หน้า 2 จากทั้งหมด 2
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองราช๖๐ปี
โพสต์แล้ว: ศุกร์ เม.ย. 07, 2006 8:58 pm
โดย ปรัชญา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองราช๖๐ปี
โพสต์แล้ว: ศุกร์ เม.ย. 07, 2006 9:05 pm
โดย ปรัชญา
โครงการฝนหลวง
ครั้งเมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ได้เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎรตามภูมิภาคต่าง ๆ
ของประเทศ พระองค์ทรงพบว่า
ปัญหาฝนแล้งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทย
ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่ประกอบ อาชีพเกษตรกรรม
พระองค์จึงทรงดำริที่จะทำฝนเทียมขึ้น ในปี พ.ศ. 2499
และได้ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ ในปี พ.ศ. 2502
เพื่อทำการวิจัยและปฏิบัติ ในปี พ.ศ. 2505
ประเทศไทยประสบกับภาวะแห้งแล้งกองทัพอากาศ
ได้ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ได้จัดเครื่องบิน C-47 เพื่อช่วยในการสร้างฝน
หลังจากนั้นกองทัพอากาศก็ได้ให้การสนับสนุน
ในการปฏิบัติการทางฝนหลวงเรื่อยมา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองราช๖๐ปี
โพสต์แล้ว: ศุกร์ เม.ย. 07, 2006 9:07 pm
โดย ปรัชญา
"ซูเปอร์แซนด์วิช" ฝนหลวง : ความหวังสุดท้าย!
สภาพภูมิอากาศที่ดูเหมือนจะร้อนและแล้งรุนแรงกว่าทุกปี เพราะยังไม่ทันถึงเดือนเมษายน น้ำในเขื่อนหลักหลายแห่งถึงกับต้องจำกัดการจ่ายน้ำสำหรับการเกษตร เพื่อให้เพียงพอสำหรับอุปโภคบริโภคตลอดทั้งปี ดังนั้นรัฐบาลจึงหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วน และ "ฝนหลวง" ดูจะเป็นความหวังเดียวของประชาชนทั่วประเทศที่พอจะบรรเทาเบาบางปัญหาภัยแล้งลงได้
ล่าสุด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้น้อมรับกระแสพระราชดำรัส จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงขึ้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเป็นศูนย์กลางการทำฝนหลวงพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 22 มีนาคมนี้
"ฝนหลวง" เป็นเทคนิคหรือวิชาการที่เกี่ยวกับการดัดแปลงสภาพอากาศโดยเน้นการทำฝน เพื่อเพิ่มปริมาณฝนตก (Rain enhancement) หรือให้ฝนตกกระจายอย่างสม่ำเสมอ (Rain redistribution) เพื่อบรรเทาภาวะแห้งแล้งที่เกิดจากฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ซึ่งการทำฝนหลวงที่ใช้อยู่ในประเทศไทยมี 3 ขั้นตอน
ขั้นตอนที่หนึ่ง : ก่อเมฆ
แปรสภาพอากาศเพื่อเร่งหรือเสริมการเกิดเมฆ โดยโปรยผงเกลือโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) ที่มีคุณสมบัติในการดูดความชื้นได้ดีเข้าไปในเมฆที่ระดับความสูง 7,000 ฟุต ในท้องฟ้าโปร่งใสที่มีความชื้นสัมพัทธ์ไม่น้อยกว่า 60% ทำให้กระบวนการดูดซับความชื้นในอากาศกลายเป็นเม็ดน้ำเกิดเร็วขึ้นกว่าธรรมชาติ และเกิดกลุ่มเมฆจำนวนมาก ซึ่งเมฆเหล่านี้จะพัฒนาเป็นเมฆก้อนใหญ่ในเวลาต่อมา
ขั้นตอนที่สอง : เลี้ยงให้อ้วน
เร่งหรือเสริมการเพิ่มขนาดของเมฆ และขนาดของเม็ดน้ำในก้อนเมฆ จะปฏิบัติการเมื่อเมฆที่ก่อตัวจากขั้นตอนที่ 1 หรือเมฆเดิมที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ก่อยอดสูงถึงระดับ 10,000 ฟุต จากนั้นโปรยผงแคลเซียมคลอไรด์ (CaCl2) ที่มีคุณสมบัติดูดความชื้นได้ดี เข้าไปในกลุ่มเมฆที่ระดับ 8,000 ฟุต ผงแคลเซียมคลอไรด์จะดูดซับความชื้นและเม็ดน้ำขนาดเล็กในก้อนเมฆให้กลายเป็นเม็ดน้ำขนาดใหญ่
ขณะเดียวกันจะเกิดปฏิกิริยาคายความร้อน ซึ่งเป็นคุณสมบัติเฉพาะของสารแคลเซียมคลอไรด์เมื่อละลายน้ำ ความร้อนที่เกิดขึ้นจะเพิ่มอัตราเร็วของกระแสอากาศไหลขึ้นในก้อนเมฆ ทั้งขนาดเม็ดน้ำที่โตขึ้นและความเร็วของกระแสอากาศไหลขึ้นที่เพิ่มขึ้น จะเป็นปัจจัยเร่งกระบวนการชนกันและรวมตัวกันของเม็ดน้ำ ทำให้เม็ดน้ำขนาดใหญ่จำนวนมากเกิดขึ้นและยอดเมฆพัฒนาตัวสูงขึ้น
ในขั้นตอนนี้เมฆจะมีขนาดใหญ่ขึ้น และก่อยอดสูงขึ้นไปได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการทรงตัวของบรรยากาศในแต่ละวัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ บางวันเมฆจะไม่สามารถก่อยอดสูงเกินระดับอุณหภูมิจุดเยือกแข็ง (0 องศาเซลเซียส) หรือประมาณ 18,000 ฟุต เรียกว่า เมฆอุ่น (Warm Cloud) บางวันเมฆจะสามารถก่อยอดขึ้นไปสูงกว่าระดับอุณหภูมิจุดเยือกแข็ง เช่น ถึงระดับ 20,000 ฟุต เรียกว่า เมฆเย็น (Cold Cloud) ภายในยอดเมฆจะประกอบด้วยเม็ดน้ำเย็นจัด (Super cooled droplet) ที่มีอุณหภูมิต่ำ -8 องศาเซลเซียส
ขั้นตอนที่สาม : โจมตี
เร่งให้เมฆเกิดเป็นฝนทำได้ 3 วิธี ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของเมฆ และชนิดของเครื่องบินที่มีอยู่
วิธีที่ 1 "โจมตีเมฆอุ่น แบบแซนด์วิช"
ถ้าเป็นเมฆอุ่น เมื่อเมฆแก่ตัว ยอดเมฆจะอยู่ที่ระดับ 10,000 ฟุต หรือสูงกว่าเล็กน้อยและเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่เป้าหมาย จะทำการโจมตีโดยวิธีแซนด์วิช คือใช้เครื่องบิน 2 เครื่อง เครื่องหนึ่งโปรยผงโซเดียมคลอไรด์ทับยอดเมฆ หรือไหล่เมฆที่ระดับ 9,000 ฟุต หรือไม่เกิน 10,000 ฟุต อีกเครื่องหนึ่งโปรยผงยูเรีย (Urea) ที่ฐานเมฆ ทำมุมเยื้องกัน 45 องศา เมฆจะเริ่มตกเป็นฝนลงสู่พื้นดิน
วิธีที่ 2 "โจมตีเมฆเย็น แบบธรรมดา"
หากเป็นเมฆเย็นและมีเครื่องบินเมฆเย็นเพียงเครื่องเดียว เมื่อเมฆเย็นพัฒนายอดสูงขึ้นเลยระดับ 20,000 ฟุต จะทำการโจมตีโดยการยิงพลุสารเคมีซิลเวอร์ไอโอไดด์ (Agl) เข้าสู่ยอดเมฆ ที่ระดับความสูงประมาณ 21,500 ฟุต มีอุณหภูมิระหว่าง -8 ถึง 12 องศาเซลเซียส มีกระแสอากาศไหลขึ้นสูงกว่า 1,000 ฟุตต่อนาที และมีปริมาณน้ำเย็นจัดไม่ต่ำกว่า 1 กรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเป็นเงื่อนไขเหมาะสมอนุภาคของสารซิลเวอร์ไอโอไดด์ จะทำหน้าที่เป็นแกนเยือกแข็ง (Ice Nuclei) และเมื่อสัมผัสกับเม็ดน้ำเย็นจัดในก้อนเมฆ จะทำให้เม็ดน้ำเหล่านั้นกลายเป็นน้ำแข็งและคายความร้อนแฝงออกมา ซึ่งความร้อนดังกล่าวจะเป็นพลังงานผลักดันให้ยอดเมฆเจริญสูงขึ้นไปอีก และมีการชักนำอากาศชื้นเข้าสู่ฐานเมฆเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันเม็ดน้ำที่กลายเป็นน้ำแข็ง จะมีความดันไอที่ผิวต่ำกว่าเม็ดน้ำเย็นจัด ทำให้ไอน้ำระเหยจากเม็ดน้ำไปเกาะที่เม็ดน้ำแข็ง และเม็ดน้ำแข็งจะเจริญเติบโตได้เร็วเป็นก้อนน้ำแข็งที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น และจะร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่าง ซึ่งจะละลายเป็นเม็ดน้ำฝน เมื่อผ่านชั้นอุณหภูมิเยือกแข็งลงมาที่ฐานเมฆ และเกิดเป็นฝนตกลงสู่พื้นดิน
วิธีที่ 3 "โจมตีเมฆเย็น แบบซูเปอร์แซนด์วิช"
ถ้าเป็นเมฆเย็นและมีเครื่องบินครบทั้งชนิดเมฆอุ่นและเมฆเย็น เมื่อเมฆเย็นพัฒนายอดสูงขึ้นเลยระดับ 20,000 ฟุต จะทำการโจมตีโดยการผสมผสานวิธีที่ 1 และ 2 ในเวลาเดียวกัน คือ เครื่องบินเมฆเย็นจะยิงพลุสารเคมี ซิลเวอร์ไอโอไดด์ (Agl) เข้าสู่ยอดเมฆ ที่ระดับความสูงประมาณ 21,500 ฟุต ส่วนเครื่องบินเมฆอุ่น 1 เครื่อง จะโปรยสารเคมีโซเดียมคลอไรด์ที่ระดับไหล่เมฆ (ประมาณ 9,000-10,000 ฟุต) และเครื่องบินเมฆอุ่นอีก 1 เครื่อง จะโปรยสารเคมีผงยูเรียที่ระดับชิดฐานเมฆ ทำมุมเยื้องกัน 45 องศา วิธีการนี้จะทำให้ประสิทธิภาพในการเพิ่มปริมาณน้ำฝนสูงยิ่งขึ้น
ขั้นตอนที่สี่ : เพิ่มฝน
การโจมตีเมฆทั้ง 3 วิธี อาจจะทำให้ฝนใกล้จะตกหรือเริ่มตกแล้ว แต่ขั้นตอนที่ 4 นี้ จะเป็นตัวเร่งการตกของฝนและเพิ่มปริมาณน้ำโดยการโปรยเกล็ดน้ำแข็งแห้ง (Dry ice) ที่ระดับใต้ฐานเมฆประมาณ 1,000 ฟุต เกล็ดน้ำแข็งแห้งซึ่งมีอุณหภูมิต่ำ -78 องศาเซลเซียส จะปรับอุณหภูมิของบรรยากาศระหว่างฐานเมฆกับพื้นดินให้เย็นลง ทำให้ฐานเมฆยิ่งลดระดับต่ำลง ฝนจะตกในทันที หรือที่ตกอยู่แล้วจะมีอัตราการตกของฝนสูงขึ้น รวมทั้งลดอัตราการระเหยของเม็ดฝนขณะร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน และทำให้ฝนตกต่อเนื่องเป็นเวลานานขึ้นและหนาแน่นยิ่งขึ้น
เทคนิคการโจมตีชนิดนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้เรียกว่า "ซูเปอร์ แซนด์วิช" เป็นเทคนิคที่ทรงคิดค้นขึ้นมาปฏิบัติการในไทยเป็นประเทศแรก ยังไม่มีประเทศใดในโลกเคยปฏิบัติมาก่อน และวิธีการนี้จะปฏิบัติการที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในวันที่ 22 มีนาคมนี้
ณิชกานต์ สารสิทธิ์ / คม ชัด ลึก 21 มี.ค. 2548
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองราช๖๐ปี
โพสต์แล้ว: ศุกร์ เม.ย. 07, 2006 9:11 pm
โดย ปรัชญา
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะฯ
ข้าพระพุทธเจ้า
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองราช๖๐ปี
โพสต์แล้ว: อาทิตย์ เม.ย. 09, 2006 3:00 am
โดย กล้วยทอด
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองราช๖๐ปี
โพสต์แล้ว: อาทิตย์ เม.ย. 09, 2006 10:39 am
โดย ปรัชญา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองราช๖๐ปี
โพสต์แล้ว: อาทิตย์ เม.ย. 09, 2006 10:59 am
โดย กล้วยทอด
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองราช๖๐ปี
โพสต์แล้ว: ศุกร์ มิ.ย. 09, 2006 5:21 pm
โดย buglife
ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานครับ