รุ้งกินน้ำ

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 211

โพสต์

:8) รวมรวมทุกรายการไทยเที่ยวไทย 4-7 กย.2008 ที่จะถึงนี้ครับ

http://www.relaxzy.com/forum/data/1/0033-1.html
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 212

โพสต์

:8) บรรยากาศบ้านเมืองตอนนี้เข้าข่าย "มาคุ" มากๆ
   
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?i ... 2&gblog=73
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 213

โพสต์

:8) วันนี้เป็นอีกวันที่บักสีดาขายโหดมากครับ
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 214

โพสต์

:8) เมื่อก่อนผมเชื่อว่าศาสนาพุทธนี้ยากนัก
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 215

โพสต์

พรุ่งนี้จะเริ่มงานไทยเที่ยวไทย
มีคนมีประสบการณ์ในพันทิพ(พี่ Upsilon 24สค50)แนะนำไว้ดังนี้
ในฐานะที่มีประสบการณ์ โยน Voucher ที่ซื้อมาจากงานท่องเที่ยวเป็นเงินหลายพันบาท ทิ้งมาแล้ว (หลายครั้ง / หลายปีด้วย)
เลยอยากจะแบ่งปันประสบการณ์ในการเลือกซื้อให้เพื่อน ๆ ที่ตั้งใจจะไปเที่ยวงานไว้เป็นวิทยาทานครับ
(เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ หากไม่ถูกต้องก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย)

1. อย่าซื้อ Voucher ใด ๆ เพราะเห็นว่า "ถูก"
เพราะของถูกอย่างไร ถ้าเราไม่ได้ใช้เลย ก็เป็นของแพงอยู่ดี
ตอนซื้อเรามักจะคิดในใจว่า "เงินแค่นี้เอง ซื้อไว้ก่อนไม่เสียหาย ไม่ซื้อตอนนี้เดี๋ยวไม่มีโอกาสได้ซื้อ เพราะงานเขาจัดแค่ 3 วันเอง"
ซึ่งไม่เป็นความจริงครับ เพราะผมพบว่าหลายครั้งที่งานยุ่งมาก จนไม่สามารถเจียดเวลาไปใช้ Voucher ที่ซื้อมาได้ จนสุดท้าย Voucher นั้นก็หมดอายุ
หรือบางทีเรามีเวลา แต่เพื่อน หรือแฟน หรือคนในครอบครัวที่เราจะพาไปด้วยไม่ว่างตรงกัน ก็ไปไม่ได้อีก
อีกอย่าง งานเที่ยวไทยแบบนี้ จัดปีละไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง ดังนั้นถ้าพลาดคราวนี้ อีก 3 - 4 เดือนก็จัดใหม่ (แต่งานนี้ใหญ่ที่สุดนะครับ งานอื่น ๆ จะเล็กกว่านี้)
รอให้มี Plan จะไปก่อน แล้วค่อยรอซื้อ Package ในงานครั้งหน้าก็ได้
ควรจะซื้อ Voucher ที่เราคิดว่าจะได้ใช้แน่ ๆ ภายใน 1 - 3 เดือน  อย่าคิดว่าซื้อเผื่อเอาไว้ก่อน เพราะจะสร้างปัญหาให้เราภายหลัง

2. อย่าซื้อเพระาเห็นแก่ของแถม
เพราะของแถมบางอย่าง เราแทบไม่มีโอกาสได้ใช้เลย
เช่นพัก 2 คืน แถม 1 คืน แต่อีก 1 คืน ห้ามใช้ต่อกัน สมมุติว่าอยู่ภูเก็ต คุณจะยอมเสียค่าตั๋วเครื่องบิน บินไปอีกรอบ เพื่อพักแค่ 1 คืนหรือเปล่า? อย่างนี้เป็นต้น
หรือแถมเป็นชุด Gift set อะไรซักอย่างสำหรับผู้หญิง ซึ่งเราเป็นผู้ชาย ดังนั้น ไม่ได้ใช้เองอยู่ดี ต้องเอาไปให้คนอื่น (แต่ถ้าคิดว่าจะทำคะแนนให้แฟน ก็อีกเรื่องนะครับ.. อิ อิ)

3. อย่าซื้อรีสอร์ท หรือโรงแรมใด ๆ ที่เราไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน
หลายครั้งที่ไปยืนที่ Boot แล้วเห็นภาพในแฟ้ม หรือใน Notebook ดูดีมาก แต่พอไปถึงที่จริง ๆ อาจจะเป็นคนละเรื่องจนเราอยากจะโยน Voucher ทิ้งแล้วไปหาที่อื่นพักดีกว่า
ควรหาข้อมูลจากคนที่เคยไปมาแล้ว ดูข้อดี ข้อเสีย ว่ามีอะไรที่เราคิดว่ารับไม่ได้แน่ ๆ
เช่นตั้งใจไปทะเล แต่รีสอร์ทที่เราซื้อมา มันไม่ติดทะเล ต้องเดินไปอีกไกล หรือว่ารีสอร์ทนี้อยู่ในซอยลึกมาก แล้วเราไม่ได้ขับรถไปเอง ดังนั้นการเข้าออกจากรีสอร์ทจะลำปากมาก อะไรแบบนี้
หรือเราอยากจะได้บรรยากาศสงบ ๆ แต่รีสอร์ทนั้นไปถึง คนพลุกพล่านมาก หรือมีการก่อสร้างอยู่ข้าง ๆ ตอกเสาเข็มทั้งวัน แบบนี้ก็จะทำให้เซ็งได้
แต่ถ้าเรารู้ก่อน และรับได้ ก็ไม่เป็นไร
แนะนำให้หาข้อมูลเยอะ ๆ ครับ อาจใน BP นี่ก็ได้ เลือกจากบ้านไปเลย อาจจะทำเป็นตัวเลือกไว้สัก 4 - 5 แห่ง เพื่อไปเปรียบเทียบเงื่อนไขที่ดีที่สุดในงาน
แต่ไม่ใช่เดินผ่านรีสอร์ท อีกแห่งที่ไม่อยู่ใน list แต่คนขายน่ารัก และพูดเก่ง เลยตัดสินใจซื้อไป แบบนี้อาจมีปัญหาได้นะครับ
ถ้าเป็นโรงแรมที่เราเคยไปมาก่อนแล้ว จะดีที่สุดครับ

4. สอบถามเงื่อนไขทุกอย่างให้ครบถ้วนก่อนซื้อนะครับ
เช่น ใช้วันศุกร์ - เสาร์ได้ไหม ? วันหยุดยาว 3 วันได้ไหม? ปกติต้องเพิ่มเงินครับ ซึ่งราคาที่เขียนตัวโต ๆ ในโบร์ชัวร์ นั้นเป็นราคาที่ใช้ได้เฉพาะวันธรรมดา (แล้วคนทำงานกินเงินเดือนอย่างเรา จะลาไปเที่ยวได้ไง?)
รวมอาหารเช้าด้วยไหม? (บางทีรีสอร์ท ใช้วิธีตัดอาหารเช้าเพื่อประหยัดต้นทุน) ห้องพักที่ได้เป็นแบบไหน? อยู่ติดหาดไหม? เห็นทะเลไหม?
พอรวมราคาที่บวกเพิ่มวันหยุด เพิ่มอาหารเช้า Upgrade ให้เห็นชายหาดแล้ว ราคาอาจจะเพิ่มมาเป็น 2 เท่าของตัวโต ๆ นั่นก็ได้ ดูให้รอบคอบก่อนตัดสินใจครับ
อีกเรื่องคือวันหมดอายุครับ Package ที่มีอายุสั้น จะราคาถูกกว่า Package ที่มีอายุยาว ๆ ครับ

5. ก่อนตัดสินใจซื้อ แน่ใจหรือว่าราคาตาม Package ถูกกว่าปกติจริง ๆ?
โดยปกติ โรงแรม รีสอร์ท สายการบิน บัตรรับประทานอาหาร ฯลฯ จะมีการทำ Promotion เป็นระยะ ๆ อยู่แล้ว
บางครั้งทำเอง บางครั้งให้จองผ่าน Website ราคาถูกกว่าปกติ บางครั้งทำร่วมกับบัตรเครดิต ดังนั้นควรนำมาเปรียบเทียบกับราคาที่นำมาเสนอในงาน
หรือบางทีราคาในงานที่รวม ส่วนเพิ่มวันหยุด และ upgrade ต่าง ๆ แล้ว ก็ไม่ต่างกับราคา walkin ด้วยซ้ำ
ถ้าต่างกันไม่เยอะ อย่าซื้อดีกว่า
เพราะรอไปซื้อช่วงอื่น ๆ ก็ไม่ต่างกันมาก ไม่ต้องจ่ายเงินออกไปก่อน และไม่ต้องมีความเสี่ยงเรื่องจะได้ใช้หรือไม่ด้วย ดีไหมครับ?

6. อย่างซื้อ Voucher มาเยอะเกินไป
เพราะว่าจะใช้ไม่ทันครับ บางทีซื้อรีสอร์ทมา 5 ใบ หมดอายุพร้อมกันใน 1 เดือน อย่างนี้ต้องทิ้ง 1 ใบแน่ ๆ เพราะเดือนหนึ่งมีเสาร์-อาทิตย์ แค่ 4 ครั้ง เป็นต้น
และที่สำคัญ เราต้องออกต่างจังหวัดทุกเสาร์-อาทิตย์  อย่างนี้เหนื่อยแย่เลย

7. อย่าลืมคิดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จะต้องเกิดขึ้นด้วย
เช่นการซื้อโรงแรม รีสอร์ท ในภูเก็ต ต้องอย่าลืมว่าจะต้องมีค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าเช่ารถ ฯลฯ ด้วย บางทีไปกัน 2 คน
ค่าใช้จ่ายบางอย่างก็หารไม่ได้ (หรือบางอย่างควรจะหารได้ แต่ถ้าเราไปกับแฟน เราก็ต้องออกอยู่ดี... อิ อิ)
ดังนั้น ต้องมีการเตรียมค่าใช้จ่ายพวกนี้เผื่อไว้ด้วย

8. แล้วจองยากไหม?
บางที่ไม่บวกเพิ่มวันศุกร์ - เสาร์ และวันหยุดยาว แต่พอเราซื้อไปแล้ว จะไปจอง จะพบว่าจองยากมาก เพราะห้องจะเต็มยาวเป็นเดือน ๆ (คือเต็มเฉพาะศุกร์ - เสาร์)
สุดท้ายเราก็จองไม่ได้ซักที จนกระทั่ง Voucher นั้นหมดอายุ

ถ้าเป็นไปได้ ให้เขาจองให้ ก่อนจะจ่ายเงินซื้อ คือบอกไปเลยว่าถ้าจองวันที่เราต้องการได้ก็จะซื้อ ถ้าจองไม่ได้ก็ไม่เอา อย่างนี้จะชัวร์ที่สุด

เมื่อวานเปิดงานวันแรกได้มีโอกาสแวะไปมา เลยเอาบรรยากาศมาฝากครับ
ผมเลยเอาข้อมูลมา key ใหม่ ให้อยู่ในรูปแบบที่เปรียบเทียบกับรีสอร์ทอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น

บอก Boot ไว้ด้วย เพื่อที่ผู้สนใจจะได้ไปหาได้ง่ายขึ้น (ก่อนเข้างาน แวะหยิบแผนผัง Boot ต่าง ๆ ได้ที่จุดลงทะเบียน)
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
dino
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 1281
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 216

โพสต์

:8) แหะ แหะ ตามคำแนะนำเลยครับ
ซื้อในงานฯ ผมโดนมาแล้วครับทั้งข้อ 1 และ 3
ข้อ 1 ใช้ไม่ทันโยนทิ้งไปหลายใบแล้วครับ
ข้อ 3 ผิดหวัง+ผิดคาดมากๆ ก็บ่อยๆครับ :cry:
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 217

โพสต์

:8) เหตุการณ์บางเรื่องที่เกิดในเมืองไทยนี้แปลกๆดีนะ
     ที่มาจากคอลัมน์
     เลขที่1 วิภาวดี นสพ.ไทยรัฐ ครับ
     สงสัยจะเป็นขุนแผนกลับมาเกิด
     เพราะมีวิชากำบังกายา+สะเดาะกุญแจ
หนีจากโรงพัก [5 ก.ย. 51 - 16:22]

นาย เสริมวิทย์ บุญจ้อย กก.ผจก.บ.สยามรุ่งเรือง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ร้องเรียนถึงการทำงานที่ไม่ชอบมาพากลของตำรวจ สภ.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาตรวจสอบและแก้ไข

บริษัทของเขาฟ้องศาลคดีแพ่งและอาญาจำเลยรายหนึ่ง ที่ว่าจ้างรับเหมาติดตั้งท่อประปาแล้วจ่ายเช็คเด้งเป็นเงิน 2.2 ล้านบาท

ศาลแขวงพระนครเหนือมีคำพิพากษาเมื่อปี 49 ให้ลงโทษจำคุก แต่จำเลยหลบหนีไม่มาฟังคำพิพากษา

จึงออกหมายจับ

ตำรวจไม่ได้ดำเนินการสืบสวนติดตามจับกุมจำเลย แต่เป็นบริษัทของเขาที่ต้องไปติดตามสืบเอาเองว่าจำเลยรายนี้หนีไปหลบอยู่ที่ไหน

ในที่สุดก็รู้ว่าหนีไปอยู่ใน ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต

จนเมื่อเวลา 19.00 น. ของวันที่ 1 ส.ค.50 สามารถชี้ให้ตำรวจ สภ.ฉลอง จับจำเลยได้ที่ร้านอินเตอร์เน็ตแห่งหนึ่ง

ตำรวจคุมตัวจำเลยไปที่โรงพัก

ตำรวจไม่ได้นำตัวจำเลยเข้าห้องขัง แต่ใส่กุญแจมือคล้องเอาไว้กับราวระเบียงบนชั้น 2 ของโรงพัก

จนตี 5 คืนเดียวกัน ตำรวจ สภ.ฉลอง โทรศัพท์มาแจ้งว่า จำเลยหลบหนีไปแล้ว

การที่ตำรวจปล่อยให้จำเลยหลบหนีไปได้ ทำให้เกิดผลเสียต่อบริษัทของเขาเป็นอย่างมาก

เนื่องจากคดีเช็คเป็นคดีที่ยอมความได้

ระหว่างที่ถูกจับ จำเลยยื่นข้อเสนอว่าจะยอมจ่ายเงินให้เขา 1.7 ล้านบาท เพื่อแลกกับการถอนฟ้องเพื่อจำเลยจะได้ไม่ต้องติดคุก

ตำรวจ สภ.ฉลอง มีหน้าที่ส่งตัวจำเลยไปยังศาลแขวงพระนครเหนือที่ออกหมายจับเอาไว้ แต่แล้วตำรวจกลับปล่อยให้จำเลยหลบหนีไปจากโรงพัก

หลังเกิดเหตุ ผกก.สภ.ฉลอง รับปากว่าจะติดตามจับกุมจำเลยให้ได้ภายใน 7 วัน แต่เรื่องก็เงียบหายไป

เขาจึงทำหนังสือร้องเรียนไปถึง ผกก.สภ.ฉลอง ผบก.ภูเก็ต และ ผบช.ภ.8

เพื่อให้ดำเนินคดีทางอาญาและวินัยแก่ตำรวจผู้รับผิดชอบ

พร้อมขอให้เร่งรัดติดตามจับกุมจำเลย

จนผ่านมากว่า 1 ปี

มีแต่เพียงโทรศัพท์จากตำรวจ สภ.ฉลอง ไม่ใช่เรื่องความคืบหน้าของคดี แต่โทรศัพท์มาเพื่อขอร้องให้ช่วยลดหย่อนโทษให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับผิด ชอบ

คดีนี้เป็นคดีที่มีความเสียหายกว่า 2 ล้านบาท

จึงขอให้ผู้บังคับบัญชาตรวจสอบด้วยว่า การปล่อยให้จำเลยหนีไปจากโรงพัก

มีใครรับผลประโยชน์หรือเปล่า.

“เพลิงมรกต”
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 218

โพสต์

[quote="chatchai"][quote="por_jai"]:8) ผมแว่บไปดูอัตราแลกเปลี่ยน
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 219

โพสต์

คู่มือวิเคราะห์ค่าเงินบาท ฉบับชาวบ้าน (ตอนที่ 2)

มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์  [email protected]
กรุงเทพธุรกิจ  วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2549

วันนี้ ผมจะขอวิเคราะห์ค่าเงินบาทแบบชาวบ้านๆ เป็นตอนที่ 2 ต่อจากเมื่อสองสัปดาห์ก่อนนะครับ ขณะที่ผมเริ่มลงมือเขียนคอลัมน์มุมเอกในฉบับนี้ ผมได้พลิกกลับไปอ่านคอลัมน์ฉบับก่อนว่าเขียนไว้อย่างไร จะได้เขียนให้ต่อเนื่องกันหน่อย ถึงกับตกใจเลยครับว่า เวลาผ่านไปแค่ 2 อาทิตย์เท่านั้น ค่าเงินบาทเราแข็งขึ้นจากประมาณ 36 บาทกว่าๆ มาเป็น 35 บาทกว่าๆ ต่อดอลลาร์สหรัฐ นี่ถ้าผมขายเงินดอลลาร์ที่ฝากไว้ตอนทำงานอยู่ต่างประเทศ เมื่อสองอาทิตย์ก่อน คงได้กำไรฟรีๆ ไปแล้วเกือบ 3% ดีกว่าฝากเงินออมทรัพย์ไว้ในธนาคารตั้งเยอะ

คราวนี้ลองนำคู่มือวิเคราะห์ค่าเงินบาทเมื่อฉบับก่อน เรื่อง "ปัจจัยกำหนดค่าเงินบาท" มาวิเคราะห์ดูซิครับว่าทำไมค่าเงินบาทถึงแข็งค่าขึ้นเร็วนักในช่วง 2 อาทิตย์นี้ (จะได้ถือเป็นการทบทวนไปด้วยในตัว) ผมพบว่าสาเหตุหลักที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากในช่วงนี้ มาจากการที่ต่างชาติเข้ามาซื้อสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะพันธบัตรและตราสารหนี้ไทยจำนวนมาก และนี่ก็คือเหตุผลที่ทำไมราคาพันธบัตรไทยจึงปรับสูงขึ้น และทำไมผลตอบแทน Yield ของตราสารหนี้ในระยะต่างๆ จึงปรับลดลงเร็วมากเช่นกัน

ท่านทั้งหลายที่อ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะเริ่มสงสัยแล้วว่า ทำไมพันธบัตรไทยเราถึงเนื้อหอมนัก มีอะไรดีหรือไง ฝรั่งถึงมาซื้อเอาๆ ในตอนนี้ คำตอบก็คือ ต่างชาติเขาเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรไทย อยู่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตร ของเกือบทุกประเทศในภูมิภาค (ดูตารางผลตอบแทนพันธบัตรที่แนบ) ยกเว้นเพียงประเทศอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ซึ่งมีปัญหาเงินเฟ้อสูงกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาค และต่างชาติก็เริ่มคาดการณ์ด้วยว่าอัตราดอกเบี้ยของไทย น่าจะปรับตัวลดลงเร็วๆ นี้ ตามอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มลดลง



ท่านลองสมมติตัวเองเป็นนักลงทุนต่างชาติดูแล้วกันนะครับว่า หากเมื่อเดือนก่อนท่านซื้อพันธบัตรระยะ 10 ปีที่มีอัตราผลตอบแทนอยู่ที่เกือบ 5% ในราคา 100 บาท แต่วันนี้อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดปรับลดลงมาอยู่ที่ 4.8% พันธบัตรที่ท่านถืออยู่นี้ก็จะหอมกรุ่นและมีค่าขึ้นมาทันที มีแต่คนมาอยากซื้อพันธบัตรต่อจากท่านในราคาที่สูงกว่าต้นทุนที่ท่านซื้อมา ดังนั้น หากท่านตัดสินใจขายพันธบัตรดังกล่าว ท่านก็จะได้กำไรจากส่วนต่างของราคาทันที อีกทั้งท่านยังโชคดีได้กำไรอีก 1 เด้ง จากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นด้วย

คราวนี้มาลองดูต่อซิครับว่า ถ้าแบงก์ชาติไม่ต้องการให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นจะทำอะไรได้บ้าง วิธีแรกก็คือ มาตรการที่เพิ่งประกาศไปเมื่อเร็วๆ นี้ที่จะควบคุมธุรกรรมเงินบาทของต่างชาติที่เข้ามาเก็งกำไร ซื้อขายในตราสารหนึ้ระยะสั้นต่างๆ ซึ่งผมคิดว่าก็คงจะช่วยได้บ้าง แต่คงไม่มากเท่าไหร่เพราะว่ายังเกาไม่ถูกที่คัน วิธีที่สองก็คือ การผ่อนคลายให้ผู้ที่มีรายได้เงินตราต่างประเทศ(ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือผู้ส่งออก) ให้มีสิทธิในการถือครองเงินตราต่างประเทศนานขึ้นจาก 7 วัน เป็น 15 วัน ซึ่งผมก็คิดว่าวิธีนี้ก็คงช่วยได้บ้างเล็กน้อย แต่คงไม่มากนัก เพราะผู้ส่งออกที่ไหนหล่ะครับที่อยากจะถือเงินดอลลาร์ไว้นานขึ้นอีก 7-8 วัน ทั้งๆ ที่รู้ว่าค่าเงินบาทอาจจะแข็งต่อไปอีกได้ วิธีที่สามก็คือ ออกมาตรการให้นักลงทุนไทย เคลื่อนย้ายเงินทุนไปลงทุนต่างประเทศได้สะดวกมากขึ้น ซึ่งผมคิดว่ามาตรการนี้เป็นมาตรการที่ดีในระยะยาวนะครับ เพราะนักลงทุนไทยจะได้มีโอกาสบริหารความเสี่ยงจากตราสารต่างประเทศได้มากขึ้น แต่ในระยะสั้นนี้ ผมว่าคงไม่ค่อยมีนักลงทุนที่อยากไปลงทุนต่างประเทศมากเท่าไหร่ เพราะอาจจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงแทนที่จะลดความเสี่ยงก็ได้

อีกวิธีที่แบงก์ชาตินิยมใช้เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินมาโดยตลอด ก็คือ การแทรกแซงตลาดโดยการเข้าซื้อดอลลาร์ โดยพิมพ์เงินบาทออกมาแลก แต่วิธีการนี้ไม่ไช่ทำได้ฟรีๆ นะครับ เพราะแบงก์ชาติมีต้นทุนที่จะต้องออกพันธบัตร ไปดูดซับสภาพคล่องที่ตัวเองพิมพ์เงินบาทออกมา มิฉะนั้นสภาพคล่องก็จะล้นระบบและทำให้เกิดเงินเฟ้อได้ ในช่วงที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกพันธบัตรไปดูดซับสภาพคล่องค่อนข้างมาก (ราวๆ 7 แสนล้านบาท) หากท่านลองคูณอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรที่ธปท.ต้องจ่ายเป็นค่าดูดซับสภาพคล่องซึ่งมีต้นทุนใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ย RP 14วัน ที่ประมาณ 5% ก็จะพบว่าแบงก์ชาติมีต้นทุนในส่วนนี้ตกประมาณปีละ 3.5 หมื่นล้านบาท อ้าว! แล้วใครหล่ะครับที่ได้ประโยชน์ คำตอบก็คือ สถาบันการเงินทั้งหลายที่มีสภาพคล่องล้นระบบ เพราะสถาบันการเงินเหล่านี้มีต้นทุนดอกเบี้ยเงินฝาก จ่ายแค่ประมาณ 2-3% แต่มาลงทุนซื้อพันธบัตรแบงก์ชาติ เพื่อรับดอกเบี้ยสบายๆ 5% แถมยังไม่ต้องเหนื่อยแรง ต้องคอยเร่งหาลูกค้าเพื่อปล่อยสินเชื่ออีกด้วย

สุดท้ายนี้ ผมเห็นว่าวิธีที่จะเกาให้ถูกที่คันที่สุดในเวลานี้ ก็คือ การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย RP 14วันลง นักเก็งกำไรต่างชาติเขาจะได้หมดโอกาสในการเก็งกำไรจากดอกเบี้ยซะที แบงก์ชาติเอง ก็จะได้ลดต้นทุนในการแทรกแซงค่าเงิน และการดูดซับสภาพคล่องด้วย นอกจากนั้น ผมยังเห็นว่าสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ที่ความเสี่ยงของอัตราเงินเฟ้อลดลงไปมาก อีกทั้งข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งของแบงก์ชาติเองก็ออกมาในทิศทางเดียวกันว่าการใช้จ่ายภายในประเทศชะลอตัวลงมาก ดังนั้น จะมีประโยชน์อะไรครับที่จะรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้สูงในระดับนี้ต่อไป
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 220

โพสต์

Deja Vu การเก็งกำไรและต่อสู้ป้องกันค่าเงินบาท

มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์ [email protected]  
กรุงเทพธุรกิจ  วันอังคารที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2549

ท่านผู้อ่านที่เห็นชื่อคอลัมน์มุมเอกวันนี้ อย่าเพิ่งนึกว่าผมกำลังจะเขียนเกี่ยวกับหนังดังในช่วงนี้เรื่อง "Deja Vu" ที่คอหนังทั้งหลาย แปลเป็นไทยว่า "เดจา วู ภารกิจเดือด ล่าทะลุเวลา" นะครับ แต่เรื่องที่ผมจะเขียนวันนี้ เป็นภารกิจเดือดไม่แพ้กัน แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเก็งกำไรและการสู้กับค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา

"Deja Vu (อ่านว่า เดจา วู) เป็นความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่หลายๆ คน อาจจะเคยเจอ เมื่อท่านรู้สึกคุ้นๆ เหมือนกับว่าเคยประสบกับเหตุการณ์นั้นมาก่อน แต่ก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่า เคยเจอเหตุการณ์นี้เมื่อไร เหมือนหรือต่างกันอย่างไร และมักจะทำให้รู้สึกประหลาดใจกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น"

เมื่ออาทิตย์ก่อน ผมเกิดความรู้สึก Deja Vu ขึ้นมาทันที ที่ทราบว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ออกมาตรการป้องกัน การเก็งกำไรค่าเงินบาท ด้วยการควบคุมเงินทุนไหลเข้าระยะสั้น ทำให้ตลาดเงินตลาดทุน ตื่นตระหนก ตลาดหุ้นติดลบไปกว่า 100 จุด แถมยังส่งผลให้ตลาดในประเทศเพื่อนบ้านพลอยติดลบและปั่นป่วนตามไปด้วย สื่อการเงินต่างพาดหัวข่าว และเกาะติดสถานการณ์การเงินไทยอย่างใกล้ชิด ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เหตุการณ์ตรงจุดไหนกันแน่ที่ทำให้ผมรู้สึก "เดจา วู" แต่เท่าที่คุ้นๆ ก็น่าจะเป็นเหตุการณ์ตอนที่เราถูกเก็งกำไรค่าเงินบาท ในช่วงปี 2540

ผมเลยมานั่งทบทวนเหตุการณ์ว่า การเก็งกำไรค่าเงินบาทและการที่แบงก์ชาติออกมาต่อสู้กับนักเก็งกำไรในปี 2549 นี้ เหมือนหรือต่างกับเมื่อปี 2540 อย่างไร

สิ่งที่เหมือนกันแน่ๆ ก็คือ เราถูกเก็งกำไรค่าเงินบาท แต่สิ่งที่ต่างกัน ก็คือ เป็นการเก็งกำไรคนละด้าน กล่าวคือ ในช่วงปี 2540 เราถูกเก็งกำไรให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง แต่แบงก์ชาติต่อสู้ปกป้องค่าเงินไม่ให้อ่อนลง เพื่อรักษาระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ และในที่สุดเราก็แพ้ ต้องยอมลอยตัวปล่อยให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวในเดือนกรกฎาคมปี 2540 แต่ในปี 2549 นี้ เราถูกเก็งกำไรให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้น แบงก์ชาติเลยพยายามออกมาตรการมาสกัดการเก็งกำไรต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมเศรษฐกิจไทยตอนที่ถูกเก็งกำไรครั้งก่อนต่างกับปัจจุบันมาก โดยในช่วงก่อนเกิดวิกฤติปี 2540 ประเทศเราใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ ในขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยขาดดุลมากและต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน และดุลบัญชีทุนเคลื่อนย้ายก็ขาดดุล เพราะต่างชาติไม่อยากถือสินทรัพย์ไทย เพราะกลัวจะขาดทุนหากค่าเงินบาทอ่อนลง

ดังนั้น พื้นฐานเศรษฐกิจไทยในช่วงนั้น จึงบ่งชี้ว่าค่าเงินบาทน่าจะอ่อนลง แต่การที่แบงก์ชาติกำหนดค่าเงินบาทให้คงที่ไว้ที่ 25 บาทต่อ 1 ดอลลาร์ และฝืนตลาดไม่ยอมปรับค่าเงินให้อ่อนลง นักเก็งกำไรค่าเงินจึงเริ่มเห็นช่องทางเก็งกำไรกับแบงก์ชาติ โดยการขายเงินบาทซื้อดอลลาร์ เพื่อกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนลง และถ้าแบงก์ชาติไม่ยอมให้ค่าเงินอ่อน ก็ต้องทำตรงกันข้ามโดยการซื้อบาทแล้วขายดอลลาร์ที่มีอยู่ในทุนสำรอง ผลก็คือ เราขายจนทุนสำรองหมดคลังหลวง และสุดท้าย ก็ต้องปล่อยให้ค่าเงินบาทลอยตัว เสียหายกันยับเยิน ตามที่ทราบกันดีอยู่แล้ว

สำหรับสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจไทยในตอนนี้ตรงข้ามกับอดีตอย่างสิ้นเชิง เพราะปัจจุบันนี้ เราก็ไม่ได้ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ แต่ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบมีการจัดการ นอกจากนั้น ดุลบัญชีเดินสะพัดในปัจจุบันก็เกินดุลค่อนข้างมาก จากการส่งออกที่ดีมากแต่นำเข้าน้อย ส่วนดุลบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย ก็เกินดุล เพราะต่างชาติไม่อยากถือสินทรัพย์ในรูปดอลลาร์ ที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงเรื่อยๆ ก็เลยหันมาลงทุนถือสินทรัพย์ในประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยมากขึ้น (เพราะจะได้กำไรจากการถือสินทรัพย์ ที่ค่าเงินแข็งค่าขึ้น) ดังนั้น ปัจจัยพื้นฐานต่างๆ ในปัจจุบันที่ทั้งดุลบัญชีเดินสะพัดและดุลบัญชีทุนเคลื่อนย้ายเกินดุล จึงบ่งชี้ว่าค่าเงินบาทในปัจจุบันน่าจะแข็งค่าขึ้น

ถึงแม้ว่าเราจะใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวอย่างมีการจัดการ แต่พฤติกรรมของแบงก์ชาติก็บ่งชี้ว่า แบงก์ชาติไทยเข้าแทรกแซงค่าเงินบาทไม่ให้แข็งขึ้นมาโดยตลอด โดยแทรกแซงค่าเงินบาท ในทิศทางตรงกันข้าม กับที่เคยทำในอดีต เช่น ซื้อเงินดอลลาร์ (มาใส่ทุนสำรอง) แล้วขายเงินบาทออกมาเพื่อให้ค่าเงินบาทอ่อนลง นี่คือที่มาว่าทำไมทุนสำรองระหว่างประเทศถึงเพิ่มขึ้นจาก 5 หมื่นล้านเมื่อสิ้นปีก่อน มาเป็น 6.4 หมื่นล้านในปัจจุบัน (นี่ยังไม่นับรวมที่ทำ swap ไว้ล่วงหน้าอีก 5-6 พันล้านนะครับ)

แต่การซื้อดอลลาร์ขายเงินบาทนี้ ไม่ใช่จะทำได้ฟรีๆ นะครับ เพราะแบงก์ชาติจะต้องออกพันธบัตร ไปดูดซับเงินบาท ที่ตัวเองปล่อยออกมา ด้วยต้นทุนที่สูงพอๆ กับอัตราดอกเบี้ยนโยบายประมาณ 5% (ซึ่งแบงก์ชาติค้านหัวชนฝา ไม่ยอมลดดอกเบี้ยมาโดยตลอด) ตรงนี้แหละครับที่นักเก็งกำไรเขามองเห็นว่า แบงก์ชาติไม่สามารถ เข้าแทรกแซงเงินบาทได้ตลอด เพราะถ้าแบงก์ชาติยังดึงดันแทรกแซงค่าเงินต่อไป ก็จะมีต้นทุนสูงขึ้น และขาดทุนไปเรื่อยๆ

ดังนั้น ถ้าผมเป็นนักเก็งกำไรต่างชาติ ผมก็จะเลือกเก็งกำไรในตลาดพันธบัตร เพราะมีโอกาสได้กำไรทั้ง 2 ด้าน ถ้าแบงก์ชาติเลือกลดดอกเบี้ย ผมก็จะได้กำไรจากราคาพันธบัตรที่สูงขึ้น (เพราะราคาพันธบัตรจะผันผวน ตรงข้ามกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น) แต่ถ้าแบงก์ชาติเลือกปล่อยให้ค่าเงินแข็ง ผมก็จะได้กำไรจากค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น นี่คือที่มาที่ทำไมนักเก็งกำไรถึงได้เข้าไปเก็งกำไรในตลาดพันธบัตรในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างมาก

แต่สุดท้าย แบงก์ชาติก็เลือกวิธีที่ผมคิดว่าเกาไม่ถูกที่คัน โดยออกมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าระยะสั้น โดยบังคับให้ต่างชาติ ที่จะนำเงินมาลงทุนในไทยต้องกันเงินสำรองไว้ที่แบงก์ชาติ 30% และไปลงทุนได้ 70% และถ้าลงทุนเกิน 1 ปีค่อยมาเอาเงินคืน แต่ถ้าลงทุนไม่เกิน 1 ปี ก็จะถูกริบเงินที่กันไว้ 10% ผลสุดท้ายก็คือ มาตรการดังกล่าวได้สร้างความปั่นป่วนในตลาดเงินตลาดทุน ไม่ต่างกับตอนปี 2540 เลยครับ

ที่ผมเล่ามาทั้งหมด ผมก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่า เหตุการณ์เก็งกำไรค่าเงินบาทในปี 2540 ช่วงไหน และเมื่อไรที่เหมือนกับเหตุการณ์เก็งกำไรในช่วงปี 2549 นี้ เท่าที่รู้ก็คือ มันเป็นความรู้สึกคุ้นๆ ว่า การฝืนตลาด และการเกาไม่ถูกที่คันจะนำมาสู่ความสูญเสีย นี่แหละครับ คือ ความรู้สึกที่ผมเรียกว่า Deja Vu
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 221

โพสต์

วิเคราะห์เศรษฐกิจแบบหมูๆ ตอน "หมูมองเครื่องบิน"
มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์ [email protected]  
กรุงเทพธุรกิจ  วันอังคารที่ 09 มกราคม พ.ศ. 2550

ก่อนอื่นผมขอสวัสดีปีใหม่แด่ท่านผู้อ่านทุกท่านครับ เนื่องจากวันนี้ เป็นคอลัมน์มุมเอกฉบับแรกของปีหมู ผมเลยขอใช้โอกาสนี้ นำเสนอแนวทางในการวิเคราะห์เศรษฐกิจแบบหมูๆ เพื่อให้ท่านผู้อ่าน (ที่แม้จะไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์) สามารถใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีหมูได้ด้วยตนเอง

แนวทางการวิเคราะห์เศรษฐกิจแบบง่ายๆ นี้ ผมใช้ชื่อว่า "หมูมองเครื่องบิน" เพราะผมจะเปรียบเทียบการวิเคราะห์เศรษฐกิจ เหมือนกับการวิเคราะห์เครื่องบิน หากเราต้องการวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะดีขึ้นหรือแย่ลง ก็เปรียบเสมือนกับการวิเคราะห์ว่า เครื่องบินจะบินได้สูงหรือต่ำ เพราะฉะนั้น นักวิเคราะห์ต้องเริ่มจากทำตัวเป็นวิศวกร มาตรวจเช็คเครื่องยนต์ของเครื่องบินดูก่อนว่าเป็นอย่างไร

ตามมาตรฐานนานาชาติแล้ว เครื่องบินจะประกอบด้วย 4 เครื่องยนต์หลัก ได้แก่ 1. เครื่องยนต์การบริโภคภาคเอกชน โดยยิ่งถ้าผู้บริโภคจับจ่ายใช้สอยมาก เครื่องยนต์นี้ก็จะทำงานได้ดี 2. เครื่องยนต์การลงทุนภาคเอกชน โดยถ้าภาคเอกชนเร่งลงทุน เครื่องยนต์นี้ก็จะทำงานดีเช่นกัน 3. เครื่องยนต์การใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งเครื่องยนต์นี้จะวิ่งฉิวได้ ถ้าภาครัฐเร่งใช้จ่ายมากขึ้น และ 4. เครื่องยนต์การใช้จ่ายจากต่างประเทศ (Export) ซึ่งมาจากการใช้จ่ายของชาวต่างชาติที่มาซื้อสินค้า และบริการของไทย

อย่างไรก็ตาม ในทางตรงข้าม หากคนไทยเรานำเข้าสินค้าและบริการ (Import) จากต่างชาติเยอะ เครื่องยนต์ทั้ง 4 นี้จะถูกฉุดไว้ไม่ให้ทำงานได้เต็มที่ (เครื่องยนต์ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ นักเศรษฐศาสตร์ทุกคน จะรู้จักกันในสมการ GDP=C+I+G+X-M)

แม้ว่าเครื่องบินเศรษฐกิจไทยจะมี 4 เครื่องยนต์ดังกล่าว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เครื่องยนต์ทุกๆ เครื่อง จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในสัดส่วนที่เท่ากัน เพราะแต่ละเครื่องยนต์มีขนาดหรือแรงม้าไม่เท่ากัน สำหรับโครงสร้างเครื่องบินเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันนี้ เครื่องยนต์การส่งออกสินค้า และบริการ มีแรงม้าเยอะที่สุดประมาณ 67% ของกำลังขับเคลื่อนทั้งหมด

รองลงมาก็จะเป็นเครื่องยนต์การบริโภคภาคเอกชน ที่มีแรงม้าประมาณ 55% ส่วนเครื่องยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 และอันดับ 4 ได้แก่ การลงทุนภาคเอกชน และการใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งมีแรงม้าประมาณ 18% และ 15% ตามลำดับ ท่านผู้อ่านอย่าเพิ่งแปลกใจนะครับ หากรวมแรงม้าทั้งหมดแล้วเกิน 100% เพราะตามปกติเครื่องยนต์เหล่านี้ จะไม่สามารถทำงานเต็มกำลังได้ เพราะแต่ละเครื่องยนต์จะถูกฉุดด้วยการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ

ในการวิเคราะห์เครื่องบินเศรษฐกิจไทยนี้ นอกจากท่านจะเข้าใจเครื่องยนต์และน้ำหนักของเครื่องยนต์แต่ละส่วนแล้ว ท่านก็ต้องเข้าใจด้วยว่าเครื่องยนต์ต่างๆ จะทำงานได้ดีต้องมีน้ำมันหล่อลื่นด้วย หากมีน้ำมันหล่อลื่นดี ก็จะช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้เรียบไม่ติดขัด แต่หากน้ำมันหล่อลื่นไม่ดีหรือไม่พอ เครื่องยนต์ก็อาจจะกระตุก หรือทำให้เครื่องบินตกหลุมอากาศได้

จริงๆ แล้ว น้ำมันหล่อลื่นนี้ ก็คือ สินเชื่อผ่านระบบการเงินที่เป็นน้ำมันในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจนั่นเอง หากระบบสถาบันการเงินเข้มแข็งคอยหยอดน้ำมันหล่อลื่นในอัตราส่วนที่เหมาะสมให้กับเครื่องยนต์ทั้ง 4 ก็จะช่วยให้เครื่องบินเศรษฐกิจไท ยบินได้อย่างนุ่มนวลเหมือนลอยอยู่บนผ้าไหม ตามโฆษณาของการบินไทย Smooth as silk

ตอนนี้มาลองใช้วิธี "หมูมองเครื่องบิน" นี้ มาวิเคราะห์เศรษฐกิจปีหมูกันดีกว่าครับ เราก็ต้องเริ่มจากการวิเคราะห์ตรวจเช็คเครื่องยนต์ทั้ง 4 ว่าเป็นอย่างไร เริ่มจากเครื่องยนต์แรก คือ เครื่องยนต์การส่งออกสินค้าและบริการ ซึ่งมีสัดส่วนใหญ่ที่สุด ผมคิดว่าการส่งออกของเราในปีหมูนี้ ไม่น่าจะขยายตัวได้ดีเหมือนปีก่อน เพราะเศรษฐกิจโลกในปีนี้น่าจะขยายตัวชะลอลง ในขณะที่ค่าเงินบาทก็ยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น

ถ้าเครื่องยนต์ส่งออกซึ่งใหญ่ที่สุดเริ่มทำงานลดลง เครื่องบินเศรษฐกิจไทยในปีหมูนี้ จะบินได้สูงหรือต่ำ คงจะต้องพึ่งพาเครื่องยนต์การใช้จ่ายในประเทศทั้งการบริโภคการลงทุนของภาครัฐและภาคเอกชนเป็นหลัก สำหรับในปีนี้ ผมมองว่าเครื่องยนต์การใช้จ่ายภาครัฐน่าจะทำงานได้ดีขึ้น เพราะในปีก่อน เครื่องยนต์นี้มีปัญหาต้องหยุดทำงานไปบางส่วน เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมือง ที่ส่งผลให้อนุมัติงบประมาณล่าช้าไป 3 เดือน แต่ตอนนี้เครื่องยนต์นี้ ได้เริ่มกลับมาทำงานใหม่แล้ว หลังจากที่สภาอนุมัติงบปี 2550 ไปเมื่อสิ้นปีก่อน

ดังนั้น ในปีนี้ เครื่องยนต์ภาครัฐคงจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้าง แต่อย่าไปหวังมากนะครับ เพราะแรงม้าของเครื่องยนต์นี้ มีแค่ 15% เท่านั้นเอง

สำหรับเครื่องยนต์ที่เหลือ ได้แก่ การบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน ตอนนี้ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูงครับ เมื่อช่วงปลายปีก่อน ผมมองว่าเครื่องยนต์การใช้จ่ายภาคเอกชนน่าจะปรับตัวดีขึ้นในปีนี้ จากทิศทางดอกเบี้ยและเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มลดลง รวมทั้งความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้น แต่บัดนี้ผมชักไม่แน่ใจแล้วครับ เพราะความเชื่อมั่นที่เคยดีขึ้นมา 2-3 เดือน ตอนนี้ก็ปรับตัวลดลง ในขณะที่ดอกเบี้ยที่ควรจะลดลงตั้งแต่ปลายปีก่อนแล้ว แบงก์ชาติก็ดื้อไม่ยอมลด แถมกลับออกมาตรการที่ทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นไปอีก

ประกอบกับช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ความเชื่อมั่นต่างๆ ก็ถูกบั่นทอนไปด้วยระเบิดตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพฯ นอกจากนั้น เมื่อเครื่องยนต์หลักๆ ยังไม่ทำงานเต็มที่ สถาบันการเงินต่างๆ ก็คงจะหยอดน้ำมันเครื่องหรือสินเชื่อต่างๆ น้อยลงตามไปด้วย เพราะหากหยอดน้ำมันมากไปในช่วงที่เครื่องยนต์ไม่พร้อม อาจทำให้เครื่องยนต์พัง กลายเป็นปัญหาหนี้เสีย NPL เหมือนในอดีตได้อีก

โดยสรุปผมมองว่า เครื่องบินเศรษฐกิจไทยในปีหมูนี้ อาจจะไม่ได้บินสูง เป็นปี "หมูทอง" อย่างที่หลายๆ คนคิด และก็คงไม่ถึงกับจะเป็นปี "หมูไฟ" หรือบินโหม่งโลกเหมือนในช่วงวิกฤติในปี 2540 แต่ผมมองว่าเครื่องบินเศรษฐกิจไทยปีนี้ คงมีหวาดเสียว โฉบเฉี่ยวขึ้นลง ตามสภาพลมฟ้าอากาศที่ค่อนข้างแปรปรวนมากในปีนี้

ดังนั้น ในปีหมูนี้ท่านผู้อ่านทั้งหลายควรเตรียมความพร้อมสร้างภูมิคุ้มกันตัวเองไว้อยู่เสมอ ตามหลักข้อหนึ่งของปรัชญาเศรษฐกิจของพอเพียงนะครับ และอย่าลืมคอยตรวจเช็คเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยอยู่เสมอ จะได้วิเคราะห์และวางแผนรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจได้อย่างถูกต้อง สวัสดีครับ
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 222

โพสต์

วิเคราะห์เศรษฐกิจแบบหมูๆ ตอน "เครื่องชี้วัดภาวะเศรษฐกิจ"

มุมเอก : ดร.เอก เศรษฐศาสตร์  
กรุงเทพธุรกิจ  วันอังคารที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2550

สวัสดีครับ วันนี้ผมจะขออธิบายวิธีการวิเคราะห์เศรษฐกิจแบบหมูๆ ต่อจากตอนที่แล้ว ซึ่งเปรียบการวิเคราะห์เศรษฐกิจ เหมือนกับการวิเคราะห์เครื่องบิน โดยเครื่องบินเศรษฐกิจนี้ ประกอบด้วย 4 เครื่องยนต์ ได้แก่ เครื่องยนต์การบริโภค การลงทุน การใช้จ่ายของภาครัฐ และการส่งออกสุทธิ ดังนั้น หากเครื่องยนต์ทั้ง 4 ทำงานได้ดี เครื่องบินก็จะบินได้ไกล เหมือนกับเศรษฐกิจที่เติบโตได้ดี

จริงๆ แล้ว การวิเคราะห์เครื่องบินที่ผมกล่าวมานั้น ก็คือ การวิเคราะห์การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product) หรือที่ทุกคนเรียกกันง่ายๆ ว่า GDP โดยวิศวกรที่ถูกมอบหมายอย่างเป็นทางการ ให้เป็นคนคอยวัดเครื่องบิน GDP และตรวจสอบการทำงานของเครื่องยนต์ทั้ง 4 ก็คือ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ หรือ ที่พวกเราเรียกกันย่อๆ ว่า "สภาพัฒน์"

อย่างไรก็ตาม การคำนวณ GDP ในแต่ละครั้งนั้น ไม่ได้ทำง่ายๆ นะครับ เพราะจะต้องรวบรวมข้อมูลจากหลายแห่ง และต้องใช้เวลาพอสมควร ดังนั้น ความถี่ในการวัด GDP จึงทำกันเป็นรายไตรมาสหรือรายปี ไม่ใช่รายเดือนหรือรายวัน สำหรับในกรณีของประเทศไทย เราวัด GDP เป็นรายไตรมาสและรายปี โดยข้อมูล GDP รายไตรมาส มีความล่าช้ากว่าปัจจุบันประมาณ 2 เดือน (เหมือนกับข้อมูล GDP ในประเทศอื่นที่จะมีความล่าช้าประมาณ 1-3 เดือน) เช่น

ข้อมูล GDP ในไตรมาสสี่ของปี 2549 กว่าจะรวบรวมเสร็จก็ประมาณต้นเดือนมีนาคม 2550 เพราะฉะนั้น ข้อมูล GDP จึงเป็นข้อมูลเศรษฐกิจที่มีลักษณะตามหลังภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น (Lagging Indicator)

คราวนี้ ลองมาคิดดูซิครับ ถ้าท่านเป็นผู้ที่ต้องการใช้ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดมาวางแผนธุรกิจในระยะต่อไป แต่ต้องรอข้อมูลไปอีก 2-3 เดือน ท่านอาจจะพลาดโอกาสในการทำธุรกิจที่สำคัญไปก็ได้ ตรงนี้แหละครับ ที่เรามีความจำเป็นที่จะต้องหาข้อมูล เครื่องชี้วัดภาวะเศรษฐกิจที่มาช่วยบ่งชี้ว่าภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันเป็นอย่างไร จะได้วิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจ ได้อย่างรวดเร็ว และทันสถานการณ์ จะได้วางแผนธุรกิจได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

เพื่อให้เกาะติดสถานการณ์ได้ทันกาล นักวิชาการทั้งหลาย จึงได้พัฒนาเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจ (Economic Indicator) ซึ่งมีทั้งแบบ เครื่องชี้เศรษฐกิจแบบพ้อง (Coincident Economic Indicator) ที่บ่งชี้ภาวะปัจจุบันของเศรษฐกิจ และ เครื่องชี้นำภาวะเศรษฐกิจ (Leading Economic Indicator) ที่บ่งชี้แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจในอนาคต

ในกรณีของประเทศไทย ปัจจุบันมีหน่วยงานต่างๆ จัดทำข้อมูลเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจหลายแห่ง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งข้อมูลเศรษฐกิจที่จัดทำส่วนใหญ่จะมาจากข้อมูลที่แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบ เช่น

ข้อมูลเครื่องชี้เศรษฐกิจของธปท. เน้นข้อมูลภาคการเงิน และดุลการชำระเงิน ส่วนข้อมูลเครื่องชี้เศรษฐกิจ ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังจะเน้นที่ข้อมูลการคลัง เช่น รายได้และรายจ่ายของภาครัฐ ในขณะที่ข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ก็มาจากข้อมูลภาคเกษตรกรรม เช่น ผลผลิตและราคาสินค้าเกษตร ส่วนข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม จะเน้นข้อมูลจากภาคอุตสาหกรรม เช่น ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ จะมีจุดเด่นที่ข้อมูลด้านราคาสินค้า

ท่านทั้งหลายอาจจะเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมต้องมีเครื่องชี้วัดหลายตัว คำตอบก็คือ ในการประเมินภาพเศรษฐกิจ โดยใช้เครื่องชี้วัดภาวะเศรษฐกิจที่วิเคราะห์จากเครื่องชี้เศรษฐกิจเพียงไม่กี่ตัว อาจจะทำให้การประเมินภาพเศรษฐกิจ ที่ผิดพลาดได้ เพราะอย่าลืมนะครับว่า เรากำลังเอาเครื่องชี้ที่เป็นจิ๊กซอว์เล็กๆ แต่ละชิ้นไปประกอบเป็นภาพใหญ่ ดังนั้น ยิ่งถ้าเราได้จิ๊กซอว์มากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งจะทำให้เราเห็นภาพใหญ่ชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น

นอกจากนี้ ในการนำข้อมูลเครื่องชี้ของหน่วยงานต่างๆ มาประกอบกัน จะช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ระหว่างเครื่องชี้ต่างๆ ด้วย ตัวอย่างเช่น ในการพิจารณาเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชน ข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจัดเก็บบนฐานการบริโภคทั้งหลาย จะสามารถบ่งชี้ให้เห็นการบริโภคในภาพรวม ในขณะที่ข้อมูลสินเชื่ออุปโภค และบริโภคของสถาบันการเงินจะบ่งบอกถึงแหล่งที่มาของเงินที่นำมาใช้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งหากตัวเลขทั้งสองแหล่งขยายไปในทิศทางเดียวกัน ท่านก็อาจจะอนุมานได้ว่าหนี้ภาคครัวเรือนน่าจะเพิ่มขึ้น เพราะคนขอสินเชื่อมาใช้จับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น

เสียดายที่เนื้อที่ในฉบับนี้หมดซะแล้ว จริงๆ แล้ว ผมอยากจะอธิบายการจัดทำเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจจากข้อมูลต่างๆ เป็นรายละเอียดกว่านี้ ทั้งการบริโภค การลงทุน และการผลิตในสาขาต่างๆ ผมคงต้องขอเลื่อนไปอธิบายเครื่องชี้ต่างๆ ในโอกาสหน้าแล้วกันนะครับ
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 223

โพสต์

:8) นำเรื่องจิตเรื่องสมาธิมาฝาก
หมากเงาะก็ได้ เซาซะก็ดี

คอลัมน์ รื่นร่ม รมเยศ

โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

วันนี้จั่วหัวคอลัมน์เป็นภาษาอีสาน ผู้อ่านหลายท่านคงงง ผมเองตอนแรกๆ ก็งง พอรู้เรื่องก็หัวร่อก๊าก ความหมายก็คือ "ลูกเงาะก็ได้ หยุดเสียก็ดี" ประมาณนั้น หลวงพ่อญาณธธัมโม (หลวงพ่อฟิลลิปส์ จอห์นโรเบิร์ต) ทีแรกผมว่าหลวงพ่อชาวอีสานบ้านผม แต่มารู้ภายหลังว่าท่านเป็นพระต่างชาติ ลูกศิษย์หลวงพ่อชา ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ

หลวงพ่อเทศน์ว่า วันหนึ่งท่านพบพระภิกษุรูปหนึ่งที่มาร่วมงานคล้ายวันมรณภาพของหลวงพ่อชา ที่วัดหนองป่าพง ท่านได้สนทนากับพระรูปนั้น พระรูปนั้นพูดว่า สมัยท่านยังเด็กอายุ 3 ขวบ คุณยายพาไปหาหลวงปู่ขาว นำอาหารไปถวายท่าน

เด็ก 3 ขวบ ไปเห็นเงาะที่โยมใส่บาตร พระท่านเอาเงาะใส่ฝาบาตรวางไว้ข้างๆ เด็กไม่เคยเห็นเงาะมาก่อน เขาเห็นเงาะที่แกะเปลือกออกสีขาวน่ากิน แต่เปลือกมันประหลาดจัง มีสีแดงสีเขียว มีขนยาวๆ ไม่เคยเห็น เขาจ้องดูด้วยความสนใจ ในใจคิดว่า เนื้อหมากไม้ประหลาดนี้คงอร่อยนะ น่ากินจัง

หลวงปู่รู้ว่าเขาคิดอะไร จึงเรียกเด็กกระเถิบมาใกล้ๆ แล้วถามว่า อยากกินเงาะไหม เด็กตอบว่า อยากกิน

จากนั้นหลวงปู่จึงบอกว่า มาแลกกัน ถ้าหนูนั่งสมาธิให้หลวงปู่เห็น หลวงปู่จะให้กินเงาะทั้งฝาบาตรนี้เลย เด็กถามว่า นั่งสมาธิทำอย่างไร หลวงปู่บอกว่า นั่งขัดสมาธิ ขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย หลับตา ให้ภาวนาไปด้วย เด็กถามว่า ภาวนาทำอย่างไร หลวงปู่พูดเป็นภาษาอีสานว่า

"ให้ภาวนาว่า หมากเงาะ หมากเงาะ หมากเงาะ"

ภาษากลางก็ว่า "ลูกเงาะ ลูกเงาะ ลูกเงาะ"

"หมากเงาะก็ได้" หลวงปู่บอก เพราะเด็กเป็นเด็กอีสาน ให้ภาวนาด้วยภาษาอีสานดีกว่า

นี่คือที่มาของชื่อหนังสือเล่มนี้

หลวงปู่ญาณธัมโมเล่าว่า เด็กคนนั้นนั่งสมาธิ ภาวนาว่า "หมากเงาะ หมากเงาะ หมากเงาะ" ตามที่หลวงปู่บอก ขณะภาวนาหมากเงาะหมากเงาะ เด็กก็อยากกินลูกเงาะเต็มที่ จนเลียริมฝีปากไปด้วย (น้ำลายไหลหรือเปล่า หลวงพ่อไม่บอก)

ขณะภาวนาไป นานเข้า นานเข้า จิตใจก็เป็นหนึ่ง แล้วเกิดแสงสว่าง เหมือนอยู่ในอีกโลกหนึ่ง สบาย เหมือนกายหาย จิตใจเหมือนมีความสุขมากๆ และรู้สึกอยู่ในอาการอย่างนั้น

ไม่นานก็ได้ยินระฆังดังขึ้น ลืมตาขึ้น หลวงปู่นั่งสมาธิเฝ้าอยู่ หมากเงาะก็ยังเต็มฝาบาตรของท่าน แต่เวลาเด็กมองซ้ายขวาไม่มีพระเณรอยู่ในศาลาเลย ญาติโยมอื่นๆ ก็หายไปด้วย มีแต่หลวงปู่กับเด็กน้อยสองคนเท่านั้น

เสียงระฆังคือเสียงเรียกให้พระเณรลงมากวาดลานวัด เป็นเวลาบ่าย 3 โมง เด็กนั่งสมาธิตั้งแต่เช้าถึงบ่าย 3 โมง รวม 8 ชั่วโมงพอดี

เมื่อออกจากสมาธิแล้ว หลวงปู่ก็ให้หมากเงาะทั้งฝาบาตร เด็กคนนั้นก็กินลูกเงาะทั้งหมดด้วยเพราะอยากกิน หลวงปู่เรียกคุณยายเด็กน้อยมาบอกว่า

"เด็กคนนี้จะเป็นประโยชน์แก่พระศาสนาต่อไป"

เด็กคนนั้นก็คือ พระภิกษุรูปที่หลวงพ่อญาณธัมโมได้สนทนาด้วย ในวันคล้ายวันมรณภาพของหลวงปู่ชานั้นเอง ท่านไม่บอกว่าเป็นใคร อยู่ที่ไหน

เราจะเห็นว่า ถ้าจิตเราสนใจอะไร มีความตั้งใจมั่นในอารมณ์เดียว ก็สามารถที่จะรวมเป็นสมาธิได้ เหตุที่จะทำให้จิตเป็นสัมมาสมาธินั้น ก็ต้องทำใจให้จดจ่อในกุศลธรรม จดจ่อในสิ่งที่ทำให้จิตใจผ่องใส จิตใจสะอาด จิตใจเกิดความเอิบอิ่ม ความสบายในอารมณ์นั้น

หลวงพ่อได้ขยายต่อไปว่า

"จิตที่เป็นสมาธินั้นจะมีอานิสงส์ (ผลดี) 4 ประการคือ ทำให้มีความสงบสุขเกิดขึ้น ความสงบและความสุขมาด้วยกัน ความสงบนั้นเป็นสิ่งที่เราปรารถนา เป็นความสงบปราศจากอารมณ์ และความสุขนั้นคือความสบายทั้งจิตทั้งใจเรา และเกิดความบริสุทธิ์ เราจะเข้าถึงจิตที่บริสุทธิ์ที่สะอาด สะอาดจากอะไร สะอาดจากนิวรณ์ (กิเลสเครื่องปิดกั้นความเจริญก้าวหน้า) และเราจะได้เข้าถึง จิตที่มีพลัง มีกำลังมีอำนาจทำให้เราอัศจรรย์ในอำนาจของจิตนี้ และเกิดความสว่างไสว คือแสงที่สว่างไสวจ้ามาก ทำให้เรารู้สึกว่า จิตก็อัศจรรย์"

สรุปด้วยคำพูดของผมคือ จิตที่เป็นสมาธิจะมีลักษณะ 4 ประการคือ

(๑) เกิดความสงบ

(๒) เกิดความบริสุทธิ์

(๓) เป็นจิตมีพลัง

(๔) เกิดความสว่างไสว

หลวงพ่อญาณธัมโมเทศน์ต่อไปว่า มีเณรรูปหนึ่งที่วัดหนองป่าพง สมัยหลวงพ่อชายังมีชีวิตอยู่ หลวงพ่อท่านเทศน์นานมาก บางครั้งตลอดทั้งคืน พระทั่วไปต้องอดทน ต่อสู้กับทุกขเวทนา

วันหนึ่งหลวงพ่อขึ้นธรรมาสน์เทศน์ เณรก็ไปฟัง นั่งฟังจนถึงตี 3 เณรก็ไม่ลุกจากอิริยาบถนั่งสมาธิ นั่งตลอดช่วงเช้า จนพระออกบิณฑบาต เณรก็ยังนั่งอยู่ นั่งต่อจนพระทั่วไปกลับจากบิณฑบาต เธอก็ไม่ลุกขึ้นมาฉันเช้า จนกระทั่งถึง 10 โมงเช้า จึงออกจากสมาธิ พระทั้งหลายก็ร้องว่า "โอ้ เณรนี้อัศจรรย์จริงๆ นั่งสมาธิตั้งนาน"

เณรเล่าให้ฟังว่า คืนนั้นหลวงพ่อชาเทศน์ เธอเบื่อมาก อยากกลับไปนอน แต่หลวงพ่อก็ไม่หยุดเทศน์สักที เบื่อแสนเบื่อ จึงภาวนาเป็นภาษาอีสานว่า "เซาซะ เซาซะ เซาซะ เซาซะก็ดี"

ความหมายก็คือ "หยุดเถอะ หยุดเถอะ หยุดเสียก็ดี"

ภาวนาไปจิตก็จดจ่ออยู่กับเรื่องอยากให้หลวงพ่อเลิกเทศน์ พลันจิตก็พลิกเป็นปัญญาว่า ตนเองทำไมไม่เลิก ไม่เลิกคิดในแง่ไม่ดี ทำไมไม่เลิกในการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร ทำไมยังโง่อยู่ ทำไมไม่เกิดธรรม ไม่เกิดแสงสว่าง

ก็เลยเอาเลิกเถอะ เลิกเถอะ เป็นข้อกรรมฐาน เป็นกุศลจิตว่าให้เลิกการบ่น ให้เลิกสิ่งที่เป็นอกุศล ให้เลิกสิ่งที่ไม่ดี จนจิตรวมเป็นสมาธิกรรมฐาน

นี้คือที่มาของหัวข้อเรื่อง ท่อนที่สองว่า "เซาซะก็ดี"

ในเรื่องนี้ ท้ายสุดเราก็ได้ภิกษุสามเณรรวมสองรูป รูปแรกอยากกินเงาะ ถึงกับยอมภาวนา "หมากเงาะ หมากเงาะ" แต่พอภาวนาไป จิตก็เป็นสมาธิ แน่วดิ่ง จนนั่งตลอดเวลานานยังไม่ลุกจากสมาธิ

รูปที่สอง ฟังเทศน์ยาวนานมาก เบื่อ เมื่อไหร่หลวงพ่อจะเลิกเทศน์ซะที จึงเผลอภาวนาว่า "เซาซะ เซาซะ" เทศน์อยู่ได้ อะไรประมาณนั้น ภาวนาไป จิตก็พลิกกลับ ปัญญาก็เกิดขึ้น ทำไมเราอยากให้หลวงพ่อหยุด ทำไมเราไม่หยุดคิดอกุศล และแล้วก็เอาเสียงภาวนานั้นเป็นอารมณ์กรรมฐาน จิตก็เป็นสมาธิแน่วดิ่ง จนกระทั่งนั่งไม่เลิก นั่งได้นานที่สุด

อ่านกัณฑ์เทศน์ของหลวงพ่อแล้ว ทำให้ได้ความคิดและความรู้อย่างดี ท่านเทศน์ง่ายๆ เล่าเรื่องดูเหมือนผิวเผิน แต่แฝงแง่ธรรมปฏิบัติลึกซึ้ง อันหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ พระอาจารย์กรรมฐานนั้น ท่านย่อมรู้จริตนิสัย แนวโน้ม ความถนัด ของศิษย์แต่ละคนอย่างดี ว่าคนไหนควรให้ฝึกฝนด้วยเทคนิควิธีใด จึงจะได้ผล

เสน่ห์ของการสอนธรรมของพระอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งหลายอยู่ตรงนี้ครับ บางรูป "เทศน์ด้วยการไม่เทศน์" ก็ได้ผลมหาศาล ผิดกับพระนักเทศน์ทั่วไปที่ตะโกนปาวๆ ผ่านสื่อต่างๆ เสียอีก
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 224

โพสต์

por_jai เขียน::8) รวมรวมทุกรายการไทยเที่ยวไทย 4-7 กย.2008 ที่จะถึงนี้ครับ

http://www.relaxzy.com/forum/data/1/0033-1.html

ภาคต่อเนื่องครับ

http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/t ... 63828.html
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 225

โพสต์

ผมสนใจว่าพอร์ตหุ้นมะกันของพี่สุมาอี้เป็นยังไงแล้วบ้างนะครับ เลยลองเอามาดู ผมไม่ทราบต้นทุนและสัดส่วนเลยใช้ราคาปิดปี 49 เป็นฐานแล้วเฉลี่ยเท่าๆ กัน

หุ้น _____ ปิด 49 _____ ปิดเร็วๆ นี้ _____ เปลี่ยนแปลง
Apple Inc. _____ 84.84 _____ 151.61 _____ 78.70%
Adobe Systems Inc. _____ 41.12 _____ 40.73 _____ -0.95%
Genentech Inc. _____ 81.13 _____ 95.69 _____ 17.95%
Ebay Inc. _____ 30.07 _____ 23.37 _____ -22.28%
Harley Davidson Inc. _____ 67.94 _____ 41.45 _____ -38.99%
United Parcel Service Inc.   _____ 71.85 _____ 66.69 _____ -7.18%
เฉลี่ย 4.54%

AAPL เติบโตโดดเด่นจริงๆ นับจากจุดตกต่ำปี 46 ก็ขึ้นไปแล้ว 25 เด้ง เป็นหุ้นที่ผลตอบแทนดีสุดในกลุ่มเลย
ADBE ก็ยังโตนะครับ แต่ไม่ได้ไปไหนไกล
DNA ก็ยังโตดีเช่นกัน พี่สุมาอี้ชอบหุ้นเติบโต  :lol:
EBAY ก็โตอีกนั่นเอง แต่ราคามีวูบ
HOG เป็นหุ้นโตระเบิดมาช่วงหนึ่ง ตอนนี้หยุดแล้วเพราะเศรษฐกิจฉุดนิดหน่อยแต่ราคาลงเยอะ  :roll:
UPS ผมยังสงสัยเหตุผลของสุมาอี้กับหุ้นเจ้านี้นิดหน่อยเพราะดูท่าไม่น่าจะเป็นหุ้นเติบโตเท่าไหร่(ออกไปในทางหุ้นแข็งแกร่ง) ที่ผ่านมาก็ถือว่าประคองตัวไปได้  :shock:

ถึงตลาดหุ้นบ้านเขาจะแย่ แต่หุ้นเติบโตจริงๆ ก็ยังบวกสวนนะครับ นึกถึงหลายๆ หุ้นในตลาดบ้านเราเลย  :8)
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 226

โพสต์

:8) พี่ริวครับ
     หุ้นที่โน่นมาเทียบกับเรายากครับ
     ผมเชื่อว่าหุ้นบ้านเรา manipulateได้ครับ
     มีน้อยตัวจริงๆที่เล่นแ้ล้วไม่เสียเปรียบใคร
     แต่ในเงื่อนไขอย่างทุกวันนี้ก็ไม่ใช่สู้เจ้าไม่ได้นะครับ
     เีพียงแต่เราต้องกำหนดกลยุทธของเราให้เหมาะกับสภาพแบบนี้
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 227

โพสต์

พี่พอใจ เขียน::8) พี่ริวครับ
     หุ้นที่โน่นมาเทียบกับเรายากครับ
     ผมเชื่อว่าหุ้นบ้านเรา manipulateได้ครับ
     มีน้อยตัวจริงๆที่เล่นแ้ล้วไม่เสียเปรียบใคร
     แต่ในเงื่อนไขอย่างทุกวันนี้ก็ไม่ใช่สู้เจ้าไม่ได้นะครับ
     เีพียงแต่เราต้องกำหนดกลยุทธของเราให้เหมาะกับสภาพแบบนี้
กลยุทธ์ผมตอนนี้ รอดูพี่พอใจ signal ครับ  :8)
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 228

โพสต์

:8) พระอาจารย์บอกตัวที่สนใจ
     อีก3-4Qแน่ะครับ
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 229

โพสต์

:8) โพสไปโพสมามีึความรู้สึกว่าถ้ารุ่นน้องในเวบทุกวันนี้
     ผ่านตลาดขาลงรอบนี้ไปได้แล้วยังลงทุนยังเล่นหุ้นอยู่
     เวบเราจะมีคนเ่ก่งๆเพิ่มขึ้นอีกมากมายเลย
     แต่ตอนนี้เวบเงียบจัง
     ตั้งแต่800กว่ามาเหลือ650เนี่ย
     แต่ก็มีผมบ้าโวยวายอยู่ได้คนนึงล่ะุ
     กรรมจริงๆ
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
กูรูขอบสนาม
Verified User
โพสต์: 987
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 230

โพสต์

[quote="por_jai"]:8) โพสไปโพสมามีึความรู้สึกว่าถ้ารุ่นน้องในเวบทุกวันนี้
ภาพประจำตัวสมาชิก
ก้อนหิน
Verified User
โพสต์: 2344
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 231

โพสต์

[quote="por_jai"]:8) โพสไปโพสมามีึความรู้สึกว่าถ้ารุ่นน้องในเวบทุกวันนี้
...
Verified User
โพสต์: 1817
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 232

โพสต์

ผมว่า Crash น่าจะเป็นช่วงปี 40 มากกว่าครับ

ช่วงนี้มองยังไงก็เป็นขาขึ้น













ไปก่ายหน้าผาก  :mrgreen:
แมงเม่าบินเข้ากลางใจ
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 233

โพสต์

กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 234

โพสต์

http://porjai.thaivi.net/

:8) กลับจากวิ่งที่เมืองกาญจน์
     มีรีวิวให้ดู6-7ภาพ
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 235

โพสต์

:8) มาบัันทึกราคาน้้มันกับดาวโจนส์ไว้หน่อยกัน
รูปภาพ
รูปภาพ
แก้ไขล่าสุดโดย por_jai เมื่อ อังคาร ก.ย. 16, 2008 1:20 pm, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 236

โพสต์

:8) อ้อ ค่าเงินด้วย
รูปภาพ
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 237

โพสต์

:8) หุ้้นในwatch listที่ทำไว้ดูขำๆ
     ตอนนี้ขำไม่ค่อยออกเลย
รูปภาพ
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 238

โพสต์

:8) พี่ปลานิลจิ๋วโพสไว้ในสินธร
แก้ไขล่าสุดโดย por_jai เมื่อ พฤหัสฯ. ก.ย. 18, 2008 4:24 pm, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 239

โพสต์

ทำมือไว้ดูเป็นระยะสำหรับหุ้นที่ตามๆอยู่ๆ

รูปภาพ
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
Sittipan.tvi
Verified User
โพสต์: 193
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 240

โพสต์

por_jai เขียน:ทำมือไว้ดูเป็นระยะสำหรับหุ้นที่ตามๆอยู่ๆ

รูปภาพ
สงสัยเป็นหุ้นธงฟ้า.....

ราคามีส่วนลดกระหน่ำ

หลังจากพี่เลย์เจ๊ง

นี่ถ้ามี AIG ตามมาอีก

จะลดราคาให้อีกเท่าไหร่...  :lol: