Electronic sector
By scib
Company recommend fair value2008
Delta buy 29.52
Ccet buy 9.50
Hana hold 24.24
SCIBS ลดน้ำหนักการลงทุนจาก Bullish สู่ระดับ Neutral จากความเสี่ยงใน
อุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น จากคาดการณ์ปริมาณยอดขายสินค้าไอทีในหลายๆกลุ่มจะมีการ
ขยายตัวลดลงจากปีก่อนหน้า, อุปสงค์การบริโภคจากสหรัฐมีแนวโน้มลดลงจากปัญหา
Sub prime รวมไปถึงความกังวลเศรษฐกิจจีนจะเริ่มชะลอตัวลง และสุดท้ายค่าเงินบาท
ยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การลงทุนในหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในปี 2551 จึงควรระมัดระวังมากขึ้น SCIBS
แนะนำให้เลือกหุ้นที่มี อัตรากำไรขั้นต้นสูง, สินค้าที่ผลิตยังขยายตัวได้ดีในตลาดใหญ่ซึ่ง
ได้รับผลกระทบน้อยจากปัญหา Sub prime, กำไรขั้นต้นได้รับผลกระทบน้อยจากการแข็ง
ค่าของค่าเงินบาท และมีหลักประกันเป็นเงินปันผลที่สูง
SCIBS เลือก ซื้อ DELTA เป็นอันดับ 1 ราคาเหมาะสม 29.52 บาท/หุ้น เนื่องจากมองว่า
สามารถรับมือกับปัจจัยเสี่ยงข้างต้นได้ดีที่สุด จากการมีรายได้หลักจากการผลิตชิ้นส่วน
สำหรับอุปกรณ์โครงข่ายโทรคมนาคมในอินเดียซึ่งอยู่ในช่วงขยายโครงข่าย และยังได้รับ
ผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่าไม่มากนัก,
เลือก ซื้อ CCET เป็นอันดับ 2 ราคา
เหมาะสม 9.50 บาท/หุ้น จากความต้องการด้านการเก็บข้อมูล (Hard disk) ที่แข็งแกร่ง
จาก Media Content ปัจจุบันที่มีขนาดใหญ่ขึ้น นอกจากนี้ CCET ยังได้รับผลกระทบจาก
ค่าเงินบาทแข็งค่าที่ต่ำที่สุดในกลุ่ม
ตารางแสดงผลการดำเนินงานของกลุ่ม ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
CCET DELTA HANA
Year-end 31 Dec 2007F 2008F 2007F 2008F 2007F 2008F
Sales (Bt m) 92,544 114,071 32,049 34,109 15,719 17,049
Gross Profit (Bt m) 4,884 5,883 6,762 7,512 2,637 2,753
EBITDA (Bt m) 4,096 4,823 3,807 4,792 2,561 2,719
EBITDA (%chg) 21.9 16.9 -10.2 24.2 (4.4) 6.7
Normalized Profit (Bt m) 3,192 3,889 2,830 3,974 1,932 2,082
Net Profit (Bt m) 3,192 3,889 2,949 3,993 2,416 2,082
EPS (Bt) 0.7 0.8 2.4 3.2 2.9 2.5
EPS (%chg) 10.4 20.4 -4.3 98.2 7.9 (14.4)
DPS (Bt) 0.4 0.5 1.9 2.2 1.4 1.4
Dividend Yield (%) 5.6 7.0 8.6 10.2 6.5 6.1
BVPS (Bt) 3.7 4.0 13.0 14.3 13.4 14.5
P/E (x) 10.4 8.6 9.3 6.9 7.7 9.0
P/BV (x) 1.9 1.8 1.7 1.5 1.7 1.5
Closed Price as of 18/01/08 6.45 22.00 18.20
Fair Price (Bt) 9.50 29.52 24.24
Recommendation BUY 2nd BUY 1st HOLD
Source : Company, SCIBS Research
2008 Theme to pay : Safety first
ปรับน้ำหนักไปสู่ Neutral จากความเสี่ยงที่
เพิ่มขึ้น แต่ DELTA เชื่อว่าจะสามารถจัดการ
กับความเสี่ยงโดยรอบได้ดีที่สุด
การเปิดตัวของตลาดเกิดใหม่ (Emerging market) ใน จีน และ อินเดีย นำไปสู่การเพิ่ม
น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาด (Bullish) ในปี 2550 และเลือกลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จาก
ตลาดดังกล่าว (DELTA, CCET)
ในปี 2551 SCIBS ประเมินว่าปัจจัยเสี่ยงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นรอบด้าน ทั้งจากการชะลอตัวของ
เศรษฐกิจสหรัฐ, แรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นตามโลหะมีค่า และการแข็งค่าของค่าเงิน
บาท ซึ่งคาดจะทำให้การเติบโตของกำไรปกติเริ่มมีความเสี่ยง ดังนั้น SCIBS จึงลดน้ำหนัก
การลงทุนเป็นเท่ากับตลาด (Neutral)
นักวิเคราะห์กลุ่มเทคโนโลยีใน S&P 500 คาดการณ์อุตสาหกรรมไอทีในปี 2551 ว่า อุปกรณ์
โทรคมนาคม และกลุ่มสินค้า Hard disk, High-end Notebook ระดับสูง มีแนวโน้มได้รับ
ผลกระทบจาก Sub prime ไม่มากนัก ส่วนตลาด PC ระดับล่างยังพอมีโอกาสฟื้นตัวได้ จาก
การถูกกระตุ้นด้วยการปรับปรุง (Upgrade) ระบบปฏิบัติการ Window XP ไปสู่ Microsoft
Vista หลังการออก ชุดโปรแกรม Service pack 1 ในปี 2551
SIA คาดจำนวนสินค้าที่ขายในแต่ละกลุ่มจะมีอัตราการเติบโตของจำนวนขายที่ลดลง แต่ในแง่
ของมูลค่ากลับมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นเป็น 7.7% จาก 3.8% ในปี 2550 แสดงถึงสินค้าระดับ
High-end จะยังสามารถขายได้ในตลาด ขณะที่ Gartner ได้เตือนว่าความต้องการอาจลดลง
ยาวนานไปจนถึงปี 2552 จากความต้องการในสหรัฐที่ชะลอตัวลง และจะรุนแรงมากขึ้นหาก
ลุกลามไปทั่วโลก โดยมองว่าผู้ผลิตอุปกรณ์มีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มผู้ผลิต ships ที่ใช้เอเชีย
เป็นฐานในการ Outsourcing ทำให้ไม่ต้องมีการลงทุนเครื่องจักรจำนวนมากนัก
DELTA ยังคงได้ประโยชน์จากการใช้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมในตลาดเกิดใหม่, CCET จะ
ได้ประโยชน์จากสินค้า Hard disk ที่ยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคจากข้อมูล Media ที่มีขนาด
ใหญ่ขึ้นในปัจจุบัน, HANA ได้ประโยชน์จากกลุ่มสินค้า High-end ที่ยังพอขายได้ในปี 2551
จากประเด็นความเสี่ยงในปี 2551 SCIBS แนะนำให้เลือกลงทุนในหุ้นที่มีความปลอดภัยเป็น
หลัก โดยต้องมีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross profit margin : GPM) สูงเพื่อเป็นกันชนกับแรง
กดดันด้านต้นทุนที่สูงขึ้น, ลูกค้าส่วนใหญ่จำหน่ายสินค้าที่ยังอยู่ในขาขึ้น (Telecom
Equipment, Storage, High-end Notebook, Handsets) และจำหน่ายอยู่ในตลาดเกิดใหม่
(Emerging market : อินเดีย, จีน เป็นต้น) และมีโครงสร้างต้นทุนที่เหมาะสมสามารถรองรับ
ความผันผวนกับตลาดเงินในปี 2551 ได้ และควรมีการจ่ายปันผลที่สูงเป็นหลักประกัน
จากประเด็นข้างต้น SCIBS ยังคงเลือก ซื้อ DELTA เป็นตัวเลือกที่ 1 ราคาเหมาะสม 29.52
บาท/หุ้น จากการมี GPM สูง 22.02% สินค้า Telecom Power Supply ยังเติบโตได้ดีใน
อินเดียที่กำลังอยู่ในช่วงต้นของการวางระบบเครือข่ายโทรคมนาคมในประเทศ นอกจากนี้
DELTA มีผลกระทบทางลบต่อ GPM เพียง -74 bps ต่อการแข็งค่าของค่าเงินบาททุกๆ 1
บาท/เหรียญสหรัฐ SCIBS คาดในปี 2551 DELTA จะให้ Dividend Yield 10.2% สูงสุดใน
กลุ่ม (ในปี 2550 คาดจะจ่ายเงินปันผล 1.90 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend Yield 8.6% ขึ้น
เครื่องหมาย XD ในราวต้นเดือน มี.ค.)
SCIBS เลือก ซื้อ CCET เป็นตัวเลือกที่ 2 ราคาเหมาะสม 9.50 บาท/หุ้น แม้จะมี GPM
เพียง 5.16% แต่ด้วยสินค้าหน่วยบันทึกความจำ (Hard disk) ยังอยู่ในแนวโน้มที่ดีใน
ตลาดโลก และคาดคำสั่งซื้อโทรศัพท์มือถือ CDMA 2.5G ในอินเดียจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 12
ล้านเครื่อง จาก Penetration ยังต่ำกว่า 20% ในอินเดีย นอกจากนี้ GPM ได้รับผลกระทบ
ต่ำสุดเพียง -30 bps% ต่อการแข็งค่าของค่าเงินบาททุกๆ 1 บาท/เหรียญสหรัฐ SCIBS คาด
ในปี 2551 CCET จะให้ Dividend Yield 7.0% (ในปี 2550 คาดจะจ่ายเงินปันผลงวด 2H/50
อีก 0.20 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend Yield 3.1% ขึ้นเครื่องหมาย XD ในราวต้นเดือน มี.ค.)
SCIBS แนะนำ ถือ HANA เนื่องจาก 40% ของยอดขายอิงกับตลาดสหรัฐ ซึ่งมีแนวโน้ม
ชะลอตัวในปี 2551 อีกทั้ง GPM ยังมีความเสี่ยงค่อนข้างสูงถึง -99 bps ต่อความการแข็งค่า
ของค่าเงินบาททุกๆ 1 บาท/เหรียญสหรัฐ แต่เงินปันผล 1.45 บาท/หุ้น หรือ Dividend Yield
6.5% ในปี 2550 ที่คาดจะขึ้นเครื่องหมาย XD ราวเดือน พ.ค. และอีก 6.1% ในปี 2551
ยังคงทำให้ HANA ยังเป็นหุ้นปันผลที่ดีตัวหนึ่ง
Foreign exchange attack
DELTA มีอัตราการทำกำไรขั้นต้น (Gross profit margin : GPM) สูงสุดในกลุ่ม ทำให้มีกันชนด้านการทำ
กำไรที่ปลอดภัยกว่ากลุ่ม แต่เมื่อนำประเด็นการแข็งค่าของค่าเงินบาทมาพิจารณาพบว่า CCET มีต้นทุน
เงินบาทสัดส่วนน้อยที่สุด ทำให้ GPM ได้รับผลกระทบทางลบน้อยที่สุด หากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอีก
ส่วน HANA มีต้นทุนเงินบาทสัดส่วนสูงที่สุด จึงมีความเสี่ยงในด้าน GPM ผันผวนค่อนข้างสูงกว่ากลุ่ม
SCIBS มองว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง จากเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังอ่อนแอ รวมไปถึงนโยบาย
อัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่มีแนวโน้มลดต่ำลง ส่งผลให้ทิศทางค่าเงินเหรียญสหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าลง (เงิน
บาทแข็งค่าในทางกลับกัน) อย่างต่อเนื่อง SCIBS ได้ประมาณการอัตราแลกเปลี่ยนอย่างอนุรักษ์นิยมใน
ปี 2551 ไว้ที่ 32.50 บาท/เหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้น 5% จากค่าเฉลี่ยในปี 2550
การอ่อนค่าของเงินดอลล่าร์สหรัฐ (เงินบาทแข็งค่าขึ้นในทางกลับกัน) ส่งผลต่อผู้ประกอบการ 3 ด้าน คือ
(1) รายได้ในรูปสกุลเงินบาทลดลงซึ่งมีแนวโน้มได้รับผลกระทบใกล้เคียงกันเนื่องจากการมียอดขายส่วน
ใหญ่เป็นสกุลดอลล่าร์ (2) อัตรากำไรขั้นต้น (Gross profit margin : GPM) ที่ลดลง (3) มูลค่าของ
สินทรัพย์และหนี้สินได้รับผลกระทบ
SCIBS ได้ศึกษาผลกระทบของการแข็งค่าของค่าเงินบาท พบว่า CCET สามารถรองรับการแข็งค่าของ
ค่าเงินบาทได้ดีที่สุด เนื่องจากการมีรายได้และต้นทุนสอดคล้องในสกุลดอลล่าร์ดีที่สุด ซึ่งการมีต้นทุนอิง
สกุลเงินบาทเพียง 10% ทำให้ทุกๆการแข็งค่าของค่าเงินบาททุกๆ 1 บาท/เหรียญสหรัฐ จะส่งผลต่อ
GPM เพียง 0.30% เท่านั้น นอกจากนี้การมีหนี้สินระยะยาวในสกุลเงินดอลล่าร์ จึงคาดจะทำให้ CCET
จะมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนอีกด้วย (SCIBS มิได้รวมไว้ในประมาณการ เนื่องจากเป็นกำไรที่มิใช่ตัว
เงิน) ส่วน HANA มีต้นทุนอิงสกุลเงินบาทค่อนข้างมาก จากการมีฐานการผลิตส่วนใหญ่อยู่ในประเทศ
ไทย อย่างไรก็ดีอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องที่เมืองจีนของ HANA
คาดจะค่อยๆปรับส่วนผสมของต้นทุนดีขึ้นในปี 2552
ประมาณการความอ่อนไหวของอัตรากำไรขั้นต้น
DELTA มีความปลอดภัยสูงสุดจาก GPM ที่สูง,
CCET ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
Source : SCIBS Research
Emerging market help
DELTA และ CCET มีตลาดหลักอยู่ในเอเชียแปซิฟิค(จีน) และเอเชียใต้(อินเดีย) ซึ่งมี GDP ยังมี
แนวโน้มเติบโตในอัตราที่สูง 8.4%-9.7% ดังนั้น SCIBS คาดว่าตลาดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จะเติบโตสูงไม่
ต่ำกว่าการเติบโตของ GDP อย่างแน่นอน เนื่องจากประเทศเหล่านี้อยู่ในช่วงเริ่มต้นของอุตสาหกรรม
โทรคมนาคม เห็นได้จากการมี Penetration ที่ต่ำ ด้วยขนาดประชากรที่สูงเป็นอันดับต้นของโลก ส่วน
HANA มีตลาดในสหรัฐกว่า 40% ทำให้มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากการชะลอการบริโภคสืบเนื่องจาก
ปัญหา Sub prime อยากหลีกเลี่ยงไม่ได้
World Bank ประมาณการว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนา Real GDP จะเติบโตสูงถึง 7.1% ขณะที่ประเทศ
ที่มีรายได้สูงจะเติบโตในอัตราต่ำ 2.2% จากผลของปัญหา Sub prime ในสหรัฐ ส่งผลให้ในภาพรวมของ
โลกจะเติบโต 3.3% ลดลงจากอัตรา 3.9% (2549) และ 3.6% (2550) แต่ World Bank มองว่าการพัฒนา
ด้านเทคโนโลยีในประเทศกำลังพัฒนาจะเป็นไฮไลท์การเติบโตของเศรษฐกิจของโลกในปีนี้
สัดส่วนต้นทุนเงินบาท การแข็งค่าทุก 1 บาท/เหรียญ GPM target 08F
CCET 10% -0.30% 5.16%
DELTA 30% -0.74% 22.02%
HANA 37% -0.99% 16.15%__
Emerging market help
DELTA และ CCET มีตลาดหลักอยู่ในเอเชียแปซิฟิค(จีน) และเอเชียใต้(อินเดีย) ซึ่งมี GDP ยังมี
แนวโน้มเติบโตในอัตราที่สูง 8.4%-9.7% ดังนั้น SCIBS คาดว่าตลาดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จะเติบโตสูงไม่
ต่ำกว่าการเติบโตของ GDP อย่างแน่นอน เนื่องจากประเทศเหล่านี้อยู่ในช่วงเริ่มต้นของอุตสาหกรรม
โทรคมนาคม เห็นได้จากการมี Penetration ที่ต่ำ ด้วยขนาดประชากรที่สูงเป็นอันดับต้นของโลก ส่วน
HANA มีตลาดในสหรัฐกว่า 40% ทำให้มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากการชะลอการบริโภคสืบเนื่องจาก
ปัญหา Sub prime อยากหลีกเลี่ยงไม่ได้
World Bank ประมาณการว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนา Real GDP จะเติบโตสูงถึง 7.1% ขณะที่ประเทศ
ที่มีรายได้สูงจะเติบโตในอัตราต่ำ 2.2% จากผลของปัญหา Sub prime ในสหรัฐ ส่งผลให้ในภาพรวมของ
โลกจะเติบโต 3.3% ลดลงจากอัตรา 3.9% (2549) และ 3.6% (2550) แต่ World Bank มองว่าการพัฒนา
ด้านเทคโนโลยีในประเทศกำลังพัฒนาจะเป็นไฮไลท์การเติบโตของเศรษฐกิจของโลกในปีนี้
Product trends
DELTA จะได้ประโยชน์จากการใช้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมในตลาดเกิดใหม่, CCET จะได้ประโยชน์
จากสินค้า Hard disk ที่ยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคจากข้อมูล Media ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆใน
ปัจจุบัน, HANA จะได้ประโยชน์จากกลุ่มสินค้า High-end ที่ยังขายได้ในปี 2551 โดยคาดว่าแนวโน้ม
สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังอยู่ในแนวโน้มเติบโต จากปัจจัย การใช้จ่ายด้านไอทีของบริษัท, สินค้า
อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค (High-end Consumer Electronics), ความต้องการในตลาดต่างประเทศ,
สินค้าใหม่ และ การถึงรอบวงจรปรับปรุง (Upgrade) หลังการออก Microsoft Vista service pack 1 เพื่อ
ปรับปรุงระบบปฎิบัติการในปี 2551
นักวิเคราะห์ใน S&P 500 ได้คาดการณ์
อุตสาหกรรมไอทีในปี 2551 ว่า อุปกรณ์
โทรคมนาคม และกลุ่มสินค้า Hard disk,
High-end Notebook ระดับสูง มีแนวโน้มได้รับ
ผลกระทบจาก Sub prime ไม่มาก
เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor, IC) : แม้ความต้องการสูงในปี 2550 จะถูกหักล้างด้วย
ราคาเฉลี่ย (Average Selling Prices : ASPs)ที่ลดลง แต่อัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูง,
ระดับสินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับต่ำ จะทำให้ปี 2551 เริ่มต้นได้อย่างดี สินค้าที่โดดเด่นในปีนี้
เป็นสินค้าราคาสูง ได้แก่ Server และ Higher-end Notebook ซึ่งจะให้ ASPs ที่สูงขึ้น ซึ่งจะ
ทำให้ยอดขายปี 2551 เพิ่มขึ้น 5% สูงกว่าปี 2550 ที่เพิ่มขึ้น 4% จากปี 2549
อุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor equipment) : คาดจะอ่อนตัวในปีนี้จากคาด
การตลาดล่างที่ชะลอการซื้อลง เห็นได้จากราคา DRAM ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และปริมาณ
การซื้อที่ถดถอย ซึ่งการฟื้นตัวเชื่อว่าจะเกิดเฉพาะอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีสูง เช่น Solar
technology, Flash memory และจอ LCD
คอมพิวเตอร์ (Personal computer, Notebook) : คาดจะเติบโตลดลงจาก 12% ในปี 2550
แต่คาดจะยังอยู่ในระดับสูงที่ 10% ซึ่งคาดจะถูกผลักดันให้เกิดยอดขาย หลังจากการมีออก
ซอฟท์แวร์ปรับปรุงระบบปฏิบัติการของ Microsoft และ Apple ในปีนี้ ซึ่งมองว่าตลาด Hi-end
ในสินค้า Notebook และ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) จะเป็นสินค้าขับเคลื่อนหลักของกลุ่ม
หน่วยความจำหลัก (Primary storage, Hard disk) : คาดจะยังเติบโตแข็งแกร่งเนื่องจาก
เพิ่มหน่วยความจำสามารถช่วยลดจำนวน Server ราคาสูง และลดการสิ้นเปลืองพลังงาน ให้
บริษัทอีกด้วย นอกจากนี้ข้อมูลประเภทภาพและเสียง (Media) ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็นอีก
สาเหตุให้ผู้บริโภครายบุคคลยินดีที่จะเพิ่มขนาดของหน่วยความจำใน PC ของตน
Electronic Manufacturing Service (EMS) : คาดจะเติบโตในระดับปานกลาง ตามการ
เติบโตของเศรษฐกิจโลก และการ Outsourcing ที่ต่อเนื่องจากปีก่อนหน้าของผู้ผลิต ซึ่ง
ผู้ประกอบการ EMS ที่สามารถผลิตด้วยต้นทุนต่ำที่สุดในคุณภาพที่ผู้ว่าจ้างต้องการ และ
สามารถให้บริการได้แบบ One-Stop Shopping มีแนวโน้มจะรักษาระดับการเติบโตได้ในปีนี้
อุปกรณ์โทรคมนาคม (Communication Equipment, Switching) : จากความต้องการ
ข้อมูลภาพและเสียง ทำให้การแข่งขันของระบบไร้สาย (Telecom) และ มีสาย (Cable) รุนแรง
ขึ้น จนทำให้อุตสาหกรรม Communication Equipment เติบโตอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้
ให้บริการสื่อสารไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากต้องเร่งปรับปรุงระบบโครงข่ายที่ให้บริการ
เสียง (Narrowband networking of Voice service) ไปสู่โครงข่ายให้บริการข้อมูล
(Broadband networking of data) และเปลี่ยนระบบ Circuit-switched ไปสู่ระบบ Packetbase
systems ให้สามารถรองรับการไหลผ่านของข้อมูลในปริมาณสูงเพื่อรองรับการ
ให้บริการแบบ Triple play (เสียง, ภาพ, ข้อมูล) ซึ่งจะทำให้สามารถเพิ่มจำนวนสมาชิก, เกิด
ความภักดีของลูกค้า และเพิ่มรายได้ต่อเลขหมาย (ARPU) อย่างไรก็ดีในระยะยาวผู้ผลิตมี
ความเสี่ยงจากการควบรวมระหว่างผู้ให้บริการสื่อสาร ทำให้มีอำนาจต่อรองด้านราคาเพิ่มขึ้น
ผลิตภัณฑ์ที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เกี่ยวข้อง (% ของยอดขายรวม)
Source : SCIBS Research
PC Related Mobile phone MP3 Player Digital TV Automotive Mobile
Network
DELTA(45%) CCET HANA KCE (4%) KCE (66%) DELTA (55%)
CCET (79%) HANA HANA (7%) HANA (3%
Neutral rating
ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนำไปสู่การปรับลดน้ำหนัก
การลงทุนไปสู่ Neutral
SCIBS ลดน้ำหนักการลงทุนสู่ระดับ Neutral จากประเด็นความเสี่ยงในปีนี้ สืบเนื่องจากปัญหา Sub
prime, ค่าเงินบาทแข็งค่า และ ต้นทุนที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดีหุ้นในกลุ่มนี้ ยังมี Upside gain อยู่ระหว่าง
30%-40% และให้ Dividend Yield เฉลี่ย 7.8% SCIBS จึงแนะนำเลือกหุ้นที่มียอดขายมิได้กับการ
บริโภคในสหรัฐ และได้รับผลกระทบน้อยจากค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีก SCIBS แนะนำ ซื้อ
DELTA และ CCET ตามลำดับ
ผลิตภัณฑ์ของ DELTA มีโมเมนตัมในขาขึ้นที่เด่นชัดกว่าเพื่อนร่วมกลุ่ม : จากตลาด
สื่อสารของอินเดีย ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และมีการคาดการณ์ว่าจะเติบโต 24% ในปี 2551 ทำ
ให้สินค้า Telecom Power Supply ของ DES (บริษัทย่อยของ DELTA) สามารถสร้าง
ยอดขายเติบโตได้อย่างโดดเด่นชัดเจน นอกจากนี้บริษัทยักษ์ใหญ่อันดับ 1 ด้านการให้บริการ
โทรศัพท์เคลื่อนที่จะ IPO เพื่อระดมทุนขยายโครงข่าย SCIBS เชื่อว่าจะยังสร้างโมเมนตัมบ
วกสำหรับสินค้าอุปกรณ์โทรคมนาคมให้ DELTA อย่างต่อเนื่อง ส่วน CCET การเติบโตของ
ฮาร์ดดิสมีแนวโน้มเติบโตไปได้ต่อเนื่องแต่มีจุดอ่อนที่บางส่วนยังอิงกับการบริโภค PC ของ
ลูกค้ารายบุคคล ส่วนมือถือ CDMA 2.5G Low-end เริ่มมีการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดอินเดีย
ส่วน HANA คาดราคา IC ในตลาดยังไม่ฟื้นตัวมากนัก เนื่องจากคาดว่าสินค้า Low-end คาด
มีการเติบโตต่ำจากการบริโภคที่ชะลอตัวลง
อัตรากำไรขั้นต้นของ CCET ได้ผลกระทบน้อยที่สุดจากการแข็งค่าของค่าเงินบาท :
CCET มีต้นทุนที่เป็นเงินสกุลดอลล่าร์สหรัฐราว 90% ของต้นทุนขายทั้งหมด นอกจากนี้ส่วน
หนึ่งเป็นเงินหยวนที่ได้ประโยชน์จากการตรึงค่าเงินหยวนไว้กับดอลล่าร์จึงทำให้อัตรากำไร
ขั้นต้น (GPM) ได้รับผลกระทบทางลบน้อยหากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอีก โดยทุกๆการแข็งค่า
1 บาท/เหรียญ จะส่งผลให้ GPM ของ CCET ลดลงเพียง 30 bps ขณะที่ HANA ได้รับ
ผลกระทบรุนแรงที่สุดถึง 99 bps
DELTA มีกันชนด้าน GPM ที่ปลอดภัยที่สุด :
Product mixed ของ DELTA ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ โดย 55% ของรายได้อิงกับการผลิตชิ้นส่วน
อิเล็กทรอนิกส์ประกอบในสินค้าสำหรับลูกค้าประเภทบริษัท ซึ่งได้มีการร่วมกันออกแบบและ
วิจัย (R&D) ทำให้มี GPM ที่สูงกว่าการรับจ้างผลิตทั่วไป DELTA มีสินค้าเด่นในปี 2551 คือ
ระบบจ่ายไฟให้กับตู้สาขาของระบบสื่อสาร (Telecom Power supply) ผลิตให้กับบริษัท
โทรคมนาคมชั้นนำ ซึ่งให้ GPM สูงสุดในกลุ่มที่ 22.01% แตกต่างกับ CCET ซึ่งเน้นการผลิต
ที่ปริมาณสูงด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติส่งต่อเข้าสายการผลิตของผู้ว่าจ้าง เช่น ฐานฮาร์ดดิส เป็น
ต้น จึงทำให้มี GPM ต่ำเพียง 5.1% แต่ก็ถือว่าสูงสำหรับการเป็น EMS รายใหญ่รายหนึ่ง
DELTA ดูห่างไกลจากสหรัฐมากที่สุด :
DELTA กำลังมุ่งหน้าสู่อินเดียมากขึ้น จากแผนการสร้างโรงงานใหม่ที่ประเทศอินเดีย ซึ่งมี
ประชากรกว่า 1,100 ล้านคน Penetration rate ของการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ต่ำกว่า 20%
SCIBS มองว่าแนวทางนี้จะทำให้ DELTA มีความเสี่ยงต่ำสุด ในขณะที่การประเมินการ
บริโภคที่ถดถอยในสหรัฐยังไม่ชัดเจนนัก
ผลการดำเนินงาน 4Q/50 อ่อนตัวลง แต่ยังเด่น yoy :
SCIBS มองว่าผลการดำเนินงานรวมของกลุ่มจะอ่อนตัวลง qoq เหมือนทุกๆปี จากจำนวนวัน
ทำงานที่น้อย และคำสั่งซื้อจะลดลงจากการทยอยล้างสินค้าคงคลังของลูกค้า และแม้ค่าเงิน
บาทจะเริ่มแข็งค่าอีกครั้งในปลายไตรมาส แต่ปริมาณสั่งซื้อที่ชะลอตัวลงคาดจะไม่ส่งผลต่อ
รายได้นัก SCIBS มองว่าผลการดำเนินงานรวมจะลดลง 8% qoq แต่เติบโตสูง 20% yoy แม้
ค่าเงินบาทจะแข็งค่า 7% yoy ก็ตาม SCIBS คาดว่า CCET จะมีผลการดำเนินงานเติบโตเด่น
26.4% yoy และ KCE เติบโตเด่น 52.8% qoq
ซื้อ DELTA :
ราคาหุ้น DELTA มี Upside gain 34% มี Leading PER ปี 2551 เพียง 6.9 เท่า ต่ำที่สุดใน
กลุ่ม ในขณะที่ SCIBS มองว่ามีความเสี่ยงโดยรวมต่ำกว่า CCET และ HANA นอกจากนี้
แม้ว่าผลลบจากปัญหา Sub prime จะยังไม่เห็นผลชัดเจนต่อการบริโภคสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
ของสหรัฐ แต่ DELTA ยังมีความพยายามต่อเนื่องในการเปิดตลาดไปยังประเทศที่เพิ่งเริ่มต้น
พัฒนาด้านไอทีอย่างอินเดีย และด้วย Product mixed ที่พร้อมรับในสถานการณ์ที่หลากหลาย
SCIBS จึงเลือกแนะนำ ซื้อ DELTA ราคาเหมาะสม 29.52 บาท/หุ้น เป็นอันดับ 1 ของกลุ่ม
ซื้อ CCET :
การอิงกับการผลิตฮาร์ดดิส และ โทรศัพท์มือถือ CDMA 2.5G ทำให้เชื่อว่า CCET จะสามารถ
รักษาระดับยอดขาย 90,000 ล้านบาทได้ โดยจุดเด่นของ CCET ในปีนี้คือ การได้รับ
ผลกระทบน้อยสุดต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่า SCIBS แนะนำ ซื้อ CCET ราคาเหมาะสม 9.50
บาท/หุ้น เป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม
ถือ HANA :
การมีฐานการผลิตส่วนใหญ่ยังอยู่ในประเทศไทย ทำให้การจับคู่ระหว่างรายได้และต้นทุนด้วย
เงินต่างสกุลที่ไม่สมบูรณ์มากนัก ส่งผลให้มีแนวโน้มได้รับผลกระทบการแข็งค่าของเงินบาท
รุนแรงกว่ากลุ่ม นอกจากนี้จากการมีฐานลูกค้าจากสหรัฐสูงสุด 40% ทำให้ HANA มีความ
เสี่ยงจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหา Sub prime รุนแรงกว่ากลุ่ม อย่างไรก็ดีการที่
HANA จะจ่ายเงินปันผลเพียง 1 ครั้งในงวดปี 2550 (เป็นครั้งแรก) ทำให้ Dividend Yield
6.5% ที่จะได้รับในระยะเวลาอันสั้นยังดูน่าสนใจ SCIBS แนะนำ ถือ__
http://www.settrade.com/brokerpage/Anal ... _delta.pdf