลดลง 10-20% ซึ่งเป็นผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้ ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้เงินและประหยัดเงินมากขึ้น
จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมการซื้อหนังสือของคนอ่าน จะเลือกซื้อเฉพาะหนังสือที่อยากอ่านมากที่สุดเท่านั้น แต่ก็ยังมีการซื้อต่อเนื่อง โดยหนังสือกลุ่มที่ยังได้รับความนิยมยังเป็นวรรณกรรมเยาวชนและหนังสือชุดการ์ตูนความรู้ นางริสรวล กล่าว
อย่างไรก็ตาม สำหรับยอดคนเข้าร่วมงาน นายกสมาคมยืนยันว่ามียอดใกล้เคียงกับปีที่แล้ว คือวันละประมาณ 1 แสนคน รวมทั้งมีสำนักพิมพ์มาออกบูธมากขึ้นกว่า 400 สำนักพิมพ์ รวม 819 บูธ ขณะที่ ปีก่อนมีสำนักพิมพ์ออกบูธเพียง 300 สำนักพิมพ์เท่านั้น
ดังนั้นจึงยังประเมินว่าอุตสาห กรรมหนังสือโดยรวมในปีนี้จะเติบโต แต่ไม่มากนัก ขณะที่ปีก่อนหน้านี้อุตสาหกรรมหนังสือจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 10% จากตลาดรวมมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท
ตอนนี้ทุกคนก็รอความหวังจากรัฐบาลใหม่ที่จะมาหลังการเลือกตั้ง จะช่วยให้ธุรกิจกลับมาฟื้นเหมือนเดิม โดยเฉพาะในธุรกิจหนังสือ ทุกพรรคต่างมีนโยบายผลักดันการอ่านเป็นวาระแห่งชาติ ถือเป็นแนวโน้ม ที่ดีสำหรับอุตสาหกรรมโดยรวม นางริสรวล ระบุ
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=199255
โพสต์ทูเดย์ เศรษฐกิจซบ กระทบคนอ่านหนังสือ ยอดขายงานมหกรรมหนังสือระดับชาติกร่อย กำลังซื้อตก 10-20%
นางริสรวล อร่ามเจริญ นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการสำรวจยอดจำหน่ายหนังสือในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 12 ที่จัดขึ้นตั้งแต่ 17-28 ต.ค.นี้ จากสำนักพิมพ์ต่างๆ ที่มาออกบูธจำหน่ายหนังสือในงาน พบว่ามียอดซื้อลดลง 10-20% ซึ่งเป็นผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้ ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้เงินและประหยัดเงินมากขึ้น
จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมการซื้อหนังสือของคนอ่าน จะเลือกซื้อเฉพาะหนังสือที่อยากอ่านมากที่สุดเท่านั้น แต่ก็ยังมีการซื้อต่อเนื่อง โดยหนังสือกลุ่มที่ยังได้รับความนิยมยังเป็นวรรณกรรมเยาวชนและหนังสือชุดการ์ตูนความรู้ นางริสรวล กล่าว
อย่างไรก็ตาม สำหรับยอดคนเข้าร่วมงาน นายกสมาคมยืนยันว่ามียอดใกล้เคียงกับปีที่แล้ว คือวันละประมาณ 1 แสนคน รวมทั้งมีสำนักพิมพ์มาออกบูธมากขึ้นกว่า 400 สำนักพิมพ์ รวม 819 บูธ ขณะที่ ปีก่อนมีสำนักพิมพ์ออกบูธเพียง 300 สำนักพิมพ์เท่านั้น
ดังนั้นจึงยังประเมินว่าอุตสาห กรรมหนังสือโดยรวมในปีนี้จะเติบโต แต่ไม่มากนัก ขณะที่ปีก่อนหน้านี้อุตสาหกรรมหนังสือจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 10% จากตลาดรวมมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท
ตอนนี้ทุกคนก็รอความหวังจากรัฐบาลใหม่ที่จะมาหลังการเลือกตั้ง จะช่วยให้ธุรกิจกลับมาฟื้นเหมือนเดิม โดยเฉพาะในธุรกิจหนังสือ ทุกพรรคต่างมีนโยบายผลักดันการอ่านเป็นวาระแห่งชาติ ถือเป็นแนวโน้ม ที่ดีสำหรับอุตสาหกรรมโดยรวม นางริสรวล ระบุ
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=199255
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news26/10/07
โพสต์ที่ 48
จี้รัฐชะลอพรบ.วิทยุฯ สนช.เชื่อทันรัฐบาลนี้
โพสต์ทูเดย์ เอกชนอัดรัฐ หมกเม็ดร่าง พ.ร.บ.วิทยุ-โทรทัศน์ จี้รอรัฐบาลใหม่ สนช.คาดเสร็จทันรัฐบาลนี้
นายประสาน หวังรัตนปราณี ที่ปรึกษาสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพ วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ... ที่แล้วเสร็จจาก คณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อรอเสนอสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นร่างที่ผู้ประกอบการไม่ได้มีส่วนร่วมพิจารณาเลย โดยในรายละเอียด เห็นว่าค่อนข้างควบคุมภาคธุรกิจอย่างมาก เช่น การกำหนดให้ภาคธุรกิจต้องมีรายการเพื่อประโยชน์สาธารณะไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบ (มาตรา 35 วงเล็บ 3)
ประเด็นนี้ ไม่สอดคล้องกับเจตนา รมณ์ในการปฏิรูปสื่อตามรัฐธรรมนูญปี 40 ที่แบ่งประเภทผู้ประกอบการ เป็น 3 ประเภท แถมยังขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ส่งเสริม ผู้ประกอบการให้ทำการค้าอย่างเสรีและเป็นธรรม แต่ธุรกิจที่ต้องเสียเงินให้กับรัฐกลับถูกจำกัดในการทำธุรกิจ นายประสาน กล่าว
ในบทเฉพาะกาลของร่างดังกล่าว ยังกำหนดให้เอกชนที่ทำสัญญาอยู่กับหน่วยงานเจ้าของสัมปทานเดิม ไป ขอใบอนุญาตจากองค์กรอิสระ ตามระยะเวลาสัมปทานที่เหลืออยู่และต้องนำส่งเงินค่าสัมปทานส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้ของแผ่นดิน ทำให้ภาคเอกชนกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อสัมปทานเดิมที่มีอยู่
สนช.จึงควรชะลอการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฯ ดังกล่าว จนกว่าจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และให้ผู้ประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย ไม่ควรเร่งเสนอโดยไม่ผ่านการเห็นชอบจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ด้านนายสมชาย แสวงการ สมาชิก สนช. กล่าวว่า คาดว่าทั้ง พ.ร.บ. ประกอบกิจการวิทยุ โทรทัศน์ และ ร่าง พ.ร.บ.โทรทัศน์สาธารณะจะสามารถประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ภายในรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งเอกชนที่คัดค้าน ก็ต้องมาสู้ในกันสภาฯ ดีกว่าปล่อยให้ล่าช้าไปอีก
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=199715
โพสต์ทูเดย์ เอกชนอัดรัฐ หมกเม็ดร่าง พ.ร.บ.วิทยุ-โทรทัศน์ จี้รอรัฐบาลใหม่ สนช.คาดเสร็จทันรัฐบาลนี้
นายประสาน หวังรัตนปราณี ที่ปรึกษาสมาพันธ์สมาคมวิชาชีพ วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ... ที่แล้วเสร็จจาก คณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อรอเสนอสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นร่างที่ผู้ประกอบการไม่ได้มีส่วนร่วมพิจารณาเลย โดยในรายละเอียด เห็นว่าค่อนข้างควบคุมภาคธุรกิจอย่างมาก เช่น การกำหนดให้ภาคธุรกิจต้องมีรายการเพื่อประโยชน์สาธารณะไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบ (มาตรา 35 วงเล็บ 3)
ประเด็นนี้ ไม่สอดคล้องกับเจตนา รมณ์ในการปฏิรูปสื่อตามรัฐธรรมนูญปี 40 ที่แบ่งประเภทผู้ประกอบการ เป็น 3 ประเภท แถมยังขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ส่งเสริม ผู้ประกอบการให้ทำการค้าอย่างเสรีและเป็นธรรม แต่ธุรกิจที่ต้องเสียเงินให้กับรัฐกลับถูกจำกัดในการทำธุรกิจ นายประสาน กล่าว
ในบทเฉพาะกาลของร่างดังกล่าว ยังกำหนดให้เอกชนที่ทำสัญญาอยู่กับหน่วยงานเจ้าของสัมปทานเดิม ไป ขอใบอนุญาตจากองค์กรอิสระ ตามระยะเวลาสัมปทานที่เหลืออยู่และต้องนำส่งเงินค่าสัมปทานส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้ของแผ่นดิน ทำให้ภาคเอกชนกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อสัมปทานเดิมที่มีอยู่
สนช.จึงควรชะลอการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฯ ดังกล่าว จนกว่าจะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และให้ผู้ประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วย ไม่ควรเร่งเสนอโดยไม่ผ่านการเห็นชอบจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ด้านนายสมชาย แสวงการ สมาชิก สนช. กล่าวว่า คาดว่าทั้ง พ.ร.บ. ประกอบกิจการวิทยุ โทรทัศน์ และ ร่าง พ.ร.บ.โทรทัศน์สาธารณะจะสามารถประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ภายในรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งเอกชนที่คัดค้าน ก็ต้องมาสู้ในกันสภาฯ ดีกว่าปล่อยให้ล่าช้าไปอีก
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=199715
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news29/10/07
โพสต์ที่ 49
ตือครวญ จัดอีเวนต์พุ่ง แต่กำไรวืด
โพสต์ทูเดย์ ตือ จัดอีเวนต์ ทะลุเป้าแต่กำไรลด ปรับกลยุทธ์ ขยายฐานลูกค้าใหม่สร้างชื่อ หวังปีหน้าบูมต่อ
นายสมบัษร ถิระสาโรช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตือ ดำเนินธุรกิจจัดกิจกรรม หรืออีเวนต์ กล่าวว่า ปริมาณการจัดอีเวนต์ของบริษัทฯ ปีนี้มีจำนวนมากขึ้นจากปีก่อนค่อนข้างมาก หรือคิดเป็น 100-200 งานต่อปี ประกอบกับได้เปิดบริษัทใหม่ เหมาเจอตือ เพื่อรองรับลูกค้ารายใหม่ๆ ที่มีงบจำกัด ทำให้รายได้ปีนี้เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน แต่ในแง่กำไรกลับลดลง เนื่องจากบริษัทฯ ได้ลงทุนเพิ่มสำหรับการจัดอีเวนต์
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการใช้เงินของลูกค้าในการจัดกิจกรรมปีนี้ ต้องถือว่าเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนมาก บางรายแม้จะเป็นลูกค้าใหม่ แต่เมื่อใช้บริการแล้ว จะใช้ต่อเนื่องตลอดปี สะท้อนให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอีเวนต์ กลับมีการใช้บริการมากขึ้น
จะเห็นได้ว่าปีนี้ มีการจัดอีเวนต์มากขึ้น และเป็นอีเวนต์ที่ส่งเสริม การขาย ไม่ใช่สร้างภาพลักษณ์เหมือนที่ผ่านมา เมื่อลูกค้าวัดได้ว่าใช้เงินแล้วคุ้มค่า ก็จะใช้อย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้เริ่มมีลูกค้าใหม่มาทำสัญญาใช้บริการสำหรับปีหน้าแล้ว 4-5 ราย นายสมบัษร กล่าว
สำหรับลูกค้าหลักของบริษัท ตือ ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องสำอางชั้นนำ สินค้า และเสื้อผ้าแบรนด์เนม ศูนย์การค้า รวมไปถึงสินค้าอุปโภค-บริโภคทั่วไป โดยล่าสุด รับงานออกแบบกราฟฟิกให้กับศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ ภายใต้แนวคิด ป๊อบ อาร์ท คัลเจอร์ รวมทั้งได้จัดอีเวนต์ในช่วงเทศกาลปลายปี ทั้งคริสต์มาส และปีใหม่ ขณะที่แนวโน้มการ ใช้เงินในธุรกิจอีเวนต์สำหรับปีหน้า คาดว่าจะดีกว่าปีนี้ หลังจากผ่านการเลือกตั้ง
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=200215
โพสต์ทูเดย์ ตือ จัดอีเวนต์ ทะลุเป้าแต่กำไรลด ปรับกลยุทธ์ ขยายฐานลูกค้าใหม่สร้างชื่อ หวังปีหน้าบูมต่อ
นายสมบัษร ถิระสาโรช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตือ ดำเนินธุรกิจจัดกิจกรรม หรืออีเวนต์ กล่าวว่า ปริมาณการจัดอีเวนต์ของบริษัทฯ ปีนี้มีจำนวนมากขึ้นจากปีก่อนค่อนข้างมาก หรือคิดเป็น 100-200 งานต่อปี ประกอบกับได้เปิดบริษัทใหม่ เหมาเจอตือ เพื่อรองรับลูกค้ารายใหม่ๆ ที่มีงบจำกัด ทำให้รายได้ปีนี้เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน แต่ในแง่กำไรกลับลดลง เนื่องจากบริษัทฯ ได้ลงทุนเพิ่มสำหรับการจัดอีเวนต์
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการใช้เงินของลูกค้าในการจัดกิจกรรมปีนี้ ต้องถือว่าเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนมาก บางรายแม้จะเป็นลูกค้าใหม่ แต่เมื่อใช้บริการแล้ว จะใช้ต่อเนื่องตลอดปี สะท้อนให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอีเวนต์ กลับมีการใช้บริการมากขึ้น
จะเห็นได้ว่าปีนี้ มีการจัดอีเวนต์มากขึ้น และเป็นอีเวนต์ที่ส่งเสริม การขาย ไม่ใช่สร้างภาพลักษณ์เหมือนที่ผ่านมา เมื่อลูกค้าวัดได้ว่าใช้เงินแล้วคุ้มค่า ก็จะใช้อย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้เริ่มมีลูกค้าใหม่มาทำสัญญาใช้บริการสำหรับปีหน้าแล้ว 4-5 ราย นายสมบัษร กล่าว
สำหรับลูกค้าหลักของบริษัท ตือ ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องสำอางชั้นนำ สินค้า และเสื้อผ้าแบรนด์เนม ศูนย์การค้า รวมไปถึงสินค้าอุปโภค-บริโภคทั่วไป โดยล่าสุด รับงานออกแบบกราฟฟิกให้กับศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ ภายใต้แนวคิด ป๊อบ อาร์ท คัลเจอร์ รวมทั้งได้จัดอีเวนต์ในช่วงเทศกาลปลายปี ทั้งคริสต์มาส และปีใหม่ ขณะที่แนวโน้มการ ใช้เงินในธุรกิจอีเวนต์สำหรับปีหน้า คาดว่าจะดีกว่าปีนี้ หลังจากผ่านการเลือกตั้ง
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=200215
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news30/10/07
โพสต์ที่ 50
พิษจัดเรตติ้ง ทีวีเด็กเหี้ยน
โพสต์ทูเดย์ มีเดีย มอนิเตอร์ สำรวจพบฟรีทีวี อัดเรตติ้ง ท เพียบ ทำรายการเด็กหาย
นางเอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ผู้อำนวยการโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม หรือมีเดีย มอนิเตอร์ รายงานผลการศึกษาเรตติ้งรายการโทรทัศน์ โดยเก็บข้อมูลระหว่าง 1-7 ต.ค.ที่ผ่านมา พบว่า สถานีโทรทัศน์ทุกช่องมีสัดส่วนรายการประเภทเรตติ้ง ท หรือทั่วไปมากที่สุด รองลงมา คือ น 13 และ น 18 โดยสถานีที่มีสัดส่วนรายการ ท เกิน 50% ได้แก่ ช่อง 9, 5, ทีไอทีวี และช่อง 3 ใกล้เคียงกับรายการประเภทไม่ต้องเรตติ้ง (Non Rate) เช่น ข่าว สารคดีและรายการถ่ายทอดสด ซึ่งมีสัดส่วน 40% โดยช่อง 11 มีรายการนันเรตมากสุดถึง 71%
ผลจากการวิจัยดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าฟรีทีวีเน้นจัดเรตติ้งตามตลาดผู้ชม ตามผู้โฆษณาเป็นหลัก ไม่ได้จัดเรตโดยการกระจายตามเนื้อหาที่แท้จริง สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้รายการประเภท ด ที่เคยมี 10-15% ของผังรายการเหลือแค่ 1% เท่านั้น นางเอื้อจิต กล่าว
นอกจากนี้ ผลการศึกษาพบด้วยว่า 53.8% ของรายการทั้งหมด มีเรตติ้งไม่ตรงกับการศึกษาของโครงการ มีเพียง 16.3% เท่านั้นที่เรตติ้งตรงกัน โดยสถานีที่ให้เรตติ้งไม่ตรงกันมากที่สุด ได้แก่ ทีไอทีวี รองลงมา คือ ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 11 ช่อง 9 และช่อง 7 ตามลำดับ และสถานีที่ให้เรตติ้งต่ำกว่าระดับเนื้อหาที่เป็นจริงมากที่สุด ได้แก่ ช่อง 3 รองลงมา คือ ทีไอทีวี ช่อง 7 ช่อง 9 ช่อง 5 และช่อง 11 ตามลำดับ
พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กล่าวว่า ผลการศึกษาของมีเดีย มอนิเตอร์ ที่พบรายการ ท เป็นส่วนใหญ่ในฟรีทีวี ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะก่อนหน้านี้ สถานีโทรทัศน์มีแนวโน้มที่จะปรับรายการเป็น ท อยู่แล้ว เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้ชมได้กว้างขวาง และผลศึกษาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า คู่มือการจัดเรตติ้งยังมีช่องโหว่ ทำให้การกำหนดเรตติ้งมีปัญหาเรื่องการตีความที่ไม่ตรงกัน
ขณะที่นายประวิทย์ มาลีนนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 กล่าวว่า ข้อมูลที่มีเดีย มอนิเตอร์ นำเสนออาจจะไม่ตรงกับความเป็นจริง และการเก็บข้อมูลยังเก็บเพียงช่วงเดียว ทำให้ข้อมูลที่ได้ไม่ตรงกับความเป็นจริง
ยืนยันว่า ตอนนี้ สถานีโทรทัศน์มีมาตรฐานดีขึ้นมาก ดูอย่างรายการเกมโชว์ทุกวันนี้ เป็นเกมโชว์ไร้สาระน้อยมาก ปัญหาคือเวลาพูดจะพูดแต่เรื่องไม่ดี เช่น ละคร ซึ่งเป็นเพียงส่วนเดียวเท่านั้น ดังนั้นจึงอยากขอให้ความเป็นธรรมกับสถานีบ้าง นายประวิทย์ กล่าว
นอกจากนี้ การจัดเรตติ้งของประเทศไทย ยังมีปัญหาเรื่องความไม่ชัดเจนของระเบียบ เช่น รายการประเภทนันเรต ที่พบมาก เพราะสถานีคิดว่า รายการดังกล่าวไม่ต้องจัดเรตติ้ง เช่น ข่าว สารคดี ซึ่งปัจจุบันมีรายการดังกล่าวเพิ่มมากขึ้นใน ผังรายการ แต่ถ้าคณะอนุกรรมการจัดเรตติ้งเห็นไม่ตรงกัน ขอให้แสดงรายละเอียดเพิ่มเข้ามา
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=200453
โพสต์ทูเดย์ มีเดีย มอนิเตอร์ สำรวจพบฟรีทีวี อัดเรตติ้ง ท เพียบ ทำรายการเด็กหาย
นางเอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ผู้อำนวยการโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม หรือมีเดีย มอนิเตอร์ รายงานผลการศึกษาเรตติ้งรายการโทรทัศน์ โดยเก็บข้อมูลระหว่าง 1-7 ต.ค.ที่ผ่านมา พบว่า สถานีโทรทัศน์ทุกช่องมีสัดส่วนรายการประเภทเรตติ้ง ท หรือทั่วไปมากที่สุด รองลงมา คือ น 13 และ น 18 โดยสถานีที่มีสัดส่วนรายการ ท เกิน 50% ได้แก่ ช่อง 9, 5, ทีไอทีวี และช่อง 3 ใกล้เคียงกับรายการประเภทไม่ต้องเรตติ้ง (Non Rate) เช่น ข่าว สารคดีและรายการถ่ายทอดสด ซึ่งมีสัดส่วน 40% โดยช่อง 11 มีรายการนันเรตมากสุดถึง 71%
ผลจากการวิจัยดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าฟรีทีวีเน้นจัดเรตติ้งตามตลาดผู้ชม ตามผู้โฆษณาเป็นหลัก ไม่ได้จัดเรตโดยการกระจายตามเนื้อหาที่แท้จริง สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้รายการประเภท ด ที่เคยมี 10-15% ของผังรายการเหลือแค่ 1% เท่านั้น นางเอื้อจิต กล่าว
นอกจากนี้ ผลการศึกษาพบด้วยว่า 53.8% ของรายการทั้งหมด มีเรตติ้งไม่ตรงกับการศึกษาของโครงการ มีเพียง 16.3% เท่านั้นที่เรตติ้งตรงกัน โดยสถานีที่ให้เรตติ้งไม่ตรงกันมากที่สุด ได้แก่ ทีไอทีวี รองลงมา คือ ช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 11 ช่อง 9 และช่อง 7 ตามลำดับ และสถานีที่ให้เรตติ้งต่ำกว่าระดับเนื้อหาที่เป็นจริงมากที่สุด ได้แก่ ช่อง 3 รองลงมา คือ ทีไอทีวี ช่อง 7 ช่อง 9 ช่อง 5 และช่อง 11 ตามลำดับ
พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กล่าวว่า ผลการศึกษาของมีเดีย มอนิเตอร์ ที่พบรายการ ท เป็นส่วนใหญ่ในฟรีทีวี ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะก่อนหน้านี้ สถานีโทรทัศน์มีแนวโน้มที่จะปรับรายการเป็น ท อยู่แล้ว เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้ชมได้กว้างขวาง และผลศึกษาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า คู่มือการจัดเรตติ้งยังมีช่องโหว่ ทำให้การกำหนดเรตติ้งมีปัญหาเรื่องการตีความที่ไม่ตรงกัน
ขณะที่นายประวิทย์ มาลีนนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 กล่าวว่า ข้อมูลที่มีเดีย มอนิเตอร์ นำเสนออาจจะไม่ตรงกับความเป็นจริง และการเก็บข้อมูลยังเก็บเพียงช่วงเดียว ทำให้ข้อมูลที่ได้ไม่ตรงกับความเป็นจริง
ยืนยันว่า ตอนนี้ สถานีโทรทัศน์มีมาตรฐานดีขึ้นมาก ดูอย่างรายการเกมโชว์ทุกวันนี้ เป็นเกมโชว์ไร้สาระน้อยมาก ปัญหาคือเวลาพูดจะพูดแต่เรื่องไม่ดี เช่น ละคร ซึ่งเป็นเพียงส่วนเดียวเท่านั้น ดังนั้นจึงอยากขอให้ความเป็นธรรมกับสถานีบ้าง นายประวิทย์ กล่าว
นอกจากนี้ การจัดเรตติ้งของประเทศไทย ยังมีปัญหาเรื่องความไม่ชัดเจนของระเบียบ เช่น รายการประเภทนันเรต ที่พบมาก เพราะสถานีคิดว่า รายการดังกล่าวไม่ต้องจัดเรตติ้ง เช่น ข่าว สารคดี ซึ่งปัจจุบันมีรายการดังกล่าวเพิ่มมากขึ้นใน ผังรายการ แต่ถ้าคณะอนุกรรมการจัดเรตติ้งเห็นไม่ตรงกัน ขอให้แสดงรายละเอียดเพิ่มเข้ามา
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=200453
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news30/10/07
โพสต์ที่ 51
อุตฯ โฆษณาซบเซารอบ 9 เดือน ติดลบไปแล้ว 1.7-1.8%
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 ตุลาคม 2550 07:38 น.
เศรษฐกิจไม่รุ่ง ส่งผลตลาดโฆษณาติดลบ 1.7-1.8% ในรอบ 9 เดือน "ไทยรัฐ"ไหวตัวปรับส่วนลดกระตุ้นยอดรายได้ "บางกอกโชว์เคส" ยึดกลยุทธ์ไม่เอาเปรียบลูกค้า ส่งรายได้โตสวนกระแส ปีนี้เข้าเป้า 500 ล้านบาท พุ่งขึ้น 70%
นางพริ้งพราย นิธยานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกโชว์เคส จำกัด ดำเนินธุรกิจด้านเอเจนซี่โฆษณา เปิดเผยว่า สถานการณ์ของอุตสาหกรรมโฆษณา ล่าสุดในเดือนกันยายนที่ผ่านมาพบว่า มีอัตราการเติบโตลดลงประมาณ 1.7-1.8% โดยสื่อหลักอย่างโทรทัศน์ สิ่งพิมพ์และวิทยุ มีการใช้ลดลง ซึ่งมีสื่อใหม่อย่างสื่อเอ้าท์ออฟโฮม ประเภทสื่ออินสโตร์ตามห้างสรรพสินค้าต่างๆมีอัตราเพิ่มขึ้นแทน
"สื่อโทรทัศน์ จากต้นปีที่ผ่านมาเริ่มลดความนิยมลงเนื่องจากมีราคาแพง คาดว่าในช่วงปลายปีนี้ น่าจะมีการแจ้งราคาในการซื้อสื่อในราคาที่ลดลง โดยมองว่าทางสถานีโทรทัศน์ต่างๆน่าจะมีการปรับราคาลดลงจากปัจจุบันอีกเล็กน้อย ขณะที่ราคาสื่อโทรทัศน์สูงสุดยังคงเป็นช่อง 7 ส่วนทางด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ขณะนี้สื่อแมกกาซีน ถือเป็นสิ่งพิมพ์ที่มีการซื้อสื่อน้อยที่สุด ขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือพิมพ์ อย่าง ไทยรัฐ เริ่มมีการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์แล้วเช่นกัน โดยจะเพิ่มส่วนลดมากยิ่งขึ้นจากเดิมที่ลูกค้าหรือบริษัทเอเจนซี่เคยได้ แต่ยังคงราคาการซื้อสื่อไว้เช่นเดิม"
ทั้งนี้ที่ผ่านมา บริษัทฯจะมอบส่วนลดดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสิ่งพิมพ์ หรือ การซื้อสื่ออื่นๆให้ลูกค้าทั้งหมด ส่งผลให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจ บวกกับความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานจนทำให้ช่วยเพิ่มรายได้ของลูกค้าได้มากขึ้น อีกทั้งการมีลูกค้าใหม่เข้ามาอีก 7-8 ราย ทำให้ผลประกอบการในปีนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 70% คิดเป็นมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท จาก 300 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา จากที่เริ่มดำเนินธุรกิจได้เพียง 3-4ปี แต่ละปีมีอัตราการเติบโตเพียง 10-20%
ล่าสุดกับการสร้างสรรค์ผลงาน ทางบริษัทฯได้นำผลงานในชื่อ "Snake" และ "Butterfly"ส่งเข้าประกวดในเทศกาลประกวดโฆษณานานาชาติที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศสปีนี้ และได้รับรางวัลบรอนซ์ประเภทสื่อสิ่งพิมพ์ Bronze Press lion) เชื่อว่าจะเป็นผลงานที่ทำให้ลูกค้าได้รู้จักกับบางกอกโชว์เคสมากยิ่งขึ้น หรือในปีหน้าคาดว่าน่าจะทำให้บริษัทฯมีรายได้เติบโตขึ้นอีก 25-30%
นางพริ้งพราย กล่าวต่อว่า การเติบโตในปีหน้า ส่วนหนึ่งมองว่าจะมาจากการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเสร็จสมบูรณ์ น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเริ่มกลับมาใช้จ่าย ถึงแม้จะไม่หวือหวามากนัก อีกส่วนหนึ่งจะมาจากการเพิ่มจำนวนของลูกค้าใหม่ อย่างน้อยอีก 3 ราย ที่กำลังมีการเจรจากันอยู่ขณะนี้
อย่างไรก็ตามปีนี้ถือเป็นปีแรกที่เริ่มมีกำไร และจากลูกค้าใหม่ 7-8 ราย เช่น ไทยธนาคาร, ไปรษณีย์ไทย และเครื่องสำอาง สว็อบพลัส ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่สูงมากในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน ส่งผลให้มียอดลูกค้าทั้งหมดประมาณ 16 ราย โดยลูกค้าหลักที่สร้างรายได้ให้เป็นอันดับหนึ่ง คือ กลุ่มสามารถ คอร์ปอเรชั่น โดยเฉพาะ จาก ธุรกิจโทรศัพท์มือถือไอโมบาย คิดเป็นมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท หรือประมาณ 1 ใน 5 ของรายได้ในปีนี้ รองลงมา คือ ไทยธนาคาร
http://www.manager.co.th/Business/ViewN ... 0000128380
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 ตุลาคม 2550 07:38 น.
เศรษฐกิจไม่รุ่ง ส่งผลตลาดโฆษณาติดลบ 1.7-1.8% ในรอบ 9 เดือน "ไทยรัฐ"ไหวตัวปรับส่วนลดกระตุ้นยอดรายได้ "บางกอกโชว์เคส" ยึดกลยุทธ์ไม่เอาเปรียบลูกค้า ส่งรายได้โตสวนกระแส ปีนี้เข้าเป้า 500 ล้านบาท พุ่งขึ้น 70%
นางพริ้งพราย นิธยานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกโชว์เคส จำกัด ดำเนินธุรกิจด้านเอเจนซี่โฆษณา เปิดเผยว่า สถานการณ์ของอุตสาหกรรมโฆษณา ล่าสุดในเดือนกันยายนที่ผ่านมาพบว่า มีอัตราการเติบโตลดลงประมาณ 1.7-1.8% โดยสื่อหลักอย่างโทรทัศน์ สิ่งพิมพ์และวิทยุ มีการใช้ลดลง ซึ่งมีสื่อใหม่อย่างสื่อเอ้าท์ออฟโฮม ประเภทสื่ออินสโตร์ตามห้างสรรพสินค้าต่างๆมีอัตราเพิ่มขึ้นแทน
"สื่อโทรทัศน์ จากต้นปีที่ผ่านมาเริ่มลดความนิยมลงเนื่องจากมีราคาแพง คาดว่าในช่วงปลายปีนี้ น่าจะมีการแจ้งราคาในการซื้อสื่อในราคาที่ลดลง โดยมองว่าทางสถานีโทรทัศน์ต่างๆน่าจะมีการปรับราคาลดลงจากปัจจุบันอีกเล็กน้อย ขณะที่ราคาสื่อโทรทัศน์สูงสุดยังคงเป็นช่อง 7 ส่วนทางด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ขณะนี้สื่อแมกกาซีน ถือเป็นสิ่งพิมพ์ที่มีการซื้อสื่อน้อยที่สุด ขณะที่สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือพิมพ์ อย่าง ไทยรัฐ เริ่มมีการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์แล้วเช่นกัน โดยจะเพิ่มส่วนลดมากยิ่งขึ้นจากเดิมที่ลูกค้าหรือบริษัทเอเจนซี่เคยได้ แต่ยังคงราคาการซื้อสื่อไว้เช่นเดิม"
ทั้งนี้ที่ผ่านมา บริษัทฯจะมอบส่วนลดดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสิ่งพิมพ์ หรือ การซื้อสื่ออื่นๆให้ลูกค้าทั้งหมด ส่งผลให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจ บวกกับความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานจนทำให้ช่วยเพิ่มรายได้ของลูกค้าได้มากขึ้น อีกทั้งการมีลูกค้าใหม่เข้ามาอีก 7-8 ราย ทำให้ผลประกอบการในปีนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 70% คิดเป็นมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท จาก 300 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา จากที่เริ่มดำเนินธุรกิจได้เพียง 3-4ปี แต่ละปีมีอัตราการเติบโตเพียง 10-20%
ล่าสุดกับการสร้างสรรค์ผลงาน ทางบริษัทฯได้นำผลงานในชื่อ "Snake" และ "Butterfly"ส่งเข้าประกวดในเทศกาลประกวดโฆษณานานาชาติที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศสปีนี้ และได้รับรางวัลบรอนซ์ประเภทสื่อสิ่งพิมพ์ Bronze Press lion) เชื่อว่าจะเป็นผลงานที่ทำให้ลูกค้าได้รู้จักกับบางกอกโชว์เคสมากยิ่งขึ้น หรือในปีหน้าคาดว่าน่าจะทำให้บริษัทฯมีรายได้เติบโตขึ้นอีก 25-30%
นางพริ้งพราย กล่าวต่อว่า การเติบโตในปีหน้า ส่วนหนึ่งมองว่าจะมาจากการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเสร็จสมบูรณ์ น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนเริ่มกลับมาใช้จ่าย ถึงแม้จะไม่หวือหวามากนัก อีกส่วนหนึ่งจะมาจากการเพิ่มจำนวนของลูกค้าใหม่ อย่างน้อยอีก 3 ราย ที่กำลังมีการเจรจากันอยู่ขณะนี้
อย่างไรก็ตามปีนี้ถือเป็นปีแรกที่เริ่มมีกำไร และจากลูกค้าใหม่ 7-8 ราย เช่น ไทยธนาคาร, ไปรษณีย์ไทย และเครื่องสำอาง สว็อบพลัส ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่สูงมากในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน ส่งผลให้มียอดลูกค้าทั้งหมดประมาณ 16 ราย โดยลูกค้าหลักที่สร้างรายได้ให้เป็นอันดับหนึ่ง คือ กลุ่มสามารถ คอร์ปอเรชั่น โดยเฉพาะ จาก ธุรกิจโทรศัพท์มือถือไอโมบาย คิดเป็นมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท หรือประมาณ 1 ใน 5 ของรายได้ในปีนี้ รองลงมา คือ ไทยธนาคาร
http://www.manager.co.th/Business/ViewN ... 0000128380
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news01/11/07
โพสต์ที่ 52
ทรนงผุดโรงถ่ายหนัง5พันล.
โพสต์ทูเดย์ ทรนง ศรีเชื้อ สร้างปรากฏการณ์ใหม่วงการหนังไทย ทุ่ม 5 พันล้าน ผุดโรงถ่ายภาพยนตร์ครบวงจร บนเนื้อที่กว่า 2 พันไร่ เทียบชั้นฮอลลีวูด
นายทรนง ศรีเชื้อ กรรมการผู้จัดการ ผู้ผลิตและผู้กำกับภาพยนตร์ บริษัท 20 จูนเอนเตอร์เทน เมนต์ กล่าวว่า ได้ใช้งบประมาณจำนวน 5 พันล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการเอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ทรนง สตูดิโอ บนเนื้อที่ กว่า 2 พันไร่ บริเวณเขื่อนแก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งคาดว่าจะคืนทุนได้ภายใน 3 ปี
โครงการดังกล่าวได้วางโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน รวมถึงโรงถ่ายทำภาพยนตร์ที่ครบวงจร โดยจำลองสถานที่สำคัญ และเป็นจุดขายที่กองถ่ายทำภาพยนตร์นิยมใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำในประเทศไทย เช่น ถนนสุขุมวิท ทองหล่อ พัฒนพงษ์ ข้าวสาร เชียงใหม่ เป็นต้น ส่วนต่างประเทศเน้นแหล่งท่องเที่ยวโซนเอเชีย อย่าง กำแพงเมืองจีน ทัชมาฮาล นครวัด-นครธม เป็นต้น
ทั้งนี้ จะเริ่มเปิดให้บริการได้นับจากนี้ในบางส่วน พร้อมทยอยก่อสร้างโครงการให้เกิดความครบวงจร ซึ่งคาดว่าโครงการทั้งหมดจะแล้วเสร็จปี 2553 โดยโซนกองถ่ายภาพยนตร์ได้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการนี้ ซึ่งที่ผ่านมา นายโอฬาร อัศวฤทธิกุล ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทในเครือโอฬาร ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ดังกล่าว ได้พัฒนาโครงการ แก่งกระจาน คันทรี่คลับ แอนด์ รีสอร์ท รวมถึงโครงการอื่นๆ เช่น สนามกอล์ฟ โดยใช้เนื้อที่ราว 5-6 พันไร่
ผมทำงานด้านกำกับหนังมา 30 ปี หายจากวงการ 10 ปี มองเห็นว่าอุตสาห กรรมหนังไทยของเรายังไม่ไปถึงไหน การตั้งสหพันธ์สมาคมภาพยนตร์ไทยเป็นเพียงการ ตั้งออฟฟิศ แต่ยัง ไม่ได้ทำงานได้เต็มความสามารถนัก ภาครัฐเองก็ไม่ได้เข้ามาสนับสนุนอย่างจริงจัง นายทรนง กล่าว
อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวถือได้ว่าเป็นโรงถ่ายหนังที่มีเนื้อที่ขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียและมากกว่าฮอลลีวูด ประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงมีความครบวงจรที่เหนือกว่า ซึ่งในอนาคตจะเปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของประเทศไทยด้วย
นอกจากนี้ เตรียมงบจำนวน 40 ล้านบาท เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อครบวงจร การโรดโชว์ในต่างประเทศเพื่อดึงชาวต่างชาติเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ เกาหลี อินเดีย ญี่ปุ่น ยุโรป ทั้งนี้ ในปีแรกบริษัทคาดว่าจะมีรายได้ 1 พันล้านบาท ตั้งเป้าเติบโตปีละ 20%
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=200930
โพสต์ทูเดย์ ทรนง ศรีเชื้อ สร้างปรากฏการณ์ใหม่วงการหนังไทย ทุ่ม 5 พันล้าน ผุดโรงถ่ายภาพยนตร์ครบวงจร บนเนื้อที่กว่า 2 พันไร่ เทียบชั้นฮอลลีวูด
นายทรนง ศรีเชื้อ กรรมการผู้จัดการ ผู้ผลิตและผู้กำกับภาพยนตร์ บริษัท 20 จูนเอนเตอร์เทน เมนต์ กล่าวว่า ได้ใช้งบประมาณจำนวน 5 พันล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงการเอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ทรนง สตูดิโอ บนเนื้อที่ กว่า 2 พันไร่ บริเวณเขื่อนแก่งกระจาน อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งคาดว่าจะคืนทุนได้ภายใน 3 ปี
โครงการดังกล่าวได้วางโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน รวมถึงโรงถ่ายทำภาพยนตร์ที่ครบวงจร โดยจำลองสถานที่สำคัญ และเป็นจุดขายที่กองถ่ายทำภาพยนตร์นิยมใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำในประเทศไทย เช่น ถนนสุขุมวิท ทองหล่อ พัฒนพงษ์ ข้าวสาร เชียงใหม่ เป็นต้น ส่วนต่างประเทศเน้นแหล่งท่องเที่ยวโซนเอเชีย อย่าง กำแพงเมืองจีน ทัชมาฮาล นครวัด-นครธม เป็นต้น
ทั้งนี้ จะเริ่มเปิดให้บริการได้นับจากนี้ในบางส่วน พร้อมทยอยก่อสร้างโครงการให้เกิดความครบวงจร ซึ่งคาดว่าโครงการทั้งหมดจะแล้วเสร็จปี 2553 โดยโซนกองถ่ายภาพยนตร์ได้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการนี้ ซึ่งที่ผ่านมา นายโอฬาร อัศวฤทธิกุล ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทในเครือโอฬาร ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ดังกล่าว ได้พัฒนาโครงการ แก่งกระจาน คันทรี่คลับ แอนด์ รีสอร์ท รวมถึงโครงการอื่นๆ เช่น สนามกอล์ฟ โดยใช้เนื้อที่ราว 5-6 พันไร่
ผมทำงานด้านกำกับหนังมา 30 ปี หายจากวงการ 10 ปี มองเห็นว่าอุตสาห กรรมหนังไทยของเรายังไม่ไปถึงไหน การตั้งสหพันธ์สมาคมภาพยนตร์ไทยเป็นเพียงการ ตั้งออฟฟิศ แต่ยัง ไม่ได้ทำงานได้เต็มความสามารถนัก ภาครัฐเองก็ไม่ได้เข้ามาสนับสนุนอย่างจริงจัง นายทรนง กล่าว
อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวถือได้ว่าเป็นโรงถ่ายหนังที่มีเนื้อที่ขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียและมากกว่าฮอลลีวูด ประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงมีความครบวงจรที่เหนือกว่า ซึ่งในอนาคตจะเปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของประเทศไทยด้วย
นอกจากนี้ เตรียมงบจำนวน 40 ล้านบาท เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อครบวงจร การโรดโชว์ในต่างประเทศเพื่อดึงชาวต่างชาติเข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ เกาหลี อินเดีย ญี่ปุ่น ยุโรป ทั้งนี้ ในปีแรกบริษัทคาดว่าจะมีรายได้ 1 พันล้านบาท ตั้งเป้าเติบโตปีละ 20%
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=200930
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news01/11/07
โพสต์ที่ 53
เจาะ 5 บิ๊กวงการวิทยุฝ่าวิกฤติคลื่นหลุด ตลาดซบ รบไม่แฟร์ แชร์เรตติ้งวูบ
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 ตุลาคม 2550 13:14 น.
ผู้จัดการรายสัปดาห์ - * เจาะ 5 บิ๊กวงการวิทยุไทย อสมท สกาย-ไฮ เวอร์จิ้นฯ คลิคฯ เอไทม์ฯ * ฝ่าวิกฤติรุมเร้า ทั้งมูลค่าการใช้สื่อวิทยุติดลบ คลื่นหลุดไม่รู้ตัว คู่แข่งตัวเอ้ ทำตัวไม่แฟร์ แต่ก็ต้องรักษาแชร์ตนเองไว้ให้ได้ * คาดการณ์ปีหน้าตลาดยังทรงตัว พับแผนขยายคลื่น รอ กสช. ล้างไพ่แจกคลื่นใหม่
ใครจะคิดว่าสถานการณ์ความรุนแรงของสื่อวิทยุที่เคยแข่งขันกันอย่างรุนแรงในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ที่แต่ละค่าย แต่ละคลื่นระดมกลยุทธในการดึงดูดคนฟัง ทั้งการเสนอเงินค่าสัมปทานราคาสูงให้กับคลื่นเด่น ๆ แย่งชิงกันจนรายเล็ก รายน้อย ต้องระเหเรร่อน จนถึงการจัดโปรโมชั่นแจกบ้าน แจกรถ พาเที่ยวรอบโลก หวังชิงเรตติ้งผู้ฟังให้ล็อคคลื่นของตนอยู่บนหน้าปัทม์วิทยุ มาจนถึงปีก่อนสงครามวิทยุก็สงบลงพร้อมความเจ็บปวดของค่ายใหญ่น้อย บางรายติดหนี้ค่าเช่าสถานีบานเบอะ และอีกหลายรายที่ต้องคืนคลื่นกลับไปให้เจ้าของสัมปทาน ยุติการแข่งขันอันรุนแรงของธุรกิจวิทยุไป จนเหมือนกับว่าภูเขาไฟลูกนี้สงบลงแล้ว แต่ยังไม่ทันผ่านปี ภูเขาไฟของสื่อวิทยุเริ่มกลับมาปะทุอีกครั้ง เมื่อผู้ผลิตรายการยักษ์ใหญ่ สกาย-ไฮ เน็ตเวิร์ค ในเครืออาร์เอส ต้องมีอันเสียคลื่นที่มีอยู่ถึง 2 ใน 3 คลื่นไปแบบไม่ทันตั้งตัว ตลาดวิทยุที่มีส่วนแบ่งอยู่ 6 พันล้านบาทต่อปี แนวโน้มโตมองไม่เห็น แต่แนวโน้มทรุดเตรียมรอรับวัดฝีมือ 5 ค่ายยักษ์ที่จะฝ่าออกไป
คลื่นหลุด แต่สปอนเซอร์ไม่หลุด
สกาย - ไฮ ฯ มั่นใจไม่สะดุด
บททดสอบเจ็บแสบที่ไม่เพียงแต่คนในสกาย-ไฮ เน็ทเวิร์คจะคาดไม่ถึง แม้แต่คนในวงการวิทยุด้วยกันยังรู้สึกเสียวสันหลัง ที่รายการวิทยุที่ทำกันมาอยู่ดี ๆ มีอันจรลีหายไปโดยไม่ทันตั้งตัว นโยบายหนึ่งบริษัทรับหนึ่งคลื่นของกรมสื่อสารทหารเรือ ทำให้สกาย-ไฮฯ เลือกที่จะเก็บคลื่นคูล 93.0 ฟาเรนไฮต์ มีฐานผู้ฟังมากเป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มใหญ่ของวิทยุ อีซี่ลิซซึ่นนิ่ง เอาไว้ ส่วนอีกสองคลื่นที่เหลือนั้นได้ทำการเจรจากับคลื่นบนหน้าปัดวิทยุคลื่นอื่น ๆ และได้ข้อสรุปไปแล้วหนึ่งคือ แมกซ์ ย้ายมาอยู่ 94.5 ในขณะที่ 106 ไลฟ์ พลัส ที่จะหมดสัญญาในเดือนพฤษจิกายนนี้ คงรอความหวังอยู่ที่คลื่น 99.5 ที่เจ้าของสัมปทานหายใจรวยริน ธุรกิจย่ำแย่อยู่ในเวลานี้
คมสันต์ เชษฐโชติศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สกาย-ไฮ เน็ตเวิร์ค จำกัด กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมชาติของสัมปทานวิทยุที่จะมีการปรับเปลี่ยน แม้ในกรณีที่เกิดขึ้นกับสกาย-ไฮ ถือเป็นครั้งแรกก็ตาม อย่างไรก็ตาม ได้มีการเตรียมแผนรองรับปัญหาที่เกิดขึ้นโดยในเบื้องต้นใช้งบประมาณ 2 ล้านบาทในการประชาสัมพันธ์ให้แก่กลุ่มผู้ฟังได้รับทราบ นอกจากนี้ยังได้เตรียมจัดกิจกรรมทางการตลาดเพื่อสร้างรอยัลตี้ในคลื่นใหม่ โดยจะมีขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายอีก 3- 4 กิจกรรม
" สัมปทานวิทยุที่หลุดไป 2 คลื่นไม่มีผลกระทบใดใดต่อการดำเนินงาน อาจจะมีเล็กน้อยในแง่ของการวิ่งหาคลื่นใหม่ แต่เมื่อหาคลื่นใหม่ได้แล้วเหล่าสปอนเซอร์ก็ยังคงยังคงสนับสนุนรายการอย่างต่อเนื่อง ส่วนอีกหนึ่งคลื่นที่กำลังเจรจาอยู่ก็คาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบใดในแง่ของการสนับสนุนเช่นเดียวกัน"
ปัจจุบันผลการดำเนินงาน 9 เดือนพบว่า คลื่นแมกซ์ และ คลื่น106 ไลฟ์ พลัส มีรายได้ประมาณ 60% จากที่ตั้งเป้าไว้คลื่นละ 100 ล้านบาท ในขณะที่คูล 93.0 ฟาเรนไฮต์ มีรายได้กว่า 210 ล้านบาท จากที่ตั้งเป้าไว้ 250 ล้านบาท ส่วนเป้ารายได้รวมทั้งปีอยู่ที่ 450 ล้านบาท หรือเติบโต 20 %
คมสันกล่าวถึงแผนงานในการพัฒนารูปแบบรายการ ภายหลังจากที่ย้ายคลื่นใหม่ของคลื่นแมกซ์ คือการปรับโพสิชั่นของคลื่นแมกซ์ 94.5 ที่จะเปลี่ยนรูปแบบให้เป็น " วิชวล เรดิโอ " โดยผู้ฟังและ ดีเจ จะสามารถฟังเพลงพร้อมกับการแชต,ขอเพลง, ดูภาพสไลด์ของศิลปิน, เล่นเกมและ สามารถดาว์นโหลดคอนเทนต์ต่าง ๆ ได้ ซึ่งผู้ฟังที่ร่วมสนุกกับรูปแบบใหม่ของแมกซ์ 94.5 สามารถสะสมคะแนนที่ได้จากการเล่นเกมหรือดาวน์โหลดมาแลกของขวัญของรางวัลได้
ในขณะที่คลื่น 106 ไลฟ์ พลัส ที่แม้จะต้องหาคลื่นใหม่ในสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้ แต่เมื่อถึงเวลานั้นก็จะไม่ทำการปรับเปลี่ยนใดใด เนื่องจากเพิ่งทำการเปลี่ยนโพสิชั่น จาก ลาเต้ เป็น ไลฟ์ พลัส ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยรูปแบบของไลฟ์ พลัส จะมุ่งนำเสนอข้อมูลที่มีสาระผ่านผู้มีความรู้ที่มีชื่อเสียงในวงการต่างๆอาทิ กีฬา, บันเทิง, สุขภาพ มาบอกเล่าให้ฟัง โดยรายการมุ่งหวังว่าเนื้อหาสาระทั้งหมดจะทำให้ผู้ฟังมีชีวิตที่ดีขึ้น
ส่วนอีกหนึ่งคลื่นที่ยังคงอยู่บนเลขหน้าปัดวิทยุเดิม คูล 93 ฟาเรนไฮต์ ที่คมสันยังคงยืนยันว่าเป็นคลื่นอันดับ 1 ในกลุ่มอีซี่ลิสซึ่นนิ่ง จะยังดำเนินกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดเพลงในสไตล์อีซี่ลิสซึ่นนิ่ง ผสมผสานไปกับการจัดกิจกรรมที่แปลกใหม่ให้ผู้ฟังได้มีส่วนร่วม และมีการตั้ง คูล แอมบาสเดอร์ ที่จะนำผู้มีชื่อเสียง เช่น ไหม วิสา สารสาส มาร่วมให้ประชาสัมพันธ์ความเคลื่อนไหวต่างๆของคลื่นให้ผู้ฟังได้รับทราบ
นอกจากนั้นแล้วในปีหน้าจะทำการตอกย้ำความเป็นผู้นำของกลุ่มอีซี่ลิซซึ่นนิ่ง ด้วยการเพิ่มกิจกรรมเพื่อสังคม(CSR)มากขึ้น โดยจะเน้นหนักในเรื่องกระแสความตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมของโลก เพื่อให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์์ของกลุ่มผู้ฟัง
ถือเป็นการตั้งเกมรุกอย่างทันควันของค่ายสกาย-ไฮ ที่แม้จะโดนฟ้าผ่าสองเด้ง แต่ก็ยังรักษาฟอร์มด้วยการเปิดเกมรุกเดินไปข้างหน้า ซึ่งหัวเรือใหญ่สกาย-ไฮ คมสัน เชษฐโชติศักดิ์ ตั้งความหวังว่า ภายหลังการปรับเปลี่ยนคลื่นวิทยุที่เกิดขึ้นในปีนี้เสร็จสิ้น แนวทางการดำเนินงานการตามกลยุทธ์แก้เกมที่วางไว้ จะส่งผลให้ผลการ ดำเนินงานในปีหน้า สามารถเติบโตต่อไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคลื่นแมกซ์ 94.5 และ 106 ไลฟ์ พลัส จะสามารถก้าวขึ้นสู่คลื่นอันดับหนึ่งในกลุ่มของตน เช่นเดียว 93 คูล เอฟเอ็ม ที่เป็นผู้นำในกลุ่มอีซี่ลิซซึนนิ่งอยู่ในเวลานี้
คมสันต์ยังกล่าวถึงการแข่งขันของธุรกิจวิทยุในปัจจุบันว่า ค่อนข้างดุเดือด โดยเฉพาะแคมเปญทางการตลาดที่แต่ละคลื่นปล่อยออกมา อาทิ การแจกรถ แจกบ้าน ซึ่งสกาย-ไฮ ได้มีการวางแผนการตลาดด้วยการนำเอาคอนเทนต์ที่มีอยู่มาใช้ให้เป็นประโยชน์ โดยคาดว่าในปีหน้าจะต้องใช้งบประมาณทางการตลาดเพิ่มมากขึ้น สาเหตุหนึ่งก็เนื่องจากมีค่าสัมปทานใหม่ที่เกิดขึ้น
"การแข่งขันของรายการวิทยุในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่การเปิดเพลงเท่านั้น เพราะความสะดวกสบายของเทคโนโลยีได้เข้ามาช่วยเรื่องนี้มาก ทำให้การเปิดเพลงแต่ละคลื่นจะมีแพลทฟอร์มเหมือนกัน ดังนั้น สิ่งที่ต้องนำมาแข่งกันกันนอกเหนือจากการเปิดเพลง คือ การนำเสนอไอเดียต่างๆของครีเอทีฟ แต่ละคลื่นจะมีแนวคิดที่แปลก
แหวกแนว และเป็นที่สนใจจากผู้ฟังมากน้อยแค่ไหน "
5 ปีวิบากของเวอร์จิ้น
"เชษฐ์" ขอพา 3 คลื่นรอดให้ได้
หากจะมองหาเจ้าของคลื่นวิทยุที่ได้รับการยอมรับว่า "มือเติบ" ที่สุดในวงการ เป็นใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่เวอร์จิ้น บีอีซี-เทโร เรดิโอ(ประเทศไทย) เจ้าตำรับแจกบ้าน แจกรถ แจกคอนโดฯ อันลือลั่นเมื่อหลายปีก่อน แต่วันนี้ เชษฐ์ มังคโลดม กรรมการผู้จัดการ ประกาศชัดว่าปีนี้ถึงคราวรายได้ถดถอย เป้าหมายรายได้ที่เคยตั้งไว้ 500 ล้านบาท จะพลาดต่ำกว่าเป้าไปประมาณ 6%
"ผมเชื่อว่าทุกคนตกหมด คนอื่นไม่ยอมรับกลัวภาพเสีย ปีนี้ทรุดทุกอุตสาหกรรม จะตกมากตกน้อยเท่านั้น นอกเหนือจากสภาพเศรษฐกิจ และการเมืองที่ไม่เอื้ออำนวยแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นอีกเยอะ อาทิ กฏเกณฑ์ที่มากขึ้น เช่นเรื่องเหล้า เบียร์ ที่เคยมีเงินหมุนเวียนอยู่เยอะมาก ตัวเงินที่จะวิ่งเข้ามาหาสื่อถูกจำกัด วิทยุโดนหนักที่สุด เบียร์ เหล้าหายหมดเลย ขณะที่ทีวี หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ยังพอมีเหล้าเบียร์โฆษณาอยู่
เชษฐ์ กล่าวถึงเป้าหมายของเวอร์จิ้นฯ ว่า จะทำให้ 3 คลื่นที่มีอยู่อยู่รอดให้ได้ แต่คงไม่สามารถเติมคลื่นที่ 4 ได้ในเวลา เพราะคงยากที่จะประสบความสำเร็จแม้แค่ให้คุ้มทุน โดย 3 คลื่นในปัจจุบันที่ประกอบด้วย 95.5 เวอร์จิ้น ฮิตซ์ 103 เวอร์จิ้น ซอฟท์ และ 105.5 อีซี่ เอฟ.เอ็ม. สิ้นปีคงทำได้เสมอตัวจากปีก่อน อย่างไรก็ตามทุกคลื่นยังคงต้องเน้นจัดกิจกรรมต่อไป แต่จะต้องมองอย่างทะลุถึงกลุ่มเป้าหมาย จะทำแบบหว่านแหคงไม่ได้ ทุกวันนี้สื่อวิทยุต้องทำหน้าที่ตอบโจทย์ผู้ฟังในทุกด้าน หลายคลื่นเปิดเพลงตอบโจทย์คนฟังได้จริงหรือไม่ถึงได้ไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อสร้างตัวสินค้าขึ้นมาเพื่อวิ่งเข้าหาคนกลุ่มใด ต้องรู้จักพฤติกรรมของคนกลุ่มนั้น ๆ อย่างถ่องแท้ ต้องสามารถตอบโจทย์ได้ทุกจุด ตั้งแต่การสร้างตัวสินค้า หรือรายการ การวางรูปแบบรายการ การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนการตลาด งานขาย ต้องวิ่งเข้าสู่จุดเดียวกันทั้งหมด หากปล่อยให้วิ่งไปคนละทิศทางท่ามกลางการแข่งขันที่มีอยู่สูงเช่นนี้ คนฟังก็จะหันไปหาคลื่นอื่นที่ชัดเจนมากกว่า
เชษฐ์กล่าวว่า วันนี้เวอร์จิ้นฯ สามารถสร้างกิจกรรมเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกรูปแบบ ไม่เพียงแต่การเปิดเพลง ขายสปอตวิทยุุเท่านั้น หากแต่เป็นบริการที่ครบวงจร หรือ One Stop Service อาทิ หากลูกค้าต้องการอีเวนต์ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ทีมอีเวนต์ของบริษัทฯ สามารถดำเนินการได้ หากต้องการกิจกรรมขนาดเล็ก-ใหญ่ ก็สามารถคิดและดำเนินการให้ได้ รวมไปถึงความต้องการในสื่อใหม่ เช่นอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ของเวอร์จิ้นที่ได้รับรางวัลเว็บไซต์วิทยุยอดนิยมอันดับ 1 ก็มีบริการโฆษณบนเว็บ หรือจะสร้างลิงก์ไปหาเว็บไซต์ของลูกค้าก็สามารถดำเนินการให้ได้้
"ตัวเสริมที่เรามีให้กับลูกค้านอกเหนือจากสปอตวิทยุ เรามีกิจกรรมในพื้นที่ทั้งขนาดเล็กไปจนถึงใหญ่ ต้องการจัดแรลลี่ หรือคอนเสิร์ตขนาดผู้ชม 4-5 พันคน เรามีทีมออกาไนซ์ดำเนินการให้ทั้งหมด หรือต้องการซื้อสื่อ เราทำให้เป็น One Stop Service และทำให้ได้ในราคาที่ถูกกว่าที่จะไปจ้างออกาไนเซอร์อื่นทำ"
แต่แม้จะมีบริการที่ครบวงจรและมีลูกค้ามาใช้บริการอยู่อย่างสม่ำเสมอ แต่เชษฐ์ก็เห็นว่าเป็นเพียงบริการที่เข้ามาสนับสนุนการขายสปอตเท่านั้น เพราะทุกกิจกรรมที่จัดต่างก็มีต้นทุนที่ต้องใช้ รายได้ส่วนที่เป็นกำไรไม่ได้มีมากพอที่จะเป็นรายได้หลักหล่อเลี้ยงบริษัทได้ คงมีเพียงรายได้จากการขายสปอตโฆษณาเท่านั้นที่จะพาให้เวอร์จิ้นผ่านปีต่อปีไปได้
รุมอัด อสมท เอาเปรียบ
ฉุดธุรกิจวิทยุไม่ให้เติบโต
เชษฐ์ ยอมรับว่า การทำธุรกิจวิทยุเป็นงานที่เหนื่อย และยากมาก โดยเฉพาะเมื่อเกิดคู่แข่งรายใหม่ในนาม อสมท เจ้าของสัมปทาน 6 คลื่นวิทยุในกรุงเทพฯ ที่เรียกคืนสัญญาจากผู้เช่ากลับมาบริหารเอง ถูกมองจากผู้ประกอบการธุรกิจวิทยุว่า เอาเปรียบคู่แข่งในธุรกิจด้วยกัน
เชษฐ์เล่าว่า เมื่อปี 2005 ขณะที่เวอร์จิ้นมีคลื่นวิทยุอยู่ในมือถึง 5 คลื่น 1 ในนั้นคือคลื่นเพลงลูกทุ่งที่เขาเล็งเห็นว่าเป็นตลาดที่มีมูลค่ามหาศาล แต่เมื่อ อสมท นำคลื่นเอฟเอ็ม 95 มาตั้งเป็นคลื่นลูกทุ่ง การดำเนินธุรกิจที่ปราศจากต้นทุนค่าเช่าสถานี ทำให้สามารถกำหนดราคาค่าสปอตวิทยุถูกกว่าผู้ประกอบการรายอื่น เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม สุดท้ายสัปทานคลื่นลูกทุ่งของเวอร์จิ้นก็ต้องคืนเจ้าของสัมปทานกลับไป เพราะไม่สามารถทำธุรกิจต่อไปได้
"ลูกทุ่งของเราทำให้ตายก็อยู่ไม่ได้ เพราะ อสมท มีคลื่น 95 บีบเพดานราคาอยู่ เขาไม่ยอมปรับราคาให้อยู่บนพื้นฐานการทำธุรกิจ เขาขายราคาถูก ทำไปทำมาผมต้องยอมลดราคาสปอตให้เทียบเท่ากัน เพราะเขาไม่ยอมขยับขึ้นมา ทั้งที่สามารถทำได้ เพราะเรตติ้งดีมาก พื้นฐานคลื่นวิทยุของ อสมท ไม่มีค่าใช้จ่าย เหมือนกับเรากำลังแข่งอยู่กับรัฐ แม้จะเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ก็ไม่ต้องเสียค่าสัมปทาน ผมจึงถือว่านี่ไม่ใช่การแข่งขัน เพราะหาความเท่าเทียมกันไม่ได้ เรามีทีมงาน มีหลักการ และวิธีการที่จะทำให้รายการวิทยุมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อมาเจอกับสภาพเช่นนี้ก็ไปไม่ไหว"
เชษฐ์กล่าวว่า หาก อสมท เลิกทำรายการในแบบที่เป็นอยู่นี้ ทุกบริษัทที่ทำธุรกิจวิทยุจะสบาย แต่คงตั้งความหวังเช่นนั้นไม่ได้ คงต้องมุ่งหวังให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงวิทยุและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ หรือ กสช.ที่จะตั้งขึ้นเพื่อมาดูแลและจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุและโทรทัศน์ในอนาคต เข้ามาดูแลให้เกิดความเป็นธรรม ไม่ให้มีเจ้าของสถานีลงมาทำธุรกิจเองเช่นนี้ เพียงแต่ตนไม่แน่ใจว่า กสช. จะเกิดขึ้นได้เมื่อไร เพราะมีการพูดกันมากว่า 6 ปีแล้วยังไม่สามารถแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำหน้าที่ได้เลย
ด้านคมสันต์ เชษฐโชติศักดิ์ กล่าวเห็นพ้องกันว่า จุดด้อยของผู้ผลิตรายการวิทยุในปัจจุบัน คือการเกิดของผู้้ประกอบการสถานีวิทยุที่มีคลื่นเป็นของตนเองอย่าง อสมท จะมีการดำเนินงานที่ได้เปรียบผู้ประกอบการอย่างสกาย-ไฮ, เอไทม์ มีเดีย หรือ เวอร์จิ้นฯ โดยเฉพาะในแง่ของค่าสัมปทาน ค่าโฆษณาต่าง ๆ รวมไปถึงการมีเครือข่ายทั่วประเทศ ถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างยิ่งของ อสมท. ซึ่งคงผู้ผลิตรายการวิทยุรายใดจะสู้ได้ โดยปัจจุบันเมื่อวัดจากเรตติ้งของกลุ่มผู้ฟัง จะพบว่า อันดับ 1 คือลูกทุ่งเอฟเอ็ม 95 ที่มีผู้ฟังสูงสุด ตามมาด้วย ซี้ด 97.5 ที่มีกลุ่มผู้ฟังอยู่ทั่วประเทศ และ คูล 93.0 ฟาเรนไฮต์ ที่สามารถรับฟังได้ในเขตกรุงเทพฯ และรอบนอกเท่านั้น
แม้จะเป็นรองเพียงรัศมีการส่งสัญญาณในระดับประเทศ แต่เมื่อถามความเป็นไปได้ในการขยายกลุ่มผู้ฟังให้ครอบคลุมทั่วประเทศ คมสันต์ให้ความเห็นว่า การขยายฐานให้กว้างขึ้นยังคงไม่เหมาะในเวลานี้ เพราะค่าใช้จ่ายในการส่งสัญญาณอยู่ในอัตราที่สูง และยังไม่พร้อมที่จะลงทุนในเรื่องอุปกรณ์ใหม่ ๆ ที่ถือว่าต้นทุนสูงมาก ดังนั้นแผนงานในขณะนี้ของสกาย-ไฮฯ คือการพยายามทำทั้ง 3 คลื่นที่มีอยู่ให้ดีที่สุดเท่านั้น
อสมท ชี้ตลาดหดเพราะขาดไอเดีย
เดินหน้ายึด 53 สถานีภูธร สร้างแบรนด์รอ กสช.
เมื่อต้องกลายเป็นจำเลยของธุรกิจวิทยุ เขมทัตต์ พลเดช ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด(มหาชน) ผู้ผลักดันให้ธุรกิจวิทยุของ อสมท เกิดขึ้นตั้งแต่ยุคมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ยังดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ กล่าวว่า ความสำเร็จของวิทยุในเครือ อสมท ทั้งคลื่นลูกทุ่งมหานคร 95.0 และ Seed 97.5 มาจากโมเดลการทำธุรกิจที่ อสมท ใช้ 3 ปัจจัยหลักในการแข่งขัน คือ กลยุทธทางการตลาด ผนวกแนวคิดครีเอทีฟ ซึ่งหมายถึงการสร้างคอนเทนต์ที่ดี และรองรับด้วยการพิจารณาด้านการเงิน ดังนั้นทั้ง 6 คลื่นของ อสมท จึงถูกตั้งเป็น Businees Unit 6 คลื่น 6 BU ที่ต้องดำเนินธุรกิจเหมือนเป็นบริษัท ๆ หนึ่ง ดังนั้นจึงมีการกำหนดต้นทุนของแต่ละคลื่นโดยตั้งฟิกซ์คอสจากค่าเช่าสถานีที่เคยได้เดือนละราว 2 ล้านบาท เป็นต้นทุนเริ่มต้นของแต่ละคลื่น ความสำเร็จของผู้บริหารคลื่นจะต้องทำรายได้ในแต่ละเดือนมากกว่า 2 ล้านบาท จึงไม่มีเหตุผลที่อสมท จะตั้งราคาสปอตต่ำกว่าคู่แข่งรายอื่นได้
"ผมยืนยันว่าสปอตวิทยุของ อสมท ไม่ได้ต่ำกว่าคนอื่น แต่อาจเป็นเพราะการที่ อสมท มีนโยบายขายสปอตเป็นเบาท์ใหญ่ เมื่อคำนวณเป็นราคาต่อสปอตอาจดูถูกกว่า สถานีข่าว 100.5 ก็ไม่ได้ถูกกว่าคลื่นข่าว 101 ของคลิคเรดิโอ คลื่น Met 107 เฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคกลาง ราคาอยู่ในระดับ 2,000-3,000 บาทใกล้เคียงกับคลื่นของเวอร์จิ้น คลื่นลูกทุ่งมหานคร 95 ก็เช่นกัน Seed FM ช่วงตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม สปอตละ 3 พันกว่าบาท แต่เมื่อยิงสัญญาณเน็ตเวิร์คทั่วประเทศราคาสปอตจะปรับขึ้นเป็น 7,000 บาททันที เราคงไม่ใช่คนที่กดให้มูลค่าตลาดวิทยุลดลงแน่ เพราะหากคิดราคาสปอตไม่สมเหตสมผล ฝ่ายตรวจสอบก็คงต้องถาม เพราะเราอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ"
เขมทัตต์กล่าวว่า ปัญหาที่ทำให้ธุรกิจวิทยุไม่มีการเติบโต ประการสำคัญเป็นเพราะเจ้าของสัมปทานไม่ได้ทำหน้าที่บริหารสถานีเอง ซึ่งจะทำให้เกิดการร่วมกลุ่มที่สามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจได้ ปัจจุบันมีเพียง อสมท เท่านั้นที่บริหารสถานีเอง ขณะที่กรมประชาสัมพันธ์ กองทัพ และอีกหลายหน่วยงานปล่อยคลื่นให้รายย่อยเช่า ทำตลาดไปคนละทิศทาง สถานีวิทยุที่มีอยู่มากมายทำให้ไม่สามารถรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างความเข็มแข็งได้ ต่างจากสถานีโทรทัศน์ที่มีเพียง 5-6 สถานี นอกจากนั้นอีกปัญหาสำคัญคือ ผู้ผลิตรายการวิทยุในวันนี้ไม่มีพัฒนาการใด ๆ มานำเสนอ
"แต่ละคนไม่มีพัฒนาการอะไรใหม่ ๆ เลย คุณทำกิจกรรมหุ้ม มีแต่ทริปเมืองนอกอย่างเดียว ครีเอทิวิตี้ของโปรแกรมทางวิทยุไม่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่กับที่มา 3-4 ปีแล้ว นอกจากนั้น แต่ละค่ายไม่มีการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างจริงจัง เม็ดเงินธุรกิจวิทยุมีอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับสื่อทีวี และยังเล็กกว่าสื่อหนังสือพิมพ์ แต่แต่ละรายทำกิจกรรมแต่ละครั้งใช้งบประมาณเป็นล้านบาท กำไรไม่มี เมื่อบริหารรายได้คำนวณเป็นเม็ดเงินต่อนาทีจึงเหลือน้อยมาก ขณะที่ Seed FM หากจะทำกิจกรรมต้นทุนสูง จะตั้งราคาสปอตให้แพงขึ้น ซึ่งก็สามารถขายได้ เพราะลูกค้ามั่นใจว่าสามารถดึงเรตติ้งได้ เราเน้นอีเวนต์ที่สามารถเจาะผู้ฟังที่เป็นฐานของลูกค้ามากกว่าไปเจาะกลุ่มเซเล็บที่ไม่ได้สร้างอะไร ไม่มีประโยชน์"
สำหรับแผนการต่อไปของวิทยุ อสมท เขมทัตต์กล่าวว่า หลังจากปัจจุบันต้องเข้ามาดูและงานด้านการตลาดให้กับโมเดิร์นไนน์ ในปีหน้าจะกลับไปดูแลสื่อวิทยุ อสมท อีกครั้ง จะเริ่มพัฒนาระบบเน็ตเวิร์คโดยปลายปีนี้จะนำคลื่นวิทยุของ อสมท ทั้ง 53 สถานีกลับมาบริหารเองทั้งหมด ขณะนี้อยู่ระหว่างการรีแบรนด์ ซึ่งแนวทางการทำตลาดจะสร้างสถานีที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงแบ่งเป็นคัสเตอร์ เปลี่ยนจากการแข่งขันกันเองมาเป็นการช่วยสนับสนุนกัน นำรายได้จากสถานีในจังหวัดใหญ่ มาช่วยทำให้สถานีในจังหวัดเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้กันอยู่ได้
แม้จะดูเหมือนเป็นการพัฒนาธุรกิจวิทยุของ อสมท ในสเต็ปต่อมา หลังจากสร้างคลื่นเอฟ.เอ็ม. 6 สถานีในกรุงเทพฯ ให้แข็งแกร่งได้แล้ว จึงเดินหน้าพัฒนาคลื่นในต่างจังหวัดเป็นลำดับต่อไป แต่จริงแล้วเขมทัตต์ กล่าวว่า นี่คือก้าวเดินในการรองรับการเกิดขึ้นของ พ.ร.บ.วิทยุกระจายเสียงฯ และคณะกรรม กสช.ที่คาดว่าจะมีบทบาทเข้ามาจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุทั้งหมดในปีหน้า ถึงเวลานั้น คลื่นทั้ง 59 สถานีของ อสมท จะเป็นคลื่นที่มีแบรนด์ มีคอนเซปต์ และชัดเจนทุกด้าน เพียงพอที่ กสช.จะยอมรับให้ อสมท ดำเนินงานในคลื่นเหล่านี้ต่อไป
"เมื่อ กสช.เข้ามาผมเชื่อว่าจะเกิดการยกเครื่องสถานีวิทยุทั้งหน้าปัด คลื่นส่วนใหญ่ที่ไม่มีแนวทางชัดเจน เอาแต่เปิดเพลงคงต้องปรับตัว ซึ่งวันนี้เห็นมีแต่กรีนเวฟ เพียงคลื่นเดียวที่มีความชัดเจนในเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คลื่นอื่น ๆยังไม่มี ดังนั้น อสมท จึงต้องเร่งรีแบรนด์คลื่นวิทยุที่มีอยู่ทั้งหมด ให้มีรูปแบบรายการที่มีแนวทางชัดเจน"
เอไทม์ ชู 4 คลื่นแข็งปั๋ง
มั่นใจความแข็งแกร่ง รักษาคลื่นอยู่รอด
เบอร์ 1 ของวงการวิทยุ จีเอ็มเอ็ม มีเดีย หรือเอไทม์ มีเดีย ที่ยืนหยัดอยู่ในวงการวิทยุมายาวนานถึง 16 ปี มีคลื่นหลักอยู่บนหน้าปัดวิทยุ 4 คลื่น ประกอบด้วย 89 บานานาเอฟเอ็ม 91.5 ฮอตเวฟ 94 อีเอฟเอ็ม และ 106.5 กรีนเวฟ สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา ผู้บริหารเอไทม์ฯ กล่าวว่า คลื่นวิทยุแต่ละคลื่นจะอยู่รอดได้หรือไม่ อยู่ที่ความแข็งแกร่งของคลื่น หากสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับคลื่นก็ไม่มีสิ่งที่ใดให้กลัว แม้กระทั่งคู่แข่ง เม็ดเงินในตลาดแม้จะลดลงแต่คงไม่มีทางที่จะเหลือศูนย์บาท อย่างไรคลื่นวิทยุของเอไทม์ก็ยังเป็นที่ต้องการของผู้ฟัง เม็ดเงินของสื่อวิทยุก็ยังคงต้องไหลมาหา สิ่งสำคัญคือ ต้องสร้างตนเองให้มีความแข็งแรง ซึ่งเอไทม์โชคดีที่คลื่นทุกคลื่นแข็งแกร่ง และมีโพซิชั่นนิ่งที่ดี
สายทิพย์ยอมรับว่ารายได้ของเอไทม์ มีเดีย ลดลงบ้างในปีนี้ แต่ก็เป็นการลดลงตามสภาพตลาดโดยรวมมีรายได้้ใกล้เคียงกับปีก่อน แม้ไม่มีการเติบโต แต่หากไม่ไปเทียบกับช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู ก็ถือว่าผลงานในปีนี้ยังใช้ได้ ไม่มีคลื่นไหนขาดทุน ไม่มีคลื่นไหนเลิกทำ ก็น่าจะดีแล้วในสภาพปัจจุบัน ส่วนการมองหาคลื่นใหม่ ๆ คงยังไม่คิด ขอบริหาร 4 คลื่นที่มีอยู่โดยทำงานให้หนักขึ้น และดูแลลูกค้าอย่างเข้มข้นตลอดเวลา
คลิค เรดิโอ เซ็งนายหน้าเหลือบเกาะธุรกิจวิทยุ
ยักษ์สุดท้ายบนหน้าปัดวิทยุ คลิค-วีอาร์วัน เรดิโอ ที่ถือคลื่นวิทยุอยู่ในมือ 4 คลื่นหลัก คือ คลื่นข่าว 101 INN News Channel, Get 102.5, FM One 103.5 และ 104.5 Fat Radio วาสนพงศ์ วิชัยยะ กรรมการผู้จัดการ มองปัญหาที่เกิดขึ้นในวงการวิทยุปัจจุบันว่า เป็นสถานการณ์ที่ไม่ธรรมดา โดยให้เหตุผลว่า วันนี้ธุรกิจวิทยุแม้จะมีการแข่งขันกันดุเดือด แต่ความมั่นคงของสถานีที่แต่ละค่ายได้รับสัมปทานไปยังมีอยู่สูง แม้จะมีบางรายทำไม่ไหวต้องปล่อยคลื่นคืนบ้าง ก็มีรายใหม่เข้ามา ดังนั้นการที่คลื่นของสกาย-ไฮฯ ต้องหลุดไปถึง 2 คลื่นนั้น จึงถือว่าเป็นสถานการณ์ที่ไม่ธรรมดา แต่สิ่งที่เหนือกว่านั้นคือไม่น่าเชื่อว่าการติดต่อย้ายคลื่นเข้าสู่ 94.5 ของคลื่น MAX นั้น จะมีการติดต่อผ่านคนกลางที่ทำหน้าที่ประสานงาน กินค่าหัวคิวฟรี ที่น่าจะหมดไปจากวงการแล้ว
"วันนี้คลื่นวิทยุไม่ได้แน่นเหมือนก่อน ไม่มีคนต้องตกคลื่น เพราะคลื่น 94.5 กำลังจะเปลี่ยนมือ แต่แทนที่จะเปลี่ยนแบบธรรมชาติ คนใหม่เดินเข้าไป คนเก่าเดินออกมา กลายเป็นมีคนเข้ามาแทรก เกิดธุรกิจตัวกลางกินเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งเป็นระบบโบราณที่ควรจะหมดไปได้แล้ว แทนที่เวลานี้น่าจะเป็นเรื่องของคนที่ทำธุรกิจวิทยุอย่างแท้จริง กลับมาคนบางคนมาหากินค่าหัวคิวสัมปทาน เหมือนกับคนที่มาเช่าพื้นที่บนมาบุญครอง ดันราคาให้สูงแล้วซอยแบ่งขายให้คนที่ต้องการค้าขายจริง ๆ เช่าต่อ วิทยุเป็นธุรกิจของคนที่ต้องมีจริยธรรม จรรยาบรรณของคนทำสื่อ ยิ่งในเวลานี้บ้านเมืองเราต้องการสิ่งเหล่านี้ แต่คนทำสื่อบางคนกลับมาหากินกับการเป็นคนกลางอย่างน่าเกลียด ทำให้เป็นห่วงสกาย-ไฮฯ ที่ไม่น่าพลาดไปกับกรณีนี้ สัมปทานวันนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่กลับไปวิ่งผ่านคนกลางไม่ใช่สิ่งที่ควรทำในยุคสมัยนี้ ดูไม่คมเหมือนที่เคยเป็น สกาย-ไฮฯ เดินทางที่ไม่ถูก "
วาสนพงศ์กล่าวว่า ผลกระทบจากกรณีของสกาย-ไฮฯ แม้ส่งผลมาคลิคฯบ้างในเรื่องความเชื่อมั่น แต่วันนี้ลูกค้าและเอเยนซี่ก็มั่นใจว่าคลื่นทั้งหมดของบริษัทฯ ยังมั่นคงอยู่ แต่สุดท้ายแล้วกรณีน่าจะส่งผลดีกับบริษัทที่เป็นคู่แข่งทั้ง คลิคฯ เอไทม์ เวอร์จิ้น และ อสมท เพราะวันนี้ยอมรับว่าเรตติ้งของแต่ละค่ายใครเป็นอันดับ 1 คงพูดไม่ได้เต็มปาก สูสีกันมาก เมื่อคู่แข่งมีปัญหา เอเยนซี่ก็คงเทงบประมาณส่วนหนึ่งมาหาคลื่นอื่น
สำหรับตลาดวิทยุในปีนี้ วาสนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มของบริษัทเริ่มดีขึ้น หลังจาก 2 ปีที่ผ่านมาไม่น่าพอใจนัก เมื่อมีการปรับโครงสร้างภายในเพื่อรับกับการแข่งขัน ก็เริ่มเดินหน้าได้ บริษัทสามารถประหยัดต้นทุน ประกอบกับยอดโฆษณาเติบโตขึ้น ในขณะที่คลื่นอื่นอาจต้องเหนื่อยกับสภาพเศรษฐกิจในขณะนี้ แต่คลิคฯ ถือว่าน่าพอใจ แต่คาดว่าในปลายปีนี้จนถึงต้นปีหน้า การเลือกตั้งจะทำให้ตลาดสดใสขึ้น
"ปีหน้าคลิคฯ คงมีโปรโมชั่นใหม่ ๆ ที่น่าสนใจนำเสนออย่างต่อเนื่อง ทริปท่องเที่ยวก็ยังคงอยู่ แต่จะเพิ่มเติมในส่วนของกิจกรรมเพื่อรับผิดชอบต่อสังคมให้มากขึ้น คลิคฯ ในฐานะที่เคยสร้างเทรนต่าง ๆ มามากมายทั้งเทรนเด็กแนว เทรนฟังเพลงสากล รวมถึงเทรนทางการตลาดใหม่ ๆ สื่อใหม่ ๆ ปีหน้าเราจะสร้างเทรนรับผิดชอบต่อสังคม เชื่อว่าจะมีผู้สนับสนุนและสามารถหาสปอนเซอร์ได้ เพราะหากเศรษฐกิจดี สังคมดี ก็เชื่อว่าจะส่งผลมาถึงคลิคฯ ให้เติบโตขึ้น หากบ้านเมืองย่ำแย่ สังคมตกต่ำ เราคงเหนื่อยหนักแน่นอน"
http://www.manager.co.th/Business/ViewN ... 0000127428
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 ตุลาคม 2550 13:14 น.
ผู้จัดการรายสัปดาห์ - * เจาะ 5 บิ๊กวงการวิทยุไทย อสมท สกาย-ไฮ เวอร์จิ้นฯ คลิคฯ เอไทม์ฯ * ฝ่าวิกฤติรุมเร้า ทั้งมูลค่าการใช้สื่อวิทยุติดลบ คลื่นหลุดไม่รู้ตัว คู่แข่งตัวเอ้ ทำตัวไม่แฟร์ แต่ก็ต้องรักษาแชร์ตนเองไว้ให้ได้ * คาดการณ์ปีหน้าตลาดยังทรงตัว พับแผนขยายคลื่น รอ กสช. ล้างไพ่แจกคลื่นใหม่
ใครจะคิดว่าสถานการณ์ความรุนแรงของสื่อวิทยุที่เคยแข่งขันกันอย่างรุนแรงในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ที่แต่ละค่าย แต่ละคลื่นระดมกลยุทธในการดึงดูดคนฟัง ทั้งการเสนอเงินค่าสัมปทานราคาสูงให้กับคลื่นเด่น ๆ แย่งชิงกันจนรายเล็ก รายน้อย ต้องระเหเรร่อน จนถึงการจัดโปรโมชั่นแจกบ้าน แจกรถ พาเที่ยวรอบโลก หวังชิงเรตติ้งผู้ฟังให้ล็อคคลื่นของตนอยู่บนหน้าปัทม์วิทยุ มาจนถึงปีก่อนสงครามวิทยุก็สงบลงพร้อมความเจ็บปวดของค่ายใหญ่น้อย บางรายติดหนี้ค่าเช่าสถานีบานเบอะ และอีกหลายรายที่ต้องคืนคลื่นกลับไปให้เจ้าของสัมปทาน ยุติการแข่งขันอันรุนแรงของธุรกิจวิทยุไป จนเหมือนกับว่าภูเขาไฟลูกนี้สงบลงแล้ว แต่ยังไม่ทันผ่านปี ภูเขาไฟของสื่อวิทยุเริ่มกลับมาปะทุอีกครั้ง เมื่อผู้ผลิตรายการยักษ์ใหญ่ สกาย-ไฮ เน็ตเวิร์ค ในเครืออาร์เอส ต้องมีอันเสียคลื่นที่มีอยู่ถึง 2 ใน 3 คลื่นไปแบบไม่ทันตั้งตัว ตลาดวิทยุที่มีส่วนแบ่งอยู่ 6 พันล้านบาทต่อปี แนวโน้มโตมองไม่เห็น แต่แนวโน้มทรุดเตรียมรอรับวัดฝีมือ 5 ค่ายยักษ์ที่จะฝ่าออกไป
คลื่นหลุด แต่สปอนเซอร์ไม่หลุด
สกาย - ไฮ ฯ มั่นใจไม่สะดุด
บททดสอบเจ็บแสบที่ไม่เพียงแต่คนในสกาย-ไฮ เน็ทเวิร์คจะคาดไม่ถึง แม้แต่คนในวงการวิทยุด้วยกันยังรู้สึกเสียวสันหลัง ที่รายการวิทยุที่ทำกันมาอยู่ดี ๆ มีอันจรลีหายไปโดยไม่ทันตั้งตัว นโยบายหนึ่งบริษัทรับหนึ่งคลื่นของกรมสื่อสารทหารเรือ ทำให้สกาย-ไฮฯ เลือกที่จะเก็บคลื่นคูล 93.0 ฟาเรนไฮต์ มีฐานผู้ฟังมากเป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มใหญ่ของวิทยุ อีซี่ลิซซึ่นนิ่ง เอาไว้ ส่วนอีกสองคลื่นที่เหลือนั้นได้ทำการเจรจากับคลื่นบนหน้าปัดวิทยุคลื่นอื่น ๆ และได้ข้อสรุปไปแล้วหนึ่งคือ แมกซ์ ย้ายมาอยู่ 94.5 ในขณะที่ 106 ไลฟ์ พลัส ที่จะหมดสัญญาในเดือนพฤษจิกายนนี้ คงรอความหวังอยู่ที่คลื่น 99.5 ที่เจ้าของสัมปทานหายใจรวยริน ธุรกิจย่ำแย่อยู่ในเวลานี้
คมสันต์ เชษฐโชติศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สกาย-ไฮ เน็ตเวิร์ค จำกัด กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมชาติของสัมปทานวิทยุที่จะมีการปรับเปลี่ยน แม้ในกรณีที่เกิดขึ้นกับสกาย-ไฮ ถือเป็นครั้งแรกก็ตาม อย่างไรก็ตาม ได้มีการเตรียมแผนรองรับปัญหาที่เกิดขึ้นโดยในเบื้องต้นใช้งบประมาณ 2 ล้านบาทในการประชาสัมพันธ์ให้แก่กลุ่มผู้ฟังได้รับทราบ นอกจากนี้ยังได้เตรียมจัดกิจกรรมทางการตลาดเพื่อสร้างรอยัลตี้ในคลื่นใหม่ โดยจะมีขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายอีก 3- 4 กิจกรรม
" สัมปทานวิทยุที่หลุดไป 2 คลื่นไม่มีผลกระทบใดใดต่อการดำเนินงาน อาจจะมีเล็กน้อยในแง่ของการวิ่งหาคลื่นใหม่ แต่เมื่อหาคลื่นใหม่ได้แล้วเหล่าสปอนเซอร์ก็ยังคงยังคงสนับสนุนรายการอย่างต่อเนื่อง ส่วนอีกหนึ่งคลื่นที่กำลังเจรจาอยู่ก็คาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบใดในแง่ของการสนับสนุนเช่นเดียวกัน"
ปัจจุบันผลการดำเนินงาน 9 เดือนพบว่า คลื่นแมกซ์ และ คลื่น106 ไลฟ์ พลัส มีรายได้ประมาณ 60% จากที่ตั้งเป้าไว้คลื่นละ 100 ล้านบาท ในขณะที่คูล 93.0 ฟาเรนไฮต์ มีรายได้กว่า 210 ล้านบาท จากที่ตั้งเป้าไว้ 250 ล้านบาท ส่วนเป้ารายได้รวมทั้งปีอยู่ที่ 450 ล้านบาท หรือเติบโต 20 %
คมสันกล่าวถึงแผนงานในการพัฒนารูปแบบรายการ ภายหลังจากที่ย้ายคลื่นใหม่ของคลื่นแมกซ์ คือการปรับโพสิชั่นของคลื่นแมกซ์ 94.5 ที่จะเปลี่ยนรูปแบบให้เป็น " วิชวล เรดิโอ " โดยผู้ฟังและ ดีเจ จะสามารถฟังเพลงพร้อมกับการแชต,ขอเพลง, ดูภาพสไลด์ของศิลปิน, เล่นเกมและ สามารถดาว์นโหลดคอนเทนต์ต่าง ๆ ได้ ซึ่งผู้ฟังที่ร่วมสนุกกับรูปแบบใหม่ของแมกซ์ 94.5 สามารถสะสมคะแนนที่ได้จากการเล่นเกมหรือดาวน์โหลดมาแลกของขวัญของรางวัลได้
ในขณะที่คลื่น 106 ไลฟ์ พลัส ที่แม้จะต้องหาคลื่นใหม่ในสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้ แต่เมื่อถึงเวลานั้นก็จะไม่ทำการปรับเปลี่ยนใดใด เนื่องจากเพิ่งทำการเปลี่ยนโพสิชั่น จาก ลาเต้ เป็น ไลฟ์ พลัส ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยรูปแบบของไลฟ์ พลัส จะมุ่งนำเสนอข้อมูลที่มีสาระผ่านผู้มีความรู้ที่มีชื่อเสียงในวงการต่างๆอาทิ กีฬา, บันเทิง, สุขภาพ มาบอกเล่าให้ฟัง โดยรายการมุ่งหวังว่าเนื้อหาสาระทั้งหมดจะทำให้ผู้ฟังมีชีวิตที่ดีขึ้น
ส่วนอีกหนึ่งคลื่นที่ยังคงอยู่บนเลขหน้าปัดวิทยุเดิม คูล 93 ฟาเรนไฮต์ ที่คมสันยังคงยืนยันว่าเป็นคลื่นอันดับ 1 ในกลุ่มอีซี่ลิสซึ่นนิ่ง จะยังดำเนินกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดเพลงในสไตล์อีซี่ลิสซึ่นนิ่ง ผสมผสานไปกับการจัดกิจกรรมที่แปลกใหม่ให้ผู้ฟังได้มีส่วนร่วม และมีการตั้ง คูล แอมบาสเดอร์ ที่จะนำผู้มีชื่อเสียง เช่น ไหม วิสา สารสาส มาร่วมให้ประชาสัมพันธ์ความเคลื่อนไหวต่างๆของคลื่นให้ผู้ฟังได้รับทราบ
นอกจากนั้นแล้วในปีหน้าจะทำการตอกย้ำความเป็นผู้นำของกลุ่มอีซี่ลิซซึ่นนิ่ง ด้วยการเพิ่มกิจกรรมเพื่อสังคม(CSR)มากขึ้น โดยจะเน้นหนักในเรื่องกระแสความตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมของโลก เพื่อให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์์ของกลุ่มผู้ฟัง
ถือเป็นการตั้งเกมรุกอย่างทันควันของค่ายสกาย-ไฮ ที่แม้จะโดนฟ้าผ่าสองเด้ง แต่ก็ยังรักษาฟอร์มด้วยการเปิดเกมรุกเดินไปข้างหน้า ซึ่งหัวเรือใหญ่สกาย-ไฮ คมสัน เชษฐโชติศักดิ์ ตั้งความหวังว่า ภายหลังการปรับเปลี่ยนคลื่นวิทยุที่เกิดขึ้นในปีนี้เสร็จสิ้น แนวทางการดำเนินงานการตามกลยุทธ์แก้เกมที่วางไว้ จะส่งผลให้ผลการ ดำเนินงานในปีหน้า สามารถเติบโตต่อไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคลื่นแมกซ์ 94.5 และ 106 ไลฟ์ พลัส จะสามารถก้าวขึ้นสู่คลื่นอันดับหนึ่งในกลุ่มของตน เช่นเดียว 93 คูล เอฟเอ็ม ที่เป็นผู้นำในกลุ่มอีซี่ลิซซึนนิ่งอยู่ในเวลานี้
คมสันต์ยังกล่าวถึงการแข่งขันของธุรกิจวิทยุในปัจจุบันว่า ค่อนข้างดุเดือด โดยเฉพาะแคมเปญทางการตลาดที่แต่ละคลื่นปล่อยออกมา อาทิ การแจกรถ แจกบ้าน ซึ่งสกาย-ไฮ ได้มีการวางแผนการตลาดด้วยการนำเอาคอนเทนต์ที่มีอยู่มาใช้ให้เป็นประโยชน์ โดยคาดว่าในปีหน้าจะต้องใช้งบประมาณทางการตลาดเพิ่มมากขึ้น สาเหตุหนึ่งก็เนื่องจากมีค่าสัมปทานใหม่ที่เกิดขึ้น
"การแข่งขันของรายการวิทยุในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่การเปิดเพลงเท่านั้น เพราะความสะดวกสบายของเทคโนโลยีได้เข้ามาช่วยเรื่องนี้มาก ทำให้การเปิดเพลงแต่ละคลื่นจะมีแพลทฟอร์มเหมือนกัน ดังนั้น สิ่งที่ต้องนำมาแข่งกันกันนอกเหนือจากการเปิดเพลง คือ การนำเสนอไอเดียต่างๆของครีเอทีฟ แต่ละคลื่นจะมีแนวคิดที่แปลก
แหวกแนว และเป็นที่สนใจจากผู้ฟังมากน้อยแค่ไหน "
5 ปีวิบากของเวอร์จิ้น
"เชษฐ์" ขอพา 3 คลื่นรอดให้ได้
หากจะมองหาเจ้าของคลื่นวิทยุที่ได้รับการยอมรับว่า "มือเติบ" ที่สุดในวงการ เป็นใครไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่เวอร์จิ้น บีอีซี-เทโร เรดิโอ(ประเทศไทย) เจ้าตำรับแจกบ้าน แจกรถ แจกคอนโดฯ อันลือลั่นเมื่อหลายปีก่อน แต่วันนี้ เชษฐ์ มังคโลดม กรรมการผู้จัดการ ประกาศชัดว่าปีนี้ถึงคราวรายได้ถดถอย เป้าหมายรายได้ที่เคยตั้งไว้ 500 ล้านบาท จะพลาดต่ำกว่าเป้าไปประมาณ 6%
"ผมเชื่อว่าทุกคนตกหมด คนอื่นไม่ยอมรับกลัวภาพเสีย ปีนี้ทรุดทุกอุตสาหกรรม จะตกมากตกน้อยเท่านั้น นอกเหนือจากสภาพเศรษฐกิจ และการเมืองที่ไม่เอื้ออำนวยแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นอีกเยอะ อาทิ กฏเกณฑ์ที่มากขึ้น เช่นเรื่องเหล้า เบียร์ ที่เคยมีเงินหมุนเวียนอยู่เยอะมาก ตัวเงินที่จะวิ่งเข้ามาหาสื่อถูกจำกัด วิทยุโดนหนักที่สุด เบียร์ เหล้าหายหมดเลย ขณะที่ทีวี หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ยังพอมีเหล้าเบียร์โฆษณาอยู่
เชษฐ์ กล่าวถึงเป้าหมายของเวอร์จิ้นฯ ว่า จะทำให้ 3 คลื่นที่มีอยู่อยู่รอดให้ได้ แต่คงไม่สามารถเติมคลื่นที่ 4 ได้ในเวลา เพราะคงยากที่จะประสบความสำเร็จแม้แค่ให้คุ้มทุน โดย 3 คลื่นในปัจจุบันที่ประกอบด้วย 95.5 เวอร์จิ้น ฮิตซ์ 103 เวอร์จิ้น ซอฟท์ และ 105.5 อีซี่ เอฟ.เอ็ม. สิ้นปีคงทำได้เสมอตัวจากปีก่อน อย่างไรก็ตามทุกคลื่นยังคงต้องเน้นจัดกิจกรรมต่อไป แต่จะต้องมองอย่างทะลุถึงกลุ่มเป้าหมาย จะทำแบบหว่านแหคงไม่ได้ ทุกวันนี้สื่อวิทยุต้องทำหน้าที่ตอบโจทย์ผู้ฟังในทุกด้าน หลายคลื่นเปิดเพลงตอบโจทย์คนฟังได้จริงหรือไม่ถึงได้ไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อสร้างตัวสินค้าขึ้นมาเพื่อวิ่งเข้าหาคนกลุ่มใด ต้องรู้จักพฤติกรรมของคนกลุ่มนั้น ๆ อย่างถ่องแท้ ต้องสามารถตอบโจทย์ได้ทุกจุด ตั้งแต่การสร้างตัวสินค้า หรือรายการ การวางรูปแบบรายการ การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนการตลาด งานขาย ต้องวิ่งเข้าสู่จุดเดียวกันทั้งหมด หากปล่อยให้วิ่งไปคนละทิศทางท่ามกลางการแข่งขันที่มีอยู่สูงเช่นนี้ คนฟังก็จะหันไปหาคลื่นอื่นที่ชัดเจนมากกว่า
เชษฐ์กล่าวว่า วันนี้เวอร์จิ้นฯ สามารถสร้างกิจกรรมเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้ทุกรูปแบบ ไม่เพียงแต่การเปิดเพลง ขายสปอตวิทยุุเท่านั้น หากแต่เป็นบริการที่ครบวงจร หรือ One Stop Service อาทิ หากลูกค้าต้องการอีเวนต์ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ทีมอีเวนต์ของบริษัทฯ สามารถดำเนินการได้ หากต้องการกิจกรรมขนาดเล็ก-ใหญ่ ก็สามารถคิดและดำเนินการให้ได้ รวมไปถึงความต้องการในสื่อใหม่ เช่นอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ของเวอร์จิ้นที่ได้รับรางวัลเว็บไซต์วิทยุยอดนิยมอันดับ 1 ก็มีบริการโฆษณบนเว็บ หรือจะสร้างลิงก์ไปหาเว็บไซต์ของลูกค้าก็สามารถดำเนินการให้ได้้
"ตัวเสริมที่เรามีให้กับลูกค้านอกเหนือจากสปอตวิทยุ เรามีกิจกรรมในพื้นที่ทั้งขนาดเล็กไปจนถึงใหญ่ ต้องการจัดแรลลี่ หรือคอนเสิร์ตขนาดผู้ชม 4-5 พันคน เรามีทีมออกาไนซ์ดำเนินการให้ทั้งหมด หรือต้องการซื้อสื่อ เราทำให้เป็น One Stop Service และทำให้ได้ในราคาที่ถูกกว่าที่จะไปจ้างออกาไนเซอร์อื่นทำ"
แต่แม้จะมีบริการที่ครบวงจรและมีลูกค้ามาใช้บริการอยู่อย่างสม่ำเสมอ แต่เชษฐ์ก็เห็นว่าเป็นเพียงบริการที่เข้ามาสนับสนุนการขายสปอตเท่านั้น เพราะทุกกิจกรรมที่จัดต่างก็มีต้นทุนที่ต้องใช้ รายได้ส่วนที่เป็นกำไรไม่ได้มีมากพอที่จะเป็นรายได้หลักหล่อเลี้ยงบริษัทได้ คงมีเพียงรายได้จากการขายสปอตโฆษณาเท่านั้นที่จะพาให้เวอร์จิ้นผ่านปีต่อปีไปได้
รุมอัด อสมท เอาเปรียบ
ฉุดธุรกิจวิทยุไม่ให้เติบโต
เชษฐ์ ยอมรับว่า การทำธุรกิจวิทยุเป็นงานที่เหนื่อย และยากมาก โดยเฉพาะเมื่อเกิดคู่แข่งรายใหม่ในนาม อสมท เจ้าของสัมปทาน 6 คลื่นวิทยุในกรุงเทพฯ ที่เรียกคืนสัญญาจากผู้เช่ากลับมาบริหารเอง ถูกมองจากผู้ประกอบการธุรกิจวิทยุว่า เอาเปรียบคู่แข่งในธุรกิจด้วยกัน
เชษฐ์เล่าว่า เมื่อปี 2005 ขณะที่เวอร์จิ้นมีคลื่นวิทยุอยู่ในมือถึง 5 คลื่น 1 ในนั้นคือคลื่นเพลงลูกทุ่งที่เขาเล็งเห็นว่าเป็นตลาดที่มีมูลค่ามหาศาล แต่เมื่อ อสมท นำคลื่นเอฟเอ็ม 95 มาตั้งเป็นคลื่นลูกทุ่ง การดำเนินธุรกิจที่ปราศจากต้นทุนค่าเช่าสถานี ทำให้สามารถกำหนดราคาค่าสปอตวิทยุถูกกว่าผู้ประกอบการรายอื่น เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม สุดท้ายสัปทานคลื่นลูกทุ่งของเวอร์จิ้นก็ต้องคืนเจ้าของสัมปทานกลับไป เพราะไม่สามารถทำธุรกิจต่อไปได้
"ลูกทุ่งของเราทำให้ตายก็อยู่ไม่ได้ เพราะ อสมท มีคลื่น 95 บีบเพดานราคาอยู่ เขาไม่ยอมปรับราคาให้อยู่บนพื้นฐานการทำธุรกิจ เขาขายราคาถูก ทำไปทำมาผมต้องยอมลดราคาสปอตให้เทียบเท่ากัน เพราะเขาไม่ยอมขยับขึ้นมา ทั้งที่สามารถทำได้ เพราะเรตติ้งดีมาก พื้นฐานคลื่นวิทยุของ อสมท ไม่มีค่าใช้จ่าย เหมือนกับเรากำลังแข่งอยู่กับรัฐ แม้จะเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ก็ไม่ต้องเสียค่าสัมปทาน ผมจึงถือว่านี่ไม่ใช่การแข่งขัน เพราะหาความเท่าเทียมกันไม่ได้ เรามีทีมงาน มีหลักการ และวิธีการที่จะทำให้รายการวิทยุมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อมาเจอกับสภาพเช่นนี้ก็ไปไม่ไหว"
เชษฐ์กล่าวว่า หาก อสมท เลิกทำรายการในแบบที่เป็นอยู่นี้ ทุกบริษัทที่ทำธุรกิจวิทยุจะสบาย แต่คงตั้งความหวังเช่นนั้นไม่ได้ คงต้องมุ่งหวังให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงวิทยุและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ หรือ กสช.ที่จะตั้งขึ้นเพื่อมาดูแลและจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุและโทรทัศน์ในอนาคต เข้ามาดูแลให้เกิดความเป็นธรรม ไม่ให้มีเจ้าของสถานีลงมาทำธุรกิจเองเช่นนี้ เพียงแต่ตนไม่แน่ใจว่า กสช. จะเกิดขึ้นได้เมื่อไร เพราะมีการพูดกันมากว่า 6 ปีแล้วยังไม่สามารถแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำหน้าที่ได้เลย
ด้านคมสันต์ เชษฐโชติศักดิ์ กล่าวเห็นพ้องกันว่า จุดด้อยของผู้ผลิตรายการวิทยุในปัจจุบัน คือการเกิดของผู้้ประกอบการสถานีวิทยุที่มีคลื่นเป็นของตนเองอย่าง อสมท จะมีการดำเนินงานที่ได้เปรียบผู้ประกอบการอย่างสกาย-ไฮ, เอไทม์ มีเดีย หรือ เวอร์จิ้นฯ โดยเฉพาะในแง่ของค่าสัมปทาน ค่าโฆษณาต่าง ๆ รวมไปถึงการมีเครือข่ายทั่วประเทศ ถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างยิ่งของ อสมท. ซึ่งคงผู้ผลิตรายการวิทยุรายใดจะสู้ได้ โดยปัจจุบันเมื่อวัดจากเรตติ้งของกลุ่มผู้ฟัง จะพบว่า อันดับ 1 คือลูกทุ่งเอฟเอ็ม 95 ที่มีผู้ฟังสูงสุด ตามมาด้วย ซี้ด 97.5 ที่มีกลุ่มผู้ฟังอยู่ทั่วประเทศ และ คูล 93.0 ฟาเรนไฮต์ ที่สามารถรับฟังได้ในเขตกรุงเทพฯ และรอบนอกเท่านั้น
แม้จะเป็นรองเพียงรัศมีการส่งสัญญาณในระดับประเทศ แต่เมื่อถามความเป็นไปได้ในการขยายกลุ่มผู้ฟังให้ครอบคลุมทั่วประเทศ คมสันต์ให้ความเห็นว่า การขยายฐานให้กว้างขึ้นยังคงไม่เหมาะในเวลานี้ เพราะค่าใช้จ่ายในการส่งสัญญาณอยู่ในอัตราที่สูง และยังไม่พร้อมที่จะลงทุนในเรื่องอุปกรณ์ใหม่ ๆ ที่ถือว่าต้นทุนสูงมาก ดังนั้นแผนงานในขณะนี้ของสกาย-ไฮฯ คือการพยายามทำทั้ง 3 คลื่นที่มีอยู่ให้ดีที่สุดเท่านั้น
อสมท ชี้ตลาดหดเพราะขาดไอเดีย
เดินหน้ายึด 53 สถานีภูธร สร้างแบรนด์รอ กสช.
เมื่อต้องกลายเป็นจำเลยของธุรกิจวิทยุ เขมทัตต์ พลเดช ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด(มหาชน) ผู้ผลักดันให้ธุรกิจวิทยุของ อสมท เกิดขึ้นตั้งแต่ยุคมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ยังดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ กล่าวว่า ความสำเร็จของวิทยุในเครือ อสมท ทั้งคลื่นลูกทุ่งมหานคร 95.0 และ Seed 97.5 มาจากโมเดลการทำธุรกิจที่ อสมท ใช้ 3 ปัจจัยหลักในการแข่งขัน คือ กลยุทธทางการตลาด ผนวกแนวคิดครีเอทีฟ ซึ่งหมายถึงการสร้างคอนเทนต์ที่ดี และรองรับด้วยการพิจารณาด้านการเงิน ดังนั้นทั้ง 6 คลื่นของ อสมท จึงถูกตั้งเป็น Businees Unit 6 คลื่น 6 BU ที่ต้องดำเนินธุรกิจเหมือนเป็นบริษัท ๆ หนึ่ง ดังนั้นจึงมีการกำหนดต้นทุนของแต่ละคลื่นโดยตั้งฟิกซ์คอสจากค่าเช่าสถานีที่เคยได้เดือนละราว 2 ล้านบาท เป็นต้นทุนเริ่มต้นของแต่ละคลื่น ความสำเร็จของผู้บริหารคลื่นจะต้องทำรายได้ในแต่ละเดือนมากกว่า 2 ล้านบาท จึงไม่มีเหตุผลที่อสมท จะตั้งราคาสปอตต่ำกว่าคู่แข่งรายอื่นได้
"ผมยืนยันว่าสปอตวิทยุของ อสมท ไม่ได้ต่ำกว่าคนอื่น แต่อาจเป็นเพราะการที่ อสมท มีนโยบายขายสปอตเป็นเบาท์ใหญ่ เมื่อคำนวณเป็นราคาต่อสปอตอาจดูถูกกว่า สถานีข่าว 100.5 ก็ไม่ได้ถูกกว่าคลื่นข่าว 101 ของคลิคเรดิโอ คลื่น Met 107 เฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคกลาง ราคาอยู่ในระดับ 2,000-3,000 บาทใกล้เคียงกับคลื่นของเวอร์จิ้น คลื่นลูกทุ่งมหานคร 95 ก็เช่นกัน Seed FM ช่วงตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม สปอตละ 3 พันกว่าบาท แต่เมื่อยิงสัญญาณเน็ตเวิร์คทั่วประเทศราคาสปอตจะปรับขึ้นเป็น 7,000 บาททันที เราคงไม่ใช่คนที่กดให้มูลค่าตลาดวิทยุลดลงแน่ เพราะหากคิดราคาสปอตไม่สมเหตสมผล ฝ่ายตรวจสอบก็คงต้องถาม เพราะเราอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ"
เขมทัตต์กล่าวว่า ปัญหาที่ทำให้ธุรกิจวิทยุไม่มีการเติบโต ประการสำคัญเป็นเพราะเจ้าของสัมปทานไม่ได้ทำหน้าที่บริหารสถานีเอง ซึ่งจะทำให้เกิดการร่วมกลุ่มที่สามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจได้ ปัจจุบันมีเพียง อสมท เท่านั้นที่บริหารสถานีเอง ขณะที่กรมประชาสัมพันธ์ กองทัพ และอีกหลายหน่วยงานปล่อยคลื่นให้รายย่อยเช่า ทำตลาดไปคนละทิศทาง สถานีวิทยุที่มีอยู่มากมายทำให้ไม่สามารถรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างความเข็มแข็งได้ ต่างจากสถานีโทรทัศน์ที่มีเพียง 5-6 สถานี นอกจากนั้นอีกปัญหาสำคัญคือ ผู้ผลิตรายการวิทยุในวันนี้ไม่มีพัฒนาการใด ๆ มานำเสนอ
"แต่ละคนไม่มีพัฒนาการอะไรใหม่ ๆ เลย คุณทำกิจกรรมหุ้ม มีแต่ทริปเมืองนอกอย่างเดียว ครีเอทิวิตี้ของโปรแกรมทางวิทยุไม่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่กับที่มา 3-4 ปีแล้ว นอกจากนั้น แต่ละค่ายไม่มีการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างจริงจัง เม็ดเงินธุรกิจวิทยุมีอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับสื่อทีวี และยังเล็กกว่าสื่อหนังสือพิมพ์ แต่แต่ละรายทำกิจกรรมแต่ละครั้งใช้งบประมาณเป็นล้านบาท กำไรไม่มี เมื่อบริหารรายได้คำนวณเป็นเม็ดเงินต่อนาทีจึงเหลือน้อยมาก ขณะที่ Seed FM หากจะทำกิจกรรมต้นทุนสูง จะตั้งราคาสปอตให้แพงขึ้น ซึ่งก็สามารถขายได้ เพราะลูกค้ามั่นใจว่าสามารถดึงเรตติ้งได้ เราเน้นอีเวนต์ที่สามารถเจาะผู้ฟังที่เป็นฐานของลูกค้ามากกว่าไปเจาะกลุ่มเซเล็บที่ไม่ได้สร้างอะไร ไม่มีประโยชน์"
สำหรับแผนการต่อไปของวิทยุ อสมท เขมทัตต์กล่าวว่า หลังจากปัจจุบันต้องเข้ามาดูและงานด้านการตลาดให้กับโมเดิร์นไนน์ ในปีหน้าจะกลับไปดูแลสื่อวิทยุ อสมท อีกครั้ง จะเริ่มพัฒนาระบบเน็ตเวิร์คโดยปลายปีนี้จะนำคลื่นวิทยุของ อสมท ทั้ง 53 สถานีกลับมาบริหารเองทั้งหมด ขณะนี้อยู่ระหว่างการรีแบรนด์ ซึ่งแนวทางการทำตลาดจะสร้างสถานีที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงแบ่งเป็นคัสเตอร์ เปลี่ยนจากการแข่งขันกันเองมาเป็นการช่วยสนับสนุนกัน นำรายได้จากสถานีในจังหวัดใหญ่ มาช่วยทำให้สถานีในจังหวัดเล็ก ๆ ที่อยู่ใกล้กันอยู่ได้
แม้จะดูเหมือนเป็นการพัฒนาธุรกิจวิทยุของ อสมท ในสเต็ปต่อมา หลังจากสร้างคลื่นเอฟ.เอ็ม. 6 สถานีในกรุงเทพฯ ให้แข็งแกร่งได้แล้ว จึงเดินหน้าพัฒนาคลื่นในต่างจังหวัดเป็นลำดับต่อไป แต่จริงแล้วเขมทัตต์ กล่าวว่า นี่คือก้าวเดินในการรองรับการเกิดขึ้นของ พ.ร.บ.วิทยุกระจายเสียงฯ และคณะกรรม กสช.ที่คาดว่าจะมีบทบาทเข้ามาจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุทั้งหมดในปีหน้า ถึงเวลานั้น คลื่นทั้ง 59 สถานีของ อสมท จะเป็นคลื่นที่มีแบรนด์ มีคอนเซปต์ และชัดเจนทุกด้าน เพียงพอที่ กสช.จะยอมรับให้ อสมท ดำเนินงานในคลื่นเหล่านี้ต่อไป
"เมื่อ กสช.เข้ามาผมเชื่อว่าจะเกิดการยกเครื่องสถานีวิทยุทั้งหน้าปัด คลื่นส่วนใหญ่ที่ไม่มีแนวทางชัดเจน เอาแต่เปิดเพลงคงต้องปรับตัว ซึ่งวันนี้เห็นมีแต่กรีนเวฟ เพียงคลื่นเดียวที่มีความชัดเจนในเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คลื่นอื่น ๆยังไม่มี ดังนั้น อสมท จึงต้องเร่งรีแบรนด์คลื่นวิทยุที่มีอยู่ทั้งหมด ให้มีรูปแบบรายการที่มีแนวทางชัดเจน"
เอไทม์ ชู 4 คลื่นแข็งปั๋ง
มั่นใจความแข็งแกร่ง รักษาคลื่นอยู่รอด
เบอร์ 1 ของวงการวิทยุ จีเอ็มเอ็ม มีเดีย หรือเอไทม์ มีเดีย ที่ยืนหยัดอยู่ในวงการวิทยุมายาวนานถึง 16 ปี มีคลื่นหลักอยู่บนหน้าปัดวิทยุ 4 คลื่น ประกอบด้วย 89 บานานาเอฟเอ็ม 91.5 ฮอตเวฟ 94 อีเอฟเอ็ม และ 106.5 กรีนเวฟ สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา ผู้บริหารเอไทม์ฯ กล่าวว่า คลื่นวิทยุแต่ละคลื่นจะอยู่รอดได้หรือไม่ อยู่ที่ความแข็งแกร่งของคลื่น หากสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับคลื่นก็ไม่มีสิ่งที่ใดให้กลัว แม้กระทั่งคู่แข่ง เม็ดเงินในตลาดแม้จะลดลงแต่คงไม่มีทางที่จะเหลือศูนย์บาท อย่างไรคลื่นวิทยุของเอไทม์ก็ยังเป็นที่ต้องการของผู้ฟัง เม็ดเงินของสื่อวิทยุก็ยังคงต้องไหลมาหา สิ่งสำคัญคือ ต้องสร้างตนเองให้มีความแข็งแรง ซึ่งเอไทม์โชคดีที่คลื่นทุกคลื่นแข็งแกร่ง และมีโพซิชั่นนิ่งที่ดี
สายทิพย์ยอมรับว่ารายได้ของเอไทม์ มีเดีย ลดลงบ้างในปีนี้ แต่ก็เป็นการลดลงตามสภาพตลาดโดยรวมมีรายได้้ใกล้เคียงกับปีก่อน แม้ไม่มีการเติบโต แต่หากไม่ไปเทียบกับช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเฟื่องฟู ก็ถือว่าผลงานในปีนี้ยังใช้ได้ ไม่มีคลื่นไหนขาดทุน ไม่มีคลื่นไหนเลิกทำ ก็น่าจะดีแล้วในสภาพปัจจุบัน ส่วนการมองหาคลื่นใหม่ ๆ คงยังไม่คิด ขอบริหาร 4 คลื่นที่มีอยู่โดยทำงานให้หนักขึ้น และดูแลลูกค้าอย่างเข้มข้นตลอดเวลา
คลิค เรดิโอ เซ็งนายหน้าเหลือบเกาะธุรกิจวิทยุ
ยักษ์สุดท้ายบนหน้าปัดวิทยุ คลิค-วีอาร์วัน เรดิโอ ที่ถือคลื่นวิทยุอยู่ในมือ 4 คลื่นหลัก คือ คลื่นข่าว 101 INN News Channel, Get 102.5, FM One 103.5 และ 104.5 Fat Radio วาสนพงศ์ วิชัยยะ กรรมการผู้จัดการ มองปัญหาที่เกิดขึ้นในวงการวิทยุปัจจุบันว่า เป็นสถานการณ์ที่ไม่ธรรมดา โดยให้เหตุผลว่า วันนี้ธุรกิจวิทยุแม้จะมีการแข่งขันกันดุเดือด แต่ความมั่นคงของสถานีที่แต่ละค่ายได้รับสัมปทานไปยังมีอยู่สูง แม้จะมีบางรายทำไม่ไหวต้องปล่อยคลื่นคืนบ้าง ก็มีรายใหม่เข้ามา ดังนั้นการที่คลื่นของสกาย-ไฮฯ ต้องหลุดไปถึง 2 คลื่นนั้น จึงถือว่าเป็นสถานการณ์ที่ไม่ธรรมดา แต่สิ่งที่เหนือกว่านั้นคือไม่น่าเชื่อว่าการติดต่อย้ายคลื่นเข้าสู่ 94.5 ของคลื่น MAX นั้น จะมีการติดต่อผ่านคนกลางที่ทำหน้าที่ประสานงาน กินค่าหัวคิวฟรี ที่น่าจะหมดไปจากวงการแล้ว
"วันนี้คลื่นวิทยุไม่ได้แน่นเหมือนก่อน ไม่มีคนต้องตกคลื่น เพราะคลื่น 94.5 กำลังจะเปลี่ยนมือ แต่แทนที่จะเปลี่ยนแบบธรรมชาติ คนใหม่เดินเข้าไป คนเก่าเดินออกมา กลายเป็นมีคนเข้ามาแทรก เกิดธุรกิจตัวกลางกินเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งเป็นระบบโบราณที่ควรจะหมดไปได้แล้ว แทนที่เวลานี้น่าจะเป็นเรื่องของคนที่ทำธุรกิจวิทยุอย่างแท้จริง กลับมาคนบางคนมาหากินค่าหัวคิวสัมปทาน เหมือนกับคนที่มาเช่าพื้นที่บนมาบุญครอง ดันราคาให้สูงแล้วซอยแบ่งขายให้คนที่ต้องการค้าขายจริง ๆ เช่าต่อ วิทยุเป็นธุรกิจของคนที่ต้องมีจริยธรรม จรรยาบรรณของคนทำสื่อ ยิ่งในเวลานี้บ้านเมืองเราต้องการสิ่งเหล่านี้ แต่คนทำสื่อบางคนกลับมาหากินกับการเป็นคนกลางอย่างน่าเกลียด ทำให้เป็นห่วงสกาย-ไฮฯ ที่ไม่น่าพลาดไปกับกรณีนี้ สัมปทานวันนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่กลับไปวิ่งผ่านคนกลางไม่ใช่สิ่งที่ควรทำในยุคสมัยนี้ ดูไม่คมเหมือนที่เคยเป็น สกาย-ไฮฯ เดินทางที่ไม่ถูก "
วาสนพงศ์กล่าวว่า ผลกระทบจากกรณีของสกาย-ไฮฯ แม้ส่งผลมาคลิคฯบ้างในเรื่องความเชื่อมั่น แต่วันนี้ลูกค้าและเอเยนซี่ก็มั่นใจว่าคลื่นทั้งหมดของบริษัทฯ ยังมั่นคงอยู่ แต่สุดท้ายแล้วกรณีน่าจะส่งผลดีกับบริษัทที่เป็นคู่แข่งทั้ง คลิคฯ เอไทม์ เวอร์จิ้น และ อสมท เพราะวันนี้ยอมรับว่าเรตติ้งของแต่ละค่ายใครเป็นอันดับ 1 คงพูดไม่ได้เต็มปาก สูสีกันมาก เมื่อคู่แข่งมีปัญหา เอเยนซี่ก็คงเทงบประมาณส่วนหนึ่งมาหาคลื่นอื่น
สำหรับตลาดวิทยุในปีนี้ วาสนพงษ์กล่าวว่า แนวโน้มของบริษัทเริ่มดีขึ้น หลังจาก 2 ปีที่ผ่านมาไม่น่าพอใจนัก เมื่อมีการปรับโครงสร้างภายในเพื่อรับกับการแข่งขัน ก็เริ่มเดินหน้าได้ บริษัทสามารถประหยัดต้นทุน ประกอบกับยอดโฆษณาเติบโตขึ้น ในขณะที่คลื่นอื่นอาจต้องเหนื่อยกับสภาพเศรษฐกิจในขณะนี้ แต่คลิคฯ ถือว่าน่าพอใจ แต่คาดว่าในปลายปีนี้จนถึงต้นปีหน้า การเลือกตั้งจะทำให้ตลาดสดใสขึ้น
"ปีหน้าคลิคฯ คงมีโปรโมชั่นใหม่ ๆ ที่น่าสนใจนำเสนออย่างต่อเนื่อง ทริปท่องเที่ยวก็ยังคงอยู่ แต่จะเพิ่มเติมในส่วนของกิจกรรมเพื่อรับผิดชอบต่อสังคมให้มากขึ้น คลิคฯ ในฐานะที่เคยสร้างเทรนต่าง ๆ มามากมายทั้งเทรนเด็กแนว เทรนฟังเพลงสากล รวมถึงเทรนทางการตลาดใหม่ ๆ สื่อใหม่ ๆ ปีหน้าเราจะสร้างเทรนรับผิดชอบต่อสังคม เชื่อว่าจะมีผู้สนับสนุนและสามารถหาสปอนเซอร์ได้ เพราะหากเศรษฐกิจดี สังคมดี ก็เชื่อว่าจะส่งผลมาถึงคลิคฯ ให้เติบโตขึ้น หากบ้านเมืองย่ำแย่ สังคมตกต่ำ เราคงเหนื่อยหนักแน่นอน"
http://www.manager.co.th/Business/ViewN ... 0000127428
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news02/11/07
โพสต์ที่ 54
ชี้ทีไอทีวีไร้โฆษณา เทงบช่องเรทติ้งสูง หวั่นฉวยปรับราคา
โดย คม ชัด ลึก วัน ศุกร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 09:31 น.
เอเยนซีหวั่นแปลงสภาพทีไอทีวีสู่ทีวีสาธารณะต้นปีหน้า ส่งผลเม็ดเงินโฆษณาไหลไปช่องที่มีเรทติ้งสูง สบช่องขึ้นค่าโฆษณา ด้านช่อง 3 นำร่องขอปรับเพิ่ม 7% ส่วนช่อง 9 เตรียมปรับผังใหม่ดึงงบโฆษณาไหลเข้ารายการข่าว ไตรภพ รับสภาพเม็ดเงินโฆษณาหาย 3,000 ล้าน
หลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านร่าง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ... โดยคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่าน่าจะมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม 2551 ทีไอทีวีจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเป็นทีวีสาธารณะที่ไม่มีโฆษณา
นางวรรณี รัตนพล ประธานบริหาร บริษัท อินนิชิเอทีฟ จำกัด มีเดียเอเยนซี กล่าวว่า หลังจากทีไอทีวีแปลงสภาพสู่ทีวีสาธารณะไม่มีโฆษณา ทำให้เจ้าของสินค้าและเอเยนซีมีตัวเลือกในการลงโฆษณาทางทีวีลดลง งบโฆษณาจึงน่าจะไหลไปช่องที่มีเรทติ้งสูงอย่างช่อง 7 และช่อง 3 และเมื่อมีความต้องการเวลาโฆษณามากก็จะมีการปรับราคาค่าโฆษณาตามมา ซึ่งขณะนี้ช่อง 3 ได้แจ้งมาแล้วว่าจะปรับราคาบางรายการประมาณ 7% โดยเชื่อว่าช่อง 7 ก็น่าจะปรับขึ้นด้วย ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวดี จึงอาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในสื่อสูง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมโฆษณา
ส่วนนายเขมทัตต์ พลเดช ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักสร้างสรรค์รายการโทรทัศน์ บมจ.อสมท กล่าวว่า ปีหน้าจะมีสถานีทีวีแข่งขันกันเพียง 4 ช่อง เชื่อว่าช่อง 9 จะเป็นช่องที่ได้รับผลพลอยได้จากงบโฆษณาประเภทรายการข่าวสูงสุด โดยเดือนมกราคมปีหน้าก็จะมีการปรับผังรายการใหม่เน้น ความรู้ ดูสนุก ตามบุคลิกของช่องเหมือนที่ผ่านมา
ขณะที่นายไตรภพ ลิมปพัทธ์ ประธานบริษัท บอร์น แอนด์ แอสโซซิเอทด์ จำกัด ผู้ผลิตรายการทางสถานีโทรทัศน์ ทีไอทีวี กล่าวว่า ขั้นตอนการเปลี่ยนผ่านทีไอทีวีสู่ทีวีสาธารณะเป็นช่วงเวลาที่สั้นมาก และไม่มีแผนรองรับพนักงานทีไอทีวีเดิมกว่า 800 คน ต้องไปเริ่มต้นที่ศูนย์ สมัครเข้าทำงานใหม่ รวมไปถึงเรื่องอาคารสถานที่ อุปกรณ์ จึงไม่มั่นใจว่าจะเกิดปัญหาในการออกอากาศจนทำให้ จอมืด หรือไม่ ส่วนผู้ผลิตรายการที่พึ่งพารายได้จากโฆษณาจะได้รับผลกระทบอยู่แล้ว เพราะไม่ใช่ทุกรายจะได้เป็นผู้รับจ้างผลิตรายการ ซึ่งทีไอทีวีมีรายได้เดือนละ 100 ล้านบาท หรือปีละ 1,000 ล้านบาท แต่เม็ดเงินอีกกว่า 3,000 ล้านบาท จะมาจากผู้ผลิตรายการที่เช่าเวลากับสถานีและหารายได้จากโฆษณาเอง
http://news.sanook.com/economic/economic_206163.php
โดย คม ชัด ลึก วัน ศุกร์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 09:31 น.
เอเยนซีหวั่นแปลงสภาพทีไอทีวีสู่ทีวีสาธารณะต้นปีหน้า ส่งผลเม็ดเงินโฆษณาไหลไปช่องที่มีเรทติ้งสูง สบช่องขึ้นค่าโฆษณา ด้านช่อง 3 นำร่องขอปรับเพิ่ม 7% ส่วนช่อง 9 เตรียมปรับผังใหม่ดึงงบโฆษณาไหลเข้ารายการข่าว ไตรภพ รับสภาพเม็ดเงินโฆษณาหาย 3,000 ล้าน
หลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านร่าง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ... โดยคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่าน่าจะมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม 2551 ทีไอทีวีจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเป็นทีวีสาธารณะที่ไม่มีโฆษณา
นางวรรณี รัตนพล ประธานบริหาร บริษัท อินนิชิเอทีฟ จำกัด มีเดียเอเยนซี กล่าวว่า หลังจากทีไอทีวีแปลงสภาพสู่ทีวีสาธารณะไม่มีโฆษณา ทำให้เจ้าของสินค้าและเอเยนซีมีตัวเลือกในการลงโฆษณาทางทีวีลดลง งบโฆษณาจึงน่าจะไหลไปช่องที่มีเรทติ้งสูงอย่างช่อง 7 และช่อง 3 และเมื่อมีความต้องการเวลาโฆษณามากก็จะมีการปรับราคาค่าโฆษณาตามมา ซึ่งขณะนี้ช่อง 3 ได้แจ้งมาแล้วว่าจะปรับราคาบางรายการประมาณ 7% โดยเชื่อว่าช่อง 7 ก็น่าจะปรับขึ้นด้วย ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวดี จึงอาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในสื่อสูง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่ออุตสาหกรรมโฆษณา
ส่วนนายเขมทัตต์ พลเดช ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักสร้างสรรค์รายการโทรทัศน์ บมจ.อสมท กล่าวว่า ปีหน้าจะมีสถานีทีวีแข่งขันกันเพียง 4 ช่อง เชื่อว่าช่อง 9 จะเป็นช่องที่ได้รับผลพลอยได้จากงบโฆษณาประเภทรายการข่าวสูงสุด โดยเดือนมกราคมปีหน้าก็จะมีการปรับผังรายการใหม่เน้น ความรู้ ดูสนุก ตามบุคลิกของช่องเหมือนที่ผ่านมา
ขณะที่นายไตรภพ ลิมปพัทธ์ ประธานบริษัท บอร์น แอนด์ แอสโซซิเอทด์ จำกัด ผู้ผลิตรายการทางสถานีโทรทัศน์ ทีไอทีวี กล่าวว่า ขั้นตอนการเปลี่ยนผ่านทีไอทีวีสู่ทีวีสาธารณะเป็นช่วงเวลาที่สั้นมาก และไม่มีแผนรองรับพนักงานทีไอทีวีเดิมกว่า 800 คน ต้องไปเริ่มต้นที่ศูนย์ สมัครเข้าทำงานใหม่ รวมไปถึงเรื่องอาคารสถานที่ อุปกรณ์ จึงไม่มั่นใจว่าจะเกิดปัญหาในการออกอากาศจนทำให้ จอมืด หรือไม่ ส่วนผู้ผลิตรายการที่พึ่งพารายได้จากโฆษณาจะได้รับผลกระทบอยู่แล้ว เพราะไม่ใช่ทุกรายจะได้เป็นผู้รับจ้างผลิตรายการ ซึ่งทีไอทีวีมีรายได้เดือนละ 100 ล้านบาท หรือปีละ 1,000 ล้านบาท แต่เม็ดเงินอีกกว่า 3,000 ล้านบาท จะมาจากผู้ผลิตรายการที่เช่าเวลากับสถานีและหารายได้จากโฆษณาเอง
http://news.sanook.com/economic/economic_206163.php
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news05/11/07
โพสต์ที่ 55
จับตางบโฆษณาทีไอทีวี 1.5 พันล. ชี้โมเดิร์นไนน์ตัวหลักรับส้มหล่น
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 5 พฤศจิกายน 2550 09:21 น.
จับตาโมเดิร์นไนน์รับส้มหล่นงบโฆษณาจากทีไอทีวี ขณะที่ช่อง 3 และช่อง 7 ได้รับบ้างแต่ไมใช่ช่องหลัก เหตุเวลาโฆษณาแทบจะเต็มหมดแล้วตามกฎหมาย เผยทีมขายโฆษณาทีไอทีวีแห่ซบโมเดิร์นไนน์แล้วหลายคน
เมื่ออนาคตของทีไอทีวีจะต้องแปลงร่างเป็นทีวีสาธารณะ ตามมติที่ประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือ สนช. ตามร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ........
ผลพวงดังกล่าวย่อมต้องส่งผลกระทบต่อตัวสถานีทีไอทีวีเองแน่นอน เพราะจะต้องเป็นทีวีที่ทำหน้าที่เป็นองค์การสื่อสาธารณะด้านวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ แต่ดำเนินการภายใต้ทุน ทรัพย์สิน และรายได้ขององค์การ
นี่คือสิ่งที่ค้ำคอทีไอทีวีอยู่ และกลายเป็นประเด็นหลักประเด็นหนึ่งที่ ทีวีสาธารณะหรือทีไอทีวีเองไม่อาจจะหารายได้จากโฆษณาต่อไปได้อีกแล้ว
ทีไอทีวีหรือไอทีวีในอดีต ถือเป็นช่องหลักช่องหนึ่งที่บรรดาเอเจนซีและเจ้าของสินค้าลงโฆษณา รองลงมาจาก ช่อง 3 และช่อง 7 เพราะเป็นสถานีที่มีเครือข่ายการส่งสัญญาณกว้างไกล ฐานผู้ชมมาก และมีรายการที่หลากหลาย
แหล่งข่าวจากวงการสื่อรายหนึ่งให้ความเห็นว่า เม็ดเงินโฆษณาเดิมที่ผ่านทางทีไอทีวีจากนี้ไป มีโอกาสที่จะไหลไปที่ช่องโมเดิร์นไนน์มากที่สุด รองลงมาคือ ช่อง 5 แต่ช่อง 3 หรือ ช่อง 7 ก็อาจจะได้บ้างแต่ไม่น่าที่จะเป็นช่องหลักที่จะได้รับงบโฆษณาจากสินค้าเดิมที่ลงทีไอทีวีก่อนหน้านี้อย่างที่หลายคนเข้าใจกัน
เขาวิเคราะห์เหตุผลและความเป็นไปได้ว่า ทุกวันนี้ ช่อง 3 และ 7 ถือได้ว่ามีโฆษณาเต็มที่แล้ว แทบจะไม่มีเวลาหรือช่องว่างให้ลงได้อีก เนื่องจากตามข้อกำหนดของกฎหมาย ในเวลาแพร่ภาพ 1 ชั่วโมง สามารถขายโฆษณาได้เต็มที่ 10-12 นาทีเท่านั้นและรายการที่แพร่ภาพทุกวันนี้ก็มีโฆษณาเต็มหมดแล้ว โอกาสที่จะลงโฆษณาอีกจึงยากมาก นอกจากว่าช่อง 3 และ 7 จะปรับกลยุทธ์ใหม่อีก แต่ก็ยากมาก
ก่อนหน้านี้ช่อง 3 ก็ใช้กลยุทธ์การเพิ่มรายการเด็ก เพิ่มรายการที่เกี่ยวกับผู้ชาย และรายการข่าว เพื่อหาช่องว่างรับเม็ดเงินโฆษณาซึ่งก็ได้ผลเหมือนกัน
ล่าสุดแม้ว่าช่อง 3 เตรียมที่จะปรับราคาค่าโฆษณาขึ้นอีกในเดือนมกราคมปีหน้าประมาณ 7% ในบางรายการ ซึ่งเร็วกว่าแผนเดิมที่จะปรับเดือนมีนาคมก็จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เจ้าของสินค้าต้องคิดหนักอีกแม้ว่าจะเป็นช่องหลัก เพราะทุกวันนี้ราคาของช่อง 3 ก็แพงสุดกู่แล้ว อีกทั้งสินค้าตัวหลักๆก็ยิงสปอตที่ช่อง 3 อยู่แล้ว การที่จะเอาสินค้าตัวเดียวกันและใช้งบเพิ่มขึ้นแต่ลงช่องเดิม ในภาวะที่เศรษฐกิจแบบนี้คงไม่ดีนัก เมื่อมีทางเลือกอย่างโมเดิร์นไนน์ ไฉนเลยเจ้าของงบโฆษณาจะไม่มอง
ช่องโมเดิร์นไนน์นั้น ก็ถือเป็นผู้นำช่องหนึ่ง มีรายการทั้งบันเทิง สาระความรู้ ไม่แพ้สองช่องหลักดังกล่าว อีกทั้งค่าโฆษณาก็มีความใกล้เคียงกับทางช่องทีไอทีวีด้วย และเป็นช่องที่เป็นคู่แข่งขับเคี่ยวกันมาอยู่ตลอดเวลาอีกคู่หนึ่ง เทียบเคียงคู่ระหว่าง ช่อง 3 และ 7ดังนั้นบรรดาเอเจนซี่และเจ้าของสินค้าคงต้องพุ่งเป้าไปที่โมเดิร์นไนน์
สำหรับส่วนแบ่งทางการตลาดเม็ดเงินโฆษณาของทีวีแต่ละช่องนั้น ตามตัวเลขของงบโฆษณาไตรมาสแรกปีนี้พบว่า ช่อง 3 มีส่วนแบ่ง 25% , ช่อง7 มีส่วนแบ่ง 27% ,ช่อง 5 มีส่วนแบ่ง 17% เท่ากับช่อง ทีไอทีวี ส่วนช่องโมเดิร์นไนน์มีเพียง 12% เท่านั้น ก็น่าจะเป็นช่องว่างที่ยังอ้าแขนรับงบโฆษณาได้อีก
อีกเหตุผลหนึ่งคือ ก่อนหน้านี้ตั้งแต่เกิดปัญหาทีไอทีวีขึ้นมา ทีมขายโฆษณาของทีไอทีวีได้ลาออกไปจำนวนมาก และได้เข้าไปร่วมงานที่โมเดิร์นไนน์จำนวนมากกว่า 20 คน ซึ่งแน่นอนว่าย่อมต้องมีสายสัมพันธ์กับเอเจนซี่แพลนงบโฆษณาที่สามารถจะดึงมาลงที่โมเดิรน์ไนน์ได้ไม่มากก็น้อย
ช่วงกลางปีที่ผ่านมานี้มีงบโฆษณาไม่น้อยที่ไหลไปอยู่ที่ช่องโมเดิร์นไนน์แล้ว เช่น กรณีของยูนิลีเวอร์ยักษ์ใหญ่ด้านอุปโภคบริโภคซึ่งลงโฆษณาช่องไอทีวีมากสมัยที่ยังไม่มีปัญหาแต่ช่วงหลังก็โยกงบไปใช้ที่ช่องโมเดิร์นไนน์มากขึ้นแล้ว เช่นเดียวกับแบรนด์เอเจ ซึ่งเป็นเครื่องเล่น ดีวีดี ก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน
สังเกตุได้จากงบโฆษณาไตรมาสแรกปีนี้ของยูนิลีเวอร์มียอดใช้จ่ายงบโฆษณารวมมากกว่า 1,320 ล้านบาท โดยมีช่อง 7 ได้งบมากที่สุด 30.7% ใกล้เคียงกับช่องทีไอทีวีที่มีสัดส่วน 30.4% ขณะที่ช่อง 3 อยู่ที่ 20.2% เท่านั้น และช่องโมเดิร์นไนน์มีสัดส่วนที่ 10% ซึ่งแน่นอนว่าโมเดิร์นไนน์จะได้รับอานิสงส์ในส่วนต่างที่หายไปของทีไอทีวี
เดิมทีช่องไอทีวีหรือทีไอทีวีมีรายได้จากงบโฆษณามากกว่า 100-150 ล้านบาทต่อเดือนช่วงพีคสุดๆ ซึ่งหากคำนวณอย่างคร่าวๆแล้วจากเฉลี่ยเดือนละ 120 ล้านบาทก็พอ รายได้จากงบโฆษณาในภาวะปรกติของทีไอทีวีก็น่าจะไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาทต่อปี แต่เมื่อเกิดปัญหาตั้งแต่ปีที่แล้วกระทั่งกลายเป็นทีไอทีวี โฆษณาค่อยๆลดลงหายไป เหลือเพียงแค่ 50-60 ล้านบาทต่อเดือนเท่านั้น หดตัวไปมากกว่า 50% เลยทีเดียว
ก่อนหน้านี้นายเขมทัตต์ พลเดช ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กล่าวไว้ว่า คงยังตอบไม่ได้ชัดเจนในเวลานี้ว่างบโฆษณาจากช่องทีไอทีวีจะไหลมาเข้าที่โมเดิร์นไนน์มากน้อยแค่ไหน แต่คิดว่าคงจะได้รับผลดีบ้าง
http://www.manager.co.th/Business/ViewN ... 0000130929
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 5 พฤศจิกายน 2550 09:21 น.
จับตาโมเดิร์นไนน์รับส้มหล่นงบโฆษณาจากทีไอทีวี ขณะที่ช่อง 3 และช่อง 7 ได้รับบ้างแต่ไมใช่ช่องหลัก เหตุเวลาโฆษณาแทบจะเต็มหมดแล้วตามกฎหมาย เผยทีมขายโฆษณาทีไอทีวีแห่ซบโมเดิร์นไนน์แล้วหลายคน
เมื่ออนาคตของทีไอทีวีจะต้องแปลงร่างเป็นทีวีสาธารณะ ตามมติที่ประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือ สนช. ตามร่างพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ........
ผลพวงดังกล่าวย่อมต้องส่งผลกระทบต่อตัวสถานีทีไอทีวีเองแน่นอน เพราะจะต้องเป็นทีวีที่ทำหน้าที่เป็นองค์การสื่อสาธารณะด้านวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ แต่ดำเนินการภายใต้ทุน ทรัพย์สิน และรายได้ขององค์การ
นี่คือสิ่งที่ค้ำคอทีไอทีวีอยู่ และกลายเป็นประเด็นหลักประเด็นหนึ่งที่ ทีวีสาธารณะหรือทีไอทีวีเองไม่อาจจะหารายได้จากโฆษณาต่อไปได้อีกแล้ว
ทีไอทีวีหรือไอทีวีในอดีต ถือเป็นช่องหลักช่องหนึ่งที่บรรดาเอเจนซีและเจ้าของสินค้าลงโฆษณา รองลงมาจาก ช่อง 3 และช่อง 7 เพราะเป็นสถานีที่มีเครือข่ายการส่งสัญญาณกว้างไกล ฐานผู้ชมมาก และมีรายการที่หลากหลาย
แหล่งข่าวจากวงการสื่อรายหนึ่งให้ความเห็นว่า เม็ดเงินโฆษณาเดิมที่ผ่านทางทีไอทีวีจากนี้ไป มีโอกาสที่จะไหลไปที่ช่องโมเดิร์นไนน์มากที่สุด รองลงมาคือ ช่อง 5 แต่ช่อง 3 หรือ ช่อง 7 ก็อาจจะได้บ้างแต่ไม่น่าที่จะเป็นช่องหลักที่จะได้รับงบโฆษณาจากสินค้าเดิมที่ลงทีไอทีวีก่อนหน้านี้อย่างที่หลายคนเข้าใจกัน
เขาวิเคราะห์เหตุผลและความเป็นไปได้ว่า ทุกวันนี้ ช่อง 3 และ 7 ถือได้ว่ามีโฆษณาเต็มที่แล้ว แทบจะไม่มีเวลาหรือช่องว่างให้ลงได้อีก เนื่องจากตามข้อกำหนดของกฎหมาย ในเวลาแพร่ภาพ 1 ชั่วโมง สามารถขายโฆษณาได้เต็มที่ 10-12 นาทีเท่านั้นและรายการที่แพร่ภาพทุกวันนี้ก็มีโฆษณาเต็มหมดแล้ว โอกาสที่จะลงโฆษณาอีกจึงยากมาก นอกจากว่าช่อง 3 และ 7 จะปรับกลยุทธ์ใหม่อีก แต่ก็ยากมาก
ก่อนหน้านี้ช่อง 3 ก็ใช้กลยุทธ์การเพิ่มรายการเด็ก เพิ่มรายการที่เกี่ยวกับผู้ชาย และรายการข่าว เพื่อหาช่องว่างรับเม็ดเงินโฆษณาซึ่งก็ได้ผลเหมือนกัน
ล่าสุดแม้ว่าช่อง 3 เตรียมที่จะปรับราคาค่าโฆษณาขึ้นอีกในเดือนมกราคมปีหน้าประมาณ 7% ในบางรายการ ซึ่งเร็วกว่าแผนเดิมที่จะปรับเดือนมีนาคมก็จะเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เจ้าของสินค้าต้องคิดหนักอีกแม้ว่าจะเป็นช่องหลัก เพราะทุกวันนี้ราคาของช่อง 3 ก็แพงสุดกู่แล้ว อีกทั้งสินค้าตัวหลักๆก็ยิงสปอตที่ช่อง 3 อยู่แล้ว การที่จะเอาสินค้าตัวเดียวกันและใช้งบเพิ่มขึ้นแต่ลงช่องเดิม ในภาวะที่เศรษฐกิจแบบนี้คงไม่ดีนัก เมื่อมีทางเลือกอย่างโมเดิร์นไนน์ ไฉนเลยเจ้าของงบโฆษณาจะไม่มอง
ช่องโมเดิร์นไนน์นั้น ก็ถือเป็นผู้นำช่องหนึ่ง มีรายการทั้งบันเทิง สาระความรู้ ไม่แพ้สองช่องหลักดังกล่าว อีกทั้งค่าโฆษณาก็มีความใกล้เคียงกับทางช่องทีไอทีวีด้วย และเป็นช่องที่เป็นคู่แข่งขับเคี่ยวกันมาอยู่ตลอดเวลาอีกคู่หนึ่ง เทียบเคียงคู่ระหว่าง ช่อง 3 และ 7ดังนั้นบรรดาเอเจนซี่และเจ้าของสินค้าคงต้องพุ่งเป้าไปที่โมเดิร์นไนน์
สำหรับส่วนแบ่งทางการตลาดเม็ดเงินโฆษณาของทีวีแต่ละช่องนั้น ตามตัวเลขของงบโฆษณาไตรมาสแรกปีนี้พบว่า ช่อง 3 มีส่วนแบ่ง 25% , ช่อง7 มีส่วนแบ่ง 27% ,ช่อง 5 มีส่วนแบ่ง 17% เท่ากับช่อง ทีไอทีวี ส่วนช่องโมเดิร์นไนน์มีเพียง 12% เท่านั้น ก็น่าจะเป็นช่องว่างที่ยังอ้าแขนรับงบโฆษณาได้อีก
อีกเหตุผลหนึ่งคือ ก่อนหน้านี้ตั้งแต่เกิดปัญหาทีไอทีวีขึ้นมา ทีมขายโฆษณาของทีไอทีวีได้ลาออกไปจำนวนมาก และได้เข้าไปร่วมงานที่โมเดิร์นไนน์จำนวนมากกว่า 20 คน ซึ่งแน่นอนว่าย่อมต้องมีสายสัมพันธ์กับเอเจนซี่แพลนงบโฆษณาที่สามารถจะดึงมาลงที่โมเดิรน์ไนน์ได้ไม่มากก็น้อย
ช่วงกลางปีที่ผ่านมานี้มีงบโฆษณาไม่น้อยที่ไหลไปอยู่ที่ช่องโมเดิร์นไนน์แล้ว เช่น กรณีของยูนิลีเวอร์ยักษ์ใหญ่ด้านอุปโภคบริโภคซึ่งลงโฆษณาช่องไอทีวีมากสมัยที่ยังไม่มีปัญหาแต่ช่วงหลังก็โยกงบไปใช้ที่ช่องโมเดิร์นไนน์มากขึ้นแล้ว เช่นเดียวกับแบรนด์เอเจ ซึ่งเป็นเครื่องเล่น ดีวีดี ก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน
สังเกตุได้จากงบโฆษณาไตรมาสแรกปีนี้ของยูนิลีเวอร์มียอดใช้จ่ายงบโฆษณารวมมากกว่า 1,320 ล้านบาท โดยมีช่อง 7 ได้งบมากที่สุด 30.7% ใกล้เคียงกับช่องทีไอทีวีที่มีสัดส่วน 30.4% ขณะที่ช่อง 3 อยู่ที่ 20.2% เท่านั้น และช่องโมเดิร์นไนน์มีสัดส่วนที่ 10% ซึ่งแน่นอนว่าโมเดิร์นไนน์จะได้รับอานิสงส์ในส่วนต่างที่หายไปของทีไอทีวี
เดิมทีช่องไอทีวีหรือทีไอทีวีมีรายได้จากงบโฆษณามากกว่า 100-150 ล้านบาทต่อเดือนช่วงพีคสุดๆ ซึ่งหากคำนวณอย่างคร่าวๆแล้วจากเฉลี่ยเดือนละ 120 ล้านบาทก็พอ รายได้จากงบโฆษณาในภาวะปรกติของทีไอทีวีก็น่าจะไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาทต่อปี แต่เมื่อเกิดปัญหาตั้งแต่ปีที่แล้วกระทั่งกลายเป็นทีไอทีวี โฆษณาค่อยๆลดลงหายไป เหลือเพียงแค่ 50-60 ล้านบาทต่อเดือนเท่านั้น หดตัวไปมากกว่า 50% เลยทีเดียว
ก่อนหน้านี้นายเขมทัตต์ พลเดช ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กล่าวไว้ว่า คงยังตอบไม่ได้ชัดเจนในเวลานี้ว่างบโฆษณาจากช่องทีไอทีวีจะไหลมาเข้าที่โมเดิร์นไนน์มากน้อยแค่ไหน แต่คิดว่าคงจะได้รับผลดีบ้าง
http://www.manager.co.th/Business/ViewN ... 0000130929
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news07/11/07
โพสต์ที่ 56
ไทย-เกาหลีร่วมทุน บุกบันเทิงทั่วเอเชีย
โพสต์ทูเดย์ ไทย-เกาหลี ร่วมทุนบุกตลาดบันเทิงเอเชีย เล็งดึงพันธมิตรชาติอื่นร่วมขยายทุกประเทศ
นายภาสกร ภักดีกุล ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดี ไนน์ เอเชีย กล่าวว่า บริษัท ดี อาร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จากประเทศเกาหลี และบริษัท ดี ไนน์ ประเทศไทย ได้ร่วมทุนกันจัดตั้งบริษัท ดี ไนน์ เอเชีย เพื่อร่วมกันผลิตผลงานเพลง รวมทั้งคอนเทนต์บันเทิงอื่นๆ เช่น ละคร และภาพยนตร์ ป้อนตลาดบันเทิงในเอเชีย เป้าหมายหลักคือ จีน และอินเดีย ส่วนไทยจะเป็นประตูในการขยายตลาดไปยังกัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย ภายใต้แนวคิด เอเชีย อิน วัน
ทุกวันนี้ เอเชียมีขนาดใหญ่คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของโลก หากเราเจาะตลาดบันเทิงเอเชียได้ มูลค่าจะสูงมาก และคนเอเชียก็นิยมสิ่งบันเทิงที่คล้ายๆ กัน เพราะฉะนั้น จึงเป็นโอกาสของทั้ง 2 ประเทศ ที่จะได้ขยายตลาด นายภาสกร กล่าว
ด้านนายยูน ดึง ยอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดี อาร์ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า เกาหลีมีความแข็งแรงในเรื่องคอนเทนต์ และเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้านบันเทิง ขณะที่ประเทศไทยมีศิลปินที่มีศักยภาพจำนวนมาก หากสามารถผสานจุดแข็งของทั้ง 2 ประเทศ จะช่วยสร้างผลงานใหม่ๆ ออกสู่ตลาดเอเชียได้ โดยจะเริ่มที่อัลบั้มของ ซอง โฮ ยอง และเบบี้ วอกซ์ ซึ่งจะนำศิลปินของเกาหลี และไทยมาผสมผสานกัน เพื่อวางตลาดในปีหน้า
ในปีแรกจะเน้นสร้างสรรค์ผลงานเพลงเป็นหลัก หลังจากนั้นจะขยายสู่ละคร และภาพยนตร์ต่อไป ซึ่งบริษัท ดี ไนน์ มีพันธมิตรอีก 4 บริษัท ได้แก่ บริษัท อินดี้ (ประเทศไทย) บริษัท เดอะ สตูดิโอ โปรดักชั่น บริษัท ซุปเปอร์ฮีโร่ และบริษัท จีทีที รวมทั้งจะหาพันธมิตรชาติอื่นเข้ามาเสริมในปีหน้า ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น หรือจีน
รูปแบบธุรกิจของเราจะต่างจากที่เคยมีก่อนหน้านี้ โดยจะผสมผสานระหว่าง 2 ชาติ อย่างแท้จริง เช่น เขียนทำนองแบบไทย แต่ให้ศิลปินเกาหลีร้อง หรือทำนองแบบเกาหลี แต่เนื้อร้องเป็นแบบไทย และเชื่อว่าเป็นบิซิเนส โมเดล ที่น่าจะประสบความสำเร็จได้ นายภาสกร กล่าว
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=202117
โพสต์ทูเดย์ ไทย-เกาหลี ร่วมทุนบุกตลาดบันเทิงเอเชีย เล็งดึงพันธมิตรชาติอื่นร่วมขยายทุกประเทศ
นายภาสกร ภักดีกุล ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดี ไนน์ เอเชีย กล่าวว่า บริษัท ดี อาร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จากประเทศเกาหลี และบริษัท ดี ไนน์ ประเทศไทย ได้ร่วมทุนกันจัดตั้งบริษัท ดี ไนน์ เอเชีย เพื่อร่วมกันผลิตผลงานเพลง รวมทั้งคอนเทนต์บันเทิงอื่นๆ เช่น ละคร และภาพยนตร์ ป้อนตลาดบันเทิงในเอเชีย เป้าหมายหลักคือ จีน และอินเดีย ส่วนไทยจะเป็นประตูในการขยายตลาดไปยังกัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย ภายใต้แนวคิด เอเชีย อิน วัน
ทุกวันนี้ เอเชียมีขนาดใหญ่คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของโลก หากเราเจาะตลาดบันเทิงเอเชียได้ มูลค่าจะสูงมาก และคนเอเชียก็นิยมสิ่งบันเทิงที่คล้ายๆ กัน เพราะฉะนั้น จึงเป็นโอกาสของทั้ง 2 ประเทศ ที่จะได้ขยายตลาด นายภาสกร กล่าว
ด้านนายยูน ดึง ยอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดี อาร์ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า เกาหลีมีความแข็งแรงในเรื่องคอนเทนต์ และเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้านบันเทิง ขณะที่ประเทศไทยมีศิลปินที่มีศักยภาพจำนวนมาก หากสามารถผสานจุดแข็งของทั้ง 2 ประเทศ จะช่วยสร้างผลงานใหม่ๆ ออกสู่ตลาดเอเชียได้ โดยจะเริ่มที่อัลบั้มของ ซอง โฮ ยอง และเบบี้ วอกซ์ ซึ่งจะนำศิลปินของเกาหลี และไทยมาผสมผสานกัน เพื่อวางตลาดในปีหน้า
ในปีแรกจะเน้นสร้างสรรค์ผลงานเพลงเป็นหลัก หลังจากนั้นจะขยายสู่ละคร และภาพยนตร์ต่อไป ซึ่งบริษัท ดี ไนน์ มีพันธมิตรอีก 4 บริษัท ได้แก่ บริษัท อินดี้ (ประเทศไทย) บริษัท เดอะ สตูดิโอ โปรดักชั่น บริษัท ซุปเปอร์ฮีโร่ และบริษัท จีทีที รวมทั้งจะหาพันธมิตรชาติอื่นเข้ามาเสริมในปีหน้า ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น หรือจีน
รูปแบบธุรกิจของเราจะต่างจากที่เคยมีก่อนหน้านี้ โดยจะผสมผสานระหว่าง 2 ชาติ อย่างแท้จริง เช่น เขียนทำนองแบบไทย แต่ให้ศิลปินเกาหลีร้อง หรือทำนองแบบเกาหลี แต่เนื้อร้องเป็นแบบไทย และเชื่อว่าเป็นบิซิเนส โมเดล ที่น่าจะประสบความสำเร็จได้ นายภาสกร กล่าว
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=202117
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news08/11/07
โพสต์ที่ 57
เยื่อกระดาษปี51 ตลาดในทรงตัวตลาดนอกเติบโตตามอุปสงค์จีน
8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 16:01:00
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : เยื่อกระดาษเป็นอุตสาหกรรมการผลิตพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้จะไปในทิศทางเดียวกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ จากการที่เยื่อกระดาษจะถูกใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่าง ๆ ที่ขยายตัวในทิศทางเดียวกันกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ อาทิ อุตสาหกรรมการพิมพ์ทุกชนิด และอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น
สำหรับประเทศไทยนั้น แม้การพัฒนาของอุตสาหกรรมต่อเนื่องจะขยายตัวเติบโตขึ้นทุกปี แต่ความต้องการใช้เยื่อกระดาษของไทยในปัจจุบัน ซึ่งมีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 44 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ยังถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับอัตราการบริโภคกระดาษในประเทศที่เจริญแล้ว เช่น ญี่ปุ่น และไต้หวัน ที่มีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 241, 206 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ตามลำดับ ทำให้อุตสาหกรรมเยื่อกระดาษของไทยยังมีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมาก
ทั้งนี้ ในอุตสาหกรรมการผลิตเยื่อกระดาษของไทยนั้น นอกจากจะผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการบริโภคภายในประเทศที่มีสัดส่วนถึงร้อยละ 70 ของการผลิตทั้งหมดแล้ว ส่วนที่เหลือยังสามารถส่งออกไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ โดยในช่วง 2 3 ปีมานี้ มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง จนมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 4,400 ล้านบาทเศษเมื่อปีที่ผ่านมา
การผลิต : ทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ
อุตสาหกรรมการผลิตเยื่อกระดาษของไทยเติบโตจากการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ โดยภาครัฐได้ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด ปัจจุบัน มีผู้ผลิตรายใหญ่ประมาณ 5 ราย ได้แก่ บริษัท ฟินิคซ์ พัลพ์ แอนด์ เพเพอร์ จำกัด(มหาชน) บริษัท เอสซีจี เปเปอร์ จำกัด (มหาชน) (ชื่อเดิม บมจ. เยื่อกระดาษสยาม ) บริษัท สยามเซลลูโลส จำกัด บริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปัญจพล เพเพอร์ อินดัสตรี จำกัด โดยมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 1.2 - 1.3 ล้านตันต่อปี
ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา การผลิตเยื่อกระดาษของไทยมีการขยายปริมาณการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2549 การผลิตจริงมีประมาณ 999,380 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.0 จากปีก่อน มีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 86.6 ของกำลังการผลิตรวม
ทั้งนี้ เป็นผลมาจากความต้องการใช้เยื่อกระดาษของอุตสาหกรรมกระดาษเพิ่มขึ้น เฉพาะอย่างยิ่ง กระดาษพิมพ์เขียนเพื่อผลิตสิ่งพิมพ์ประเภทต่าง ๆ และบรรจุภัณฑ์สินค้าอีกหลายชนิด ส่งผลให้ผู้ผลิตขยายปริมาณการผลิตเยื่อกระดาษเพิ่มขึ้น เช่น บริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) ขยายกำลังการผลิตกระดาษเพิ่มขึ้นอีก 4.2 แสนตันต่อปี
อย่างไรก็ดี ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2550 การผลิตกลับมีปริมาณเพียง 684,875 ตัน หรือเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผู้ผลิตเยื่อกระดาษยังคงมีสต็อกเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก ประกอบกับต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น จากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมัน เฉพาะอย่างยิ่ง ต้นทุนการขนส่ง อีกทั้งโรงงานผลิตเยื่อกระดาษบางโรงหยุดซ่อมบำรุงเครื่องจักร ส่งผลให้ปริมาณการผลิตเยื่อกระดาษชะลอตัวลง
ตลาดภายใน..ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ
ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดเยื่อกระดาษโดยรวมของไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2549 มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 665,001.29 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.0 จากปีก่อนหน้า เนื่องจากความต้องการใช้เยื่อกระดาษในประเทศเพิ่มขึ้น เฉพาะอย่างยิ่ง กระดาษอุตสาหกรรมและกระดาษพิมพ์เขียนเพื่อผลิตสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ อาทิ หนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กและนิตยสารงานพิมพ์ต่าง ๆ รวมทั้ง สิ่งพิมพ์ไดเร็กเมล์เพื่อการส่งเสริมการขายของธุรกิจต่าง ๆ อีกทั้งความต้องการใช้กล่องกระดาษลูกฟูกประเภทต่าง ๆ ซึ่งใช้งานด้านการหีบห่อหรือบรรจุภัณฑ์สินค้าหลาย ๆ ชนิด เช่น หีบห่อที่ใช้กับอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อาหาร และผลิตผลทางการเกษตร เป็นต้น
สำหรับในปี 2550 คาดว่า ปริมาณการจำหน่ายจะอยู่ที่ 695,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 4.5 จากปีที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้ความต้องการใช้เยื่อกระดาษในส่วนของอุตสาหกรรมต่อเนื่องชะลอลงด้วย ทั้งในส่วนของธุรกิจสิ่งพิมพ์ อาทิ นิตยสาร วารสาร และหนังสือพิมพ์ต่างๆ รวมทั้งอุตสาหกรรมการผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษ อาทิ กล่องกระดาษแข็ง กล่องกระดาษลูกฟูก ที่ใช้สำหรับการหีบห่อสินค้าที่จำหน่ายทั้งในประเทศและที่ส่งออก
นอกจากนั้น การผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ยังได้รับผลกระทบจากสื่อดิจิตอลที่ผู้บริโภคยุคใหม่หันมานิยมอ่านข้อมูลข่าวสารทางออนไลน์เพิ่มขึ้น ประกอบกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาเยื่อกระดาษที่จำหน่ายในประเทศ โดยในช่วงไตรมาส 3 ปี 2550 ที่ผ่านมานี้ ราคาเยื่อกระดาษใยสั้น (เยื่อไม้ไผ่) เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 22,500 บาทต่อตัน จาก 22,000 บาทต่อตัน และราคาเยื่อกระดาษใยสั้น (เยื่อไม้ยูคาลิปตัส) เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 22,000 บาทต่อตัน จาก 20,000 บาทต่อตัน จากปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้ คาดว่า ความต้องการใช้เยื่อกระดาษโดยรวมของตลาดภายในประเทศปี 2550 จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลงจากปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีปัจจัยสนับสนุนจากการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปีนี้ก็ตาม
การส่งออก.ขยายตัวตามอุปสงค์ของจีน
ในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกเยื่อกระดาษของไทยได้ขยายตัวเติบโตอยู่ในเกณฑ์ดี จนมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 4,401.1 ล้านบาทในปี 2549 เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.1 จากปีก่อนหน้า อันเป็นผลจากจีนซึ่งเป็นประเทศผู้บริโภคเยื่อกระดาษรายใหญ่ของโลก และเป็นตลาดส่งออกเยื่อกระดาษรายใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของไทย ยังคงมีความต้องการใช้เยื่อกระดาษเพิ่มขึ้น เฉพาะอย่างยิ่ง เยื่อใยสั้นเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมต่อเนื่องภายในประเทศ ซึ่งได้แก่ อุตสาหกรรมกระดาษ สิ่งพิมพ์และอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น ประกอบกับการปรับตัวสูงขึ้นของราคาเยื่อกระดาษในตลาดโลกได้จูงใจผู้ส่งออกให้มีการส่งออกเยื่อกระดาษเพิ่มมากขึ้น
สำหรับในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2550 การส่งออกเยื่อกระดาษมีมูลค่า 4,234.4 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากความต้องการบริโภคเยื่อกระดาษของตลาดในแถบภูมิภาคเอเซียที่เพิ่มขึ้น เฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดจีน เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจโลกในปีนี้ อาจส่งผลให้การส่งออกเยื่อกระดาษของไทยไม่สามารถขยายตัวสูงเท่ากับปีที่ผ่านมาได้ สำหรับตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ จีน มีมูลค่าการส่งออกในสัดส่วนร้อยละ 64.5 ของการส่งออกทั้งหมด รองลงมา คือ ไต้หวัน ร้อยละ 7.5 เกาหลีใต้ ร้อยละ 7.2 และตลาดอื่น ๆ อีก ร้อยละ 20.8
การนำเข้าเยื่อกระดาษ.แนวโน้มเพิ่มขึ้น
แม้ว่า ประเทศไทยจะสามารถขยายปริมาณการผลิตเยื่อกระดาษภายในประเทศได้มากขึ้น แต่เป็นการเพิ่มขึ้นของเยื่อกระดาษใยสั้นเป็นส่วนใหญ่ ส่วนเยื่อกระดาษใยยาว ไทยไม่สามารถผลิตได้เอง เนื่องจากไม่มีวัตถุดิบที่ใช้ผลิต อาทิ สนสองใบ สนสามใบ จึงจำเป็นต้องมีการนำเข้าเยื่อกระดาษใยยาวจากต่างประเทศ โดยในปี 2549 การนำเข้าเยื่อกระดาษใยยาวมีมูลค่า 10,879.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.6 จากปีก่อนหน้า และในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2550 การนำเข้าเยื่อกระดาษใยยาวมีมูลค่า 9,482.6 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับแหล่งนำเข้าหลัก ได้แก่ แคนาดา มีมูลค่าการนำเข้าสูงถึงร้อยละ 22.3 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด รองลงมา คือ แอฟริกาใต้ ร้อยละ 14.6 สวีเดน ร้อยละ 14.5 และแหล่งอื่น ๆ อีก ร้อยละ 48.6
ปัญหาและอุปสรรคกระทบต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรม
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมเยื่อกระดาษของไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัว ได้แก่
ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาเยื่อกระดาษทั้งเยื่อกระดาษใยยาวและเยื่อกระดาษใยสั้น โดยในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 735 และ 655 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.7 และร้อยละ 7.38 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตามลำดับ ประกอบกับการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมัน ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้น
ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เป็นผลกระทบมาจากกระบวนการผลิตทั้ง น้ำทิ้ง ควัน ฝุ่น และกากของเสีย เป็นต้น ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ประกอบการต้องควบคุมอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหามลพิษทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้ผลิตทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทยมีการเข้มงวดกับธุรกิจเยื่อกระดาษ เฉพาะอย่างยิ่งกับโรงงานเยื่อกระดาษที่มีการสร้างขึ้นใหม่ จะถูกควบคุมและตรวจสอบด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดจากภาครัฐและประชาชนในพื้นที่ ส่งผลให้การขยายธุรกิจเยื่อกระดาษเป็นไปด้วยความยากลำบากมากขึ้น
การกีดกันทางการค้าจากประเทศผู้นำเข้าด้วยมาตรการที่มิใช่ภาษี กรณีที่การผลิตเยื่อกระดาษใช้วัตถุดิบจากป่าธรรมชาติ ไม่ใช่วัตถุดิบที่มาจากการปลูกป่า และการกำหนดมาตรฐานด้านการก่อมลพิษจากการฟอกเยื่อกระดาษ ทำให้การส่งออกอาจขยายตัวได้ไม่มากเท่าที่ควร
แนวโน้ม ปี 51
อุตสาหกรรมเยื่อกระดาษของไทยในปี 2551 คาดว่า ภาวะตลาดเยื่อกระดาษโดยรวมจะขยายตัวประมาณร้อยละ 5 ซึ่งใกล้เคียงกับปีที่ผ่าน เนื่องจากความต้องการใช้เยื่อกระดาษของอุตสาหกรรมกระดาษในประเทศจะยังคงเพิ่มขึ้นเฉพาะอย่างยิ่ง ความต้องการใช้กระดาษพิมพ์เขียนเพื่อการผลิตสิ่งพิมพ์ประเภทต่างๆ รวมทั้งความต้องการใช้กล่องกระดาษลูกฟูกประเภทต่างๆ ซึ่งใช้ในงานด้านการหีบห่อหรือบรรจุภัณฑ์สินค้าหลาย ๆ ชนิดประกอบกับนโยบายผลักดันการอ่านหนังสือให้เป็นวาระแห่งชาติของภาครัฐ ส่งผลให้ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น ธุรกิจโรงพิมพ์ โรงกระดาษ มีการขยายตัวตามไปด้วย ซึ่งจะทำให้ปริมาณการใช้เยื่อกระดาษในประเทศมีมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ทิศทางของอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษอาจต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงจากภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจและราคาน้ำมันที่ยังผันผวนอยู่ในระดับสูง ทำให้ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น อันจะส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการลดลง
ที่มา : ฝ่ายวิจัยธนาคารนครหลวงไทย
http://www.bangkokbiznews.com/2007/11/0 ... sid=200397
8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 16:01:00
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : เยื่อกระดาษเป็นอุตสาหกรรมการผลิตพื้นฐานที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้จะไปในทิศทางเดียวกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ จากการที่เยื่อกระดาษจะถูกใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่าง ๆ ที่ขยายตัวในทิศทางเดียวกันกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ อาทิ อุตสาหกรรมการพิมพ์ทุกชนิด และอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น
สำหรับประเทศไทยนั้น แม้การพัฒนาของอุตสาหกรรมต่อเนื่องจะขยายตัวเติบโตขึ้นทุกปี แต่ความต้องการใช้เยื่อกระดาษของไทยในปัจจุบัน ซึ่งมีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 44 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ยังถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับอัตราการบริโภคกระดาษในประเทศที่เจริญแล้ว เช่น ญี่ปุ่น และไต้หวัน ที่มีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 241, 206 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ตามลำดับ ทำให้อุตสาหกรรมเยื่อกระดาษของไทยยังมีโอกาสที่จะเติบโตได้อีกมาก
ทั้งนี้ ในอุตสาหกรรมการผลิตเยื่อกระดาษของไทยนั้น นอกจากจะผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการบริโภคภายในประเทศที่มีสัดส่วนถึงร้อยละ 70 ของการผลิตทั้งหมดแล้ว ส่วนที่เหลือยังสามารถส่งออกไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ โดยในช่วง 2 3 ปีมานี้ มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง จนมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 4,400 ล้านบาทเศษเมื่อปีที่ผ่านมา
การผลิต : ทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ
อุตสาหกรรมการผลิตเยื่อกระดาษของไทยเติบโตจากการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ โดยภาครัฐได้ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด ปัจจุบัน มีผู้ผลิตรายใหญ่ประมาณ 5 ราย ได้แก่ บริษัท ฟินิคซ์ พัลพ์ แอนด์ เพเพอร์ จำกัด(มหาชน) บริษัท เอสซีจี เปเปอร์ จำกัด (มหาชน) (ชื่อเดิม บมจ. เยื่อกระดาษสยาม ) บริษัท สยามเซลลูโลส จำกัด บริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปัญจพล เพเพอร์ อินดัสตรี จำกัด โดยมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 1.2 - 1.3 ล้านตันต่อปี
ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา การผลิตเยื่อกระดาษของไทยมีการขยายปริมาณการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2549 การผลิตจริงมีประมาณ 999,380 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.0 จากปีก่อน มีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 86.6 ของกำลังการผลิตรวม
ทั้งนี้ เป็นผลมาจากความต้องการใช้เยื่อกระดาษของอุตสาหกรรมกระดาษเพิ่มขึ้น เฉพาะอย่างยิ่ง กระดาษพิมพ์เขียนเพื่อผลิตสิ่งพิมพ์ประเภทต่าง ๆ และบรรจุภัณฑ์สินค้าอีกหลายชนิด ส่งผลให้ผู้ผลิตขยายปริมาณการผลิตเยื่อกระดาษเพิ่มขึ้น เช่น บริษัท แอ๊ดวานซ์ อะโกร จำกัด (มหาชน) ขยายกำลังการผลิตกระดาษเพิ่มขึ้นอีก 4.2 แสนตันต่อปี
อย่างไรก็ดี ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2550 การผลิตกลับมีปริมาณเพียง 684,875 ตัน หรือเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผู้ผลิตเยื่อกระดาษยังคงมีสต็อกเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก ประกอบกับต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น จากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมัน เฉพาะอย่างยิ่ง ต้นทุนการขนส่ง อีกทั้งโรงงานผลิตเยื่อกระดาษบางโรงหยุดซ่อมบำรุงเครื่องจักร ส่งผลให้ปริมาณการผลิตเยื่อกระดาษชะลอตัวลง
ตลาดภายใน..ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ
ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดเยื่อกระดาษโดยรวมของไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2549 มีปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 665,001.29 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.0 จากปีก่อนหน้า เนื่องจากความต้องการใช้เยื่อกระดาษในประเทศเพิ่มขึ้น เฉพาะอย่างยิ่ง กระดาษอุตสาหกรรมและกระดาษพิมพ์เขียนเพื่อผลิตสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ อาทิ หนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กและนิตยสารงานพิมพ์ต่าง ๆ รวมทั้ง สิ่งพิมพ์ไดเร็กเมล์เพื่อการส่งเสริมการขายของธุรกิจต่าง ๆ อีกทั้งความต้องการใช้กล่องกระดาษลูกฟูกประเภทต่าง ๆ ซึ่งใช้งานด้านการหีบห่อหรือบรรจุภัณฑ์สินค้าหลาย ๆ ชนิด เช่น หีบห่อที่ใช้กับอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อาหาร และผลิตผลทางการเกษตร เป็นต้น
สำหรับในปี 2550 คาดว่า ปริมาณการจำหน่ายจะอยู่ที่ 695,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 4.5 จากปีที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้ความต้องการใช้เยื่อกระดาษในส่วนของอุตสาหกรรมต่อเนื่องชะลอลงด้วย ทั้งในส่วนของธุรกิจสิ่งพิมพ์ อาทิ นิตยสาร วารสาร และหนังสือพิมพ์ต่างๆ รวมทั้งอุตสาหกรรมการผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษ อาทิ กล่องกระดาษแข็ง กล่องกระดาษลูกฟูก ที่ใช้สำหรับการหีบห่อสินค้าที่จำหน่ายทั้งในประเทศและที่ส่งออก
นอกจากนั้น การผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ยังได้รับผลกระทบจากสื่อดิจิตอลที่ผู้บริโภคยุคใหม่หันมานิยมอ่านข้อมูลข่าวสารทางออนไลน์เพิ่มขึ้น ประกอบกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาเยื่อกระดาษที่จำหน่ายในประเทศ โดยในช่วงไตรมาส 3 ปี 2550 ที่ผ่านมานี้ ราคาเยื่อกระดาษใยสั้น (เยื่อไม้ไผ่) เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 22,500 บาทต่อตัน จาก 22,000 บาทต่อตัน และราคาเยื่อกระดาษใยสั้น (เยื่อไม้ยูคาลิปตัส) เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 22,000 บาทต่อตัน จาก 20,000 บาทต่อตัน จากปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้ คาดว่า ความต้องการใช้เยื่อกระดาษโดยรวมของตลาดภายในประเทศปี 2550 จะเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลงจากปีที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีปัจจัยสนับสนุนจากการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะมีขึ้นในช่วงปลายปีนี้ก็ตาม
การส่งออก.ขยายตัวตามอุปสงค์ของจีน
ในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกเยื่อกระดาษของไทยได้ขยายตัวเติบโตอยู่ในเกณฑ์ดี จนมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 4,401.1 ล้านบาทในปี 2549 เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.1 จากปีก่อนหน้า อันเป็นผลจากจีนซึ่งเป็นประเทศผู้บริโภคเยื่อกระดาษรายใหญ่ของโลก และเป็นตลาดส่งออกเยื่อกระดาษรายใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของไทย ยังคงมีความต้องการใช้เยื่อกระดาษเพิ่มขึ้น เฉพาะอย่างยิ่ง เยื่อใยสั้นเพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมต่อเนื่องภายในประเทศ ซึ่งได้แก่ อุตสาหกรรมกระดาษ สิ่งพิมพ์และอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น ประกอบกับการปรับตัวสูงขึ้นของราคาเยื่อกระดาษในตลาดโลกได้จูงใจผู้ส่งออกให้มีการส่งออกเยื่อกระดาษเพิ่มมากขึ้น
สำหรับในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2550 การส่งออกเยื่อกระดาษมีมูลค่า 4,234.4 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.5 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากความต้องการบริโภคเยื่อกระดาษของตลาดในแถบภูมิภาคเอเซียที่เพิ่มขึ้น เฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดจีน เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจโลกในปีนี้ อาจส่งผลให้การส่งออกเยื่อกระดาษของไทยไม่สามารถขยายตัวสูงเท่ากับปีที่ผ่านมาได้ สำหรับตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ จีน มีมูลค่าการส่งออกในสัดส่วนร้อยละ 64.5 ของการส่งออกทั้งหมด รองลงมา คือ ไต้หวัน ร้อยละ 7.5 เกาหลีใต้ ร้อยละ 7.2 และตลาดอื่น ๆ อีก ร้อยละ 20.8
การนำเข้าเยื่อกระดาษ.แนวโน้มเพิ่มขึ้น
แม้ว่า ประเทศไทยจะสามารถขยายปริมาณการผลิตเยื่อกระดาษภายในประเทศได้มากขึ้น แต่เป็นการเพิ่มขึ้นของเยื่อกระดาษใยสั้นเป็นส่วนใหญ่ ส่วนเยื่อกระดาษใยยาว ไทยไม่สามารถผลิตได้เอง เนื่องจากไม่มีวัตถุดิบที่ใช้ผลิต อาทิ สนสองใบ สนสามใบ จึงจำเป็นต้องมีการนำเข้าเยื่อกระดาษใยยาวจากต่างประเทศ โดยในปี 2549 การนำเข้าเยื่อกระดาษใยยาวมีมูลค่า 10,879.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.6 จากปีก่อนหน้า และในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2550 การนำเข้าเยื่อกระดาษใยยาวมีมูลค่า 9,482.6 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับแหล่งนำเข้าหลัก ได้แก่ แคนาดา มีมูลค่าการนำเข้าสูงถึงร้อยละ 22.3 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด รองลงมา คือ แอฟริกาใต้ ร้อยละ 14.6 สวีเดน ร้อยละ 14.5 และแหล่งอื่น ๆ อีก ร้อยละ 48.6
ปัญหาและอุปสรรคกระทบต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรม
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมเยื่อกระดาษของไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัว ได้แก่
ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาเยื่อกระดาษทั้งเยื่อกระดาษใยยาวและเยื่อกระดาษใยสั้น โดยในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 735 และ 655 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.7 และร้อยละ 7.38 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ตามลำดับ ประกอบกับการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมัน ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้น
ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เป็นผลกระทบมาจากกระบวนการผลิตทั้ง น้ำทิ้ง ควัน ฝุ่น และกากของเสีย เป็นต้น ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ประกอบการต้องควบคุมอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหามลพิษทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้ผลิตทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทยมีการเข้มงวดกับธุรกิจเยื่อกระดาษ เฉพาะอย่างยิ่งกับโรงงานเยื่อกระดาษที่มีการสร้างขึ้นใหม่ จะถูกควบคุมและตรวจสอบด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดจากภาครัฐและประชาชนในพื้นที่ ส่งผลให้การขยายธุรกิจเยื่อกระดาษเป็นไปด้วยความยากลำบากมากขึ้น
การกีดกันทางการค้าจากประเทศผู้นำเข้าด้วยมาตรการที่มิใช่ภาษี กรณีที่การผลิตเยื่อกระดาษใช้วัตถุดิบจากป่าธรรมชาติ ไม่ใช่วัตถุดิบที่มาจากการปลูกป่า และการกำหนดมาตรฐานด้านการก่อมลพิษจากการฟอกเยื่อกระดาษ ทำให้การส่งออกอาจขยายตัวได้ไม่มากเท่าที่ควร
แนวโน้ม ปี 51
อุตสาหกรรมเยื่อกระดาษของไทยในปี 2551 คาดว่า ภาวะตลาดเยื่อกระดาษโดยรวมจะขยายตัวประมาณร้อยละ 5 ซึ่งใกล้เคียงกับปีที่ผ่าน เนื่องจากความต้องการใช้เยื่อกระดาษของอุตสาหกรรมกระดาษในประเทศจะยังคงเพิ่มขึ้นเฉพาะอย่างยิ่ง ความต้องการใช้กระดาษพิมพ์เขียนเพื่อการผลิตสิ่งพิมพ์ประเภทต่างๆ รวมทั้งความต้องการใช้กล่องกระดาษลูกฟูกประเภทต่างๆ ซึ่งใช้ในงานด้านการหีบห่อหรือบรรจุภัณฑ์สินค้าหลาย ๆ ชนิดประกอบกับนโยบายผลักดันการอ่านหนังสือให้เป็นวาระแห่งชาติของภาครัฐ ส่งผลให้ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น ธุรกิจโรงพิมพ์ โรงกระดาษ มีการขยายตัวตามไปด้วย ซึ่งจะทำให้ปริมาณการใช้เยื่อกระดาษในประเทศมีมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ทิศทางของอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษอาจต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงจากภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจและราคาน้ำมันที่ยังผันผวนอยู่ในระดับสูง ทำให้ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น อันจะส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการลดลง
ที่มา : ฝ่ายวิจัยธนาคารนครหลวงไทย
http://www.bangkokbiznews.com/2007/11/0 ... sid=200397
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news13/11/07
โพสต์ที่ 58
โฆษณา10เดือนเริ่มบวก
โพสต์ทูเดย์ เม็ดเงินโฆษณาเดือน ต.ค. เริ่มปรับขึ้นโต 1.38% แต่ภาพรวม 10 เดือน ยังหดตัว ติดลบ 1.45%
รายงานข่าวจากบริษัท มีเดีย สเปนดิ้ง เปิดเผยเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา พบว่าในภาพรวมมีการเติบโตเพิ่ม 1.38% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน หรือเป็นเม็ดเงิน 7,831.6 ล้านบาท จากแนวโน้มเดือนก่อนหน้าอัตราการเพิ่มของงบโฆษณา ติดลบในอัตราที่ลดลง
สื่อโทรทัศน์ที่มีสัดส่วนการใช้เม็ดเงินมากสุด (69.75%) ปรับตัวลดเล็กน้อย ติดลบ 0.12% สื่อ หนังสือพิมพ์ (สัดส่วน 13.86%) ปรับเพิ่มขึ้น 9.36% สื่อวิทยุ (สัดส่วน 5.33%) ปรับเพิ่ม 3.21% สื่อนิตยสาร (สัดส่วน 5.29%) ปรับ ลด 4.08% สื่อโฆษณากลางแจ้ง(สัดส่วน 4.04%) ลดลงลบ 4.50% สื่อโรงภาพยนตร์ (สัดส่วน 1.57%) ยังขยายตัวเพิ่มขึ้น 46.20% และ สื่ออินเทอร์เน็ต (สัดส่วน 0.16%) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.56%
ทำให้ภาพรวมเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อช่วง 10 เดือนปีนี้ อัตราการหดตัวลดลงเหลือติดลบ 1.45% หรือเป็นเม็ดเงิน 74,527.97 ล้านบาท โดยสื่อโทรทัศน์ลดลงลบ 2.45% สื่อหนังสือพิมพ์ลดลงลบ 3.77% สื่อวิทยุลดลงลบ 5.45% สื่อนิตยสารเพิ่มขึ้น 4.54% สื่อโฆษณากลางแจ้งลดลงลบ 0.90% สื่อ โรงภาพยนตร์เพิ่มขึ้น 76.19% และสื่ออินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น 6.42%
ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าการใช้เม็ดเงินในสื่อหลักอย่างสื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และวิทยุ เริ่มกลับมามีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่สื่อที่มีการใช้งานจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมาอย่างสื่อโรงภาพยนตร์และสื่อโฆษณากลางแจ้ง ก็มีอัตราการเติบโตที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะสื่อนิตยสารและอินเทอร์เน็ตยังมีการใช้งบโฆษณาเพิ่ม
สำหรับสินค้าที่ใช้เม็ดเงินโฆษณา มากสุด 10 เดือน คือพอนด์ มอยเจอร์ไรเซอร์ ใช้ 830.8 ล้านบาท เอไอเอส 811.2 ล้านบาท ทีวีไดเร็คต์ 653.7 ล้านบาท โอเลย์ 502 ล้านบาท และดีแทคใช้ 500.7 ล้านบาท
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=203233
โพสต์ทูเดย์ เม็ดเงินโฆษณาเดือน ต.ค. เริ่มปรับขึ้นโต 1.38% แต่ภาพรวม 10 เดือน ยังหดตัว ติดลบ 1.45%
รายงานข่าวจากบริษัท มีเดีย สเปนดิ้ง เปิดเผยเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา พบว่าในภาพรวมมีการเติบโตเพิ่ม 1.38% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน หรือเป็นเม็ดเงิน 7,831.6 ล้านบาท จากแนวโน้มเดือนก่อนหน้าอัตราการเพิ่มของงบโฆษณา ติดลบในอัตราที่ลดลง
สื่อโทรทัศน์ที่มีสัดส่วนการใช้เม็ดเงินมากสุด (69.75%) ปรับตัวลดเล็กน้อย ติดลบ 0.12% สื่อ หนังสือพิมพ์ (สัดส่วน 13.86%) ปรับเพิ่มขึ้น 9.36% สื่อวิทยุ (สัดส่วน 5.33%) ปรับเพิ่ม 3.21% สื่อนิตยสาร (สัดส่วน 5.29%) ปรับ ลด 4.08% สื่อโฆษณากลางแจ้ง(สัดส่วน 4.04%) ลดลงลบ 4.50% สื่อโรงภาพยนตร์ (สัดส่วน 1.57%) ยังขยายตัวเพิ่มขึ้น 46.20% และ สื่ออินเทอร์เน็ต (สัดส่วน 0.16%) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.56%
ทำให้ภาพรวมเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อช่วง 10 เดือนปีนี้ อัตราการหดตัวลดลงเหลือติดลบ 1.45% หรือเป็นเม็ดเงิน 74,527.97 ล้านบาท โดยสื่อโทรทัศน์ลดลงลบ 2.45% สื่อหนังสือพิมพ์ลดลงลบ 3.77% สื่อวิทยุลดลงลบ 5.45% สื่อนิตยสารเพิ่มขึ้น 4.54% สื่อโฆษณากลางแจ้งลดลงลบ 0.90% สื่อ โรงภาพยนตร์เพิ่มขึ้น 76.19% และสื่ออินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น 6.42%
ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าการใช้เม็ดเงินในสื่อหลักอย่างสื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และวิทยุ เริ่มกลับมามีสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่สื่อที่มีการใช้งานจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมาอย่างสื่อโรงภาพยนตร์และสื่อโฆษณากลางแจ้ง ก็มีอัตราการเติบโตที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะสื่อนิตยสารและอินเทอร์เน็ตยังมีการใช้งบโฆษณาเพิ่ม
สำหรับสินค้าที่ใช้เม็ดเงินโฆษณา มากสุด 10 เดือน คือพอนด์ มอยเจอร์ไรเซอร์ ใช้ 830.8 ล้านบาท เอไอเอส 811.2 ล้านบาท ทีวีไดเร็คต์ 653.7 ล้านบาท โอเลย์ 502 ล้านบาท และดีแทคใช้ 500.7 ล้านบาท
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=203233
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news13/11/07
โพสต์ที่ 59
โรงหนังดิจิตอลมาแรง เอสเอฟฯปรับทุกสาขา
โพสต์ทูเดย์ เอส เอฟ ซีเนม่า มั่นใจโรงภาพยนตร์ดิจิตอลมาแรง เท 100 ล้าน ขยายเพิ่ม 6 สาขาปีหน้า เล็งทุ่มอีก 1.2 พันล้านบาท ปี 2552
นายสุวิทย์ ทองร่มโพธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส เอฟ ซีเนม่า ซิตี้ กล่าวว่า ตลาดโรงภาพยนตร์ดิจิตอลในประเทศไทยเริ่มเติบโตมากขึ้น อีกทั้งมีภาพยนตร์ใหม่ๆ ถ่ายทำระบบดิจิตอลมากขึ้น เอส เอฟ จึงเตรียมลงทุนเพิ่มอีก 100 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโรงภาพยนตร์ให้ครบทั้ง 13 สาขาในปีหน้า จากปัจจุบันที่เป็นระบบดิจิตอลแล้ว 7 สาขา และในปีนี้จะลงทุน 10 ล้านบาท เปิดโรงภาพยนตร์ 3 มิติที่เอส เอฟ เวิลด์
นอกจากนี้ ยังมีแผนขยาย โรงภาพยนตร์อีก 4 แห่ง ด้วยงบประมาณ 1.2 พันล้านบาท ที่ แจ้งวัฒนะ พัทยา ชลบุรี และขอนแก่น ซึ่งทั้ง 4 สาขาจะเปิดครบสมบูรณ์ในปี 2552
สำหรับภาพรวมของการแข่งขันในธุรกิจโรงภาพยนตร์ในปีนี้ยังคงแข่งขันรุนแรง ขณะที่ตลาดไม่เติบโตตามเป้าหมายที่คาดไว้ หรือเติบโตไม่เกิน 10% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวถึง 20% โดยมีมูลค่าตลาดรวมในปีนี้ 3.8 พันล้านบาท ส่วน เอส เอฟ คาดว่าปีนี้จะเติบโตถึง 15% แม้ยอดรายได้ในไตรมาส 3 จะพลาดเป้าไป 15% ก็ตาม
ที่ไตรมาส 3 พลาดเป้า เพราะว่ามีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์หลายเรื่องเลื่อนมาฉายในไตรมาส 4 อีกส่วนเป็นผลกระทบจากเรื่องเศรษฐกิจในภาพรวม นายสุวิทย์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังมั่นใจว่าในปีนี้จะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดจากเดิมที่มีอยู่ราว 27% ให้เพิ่มขึ้น เป็น 30%
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=203225
โพสต์ทูเดย์ เอส เอฟ ซีเนม่า มั่นใจโรงภาพยนตร์ดิจิตอลมาแรง เท 100 ล้าน ขยายเพิ่ม 6 สาขาปีหน้า เล็งทุ่มอีก 1.2 พันล้านบาท ปี 2552
นายสุวิทย์ ทองร่มโพธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส เอฟ ซีเนม่า ซิตี้ กล่าวว่า ตลาดโรงภาพยนตร์ดิจิตอลในประเทศไทยเริ่มเติบโตมากขึ้น อีกทั้งมีภาพยนตร์ใหม่ๆ ถ่ายทำระบบดิจิตอลมากขึ้น เอส เอฟ จึงเตรียมลงทุนเพิ่มอีก 100 ล้านบาท เพื่อพัฒนาโรงภาพยนตร์ให้ครบทั้ง 13 สาขาในปีหน้า จากปัจจุบันที่เป็นระบบดิจิตอลแล้ว 7 สาขา และในปีนี้จะลงทุน 10 ล้านบาท เปิดโรงภาพยนตร์ 3 มิติที่เอส เอฟ เวิลด์
นอกจากนี้ ยังมีแผนขยาย โรงภาพยนตร์อีก 4 แห่ง ด้วยงบประมาณ 1.2 พันล้านบาท ที่ แจ้งวัฒนะ พัทยา ชลบุรี และขอนแก่น ซึ่งทั้ง 4 สาขาจะเปิดครบสมบูรณ์ในปี 2552
สำหรับภาพรวมของการแข่งขันในธุรกิจโรงภาพยนตร์ในปีนี้ยังคงแข่งขันรุนแรง ขณะที่ตลาดไม่เติบโตตามเป้าหมายที่คาดไว้ หรือเติบโตไม่เกิน 10% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวถึง 20% โดยมีมูลค่าตลาดรวมในปีนี้ 3.8 พันล้านบาท ส่วน เอส เอฟ คาดว่าปีนี้จะเติบโตถึง 15% แม้ยอดรายได้ในไตรมาส 3 จะพลาดเป้าไป 15% ก็ตาม
ที่ไตรมาส 3 พลาดเป้า เพราะว่ามีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์หลายเรื่องเลื่อนมาฉายในไตรมาส 4 อีกส่วนเป็นผลกระทบจากเรื่องเศรษฐกิจในภาพรวม นายสุวิทย์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังมั่นใจว่าในปีนี้จะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดจากเดิมที่มีอยู่ราว 27% ให้เพิ่มขึ้น เป็น 30%
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=203225
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news15/11/07
โพสต์ที่ 60
มัชิมาอัดงบแซงปชป.
โพสต์ทูเดย์ งบโฆษณา ต.ค. มัชิมา ละเลงหนักกว่า 40 ล้าน แซงประชาธิปัตย์ ขณะรวม 10 เดือน ทุกพรรคใช้เกือบ 200 ล้าน จับตาใกล้เลือกตั้งเทอีก
บริษัท นีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช (ประเทศไทย) รายงานตัวเลขการใช้งบโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ของพรรคการเมือง ในเดือน ต.ค. พบว่า พรรคมัชิมาธิปไตย ของนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ใช้งบโฆษณาผ่านสื่อรวม 42.4 ล้านบาท มากเป็นอันดับหนึ่ง แซงหน้าผู้นำเดิมพรรค ประชาธิปัตย์ 24.9 ล้านบาท ถัดไปเป็นพลังประชาชน 14.3 ล้านบาท ชาติไทย 14.1 ล้านบาท รวมใจไทยชาติพัฒนา 12.3 ล้านบาท พรรคอื่นๆ ใช้รวม 16.3 ล้านบาท ทำให้ยอดรวมโฆษณาพรรคการเมืองเดือน ต.ค.ใช้งบรวมทั้งหมด 124.2 ล้านบาท
สำหรับยอดรวมตั้งแต่เดือน ม.ค.-ต.ค.ปีนี้ พรรคการเมืองใช้ งบโฆษณาผ่านสื่อรวม 198.6 ล้านบาท โดยพรรคประชาธิปัตย์ใช้ งบสูงสุดที่ 84.5 ล้านบาท มัชิมาธิปไตยใช้ 43.5 ล้านบาท รวมใจไทยชาติพัฒนา 16.7 ล้านบาท ชาติไทย 14.7 ล้านบาท พลังประชาชน 14.3 ล้านบาท พรรคอื่นๆ ใช้รวม 24.9 ล้านบาท
ทั้งนี้ สื่อโทรทัศน์เป็นสื่อที่พรรคการเมืองใช้งบผ่านมากสุด รวม 10 เดือน 133.3 ล้านบาท หนังสือพิมพ์ 48.5 ล้านบาท วิทยุ 8.5 ล้านบาท สื่อกลางแจ้ง 8.1 ล้านบาท และสื่อเคลื่อนที่ 2.5 แสนบาท
แหล่งข่าวจากธุรกิจสิ่งพิมพ์เปิดเผยว่า พรรคการเมืองแต่ละพรรคใช้งบผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ไม่มากนักในการเลือกตั้งครั้งนี้ เนื่องจากช่วงแรกแต่ละพรรคยังมีความไม่ชัดเจนทั้งในเรื่องผู้สมัครและนโยบายต่างๆ ทำให้ไม่สามารถลงโฆษณาได้เต็มที่ ประกอบกับระยะเวลาหาเสียงครั้งนี้สั้นกว่าเลือกตั้งที่ผ่านมา ประเมินว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะทำให้หนังสือพิมพ์มียอดโฆษณาเพิ่มขึ้นประมาณ 10% เท่านั้น
พรรคที่ถือว่าใจป้ำที่สุดคือ พรรคมัชิมาธิปไตยของนาย ประชัย ส่วนพรรคอื่นๆ ไม่ค่อยใช้ เงินกันมากนัก แต่คาดว่าใกล้วันเลือกตั้ง แต่ละพรรคคงจะใช้งบ เพิ่มขึ้นอีกในช่วงโค้งสุดท้าย แหล่งข่าววงการสิ่งพิมพ์เปิดเผย
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=203693
โพสต์ทูเดย์ งบโฆษณา ต.ค. มัชิมา ละเลงหนักกว่า 40 ล้าน แซงประชาธิปัตย์ ขณะรวม 10 เดือน ทุกพรรคใช้เกือบ 200 ล้าน จับตาใกล้เลือกตั้งเทอีก
บริษัท นีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช (ประเทศไทย) รายงานตัวเลขการใช้งบโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ของพรรคการเมือง ในเดือน ต.ค. พบว่า พรรคมัชิมาธิปไตย ของนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ใช้งบโฆษณาผ่านสื่อรวม 42.4 ล้านบาท มากเป็นอันดับหนึ่ง แซงหน้าผู้นำเดิมพรรค ประชาธิปัตย์ 24.9 ล้านบาท ถัดไปเป็นพลังประชาชน 14.3 ล้านบาท ชาติไทย 14.1 ล้านบาท รวมใจไทยชาติพัฒนา 12.3 ล้านบาท พรรคอื่นๆ ใช้รวม 16.3 ล้านบาท ทำให้ยอดรวมโฆษณาพรรคการเมืองเดือน ต.ค.ใช้งบรวมทั้งหมด 124.2 ล้านบาท
สำหรับยอดรวมตั้งแต่เดือน ม.ค.-ต.ค.ปีนี้ พรรคการเมืองใช้ งบโฆษณาผ่านสื่อรวม 198.6 ล้านบาท โดยพรรคประชาธิปัตย์ใช้ งบสูงสุดที่ 84.5 ล้านบาท มัชิมาธิปไตยใช้ 43.5 ล้านบาท รวมใจไทยชาติพัฒนา 16.7 ล้านบาท ชาติไทย 14.7 ล้านบาท พลังประชาชน 14.3 ล้านบาท พรรคอื่นๆ ใช้รวม 24.9 ล้านบาท
ทั้งนี้ สื่อโทรทัศน์เป็นสื่อที่พรรคการเมืองใช้งบผ่านมากสุด รวม 10 เดือน 133.3 ล้านบาท หนังสือพิมพ์ 48.5 ล้านบาท วิทยุ 8.5 ล้านบาท สื่อกลางแจ้ง 8.1 ล้านบาท และสื่อเคลื่อนที่ 2.5 แสนบาท
แหล่งข่าวจากธุรกิจสิ่งพิมพ์เปิดเผยว่า พรรคการเมืองแต่ละพรรคใช้งบผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ไม่มากนักในการเลือกตั้งครั้งนี้ เนื่องจากช่วงแรกแต่ละพรรคยังมีความไม่ชัดเจนทั้งในเรื่องผู้สมัครและนโยบายต่างๆ ทำให้ไม่สามารถลงโฆษณาได้เต็มที่ ประกอบกับระยะเวลาหาเสียงครั้งนี้สั้นกว่าเลือกตั้งที่ผ่านมา ประเมินว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะทำให้หนังสือพิมพ์มียอดโฆษณาเพิ่มขึ้นประมาณ 10% เท่านั้น
พรรคที่ถือว่าใจป้ำที่สุดคือ พรรคมัชิมาธิปไตยของนาย ประชัย ส่วนพรรคอื่นๆ ไม่ค่อยใช้ เงินกันมากนัก แต่คาดว่าใกล้วันเลือกตั้ง แต่ละพรรคคงจะใช้งบ เพิ่มขึ้นอีกในช่วงโค้งสุดท้าย แหล่งข่าววงการสิ่งพิมพ์เปิดเผย
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=203693