อุตสาหกรรมโรงแรมและการท่องเที่ยว

การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เน้นที่ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news02/08/07

โพสต์ที่ 31

โพสต์

พิษบาทแข็งทัวร์จ่อคิวเจ๊ง
รหัสข่าว 09630032: 23/07/50: ไทยรัฐ/เดลินิวส์/ไทยโพสต์

นายอเนก ศรีชีวะชาติ นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ทีทีเอเอ) และตัวแทนผู้ประกอบการบริษัทนำเที่ยวตลาดญี่ปุ่น เผย ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการบริษัททัวร์ที่นำชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในไทยประสบภาวะขาดทุนอย่างหนักไม่ต่ำกว่า 20% และเป็นไปได้ว่าหากสถานการณ์ค่าเงินยังคงผันผวน หรือแข็งค่าขึ้นอีกใน 1-2 เดือน บริษัททัวร์ขนาดกลางและเล็กอาจต้องพักหรือปิดกิจการลง เพราะทนแบกรับภาระส่วนต่างจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่ไหว ด้าน แอตต้า เชื่อว่าธุรกิจท่องเที่ยวยังไม่แย่เท่ากลุ่มส่งออก ส่วนบริษัททัวร์ที่ทำธุรกิจผูกค่าเงินกับดอลลาร์สหรัฐฯ ที่เริ่มเกิดปัญหา ให้ปรับตัวกระจายเสี่ยงค่าเงิน

ททท.ปลุกท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง
รหัสข่าว 09630033: 23/07/50: โพสต์ทูเดย์

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับผู้ประกอบการเอกชนในธุรกิจท่องเที่ยว เตรียมจัดงานคาราวานรถยนต์ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองงานท่องเที่ยวโลก วันที่ 27 ก.ย.นี้ ซึ่งการจัดงานก็เพื่อจูงใจให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยว รวมทั้งตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของการเดินทางท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ท่องเที่ยวพร้อมกับอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ใช้ชื่อกิจกรรม วันท่องเที่ยวไทย วันท่องเที่ยวโลก ขณะนี้อยู่ระหว่างตั้งงบโฆษณาประชาสัมพันธ์ โดยจะร่วมมือกับพันธมิตรจัดงาน ตั้งเป้ารายได้ 3.8 แสนล้านบาท

แอตต้าสร้างชื่อไทยสู่อเมริกา
รหัสข่าว 09630034: 23/07/50: กรุงเทพธุรกิจ

นายพิษณุ กองกันภัย นายกสมาคมแอตต้า (ไทย) เผย ร่วมมือกับ ททท. จัดงานการซื้อขายทางการท่องเที่ยวระหว่างผู้ประกอบการท่องเที่ยว The Trade Show ปี 2550 ที่เมืองลาสเวกัส ประเทศสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 9-11 ก.ย.นี้ โดยงานดังกล่าวถือเป็นงานใหญ่สุดอันดับ 1 ของทวีปอเมริกาเหนือ เป็นตลาดการค้าท่องเที่ยวอเมริกาและสมาชิกทั่วโลก กว่า 20,000 ราย ใน 140 ประเทศทั่วโลก โดยงานนี้เชิญผู้ประกอบการไทยที่เป็นสมาชิกแอตต้า และสนใจตลาดอเมริกา แคนาดาเข้าร่วมงานด้วย ทั้งนี้ จากตัวเลขของ ททท. พบว่า นักท่องเที่ยวอเมริกา เดินทางมาไทยปี 49 จำนวน 640,674 คน คาดว่าจะมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวอเมริกาเพิ่มขึ้น
http://www.siamrath.co.th/Economic.asp?ReviewID=178629
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news02/08/07

โพสต์ที่ 32

โพสต์

ททท. ปรับกลยุทธ์บุกอินโดจีน
รหัสข่าว 09630036: 29/07/50: ฐานเศรษฐกิจ (ราย 3 วัน)

ททท.ภูมิภาคอาเชียน เอเชียใต้ และโอเชียเนีย หนักใจเป้ารายได้ ปี 2551 ที่ ททท.กำหนดให้ดึงนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอาเซียนเที่ยวไทย เพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศกว่า 81,000 ล้านบาท เอเชียใต้ 22,000 ล้านบาท และโอเชียเนีย 35,000 ล้านบาท รวม 3 ภูมิภาคมีรายได้กว่า 138,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 10% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เหตุเพราะนักท่องเที่ยวสิงคโปร์และมาเลเชียมีทีท่าชะลอตัวต่อเนื่องถึงปีหน้า เนื่องจากปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดใต้ ปรับกลยุทธ์บุกตลาดอินโดจีนกู้รายได้หดแทน เล็งเจาะตลาดไฮแอนด์เวียดนาม-ลาว-พม่า-กัมพูชา โดยใช้สำนักงานใหม่ที่โฮจิมินห์เป็นหัวหอกทำตลาด
http://www.siamrath.co.th/Economic.asp?ReviewID=178629
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news03/08/07

โพสต์ที่ 33

โพสต์

โรงแรมทั่วประเทศอ่วมเปิดใหม่4พันห้องสะดุด

โรงแรมสร้างใหม่ 4,000 ห้องสะดุดรอตั้งหลักพร้อมเศรษฐกิจและการเมือง "สมาคมโรงแรมไทย" หรือ "ทีเอชเอ" หวั่นการก่อสร้างเสร็จล่าช้า ตลาดหนีไปเวียดนามมีรัฐบาลหนุนพร้อมแข่งด้านท่องเที่ยว ทั้งประเทศไฟเขียวขึ้นค่าห้อง 5% รับ ไฮซีซั่นตุลาคมนี้ และถกไม่เลิกกฎหมายคุมเข้มอาคาร และมาตรฐานหน้ากากกันไฟ ทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการพุ่งกว่า 3,000 ล้านบาท


นายประกิจ ชินอมรพงษ์ อุปนายกสมาคมโรงแรมไทย (Thai Hotels Association : THA) เปิดเผยว่า ปี 2550 โรงแรมที่มีโครงการจะก่อสร้างห้องพักเพิ่ม 3,000-4,000 ห้อง กำลังเผชิญปัญหาชะลอตัวรอดูภาพรวมเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องไปถึงการเปิดบริการล่าช้ารองรับความต้องการของตลาดไม่ทันเหมือนทุกปีที่ผ่านมา เปรียบเทียบขีดความสามารถทางการแข่งขันไทยจะตกเป็นรองเวียดนามคู่แข่งด้านการท่องเที่ยวกำลังมาแรง โดยเฉพาะการก่อสร้างห้องพัก รัฐบาลเวียดนามเข้ามาช่วยลงทุนรองรับการขายท่องเที่ยวเต็มที่

ส่วนสถานการณ์ขายห้องพักเมืองไทยตั้งแต่เริ่มฤดูท่องเที่ยวตุลาคมนี้เป็นต้นไป โรงแรมทั่วประเทศจะปรับราคาขึ้นอีกประมาณ 5% ต่ำกว่าความต้องการของทุกโรงแรมเรียกร้องขอขึ้นราคาเท่ากับทุกปีเพิ่มเฉลี่ย 10% เพราะผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งทำให้มีรายได้ลดลง ตลาดในประเทศที่มีค่าเงินผูกกับดอลลาร์สหรัฐ เช่น ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ อเมริกา แต่นักท่องเที่ยวตลาดใหญ่จากยุโรปกระทบน้อยมาก ไทยมีแม่เหล็กดึงกำลัง ซื้อเพราะนักท่องเที่ยวใช้เงินได้คุ้มค่ามากกว่าสิงคโปร์ หรือฮ่องกง

"แนวทางแก้ปัญหา สมาคมโรงแรมเสนอให้สมาชิกจัดแพ็กเกจที่พักโดยเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆ ดึงดูดลูกค้า เช่น แพ็กเกจที่พัก 3 วัน 2 คืน พร้อมดินเนอร์ เป็นการปรับตัวสู้กับปัจจัยลบรอบด้านที่ทำให้ยอดเข้าพักโรงแรมในจังหวัดท่องเที่ยวหลายแห่งลดลงไป โดยเฉพาะกรุงเทพฯลดลง 10% เฉพาะกรกฎาคมเพียงเดือนเดียวลดลง 5-6% เช่นเดียวกับพัทยาลดลง 10%"

"สภาพปัญหาขณะนี้ โรงแรมไทยเผชิญกับ 3 เรื่องใหญ่ คือ 1.ภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยของประเทศ มีผลกระทบอย่างมากในตลาดที่อ่อนไหว เช่น ญี่ปุ่น 2.ค่าเงินบาทแข็ง และ 3.การเปิดใช้สนามบิน 2 แห่งพร้อมกันที่สุวรรณภูมิและดอนเมือง นอกจากนี้ยังมีปัญหาจากกฎหมายอีกหลายข้อที่บังคับใช้ เช่น พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย โรงแรมต้องเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบเฉลี่ย 1,000 บาท/ห้อง กฎหมายที่ระบุให้โรงแรมทุกแห่งต้องมีหน้ากากป้องกันควันห้องละ 2 ชุด ต้องเสียค่าใช้จ่ายรวมทั้งประเทศ 3,000 ล้านบาท ตามที่นายชนินทร์ โทณวณิก นายกสมาคมโรงแรมไทย ตั้งกระทู้ถามไปยังกระทรวงมหาดไทยแล้ว ระหว่างนี้กำลังรอคำตอบ"

อย่างไรก็ตามในการประชุมสมาคมโรงแรมไทยประจำเดือนเมื่อ 27 กรกฎาคม 2550 สมาชิกส่วนใหญ่เสนอให้หน่วยงานท้องถิ่นผู้ออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ทำหน้าที่ตรวจสอบแบบอาคารให้เป็นไปตามกฎหมายโรงแรม เพื่อจะไม่ได้ต้องจ้างผู้ตรวจสอบอาคารมาตรวจสอบซ้ำซ้อนภายหลังและทำให้โรงแรมแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

แต่นายสุรพล พงษ์ไทยพัฒน์ วิศวกรใหญ่ กรมโยธาธิการและผังเมือง ชี้แจงว่า พ.ร.บ.ที่ออกมาเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นหลัก และมีผลบังคับใช้กับอาคารทั้ง 9 แบบ ไม่ได้เลือกปฏิบัติกับธุรกิจโรงแรมเพียงสาขาเดียว แต่ยังรวมถึงอาคารของหน่วยงานราชการ ส่วนแนวทางแก้ไขไม่ให้เกิดการทำงานซ้ำซ้อนจะหารือกับระดับผู้กำหนดนโยบายต่อไป
http://www.matichon.co.th/prachachat/pr ... ionid=0208
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news04/08/07

โพสต์ที่ 34

โพสต์

สั่งทำแผนบูมท่องเที่ยวอันดามัน

โดย เดลินิวส์ วัน เสาร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2550 11:52 น.

ร.ท.สุวิทย์ ยอดมณี รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยระหว่างลงสำรวจพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวทะเลฝั่งอันดามันว่า ต้องการให้พื้นที่ท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน ทำแผนการท่องเที่ยวร่วมกันระหว่าง 3 จังหวัดพังงา กระบี่ และภูเก็ต เพื่อเชื่อมโยงระบบการท่องเที่ยวและกีฬาในฝั่งอันดามันอย่างเป็นระบบ พร้อมกับให้หน่วยงานสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดำเนินการเสนอแผนงานร่วมกับทั้ง 3 จังหวัด ภายใน 30 วัน เพื่อให้เกิดแนวทางแผนเชิงปฏิบัติรวดเร็วที่สุด ลดการแข่งขันกันเองและรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวในพื้นที่
สำหรับตัวอย่าง อาจมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน เช่น การวิ่ง หรือปั่นจักรยานเลียบฝั่งทะเลอันดามัน 3 จังหวัดซึ่งมีศักยภาพการท่องเที่ยวสูงโดยเฉพาะกระบี่ สามารถสร้างนักท่องเที่ยวคุณภาพ ท่องเที่ยววิถีไทย และท่องเที่ยวด้านสุขภาพตลอดทั้งปี เพราะมีความพร้อมทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ทะเล น้ำพุร้อน ตลอดจนมีวิถีชุมชนที่เป็นเอกลักษณ์ และมีความสงบน่าอยู่เป็นจุดเด่นเหนือจังหวัดอื่น ส่วนเป้าหมายจะเน้นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เน้นระเบียบวินัยและมาตรฐานในการท่องเที่ยว ซึ่งอาจมีนักท่องเที่ยวบางส่วนที่ไม่พอใจอยู่บ้างในช่วงแรก แต่หากช่วยกันรณรงค์ก็จะประสบความสำเร็จได้

ลักษณะนักท่องเที่ยวคุณภาพ เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อพอสมควร สามารถสื่อสารกันได้ เข้าใจลักษณะและธรรมชาติของคนไทย ไม่เอารัดเอาเปรียบคนไทยและประเทศชาติ ไม่สร้างขยะเพิ่มทำลายธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องเน้นปริมาณ หรือมีการใช้จ่ายเงินทองทีละจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังรู้สึกพอใจกับการตรวจเยี่ยมติดตามโครงการภายใต้แผนยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุข ประจำ ปี 50 ใน 3 จังหวัดอันดามัน เพราะหลายโครงการที่ดำเนินการนั้นเป็นการเสนอมาจากประชาคมในชุมชนที่มีศักยภาพ และบูรณาการแผนงานร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ตรงตามหลักเกณฑ์ของแนวทางการดำเนินโครงการ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุขระดับจังหวัด ซึ่งรัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้ทั่วประเทศ 5,000 ล้านบาท โดยเฉพาะกระบี่ที่ได้รับงบประมาณ 70 ล้านบาท อยู่ในระหว่างการดำเนินการ และจะแล้วเสร็จภายในปีงบประมาณนี้.
http://news.sanook.com/economic/economic_165271.php
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news06/08/07

โพสต์ที่ 35

โพสต์

จัดทัวร์ขายกีฬามหาวิทยาลัยโลก
โพสต์ทูเดย์ ททท.สบช่อง ไทยจัดแข่งกีฬามหาวิทยาลัยโลก จัดทัวร์ 9 เส้นทางขายผู้ร่วมงาน กระตุ้นอะเมซิงไทยแลนด์


นางพรศิริ มโนหาญ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.ได้ร่วมกับสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว จัดแพ็กเกจทัวร์ท่องเที่ยว 9 เส้นทาง จำหน่ายให้กับชาวต่างชาติ ที่เดินทางติดตามเข้าชมการแข่งขันงานกีฬามหาวิทยาลัยโลก ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันระหว่างวันที่ 8-18 ส.ค.นี้ โดยจะเริ่มจำหน่ายทัวร์ตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค.เป็นต้นไป

ทั้งนี้ การจัดทัวร์ดังกล่าวได้เลือกเส้นทาง ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่ ททท.มีแผนสร้างการรับรู้ให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมากขึ้น เช่น กรุงเทพฯพัทยา กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-กาญจนบุรี เน้นท่องเที่ยวศึกษาประวัติศาสตร์สะพานข้ามแม่น้ำแคว กรุงเทพฯ-นครราชสีมา ท่องเที่ยวบริเวณ เขาใหญ่ อ.ปากช่อง เป็นต้น

นอกจากนี้ ททท.ยังจัด 2 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางการชมวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ชมบริเวณพระบรมมหาราชวัง และศูนย์ศิลปาชีพบางไทร จ.อยุธยา ให้กับนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันเดินทางท่องเที่ยวฟรี โดยเส้นทางทั้ง 2 นี้ ยังจำหน่ายให้กับผู้ที่สนใจเดินทางไปชมในราคาพิเศษ

การจัดทัวร์ท่องเที่ยวในครั้งนี้ เพื่อต้องการยืดระยะวันพักของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเชียร์กีฬารวมถึงประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยให้เป็นที่รู้จัก พร้อมตอกย้ำแบรนด์ อะเมซิงไทยแลนด์ ให้นักท่องเที่ยวเห็นถึงความหลากหลายของสินค้าทางการท่องเที่ยว ที่สามารถเลือกเดินทางได้ตามความชื่นชอบ

ททท.และเอกชนได้วางแผนให้แพ็กเกจทัวร์ที่จะขายมีความน่าสนใจ โดยเลือก แหล่งท่องเที่ยวที่หาความรู้เพิ่มเติมทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมประเพณีของไทย หรือท่องเที่ยวผจญภัยพร้อมการอนุรักษ์ธรรมชาติด้วย ซึ่งคาดว่าเส้นทางทัวร์ที่จัด ขึ้นจะมีผู้ที่สนใจเดินทางจำนวนมาก นาง พรศิริ กล่าว

การเป็นเจ้าภาพจัดงานกีฬามหาวิทยาลัยโลก นับเป็นสื่อสร้างภาพลักษณ์ทางการท่องเที่ยวไทยได้เป็นอย่างดี เพราะผู้ที่เดินทางเข้ามา บางส่วนจะใช้โอกาสนี้อยู่ท่องเที่ยวต่อ
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=183225
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news08/08/07

โพสต์ที่ 36

โพสต์

เฟสต้าอัดททท.ฝันกลางวัน ตั้งเป้านักท่องเที่ยวเกินจริง
โพสต์ทูเดย์ เฟสต้าอัด ททท.ตั้งเป้านักท่องเที่ยวเพ้อฝันไม่ดูสถานการณ์ปัจจุบัน ระบุเป้าปีหน้าเป็นตัวเลขเก่าตั้งแต่ 5 ปีที่แล้ว


นายอภิชาติ สังฆอารี นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ในฐานะกรรมการสหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย (เฟสต้า) กล่าวว่า เฟสต้าเห็นว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ควรทบทวนเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวคนไทยและต่างประเทศในปี 2551 เนื่องจากตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติ จำนวน 15.6 ล้านคน รายได้ 6 แสนล้านบาท คนไทยเดินทาง 83 ล้านคน มีรายได้กว่า 3 แสนล้านบาท เป็นตัวเลขที่ ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่มีปัจจัยลบเข้ามากระทบจำนวนมาก รวมถึงเป็นตัวเลขเก่าที่ ททท.ตั้งไว้ เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงนั้นประเทศไทยอยู่ในภาวะปกติ

ทั้งนี้ เฟสต้าเห็นว่าตัวเลขที่ตั้งไว้เชื่อว่าจะทำได้ยาก โดยเฉพาะในปีนี้ นักท่องเที่ยวคนไทยและต่างชาติต่างชะลอการเดินทางเกือบทุกตลาด เพราะสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยไม่นิ่ง ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจอยู่ในภาวะตกต่ำ ซึ่งรัฐบาลชุดปัจจุบันยังไม่เข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม เฟสต้าเตรียมยื่นหนังสือถึงนายสุวิทย์ ยอดมณี รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา และนางพรศิริ มโนหาญ ผู้ว่าการ ททท. เร่งกระตุ้นการท่องเที่ยวช่วงครึ่งปีหลัง ใน 3 แนวทาง ได้แก่ การขอลดหย่อนภาษีรายได้ ให้กับนักท่องเที่ยวภาครัฐและเอกชน ที่เดินทางจัดประชุมสัมมนาสามารถขอภาษีคืนได้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวรัฐบาลได้ใช้ในช่วงวิกฤตปี 2540 ที่ผ่านมา เพื่อกระตุ้นตลาด
แนวทางที่ 2 ททท.ควรให้ความสำคัญให้คำแนะนำ อบรมให้ความรู้ คนไทยเบื้องต้นเกี่ยวกับการเลือกซื้อแพ็กเกจทัวร์ท่องเที่ยว เพื่อป้องกัน นักท่องเที่ยวถูกหลอกลวง เพราะขณะนี้เริ่มกลับมาระบาดหนักอีกครั้ง แนวทางที่ 3 ควรกระตุ้นตลาดเกาหลี ญี่ปุ่น จีน ด้วยการโรดโชว์สินค้าทางการท่องเที่ยว พร้อมการอัดโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการรับรู้ โดยตรง
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=183706
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news09/08/07

โพสต์ที่ 37

โพสต์

เชนโรงแรมไทยฮึดสู้เชนนอก - 9/8/2550

เชนโรงแรมไทยฮึดสู้เชนนอก
หลังถูกกลืนเกือบทั้งประเทศ
หวั่นค่าเงินบาทส่งผลกระทบธุรกิจระยะยาว


ถ้าไม่แก้ไขในเรื่องนอมินี ที่ทนายความ หรือที่ปรึกษาเป็นหุ้นส่วนในนามของเจ้าของที่เป็นชาวต่างประเทศ เป็นเรื่องที่น่ากลัวว่า ถ้าไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับโรงแรมไทยในเวลานี้ได้ สภาวะของโรงแรมสัญชาติไทยคงจะมีรูปแบบไม่แตกต่างจากธุรกิจธนาคารไทยมากนัก

ด้วยสนธิสัญญาการค้าโลก( WTO) ตั้งแต่ปี 2000 จนถึง ปี 2010 ที่ให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาดำเนินการในเมืองไทยมากขึ้น โดยในเวลานี้เหลือเพียงประมาณ 3 ปีที่ทางประเทศไทยจะต้องพร้อมรับกับธุรกิจต่างๆ ของนักลงทุนต่างชาติที่ถาโถมเข้ามาทุกรูปแบบจนแทบตั้งตัวไม่ทัน ซึ่งธุรกิจโรงแรมเป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการกลืนกินธุรกิจด้วยการรุกคืบแบบมีขั้นตอน จนในที่สุดอาจจะมีผลตอบกลับมาในรูปแบบเดียวกับธนาคารพาณิชย์ใหญ่ๆ ในประเทศไทยที่ร่วมทุนกับชาวต่างชาติ???

ใบหยกยันไม่ร่วมทุนนอก

ในเรื่องนี้นายชัยพร มหาขันธ์ กรรมการบริหารและผู้จัดการทั่วไปกลุ่มโรงแรมใบหยก เปิดเผยสยามรัฐ ว่า กลุ่มของใบหยกเคยใช้ชาวต่างประเทศมาบริหารงานของโรงแรมในช่วงเวลาหนึ่งแล้วไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นจึงมองว่า การร่วมทุนกับต่างชาติไม่น่าจะเป็นเรื่องที่จะช่วยพัฒนาธุรกิจดีเท่ากับการเข้ามาบริหารงานด้วยตัวเอง

ในช่วงที่ผ่านมา แม้จะมีปัจจัยภายนอกเข้ามากระทบจนส่งผลถึงยอดนักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักในโรงแรม ถึงกระนั้นด้วยสถานะของโรงแรมใบหยก ซึ่งเป็นระดับ 4 ดาวมีลูกค้าเฉพาะกลุ่ม และส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำที่มาพักเป็นประจำ จึงไม่กระทบต่อผลประกอบแต่ละช่วงมากนัก นายชัยพร กล่าว

ซึ่งนายชัยพร ได้ยกตัวอย่างเกี่ยวกับเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในช่วงเวลานี้ ว่า ภาพรวมของธุรกิจโรงแรมได้รับผลกระทบไม่แตกต่างจากธุรกิจทางด้านส่งออกนัก โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่ลดลงถึง 30 % จนส่งผลให้ติดลบถึง 15 ตลาด มีเพียง 4 ตลาดที่มีผลประกอบการเป็นบวก ได้แก่อินเดียเพิ่มขึ้น 8 % ฝรั่งเศส 36 % รัสเซีย 28 % และอังกฤษ 33 %

อย่างไรก็ตามตั้งแต่เดือนมกราคม จนถึงเดือนกรกฎาคม มีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเข้ามามากกว่าปี 2549 ถึง 10 % ขณะที่ตลาดสิงค์โปร์ลดลง 30 % จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในปี 2549 จำนวน 32,000 คน ส่วนตลาดมาเลเซียในปีนี้กลับมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่แล้ว

ทั้งนี้นายชัยพร กล่าวต่อว่า แม้ยอดจองของกลุ่มโรงแรมใบหยกในช่วงไฮซีซั่นจะเต็มหมด แต่ก็ยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น เพราะฉะนั้นในเวลานี้จะระมัดระวังในการใช้จ่ายเป็นพิเศษ ที่สำคัญจะมีการสำรวจความเคลื่อนไหวของธุรกิจตลอดเวลา เพราะฉะนั้นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ต้องชะลอการลงทุนก่อสร้างโรงแรมที่ภูเก็ตออกไปสักพักหนึ่ง

เวลานี้บริษัททัวร์เล็ก ๆ ถูกปิดไปกว่า 5 บริษัท แล้ว หลายคนมองว่าธุรกิจทางด้านท่องเที่ยวไม่เดือดร้อน แต่จริง ๆ แล้วธุรกิจทางด้านท่องเที่ยวต่างก็ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งไม่แพ้ธุรกิจส่งออกเช่นกัน โดยเฉพาะถ้าค่าเงินบาทแข็งขึ้นโดยมีอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศต่ำกว่า 33 บาท คงจะส่งผลกระทบถึงธุรกิจโรงแรม และธุรกิจอื่นๆ อย่างแน่นอน นายชัยพร กล่าว


เชนโนโวเทลธุรกิจฉลุย

ขณะที่นายปรีชา ยะรังวงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย และการตลาด โรงแรมโนโวเทล สาขาบางนา เปิดเผยสยามรัฐ ว่า ด้วยสถานที่ของโรงแรมที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจ เนื่องจากอยู่ใกล้กับสนามบินสุวรรณภูมิ และศูนย์การประชุมนานาชาติไบเทค จึงทำให้ยอดผู้เข้าพักเต็มตลอดเวลา อีกทั้งเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นก็ไม่ส่งผลกระทบแต่อย่างใด เนื่องจากในย่านเดียวกันนี้ไม่มีคู่แข่งที่อยู่ในระดับเดียวกัน

ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มองค์กร เป็นกลุ่มสัมมนาทั้งเจ้าหน้าที่ปฎิบัติงาน และวิศวกร ผู้จัดการทั่วไปประมาณ 90% ที่มีบริษัทอยู่ทางฝั่งยุโรป ซึ่งต้องเดินทางมาดูแลเทคโนโลยี พัฒนาเครื่องจักรตลอดเวลา เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเทคโนโลยีของบริษัทก็จะล้าหลังคู่แข่ง นายปรีชา กล่าว

เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องไม่น่าแปลกถ้านายปรีชา กล่าวต่อว่า ปีนี้ยอดไม่ตกเลย โดยเฉพาะยอดขายดีกว่าปีที่ผ่านมาถ้าเปรียบเทียบกับตลาดคอร์เปอเรตด้วยกันแล้วจะดีกว่าปี 2549 ส่วนหนึ่งมาจากความต้องการของลูกค้าในบริเวณนี้ ซึ่งประกอบไปด้วยโรงงานของบริษัทต่างชาติเป็นจำวนมากนั้นเอง

ถ้าค่าเงินบาทแข็งขึ้นกว่านี้ ก็น่าจะเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส โดยเฉพาะเวลานี้ที่เป็นช่วงโลว์ซีซั่น น่าจะมีการโปรโมทการท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้น พร้อมร่วมกันดึงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศด้วยอัตราเงินต่างประเทศ(เป็นดอลลาร์) กับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวยุโรป เช่น ฝรั่งเศส อังกฤษ ฟินแลนด์ สวิสเซอร์แลนด์ ฯลฯ ซึ่งค่าเงินของพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินไทยมากนัก นายปรีชา กล่าว

โดยนายปรีชา กล่าวว่า วิกฤติเศรษฐกิจเช่นนี้จะเป็นโอกาสของธุรกิจบางกลุ่ม โดยเฉพาะทางภาคธุรกิจโรงแรมซึ่งตามปกติจะมีคู่แข่ง คือ มาเลเซีย สิงคโปร์ เพราะฉะนั้นในตอนนี้ที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้น ก็น่าจะโปรโมทสถานที่ต่างในเมืองไทย รวมถึงโรงแรมแต่ละแห่งร่วมกันดึงนักท่องเที่ยว ก็สามารถทำเงินเข้าประเทศไทยในช่วงนี้ได้มากขึ้น

ซึ่งถ้าดูจากส่วนแบ่งทางการตลาดอาจจะน้อยลง แต่มันก็จะมีผลกำไรอย่างอื่นที่สามารถทำประโยชน์ให้กับธุรกิจตัวเองได้ ถ้าเปรียบเทียบกันระหว่างได้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นในช่วงโลว์ซีซั่น ก็น่าจะสร้างโอกาสทางธุรกิจได้ไม่น้อยทีเดียว
ทั้งนี้นายปรีชา กล่าวว่า ในส่วนของยอดจองของโรงแรมนั้นจะเต็มไปจนถึงเดือนมีนาคมปี 2551 โดยเฉพาะทัวร์สัมมนาที่ศูนย์ประชุมนานาชาติไบเทคสั่งจองเข้ามานั้นจะเป็นลูกค้าส่วนใหญ่ของโรงแรม เนื่องจากเป็นโรงแรมเดียวที่อยู่ใกล้กับศูนย์ประชุมดังกล่าวนั้นเอง

สำหรับแผนการตลาดของโรงแรมนั้น นายปรีชา กล่าวว่า จะปรับเป็นประจำทุกๆ ปี โดยได้รีโนเวตห้องพัก และทำห้องอาหารใหม่ เพื่อรองรับกลุ่มไมซ์ กลุ่มสัมมนา ที่จะมาพักเป็นเวลานานๆ โดยเฉลี่ยจะใช้งบเฉลี่ยต่อปีประมาณ 50 ล้านบาท โดยมีผลประกอบการเพิ่มขึ้นเกิน 100 %

โนโวเทลบางนา เป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม เป็นแขกต่าวประเทศที่มาพักเพื่อทำงาน เพราะฉะนั้นจึงทำให้ผลประกอบการไม่ลด มีแต่เพิ่ม ซึ่งในปีนี้คาดว่าน่าจะกำไรประมาณ 11-12 % ปี โดยแต่ละปีจะตั้งกำไรไว้โตประมาณ 10-20 % นายปรีชา กล่าว

แอคคอร์สยายปีกคุมรร.ไทย

ส่วนหนึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ด้วยศักยภาพของกลุ่มแอคคอร์ที่สยายปีกคุมโรงแรมไทยในเวลานี้ ได้ทำให้โรงแรมโนโวเทล บางนา ซึ่งเป็นเชนโนโวเทล ในกลุ่มแอคคคอร์ไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากเป็นการบริหารของชาวต่างชาติที่มีระบบการตลาดที่ค่อนข้างมั่นคงนั้นเอง

สำหรับกลุ่มแอคคอร์ที่เข้ามาบริหารในประเทศไทยเวลานี้มีประมาณ 20 กว่าแห่ง โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในเครือโซฟิเทล เมอร์เคียว ออลซีซั่น อีบิส และฟอร์มูลที่กระจายไปตามทุกภาคส่วนของประเทศไทย เนื่องจากทางกลุ่มแอคคอร์มองว่า การเข้ามาบริหาร ไม่ใช่เป็นผู้ลงทุนจึงไม่ต้องใช้เงินเยอะ เพราะฉะนั้นสาเหตุที่บริษัทตัดสินใจรุกเข้ามาบริหารโรงแรมในประเทศไทย และย่านเอเชียเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเล็งเห็นศักยภาพการเติบโตของธุรกิจทางด้านนี้

พร้อมกันนี้จากสถิตินักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักในประเทศไทยตั้งแต่ต้นปี พบว่า 70 %ของลูกค้าเป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศในแถบเอเชีย เป็นเพราะเทรนด์ของการเดินทางท่องเที่ยวกันระหว่างประเทศไทยในละแวกภูมิภาคเดียวกันมีเพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มแอคคอร์มีเครือข่ายอยู่ในเอเชียน้อยมาก คืออยู่ที่ 103 แห่ง ขระที่โรงแรมระดับเชนดังๆ มีมากกว่า 1,000 แห่ง

ส.โรงแรมไทยหวั่นเชนนอก

จากการรุกคืบดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงทำให้ นายประกิจ ชินอมรพงษ์ อุปนายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า แม้ในเวลานี้การเข้ามาร่วมทุนของชาวต่างชาติส่วนใหญ่จะเข้ามาในรูปแบบการบริหาร และจะอยู่ตามหัวเมืองใหญ่ๆ ส่วนการเข้ามาร่วมลงทุนด้วยเงินลงทุนนั้นยังมีเป็นจำนวนน้อยมาก แต่ในอนาคตถ้าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจยังเป็นเช่นนี้ ก็รู้สึกหวั่นๆ ไม่ใช่น้อย

การที่เชนโรงแรมใหญ่ๆ จากต่างประเทศไหลเข้ามาในเมืองไทยในเวลานี้เป็นเรื่องปกติ และมีมานานแล้ว เนื่องจากเป็นสนธิสัญญาใน WTO ตั้งแต่ปี 2000 ถึง ปี 2010 ที่ให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาในเมืองไทยมากขึ้น ซึ่งในเวลานี้เหลือเพียงประมาณ 3 ปีที่ทางประเทศไทยจะต้องพร้อมที่จะรับการเข้ามาของนักลงทุนต่างชาติทุกรูปแบบธุรกิจ ไม่เพียงแต่ธุรกิจโรงแรมเท่านั้น นายประกิจ กล่าว

ซึ่งในเรื่องนี้ นายประกิจ กล่าวว่า ทางรัฐบาลไทยจะต้องเข้ามาให้ความรู้ในเรื่องการศึกษา โดยจะต้องทำให้คนไทยรู้จักเรื่องการบริหารงานโรงแรมมากขึ้น ให้มีแนวคิดเทียบเท่าต่างประเทศ ซึ่งในเวลานี้ก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น เนื่องจากมีโรงเรียน และมหาวิทยาลัยที่สอนหลักสูตรเกี่ยวกับการโรงแรมขึ้นมามากมาย

สำหรับเรื่องการลงทุนนั้นในอดีตประเทศไทยได้กำหนดไว้ว่า ชาวต่างชาติสามารถร่วมลงทุนได้ไม่เกิน 49 % แต่มาในระยะหลังมีนอมินี ซึ่งอาจจะเป็นทนายความ หรือที่ปรึกษาเป็นหุ้นส่วนในนามของเจ้าของที่เป็นชาวต่างประเทศกันเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่ากลัวเหมือนกันว่า ถ้าไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับโรงแรมไทยในเวลานี้ได้ สภาวะของโรงแรมสัญชาติไทยคงจะมีรูปแบบไม่แตกต่างจากธุรกิจธนาคารไทยมากนัก
นสพ.สยามรัฐ
http://www.siamrath.co.th/Economic.asp?ReviewID=179225
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news09/08/07

โพสต์ที่ 38

โพสต์

ททท.เดินหน้า 7 มาตรการ - 9/8/2550
ททท.เดินหน้า 7 มาตรการ
ดันรายได้ท่องเที่ยวปี51เฉียดล้านล้านบาท-คนยังหวั่นบอมบ์กรุงเทพฯ


พรศิริ มโนหาญ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผย ททท. เดินหน้า 7 มาตรการปีนี้-ปี 51 เพื่อผลักดันรายได้ปีหน้า ชนเกือบ 1 ล้านล้านบาท ยอมรับนักท่องเที่ยวหวั่นเหตุการณ์บอมบ์กรุงเทพฯ ช่วงปีใหม่ หลังยังจับมือบอมบ์ไม่ได้

นางพรศิริ มโนหาญ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่าขณะนี้ ททท. ได้ทำแผน 7 มาตรการ ซึ่งเป็นมาตรการต่อเนื่อง เพื่อทำให้รายได้ ททท. เข้าเป้าในปี 2551 ที่ประมาณ 9.8 แสนล้านบาท รวมถึง 6 แสนล้านบาทจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ที่เหลือเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวคนไทย

ขณะที่ช่วงที่ผ่านมา ททท. ประสบความสำเร็จในการดึงนักท่องเที่ยวผู้หญิงญี่ปุ่น ที่จะเริ่มทำงาน ให้มาเที่ยว-เล่นกอล์ฟในเมืองไทย ได้อย่างต่อเนื่อง

โดยปีที่แล้ว ททท. ประสบความสำเร็จในการดึงนักท่องเที่ยวจาก 4 ประเทศ เดินทางมาท่องเที่ยวในไทย รวมถึงมาเลเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ซึ่งส่งผลให้ยอดนักท่องเที่ยวแต่ละประเทศมีกว่า 1 ล้านคน

ขณะที่ช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสนามบินสุวรรณภูมิ ภูเก็ต เชียงใหม่ ประมาณ 14.8 ล้านคน นอกจากนี้ ททท. ยังร่วมกับโรงพยาบาลเอกชนต่างๆ ของไทย รวมถึงโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โรงพยาบาลพญาไท เดินทางไปประเทศต่างๆ โดยเฉพาะแถบประเทศตะวันออกกลาง เพื่อให้มาใช้บริการสุขภาพในประเทศไทย และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ซึ่งโรงพยาบาลของไทยเป็นแหล่งรักษาคนไข้จากต่างประเทศ ที่ได้รับการยอมรับในด้านบริการ และการรักษาพยาบาล

เขากล่าวว่า ในอดีต ททท. เน้นทำประชาสัมพันธ์ดึงนักท่องเที่ยวผ่านสื่อต่างๆ ซึ่งประเทศไทยจะได้ในแง่ภาพพจน์แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ แต่รายได้จากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นไม่มากนัก

ขณะนี้ ททท. เปลี่ยนนโยบาย เป็นการดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น เพื่อเพิ่มรายได้การท่องเที่ยวของประเทศให้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นนโยบายสำคัญอันดับ 1 ของ ททท. ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ททท. ยังออกแคมเปญ ไทยเที่ยวไทย เพื่อดึงให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศเป็นหลัก แทนที่จะไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศ เหมือนในอดีต โดยออกแคมเปญนี้ กระจายไปยังชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ

ททท. ยังจัดการตลาดแบบอีเวนต์ รณรงค์ให้คนไทยเป็นเจ้าบ้านที่ดี ในการต้อนรับนักท่องเที่ยว จากที่คนไทยมีจุดเด่นอยู่แล้ว ในแง่ความเป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใสง่าย เป็นการใช้ ยิ้มสยาม ให้เป็นประโยชน์


ผลักดัน 7 มาตรการดันรายได้ปี 51
7 ยุทธศาสตร์ที่ ททท. เน้น และได้ทำมาต่อเนื่อง เพื่อดึงรายได้จากการท่องเที่ยวเข้าประเทศมากขึ้น รวมถึง
1.เน้นรณรงค์ วิถีไทย หัวใจของแผ่นดิน (Thainess) ซึ่งได้เริ่มตั้งแต่ปีที่แล้ว จนถึงปี 2551
2.รณรงค์มรดกไทย รวมถึงทางด้านวัฒนธรรม ให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทย-ต่างประเทศ
3. ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ (Eco-tourism) ส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเที่ยวทั่วไทย โดยให้สำนึกถึงคุณค่าของสภาพแวดล้อมไปในตัว
4. สนับสนุนแนวโน้มใหม่ในการท่องเที่ยว เพื่อให้ประเทศไทยได้ประโยชน์จากภาคบริการของประเทศ ที่ถือว่าไทยได้เปรียบอีกหลายๆ ประเทศ เช่น ดึงนักท่องเที่ยวใช้บริการสปา ซึ่งถือว่าประเทศไทยได้เปรียบ ในการเสนอบริการนี้ การนั่งสมาธิ
5. จุดแข็งของประเทศไทย ในการที่มีหาดทรายสวยงาม และเป็นทะเลที่มีความอบอุ่น อยู่ทั่วประเทศ เช่น ภูเก็ต พัทยา โดยเฉพาะหลังจากการที่ภาพยนตร์อเมริกัน เดอะ บีช (The Beach) เข้ามาถ่ายทำที่อ่าวมาหยา จังหวัดกระบี่ และเผยแพร่ไปทั่วโลก ขณะที่หลังเกิดเหตุการณ์สึนามิ ที่ฝั่งอันดามันของไทย ในปี 2547 ทำให้หาดทรายของไทยแถบนั้น สวยและบริสุทธิ์ขึ้นอีก ขณะที่ ททท. ทุ่มส่งเสริมการท่องเที่ยวแถบอันดามันปี 2548
6. นำเสนอสิ่งใหม่ๆ ของไทย เช่น โรงแรมที่มีจุดเด่นเฉพาะ (Boutique hotels) เพื่อดึงนักท่องเที่ยวต่างประเทศ เช่น จากอังกฤษ ฮ่องกง ซึ่ง ททท. เน้นทำในช่วง 2-3 ปีหลัง
7. การร่วมจัดอีเวนต์นานาชาติ เช่น ภูเก็ตมาราธอน กอล์ฟไทยแลนด์ โอเพ่น ภูเก็ต คิงส์คัพ รีกัตต้า ซึ่งเป็นการแข่งเรือใบระดับนานาชาติ

นักท่องเที่ยวหวั่นบ็อม กทม.

นางพรศิริกล่าวว่าเหตุการณ์วางลอบระเบิดในกรุงเทพฯ เมื่อช่วงปีใหม่ปีนี้ ยังทำให้นักลงทุนต่างประเทศกลัวที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในไทย เพราะจนถึงขณะนี้ ยังจับตัวผู้ลอบวางระเบิดไม่ได้ ขณะที่เมื่อใกล้เทศกาลสำคัญๆ ของไทย นักท่องเที่ยวต่างประเทศมักจะกังวลถึงเหตุการณ์วางระเบิดดังกล่าว จึงไม่กล้าเข้ามาท่องเที่ยวในไทยขณะที่นักท่องเที่ยวจากฮ่องกงและสิงคโปร์ ยังคงเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยเฉลี่ยปีละ 5 ครั้ง

ส่วนตลาดจีน และอินเดีย ที่ถือเป็นตลาดใหญ่ ที่มีศักยภาพ ในการที่ไทยจะสามารถดึงนักท่องเที่ยวจาก 2 ชาตินี้เข้ามาเที่ยวไทยมากขึ้น นางพรศิริกล่าวว่าททท. กำลังร่วมกับการบินไทย ส่งเสริมให้ไทยเป็นเวทีการประชุม รวมถึงเป็นการท่องเที่ยวเชิงให้รางวัล ของคน 2 ชาตินี้

นอกจากนี้ ททท. ยังร่วมกับการบินไทย ฉวยจังหวะที่กรุงปักกิ่งของจีน จะเป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิกปี 2008 โดยจัดเที่ยวบินระหว่างปักกิ่ง-กรุงเทพฯ เพื่อให้ไทยได้ประโยชน์จากเหตุการณ์กีฬาระดับโลกครั้งนี้ให้ได้มากที่สุด

ขณะที่ตลาดอินเดีย ททท. ได้เข้าไปยังชมพูทวีป เพื่อดึงให้นักท่องเที่ยวชาวอินเดียเชิงคุณภาพ เข้ามาท่องเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง
siamrath
http://www.siamrath.co.th/Economic.asp?ReviewID=179236
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news09/08/07

โพสต์ที่ 39

โพสต์

คลอด10กฎเหล็กคุมคุณภาพทัวร์จีน
โพสต์ทูเดย์ ททท.คลอด 10 แนวทาง ปั้นทัวร์คุณภาพแดนมังกร พร้อมอัด 100 ล้านบาท ดึงคนจีนเที่ยวไทยโค้งสุดท้ายปลายปีหมูทอง


นางพรศิริ มโนหาญ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.ได้ร่วมกับสมาคม ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน วางกรอบการจัดทำทัวร์คุณภาพตลาดจีน 10 แนวทาง เช่น บริษัททัวร์ต้องระบุรายการท่องเที่ยวในแต่ละวันให้ชัดเจน ต้องแจ้งชื่อโรงแรมให้ชัดเจน โดยห้ามระบุว่าเทียบเท่า รวมถึงต้องให้รายละเอียดอาหารในแต่ละมื้อที่บริการนักท่องเที่ยวด้วย

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการต้องทำประกันอุบัติเหตุสำหรับนักท่องเที่ยวทุกคน รวมถึงการแจ้งข้อมูลอื่นๆ เช่น ตรารับรองคุณภาพบริษัทที่ออกโดย ททท. ตราสมาคมที่สังกัด เป็นต้น

สาเหตุที่ออกระเบียบดังกล่าว เพื่อปรับภาพลักษณ์ประเทศไทย ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คุ้มค่า ในสายตา นักท่องเที่ยวจีน รวมถึงแก้ไขปัญหาเรื่องทัวร์ศูนย์เหรียญให้หมดไปด้วย

ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ มียอดจำหน่ายแพ็กเกจทัวร์ให้กับ นักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้น เห็นได้อัตราค่าใช้จ่ายต่อหัวในการเดินทางมาไทย เพิ่มเป็นวันละ 4.1 พันบาท/คน เทียบจากปีที่ผ่านมา 3.5 พันบาท/วัน

ด้านแผนการตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง ททท.จะใช้งบประมาณราว 100 ล้านบาท สำหรับรุกตลาดจีนอย่างครบวงจร ทั้งการโฆษณาประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ให้คนจีนรับทราบว่าประเทศไทยสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ตามปกติ

สำหรับแผนการโฆษณาประชาสัมพันธ์ช่วงครึ่งปีหลัง เตรียมทำอย่างน้อย 8 โครงการ เช่น นำคณะดารา นักแสดงยอดนิยม สื่อมวลชน ในมณฑลหลัก จำนวน 150 คน เดินทางมาเที่ยวไทย เพื่อเผยแพร่สถานที่เที่ยวไทยต่อ

นางพรศิริ กล่าวอีกว่า การรุก ตลาดจีนต่อเนื่องในครั้งนี้ เพื่อผลักดันให้ตลาดดังกล่าวมีนักท่องเที่ยวคุณภาพเดินทางเข้าไทยมากเป็นอันดับ 3 ในอีก 3 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันอันดับ 4

ขณะนายศิษฏิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศจีนมีสภาพเศรษฐกิจที่เติบโตมาก หุ้นขึ้นสูงสุดในรอบ 10 ปี

ดังกล่าวรัฐบาลไทยต้องเร่งทุ่มตลาดจีนมากกว่าปัจจุบัน เพราะหลายประเทศ อย่าง เวียดนาม เกาหลี สิงคโปร์ ได้ทุ่มตลาดอย่างหนัก เพื่อดึงคนจีนเดินทางท่องเที่ยวยังประเทศของตน
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=183955
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news11/08/07

โพสต์ที่ 40

โพสต์

ททท.-เอกชนลุยเปิด 2 ตลาดใหม่  
โดย เดลินิวส์
วัน เสาร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2550 11:50 น.

นายประกิตติ์ พิริยะเกียรติ ผู้อำนวยการฝ่าย ภูมิภาคอาเซียน เอเชียใต้ และแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า การนำผู้ประกอบการท่องเที่ยวภาคเอกชนไทยด้านโรงแรมและบริษัทนำเที่ยวไปร่วมงานส่งเสริมการขาย อินเดียน อินเตอร์เนชันแนล ทราเวล มาร์ท 2007 (ไอไอทีเอ็ม) เพื่อเปิดตลาดใหม่ที่ เมืองบังกาลอร์และเซนไนทางภาคใต้ประเทศอินเดีย ประสบความสำเร็จดี มาก มีผู้เยี่ยมชมและสอบถามข้อมูลจากคูหานิทรรศการ ททท. ประมาณ 6,000 คนและมีผู้ประกอบการอินเดียเข้าพบปะพูดคุยธุรกิจกับผู้ประกอบการไทยประมาณ 350 ราย ซึ่งผู้ประกอบการไทยพึงพอใจกับผลตอบรับของทั้ง 2 ตลาดใหม่

ทั้งนี้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ร่วมกับสายการบินนกแอร์ที่เพิ่งเปิดเส้นทางบินใหม่ในอินเดีย จำหน่ายแพ็กเกจราคาพิเศษให้เดินทางมาช้อปปิ้ง และท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ และพัทยา โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีรูปแบบการใช้ชีวิตแบบชาวตะวันตก ซึ่งมีความรู้และกำลังซื้อสูง ในการจับจ่ายใช้สอย นอกจากนี้ ต่อไปเตรียมขยายเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ไปยังภูเก็ตเพิ่มเติมด้วย.
http://news.sanook.com/economic/economic_167707.php
miracle
Verified User
โพสต์: 18134
ผู้ติดตาม: 0

อุตสาหกรรมโรงแรมและการท่องเที่ยว

โพสต์ที่ 41

โพสต์

ถึงเวลา "มองออกนอกรั้วโรงแรม"
เศรษฐศาสตร์พเนจร : ดร.วิรไท สันติประภพ  กรุงเทพธุรกิจ  วันพุธที่ 08 สิงหาคม พ.ศ. 2550

เมื่อเดือนที่แล้ว ผมได้ฟังคุณเอกสิทธิ์ โชติกเสถียร CEO หนุ่มไฟแรงแห่ง Turismo Asia พูดเรื่องความสามารถในการแข่งขัน ของแหล่งท่องเที่ยวในงานสัมมนาที่ธนาคารไทยพาณิชย์จัดขึ้นที่เกาะสมุย คุณเอกสิทธิ์ให้ข้อคิดที่ถูกใจผมมากว่า ถึงเวลาแล้วที่โรงแรมต่างๆ จะต้อง "มองออกนอกรั้วโรงแรม"

ทุกเมืองท่องเที่ยวในเมืองไทยมีโรงแรมสี่ดาว ห้าดาวจำนวนมาก ทั้งโรงแรมใหญ่ๆ ที่เป็น chain hotel อยู่ในกลุ่มโรงแรมระดับโลก และโรงแรมเล็กๆ หรือ boutique hotel ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เรื่องการออกแบบและการบริการไม่ต้องพูดถึง โรงแรมในเมืองไทยทั้งสวย เก๋ เท่ ดีเยี่ยมจนได้รับรางวัลระดับโลกมานับไม่ถ้วน

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า มาตรฐานของโรงแรมชั้นนำในเมืองไทยแข่งขันกับโรงแรมชั้นนำในต่างประเทศได้สบาย แต่ถ้าถามว่าแหล่งท่องเที่ยวในเมืองไทยจะแข่งขันกับแหล่งท่องเที่ยวในต่างประเทศได้หรือไม่ และเมืองไทยจะสามารถขยายตลาดนักท่องเที่ยว high end ได้อย่างต่อเนื่องในอีก 3-5 ปีข้างหน้าหรือไม่ ผมคิดว่าเราคงจะต้องคิดหนักก่อนที่จะตอบ โดยเฉพาะในช่วงเวลาปัจจุบันที่ปัจจัยแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย ทั้งค่าเงินบาทแข็ง ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยวที่มาเมืองไทยสูงขึ้น การมีสองสนามบินในกรุงเทพฯ ที่ไม่สะดวกในการต่อเครื่องบิน ปัญหาการประท้วงทางการเมือง และความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ไม่มีทีท่าจะจบลงในเร็ววัน นอกจากนี้ เราต้องเผชิญกับการแข่งขันจากแหล่งท่องเที่ยวรอบบ้าน เช่น เวียดนาม และมาเลเซียที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว ลงทุนประชาสัมพันธ์จนเป็นที่รู้จักมากขึ้น และคุ้มค่ากว่าในสายตานักท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยว high end จำนวนมากถูกชักชวนให้มาเมืองไทยด้วยชื่อเสียงและโฆษณาของโรงแรม สวย เก๋ เท่ ดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นที่ภูเก็ต สมุย กระบี่ พัทยา หรือเชียงใหม่ นักท่องเที่ยว high end ยอมจ่ายค่าห้องแพงๆ เพราะโรงแรมเหล่านี้ให้บริการทุกอย่างได้ตามที่คาดหวัง ไม่ว่าจะเป็นการเอาใจใส่ใกล้ชิด บริการที่รักษาความเป็นส่วนตัวสูง สถาปนิกออกแบบทั้งโรงแรมและห้องพักได้อย่างเซ็กซี่ และมีเสน่ห์ และมีสปาคุณภาพระดับโลกไว้บริการ แต่ถ้าต้องการให้นักท่องเที่ยว high end เหล่านี้พักอยู่นานๆ หรือมาเที่ยวแล้วกลับมาอีกบ่อยๆ การมีแค่โรงแรม สวย เก๋ เท่ ดีเยี่ยมนั้นอาจจะไม่เพียงพอ แหล่งท่องเที่ยวที่จะแข่งขันได้ในระยะยาว จะต้องมีมากกว่าโรงแรมที่สวย เก๋ เท่ ดีเยี่ยม

คุณเอกสิทธิ์ให้ข้อคิดที่น่าสนใจว่า ถ้าต้องการให้นักท่องเที่ยว high end พักอยู่นานๆ หรือกลับมาเที่ยวเป็นรอบที่สอง หรือรอบที่สามนั้น ความสำคัญจะอยู่ที่ปัจจัยนอกรั้วโรงแรม นักท่องเที่ยวที่มาพักอยู่นานๆ ต้องสามารถทำกิจกรรมที่ตัวเองถูกใจได้อย่างสบายใจ คงต้องเริ่มจากกิจกรรมพื้นฐานที่สุด คือการเดินเล่นรอบๆ โรงแรมเพื่อหาร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือซื้อของ นักท่องเที่ยว high end มักจะชอบแต่งตัวสวยๆ ออกไปหาที่ทานอาหารเย็นกันทั้งครอบครัว แต่ถ้าพ้นรั้วโรงแรมแล้วไม่มีทางเท้าให้เดิน ต้องคอยเดินหลบกองขยะ น้ำเจิ่งนอง และหลบมอเตอร์ไซค์ไปมาบนถนน ก็คงจะเดินอย่างถูกใจ หรือสบายใจได้ยาก ยังไม่ต้องคิดถึงพวกไกด์ผีที่คอยตามขายทัวร์ และคนขายของที่ระลึกที่ตามล้อมหน้าล้อมหลังอีกด้วย

ถ้านักท่องเที่ยวออกไปเดินเล่นนอกรั้วโรงแรมแล้วไม่ประทับใจ ต้องใช้ชีวิตอยู่ภายในรั้วโรงแรมเป็นส่วนใหญ่ ก็คงยากที่นักท่องเที่ยว high end จะกลับมาใหม่ ไม่ว่าโรงแรมจะสวย เก๋ เท่ ดีเยี่ยมเพียงใดก็ตาม มาครั้งเดียวก็พอแล้ว เพราะได้มาทดลองความ สวย เก๋ เท่ ดีเยี่ยมของโรงแรมสมกับคำร่ำลือแล้ว ไม่ได้ติดใจบรรยากาศของแหล่งท่องเที่ยวโดยรวม และในโลกนี้ยังมีโรงแรมสวย เก๋ เท่ ดีเยี่ยมที่เมืองอื่น หรือประเทศอื่นให้ทดลองอีกมาก ถ้านักท่องเที่ยวคิดอย่างนี้แล้ว อัตราค่าที่พักที่โรงแรมสี่ดาว ห้าดาวหวังว่าจะปรับได้สูงขึ้นให้คุ้มค่ากับการลงทุนให้โรงแรมสวยมากขึ้น ดีมากขึ้นนั้น ก็คงจะเป็นไปได้ยาก

ข้อคิดเรื่อง "มองออกนอกรั้วโรงแรม" ของคุณเอกสิทธิ์ จึงสำคัญมาก ถ้าจะให้เมืองท่องเที่ยวของไทยแข่งขันได้ในระยะยาว เพื่อดึงนักท่องเที่ยว high end ให้กลับมาบ่อยๆ และพักอยู่นานๆ ผู้ประกอบการโรงแรมในเมืองท่องเที่ยว คงต้องร่วมคิดว่าทำอย่างไร นักท่องเที่ยวจะประทับใจปัจจัยต่างๆ นอกรั้วโรงแรม ไม่น้อยไปกว่าปัจจัยในรั้วโรงแรม เป็นที่น่ายินดีว่าสมาคมโรงแรมและผู้ประกอบการท่องเที่ยวในบางหาดของภูเก็ตได้ทั้งคิด และทำเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งความรับผิดชอบพื้นที่ส่วนรวม ยอมลงทุนจ้างพนักงานเพิ่มเพื่อรักษาความสะอาดบริเวณถนน และชายหาดหน้าโรงแรม ร่วมกันจัดระเบียบความเรียบร้อยของที่จอดรถ และทางเท้า ปลูกต้นไม้และจัดสวนตามทางเดิน ร่วมกันจัดกิจกรรมดนตรี กีฬา และเทศกาลต่างๆ สำหรับนักท่องเที่ยว

เรื่องพื้นฐานที่สำคัญมากอีกเรื่องหนึ่งคือ การร่วมกันวางระบบรักษาความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่ดีขึ้นเพียงเหตุการณ์เดียว จะเป็นผลเสียต่อทุกโรงแรมในบริเวณใกล้เคียง ไม่ว่าระบบรักษาความปลอดภัยภายในโรงแรมแต่ละแห่งจะดีแค่ไหนก็ตาม เรื่องความปลอดภัยนอกรั้วโรงแรม เป็นเรื่องที่ต้องมีเครือข่าย ต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำ บาหลี เป็นตัวอย่างใกล้บ้านที่เห็นได้ชัดเจน แม้ว่าบาหลีมีโรงแรม สวย เก๋ เท่ ดีเยี่ยมไม่น้อยไปกว่าภูเก็ต แต่นักท่องเที่ยวไม่รู้สึกว่าบาหลีปลอดภัย จะสร้างรั้วโรงแรมให้สูงหรือแข็งแรงแค่ไหน นักท่องเที่ยวก็คงไม่สบายใจ และไม่ไปอยู่ดี โดยเฉพาะนักท่องเที่ยว high end ที่มักจะตีค่าชีวิตของตัวเองไว้สูง ไม่ต้องการเสี่ยง

ผมเชื่อว่าการร่วมมือกันพัฒนาสภาพและบรรยากาศนอกรั้วโรงแรมกำลังเกิดขึ้นอีกหลายจุดในเมืองไทย แต่ก็มีอีกหลายแห่งที่ผู้ประกอบการมองว่าเรื่องนอกรั้วโรงแรมเป็นเรื่องของหน่วยงานภาครัฐ ทั้งส่วนกลาง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าของโรงแรมจำนวนไม่น้อยเห็นว่า โรงแรมอื่นเป็นคู่แข่งและผู้ประกอบการท่องเที่ยวอื่น มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับตน จึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทุ่มเทแรงกาย แรงสมอง และแรงเงินมาร่วมกันทำเรื่องนอกรั้วโรงแรม ให้เกิดผลอย่างจริงจัง มองไปข้างหน้า โรงแรมเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเสียความสามารถในการแข่งขัน ให้กับโรงแรมที่ตั้งอยู่ในบริเวณอื่น หรือประเทศอื่นที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำเรื่องนอกรั้วโรงแรมกันอย่างเต็มที่ จะหวังให้หน่วยงานภาครัฐ มาคอยผลักดันให้เกิดขึ้นก็คงยาก เพราะหน้าที่ความรับผิดชอบ เรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์แหล่งท่องเที่ยว ได้ถูกแบ่งกระจายตามหน่วยงานต่างๆ จนหาเจ้าภาพที่จะลุกขึ้นมาเป็นตัวตั้งตัวตีไม่ค่อยได้

เรามักจะได้ยินรัฐบาลและนักคิดพูดถึงการสร้าง cluster สำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ ในความเห็นของผม อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ควรจะสร้าง cluster ให้ประสบความสำเร็จได้ง่ายที่สุด ถ้าทุกคนที่เกี่ยวข้องทั้งโรงแรม และผู้ประกอบการท่องเที่ยวอื่นๆ ในพื้นที่ร่วมคิดร่วมทำกันอย่างจริงจัง ข้อคิดเรื่อง "มองออกนอกรั้วโรงแรม" ของคุณเอกสิทธิ์เป็นจุดเริ่มต้นที่ปฏิบัติได้ไม่ยาก สามารถเริ่มจากเรื่องพื้นฐานเล็กๆ เช่น การจัดการขยะ การรักษาความปลอดภัย หรือการจัดระเบียบทางเท้าและที่จอดรถ ก่อนที่จะขยายวงให้กว้างขึ้น เราคงอยากจะเห็นแหล่งท่องเที่ยวของไทยแข่งขันได้ในระยะยาว ถ้าแหล่งท่องเที่ยวคู่แข่งของเราทำเรื่องนอกรั้วโรงแรม ให้เกิดผลก่อนเราแล้ว ต่อให้เราจะมีโรงแรมสี่ดาว ห้าดาวที่สวย เก๋ เท่ ดีเยี่ยมแค่ไหนก็ตาม ผมว่ายากที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยว high end ให้กลับมาเที่ยวบ่อยๆ และพักอยู่นานๆ คงถึงเวลาที่ผู้ประกอบการโรงแรมต้อง "มองออกนอกรั้วโรงแรม" และ "ทำเรื่องนอกรั้วโรงแรม" กันอย่างจริงจังแล้วครับ
:)
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news15/08/07

โพสต์ที่ 42

โพสต์

ธุรกิจโรงแรมกำไรวูบ56%
โพสต์ทูเดย์ ธุรกิจโรงแรมเจอบอมบ์กรุง-บาทแข็งฉุดงวดไตรมาส 2 กำไรวูบ 56.60% LRH หด 85%

 บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในกลุ่มธุรกิจโรงแรม 4 แห่งจากทั้งหมด 9 แห่ง ได้ทยอยประกาศผลดำเนินงานงวดไตรมาส 2 ปี 2550 และงวด 6 เดือนแรกของปี ซึ่งจะเห็นว่ามีกำไรสุทธิลดลงอย่างชัดเจน โดยมีกำไรสุทธิรวม 165.23 ล้านบาท ลดลง 215.59 ล้านบาท หรือ 56.60% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 380.89 ล้านบาท ขณะที่งวด 6 เดือน มีกำไรสุทธิ 1,033.34 ล้านบาท ลดลง 121.43 ล้านบาท หรือ 10.51% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 1,154.71 ล้านบาท

ทั้งนี้ แกรนด์ แอสเสท ดีเวลลอปเมนท์ (LRH) มีกำไรลดลงมากสุด โดยไตรมาส 2 มีกำไรสุทธิเพียง 25.78 ล้านบาท ลดลง 85.97% จากงวดปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 180.75 ล้านบาท เป็นผลมาจากรายได้ของโรงแรมบันยันทรี กรุงเทพฯ ลดลงจากผลกระทบเหตุระเบิดในกรุงเทพฯ เมื่อช่วงปลายปี ทำให้นักลงทุนเที่ยวไม่มั่นใจ ส่งผลให้อัตราการเข้าพักลดลง

นอกจากนี้ เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทำให้บริษัทมีผลขาดทุนจากอัตรา แลกเปลี่ยนด้วย

รองลงมาบริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERAWAN) มีกำไรสุทธิ 66.43 ล้านบาท ลดลง 19.40% จากงวดปีก่อนที่กำไรสุทธิ 82.42 ล้านบาท ซึ่งในส่วนของเอราวัณ นอกจากได้รับผลกระทบจากอัตราการเข้าพักที่ลดลงอย่างชัดเจนแล้ว ยังมีผลจากรายได้ในส่วนของพื้นที่พลาซ่าลดลงด้วย หลังได้ตัดขาย การขายอาคารอัมรินทร์ พลาซ่าออกไป

ขณะที่โรงแรมรอยัล ออคิด (ROH) มีกำไรสุทธิ 45.31 ล้านบาท ลดลงเพียง 4.1% จากงวดปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 49.41 ล้านบาท

สำหรับดุสิตธานี (DTC) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ 7 ส.ค. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้บริษัทจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานตั้งแต่เดือน ม.ค.-มิ.ย. 2550 ในอัตราหุ้นละ 0.50 บาท เป็นเงิน 42.50 ล้านบาท ซึ่งกำหนดจ่ายในวันที่ 6 ก.ย. 2550 และกำหนดวันปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อสิทธิในการรับเงินปันผลในวันที่ 22 ส.ค. 2550

บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผล โดยพิจารณาจากผลการดำเนินงานในงบการเงินรวม แต่จะต้องพิจารณาถึงผลการดำเนินงานและกำไรสะสมจากงบการเงินเฉพาะบริษัทด้วย

นักวิเคราะห์จาก บล.กรุงศรีอยุธยา (AYS) กล่าวว่า ไม่น่าแปลกใจที่กำไรของกลุ่มธุรกิจโรงแรมที่ประกาศออกมาปรับตัวลดลงถ้วนหน้าตามภาพรวมของเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และ ผลกระทบจากเหตุระเบิดในกรุงเทพฯ เมื่อช่วงปลายปีรวมถึงในช่วงไตรมาส 2 ถือเป็นฤดูกาลที่ตกต่ำของอุตสาห-กรรมนี้ นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ก็ได้ส่งผลกระทบต่อการเข้ามาเที่ยวในประเทศด้วย เพราะจะ ทำให้ต้นทุนของนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาส 3 คิดว่าสถานการณ์ของธุรกิจโรงแรมน่าจะปรับตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่จะอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี และเฉพาะไตรมาส 4 เป็นช่วงที่ดีที่สุด ซึ่งจะสนับสนุนให้อัตราการเข้าพักปรับตัวดีขึ้น และจะทำให้ธุรกิจโรงแรมดีขึ้นด้วย

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (DBS) กล่าวว่า เท่าที่ได้เก็บรวบรวมผลกำไรของบริษัทจดทะเบียน 207 บริษัท ที่ประกาศผลการดำเนินงานออกมาแล้วนั้นพบว่า ในไตรมาส 2 ปี 2550 มีกำไรลดลง 18% จากช่วงเดียวกัน ของปีก่อน และในงวด 6 เดือนแรก มีกำไรสุทธิลดลง 13%
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=185101
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news16/08/07

โพสต์ที่ 43

โพสต์

ททท.บูมท่องเที่ยวต้านโลกร้อน โปรโมตโรงแรมรีสอร์ทกรีนลีฟ  
โดย มติชน
วัน พฤหัสบดี ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2550 08:53 น.

ร.ท.สุวิทย์ ยอดมณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมได้หารือนโยบายด้านการท่องเที่ยวภายใต้โครงการท่องเที่ยววิถีไทย ต้านภัยโลกร้อน โดยจะเริ่มจากโครงการนำร่องจัดคาราวานตามเส้นทางเมืองมรดกโลกสุโขทัย-ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร ในเดือนกันยายนนี้ ประกอบด้วย กิจกรรมการปลูกต้นไม้ การสนับสนุนให้ใช้จักรยาน ตลอดจนการส่งเสริมให้ใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากชานอ้อยหรือมันสำปะหลัง หลังจากนั้นจะขยายไปยังเส้นทางเมืองมรดกโลกอื่นๆ
นอกจากนี้ กระทรวงยังกำหนดให้โครงการดังกล่าวเป็นยุทธศาสตร์การตลาดในการโปรโมตการท่องเที่ยวให้กับตลาดต่างประเทศด้วย โดยมีนโยบายโปรโมตโรงแรม รีสอร์ทที่ได้รับมาตรฐานกรีน ลีฟ เพื่อดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวที่สนใจร่วมแก้ปัญหาโลกร้อน เช่น ยุโรป แคนาดา และอเมริกา เป็นต้น หากโครงการดังกล่าวประสบผลสำเร็จภายในระยะเวลา 3-4 เดือนตามเป้าหมายที่วางไว้ คาดว่าจะได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศเข้ามาจัดตั้งกองทุนต่างๆ เพื่อช่วยเหลือหรือแก้ปัญหาและรณรงค์ต้านภัยโลกร้อนต่อไป

ร.ท.สุวิทย์กล่าวว่า สำหรับวาระพิจารณาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาทบทวนร่างพระราชบัญญัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่ประชุมมีมติไม่ให้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ในเรื่องของการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการทำงานของ ททท. ที่จะสามารถกู้ยืม ออกพันธบัตร หรือตราสารเพื่อการลงทุนในวงเงินไม่เกิน 50 ล้านบาท โดยไม่ต้องนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จากปัจจุบันที่ ททท.มีอำนาจเพียงวงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาท เพราะเห็นว่า ททท.ไม่มีความจำเป็นด้านการลงทุน แต่มีภารกิจหลักด้านการทำตลาดและส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวเท่านั้น
http://news.sanook.com/economic/economic_169568.php
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news22/08/07

โพสต์ที่ 44

โพสต์

หุ้นโรงแรมดักท่องเที่ยวฟื้น
โบรกแนะฉวยจังหวะเก็บหุ้นกลุ่มโรงแรมเข้าพร์อตสะสมดักทางท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวช่วงครึ่งปีหลัง ชี้ ERAWAN  MINT และ CENTEL เด่นสุด


โบรกแนะฉวยจังหวะเก็บหุ้นกลุ่มโรงแรมเข้าพร์อตสะสมดักทางท่องเที่ยวไทยฟื้นตัวช่วงครึ่งปีหลัง ชี้ ERAWAN  MINT และ CENTEL เด่นสุดหลังราคารูดลงต่ำติดดิน แผนธุรกิจชัดเจนเรียกความต้องการของลูกค้าได้เต็มพิกัด  มองราคาเหมาะสม ERAWAN ที่ 4.91 บาท ส่วนเทคนิคแนะ ซื้อเก็งกำไร MINT และ CENTEL

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สาเหตุที่ราคาหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและสันทนาการปรับตัวเพิ่มขึ้นวานนี้ (20 ส.ค.2550) อาจเป็นเพราะที่ผ่านมาราคาหุ้นในกลุ่มดังกล่าวค่อนข้างที่จะปรับตัวลดลงแรงตามภาวะตลาดหุ้น ทำให้นักลงทุนฉวยจังหวะเข้าลงทุนช่วงที่ราคาหุ้นอ่อนตัวลดลง ซึ่งมองว่าเป็นการลงทุนที่ถูกวิธีเนื่องจากหุ้นในกลุ่มดังกล่าวจะมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ในช่วงครึ่งปีหลังรับการท่องเที่ยวในประเทศที่คาดว่าจะฟื้นตัว
   
แนวโน้มปริมาณนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวในประเทศไทยในช่วงครึ่งหลังปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้น เพราะจะเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ ส่วนครึ่งปีแรกที่ทรงตัวสืบเนื่องจากสถานการณ์ในไตรมาส 1/2550 ค่อนข้างรุนแรงจึงฉุดปริมาณนักท่องเที่ยวลดลง นักวิเคราะห์กล่าว
   
ทั้งนี้มองว่าการท่องเที่ยวจะกลับขึ้นมาฟื้นตัวที่ดีในปี 2551 เป็นต้นไป เนื่องจากทางภาครัฐเริ่มมีการกระตุ้นการท่องเที่ยวมากขึ้น และปีนี้ถือเป็นปีที่ย่ำแย่ ส่งผลให้การดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนกลุ่มท่องเที่ยวน่าจะฟื้นตัวเพิ่มขึ้นในปีหน้าได้
   
โดยหุ้นที่แนะนำซื้อลงทุน คงแนะนำหุ้นของบริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ERAWAN ราคาเหมาะสม 4.91 บาท เนื่องจากคาดว่าช่วงครึ่งปีหลังธุรกิจโรงแรมจะมีการฟื้นตัวตามภาพรวมอุตสาหกรรมโดยรวม โดยเฉพาะในไตรมาส 4/2550 เป็นช่วงไฮ ซีซั่น ส่งผลให้อัตราการเข้าพักของโรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ เจดับบลิว แมริออท เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาหุ้นปัจจุบันค่อนข้างถูก โดยเฉพาะหากราคาปรับตัวลดลงมาที่ระดับ 3.90 บาทถือเป็นจังหวะซื้อที่ดีมาก
   
นอกจากนี้ในปี 2551 ERAWAN จะมีการเปิดตัวโรงแรมใหม่ระดับ 2 ดาวหรือชั้นประหยัด จำนวน 5 แห่ง สำหรับกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวที่ต้องการลดต้นทุนการท่องเที่ยวลง โดยมองว่าแผนการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นความต้องการท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ ERAWAN มีอัตราผลตอบแทนจากธุรกิจโรงแรมค่อนข้างดี
 
อย่างไรก็ดีหากปีหน้าการท่องเที่ยวในไทยมีการฟื้นตัวขึ้นจริง เชื่อว่าจะส่งผลดีแก่ ERAWAN อย่างแน่นอน เพราะธุรกิจโรงแรมมีบริการที่ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าทุกระดับ ถือเป็นจุดแข็งที่ดีหากเทียบกับผู้ประกอบการเช่นเดียวกันอย่าง MINT ธุรกิจโรงแรมให้บริการคลุมระดับไฮ เอน ส่วน CENTEL คลุมลูกค้าระดับ 4 ดาว
ด้านนางสาวภัทรวัลลิ์ หวังมิ่งมาศ นักวิเคราะห์เทคนิค บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า สัญญาณการเคลื่อนไหวหุ้น MINT มีโอกาสปรับขึ้นแตะระดับ 15.20 บาท ดังนั้นคงแนะนำ ซื้อเก็งกำไร โดยใช้ระดับ 13.80 บาทเป็นจุดตัดขาดทุนโดยให้แนวรับ 13.80 บาท ส่วนแนวต้านแรก 14.50 บาท แนวต้านถัดไป 15.20 บาท
   
CENTEL คงแนะนำ ซื้อเก็งกำไร เช่นเดียวกันโดยใช้ระดับ 4.96 บาทเป็นจุดตัดขาดทุน โดยให้แนวรับแรก 5.00 บาท แนวรับถัดไป 4.96 บาท ส่วนแนวต้านแรก 5.40 -5.50 บาท แนวต้านถัดไป 5.70 บาท
http://www.msnth.com/msn/money2/content ... 367&ch=225
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news23/08/07

โพสต์ที่ 45

โพสต์

สนช.เข็น ก.ม.คุ้มครองนักท่องเที่ยว ททท.รับลูกตั้งกองทุน 20 ล.สนับสนุน  
โดย เดลินิวส์
วัน พฤหัสบดี ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2550 11:51 น.

นายกงกฤช หิรัญกิจ โฆษกกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุ เทศก์ ฉบับ พ.ศ. ... เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบรับหลักการ หมวด 5 ว่าด้วยเรื่องการจัดตั้งกองทุนคุ้มครองนักท่องเที่ยว โดยให้ภาครัฐหรือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เป็น ผู้สนับสนุนวงเงินจัดตั้งกองทุน 20 ล้านบาท พร้อมทั้งสามารถนำเงินส่วนต่างจากค่าปรับ หรือค่าธรรมเนียมอื่นเข้ามาสมทบเพิ่มเติมได้ แต่ไม่ต้องนำเงินสมทบจากผู้ประกอบการท่องเที่ยว
สำหรับหน้าที่กองทุน คือ จะสำรองชดเชยค่าเสียหายให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างชาติที่ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกหลอกลวงหรือประสบอุบัติเหตุก่อน และหลังจากนั้นจึงไปเรียกเก็บเงินชดเชยจากเงินวางประกันของบริษัททัวร์ที่ทำผิดภายหลัง ซึ่งจะช่วยให้สามารถนำเงินไปช่วยเหลือนักท่องเที่ยวได้เร็วขึ้น

นายเอนก ศรีชีวะชาติ นายกสมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว กล่าวว่า ภาคเอกชนเห็นด้วยกับหลักการการตั้งกองทุนนี้ แต่ต้องรอพิจารณารายละเอียดรายมาตราอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ยังมีจุดด้อยที่ไม่เป็นธรรมแก่บริษัททัวร์เหลืออยู่ คือ สัดส่วนคณะกรรมการฯที่เสนอให้ตั้งคณะกรรมการย่อยเพื่อพิจารณาเรื่องของบริษัททัวร์กับมัคคุเทศก์ออกจากกัน รวมถึงแก้ไขลดบทลงโทษที่รุนแรงเกินไป จนอาจเป็นช่องว่างให้ถูกกลั่นแกล้งได้.
http://news.sanook.com/economic/economic_172707.php
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news29/08/07

โพสต์ที่ 46

โพสต์

อัดงบฯปี"51เกือบ6พันล.โหมท่องเที่ยว จัดทัวร์-โรดโชว์ดึงเงินไฮซีซั่น6แสนล.

รัฐเทงบฯ ท่องเที่ยวปี"51 กว่า 5,827 ล้านบาท เร่งอัดฉีดให้กำลังซื้อทั้งในและนอกประเทศเข้าเป้า 9.8 แสนล้านบาท ด้าน "เอกชนทุกสาขาท่องเที่ยว" ขอให้ ททท.โหมกิจกรรมการขายล่วงหน้าภายใน 6 เดือนนี้ตุนรายได้เข้ากระเป๋าก่อน 6 แสนล้านบาท หวั่นปีหน้ายังต้องเผชิญอีกปัจจัยเสี่ยง "พรศิริ มโนหาญ" ผู้ว่าการ ททท.แจงแผนตลาดในและนอกประเทศละเอียดยิบคิวโรดโชว์เอเชีย ร่วมมาร์ตยุโรปทะลุ 200 งาน

แหล่งข่าวจากคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เปิดเผยว่า การพิจารณาอนุมัติงบประมาณประจำปี 2551 ให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในส่วนงบประมาณด้านการท่องเที่ยวจะได้รับกว่า 5,827 ล้านบาท ซึ่งการท่อง เที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะได้มากที่สุดคือ 4,136 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นสำนักพัฒนาการท่องเที่ยว สำนักปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และกองทุนเพื่อ การส่งเสริมการท่องเที่ยว รวมทั้งหมดกว่า 2,700 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมตัวแทนผู้ประกอบการบริษัทนำเข้านักท่องเที่ยวต่างชาติ (inbound) บริษัทตัวแทนจัดนำเที่ยวในประเทศ (domestic) โรงแรมทั่วประเทศ กล่าวตรงกันว่าตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2550 ทันทีที่ ททท.สามารถเบิกจ่ายงบประมาณใหม่จะต้องเร่งนำมาอัดฉีดแผนส่งเสริมตลาดและการขาย ตลอดฤดูท่องเที่ยว 6 เดือน ระหว่างตุลาคมนี้ถึงมีนาคม 2551 กระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศและต่างประเทศเข้ามาตุนให้มากที่สุดไม่ต่ำกว่า 6 แสนล้านบาท คิดเป็นกว่า 60% ของเป้าหมายตลอดปี เพราะ ททท.ระบุตลอดปีหน้าจะทำให้ได้ถึง 9.8 แสนล้านบาท จากตลาดต่างประเทศ 6 แสนล้านบาท และในประเทศ 3.8 แสนล้านบาท

ส่วนแผนการนำงบประมาณลอตใหม่ไปอัดฉีดกิจกรรมส่งเสริมการขายและการตลาดนั้น ททท.จะใช้ในตลาดต่างประเทศสูงถึง 2,200 ล้านบาท นำไปโฆษณา ประชาสัมพันธ์ จัดทำโรดโชว์ เข้าร่วมงานเทรดและงานมาร์ต ตลาดในประเทศจะใช้เงินส่งเสริมตลาดและการขายเพียง 200 ล้านบาท โดยมีงบฯส่งเสริมการจัดกิจกรรมและเทศกาลทั่วประเทศอีก 400 ล้านบาท 300 กิจกรรม

นางพรศิริ มโนหาญ ผู้ว่าการ ททท.กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า วางกลยุทธ์อัดฉีดเงินกระตุ้นกำลังซื้อต่อเนื่องเริ่มดำเนินงานก่อนตั้งแต่สิงหาคม-ธันวาคม 2550 ตลาดในประเทศร่วมมือกับผู้ประกอบการเอกชนจัดมหกรรม "เทศกาลเที่ยวเมืองไทย" 4 ภาค มีทั้ง อะเมซิ่ง อีสาน แฟร์ 19 จังหวัด ไทยเที่ยวไทยไปเมืองเหนือ 17 จังหวัด ไทยแลนด์ เวสเทิร์น แทรเวล มาร์ต ภาคกลางบวกภาคตะวันตก 31 จังหวัด หลังงานเสร็จสิ้น ผู้ประกอบการภาคเอกชนประเมินยอดขายสะพัดรวมกันมูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกันบริษัทตัวแทนจัดการแสดงสินค้าท่องเที่ยว (exhibition agency) ได้ระดมผู้ขายท่องเที่ยวเข้ามหกรรม "ไทยเที่ยวไทย" ครั้งที่ 11 ระหว่างวันที่ 23-26 สิงหาคมที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้ประกอบการทุกสาขาตอบรับจากทั่วประเทศกว่า 800 รายนำตั๋วโดยสารเครื่องบิน ตั๋วเดินทางครบวงจร ห้องพัก แพ็กเกจท่องเที่ยว อาหาร และเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ร่วมวางขาย คาดว่าจะมีรายได้เกินกว่า 400 ล้านบาท เป็นการปลุกกำลังซื้อภายในประเทศเดินทางไปอุดหนุนการท่องเที่ยวทั่วประเทศช่วงปลายปีนี้
http://www.matichon.co.th/prachachat/pr ... ionid=0201
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news30/08/07

โพสต์ที่ 47

โพสต์

ททท.ลุยโรดโชว์แดนมังกร  

โดย เดลินิวส์
วัน พฤหัสบดี ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2550 11:50 น.

นายสรรเสริญ เงารังษี ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. เตรียมจัดโรดโชว์กระตุ้นตลาดท่องเที่ยวใน 4 เมืองสำคัญของประเทศจีน ได้แก่ เมืองกว่างโจว หนานจิง หางโจว และเซี่ยงไฮ้ ระหว่าง 27-31 ส.ค.นี้ นำผู้ประกอบการไทยที่เป็นผู้ขายจากกรุงเทพฯ ภูเก็ต เชียงใหม่ ทั้งบริษัทนำเที่ยว โรงแรม สนามกอล์ฟ สายการบิน ไปเจรจาซื้อขายสินค้าท่องเที่ยวกับผู้ประกอบการจากจีน 50 รายจาก 18 เมืองหลัก
  สำหรับลักษณะการจัดงาน จะบรรยายสรุปสินค้าทางการท่องเที่ยวพร้อมขายในภาพรวม การนำเสนอตัวอย่างการจัดทำทัวร์คุณภาพให้กับผู้ประกอบการภาคเอกชนที่เป็นคู่ค้าระหว่างไทย-จีน ทั้งคู่ค้ารายเดิมและคู่ค้ารายใหม่ ภายใต้แนวคิด อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ นอกจากนี้ยังจัดรอบเจรจาธุรกิจซื้อขายกับผู้ประกอบการทั้ง 2 ประเทศ หลังช่วงปีที่ผ่านมาชาวจีนเดินทางเข้าไทยลดลง ซึ่งการจัดงานครั้งนี้มุ่งส่งเสริมภาพลักษณ์ให้ไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดจีน ขณะเดียวกันยังเป็นการส่งเสริมทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการภาคเอกชนรายใหม่ ๆ ของไทยได้มีโอกาสพบปะเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการในพื้นที่โดยตรง.
http://news.sanook.com/economic/economic_175770.php
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news05/09/07

โพสต์ที่ 48

โพสต์

โรงแรมหน้ามืด ยอดพักวูบ10%

โพสต์ทูเดย์ ธุรกิจโรงแรมไม่สดใสเหมือนตัวเลขนักท่องเที่ยวของ ททท. ล่าสุดยอดนักท่องเที่ยวเข้าพัก 8 เดือนแรก ต่ำกว่าปีที่แล้วกว่า 10%


นายประกิจ ชินอมรพงษ์ อุปนายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวของประเทศยังไม่คึกคักเท่าที่ควร เห็นได้จากอัตราการเข้าพักระหว่างเดือน ม.ค. -ส.ค.ที่ผ่านมา โดยภาพรวมในทุกภาคของประเทศมีอัตราการเข้าพักลดลงกว่า 10% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สวนทางกับตัวเลขนักท่องเที่ยวของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่ระบุว่า ยอดนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้วประมาณ 13%

ทั้งนี้ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยเฉพาะโซนเอเชีย อาทิ ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ ยังหลีกเลี่ยงที่จะเดินทางเข้าประเทศไทยในช่วงดังกล่าว เพราะไม่เชื่อมั่นด้านความปลอดภัย เนื่องจากมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ตลอดเวลา และปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ฯลฯ

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวคนไทย ได้ชะลอการเดินทางท่องเที่ยว เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศยังชะลอ ตัว อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ส่วน ใหญ่คาดหวังว่าในช่วงเดือน ก.ย.-ธ.ค.นี้ สถานการณ์การท่องเที่ยวจะดีขึ้น เนื่องจากเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลการท่องเที่ยว (ไฮซีซัน)

ประกอบกับ ททท.เตรียมโครงการใหญ่ 80 วัน ร่วมทำความดีเพื่อในหลวง เริ่มตั้งแต่วันที่ 17 ก.ย.- 5 ธ.ค. โดยคาดว่าจะสร้างสีสัน พร้อมสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเดินทางได้ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้อัตราการเข้าพักทั้งปีนี้ติดลบน้อยลง เหลือประมาณลบ 4-5% เทียบกับ 8 เดือนที่ผ่านมา ติดลบที่ 10% โดยมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งประเทศราว 70%

ทีเอชเอ จะสรุปตัวเลขอัตราการเข้าพักช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาอีกครั้งในที่ประชุมใหญ่ เพื่อหาทางรับมือในช่วง 4 เดือนที่เหลือ ซึ่งตัวเลขที่ลดลงในครั้งนี้ ลดลงเกือบทุกจังหวัด อย่างกรุงเทพฯ ขณะนี้อัตราการเข้าพักเฉลี่ยที่ 70% นายประกิจ กล่าว

นอกจากนี้ ในวันที่ 5 ก.ย. ทีเอชเอ จะประชุมหารือสมาชิกทีเอชเอประจำเดือน เพื่อรายงานความคืบหน้าด้านสถานการณ์การท่องเที่ยว อัตราการเข้าพักในแต่ละภูมิภาค รวมถึงแผนงานส่งเสริมการท่องเที่ยวในครึ่งปีหลัง ให้กับสมาชิกรับทราบความเคลื่อนไหว พร้อมระดมความคิดเห็นในการแก้ปัญหา และยังเตรียมหารือการรับมือกับวิกฤตภาวะโลกร้อน ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวในอนาคต

ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวผู้ประกอบการยังไม่มีแนวทางการรับมือที่ชัดเจน เพราะถือเป็นเรื่องใหม่ ซึ่งที่ผ่านมาสมาชิกส่วนใหญ่ได้ดำเนินธุรกิจแบบการประหยัดพลังงานภายใต้มาตรฐานใบไม้เขียว แต่ภาวะโลกร้อนต้องวางแผนงานร่วมกันอีกครั้ง

สำหรับแนวทางการรับมือวิกฤตภาวะโลกร้อน ทีเอชเอ อาจนำแผนการรณรงค์เรื่องภาวะโลกร้อนของรัฐบาลมาเป็นแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=189522
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news10/09/07

โพสต์ที่ 49

โพสต์

ททท.ลุ้นโรดโชว์ดึงคนจีนเที่ยวไทยพุ่ง  

โดย มติชน
วัน จันทร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2550 08:18 น.

นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน (ทีซีทีเอ) กล่าวถึงภาพรวมตลาดการท่องเที่ยวไทย-จีนในปี 2550 ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมายังประเทศไทยในเบื้องต้นพบว่าปรับตัวลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา เป็นผลจากการที่ประเทศมาเลเซีย นิวซีแลนด์ และประเทศแถบยุโรป ต่างเล็งเห็นโอกาสจากจีนที่มีประชากรสูงถึง 1,300 ล้านคน จึงเร่งทำตลาดประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเริ่มหันไปให้ความสนใจประเทศอื่นนอกจากไทยมากขึ้น
นายศิษฎิวัชรกล่าวว่า การที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดโรดโชว์นำผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวไทยและสายการบิน จำนวน 54 ราย มาชี้แจงข้อมูลและทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการท่องเที่ยวชาวจีนน่าจะช่วยกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2550 ให้กลับมาคึกคักได้อีกครั้ง หลังจากนักท่องเที่ยวไม่มั่นใจในการเดินทางมาไทย ภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตั้งแต่เดือนกันยายน 2549 และสถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
http://news.sanook.com/economic/economic_180378.php
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news10/09/07

โพสต์ที่ 50

โพสต์

โรงแรมภาคเหนืออ่วม พิษเมกะโปรเจ็คต์ล้ม ททท.หวั่นท่องเที่ยววูบ  
 
โดย มติชน
วัน จันทร์ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2550 08:18 น.

นายโอภาส เนตรอำไพ อุปนายกสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติไทย (ทิก้า) เปิดเผยว่า การผลักดันนโยบายด้านการลงทุนและการท่องเที่ยวใน จ.เชียงใหม่ สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้แก่ สถานีขนส่งสินค้า ศูนย์ส่งเสริมแสดงสินค้าเอสเอ็มอี ศูนย์ประชุมนานาชาติเชียงใหม่ การจัดงานพืชสวนโลก
ทั้งนี้ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมใน จ.เชียงใหม่มีปริมาณห้องพักเติบโตมากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว เมื่อโครงการดังกล่าวชะลอหรือล้มเลิกไป การเดินทางของนักท่องเที่ยว หรือนักลงทุนในปีนี้จึงเข้ามาน้อยกว่าที่คาด และการขยายตัวที่พักชะลอตัวลงอย่างชัดเจน

นายจุลพงศ์ สาระนาค ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานภาคเหนือ เขต 1 กล่าวว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ปีนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวอาจลดลงถึง 14% หรือมีรายได้ลดลงเหลือ 38,000 ล้านบาท ลดลง 2% เนื่องจากไม่มีกิจกรรมการท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
http://news.sanook.com/economic/economic_180376.php
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news19/09/07

โพสต์ที่ 51

โพสต์

ผู้ว่าททท.ฉลุย ผลงาน6เดือน แผนได้ใจ80%

โพสต์ทูเดย์ ประเมินผลผู้ว่าการ ททท. 6 เดือนแรก กวาดคะแนนกว่า 80% เผยเน้นดูแผนงานด้านการท่องเที่ยว


นางอรุณีประภา หอมเศรษฐี คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ในฐานะกรรมการในคณะ อนุกรรมการกำหนดเกณฑ์และประเมินผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า การประเมินผลการทำงานของ นางพรศิริ มโนหาญ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ครั้งแรกหลังจากทำงาน 6 เดือน พบว่า ได้คะแนนเฉลี่ยกว่า 80% โดยวัดคะแนนจากแผนงานด้านการท่องเที่ยวที่เสนอมา

นอกจากนี้ ยังพบว่า ภาคเอกชนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และพนักงาน ททท.ส่วนใหญ่ มีความพึงพอใจกับ ผู้ว่าการ ททท.คนปัจจุบันมาก

อย่างไรก็ตาม ในการประเมินผลครั้งต่อไปในอีก 6 เดือนข้างหน้า จะพิจารณาจากผลงานที่เป็นรูปธรรมเป็นตัวชี้วัดแทน

ด้านนายศักดิ์ทิพย์ ไกรฤกษ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะประธาน กล่าวว่า การที่ผู้ว่าการ ททท.ได้คะแนนรวมกว่า 80% ถือเป็นเกณฑ์ที่ดีมาก และจะนำคะแนนที่ได้นี้ไปเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการ ททท.ต่อไป
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=192360
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news20/09/07

โพสต์ที่ 52

โพสต์

ไทยผุดโปรเจ็กต์โรงแรมพยาบาล"เมธารักษ์"

ไทยผุดโปรเจ็กต์ "เมธารักษ์" โรงเรียนการโรงแรมและพยาบาลนำร่องแห่งแรกหลังพบการท่องเที่ยวทั่วเอเชียขยายตัวแต่ขาดแคลนแรงงานฝีมือ "โอภาส เนตรอำไพ" โชว์แผนบุกเบิกแหล่งผลิตบุคลากรบริการมืออาชีพเทียบชั้น "โลซาน สวิตเซอร์แลนด์"


นายโอภาส เนตรอำไพ ที่ปรึกษาโรงเรียนการโรงแรมเมธารักษ์ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในพฤศจิกายนนี้จะเริ่มเปิดให้บริการโรงเรียนบริการโรงแรมและการท่องเที่ยวครบวงจร (hospitality) ในชื่อเมธารักษ์แห่งแรกจะนำหลักสูตรผสมผสานระหว่างโรงพยาบาลกับโรงแรมเข้าด้วยกัน เปิดคอร์สการผลิตบุคลากร 4 สาขา ได้แก่ ครัวโลก อาหารและเครื่องดื่ม แผนกบริการส่วนหน้า (front service) และแม่บ้าน จากนั้นจะขยายหลักสูตรผลิตบุคลากรเพิ่มอีก 2 สาขา แอร์โฮสเตส และเฮลท์แคร์

เป็นธุรกิจการผลิตบุคลากรเทียบชั้นมาตรฐานความเป็นมืออาชีพ จะทำให้ได้ระดับเดียวกับโรงเรียนที่มีชื่อเสียงระดับโลกจากโลซาน สวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีความแตกต่างและเหนือกว่าสถาบันโรงเรียนการโรงแรมไอทิม และสถาบันโรงเรียนการโรงแรมของการท่องเที่ยวแห่ ประเทศไทย (สรท.) วางเป้าหมายเพื่อสนับสนุนตลาดแรงงานการท่องเที่ยวทั้งในและต่าง ประเทศ

รวมทั้งจะเปิดรับนักศึกษาคนไทยและจากกลุ่มประเทศอินโดจีน สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม เข้ามาศึกษาไปพร้อมกัน เนื่องจากการลงทุนโรงแรมและการท่องเที่ยวกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

ตามแผนการลงทุนระยะเริ่มประมาณ 10 ล้านบาท ปีแรกจะเปิดภาคภาษาไทยเมื่อติดตลาดจะมุ่งเป็นอินเตอร์เนชั่นแนล เน้นการเรียนทฤษฎี 50% และปฏิบัติโดยจัดทำพื้นที่ภายในอาคารโรงเรียนจำลองธุรกิจโรงแรม ครัว และพื้นที่บริการ ให้นักเรียนได้ฝึกอย่างเต็มที่ภาคสนามจริงอีก 50% หลักสูตรละ 85,000 บาท/คน/คอร์ส เรียนคอร์สละ 1 ปี รับผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปีที่ 6 จำนวนคอร์สละ 100 คน รุ่น 1 เรียนเวลาปกติ รุ่น 2 เรียนเวลา 14.00-20.00 น.

นายโอภาสกล่าวว่า จากการศึกษาวิจัยข้อมูลการลงทุนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทุกสาขา ปัจจุบันมีความต้องการบุคลากรเข้าสู่ธุรกิจมากกว่า 20% พื้นที่ท่องเที่ยวจังหวัดหลักคือ ทั่วเกาะภูเก็ตยังขาดพนักงานบริการอีกเป็นจำนวนมาก กรุงเทพฯบางแห่งก็ยังต้องการคนสูง และจังหวัดท่องเที่ยวทั่วไปช่วงฤดูท่องเที่ยวขาดแคลนพนักงานบริการ มืออาชีพที่มีพื้นฐานความรู้ความเข้าใจที่มีคุณภาพ

"กลยุทธ์การจัดทำหลักสูตรสร้างแรงงานฝีมือด้วยวิธีผสมผสานความรู้ทางด้านพยาบาลกับโรงแรมเข้าด้วยกัน เป็นไฮไลต์ที่ยังไม่มีโรงเรียนฮอสพิทอลลิตี้แห่งใดในเมืองไทยสามารถทำได้ เมธารักษ์คือโครงการนำร่องแห่งแรกซึ่งเดิมนักลงทุนเป็นเจ้าของสถานประกอบการโรงพยาบาลเมธารักษ์ตั้งอยู่ที่ท่าทราย นนทบุรี และในกรุงเทพฯ"

"เมื่อประเมินสถานการณ์ธุรกิจการผลิต พนักงานบริการครบวงจรป้อนตลาด เป็นกิจการที่พัฒนาไปได้อีกไกลในระยะยาว มูลค่าการตลาดหลายร้อยล้านบาท ดังนั้นจึงเตรียมพัฒนาที่ดินขนาด 10 ไร่ ทำโรงแรมจำลองขนาด 30 ห้อง มีครัวจริงและห้องฝึกลูกเรือจำลอง ทำแผนไว้ถึงขนาดที่นักเรียนที่เข้ารับการอบรมจะมีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานตามสถานที่จริงดังๆ ทั่วเอเชีย เช่น ฮ่องกง หรือแม้แต่ในโลซานซึ่งกำลังประสานกับทุกแห่งเพื่อขอแลกเปลี่ยนความร่วมมือทางการสร้างบุคลากร" นายโอภาสกล่าว
http://matichon.co.th/prachachat/pracha ... ionid=0208
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news20/09/07

โพสต์ที่ 53

โพสต์

ต่างชาติไม่ถอยเที่ยวอันดามัน โรงแรม-เที่ยวบินภูเก็ตล้นข้ามปี

"นกแอร์-แอร์เอเชีย-การบินไทย" ประสานเสียงยันมาตรฐานความปลอดภัยการบินเชื่อใจได้ ชี้หลัง "วัน-ทู-โก" ตกแต่ผู้โดยสารไม่ยกเลิกเที่ยวบินเลย ขณะที่ธุรกิจท่องเที่ยวอันดามันมั่นใจ นักท่องเที่ยวยังแน่นตรึม อัตราเข้าพักทะลุ 95% เผยยอดจองห้องพักทั้งภูเก็ต-เขาหลัก-กระบี่เต็มยาวไปถึงกุมภาพันธ์ แถมกลุ่มชาร์เตอร์ไฟลต์, ลูกค้าโซนรัสเซีย-เกาหลี-ญี่ปุ่น ติดต่อผ่านเอเย่นต์หาห้องพักเพิ่มอีกเพียบ "กสิกรไทย" สำทับท่องเที่ยวภูเก็ตไม่กระทบ

พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยเกี่ยวกับการประเมินสถานการณ์หลังเที่ยวบิน OG 269 ของ วัน-ทู-โก สายการบินต้นทุนต่ำ (low cost airlines) ประสบอุบัติเหตุไฟลุกไหม้พังทั้งลำขณะแล่นลงจอดที่สนามบินนานาชาติภูเก็ต ได้รับความสนใจจากทั่วโลก และหลายฝ่ายหวั่นจะกระทบอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวภูเก็ตและเมืองไทยที่กำลังเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยวช่วงตุลาคมนี้ถึงกุมภาพันธ์ 2551 นั้น

จากการหารือร่วมกับผู้นำรัฐวิสาหกิจ ผู้นำที่เกี่ยวข้อง 4 กระทรวง ได้แก่ คมนาคม การท่องเที่ยวและกีฬา ต่างประเทศ มหาดไทย รวมถึงความเห็นจากผู้ประกอบธุรกิจต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตและส่วนกลาง รวมถึงผู้โดยสารที่ได้รับบาดเจ็บ ทุกกลุ่มมีความเห็นตรงกันว่ากรณีนี้เป็นอุบัติเหตุ ขณะที่หน่วยงานควบคุมการบินก็ยืนยันความปลอดภัยการเดินทางทางอากาศของไทยมีหน่วยงานสากลรับรองมาตรฐานคุณภาพนักบิน เครื่องบิน แนวโน้มไม่น่าจะมีผลกระทบกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบินของประเทศ เพียงแต่จากนี้ไปภาครัฐและเอกชนต้องหารือร่วมกันเพื่อตกลงเพิ่มความเข้มข้นด้านความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้ใช้บริการทั้งคนไทยและนานาชาติ

ภูเก็ตไม่สะท้าน ยอดจอง รร.เต็ม

นายไมตรี นฤขัติพิชัย นายกสมาคมท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต เจ้าของโรงแรมฮิลตัน อาเคเดีย ภูเก็ต กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า สถานการณ์ตลาดและการขายห้องพักในภูเก็ตที่มีประมาณ 5 หมื่นห้อง มียอดจองห้องพักล่วงหน้าเพื่อเดินทางเข้ามาพักผ่อนในภูเก็ตช่วงฤดูท่องเที่ยวตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมนี้ไปจนถึงกุมภาพันธ์ปีหน้า กำลังซื้อหลักจากยุโรป 85% เอเชียตะวันออกกลาง อเมริกา กว่า 10% และคนไทยประมาณ 2-5% นั้น แนวโน้มความต้องการใช้ห้องพักจะสูงกว่าห้องที่มีบริการ (overbooking)

หลังเกิดเหตุการณ์เที่ยวบินวัน-ทู-โก เรื่อยไปจนถึงเมื่อสนามบินภูเก็ตเปิดให้บริการตามปกติอีกครั้ง ขณะนี้ยังไม่มีนักท่องเที่ยวจากบริษัทใดยกเลิกจองห้องพัก ฤดูท่องเที่ยวปีนี้โรงแรมทั่วภูเก็ตมีการขายห้องพักสูงกว่าทุกปี ทำได้เกิน 95% และอีก 2-3 ตลาด เช่น รัสเซีย เกาหลี ญี่ปุ่น มีความต้องการห้องพักเพิ่มอีกเป็นจำนวนมากแต่จนถึงขณะนี้ยังหาไม่ได้ เนื่องจากทุกโรงแรมขายห้องล่วงหน้าไปเกือบหมดแล้ว

ขณะเดียวกันโรงแรมทั่วเกาะยังสามารถปรับราคาห้องพักในฤดูท่องเที่ยวปีนี้เพิ่มขึ้นได้อีก 10% ราคาห้องพักในภูเก็ตขณะนี้แบ่งเป็นกลุ่มโรงแรมระดับ 5 ดาว บริหารโดยเชนอินเตอร์ ขาย 6,000-7,000 บาท/ห้อง/คืน โรงแรมที่บริหารโดยเจ้าของซึ่งเป็นทุนในประเทศ ขาย 4,000-5,000 บาท/ ห้อง/คืน โรงแรมระดับ 3 ดาว ขาย 2,700-3,000 บาท/ห้อง/คืน และมีกลุ่มทุนใหม่เข้ามาสร้างโรงแรมสไตล์บูติคเพิ่มเตรียมเปิดปลายปีอีกกว่า 10 โครงการ อาทิ โซลิทูด วิลล่า ในเครือฮิลตัน อาเคเดีย จะเปิด 1 ตุลาคมนี้ ลงทุนสูงถึง 300 ล้านบาท จำนวน 30 ห้อง ขายห้องพักคืนละ 13,000-15,000 บาท/ยูนิต ได้รับความนิยมมากยอดจองล่วงหน้าเกือบเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

นายกสมาคมท่องเที่ยวภูเก็ตยืนยันว่า เหตุการณ์เครื่องบินประสบอุบัติเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากเป็นโศกนาฏกรรมที่รัฐบาลจัดการได้ดีและรวดเร็ว อีกทั้งอธิบายได้ว่าเป็นอุบัติเหตุอย่างเดียวไม่มีเรื่องอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ขั้นตอนสุดท้ายยังเตรียมมาตรฐานรองรับการช่วยเหลือดูแล และเร่งเพิ่มมาตรการความปลอดภัย สร้างความมั่นใจอย่างเข้มแข็งทุกวัน

ผลคือบริษัทตัวแทนจัดนำเที่ยวในต่างประเทศที่ค้าขายกับโรงแรมในภูเก็ตไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกหรือแจ้งยกเลิกสัญญาจองห้องพักล่วงหน้า เชน โรงแรมฮิลตัน อาเคเดีย ภูเก็ต มีห้องพักมากที่สุดในภูเก็ตถึง 700 ห้อง มียอดจองถึงเดือนกุมภาพันธ์เกิน 96%

"ช่วงเกิดเหตุการณ์ 16-18 กันยายน โรงแรมในภูเก็ตทุกแห่งเตรียมความพร้อมได้ดีมาก เมื่อมีผู้โดยสารตกค้างเพราะสนามบินปิดทุกโรงแรมยินดีเปิดรับนักท่องเที่ยวให้กลับมาพักที่เดิมได้จนกว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ ตามสภาพจริงช่วงแรกนักท่องเที่ยวอาจจะตกใจอยู่บ้างแต่ไม่ถึงกับแตกตื่น"

เผยแก้ปัญหาจนนักท่องเที่ยวมั่นใจ

นายกฤษฎา ตันสกุล นายกสมาคมโรงแรมไทยหาดป่าตอง จ.ภูเก็ต กล่าวว่า ทันทีที่เกิดเหตุการณ์เที่ยวบิน OG 269 โรงแรมบริเวณหาดป่าตอง 20 แห่ง เตรียมห้องพักให้บริษัท วัน ทู โก จำกัด นำไปให้ฟรีแก่ครอบครัวผู้ประสบเหตุที่บาดเจ็บและเสียชีวิตที่เดินทางเข้ามายังพื้นที่ได้จนถึง 23 กันยายนนี้ หรือจนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย และหากมีความจำเป็นต้องการใช้ห้องพักเพิ่มจะหามาเสริม เนื่องจากเล็งเห็นว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางมาภูเก็ตต้องดูแลให้ได้รับความสะดวกจากเหตุความเดือดร้อนครั้งนี้

ส่วนการค้าขายห้องพักขณะนี้โรงแรมหาดป่าตองกว่า 120 แห่ง จำนวน 15,000 ห้อง เป็นโรงแรมเปิดใหม่ 2,000 ห้อง ทุกแห่งรับจองล่วงหน้า อัตราเข้าพักเฉลี่ยเกิน 80% แล้ว จึงเริ่มหนักใจกับฤดูท่องเที่ยวซึ่งมีอัตราการเติบโตจากเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (charter flight) เพิ่มสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 30% เพราะหลังเหตุการณ์สึนามิ ภูเก็ต กระบี่ พังงา มีชื่อติดตลาดโลกทำให้ตลาดจากสแกนดิเนเวียขยายตัวเพิ่มเร็วมาก โดยทั่วไปการทำสัญญาจองห้องพักล่วงหน้าแต่ละปีจะเสร็จสิ้นภายในพฤษภาคมของทุกปี ต่างจากปีนี้ช่วงสิงหาคม-กันยายน บริษัททัวร์จากต่างประเทศหลายแห่งยังทำจดหมายขอจองห้องเพิ่มทยอยเข้ามาเป็นระยะ

แนวโน้มต้องกระจายกำลังซื้อล่วงหน้าต่อไปยังเขาหลัก จ.พังงา และ จ.กระบี่ ส่วนในภูเก็ตมีโรงแรมอยู่ทั้งหมด 550 แห่ง ห้องพัก 35,000 ห้อง ตั้งอยู่บริเวณป่าตอง 30% ขณะนี้ยอดเข้าพักจำนวนนักท่องเที่ยวมีสูงกว่าห้องพักที่มีบริการ

"ไม่มีใครเป็นห่วงกรณีเที่ยวบิน OG 269 เพราะผลการพิสูจน์หลักฐานเบื้องต้นก็ชัดเจนไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดบริการสนามบิน หรือสายการบินที่ผ่านมาไม่มีผลกระทบจากกรณีนี้ ชาวภูเก็ตไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่เพราะทุกกิจการล้วนเคยผ่านวิกฤตมาทุกปี จนสามารถหากลยุทธ์มาคลี่คลายสถานการณ์ได้ครอบคลุมทุกด้าน ทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย การตลาด เชิงสังคม โดยวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ จะจัดเทศกาลเปิดฤดูท่องเที่ยวป่าตอง ปีนี้ทำยิ่งใหญ่กว่าทุกปีเน้นการนำเสนอรูปแบบวัฒนธรรมเด่นของจังหวัด เพื่อกระตุ้นหรือปลุกผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมทางบริการ ทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อสร้างบรรยากาศและดึงกำลังซื้อตลอดฤดูท่องเที่ยว 5 เดือนให้มากที่สุด" นายกฤษฎากล่าว

สำหรับสนามบินนานาชาติภูเก็ต มีเที่ยวบินประจำให้บริการขึ้น-ลง วันละกว่า 240 เที่ยว จากในประเทศ 65% ต่างประเทศ 35% หลังจากเปิดน่านฟ้าเมื่อ 17 กันยายน 2550 ตั้งแต่ 15.45 น.เป็นต้นมา ขณะนี้สายการบินต่างๆ นำเครื่องขึ้นลงตามปกติ และตั้งแต่ 29 ตุลาคมนี้ จะเริ่มมีชาร์เตอร์ไฟลต์จากต่างประเทศบินบริการเฉพาะช่วงฤดูท่องเที่ยว 6 เดือน ตุลาคม 2550-มีนาคม 2551 รวมกว่า 2,000 เที่ยว
http://matichon.co.th/prachachat/pracha ... ionid=0201
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news26/09/07

โพสต์ที่ 54

โพสต์

ททท.นำเอกชนโรดโชว์ดึงทัวร์รัสเซียมาไทย  

โดย เดลินิวส์
วัน พุธ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2550 11:51 น.

รายงานข่าวจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. ได้นำ ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวเอกชนไทย 55 ราย ในกลุ่มบริษัทนำเที่ยว โรงแรม รีสอร์ท และสถานบริการนันทนาการ ไปร่วมงาน เอ็มเอทีไอดับเบิลยู- เลเชอร์ 2007 ที่มอสโก ประเทศรัสเซีย ระหว่างวันที่ 25-28 ก.ย.นี้ เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมเสนอขายสินค้าบริการทางการท่องเที่ยว แลกเปลี่ยนข้อมูล ตกลงทำสัญญาการค้ากับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมของรัสเซีย และกลุ่มประเทศที่แยกจากรัสเซียเดิม (ซีไอเอส)

ทั้งนี้ ได้นำเสนอแหล่งท่องเที่ยวที่สมุย ภูเก็ต พัทยา ตามเกาะแก่ง ทะเล ชายหาด ที่อยู่ในความนิยมของชาวรัสเซีย สำหรับบูธประเทศไทยได้ออกแบบเป็นศาลานิทรรศการไทย ตกแต่งแบบเรียบง่ายภายใต้สโลแกน อะเมซิ่งไทยแลนด์ พร้อมสาธิตกิจกรรม สปาไทย งานหัตถกรรม และพื้นที่ให้บริการข่าวสารการท่องเที่ยว

ส่วนสถานการณ์ท่องเที่ยวตลาดรัสเซียปีนี้ คาดว่ามีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเศรษฐกิจรัสเซียกำลังเติบโตสูง และค่าเงินแข็งค่า ส่งผลให้นักท่องเที่ยวรัสเซีย มีความต้องการเดินทางต่างประเทศเพิ่ม โดยสถิตินักท่องเที่ยวเมื่อปี 49 มีชาวรัสเซียเดินทางเข้าไทย 190,834 คน ขณะที่ตัวเลข 8 เดือนปีนี้ มีชาวรัสเซียมาแล้วถึง 119,221 คน เติบโต 46%

สำหรับงาน เอ็มเอทีไอดับเบิลยู-เลเชอร์ 2007 เป็นเวทีซื้อขายส่งเสริมการท่องเที่ยวที่สำคัญระดับนานาชาติ โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานภาครัฐบาลของสหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งดูแลด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมทั้งสมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวหลัก และองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวของแต่ละประเทศในแถบภูมิภาคเอเชีย มีผู้ประกอบการที่เข้าร่วมเกือบ 1,000 ราย จาก 67 ประเทศ จำนวนผู้เข้าชมกว่า 50,000 คน และงานนี้ถูกบรรจุอยู่ในปฏิทินการส่งเสริมการขายการท่องเที่ยวประจำปีของ ททท. ต่อเนื่องมากว่า 12 ปีแล้ว
http://news.sanook.com/economic/economic_187021.php
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news03/10/07

โพสต์ที่ 55

โพสต์

บิ๊กเชนบุกระยองแห่ผุดโรงแรม

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 3 ตุลาคม 2550 10:43 น.

      ท่องเที่ยวระยองบูมรับอานิสงส์ตลาดพัทยาล้น โรงแรมเชนระดับอินเตอร์แห่ลงทุน ทั้งเครือดุสิต และ อิมพีเรียล ขณะที่สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดระยองอ้าแขนรับการลงทุนโรงแรมใหม่ๆ ตั้งเป้าเพิ่มห้องพักให้มี 1.5 หมื่นห้อง ใน 2-3 ปี พร้อมอัพเกรดนักท่องเที่ยวขยายสูงตลาดต่างชาติจากยุโรปและเกาหลี ด้านร้านอาหารตำนานป่าแตกไลน์ธุรกิจ ทุ่ม 120 ล้านบาทผุดโรงแรมเช่นกัน
     
      นายชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดระยอง และเจ้าของร้านอาหาร ตำนานป่า เปิดเผยว่า สถานการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเที่ยวและพักที่จังหวัดระยอง มีเพิ่มมากขึ้นส่วนหนึ่งเป็นนักท่องเที่ยวที่ล้นมาจากพัทยา และกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต้องการสถานที่พักผ่อนที่เงียบสงบเป็นธรรมชาติ ซึ่งตรงนี้แหล่งท่องเที่ยวที่จ.ระยองตอบโจทย์ได้ โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวได้แก่อังกฤษ กลุ่มสแกนดิเนเวีย เกาหลี และ รัสเซีย ตามลำดับ นอกจากนั้น ระยองยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวของตลาดคนไทยโดยเฉพาะกลุ่มครอบครัว
     
      ทั้งนี้ในปี 2550 คาดการณ์ว่า ระยองจะมีรายได้ที่เกิดจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 9.7 พันล้านบาท ส่วนปี 2551 คาดหวังว่าอุตสาหกรรมนี้จะทำรายได้เข้าจังหวัดเพิ่มเป็น1.2 หมื่นล้านบาท และจากการเติบโตดังกล่าว ส่งผลให้จำนวนห้องพักโรงแรมยังไม่เพียงพอที่จะต้องรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะโรงแรมระดับ 3-5 ดาวที่เป็นมาตรฐานระดับสากล เพราะห้องพักส่วนใหญ่ในจังหวัดระยอง เป็นของผู้ประกอบการท้องถิ่น รวมถึงบังกะโล
     
      ล่าสุดเริ่มมีกลุ่มทุนในแวดวงธุรกิจโรงแรมที่เป็นเชนระดับอินเตอร์เข้ามาลงทุน เช่น กลุ่ม ดุสิตธานีและอิมพีเรียล เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีโรงแรมระดับ 5 ดาว อย่าง เอวาซอน และภูผาธารา มาจับจองที่ดินเพื่อก่อสร้างโรงแรม ซึ่งจังหวัดระยองยังให้การสนับสนุนการสร้างโรงแรมโดยอย่างน้อยต้องมี 1.5 หมื่นห้องจากปัจจุบันทั้งจังหวัดมีประมาณ 9 พันห้องพัก ช่วงไฮซีซั่นจะไม่เพียงพอ และ ในปี 2551 คาดว่าจะเพิ่มเป็น 1.2 หมื่นห้อง
     
      โดยในส่วนของ ตำนานป่า ก็กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างที่พัก สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวเช่นกัน โดยอยู่บริเวณใกล้ๆกับร้านอาหารตำนานป่า ใช้เงินลงทุน 120 ล้านบาท มีจำนวนห้องในเฟสแรก 80 ห้องรูปแบบกึ่งบูติกผสมผสาน เปิดให้บริการปลายปี 2551 จับนักท่องเที่ยวกลุ่มประชุมสัมมนา ราคาห้องพักจะเริ่มตั้งแต่คืนละ 1 พันบาทขึ้นไป ขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือกเชนที่จะเข้ามาบริหาระหว่าง เบส เวสเทิร์น และ อมารี คาด 2 เดือนรู้ผล
     
      นักท่องเที่ยวระยอง 80% เป็นคนไทย อีก 20% เป็นต่างชาติ และ มีแนวโน้มโตต่อเนื่องทุกปีซึ่งเชื่อว่าการเข้ามาของตลาดสแกน จะดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติประเทศอื่นๆ เข้ามาเพิ่มขึ้น ส่วนตลาดคนไทย เป็นกลุ่มคอปอเรท เพราะมีราคาไม่แพง ขณะที่โรงแรมระดับมาตรฐาน ก็มีงานจัดเลี้ยงเยอะเพราะจังหวัดนี้มีอุตสาหกรรมจำนวนมาก ดังนั้นแนวโน้มการลงทุนในธุรกิจโรงแรมยังคงสดใส
     
      สำหรับปี 2551สมาคมฯตั้งงบกว่า 10 ล้านบาท สำหรับโปรโมทการท่องเที่ยวจังหวัดระยอง ทั้งการพาผู้ประกอบการร่วมออกบูทในงานคอนซูเมอร์แฟร์และ การออกโรดโชว์ในต่างประเทศเช่น รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น
     
      อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบที่จะเข้ามากระทบการท่องเที่ยวของระยอง คือ การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพราะเชื่อว่านักท่องเที่ยวจะวิตกกังวล เรื่องความปลอดภัย และ มลภาวะ ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาจากการมีข่าวประท้วงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ยังมีผลให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาระยองลดลง และจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาก็มีผลกระทบเช่นกัน จึงคาดว่าปีนี้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวระยองจะเติบโต 10% ลดลงจากทุกปีราว 2-3%
http://www.manager.co.th/Business/ViewN ... 0000116648
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news11/10/07

โพสต์ที่ 56

โพสต์

สินค้าขึ้นราคาฟาดท่องเที่ยวหด คาดสิ้นปีตัวเลขนักเที่ยวต่ำเป้า5%

โดย ผู้จัดการออนไลน์
11 ตุลาคม 2550 09:45 น.

      สินค้าขึ้นราคากระทบนักท่องเที่ยวชั้นรากหญ้าหงอย เกิดอาการชะลอการจับจ่าย  นายก สทน. ยอมรับมีผลทางจิตวิทยาช่วงสั้น ระบุห่วงภาพเศรษฐกิจที่กระทบกิจการบริษัทกำไรหดแห่ปิดตัว จะมีผลกระทบมากกว่า ชี้ปัจจัยลบผุดขึ้นตลอด คาดถึงสิ้นปีตัวเลขหดกว่า5% จากเป้า ททท.82 ล้านคนครั้ง
     
      นายเจริญ  วังอนานนท์   นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีประกาศปรับขึ้นราคาสินค้าและค่ารถโดยสารทุกประเภท จะมีผลทางด้านจิตวิทยากับคนไทยให้ชะลอการจับจ่าย ซึ่งในที่นี้จะส่งผลกระทบกับภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน  โดยอาจทำให้คนไทยชะลอการท่องเที่ยวไปชั่วขณะหนึ่ง  เพราะเกิดความคิดว่าต้องระมัดระวังเรื่องการจับจ่าย ใช้เงินเท่าที่จำเป็น ซึ่งหากเดินทางท่องเที่ยวอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นในชีวิตมากนัก โดยเฉพาะตลาดระดับกลางลงไป ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ และเป็นตลาดที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดต่อการปรับขึ้นของราคาสินค้าและบริการในครั้งนี้
     
      การขึ้นราคาสินค้า มีผลต่อค่าครองชีพของกลุ่มพนักงานบริษัท ข้าราชการระดับล่าง ที่มีเงินเดือนเป็นรายได้ประจำ  แต่ภาวะชะลอการจับจ่ายอาจเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่งจะต้องประเมิหลังจากสินค้าเริ่มมีการปรับขึ้นราคาไปแล้วอย่างน้อย 1 เดือน รวมถึงต้องดูปัจจัยอื่นๆประกอบด้วย เช่น มีสินค้าหรือบริการใดมีขึ้นราคาอีกหรือไม่ หรือมีการปรับขึ้นเงินเดือนหรือไม่ รวมถึงปัจจัยลบต่างๆ
     
      ทั้งนี้สิ่งที่ สทน.เป็นห่วงมากที่สุดคือภาวะการว่างงาน อันเนื่องมาจากการปิดกิจการของอุตสาหกรรมต่างๆที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งตัว ทำให้ธุรกิจขาดทุนหรือมีกำไรน้อย  และการย้ายฐานการผลิต ไปยังประเทศที่มีค่าแรงงานต่ำกว่า มีกำลังซื้อสูงกว่า เป็นต้น ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดจะกระทบกับภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก  
     
      อย่างไรก็ตาม ปีนี้ค่อนข้างมั่นใจว่า จำนวนนักท่องเที่ยวตลาดคนไทยเที่ยวในประเทศจะต่ำกว่าเป้าหมายอย่างน้อย 5% จากที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์ว่าถึงสิ้นปี จำนวนนักท่องเที่ยวตลาดในประเทศจะอยู่ที่ 82 ล้านคนครั้ง  เพราะว่าตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ มีปัจจัยลบเข้ามากระทบต่อการท่องเที่ยวมากมาย  เช่น  ปัญหาการเมือง, ราคาน้ำมันแพง, เงินบาทแข็งค่า และ ฝนตกชุก  
     
      แต่ทั้งนี้จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น เป็นเพราะพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลง โดยหันมาเดินทางท่องเที่ยวระยะใกล้แบบไปเช้าเย็นกลับ  และเพิ่มความถี่ของการเดินทาง โดยจะนิยมเดินทางช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์  แทนการไปเที่ยวระยะไกล และใช้เวลานาน ส่วนการจับจ่ายของการท่องเที่ยวจะหมดไปกับการใช้จ่ายเรื่องอาหาร มากกว่าการซื้อของที่ระลึก ซึ่งอาจจะทำให้ตัวเลขรายได้อาจเป็นไปตามเป้าหมาย คือ  3.8 แสนล้านบาท
http://www.manager.co.th/Business/ViewN ... 0000120281
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news12/10/07

โพสต์ที่ 57

โพสต์

ททท.อัดกิจกรรมสิ้นปี หวังดันยอด14.8ล.คน

โพสต์ทูเดย์ ททท.เร่งเครื่องโค้งสุดท้าย ผุดแคมเปญ 72 อาวส์ อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ ดึงกลุ่มเอเชีย ดันเป้า 14.8 ล้านคน


นางจุฑาพร เริงรณอาษา รองผู้ว่าการด้านตลาดต่างประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.ได้ร่วมกับบริษัท มาสเตอร์การ์ด เวิลด์วายด์ ผู้ให้บริการบัตรมาสเตอร์การ์ด จัดทำคู่มือแนะนำเส้นทางการท่องเที่ยว ภายใต้แคมเปญ 72 อาวส์ อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ โดยแนะนำแหล่งท่องเที่ยวรอบกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑล ที่ น่าสนใจและสามารถเดินทางท่องเที่ยวในเวลา 3 วัน 2 คืน

การจัดทำแคมเปญดังกล่าว เจาะนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางในระยะใกล้ แต่บ่อยขึ้น โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลัก เป็นนักท่องเที่ยวโซนเอเชีย รวมถึงชาวต่างชาติที่อาศัยในไทย

สำหรับรูปแบบแคมเปญ นักท่องเที่ยวสามารถใช้จ่ายสินค้าทางการท่องเที่ยวผ่านบัตรกับพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการกว่า 200 ราย ผ่านบัตรมาสเตอร์การ์ด จะได้รับส่วนลดเฉลี่ย 5-30% ตั้งแต่วันนี้-30 ก.ย. ปีหน้า

ด้านสถานการณ์การท่องเที่ยว 7 เดือนที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยประมาณ 7 ล้านคน ซึ่งเชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลัง จะมีนักท่องเที่ยวตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 14.8 ล้านคน
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=196998
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news13/10/07

โพสต์ที่ 58

โพสต์

รร.นอกตบเท้าเข้าไทย

โพสต์ทูเดย์ เชนโรงแรมนอกแห่เข้าไทยคึก แลงแฮม หวังใช้เป็นฐานขยายลงทุน คิง เพาเวอร์ จูบปากเชนใหม่ พูลแมน


นายโล คา ชุย ประธานกลุ่ม แลงแฮม โฮเทล อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า จะ เห็นการขยายการลงทุนอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของกลุ่มแลงแฮม ใน 2 แนวทาง คือ การเข้ามาบริการโรงแรม-รีสอร์ต และการลงทุนโดยตรง โดยร่วมกับพันธมิตร ในพื้นที่และการลงทุนเอง

สำหรับในประเทศไทย ธุรกิจการท่องเที่ยวยังมีการขยายตัวต่อเนื่อง และยังเป็นที่น่าสนใจในการลงทุนของกลุ่มแลงแฮมที่ต้องการลงทุนในไทย และใช้เป็นฐานในการขยายการลงทุนในภูมิภาคนี้ โดยล่าสุดได้เข้าบริหารโครงการรวิ วาริน รีสอร์ท แอนด์ สปา ที่เกาะลันตา จ.กระบี่ และถือว่าเป็นการขยายธุรกิจไปยังการบริหารรีสอร์ตครั้งแรกของกลุ่มอีกด้วย

นอกจากนี้ กลุ่มแลงแฮมยังอยู่ในระหว่างการเจรจากับ บริษัท รวิ วาริน เพื่อร่วมลงทุนในโครงการทำเลอื่นๆ เช่น เขาหลัก จ.พังงา, หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น และใน 2-3 ปีนี้ยังมีแผนการขยายธุรกิจการบริหารโรงแรมและการลงทุนของกลุ่มไปทั่วประเทศไทย เช่น จ.เชียงราย เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา จ.ชลบุรี เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ ธานี เป็นต้น

ด้านนายปราโมทย์ ฐิตยางกูร ประธานบริหาร บริษัท รวิ วาริน รีสอร์ท แอนด์ สปา กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นรีสอร์ตบนเนื้อที่ 38 ไร่ จำนวน 185 ห้อง มูลค่าโครงการรวมทั้งสิ้น 900 ล้านบาท และยังมีที่ดินจำนวน กว่า 10 ไร่ที่จะขยายโครงการเพิ่มในอนาคต ส่วนที่ดินแปลงอื่น เช่น ที่ดินกว่า 100 ไร่ ที่เขาหลัก และหัวหิน อยู่ระหว่างการเจรจากับกลุ่มแลงแฮมอยู่เช่นกัน

ขณะที่ นายจุลจิตต์ บุณยเกตุ รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ กล่าวว่า บริษัทได้เลือกพูลแมน เชนใหม่จากแอคคอร์ เข้ามาบริหารโรงแรมของบริษัทภายใต้แบรนด์ พูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ เนื่องจากเห็นว่าพูลแมนเป็นแบรนด์ใหม่ที่มีความแข็งแกร่งในอนาคต

สำหรับโรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ ใช้งบการก่อสร้าง 2.3 พันล้านบาท มีจำนวนห้องพัก 386 ห้อง กลุ่มเป้าหมายเน้นนักท่องเที่ยวต่างชาติ เนื่องจากโรงแรมอยู่ย่านใจกลางเมือง โดยในปีแรกคาดว่าจะมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย ที่ 65-70% และทำรายได้ในปี 2551 ประมาณ 400 ล้านบาท

นอกจากนี้ กลุ่มสตาร์วู้ด ยังได้ เข้าบริหารโรงแรมใหม่จำนวน 400 ห้อง บริเวณแยกสาทร-นราธิวาสราชนครินทร์ ของบริษัท นอร์ท สาธร โฮเต็ลล์ บริษัทร่วมทุนระหว่าง อิสทิธมาร์ โฮเต็ลล์ และบริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ภายใต้แบรนด์ดับเบิลยู
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=197232
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news13/10/07

โพสต์ที่ 59

โพสต์

ซีซันคึกคัก'อันดามัน'บูมสุด  
ท่องเที่ยวไฮซีซันคึกคัก แอร์ไลน์เพิ่มไฟล์ตบิน-เปิดรู้ทใหม่นับ 100 เที่ยวบิน ทีเอชเอ คาดแรงดันโค้งสุดท้าย หนุนท่องเที่ยวไทยตลอดทั้งปีชลอตัว 5% เผยอันดามันสุดบูม บุกกิ้งล่วงหน้ากว่า 70% ภูเก็ตเชื่อปีนี้ทัวร์ริสทะลุ 5 ล้านคนเป็นปีแรก เขาหลักยอดจองห้องพัก 4.2 พันห้องเต็ม พัทยาใกล้เคียงปีที่แล้ว เชียงใหม่ ได้อานิสงค์ตลาดเอเชียโต แต่อัตราเข้าพักไม่ขยับเหตุจากมีโรงแรมเปิดใหม่ผุดเพิ่ม 400 แห่ง ส่วนระเบิดหาดใหญ่ไม่กระทบ


จากการสำรวจของ "ฐานเศรษฐกิจ" พบว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซันนี้(ปลายตุลาคม 2550-มีนาคม 2551) มีอัตราการเติบโตสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จะเห็นได้จากจำนวนสายการบินต่างๆที่เปิดจุดบินใหม่และเพิ่มเที่ยวบินเข้าไทยรวมกว่า 100 เที่ยวบิน และจากการสำรวจยอดการจองล่วงหน้าของโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวหลัก ก็พบว่ามียอดจองเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน ที่ถือว่าสถานการณ์การท่องเที่ยวคึกคักไม่ต่างจากช่วงก่อนเกิดสึนามิ

เรื่องนี้นายประกิจ ชินอมรพงษ์ อุปนายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) เปิดเผยว่าสถานการณ์การท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซันนี้มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่งสัญญาณให้เห็นว่าการท่องเที่ยวไทยเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาที่มีการชะลอตัวลงไปมาก แต่ขณะนี้สถานการณ์การเมืองเริ่มคลี่คลาย ทั้งยังใกล้กับช่วงเวลาการจัดงานเฉลิมฉลองพระชนมายุครบ 80 พรรษา ซึ่งภาครัฐและภาคเอกชนเริ่มจัดกิจกรรมตั้งแต่กลางเดือนนี้ไปจนถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2550 ทำให้เกิดบรรยากาศที่ดีในการท่องเที่ยว

การกระเตื้องขึ้นของการท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซันนี้ที่มีอัตราการเติบโตสูงมาก สมาคมโรงแรมจึงคาดว่าจะส่งผลให้การท่องเที่ยวของไทยตลอดทั้งปีนี้จะมีอัตราการขยายตัวลดลงจากปีผ่านมาประมาณ 5% เท่านั้น เมื่อเทียบกับสถานการณ์ท่องเที่ยวก่อนหน้านี้ซึ่งเอกชนประเมินว่า

ชลอตัวลดลงจากปีที่ผ่านมาประมาณ 8-10% ขณะที่ตัวเลขของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)ที่ระบุลดลงแค่เพียง 3-4%

นายไมตรี นฤขัตติพิชัย นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่าการท่องเที่ยวภูเก็ตไฮซีซันนี้มีอัตราการเติบโตสูงมาก เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 20-30% โดยขณะนี้โรงแรมในภูเก็ตมียอดจองล่วงหน้าเข้ามาแล้วเฉลี่ย 70% และเชื่อว่าเมื่อเข้าสู่ฤดูไฮซีซันจะมียอดจองห้องพักจนล้นอย่างแน่นอน ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะเป็นปีแรกที่ภูเก็ตจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวทะลุ 5 ล้านคนเป็นปีแรก (สูงกว่าช่วงก่อนเกิดสึนามิที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 4.6-4.7 ล้านคน)และมีรายได้กว่า 8 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยังมั่นใจว่าไฮซีซันนี้มีภูเก็ตจะมีนักท่องเที่ยวล้นจนห้องพักในภูเก็ตมีไม่เพียงพอที่จะรองรับ และนักท่องเที่ยวจะต้องกระจายไปพักที่เขาหลัก จ.พังงาอย่างแน่นอน
http://www.thannews.th.com/detialNews.p ... issue=2260
chartchai madman
Verified User
โพสต์: 7514
ผู้ติดตาม: 0

news18/10/07

โพสต์ที่ 60

โพสต์

รร.ไทยเจอโอเวอร์ซัพพลาย ค่าห้องถูกสุดในเอเชียกว่า50%  
เผยค่าห้องโรงแรมไทยถูกสุดในภูมิภาค ถูกกว่า ฮ่องกง สิงคโปร์ เวียดนาม ร่วม 50 %


เหตุโอเวอร์ซัพพลาย มีห้องพักทั่วประเทศร่วม 3 แสนห้อง หลังถูกเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์แย่ง

แถมตลาดใหญ่เป็นทัวร์ริสต์ทำให้ค่าห้องถูกกว่าตลาดธุรกิจ นายกฯโรงแรมแนะต้องจำกัดโซนนิ่งลงทุน ส่วนวงการทัวร์ตีปีกตอกย้ำราคาเริ่มต้นแค่ 800 บาท แจงของถูกทำตลาดง่าย ด้านผู้ว่า ททท.ยอมรับโรงแรมเกิดใหม่มาก ตัวเลขทัวร์ยังพุ่ง

นายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงแรมและรีสอร์ตในเครือดุสิต ธานี และในฐานะนายกสมาคมโรงแรมไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าขณะนี้โรงแรมในประเทศไทยราคาค่าห้องพักถูกที่สุดและเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง สิงคโปร์ อินเดียหรือเวียดนามก็ตามโดยพบว่าราคาห้องพักถูกกว่าประเทศเหล่านี้มาก บางประเทศต่ำกว่าถึง 50 % อาทิเช่น สิงคโปร์ ส่วนฮ่องกงนั้นราคาห้องพักแพงกว่าเมืองไทยในราว 1ใน 3 ขณะที่ เวียดนาม หลวงพระบางแพงกว่า 20-30 % ด้านอินเดียราคาห้องพักแพงกว่าเมืองไทย ส่วนมาเลเซียนั้นเดิมถูกกว่าแต่ตอนนี้ราคาเริ่มใกล้เคียง

สาเหตุที่ห้องพักโรงแรมระดับห้าดาวของไทยโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ราคาถูกกว่าประเทศเพื่อนบ้านนั้นมาจากหลายสาเหตุอาทิ
1.จำนวนห้องพักมีมากเกินไปเกินความต้องการของนักท่องเที่ยวและยังถูกเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ ที่ขายในลักษณะโรงแรมมาแย่งตลาดไปอีกจำนวนหนึ่ง
2.ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมายังประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นตลาดนักท่องเที่ยวมิใช่ตลาดนักธุรกิจเหมือน สิงคโปร์หรือ ฮ่องกง ทำให้ขายได้ในราคาที่ต่ำ เพราะการแข่งขันรุนแรง

3. ปัญหาการเมือง ความไม่สงบ และไม่ปลอดภัย ล้วนแล้วแต่เป็นตัวแปรที่มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวและราคาขายห้องพัก

นายกสมาคมโรงแรมไทย ยังระบุอีกว่า แนวทางการปรับราคาค่าห้องพักให้สูงเทียบเท่าประเทศเพื่อนบ้านคงลำบากเพราะต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างตัวเลขนักท่องเที่ยวหันมาหาตลาดนักธุรกิจเพิ่มมากยิ่งขึ้น ซึ่งต้องใช้เวลาประกอบกับ ปริมาณห้องพักของโรงแรมมีมากเกินไปไม่ได้ขยายตัวในสัดส่วนที่สมดุลกันโดยพบว่าจำนวนห้องพักในเมืองไทยมีทั้งหมด 3 แสนห้อง ในกรุงเทพฯ ซึ่งจะมีถึง 9 หมื่นถึง 1 แสนห้องพักในอีกสองปีซึ่งไม่รวมเซอร์วิสอพาร์ทเม้นต์ ที่เปิดขึ้นมาแข่งขันกับธุรกิจโรงแรมอีกจำนวนหนึ่ง ข้อเสียของการขายราคาห้องพักต่ำ ไม่คุ้มกับสิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลายถ้ามองในแง่ของโอกาสที่ประเทศจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะออกมาตรการจำกัดจำนวนห้องพัก หรือกำหนดโซนนิ่งสำหรับการลงทุนสร้างโรงแรม

ด้านนายชัชวาล ศุภชยานนท์ นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันออก เปิดเผยว่า สาเหตุหลักที่ห้องพักโรงแรมไทยราคาถูกกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาคเนื่องจากรัฐบาลไม่ควบคุมเรื่องปริมาณห้องพักให้สมดุลกับปริมาณนักท่องเที่ยว ขณะเดียวกันมีธุรกิจแอบแฝงมาให้บริการนักท่องเที่ยวเหมือนโรงแรมเป็นจำนวนมาก นับตั้งแต่เซอร์วิสอพาร์ธเม้นท์ คอนโดเทล เกสเฮ้าท์ โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวหลักทั่วประเทศไม่ว่าจะเป็นพัทยา เชียงใหม่ กรุงเทพฯ จึงส่งผลให้เกิดการแข่งขันและการตัดราคากันค่อนข้างมาก

นอกจากนี้ผู้ประกอบการธุรกิจดังกล่าวยังไม่เสียภาษี ไม่มีต้นทุนด้านการบริการ จึงทำให้ตัดราคาโรงแรมส่งผลให้เกิดปัญหากับดักราคา ทำให้ราคาถูกลงทุกวัน โดยที่รัฐไม่สามารถตรวจสอบปริมาณห้องพักที่แท้จริงได้ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อภาพรวม โดยรัฐบาลจะต้องเร่งแก้ปัญหาอย่างจริงจังก่อนที่อุตสาหกรรมโรงแรมจะพัง

ส่วนนายอเนก ศรีชีวะชาติ นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) กล่าวว่า หากเทียบภาพรวมของราคาห้องพักของโรงแรมในประเทศไทยกับประเทศอื่นในภูมิภาค อาทิ ฮ่องกง สิงคโปร์ เวียดนาม กัมพูชานั้นถือว่าประเทศไทยถูกกว่าประเทศอื่นประมาณ 30% โดยเฉพาะโรงแรมระดับ 3-4 ดาว ขณะที่โรงแรมระดับ 5 ดาวนั้นถือว่าใกล้เคียงกัน โดยราคาห้องพักของไทยในขณะนี้ถือว่ามีราคาถูกใกล้เคียงกับประเทศจีนเท่านั้น แต่ในอนาคตจีนก็มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นกว่าเมืองไทยแล้ว เพราะปริมาณนักท่องเที่ยวจะเดินทางไปจีนเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้สาเหตุหลักที่ราคาโรงแรมไทยถูกนั้นเนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาประเทศไทยน้อยกว่าเป้าหมายที่กำหนด ทำให้ปริมาณความต้องการห้องพักน้อยกว่าปริมาณห้องพักจึงทำให้ราคาถูกลง ยกเว้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวที่ภูเก็ตซึ่งราคาห้องพักอยู่ในอัตราสูงกว่าจังหวัดอื่นๆในไทย อย่างไรก็ดีในส่วนของโรงแรมระดับ 5 ดาวนั้นส่วนใหญ่ก็ตกอยู่ในมือของนักลงทุนต่างชาติเป็นหลัก ขณะที่โรงแรมระดับ 3-4 ดาวนั้นส่วนใหญ่เจ้าของเป็นคนไทย

นายอภิชาต สังฆอารี นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า ภาพรวมของราคาโรงแรมในไทยนั้นมีอัตราถูกมากที่สุดในภูมิภาคโดยเริ่มต้น ที่ประมาณ 800 -10,000 บาท

ยกตัวอย่างเช่น ฮ่องกง ราคาห้องพักเริ่มต้นที่ 1,000-3,000 เหรียญฮ่องกง สิงคโปร์ราคาเริ่มต้นที่ 2,000- 10,000 บาท เวียดนามราคาเริ่มต้นที่ 60-300 ดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 2,100- 10,500 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน 35 บาท) กัมพูชาราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 40-400 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,400-14,000 บาท

สาเหตุที่ห้องพักของไทยถูกนั้นเนื่องจากเป็นตลาดนักท่องเที่ยวทั่วไปเป็นหลัก จึงทำให้ราคาห้องพักเฉลี่ยค่อนข้างถูกมาก ซึ่งหลังจากนี้ควรจะมองตลาดระดับบนมากขึ้นเพื่อที่จะช่วยเพิ่มราคาห้องพักของประเทศไทย จากการที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อกิจการโรงแรมราคาถูก ในไทยและพัฒนาเป็นห้าดาวทำให้อนาคตโรงแรมห้าดาวของไทย ส่วนใหญ่จะตกอยู่ในมือของชาวต่างชาติเป็นหลัก ซึ่งถึงแม้ราคาห้องพักจะสูงขึ้นแต่ธุรกิจส่วนใหญ่กลับไม่อยู่ในมือของคนไทย

อย่างไรก็ดี การที่ราคาห้องพักของเมืองไทยถูกนั้นก็ถือว่าคุ้มค่าเงินมากที่สุด ซึ่งง่ายต่อการทำการตลาดและการจัดแพ็คเกจ ทำให้ประเทศไทยยังเป็นเป้าหมายสำคัญในการท่องเที่ยวของภูมิภาคเอเชีย

ทางด้านนางพรศิริ มโนหาญ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวถึงราคาห้องพักโรงแรมในไทยราคาถูก ว่าเป็นเพราะปริมาณห้องพักมีมากเกินไป จึงทำให้เกิดการกระจายการพักไปยัง โรงแรมต่าง ๆ ทำให้อัตราการเข้าพักลดลง โดยเฉพาะโรงแรมใหม่ ๆ ที่เป็น ลักษณะบูติก โฮเต็ล หรือโรงแรมเล็กแต่หรู ที่เกิดขึ้นมากในระยะหลังมานี้ ย่อมดึงส่วนแบ่งทางการตลาดไปจำนวนหนึ่ง

ขณะที่เมืองไทยได้เปิดเสรีการลงทุน ใครจะสร้างโรงแรมก็ได้ไม่ได้จำกัด เพราะถ้าดูตามสถิติจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังประเทศเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด โดยจากสถิตินักท่องเที่ยวปีนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม พบว่ามีนักท่องเที่ยวจำนวน 6.68 ล้านคน เพิ่มขึ้นประมาณ 2.96% ส่วนกรณีที่ห้องพักโรงแรมบางประเทศอย่างเวียดนามที่แพงกว่าบ้านเรานั้น คงเปรียบไม่ได้เพราะเป็นประเทศเปิดใหม่กำลังขยายตัวอีกทั้งเขามีปัญหาเรื่องห้องพักไม่เพียงพอต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจที่เดินทางเข้าไปเป็นจำนวนมาก ส่วนฮ่องกง กับสิงคโปร์นั้นเป็นเกาะมีปริมาณห้องพักแค่หลักหมื่นเท่านั้นเปรียบกับไทยแล้วก็เท่ากับภูเก็ต  
http://www.thannews.th.com/detialNews.p ... issue=2262