ธุรกิจจัดทัพรับสินค้าเกษตรรุ่ง "เงินผ่อน-ประกัน"ปูพรมรากหญ้า
ธุรกิจลุ้น ราคาพืชผลเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มพืชพลังงานพุ่งทะยานต่อตลอดปี 2551 ปลุกกำลังซื้อระดับรากหญ้ากระเตื้อง ซิงเกอร์-อิออน เชื่อลูกค้าเริ่มฟื้น พร้อมดันกิจกรรมตลาดช่วยหนุนความมั่นใจ ค่ายเมืองไทยประกันชีวิตเดินหน้าลุยตลาดระดับล่างต่อ ราคาปาล์มน้ำมันยังวิ่งทำสถิติใหม่หลังไบโอดีเซลบูมไม่หยุด
"ซิงเกอร์" โหม ตจว.
นายบุญยง ตันสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เศรษฐกิจปีนี้แม้ว่าจะไม่ดีมากนักแต่โดยส่วนตัวเชื่อว่าดีขึ้นกว่าปีก่อน เพราะมีปัจจัยหลายๆ อย่างที่ส่งสัญญาณที่เป็นบวก
ทั้งการเลือกตั้งที่ส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นจากต่างประเทศ และเอื้อต่อการลงทุน หรือเข้ามาทำกิจกรรมทางการตลาดของธุรกิจต่างๆ รวมทั้งปัจจัยภายในประเทศเองที่ปีนี้แนวโน้มของราคาพืชผลทางการเกษตรที่มีราคาดีขึ้น อาทิ ข้าว ยางพารา หรือแม้แต่มันสำปะหลัง ที่มีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นจากกระแสการผลิตแก๊สโซฮอล์เพื่อเป็นพลังงานทดแทนน้ำมัน
เมื่อเทียบกับการทำตลาดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ที่ผู้บริหารซิงเกอร์มองว่าปีนี้เป็นโอกาสที่ดีของธุรกิจสินเชื่อเงินผ่อน เพราะยิ่งภาวะตลาดไม่ดีเท่าไร ลูกค้าจะมองหาสินค้าที่ราคาไม่สูงนักและสามารถผ่อนชำระได้นานมากขึ้น
"ภาพเศรษฐกิจโดยรวมแม้ว่ากำลังซื้อในภาคการเกษตรจะดี แต่ในส่วนของโรงงานและอุตสาหกรรมต่างๆ ยังไม่ดีมากนัก เพราะค่าเงินบาทที่แข็งตัวทำให้การแข่งขันในตลาดส่งออกไม่ดีนัก แรงงานส่วนใหญ่ก็กลับไปบ้านเกิดหรือท้องถิ่น ซึ่งตรงนี้เป็นโอกาสสำหรับซิงเกอร์"
นายบุญยงกล่าวว่า แนวทางหลักของซิงเกอร์ต่อจากนี้ไป คือ การกลับมาให้ความสำคัญที่ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นหลัก และตั้งเป้าที่จะเพิ่มทีมขายขึ้นมาอีกเท่าตัว จากปัจจุบันมีพนักงานขายแล้ว 5,000 คนทั่วประเทศ โดยบริษัทจะเพิ่มสวัสดิการและเงื่อนไขที่จูงใจให้คนเข้ามาร่วมทีมกับบริษัทในการขยายธุรกิจ
นอกจากนี้ ยังได้วางสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละภูมิภาค ซึ่งภาคอีสานยังคงเป็นฐานลูกค้าที่ทำรายได้หลักให้กับบริษัท โดยสินค้าที่คาดว่าจะมีความต้องการมากที่สุดในกลุ่มต่างจังหวัดที่เป็นฐานหลักของซิงเกอร์ คือ เครื่องซักผ้า และตู้เย็น
อิออนลุ้นราคาพืชผลดี-ผู้บริโภคมั่นใจ
ขณะที่นายอภิชาติ นันทเทิม กรรมการบริหาร บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า แม้จะเห็นสัญญาณที่ดีในแง่ของราคาพืชผลทางการเกษตรหลายอย่างที่ดีขึ้น และจะทำให้เกษตรกรหรือผู้ที่เกี่ยวข้องมีรายได้และมีกำลังซื้อที่สูงขึ้น แต่โดยส่วนตัวยังมองว่าจะยังไม่มีผลโดยตรงกับธุรกิจคอนซูเมอร์ไฟแนนซ์ โดยเฉพาะสินเชื่อเช่าซื้อหรือเงินผ่อน เนื่องจากการที่ผู้บริโภคจะจับจ่ายใช้สอยเพิ่มนั้น สิ่งสำคัญที่จะต้องเกิดขึ้นก่อนก็คือ เรื่องของความั่นใจ แต่ตอนนี้หากพิจารณาลงไปในรายละเอียดจะเป็นว่า ขณะที่มีปัจจัยบวกเข้ามาดังกล่าว แต่ก็ยังมีปัจจัยลบรวมอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลที่ยังไม่ลงตัว หรือราคาน้ำมันในตลาดที่ยังมีทิศทางการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตรงนี้สิ่งที่จะตามมาก็คือ ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
"หลังจากที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ และเริ่มเบิกจ่ายงบประมาณได้คล่องตัวขึ้น หรือมีการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ มีการแก้กฎหมายเพื่อดึงดูดหรือจูงใจการลงทุนจากต่างประเทศ ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้เกิดความมั่นใจ และกว่าจะเกิดตรงนี้ได้ก็คาดว่าน่าจะผ่านครึ่งปีไปแล้ว" นายอภิชาติกล่าว
ประกันชีวิตสบช่องบุกรากหญ้า
นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงการทำตลาดประกันชีวิตในกลุ่มลูกค้ารากหญ้าในปีนี้ว่า บริษัทจะเน้นขายกรมธรรม์คล้ายฌาปนกิจสงเคราะห์ โดยมีระดับทุนประกันให้เลือกตั้งแต่ 50,000-150,000 บาท โดยบริษัทคำนวณมูลค่าความคุ้มครองจากความสามารถในการจ่ายเบี้ยของลูกค้าเป็นหลัก ซึ่งเห็นว่าเมื่อลูกค้ามีรายได้เพิ่มขึ้น ก็จะมีความสามารถในการซื้อประกันในวงเงินทุนประกันที่สูงขึ้นได้เช่นกัน โดยปีนี้บริษัทได้ขยายวงเงินของทุนประกันเพิ่มขึ้นจากปี 2550 ที่กำหนดระดับ 50,000-100,000 บาท
"การทำตลาดรากหญ้าจะเน้นที่ความคุ้มครองเป็นส่วนใหญ่ และมีประเภทออมเป็นส่วนน้อย ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้จะมีค่าใช้จ่ายจำกัด และแต่ละพื้นที่ก็จะมีความสามารถชำระต่างกัน บางพื้นที่อาจมีกำลังจ่ายเบี้ยในระดับที่ได้ทุนประกันเพียง 100,000 บาท แต่ถ้าเป็นพื้นที่หรือช่วงเวลาที่ผลผลิตได้ราคาดี ลูกค้าก็จะมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ทุนประกันก็จะสูงขึ้นได้ ทางบริษัทจึงต้องจัดเป็นช่วงของทุนประกันเอาไว้ให้ลูกค้าเลือก" นายสาระกล่าว
เกษตรฯฟันธงพืชพลังงานแจ่ม
ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานข่าวการสัมมนา "สถานการณ์แนวโน้มสินค้าเกษตรที่สำคัญปี 2551" โดยนายพินิจ กอศรีพร รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวถึงทิศทางราคาสินค้าเกษตรปีนี้ จะมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น เนื่องจากกลุ่มพืชพลังงานทดแทนมีความต้องการใช้มากขึ้น อาทิ กลุ่มข้าวโพด, ถั่วเหลือง, ถั่วลิสง, มันสำปะหลัง, อ้อย และปาล์มน้ำมัน
การปรับราคาขึ้นของกลุ่มพืชพลังงานทดแทน เป็นผลโดยตรงจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ปรับขึ้นถึง 100 เหรียญ/บาร์เรล และทรงตัวอยู่ในเกณฑ์สูงมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกษตรกรมีทางเลือกในการปลูกพืชสำหรับผลิตพลังงานทดแทน ทั้งมันสำปะหลัง อ้อย และน้ำมันปาล์ม มากขึ้น
"ในส่วนของน้ำมันปาล์มนั้น จะต้องใช้เวลาในการปลูก 4 ปีกว่าจะได้ผลผลิต ขณะนี้ราคาผลปาล์มดิบปรับสูงขึ้นถึงระดับ 5-6 บาท จากเดิมที่เคยอยู่เพียง 2-3 บาท เมื่อราคาผลปาล์มสูงขึ้นก็ต้องมีการปรับราคาน้ำมันปาล์มสำหรับการบริโภคด้วย ซึ่งผู้บริโภคต้องยอมรับ ในส่วนกระทรวงเกษตรฯได้เร่งวางแผนร่วมกับกระทรวงพลังงานในการเพิ่มพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น โดยมีแผนจะเพิ่มพื้นที่ 400,000-500,000 ไร่/ปี เป็นระยะเวลา 5 ปี เพื่อให้ได้พื้นที่ปลูก 2.5 ล้านไร่ เพื่อให้สามารถครอบคลุมความต้องการสำหรับการผลิตไบโอดีเซล ตามแผน B 2 ของกระทรวงพลังงาน" นายพินิจกล่าว
เตือนต้นทุนเพิ่มทุกด้าน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กระทรวงเกษตรฯเป็นห่วงก็คือ ปัญหาค่าครองชีพ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากราคาน้ำมัน ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าต่างๆ เพิ่มขึ้น รวมถึงวัสดุทางการเกษตร โดยเฉพาะปุ๋ยเคมี ซึ่งจะมีผลทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการเพาะปลูกลดลง แม้ว่าราคาสินค้าเกษตรจะเพิ่มขึ้น
ประกอบกับการคาดการณ์ระดับ "เงินเฟ้อ" ของกระทรวงพาณิชย์ในปีนี้อยู่ที่ระดับ 3% ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของเกษตรกร แม้ราคาสินค้ากลุ่มพืชพลังงานจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ต้นทุนการผลิตก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งราคาปุ๋ย-วัสดุทางการเกษตร ก็จะกระทบกับราคาอาหารสัตว์ ซึ่งอาจจะจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาเช่นกัน
สำหรับแนวโน้มสินค้าปาล์มน้ำมันปีนี้ คาดว่าทั่วโลกจะผลิตได้ 40.20 ล้านตัน จาก 37.02 ล้านตัน ความต้องการใช้ทั่วโลก 39.53 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.13 จากปีก่อน ซึ่งมี 36.90 ล้านตัน การส่งออกทั่วโลก 29.11 สต๊อกคงเหลือ 2.98 ล้านตัน โดยราคาในตลาดโลกเฉลี่ยอยู่ที่ 3,000-3,100 ริงกิต/ตัน เพราะมาเลเซีย-อินโดนีเซีย มีข้อจำกัดในเรื่องการขยายพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน โดยในส่วนของไทย ผลิตได้ 8.35 ล้านตัน มีความต้องการใช้เพื่อการบริโภค 920,000 ตัน และเป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซล 370,000 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.06 และร้อยละ 164.29 ทำให้ราคาผลปาล์มดิบคาดว่าจะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 4 บาทต่อ/กิโลกรัม
ด้านแหล่งข่าวจากวงการน้ำตาลทรายให้ความเห็นว่า ไทยควรเพิ่มสัดส่วนพื้นที่ปลูกพืชพลังงาน โดยเฉพาะอ้อย กับปาล์มน้ำมัน โดยปรับลดสัดส่วนพื้นที่เพาะปลูกข้าวในภาคกลางบางจุดลงประมาณ 2 ไร่ และหันมาปลูกปาล์มน้ำมันแทน เพราะพื้นที่ส่วนนี้มีความเหมาะสมในการปลูกปาล์มน้ำมัน และลดสัดส่วนพื้นที่ปลูกข้าวทางนาดอนในภาคเหนือและภาคอีสานบางจุดลง เพื่อเพิ่มสัดส่วนการปลูกอ้อย ทำให้มีพื้นที่ปลูกปาล์มเพิ่มขึ้น 2 ล้านไร่ และอ้อย 8 ล้านไร่ จะส่งผลให้ไทยมีปริมาณพืชสำหรับใช้ผลิตพลังงานทดแทนเบนซินได้ 100%
"อ้อยไม่ใช้วัตถุดิบสำหรับผลิตน้ำตาลเป็นอาหารอย่างเดียวแล้ว อย่างในบราซิล มีการปลูกอ้อย 460 ล้านตัน ซึ่งสัดส่วนร้อยละ 50 ของผลผลิตนำไปใช้ผลิตเอทานอล และมีแนวโน้มจะเพิ่มถึงร้อยละ 55 ในด้านรายได้ของเกษตรกร อ้อย 700 บาท ได้เอทานอล 15 บาท/ลิตร ถ้าอ้อย 800 บาท ได้ 18 บาท/ลิตร หากไทยใช้ผลิตเอทานอลได้ประมาณร้อยละ 50 ของการขนส่งเหมือนบราซิลจะช่วยประหยัดเงิน 1.5 แสนล้านบาทต่อปี"
ด้านนายเจน วงศ์บุญสิน นายกสมาคมผู้ค้ามันสำปะหลัง กล่าวว่า ขณะนี้ราคามันสำปะหลังสดอยู่ที่ 2 บาทเศษ/กิโลกรัม ส่วนราคามันสำปะหลังสดในปีนี้เฉลี่ยทั้งปีจะไม่ต่ำกว่า 1.50 บาท/กิโลกรัม เนื่องจากปริมาณความต้องการใช้มันสำปะหลังเพิ่มขึ้นทั้งการผลิตเป็นมันเม็ด/มันเส้นส่งออก กับการนำมันไปผลิตเป็นเอทานอล โดยในปีนี้จะมีผลผลิตประมาณ 30 ล้านตัน มากกว่าปริมาณผลผลิตในปีก่อนที่ 26.9 ล้านตัน
โดยเฉพาะในด้านพลังงาน หากปีนี้มีโรงงานเอทานอลเปิดเพิ่มขึ้นเป็น 4 โรง จะส่งผลให้ความต้องการมันสำปะหลังปลายปีเพิ่มขึ้นอีก 1 ล้านตัน ขณะที่การส่งออกมีแนวโน้มดีขึ้น เพราะอาร์เจนตินาประสบปัญหาภัยแล้งทำให้ราคาข้าวโพด ถั่วเหลือง เพิ่มขึ้น และในตลาดสหภาพยุโรปไทยมีโควตาส่งออกผลิตภัณฑ์มันเม็ดมันเส้นปีละ 5 ล้านตัน เป็นเวลา 4 ปี แต่ปีก่อนไทยส่งออกตามโควตาได้เพียง 1.6 ล้านตัน
"ปัจจัยเสี่ยงของการส่งออกมันยังคงอยู่ที่อัตราแลกเปลี่ยน หากเงินบาทปรับแข็งค่า 30 บาท/เหรียญสหรัฐ จะทำให้รายได้หายไปร้อยละ 10 ส่วนการที่ปีก่อนไทยได้ราคามันสำปะหลังดีเพราะราคาธัญพืชมีราคาสูงขึ้น" นายเจนกล่าว
ปัจจัยเสี่ยงบาทแข็ง-น้ำมันแพง
ล่าสุดสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้คาดการณ์สถานการณ์และแนวโน้มสินค้าเกษตรปี 2551 จากผลกระทบที่กรณีราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกปรับสูงขึ้นระหว่าง 30-32 บาท/ลิตร ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรต่อไร่เพิ่มขึ้นทุกกลุ่มสินค้า ประกอบไปด้วย 1)ข้าวนาปี จาก 305 บาท/ไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 360-384 บาท/ไร่ ข้าวนาปรัง เพิ่มขึ้นจาก 433 บาท/ไร่ เป็น 510-544 บาท/ไร่ หรือหากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็นลิตรละ 30 บาท จะทำให้รายได้ของเกษตรกร "ลดลง" 135 บาท
2)ข้าวโพด ส่วนที่เป็นน้ำมันต้นทุนไร่ละ 267-285 บาท/ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 9-10 ทำให้มีราคาเฉลี่ยประมาณ 7 บาท/กิโลกรัม 3)ถั่วเหลือง ผลผลิตลดลงด้วย และได้รบผลกระทบจากราคาน้ำมันทำให้ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 4.8 ราคาที่เกษตรกรได้ระหว่าง 10.58-11.62 บาท/กิโลกรัม 4)อ้อย ทั้งต้นทุนและพื้นที่ปลูกลดลงด้วย ทำให้ผลผลิตปี 2551/2552 มีประมาณ 66-70 ล้านตัน ราคาเฉลี่ยประมาณ 700 เหรียญสหรัฐ และ 5)มันสำปะหลังมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจาก 246 บาท/ไร่ เป็น 289-310 บาท/ไร่
นอกจากนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรยังได้ประเมินผลกระทบต่อรายได้จากการส่งออกสินค้าเกษตร กรณีที่อัตราแลกเปลี่ยนปรับแข็งค่าขึ้น พบว่าหากอัตราแลกเปลี่ยนปรับแข็งค่าขึ้น 1 บาท จะทำให้ราคาส่งออกข้าวในรูปเงินบาท "ลดลง" ร้อยละ 1.45 และกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันจนอาจจะทำให้การส่งออกข้าวไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์กำหนดไว้ที่ 8.75 ล้านตัน มูลค่า 3,325 ล้านบาท
ส่วนมันสำปะหลัง จะมีรายได้ลดลงร้อยละ 3 หากบาทแข็งจาก 37 บาท เป็น 34 บาท และอ้อยจะมีรายได้ลดลงประมาณ 5 พันล้านบาท จาก 4.7 หมื่นล้านบาท เหลือ 4.3 ล้านบาท เป็นต้น
ปาล์มน้ำมันราคาพุ่งไม่หยุด
นายวิศาล จันทร์ทิพย์ ผู้จัดการชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้ราคาผลปาล์มน้ำมันได้มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2551 ที่ผ่านมา ราคาได้ปรับตัวไปอยู่ที่กิโลกรัมละ 6.20 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงที่สุดในประวัติการณ์ และอาจจะมีการปรับราคาสูงขึ้นไปอีก โดยสาเหตุหลักในขณะนี้ คือ ความต้องการใช้น้ำมันมีเพิ่มสูงขึ้น โดยพืชน้ำมันทุกชนิดได้ปรับราคาสูงขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันถั่วเหลือง ที่ขณะนี้ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 50 บาท ส่วนน้ำมันปาล์มปี๊บราคาอยู่ที่ 36 บาทต่อกิโลกรัม
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของไบโอดีเซล ที่ขณะนี้ผู้จำหน่ายน้ำมันรายใหญ่อย่าง ปตท. และบางจากฯ เริ่มลงพื้นที่ติดต่อซื้อน้ำมันปาล์มดิบเพื่อเริ่มกระบวนการผลิตไบโอดีเซลในช่วงเดือนเมษายน 2551 ทำให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบขยับสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาผลปาล์มปรับตัวขึ้นไป นอกจากนั้นก็มีผลมาจากการที่ผู้ประกอบการจำหน่ายน้ำมันพืชปรุงอาหารขอปรับราคาขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี 2551 ซึ่งสูงขึ้นถึงขวดละ 6 บาท สิ่งเหล่านี้ทำให้ราคาผลปาล์มน้ำมันปรับราคาสูงขึ้น
นายวิศาลกล่าวอีกว่า แม้ราคาผลปาล์มจะมีการปรับราคาสูงขึ้น แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงหลังจากนี้คือ ราคาที่อาจร่วงลงมาอย่างมาก หากมีการนำเข้าน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศ เพราะราคาน้ำมันปาล์มที่ประเทศมาเลเซียถูกกว่าไทยถึงกิโลกรัมละ 4 บาท อย่างไรก็ตาม แม้ราคาปาล์มจะสูงแต่สิ่งที่ตามมาในขณะนี้คือราคาปุ๋ย เป็นต้นทุนที่สูงขึ้นตามมา เช่น ปุ๋ยปาล์มที่นิยมกัน ในปีที่ผ่านมามีราคากระสอบละ 500-600 บาท แต่ขณะนี้เพิ่มขึ้นเป็น 1,000-1,200 บาท
"โคราช" ดี๊ด๊ามันสำปะหลังราคาพุ่ง
นายพงษ์ศิริ กุสุมภ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า จังหวัดนครราชสีมามีสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรเป็นแกนหลักของจังหวัด มีพื้นที่การเพาะปลูกมากกว่า 13 ล้านไร่ แบ่งเป็นมันสำปะหลัง 2.5 ล้านไร่ อ้อย 3 ล้านไร่ ข้าว 4.5 ล้านไร่ และข้าวโพด 3 ล้านไร่ ในแต่ละปีทำมูลค่ามหาศาลให้เกษตรกร โดยเฉพาะช่วงนี้ราคาสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมันสำปะหลังที่มีราคาสูงถึง 2.20 บาท ทำให้อนาคตของพืชเกษตรและพืชเศรษฐกิจของนครราชสีมาแจ่มใสมากขึ้น ดังนั้นจึงควรผลักดันให้เกษตรกรไม่แต่ในนครราชสีมารวมกลุ่มจังหวัดที่มียุทธศาสตร์อยู่แล้ว เช่น กลุ่มนครชัยบุรินทร์ ประกอบด้วยนครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ให้มียุทธศาสตร์เดียวกันในการพัฒนาสินค้า
ด้านนายยงยุทธ ไชยปัญหา พาณิชย์จังหวัดนครราชสีมา เปิดเผย ประชาชาติธุรกิจ ว่า ปัจจุบันภาวะสินค้าเกษตรมีราคาที่สูงขึ้นทุกประเภท โดยเฉพาะมันสำปะหลัง เนื่องจากกลุ่มประเทศในแถบยุโรป รวมทั้งสหรัฐอเมริกา ไม่สามารถผลิตพืชเกษตรได้ทัน และยังต้องการมันสำปะหลังอีกกว่า 26 ล้านตัน แต่ปัจจุบันนครราชสีมาไม่สามารถเพิ่มผลผลิตได้ตามที่ตลาดโลกและตลาดในประเทศต้องการ ทั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมาเป็นหน่วยงานหลักในการตั้งกลุ่มคลัสเตอร์มันสำปะหลัง ซึ่งขณะนี้โรงงานแป้งมันสามารถเดินเครื่องได้เพียง 50% เท่านั้น เนื่องจากวัตถุดิบไม่เพียงพอ
และในต้นปีนี้จะมีโรงงานเอทานอลเกิดขึ้นใหม่อีก 1 แห่ง ชื่อบริษัท ทีพีเคเอทานอล จำกัด ใช้เงินลงทุนมากกว่า 4,000 ล้านบาท กำลังการผลิต 100,000 ลิตรต่อวัน ซึ่งต้องใช้มันสำปะหลังเป็นจำนวนมากจะทำให้เกิดการแย่งชิงสินค้ามากขึ้น และราคาแพงขึ้นด้วย
ตลาดวัสดุภูธรยังทรงตัว
นายอภิรัตน์ ศิริพรพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายขายห้างหุ้นส่วนจำกัดพุเตยก่อสร้าง ร้านจำหน่ายวัสดุก่อสร้างในอำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า นับตั้งแต่ช่วงปีใหม่การขายวัสดุก่อสร้างในจังหวัดเพชรบูรณ์ยังคงทรงตัว
แม้ว่าในภาพรวมมีการคาดการณ์กันว่าการเก็บเกี่ยวพืชผลการเกษตรได้มากขึ้นในปี 2550 จะกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายเงินเพื่อปรับปรุงซ่อมแซม เพราะราคาพืชผลการเกษตรหลักๆ ในจังหวัดเพชรบูรณ์ไม่ได้ดีขึ้น ได้แก่ ราคารับซื้อขายอ้อยจากปีที่ผ่านมาตันละกว่า 800 บาท ปัจจุบันลดเหลือตันละกว่า 600 บาท ส่วนข้าวก็เก็บเกี่ยวได้ไม่ดีนัก ยกเว้นข้าวโพดที่ราคาดีขึ้นบ้าง ส่วนกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการก็ไม่ได้มียอดรายได้ดีขึ้น เนื่องจากนับตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมาราคาวัสดุก่อสร้างหลักบางตัว ได้แก่ เหล็กเส้น ปูนซีเมนต์ ปรับตัวสูงขึ้นมากทำให้ผู้รับเหมาไม่ค่อยกล้าเสนอราคาในการประมูลงาน
จับตา กนง.ประชุมเงินเฟ้อ 16 ม.ค.นี้
ในวันที่ 16 ม.ค.นี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะประชุมเพื่อพิจารณาภาวะเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อในระยะต่อไป เพื่อกำหนดแนวนโยบายการเงินที่เหมาะสม พร้อมกับทบทวนสมมติฐานที่มีผลต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในอีก 8 ไตรมาสข้างหน้า โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ผันผวน เพื่อออกรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อฉบับเดือน ม.ค.2551
สำหรับรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อล่าสุดเดือน ต.ค.2550 คณะกรรมการได้ประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไว้ที่ 4.5-6% ส่วนเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะขยายตัว 1.5-2.8% และเงินเฟ้อพื้นฐาน 1-2%
โดยมีสมมติฐานที่สำคัญ คือ ได้ประเมินผลกระทบจากการปรับขึ้นราคาก๊าซในเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา และที่จะทยอยปรับเพิ่มขึ้นอีกในเดือน ม.ค.2551 รวมถึงราคาสินค้าที่คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นปีนี้ด้วย ซึ่ง ธปท.คาดว่าไม่น่ามีผลกระทบต่อเงินเฟ้อมาก เนื่องจากราคาก๊าซมีน้ำหนักในตะกร้าสินค้าที่คำนวณเงินเฟ้อน้อยมากไม่ถึง 1% ส่วนราคาสินค้าอื่นๆ ที่คาดว่าจะปรับเพิ่มขึ้นหลังจากอั้นราคามานานนั้น ก็ดำเนินการช้ากว่าที่ ธปท.คาดการณ์ไว้
http://matichon.co.th/prachachat/pracha ... ionid=0201