วิเคราะห้ข่าวเศรษฐกิจรอบวัน
โพสต์แล้ว: เสาร์ ก.ค. 11, 2009 3:10 pm
การฟื้นตัวที่อาจจะยืดเยื้อของสหรัฐ ...
โดย ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ
ความเห็นส่วนใหญ่คาดหวังว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังถึงจุดต่ำสุดแล้ว โดยคาดว่าจีดีพีสหรัฐในไตรมาส 4 ปีที่แล้วจะหดตัวประมาณ 5-6% และหดตัวอีกเล็กน้อยในครึ่งแรกของปีนี้ ในทำนองเดียวกันเศรษฐกิจยุโรปก็จะเริ่มฟื้นตัวในครึ่งหลังของปีนี้ ทำให้เศรษฐกิจโลกโดยรวมสามารถพลิกฟื้นไปด้วยกัน
แต่นิตยสาร Economist รายงานว่าการประชุมประจำปีของสมาคมเศรษฐศาสตร์อเมริกัน (American Economic Association) ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3-5 มกราคมนั้นบรรยากาศหดหู่เป็นพิเศษกว่าปีอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อได้รับทราบผลการวิจัยร่วมของ Kenneth Rogoff แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (และอดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟ) และ Carmen Reinhart แห่งมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ ผู้เชี่ยวชาญวิกฤติเศรษฐกิจการเงิน ซึ่งนำข้อมูลวิกฤติสถาบันการเงิน 14 ครั้งในอดีตมาวิเคราะห์ โดยแบ่งเป็นวิกฤติสถาบันการเงินในประเทศตลาดเกิดใหม่ 7 ครั้งและวิกฤติสถาบันการเงินในประเทศพัฒนาแล้วตั้งแต่ปี 1929 ถึง 1990 ทั้งนี้โดยมีข้อสรุปที่น่าสนใจดังนี้
1. วิกฤติสถาบันการเงินนั้นเกิดขึ้นบ่อยครั้งกับประเทศพัฒนาแล้ว ไม่แตกต่างจากประเทศกำลังพัฒนาซึ่งมักจะเชื่อกันว่ามีระบบควบคุมและจัดการความเสี่ยงที่ด้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้ว
2. ความตกต่ำทางเศรษฐกิจซึ่งเกิดขึ้นหลังจากวิกฤติสถาบันการเงินนั้นมักจะมีความรุนแรงและยืดเยื้อ
3. วิกฤติสถาบันการเงินนั้นจะส่งผลที่รุนแรงต่อราคาหุ้นและราคาบ้านในระดับที่ใกล้เคียงกันในหลายกรณี แต่ผลกระทบต่อรายได้ต่อหัวและต่ออัตราการว่างงานนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละกรณี
4. การตกต่ำของเศรษฐกิจสหรัฐครั้งนี้อาจไม่รุนแรงเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีอื่นๆ ที่เคยศึกษามาในอดีต (เพราะได้มีการออกมาตรการมาอย่างมากมาย) แต่ความถดถอยทางเศรษฐกิจอาจยืดเยื้อมากกว่ากรณีอื่นๆ ในอดีต
ผลการวิจัยของนาย Rogoff และนาง Reinhart นั้นพบว่า ผลกระทบที่ตามมาหลังจากวิกฤติสถาบันการเงินนั้นค่อนข้างจะรุนแรงและยืดเยื้อกว่าที่มักจะคิดกัน เช่น ราคาบ้านนั้นปรับตัวลดลงมากถึง 36% จากจุดสูงสุดและใช้เวลานานถึง 5 ปีกว่าจะถึงจุดต่ำสุด ในกรณีของวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐครั้งนี้นั้นราคาบ้านปรับตัวถึงจุดสูงสุดประมาณปลายปี 2006 ดังนั้นกว่าราคาบ้านตกต่ำถึงจุดต่ำสุดจึงอาจต้องรอถึงปี 2011 ในส่วนของราคานั้นได้ปรับลดลงแล้วประมาณ 20% จึงมีโอกาสปรับลดลงอีก 16% หากนำเอาสถิติในอดีตมาใช้คาดการณ์อนาคต
สำหรับตลาดหุ้นนั้นจะปรับตัวลดลงมากกว่า (เฉลี่ยประมาณ 56%) แต่จะใช้เวลาปรับตัวที่เร็วกว่าคือ 3.4 ปี ในกรณีของสหรัฐนั้นตลาดหุ้นวัดจากดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับตัวถึงจุดสูงสุดที่ 1565 จุดเมื่อ ต.ค.2007 ดังนั้นจึงน่าจะถึงจุดต่ำสุดภายในปี 2010 แต่ที่น่าเป็นห่วงคือการว่างงานที่เพิ่มขึ้นถึง 7.0% และตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 4.8 ปีจึงจะเริ่มฟื้นตัว ในกรณีของสหรัฐนั้นก่อนวิกฤติเศรษฐกิจอัตราว่างงานปรับลดลงไปจุดต่ำสุดประมาณ 4% ดังนั้นหากปัญหาของสหรัฐคล้ายคลึงกับปัญหาในอดีตที่นักวิชาการทั้งสองนำเสนอ ก็เป็นไปได้ว่าอัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นไปถึง 11% มิใช่ 7-8% ที่กำลังคาดการณ์กันในขณะนี้ ทีมเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโอบามาประเมินว่าอัตราการว่างงานจะขยับขึ้นไปที่ 8.8% ในปลายปี 2010 แต่เนื่องจากรัฐบาลนายโอบามาจะผลักดันนโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ (โดยมีรายจ่ายทั้งสิ้น 770,000 ล้านเหรียญ) ซึ่งจะสามารถทำให้อัตราการว่างงานขยับลงเหลือ 7.0% ในช่วงดังกล่าว
ประเด็นที่สำคัญอีก 2 ประเด็นคือ การที่นักวิจัยทั้งสองพบว่าวิกฤติสถาบันการเงินนั้นมีความยืดเยื้ออย่างมาก แม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้ว เมื่อเผชิญกับวิกฤติสถาบันการเงินก็จะต้องใช้เวลานานถึง 7 ปี กว่าจะแก้ไขสถานการณ์และกลับสู่สภาวะปกติ ในกรณีของประเทศกำลังพัฒนานั้น ปัญหาอาจยืดเยื้อได้นานถึง 8-10 ปี ในกรณีของประเทศไทยนั้นกว่าธนาคารจะจัดการกับปัญหาหนี้เสีย ควบรวมกิจการและเพิ่มทุนอย่างเพียงพอได้ทั้งระบบ ก็ต้องใช้เวลา 8-9 ปี โดยในระหว่างนั้นเศรษฐกิจโดยรวมก็ต้องเผชิญกับปัญหาที่สถาบันการเงินไม่ขยายสินเชื่อ ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมฟื้นตัวอย่างเชื่องช้า
ประเด็นที่สองคือผลกระทบที่รุนแรงต่อภาครัฐ เพราะในประเทศที่ต้องเผชิญกับวิกฤติสถาบันการเงินนั้น หนี้ของรัฐบาลปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยถึง 86% ทั้งนี้ภาวะส่วนใหญ่มิได้เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือสถาบันการเงิน แต่เป็นผลมาจากการหดตัวอย่างรุนแรงของรายได้ของภาครัฐ กล่าวคือภาษีลดลงอย่างมากเมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่สภาวะถดถอยพร้อมไปกับความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มรายจ่ายของภาครัฐที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ดีการเร่งนโยบายการคลังของภาครัฐดังกล่าวข้างต้นก็ยังไม่สามารถบรรเทาปัญหาความตกต่ำทางเศรษฐกิจได้มากนัก
ที่มาของบทความ :: นสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2552
โดย ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ
ความเห็นส่วนใหญ่คาดหวังว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังถึงจุดต่ำสุดแล้ว โดยคาดว่าจีดีพีสหรัฐในไตรมาส 4 ปีที่แล้วจะหดตัวประมาณ 5-6% และหดตัวอีกเล็กน้อยในครึ่งแรกของปีนี้ ในทำนองเดียวกันเศรษฐกิจยุโรปก็จะเริ่มฟื้นตัวในครึ่งหลังของปีนี้ ทำให้เศรษฐกิจโลกโดยรวมสามารถพลิกฟื้นไปด้วยกัน
แต่นิตยสาร Economist รายงานว่าการประชุมประจำปีของสมาคมเศรษฐศาสตร์อเมริกัน (American Economic Association) ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3-5 มกราคมนั้นบรรยากาศหดหู่เป็นพิเศษกว่าปีอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อได้รับทราบผลการวิจัยร่วมของ Kenneth Rogoff แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (และอดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟ) และ Carmen Reinhart แห่งมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ ผู้เชี่ยวชาญวิกฤติเศรษฐกิจการเงิน ซึ่งนำข้อมูลวิกฤติสถาบันการเงิน 14 ครั้งในอดีตมาวิเคราะห์ โดยแบ่งเป็นวิกฤติสถาบันการเงินในประเทศตลาดเกิดใหม่ 7 ครั้งและวิกฤติสถาบันการเงินในประเทศพัฒนาแล้วตั้งแต่ปี 1929 ถึง 1990 ทั้งนี้โดยมีข้อสรุปที่น่าสนใจดังนี้
1. วิกฤติสถาบันการเงินนั้นเกิดขึ้นบ่อยครั้งกับประเทศพัฒนาแล้ว ไม่แตกต่างจากประเทศกำลังพัฒนาซึ่งมักจะเชื่อกันว่ามีระบบควบคุมและจัดการความเสี่ยงที่ด้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้ว
2. ความตกต่ำทางเศรษฐกิจซึ่งเกิดขึ้นหลังจากวิกฤติสถาบันการเงินนั้นมักจะมีความรุนแรงและยืดเยื้อ
3. วิกฤติสถาบันการเงินนั้นจะส่งผลที่รุนแรงต่อราคาหุ้นและราคาบ้านในระดับที่ใกล้เคียงกันในหลายกรณี แต่ผลกระทบต่อรายได้ต่อหัวและต่ออัตราการว่างงานนั้นมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละกรณี
4. การตกต่ำของเศรษฐกิจสหรัฐครั้งนี้อาจไม่รุนแรงเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีอื่นๆ ที่เคยศึกษามาในอดีต (เพราะได้มีการออกมาตรการมาอย่างมากมาย) แต่ความถดถอยทางเศรษฐกิจอาจยืดเยื้อมากกว่ากรณีอื่นๆ ในอดีต
ผลการวิจัยของนาย Rogoff และนาง Reinhart นั้นพบว่า ผลกระทบที่ตามมาหลังจากวิกฤติสถาบันการเงินนั้นค่อนข้างจะรุนแรงและยืดเยื้อกว่าที่มักจะคิดกัน เช่น ราคาบ้านนั้นปรับตัวลดลงมากถึง 36% จากจุดสูงสุดและใช้เวลานานถึง 5 ปีกว่าจะถึงจุดต่ำสุด ในกรณีของวิกฤติอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐครั้งนี้นั้นราคาบ้านปรับตัวถึงจุดสูงสุดประมาณปลายปี 2006 ดังนั้นกว่าราคาบ้านตกต่ำถึงจุดต่ำสุดจึงอาจต้องรอถึงปี 2011 ในส่วนของราคานั้นได้ปรับลดลงแล้วประมาณ 20% จึงมีโอกาสปรับลดลงอีก 16% หากนำเอาสถิติในอดีตมาใช้คาดการณ์อนาคต
สำหรับตลาดหุ้นนั้นจะปรับตัวลดลงมากกว่า (เฉลี่ยประมาณ 56%) แต่จะใช้เวลาปรับตัวที่เร็วกว่าคือ 3.4 ปี ในกรณีของสหรัฐนั้นตลาดหุ้นวัดจากดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปรับตัวถึงจุดสูงสุดที่ 1565 จุดเมื่อ ต.ค.2007 ดังนั้นจึงน่าจะถึงจุดต่ำสุดภายในปี 2010 แต่ที่น่าเป็นห่วงคือการว่างงานที่เพิ่มขึ้นถึง 7.0% และตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 4.8 ปีจึงจะเริ่มฟื้นตัว ในกรณีของสหรัฐนั้นก่อนวิกฤติเศรษฐกิจอัตราว่างงานปรับลดลงไปจุดต่ำสุดประมาณ 4% ดังนั้นหากปัญหาของสหรัฐคล้ายคลึงกับปัญหาในอดีตที่นักวิชาการทั้งสองนำเสนอ ก็เป็นไปได้ว่าอัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นไปถึง 11% มิใช่ 7-8% ที่กำลังคาดการณ์กันในขณะนี้ ทีมเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโอบามาประเมินว่าอัตราการว่างงานจะขยับขึ้นไปที่ 8.8% ในปลายปี 2010 แต่เนื่องจากรัฐบาลนายโอบามาจะผลักดันนโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ (โดยมีรายจ่ายทั้งสิ้น 770,000 ล้านเหรียญ) ซึ่งจะสามารถทำให้อัตราการว่างงานขยับลงเหลือ 7.0% ในช่วงดังกล่าว
ประเด็นที่สำคัญอีก 2 ประเด็นคือ การที่นักวิจัยทั้งสองพบว่าวิกฤติสถาบันการเงินนั้นมีความยืดเยื้ออย่างมาก แม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้ว เมื่อเผชิญกับวิกฤติสถาบันการเงินก็จะต้องใช้เวลานานถึง 7 ปี กว่าจะแก้ไขสถานการณ์และกลับสู่สภาวะปกติ ในกรณีของประเทศกำลังพัฒนานั้น ปัญหาอาจยืดเยื้อได้นานถึง 8-10 ปี ในกรณีของประเทศไทยนั้นกว่าธนาคารจะจัดการกับปัญหาหนี้เสีย ควบรวมกิจการและเพิ่มทุนอย่างเพียงพอได้ทั้งระบบ ก็ต้องใช้เวลา 8-9 ปี โดยในระหว่างนั้นเศรษฐกิจโดยรวมก็ต้องเผชิญกับปัญหาที่สถาบันการเงินไม่ขยายสินเชื่อ ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมฟื้นตัวอย่างเชื่องช้า
ประเด็นที่สองคือผลกระทบที่รุนแรงต่อภาครัฐ เพราะในประเทศที่ต้องเผชิญกับวิกฤติสถาบันการเงินนั้น หนี้ของรัฐบาลปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยถึง 86% ทั้งนี้ภาวะส่วนใหญ่มิได้เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือสถาบันการเงิน แต่เป็นผลมาจากการหดตัวอย่างรุนแรงของรายได้ของภาครัฐ กล่าวคือภาษีลดลงอย่างมากเมื่อเศรษฐกิจเข้าสู่สภาวะถดถอยพร้อมไปกับความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มรายจ่ายของภาครัฐที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ดีการเร่งนโยบายการคลังของภาครัฐดังกล่าวข้างต้นก็ยังไม่สามารถบรรเทาปัญหาความตกต่ำทางเศรษฐกิจได้มากนัก
ที่มาของบทความ :: นสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2552