|0 คอมเมนต์
เอามาให้อ่าน โปรดใช้วิจารณญาน ในการอ่าน
จาก
www.thaiinsider.com
เจาะแผนลึกฮุบ "มติชน-โพสต์"
จับตาเกม "สร้างราคา" กินกำไร
หวั่นรายย่อย "หลงกล-ติดบ่วง"
ก.ล.ต.-ตลาดฯเฉย-ไม่แขวนป้าย
14 September 2005 17:49
จำนวนผู้อ่าน 243 คน
เกมการเทคโอเวอร์ 2 หุ้นสื่อดัง MATI-POST ชี้เป้าให้จับตาเป็นกลยุทธการ สร้างราคา ทำกำไรกินกันเอง สงสัย ก.ล.ต.-ตลาดหลักทรัพย์ฯ นิ่งเฉย ไม่สั่งแขวนป้ายหลังแกรมมี่ออกแถลงข่าว ส่งผลราคาวันนี้พุ่งติดเพดาน MATI พุ่งถึง 14.50 บาท สูงกว่าราคาที่ อากู๋ เสนอซื้อที่ 11.10 บาท จึงมีแต่คนเสนอซื้อ-ไม่มีคนเสนอขาย หวังรอกำไร เอกยุทธ เตือนให้ระวังอาจติดบ่วง เจ็บตัวได้ง่าย ย้ำผลกำไรเฉลี่ยต่อหุ้น ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 20 ปีถึงจะคุ้มจุดการลงทุน แก้วสรร สงสัยธ.ไทยพาณิชย์จะปล่อยกู้ให้ได้อย่างไร กิตติรัตน์ ออกโรงช่วย ย้ำเป็นเรื่องปกติทางธุรกิจ ภาคประชาชนรวมตัวต้าน ชี้เป็นกลยุทธ ชินวัตรโมเด็ล
นายแก้วสรร อติโพธิ ส.ว.กทม. กล่าวถึงกรณีที่บริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน) ได้ซื้อหุ้นหนังสือพิมพ์มติชนและบางกอกโพสต์ว่า ตนก็คิดเหมือนหลายคนที่เห็นว่าอำนาจทุนมาผูกขาดสื่อโทรทัศน์และวิทยุ ส่วนสื่อสิ่งพิมพ์เป็นเสรีภาพที่ไม่ควรถูกผูกขาดความคิดหรือรสนิยม ในส่วนของการดูแลเนื้อหาด้านความบันเทิงก็จะมาจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) ที่เข้ามาดูแลอยู่แล้ว ส่วนในแง่ของการรับรู้ข่าวสารข้อมูลสาธารณะ รัฐธรรมนูญกำหนดได้ไว้ว่าบรรดานักวิชาชีพหนังสือพิมพ์ต้องมีเสรีภาพไม่อยู่ใต้บังคับของกลุ่มทุนส่วนทุนที่เข้ามาทำสื่อเป็นการผูกขาดหรือไม่
สงสัยไทยพาณิชย์ปล่อยให้กู้ได้อย่างไร
ส.ว.กทม.กล่าวอีกว่า กรณีแกรมมี่อาจจะยังไม่เข้าข่ายการผูกขาดสื่อ แต่ในระยะยาวหากมีการใช้อำนาจครอบงำสื่อจริง ๆ บรรดานักวิชาชีพก็สามารถสู้กับเจ้าของหนังสือพิมพ์ได้ อย่างไรก็ตาม หากคิดในแง่การผูกขาดทางเทคนิคคงไม่เข้าประเด็น แต่มีประเด็นที่ควรให้ความสนใจคือ ผู้ถือหุ้นแกรมมี่ต้องมองการลงทุนตรงนี้ให้ดีว่าการลงทุนไม่ได้สมประโยชน์อะไร เมื่อเงินปันผลของบริษัทที่จะไปลงทุนค่อนข้างน้อย แล้วจะเข้าไปลงทุนทำไม ประการที่สองที่ควรเพ่งเล็งคือการที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จะปล่อยเม็ดเงินให้บริษัทแกรมมี่เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน)ใช้ในการะดมทุนเพื่อซื้อหุ้นของบริษัทมติชนจำนวน2,000 ล้านบาท ทำได้อย่างไร
ถามว่าหนังสือพิมพ์ถูกฮุบได้หรือไม่ เรื่องนี้ถึงที่สุดถ้าพวกมติชนยกพวกออกไปตั้งหนังสือพิมพ์ใหม่ แกรมมี่ก็เจ๊งอีก คงทำไม่ได้หรอก เห็นด้วยกับทุกฝ่ายว่าจะเข้ามาทำไม คุณเคยไปไล่ซื้อหุ้นสโมสรฟุตบอลทีมลิเวอร์พูลแทนนายกรัฐมนตรีมาแล้ว แล้วคราวนี้คุณโผล่มาอีกทำไมนายแก้วสรรกล่าว
ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตพฤติการณ์ของแกรมมี่ว่าเป็นความพยายามครอบงำสื่อหรือไม่ ส.ว.กทม.กล่าวว่า เรื่องนี้ส่วนตัวก็มีความสงสัย ถ้าตนเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทแกรมมี่ฯ ก็จะถามว่าทำไมต้องเข้าไปซื้อ หรือถ้าเป็นผู้ ถือหุ้นของธนาคารไทยพาณิชย์ก็จะถามว่าปล่อยกู้ได้อย่างไร เรื่องนี้ต้องดูจากกรรมหรือการกระทำซึ่งจะบอกเจตนาเองคิดว่าการฮุบสื่อคงทำไม่ได้ง่ายๆ
เจิมศักดิ์ ชี้ลางร้ายของประเทศ
นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ส.ว.กทม.กล่าวว่า เป็นลางร้ายของประเทศ เพราะคิดว่าถ้าเป็นกลุ่มทุนธรรมดาเข้ามาครอบงำสื่อก็น่ากลัวแล้ว ยิ่งถ้ามีความสัมพันธ์กับคนมีอำนาจในบ้านเมืองก็ยิ่งน่ากลัวไปกันใหญ่ และว่าในหลักการแล้วการจะเป็นเจ้าของสื่อ ไม่ควรถือหุ้นเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ต่อคนและไม่ควรจะไปถือหุ้นไขว้ทั้งวิทยุและโทรทัศน์ แต่อย่างไรก็ดีตรงนี้ ถือเป็นความผิดพลาดสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์กรณีที่ยอมลดเงื่อนไขให้สถานีโทรทัศน์ไอทีวี จนมีการเปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ตามผู้ถือหุ้นจนในที่สุดซึ่งคนที่ทำงานในไอทีวี น่าจะรู้ว่ามีความเป็นอิสระแค่ไหน
เมื่อถามถึงที่นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการบริหารบริษัท จีเอ็มเอ็ม ฯประกาศยืนยันว่าจะไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงาน นายเจิมศักดิ์ กล่าวว่า คงไม่มีใคร เมื่อถือหุ้นส่วนใหญ่แล้ว จะบอกว่าต้องฟังตน แต่เพียงผู้เดียวเพราะจะถูกสังคมประณามและหนังสือพิมพ์จะขายไม่ได้ มีแต่จะบอกว่าแล้วต่อไปในอนาคตจะเข้ามาช่วย เป็นเรื่องที่เรารู้ๆกันอยู่แล้วกาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์เอง ส่วนที่ฝ่ายค้านระบุว่ารัฐบาลอยู่เบื้องหลังในการเข้าถือหุ้นครั้งนี้นั้น ตนก็สันนิษฐานเช่นนั้น
เพราะขนาดจะซื้อหุ้นสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล ยังวานให้บริษัทแกรมมี่เป็นผู้ซื้อให้ซึ่งบริษัทแกรมมี่ ก็ไม่ใช่บริษัทเล็กๆในวงการบันเทิง ผมเคยจัดรายการวิทยุคลื่น 97.5ของอสมท.ให้กับกลุ่มชินคอร์ปฯมาก่อน ขณะนั้นใช้ชื่อมูฟวิ่งซาวด์ แต่ในที่สุดก็ขายให้กับแกรมมี่ ผมจึงรู้ความสัมพันธ์ทางธุรกิจดี ดังนั้น จึงบอกว่าน่ากลัวและน่าตกใจ นายเจิมศักดิ์ ระบุ
จับตากลยุทธการสร้างราคา-ลวงรายย่อย
นายเอกยุทธ อัญชันบุตร ประธานบริหารเครือโอเรียนเต็ล มาร์ท กรุ๊ป ประเทศอังกฤษ เปิดเผยว่า ขณะนี้ตนสงสัยในบทบาทของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่ากำลังทำอะไรกันอยู่ เพราะหลังจากที่บริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ GMMM ในเครือแกรมมี่กรุ๊ป ได้ออกมาแถลงข่าวว่าได้เข้าไปซื้อหุ้นในบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) หรือ MATI และบริษัท โพสต์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ POST โดยมีการออกข่าวกันอย่างใหญ่โต พร้อมกับระบุว่า จะมีการเข้าไปทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญที่เหลือทั้งหมดจากผู้ถือหุ้นทั่วไป (Tender Offer) อีกด้วยนั้น ปรากฏว่าทั้งตลาดหลักทรัพย์ฯและก.ล.ต.กลับนิ่งเฉยไม่ได้แสดงท่าทีอะไรที่จะออกมาปกป้องนักลงทุนทั่วไปเลย เพราะตามหลักเกณฑ์ทั่วไปในตลาดทุนต่างประเทศนั้น หากมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้น จะต้องมีการแขวนป้ายห้ามซื้อ-ขายในหุ้นทั้งหมดที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีการสร้างราคา และอาจมีผลกระทบเกิดขึ้นได้
ที่เห็นได้ชัดเจนวันนี้ (14 ก.ย.) ก็คือราคาหุ้น MATI ปรับตัวขึ้นชนเพดานสูงสุดถึง 14.50 บาท เพิ่มขึ้น 3.30 บาท ขณะที่ราคาหุ้นของ POST ปรับตัวขึ้นชนเพดานถึง 10.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.35 บาท
ส่วนราคาหุ้นของ GRAMMY ก็ปรับตัวขึ้นมาที่ 15.30 บาท เพิ่มขึ้น 2.20 บาท ซึ่งหุ้นทั้ง 3 ตัวนี้มีการปรับตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่จุดที่น่าสนใจอยู่ที่ราคาหุ้นของ MATI นั้นพุ่งสูงถึง 14.50 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าที่แกรมมี่ตั้งเป้าไว้จะซื้อตามเงื่อนไขของ Tender Offer ที่ราคา 11.10 บาท ถามว่าในหลักความเป็นจริงแล้ว ใครจะยอมขายที่ราคา 11.10 บาท และถ้าภายในระยะเวลาที่กำหนดทางแกรมมี่ไม่สามารถซื้อได้ แล้วเกิดการล้มดีลนี้ขึ้น ใครจะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบและเจ็บตัวมากที่สุด ถ้าไม่ใช่นักลงทุนรายย่อยทั่วไปนายเอกยุทธกล่าว
สงสัยพฤติกรรมก.ล.ต.-ตลาดหลักทรัพย์ฯ
นายเอกยุทธ กล่าวต่อว่า นี่คือสิ่งที่ตนพยายามจะบอกว่า ทำไมทางก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์ฯถึงไม่ออกมาดูแลในเรื่องนี้ ทั้งที่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเป็นการสร้างราคาของหุ้น MATI ขึ้นจากเดิมที่ราคาไม่ได้มีการเคลื่อนไหวมากมายนัก ตนจึงอยากเตือนไปถึงนักลงทุนทั่วไปว่า ให้ระวังอย่าไปหลงกลเกมการสร้างราคา เพราะถึงที่สุดอาจเกิดปรากฎการณ์ ติดหุ้น ขึ้นมาได้ และหากเกิดการล้มดีลขึ้นมาจริง ราคาหุ้นก็ต้องร่วงลงมาอย่างแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งตนคิดว่ากลยุทธการสร้างราคาครั้งนี้จะเป็นการฉ้อโกงประชาชนครั้งใหญ่ และเป็นการปั่นราคาหุ้นโดยแท้จริง ยิ่งล่าสุดนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังออกมาพูดอีกว่า เป็นเรื่องปกติทางธุรกิจ ยิ่งทำให้ไปกันใหญ่ เหมือนกับไม่เข้าใจว่า หน้าที่ของตัวเองคืออะไร เพราะกรณีการเทคโอเวอร์ก็เป็นกรณีหนึ่ง แต่การสั่งแขวนป้ายห้ามซื้อขายเพื่อปกป้องนักลงทุนไม่ให้เกิดความเสียหายก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง คาดว่านายกิตติรัตน์คงไม่เข้าใจในบทบาทของตัวเองแน่
เผยใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 20 ปีถึงจะคุ้มทุน
นายเอกยุทธ กล่าวด้วยว่า ยังมีจุดที่น่าสงสัยอีกประการคือ กรณีแกรมมี่เข้ามาลงทุนซื้อหุ้น 2 บริษัทนี้ เพราะเมื่อเทียบผลประกอบการที่เป็นกำไรต่อหุ้นในรอบปีที่ผ่านมาแล้ว พบว่า ถ้าตีกำไรต่อหุ้นเฉลี่ยสูงสุด ให้อยู่ที่ประมาณ 50 สตางค์ (ครึ่งปีแรกของปี 2548 กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 27 สตางค์) เมื่อเทียบกับสัดส่วนที่แกรมมี่จะเข้ามาถือหุ้นรวมประมาณ 153,770,500 หุ้น ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินไม่ต่ำกว่า 1,706,852,550 ล้านบาทนั้น เงินปันผลเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 75-76 ล้านบาทต่อปี ถามว่ามันคุ้มค่ากับการลงทุนเป็นหลัก 1.7 พันล้านหรือไม่ และอีกกี่ปีถึงจะคุ้มค่ากับการลงทุนที่เสียไป ยิ่งมีข่าวว่า จะมีการขอกู้เงินระยะสั้น (Bridging Loan) กับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 2,200 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นแผนรองรับการลงทุนในธุรกิจสื่อและสิ่งพิมพ์ของแกรมมี่แล้ว ทำให้สงสัยว่า ธนาคารจะปล่อยให้กู้ได้อย่างไร ยิ่งเป็นการกู้เพื่อจะมาซื้อหุ้น 2 บริษัทนี้ด้วยแล้ว ยิ่งไปกันใหญ่ คำนวณดูต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 20 ปีถึงจะคุ้มทุน เพราะในอนาคตอย่าลืมว่า ต้นทุนของสื่อสิ่งพิมพ์ที่สำคัญคือเรื่องกระดาษที่นับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้นตลอด จึงไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่แกรมมี่จะออกมาบอกว่า จะใช้เวลา 5 ปีก็คุ้มค่ากับการลงทุน
สำหรับกรณีของ POST ก็เช่นกัน เพราะมีกำไรเฉลี่ยต่อหุ้นครึ่งปีแรกของปี 2548 นี้อยู่ที่ 14 สตางค์เท่านั้น ถ้าแกรมมี่เข้ามาซื้อหุ้น POST ตามที่ตั้งเป้าไว้คือ 118,000,000 หุ้น คิดเป็นต้นทุนประมาณ 972.05 ล้านบาท (เฉลี่ยต้นทุนที่หุ้นละ 8.36 บาท) แล้วประเมินกำไรต่อหุ้นคร่าว ๆ ที่ 30 สตางค์ ถามว่าเฉลี่ยต่อปีกำไรที่แกรมมี่ถือหุ้นอยู่จะตกประมาณ 35.4 ล้านบาทเท่านั้น ก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 25 ปีถึงจะคุ้มกับเงินลงทุนจำนวน 972.05 ล้านบาทที่ลงไปในครั้งนี้
เวลานี้คงเป็นเรื่องของเกมการต่อรองกันมากกว่า โดยหุ้น POST นั้น ทางแกรมมี่ซื้อมาจากกลุ่มจิราธิวัฒน์ และตระกูลกรรณสูต ซึ่งเราก็ทราบกันดีว่า ธุรกิจหลักของตระกูลจิราธิวัฒน์คือห้างเซ็นทรัล และในอีกไม่กี่ปีสัญญาเช่าพื้นที่กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ก็จะหมดลงแล้ว ทำให้ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาจะเห็นว่า มีการเจรจาขอซื้อหุ้น POST กันมาแล้ว ถึงขั้นให้มีการไล่ออก 2 นักข่าวที่ทำข่าวที่มีผลกระทบกับรัฐบาล จนมีการเล่นกำลังภายใน เข้าไปแทรกแซงกอง บรรณาธิการของบางกอกโพสต์มาแล้วนายเอกยุทธกล่าว และว่า ส่วนกรณีของหุ้น MATI นั้น แม้ว่ากองบรรณาธิการจะออกมาคัดค้านไม่เห็นด้วย ก็อาจเป็นเพราะไม่ทราบเรื่องการเข้ามาซื้อของแกรมมี่ จึงจำเป็นต้องออกมาคัดค้าน เพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของตนเอง โดยไม่มีใครทราบว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่จะมีการตกลงกับใครบ้างหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นเกมการสร้างราคาจริง และภายใน 2-3 สัปดาห์เกิดมีปัญหาในดีลนี้จริง คนที่ซื้อหุ้นในตลาดช่วงเวลานี้ก็เจ็บตัวฟรี จึงอยากให้มีการติดตามเรื่องนี้กันให้ดีๆ
กรณ์ สงสัยซื้อแทนใครหรือเปล่า
นายกรณ์ จาติกวณิช รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และรองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลังและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าไปซื้อหุ้น มติชน ของแกรมมี่ว่า ตนมองด้วยความกังวล เพราะเราพูดตามตรง ไม่อ้อมค้อมว่า นายไพบูลย์ ดำรงค์ชัยธรรม ทำงานร่วมกับใคร โดยเฉพาะจากกรณีที่เป็นตัวแทนซื้อหุ้นทีมสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลที่ผ่านมา ทำให้มีข้อสงสัยอดถามไม่ได้ว่า การซื้อหุ้นครั้งนี้ซื้อแทนใครอีกหรือเปล่า แต่อย่างไรก็ตามเราก็ให้เกียรติกัน เพราะตัวองค์กรที่ซื้อคือแกรมมี่เป็นบริษัทจดทะเบียน ซึ่งก็จะมีเหตุผลในระดับหนึ่งที่จะบอกว่าแกรมมี่อยากจะมีสื่อให้ครบถ้วน ซึ่งปัจจุบันเขายังไม่มีสื่อด้านการพิมพ์และมติชนกับบางกอกโพสต์ก็เป็นสื่อในบริษัทที่อยู่ระดับแนวหน้า เพราะฉะนั้นถ้าเขาจะซื้อใครก็คงไม่พ้น 2 บริษัทนี้ แต่การที่เขาเข้าไปซื้อในลักษณะไม่เป็นมิตร แม้เขาจะอ้างเหมือนเป็นมิตรแต่ในข้อเท็จจริงไม่ใช่ สะท้อนให้เห็นว่าผลที่จะได้จากการรวมกันของ 2 กิจการมั่นยากอยู่แล้ว และจะยิ่งยากขึ้นไปอีกในกรณีที่เขาไปแบบไม่เป็นมิตร จึงทำให้ดูเหมือนว่านั่นไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริงของการเข้าไปซื้อของนายไพบูลย์ เพราะหากคิดที่จะเป็นเจ้าของสื่อครบวงจรจริงๆ จะต้องเข้าไปด้วยความชอบของทั้ง 2 ฝ่าย เพราะถ้าหากฝ่ายนั้นไม่ให้ความร่วมมือด้วยความหวังที่จะได้ผลในเชิงบวกจากการรวมกันก็ไม่ได้ หากเข้าไปแบบอีกฝ่ายไม่ต้องการคุณก็จะไม่ได้ผลตามนั้น
ไม่สมเหตุสมผล-รายได้ต่อหุ้นแกรมมี่ลดลง
นายกรณ์ กล่าวว่า หากมองในเรื่องของผลการเงินตอบแทนอย่างเดียว เป็นเรื่องที่ผู้ถือหุ้นของแกรมมี่ฯเองก็ต้องถาม เพราะถ้ามองในแง่ของผลการดำเนินการเรื่องกำไรของแกรมมี่ฯในเรื่องอัตราการเจริญเติบโตของส่วนแบ่งการตลาด ก็ดีกว่าทางมติชนค่อนข้างมาก แล้วทำไมจึงต้องมาเฉลี่ยรายได้ผลกำไรต่อหุ้นลงมาจากการใช้เงินถือหุ้นแกรมมี่ฯ ซึ่งไม่สมเหตุสมผล จึงทำให้อดคิดไม่ได้ว่าในแง่ของการต้องการควบรวมสื่อครบวงจร จริงๆไม่ควรทำอย่างนี้ ซึ่งผลกำไรรายได้ต่อหุ้นก็ลดลง จึงทำให้เหลือเหตุผลหลักเพียงเหตุผลเดียวที่เป็นไปได้มากที่สุดคือเรื่องการเมือง เพราะเหตุผลอื่นๆฟังไม่ขึ้น และการที่จะเข้ามาครอบงำสื่อตัวคนนั้นคงทำไม่ได้เพราะทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดของสื่อก็คือตัวคน ไม่ใช่ตัวหัวกระดาษ ถ้าคุณซื้อใจเขาไม่ได้ คุณก็จะได้แค่ตัวหัวกระดาษเปล่า มูลค่าก็จะลดลงสำหรับผู้ถือหุ้นโดยรวมก็จะไม่เป็นประโยชน์กับใคร
จากการที่ผมรู้จักกับคุณไพบูลย์มานานแล้วก็หวังว่า จากการที่คุณไพบูลย์ให้คำมั่นว่า จะไม่เข้ามาก้าวก่ายการทำงานของฝ่ายข่าวก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะว่าปรากฏการณ์ที่ผ่านมาในกรณีที่เครือข่ายของรัฐบาลเข้ามาครอบงำสื่อ ผมคิดว่าสะท้อนให้เห็นได้ในทุกกรณี ว่าเขาเข้ามาด้วยเจตนาตั้งใจหวังที่จะก้าวก่ายการทำงานของฝ่ายข่าวได้ทุกกรณี เพราะฉะนั้นถ้าคุณไพบูลย์บอกว่าไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาล และเขาก็ยืนยันว่าจะไม่ทำอย่างนั้น ผมก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นจริงๆนายกรณ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าการซื้อหุ้นครั้งนี้ไม่คุ้มทุนจริงๆ นายกรณ์ กล่าวว่า เขาจะต้องมีคำตอบให้กับผู้ถือหุ้นมากกว่านี้ ซึ่งตนยังไม่สามารถฟันธงได้ แต่จากการดูตามข้อมูลพื้นฐานที่มี ดูแล้วมีคำถามมากกว่าคำตอบ เพราะการทำกำไรของแกมมี่ฯดีกว่าของมติชน ดังนั้นอย่างน้อยในเรื่องนี้ก็จะต้องมีคำถามในแง่วิธีการว่าแกรมมี่ฯซื้อหุ้นมาอย่างไร ซื้อมาทีเดียว 32.23 เปอร์เซ็นต์ หรือทยอยซื้อหุ้นมาเก็บ ซึ่งถ้าซื้อหุ้นมาทีเดียวก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นการทยอยซื้อก็จะต้องแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ทุก 5 เปอร์เซ็นต์ หากไม่มีการแจ้งก็ถือว่าเข้าข่ายการกระทำผิดต่อกฎของก.ล.ต.
แฉ อากู๋ ไม่ซื้อเพิ่ม-เพียงทำตามกฎก.ล.ต.
เมื่อถามว่า มองว่าการที่ธนาคารไทยพาณิชย์ปล่อยกู้ให้กับแกรมมี่ฯถือว่าง่ายเกินไปหรือไม่ นายกรณ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของธุรกิจ ซึ่งกติกาของกลต.ระบุว่าถ้าซื้อเกิน 25 เปอร์เซ็นต์ กฎหมายบังคับว่าจะต้องซื้อถึง 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นขอถามว่านายไพบูลย์ต้องการซื้อหุ้นของมติชนให้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์จริงหรือไม่ หากนายไพบูลย์ต้องการซื้อหุ้น 75 เปอร์เซ็นต์ตามที่ปรากฏเป็นกระแสข่าวจริงๆ สิ่งที่เขาจะต้องทำคือต้องไปเจรจากับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ตั้งแต่แรกและซื้อทีเดียว เหมือนกับที่เขาต้องซื้อหุ้น 32.23 เปอร์เซ็นต์มาในคราวเดียว หลังจากนั้นกฎหมายกำหนดอย่างไรเขาก็ต้องทำตามนั้น ถ้าได้เพิ่มก็ได้ ถ้าไม่ได้เพิ่มก็ไม่เป็นไร แต่การพึ่งมาหวังว่าจะได้โดยผ่านกระบวนการตั้งโต๊ะที่ตลาดหลักทรัพย์ รับซื้อหุ้นเพื่อให้ได้เสียงมากเพราะตอนนี้ราคาหุ้นในกระดานขึ้นในราคาพาร์ 14 บาท วันนี้มีราคาซื้อขายกันที่ 16 บาท ดังนั้นใครจะมาขายให้เขาในราคา 11 บาท ที่เขาตั้งโต๊ะไว้ ซึ่งตนรู้ว่านายไพบูลย์เป็นคนเก่ง จึงเชื่อว่านายไพบูลย์จะต้องรู้ดี เพราะการหวังจะซื้อหุ้นด้วยกระบวนการนี้โอกาสที่จะสำเร็จน้อย หรืออย่างน้อยก็จะยิ่งทำให้ราคาสูงขึ้นไปอีกมาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องทำตั้งแต่แรกคือไปเจรจา จงทำให้รู้ว่าเขาไม่ต้องการที่จะซื้อเพิ่ม เพียงแต่ทำตามกฎหมายกำหนด เนื่องจากลักษณะผู้ถือหุ้นในประเทศไทยไม่ได้ถือหุ้นกระจายแต่จะถือหุ้นในลักษณะกระจุกตัว จึงคิดว่านายไพบูลย์ไม่ได้ต้องการที่จะซื้อเพิ่มมากกว่าที่ถือไว้ตอนนี้จริง เพียงแต่ทำไปตามกระบวนการที่ก.ล.ต.บังคับไว้เท่านั้น
กิตติรัตน์ แจงเรื่องปกติทางธุรกิจ
วันเดียวกัน นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีที่บริษัท จีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน) เข้าซื้อหุ้น และเทคโอเวอร์ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และบริษัท โพสต์ พับลิชชิง จำกัด (มหาชน) ว่า ถือเป็นเรื่องปกติทางธุรกิจ ซึ่งกลไกของระบบสากลจะพบว่าผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ได้มีอำนาจสิทธิขาดคนเดียวในการบริหาร ซึ่งการเข้ามาเทคโอเวอร์ในครั้งนี้ ผู้ที่ซื้อหุ้นก็ใช้สิทธิอันชอบธรรมทางธุรกิจตลาดทุน ซึ่งที่ผ่านมา ได้เคยย้ำกับผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียน ว่าต้องมีการบริหารที่โปร่งใสและต้องเดินทางออกไปให้ข้อมูลกับนักลงทุน หรือโรดโชว์ เพื่อรักษาระดับราคาหุ้น เนื่องจากบริษัทที่มีราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมักจะตกเป็นเป้าของการถูกเทคโอเวอร์ เพราะทุกคนต้องการซื้อของถูก ดังนั้น ผู้บริหารจะต้องทำความเข้าใจกับผู้ถือหุ้นในการรักษาระดับราคาหุ้นไม่ให้ต่ำกว่าความเป็นจริง
ในต่างประเทศ บริษัทที่ตกเป็นเป้าของการเทคโอเวอร์ มักจะขาดการทำความเข้าใจกับผู้ถือหุ้นของบริษัท ทำให้ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่เป็นจริง ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญของผู้บริหารที่จะต้องรักษาราคาหุ้นให้มีมูลค่าที่แท้จริงเพื่อไม่ตกเป็นเป้าของการถูกเทคโอเวอร์นายกิตติรัตน์กล่าว
กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวอีกว่า การเข้าลงทุนในตลาดหุ้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยมีข้อดีคือ สามารถระดมเงินทุนจากผู้อื่นเพื่อนำมาขยายกิจการของบริษัทในต้นทุนที่ต่ำ สามารถสร้างผลกำไรที่ดีได้ แต่ก็ต้องทำความเข้าใจกติกาของธุรกิจตลาดทุนว่าผู้ซื้อหุ้นมีสิทธิอันชอบธรรมในการเข้าซื้อ ดังนั้น หากบริษัทใดไม่อยากถูกเทคโอเวอร์ก็ต้องขยันให้ข้อมูลที่แท้จริงและมีความโปร่งใสในการดำเนินงาน ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เน้นย้ำกับทุกบริษัท
นายสุทธิชัย จิตรวานิช รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวถึงกรณีที่ราคาหุ้นของมติชนปรับตัวสูงขึ้นค่อนข้างเร็วจนราคาสูงกว่า 11.10 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาที่ บมจ.จีเอ็มเอ็ม มีเดีย เสนอซื้อหุ้นคืนจากประชาชน ว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังติดตามดูอยู่ แต่ยังไม่พบความผิดปกติใด ๆ แต่ก็เตือนนักลงทุนให้ศึกษาข้อมูลและดูแลตัวเองในกรณีที่หุ้นมีความร้อนแรงมาก
จากการแถลงของบริษัทจีเอ็มเอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน) ซึ่งมี นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม หรือที่รู้จักกันในนาม "อากู๋" เป็นประธานกรรมการบริหาร เข้าซื้อหุ้นกิจการหนังสือพิมพ์มติชน จำนวน 32.23 เปอร์เซ็นต์ และซื้อหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์จำนวน 23.26 เปอร์เซ็นต์ โดยใช้เงินรวมกันประมาณกว่า 2,600 ล้านบาท ได้ก่อให้เกิดกระแสวิจารณ์ว่ามีเบื้องหลัง เนื่องจากมีการระบุว่ากลุ่มทุนดังกล่าวมีความใกล้ชิดกับรัฐบาล
"ภาคประชาชน" ต้าน แกรมมี่ เขมือบสื่อ
อีกด้านหนึ่ง องค์กรภาคประชาชนร่วมกันแถลงข่าวคัดค้านกรณีที่บริษัทจีเอ็ม เอ็ม มีเดีย จำกัด (มหาชน) ได้เข้าซื้อหุ้นของบริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) และหนังสือพิมพ์เครือบางกอกโพสต์ โดยน.ส.สายรุ้ง ทองปลอน ผู้จัดการสหพันธ์องค์กรคุ้มครองผู้บริโภค(สอบ.) กล่าวว่า เป็นการส่งสัญญาณ อันตรายต่อสังคม เพราะหนังสือพิมพ์ของทั้ง 2 เครือ เป็นสื่อกระแสหลักที่ทำหน้าที่สื่อสารข้อมูลเน้นเนื้อหาสาระ และวิพากษ์วิจารณ์เพื่อก่อให้เกิดการตั้งคำถามเพื่อรักษาผลประโยชน์ของสังคมและผู้บริโภคสื่อ และเป็นองค์กรที่ชี้นำสังคมได้ เนื่องจากทั้งสองบริษัทมีสื่ออยู่ในมือรวมกัน ถึง 5 ฉบับ คือ มติชน, ข่าวสด, ประชาติธุรกิจ, บางกอกโพสต์ และโพสต์ทูเดย์ ที่สามารถเข้าถึงสังคมได้ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับรากหญ้าไปจนถึงชาวต่างประเทศ
น.ส.สายรุ้ง กล่าวต่อว่า การที่ทั้ง 2 องค์กรต้องถูกครอบงำด้วยกลุ่มทุนสื่อบันเทิงที่มาจากอาณาจักรธุรกิจด้านบันเทิง ทั้งการสร้างนักร้อง ดารา ภาพยนตร์ จะทำให้ลดภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของสื่อเหล่านั้นไปและเป็นเรื่องยากที่สื่อทั้งประเภทบันเทิงและสื่อที่ซีเรียสจะเข้ากันได้ อีกทั้งกลุ่มทุนแกรมมี่ยังใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจทางการเมืองด้วย จึงเป็นปรากฏการณ์ของสัญญาณอันตรายสำหรับสังคมไทยและผู้บริโภคสื่อ เพราะการครอบงำสื่อส่งผลต่อการครอบงำสังคม โดยเฉพาะการที่นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่ารัฐบาลไม่แทรกแซงสื่อ แต่เป็นการซื้อธรรมดาของโลกทุนนิยม เป็นเรื่องน่ากลัวมาก เพราะรู้ดีว่าสื่อเป็นองค์กรวิชาชีพที่ต้องมีจรรยาบรรณมีภาระหน้าที่ต่อสังคม ไม่ใช่สินค้าที่เปลี่ยนมือไปมาทำงานสนองผู้ถือหุ้น
สอบ.เห็นว่าไม่เหมาะสมและไม่สมควรอย่างยิ่งที่ที่แกรมมี่จะมาเทคโอเวอร์สื่อทั้ง 2 เครือนี้ เพราะอาจหมายถึงการแทรกแซงการทำหน้าที่สื่อมวลชน และสร้างความอึดอัดให้กับคนทำข่าว และเป็นบทเรียนว่าสมควรหรือไม่ที่กิจการบางประเภทเช่นสื่อสารมวลชน ซึ่งมีอิทธิพลชี้นำสังคมได้จะเข้าไประดมทุนเพิ่มหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เพราะเป็นช่องทางที่ทำให้กลุ่มทุนธุรกิจการเมือง สามารถเข้าไปเทคโอเวอร์หรือฮุบกิจการ ที่นอกจากจะหวังผลทางธุรกิจแล้วยังสามารถหวังผลทางการเมืองได้ด้วย และอยากเรียกร้องให้ประชาชนทั่วไปที่เห็นความสำคัญของสื่อร่วมกันส่งความเห็น ข้อความ เจตจำนงไปยังแกรมมี่ว่าประชาชนทั่วไปไม่เห็นด้วยในการเข้ามาซื้อสื่อหนังสือพิมพ์น.ส.สายรุ้งกล่าว
ผู้จัดการสอบ. กล่าวอีกว่า อยากให้ผู้บริหารแกรมมี่พิจารณาถึงกระแสสังคมด้วย เพราะแค่เป็นข่าวเพียงวันเดียวก็มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก ซึ่งตนเชื่อว่าทางแกรมมี่น่าจะคิดได้ และหากทบทวนยุติบทบทตอนนี้ก็จะยังไม่เสียฟอร์ม เพราะหากมีกระแสสังคมต่อต้านมากขึ้นเรื่องอาจมีการบอยคอตสินค้าของแกรมมี่ รวมถึงการประท้วงหน้างานคอนเสิร์ตของแกรมมี่ ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้
ปัจจัยสำคัญของการทำธุรกิจคือกำไรและภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของบริษัท ซึ่งเรายังหวังว่าอากู๋จะเอาแกรมมี่ไปเสี่ยงกับข้อครหาทางสังคมมากมายที่เกิดจากการซื้อหุ้นครั้งนี้ว่า เป็นเครื่องมือทางการเมืองของใคร เพราะนักการเมืองมาแล้วก็ไป แต่บริษัทต้องอยู่อีกนาน ควรจะยุติความตั้งใจเสีย แต่ถ้ายังยื้อต่อไปทั้งๆที่สังคมไม่ยอมรับแกรมมี่ก็ต้องเตรียมรับมือกับกระแสความไม่พอใจที่จะตามมาไม่ว่าจะเป็นการคว่ำบาตรสินค้าของแกรมมี่ หรืออาจจะมีการแอนตี้ไม่ดูคอนเสิร์ต หรือรวมตัวประท้วงหน้าคอนเสิร์ต สักครั้งแกรมมี่ก็เสียหายมหาศาล ประชาชนพร้อมที่จะลงโทษกลุ่มทุนที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคมไทยผู้จัดการสอบ.กล่าว
นายต่อพงศ์ เสลานนท์ โฆษกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โดยเนื้อหาแล้ว
แกรมมี่สามารถแทรกแซงสื่อทั้งสองเครือให้เปลี่ยนแนวทางจากซีเรียส ไปเป็นรูปแบบของสื่อเพื่อการบันเทิงและสร้างกระแสสังคมได้ แต่สื่อจะแทรกแซงแกรมมี่ไม่ได้
แม้ว่าผมจะตาบอดแต่ไม่ได้มืดบอดทางปัญญา แต่ถ้าในอนาคตสื่อถูกครอบงำแล้วในที่สุดสังคมจะกลายเป็นมืดบอดทางความคิดโฆษกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยกล่าว
นายพิทยา ว่องกุล รองประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) กล่าวว่า ต้องยอมรับว่า ผู้บริหารแกรมมี่ใกล้ชิดกับผู้นำรัฐบาลตั้งแต่เรื่องการซื้อหุ้นลิเวอร์พูลแล้ว ดังนั้นการซื้อหุ้นสื่อครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลนี้ถูกสื่อวิพากษ์วิจารณ์ และปัญหาที่สร้างไว้ก็ถูกสื่อเปิดโปง อาทิ ปัญหาภาคใต้ การซื้อสื่อครั้งนี้นอกจากผลทางธุรกิจแล้วยังใช้ทำหน้าที่ทางการเมืองอีกถือเป็นช่องทางชาญฉลาดมาก ส่วนบางกอกโพสต์เป็นหนังสือพิมพ์ที่นำเสนอข่าวไปสู่โลกภายนอก ถ้าครอบงำได้เรื่องที่ไม่ดีของรัฐบาลที่ทำในประเทศก็จะไม่ปรากฏสู่สายตาชาวต่างชาติ
การซื้อสื่อทั้ง 2 เครือ เป็นสัญญาณครบวงจรการผู้ขาดสังคมไทย เพื่อนำไปรับใช้นักการเมืองทำให้คนทั่วประเทศโง่ และในอนาคตก็จะมีการวางขายหนังสือจำนวนจำกัด นักคิดนักเขียน นักวิชาการที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐไม่สามารถส่งบทความไปลงสื่อได้อีก เพราะจะจำกัดเฉพาะสื่อที่อยู่ในการควบคุมของรัฐเท่านั้นนายพิทยา กล่าว
ด้านนายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) กล่าวว่า เรื่องลักษณะนี้คือ ชินวัตรโมเดล เป็นการรวมอำนาจทั้งทางด้านธุรกิจ การเมือง และสื่อ เอาไว้ ซึ่งโมเดลนี้ปรากฏให้เห็นชัดในรัฐบาลนี้ อาทิ กลุ่มชินวัตร ที่มีอำนาจในสถานีโทรทัศน์ไอทีวี กลุ่มมาลีนนท์ ที่มีอำนาจในสถานีโทรทัศไทนทีวีสีช่อง 3 กลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจ ที่มีหุ้นอยู่ในเครือเนชั่น และที่กลุ่มนักการเมืองกำลังต้องการเข้าไปมีอำนาจคือหุ้นอสมท. ดังนั้นตนเข้าใจว่าแกรมมี่ลอกรูปแบบของชินวัตรโมเดลมาใช้ เพื่อรักษาประโยชน์ของกลุ่มตัวเองเอาไว้ แต่อยากให้แกรมมี่มีสามัญสำนึกแบ่งปันทางสังคมบ้าง ของให้เลิกล้มการซื้อหุ้นสื่อทั้ง 2 เครือ และคืนกำไรให้กับสังคมบ้าง เพราะได้ประโยชน์จากสังคมไปเยอะแล้ว
มหาชนให้กำลังใจสู้ล้นหลาม
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ตลอดวันที่ 14 ก.ย. 2548 องค์กรภาคประชาชน นักวิชาการ นักธุรกิจ ประชาชนหลากสาขาอาชีพโทรศัพท์ โทรสาร ส่งกระเช้าดอกไม้มาให้กำลังใจหนังสือพิมพ์ "มติชน"อย่างล้นหลาม นอกจากนี้ยังมีผู้ถือหุ้นมติชนอีกจำนวนมากเสนอตัวที่จะขายหุ้นที่ถืออยู่และนำใบหุ้นมาให้มติชนเก็บไว้เป็นหลักประกันว่าจะไม่มีการขาย รวมไปถึงผู้อ่านจำนวนนับร้อยรายที่ส่งข้อความเข้าไปที่
www.matichon.co.th โดยขอให้ นสพ.มติชนยืนหยัดต่อสู้ต่อไป มีบางคนเรียกร้องให้ประชาชนร่วมกันบอยคอตสินค้าและผลิตภัณฑ์ของค่ายแกรมมี่
นายบรรจง นะแส ผู้อำนวยการโครงการจัดการทรัพยากรชายฝั่งภาคใต้ กล่าวว่า เครือมติชนเป็นแหล่งพัฒนาสติปัญญาของสังคม เปิดให้บุคคลทั่วไปมีส่วนร่วมที่หลากหลาย ถือเป็นตัวชี้วัดสิทธิเสรีภาพของสังคมมากกว่าสื่ออื่นๆ ดังนั้นจึงเชื่อมั่นในตัวผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทนี้ขึ้นมาว่า ต้องการให้เกิดสิทธิเสรีภาพในสังคมนี้ขึ้นมาอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นเมื่อบริษัทแกรมมี่ นายทุน หรือนักการเมืองต้องการเข้ามาแทรกแซงด้วยวิธีการต่างๆ วันนี้สังคมจะไม่ทอดทิ้งมติชนอย่างแน่นอน หากการแทรกแซงจะทำให้ความเป็นแหล่งพัฒนาสติปัญญาของสังคม การแสดงสิทธิเสรีภาพของสังคมหายไป พนักงานในเครือมติชนจะต้องสู้และแน่นอนหากสู้ไม่ไหว คนในสังคมจะร่วมกันช่วยกอบกู้มติชนให้ยืนหยัดต่อไป
"ถ้าถูกบีบบังคับมากไปไม่ต้องกลัว ถอยออกมาแล้วร่วมกับสังคมสู้ต่อไป คนในสังคมจะร่วมกัน ช่วยกัน อย่างน้อยผมคนหนึ่งที่ยินดีจะช่วยทุกทาง สิ่งหนึ่งที่จะต้องเข้าใจคือ ขณะนี้ประเทศเราถูกครอบครองโดยทุนนิยมผูกขาด ไม่ใช่ทุนนิยมเสรี เพราะฉะนั้นคนที่มุ่งที่จะทำสื่อคุณภาพจึงควรมองปัญหาของมติชนเป็นกรณีตัวอย่าง ตราบใดที่ประเทศถูกผูกขาดด้วยกลุ่มทุน การเมืองที่ผูกขาดย่อมถูกแทรกแซงได้ง่าย
อย่างไรก็ตามขอเป็นส่วนหนึ่งในการให้กำลังใจและเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศจะอยู่ข้างเครือมติชน และร่วมกันต่อสู้กับคนชายคามติชนอย่างเต็มที่ พร้อมที่จะช่วยทุกวิถีทางแน่นอน"นายบรรจงกล่าว
เปิดแนวคิดตั้ง Friend of Press
นายไพโรจน์ วงศ์วิภานันท์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะอาจารย์อาวุโสประจำมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวถึงแนวคิดตั้งกลุ่ม friend of press หรือ FOP ว่า เป็นเครือข่ายกันหลังจากหารือกับพวกนักธุรกิจ และปัญญาชน ที่อยากให้มีมิตรของสื่อ เป็น friend of press จุดเริ่มต้นคือพยายามช่วยมติชนให้มีอำนาจในการจัดการบริษัทในที่สุด โดยกำลังนัดประชุมกันในช่วงบ่ายวันที่ 15 กันยายนนี้ ส่วนรูปแบบนั้นคงจะแลกเปลี่ยนหรือไอเดีย จากทุกส่วนของสังคม และมหาวิทยาลัยมารวมกันเป็นเครือข่าย และจัดทำกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งสร้างความรู้ความเข้าใจและก็กระตุ้นให้คนที่มีหุ้นมติชนมาขายให้กับมติชน คิดว่าอยากให้เป็นหลักการสำหรับสำหรับมติชน และสำหรับหนังสือพิมพ์อื่นด้วย รวมไปจนถึงกรณีนี้
"มองในแง่หนึ่งเป็นมิตรกับสื่อเราคิดว่า หนังสือพิมพ์มติชนก็แสดงจุดยืน ในระดับหนึ่งที่ดีพอสมควรในการที่จะเป็นผมดูจากการเสนอข่าว ผู้สื่อข่าวอะไรสารพัดมีความกล้าหาญในเชิงจริยธรรม ได้รางวัลก็เยอะแยะ ถึงแม้จะอยู่ในระบบทุนในตลาดหลักทรัพย์ก็ตาม แต่แยกได้ออกถึงหน้าที่การเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ดีมีจรรยาบรรณ คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน ตอนนี้เราคิดว่าผู้ถือหุ้นอาจจะมีบทบาทสำคัญเหมือนกัน ผู้ถือหุ้นมีบทบาทสำคัญได้"นายไพโรจน์กล่าว
นายไพโรจน์กล่าวต่อไปว่า กลุ่มจะสร้างความรู้ความเข้าใจให้เกิดต่อสาธารณชนทั่วๆไปถึงแม้จะไม่มีหุ้นในมติชนด้วย กับ ผู้ถือหุ้นในมติชนด้วยเช่นกันว่า อยากเห็นหนังสือที่ดีเกิดขึ้นในประเทศไทย ทางกลุ่มยังมองไม่เห็นว่าคนใหม่จะมาแทนคนเก่าได้อย่างไร ด้วยเหตุตรงนี้คิดว่าทิศทางอาจจะอันตราย สิ่งที่จะทำต่อไปนี้ก็คือ คิดว่าจะค่อยๆออกมาด้วยการแถลงการณ์ก็ดี จัดสัมมนา สร้างความรู้ความเข้าใจให้ทุกฝ่ายเข้ามาสนับสนุน ถ้าจำเป็นที่มีการซื้อหุ้นกันแล้วต้องใช้เงิน ยืนยันว่ามีคนยินดีที่พร้อมจะช่วยซื้อหุ้นในกรณีเรื่องการเงิน จะพยายามระดมนักธุรกิจ ประชาชน แล้วแต่กำลังศรัทธา บล็อกไม่ให้มติชนถูกเทคโอเวอร์โดยกลุ่มนายไพบูลย์
นางวิภา ดาวมณี วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงการตั้งกลุ่มช่วยเหลือมติชนว่า คนที่จะมาร่วมกันมาจากหลากหลาย คงไม่มีใครเป็นหัวหน้าทีม แต่มาจากหลายส่วนของภาคประชาชน อาทิ นส.สุภิญญา กลางณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ กลุ่มนักธุรกิจ นักวิชาการ ปัญญาชน ต้องมาจับเข่าคุยกัน ระดมสมองในวันเสาร์ที่ 17 กันยายนนี้เวลา 13.00 น. ที่ศูนย์ศึกษาวิภาวดี มหาวิทยาลัยรังสิต ชั้น 22 (วิภาวดีซอย 9) โดยกลุ่มจะมีการผลักดัน และรณรงค์ให้กลุ่มแกรมมี่ถอนหุ้นออกไป อาจจะไม่ซื้อของแกรมมี่ ช่วยกันซื้อหุ้นมติชน และการรณรงค์ไม่ใช้ของแกรมมี่ กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มอิสระปราศจากกลุ่มทุน
ขรรค์ชัย ประกาศสู้-แต่อุบไต๋
วันเดียวกัน นายขรรค์ชัย บุนปาน ประธานกรรมการบริษัทมติชนจำกัด (มหาชน) ได้เรียกประชุมผู้บริหารหนังสือพิมพ์และผู้สื่อข่าวในเครือทั้งหมด เพื่อชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ทุกอย่างยังเป็นปกติ ขอให้พนักงานทุกคน มีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของผู้อ่านต่อไป
แหล่งข่าวจากมติชนเปิดเผยว่า นายขรรค์ชัย ชี้แจงให้พนักงานทุกคนรู้ว่า นายขรรค์ชัยสู้อย่างแน่นอน ด้วยการระดมทุนสู้ด้วยหาพันธมิตรเพื่อรักษาฐานะในการบริหารมติชนไว้ให้ได้ แต่นายขรรค์ชัยยังไม่บอกรายละเอียดว่าจะทำอย่างไร
นอกจากนี้บริษัท มติชนยังมอบหมายให้นายพิเชียร คุระทอง บรรณาธิการอำนวยการ น.ส.พ.มติชน ให้เป็นโฆษกของกองบรรณาธิการมติชน ข่าวสด ประชาชาติธุรกิจ ให้ทำหน้าที่ให้การข่าวแต่เพียงผู้เดียวในเรื่องการเข้ามาซื้อหุ้นของแกรมมี่
นายพิเชียรกล่าวว่า พนักงานของทั้ง 3 กองบรรณาธิการไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อการกระทำของนายไพบูลย์ และจะร่วมกันผนึกกำลังการคัดค้านการกระทำดังกล่าว
สำหรับบรรยากาศในอาคารมติชนวันนี้นั้น บุคคลที่เคยทำงานในมติชนและมีหุ้นของมติชนได้นำใบหุ้นและมอบฉันทะให้กับมติชนเพื่อนำไปโหวตเสียงในการตัดสินใจต่างๆ สำหรับการบริหารของมติชนนอกจากนี้ยังมีเครือข่ายองค์กรประชาชนจำนวนมากที่รณรงค์ให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยของบริษัทมติชนมอบสิทธิต่างๆให้กับมติชนใช้ออกเสียงเพื่อสู้กับกลุ่มแกรมมี่
นายพิเชียรกล่าวว่าสำหรับกรณีที่นายไพบูลย์ให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่เข้ามาบริหารในมติชนนั้น ให้อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อเพราะนี้เป็นการลงทุนระดับ 1,000 กว่าล้านบาท เป็นไปได้เลยที่แกรมมี่ไม่ส่งคนเข้ามาบริหาร เพราะเป้าหมายของแกรมมี่ที่เข้ามาซื้อหุ้นมีความชัดเจนอยู่แล้วที่ต้องการเข้ามาควบคุมและเป็นเจ้าของมติชน
เราจะมีการหารือและประเมินสถานการณ์เรื่องนี้ในทุกวันด้วยการวางมาตรการที่เข้มงวดมีเป้าหมายชัดเจนมากจะนำเสนอข่าวเป็นกรณีพิเศษ นายพิเชียรกล่าว
ข่าวจากทีมงาน ThaiInsider.Com