สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1111

โพสต์

BEAUTY เปิดเทรดวันแรกพุ่ง 137.5% จาก IPO 8บ.


BEAUTY เปิดเทรดวันแรกอยู่ที่ 19.00 บาท เพิ่มขึ้น 11 บาท หรือ 137.5%
จากราคาไอพีโอ 8 บาท


ความเคลื่อนไหวราคาหุ้นของบริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ BEAUTY เปิดเทรดวันแรกอยู่ที่ 19.00 บาท เพิ่มขึ้น 11 บาท หรือ 137.5% จากราคาไอพีโอ 8 บาท

การระดมทุนในครั้งนี้ BEAUTY จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้สำหรับการขยายสาขาร้าน BEAUTY BUFFET, BEAUTY COTTAGE และขยายช่องทางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ MADE IN NATURE จำนวนเงินประมาณ 125 ล้านบาท ลงทุนปรับปรุงระบบการดำเนินงานภายใน เช่น ระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมพนักงาน การขยายคลังสินค้า และเพื่อนำไปใช้ในการรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต จำนวนประมาณ 125 ล้าน และนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน จำนวนประมาณ 391.43 ล้านบาท

บล.เกียรตินาคิน ระบุในบทวิเคราะห์แนะนำ "ซื้อ" BEAUTY ให้มูลค่าเหมาะสม 13.80 บาท มี upside 73% จากราคา IPO ที่ 8 บาท/หุ้น คาดว่ากำไรสุทธิปี 2555-2556 จะเติบโตราว 20% ต่อปี จากการเพิ่มมูลค่าสินค้าและกระจายช่องทางจำหน่าย พร้อมมองเป็น Growth stock ที่น่าสนใจของกลุ่มค้าปลีก และยังมีราคา “ถูก" เมื่อเทียบ PE ของมูลค่าเหมาะสมที่ 20.9 มีส่วนลด 35% จาก PE ปี 2556 ของบริษัทค้าปลีกใน SET 100 ที่ 28.3 เท่า ประเมินมูลค่าเหมาะสม BEAUTY เท่ากับ 13.80 บาท

BEAUTY ผู้ให้บริการค้าปลีกผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและบำรุงผิว มีช่องทางจำหน่ายด้วยแนวคิด Shop Brand เพื่อให้เกิดความโดดเด่นและแตกต่างได้แก่ ร้าน“บิวตี้ บุฟเฟต์"และร้าน “บิวตี้ คอทเทจ" เรามองว่าการสร้างแบรนด์ที่หลากหลาย มีช่องทางจำหน่ายร้านค้าปลีกที่ต่างกัน ทำให้วิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อของลูกค้าแต่ละกลุ่มชัดเจน ช่วยขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ หากเทียบกับคู่แข่งขันโดยตรงอย่าง KAMART เรามองว่าบริษัทมีโอกาสสร้างการเติบโตของยอดขายดีกว่า KAMART จากการมีช่องทางจำหน่ายผ่านร้านค้าปลีกมากกว่า ปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งการตลาด 7.7% และอัตรากำไรขั้นต้น 71% สูงกว่า KAMART

บริษัทมีแผนขยายสาขาร้าน “บิวตี้ บุฟเฟต์" และ “บิวตี้ คอทเทจ" จาก 138 สาขา และ 24 สาขาในปี 2555 เป็น 180 สาขาและ 50 สาขา ในปี 2556 ตามลำดับ โดยจะขยายไปกับศูนย์การค้า และโมเดิร์นเทรดในต่างจังหวัดมากขึ้น มองว่าจุดเด่นคุณภาพสินค้า และการเพิ่มมูลค่าสินค้าแต่ละแบรนด์จะช่วยเพิ่มยอดซื้อต่อใบเสร็จของลูกค้าปัจจุบันที่ 400-450 บาท เราประเมินกำไรสุทธิปี 2555-2556 จะมีอัตราการเติบโต 20% ต่อปี (CAGR ปี 2555-2556) มีอัตรากำไรสุทธิต่อปี 22%

รูปภาพ
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1112

โพสต์

รูปภาพ
ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท


'ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์"แชมป์เศรษฐีหุ้นไทย

เปิดทำเนียบเศรษฐีหุ้นไทย 2012 รับอานิสงส์หุ้นร้อนแรงมั่งคั่งทะลุ 1 ล้านล้าน "ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์" แห่ง"พฤกษา"ครองแชมป์ 3 ปีซ้อน
การจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทย ซึ่ง วารสารการเงินธนาคาร ร่วมกับ อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดทำขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาในปีนี้นับเป็นปีที่ 19 แล้ว

ภาพรวมของเศรษฐีหุ้นไทยในปี 2555 ซึ่งวัดจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ประเภทบุคคลธรรมดาในประเทศที่ถือหุ้นสัดส่วน 0.5% ขึ้นไป ตามการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นล่าสุดก่อนวันที่ 30 กันยายน 2555 จำนวน 5,737 ราย มีมูลค่าหุ้นที่ถือครองรวมทั้งสิ้น 1,051,828 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ถึง 385,753 ล้านบาท หรือ 51.91% เท่ากับรวยขึ้นเฉลี่ยวันละ 1,056.86 ล้านบาท

ทั้งนี้ ปีนี้เป็นปีแรกที่ความมั่งคั่งของเศรษฐีหุ้นไทยมีมูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านบาท เนื่องจากได้รับอานิสงส์โดยตรงจากภาวะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่ร้อนแรงขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะดัชนีตลาดหุ้นไทย ณ วันที่ 30 กันยายน 2555 ซึ่งเป็นวันคำนวณมูลค่าหุ้นที่เศรษฐีหุ้นไทยถือครอง ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1,298.79 จุด เทียบกับปี 2554 ที่ 916.21 เท่ากับเพิ่มขึ้นถึง 382.58 จุด หรือ 41.76%

สำหรับผลการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทยใน วารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนธันวาคม 2555 ปรากฏว่า ตำแหน่งแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยประจำปี 2555 ตกเป็นของ ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) ซึ่งในปีนี้นับเป็นปีที่ 3 แล้วที่ ทองมา ได้ครองตำแหน่งแชมป์เศรษฐีหุ้นไทย โดยเริ่มนั่งเก้าอี้แชมป์ตั้งแต่ปี 2553 ต่อเนื่องมาในปี 2554 และปี 2555

โดยในปีนี้ ทองมาถือครองหุ้นมูลค่ารวม 23,497.78 ล้านบาท จากการถือหุ้น PS ในสัดส่วน 58.61% มูลค่า 23,307.57 ล้านบาท หุ้น บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) 1.09% มูลค่า 182.72 ล้านบาท และหุ้น บมจ.ซีพโก้ (SEAFCO) บริษัทรับก่อสร้างงานฐานรากและงานโยธาทั่วไป ในสัดส่วน 0.65% มูลค่า 7.50 ล้านบาท

หลังจากเจอพิษตลาดหุ้นดิ่งลงทั่วโลกเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งส่งผลมายังตลาดหุ้นไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทำให้ราคาหุ้น PS ของทองมาตกลงไปอยู่ที่ 14.30 บาท แต่มาในปีนี้ราคาหุ้น PS ก็กลับพลิกฟื้นขึ้นมายืนอยู่ที่ 18.00 บาท ในวันที่ 30 กันยายน 2555 และเมื่อรวมกับมูลค่าหุ้นQH และ SEAFCO ที่เพิ่มขึ้นจากราคาหุ้นที่ปรับขึ้นเช่นเดียวกัน จึงส่งผลให้ความมั่งคั่งของทองมา แชมป์เศรษฐีหุ้นไทยในปีนี้เพิ่มขึ้นถึง 4,977.44 ล้านบาท หรือ 26.88%

เศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 2 ในปีนี้ ได้แก่ คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) โดยถือหุ้น BTS ในสัดส่วน 43.57% มูลค่า 23,304.32 ล้านบาท และหุ้น บมจ.บางกอกแลนด์ (BLAND) 0.68% มูลค่า 151.75 ล้านบาท รวมมูลค่าหุ้นที่ถือครองทั้งสิ้น 23,456.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10,713.24 ล้านบาท หรือ 84.07% ซึ่งน้อยกว่าแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปีนี้เพียง 41.71 ล้านบาทเท่านั้น

ปีนี้ อดีตแชมป์เศรษฐีหุ้นไทย 7 ปีซ้อน อนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หล่นลงจากเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 2 มาอยู่ในอันดับ 3 โดยถือครองหุ้นมูลค่ารวม 21,687.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,197.13 ล้านบาท หรือ 40.01% ประกอบด้วย หุ้น บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) 23.76% มูลค่า 21,682.02 ล้านบาท และ บมจ.แมนดาริน โฮเต็ล (MANRIN) 1.36% มูลค่า 5.94 ล้านบาท

สำหรับเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 4-6 ในปีนี้ ยังตกเป็นของ 3 ผู้ถือหุ้นใหญ่ ของ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) แต่มีการสลับตำแหน่งกันเล็กน้อย โดยเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 4 ได้แก่ น.พ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ หรือ หมอเสริฐ ก้าวขึ้นมาจากอันดับ 5 ในปี 2554 โดยถือครองหุ้นรวมมูลค่า 21,123.49 ล้านบาท รวยขึ้น 11,253.23 ล้านบาท หรือ 114.01% ประกอบด้วยหุ้น BGH ที่หมอเสริฐถือหุ้นสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในสัดส่วน 12.7% มูลค่า 21,092.04 ล้านบาท และหุ้น บมจ.โรงพยาบาลนนทเวช (NTV) 0.79% มูลค่า 31.45 ล้านบาท

ด้าน วิชัย ทองแตง หล่นจากอันดับ 4 เมื่อปีที่แล้วมาเป็นเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 5 ถือครองหุ้นรวมมูลค่า 16,791.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,987.30 ล้านบาท หรือ 42.25% ประกอบด้วยหุ้น BGH ในสัดส่วน 9.94% มูลค่า 16,519.43 ล้านบาท และหุ้น บมจ.ปุ๋ยเอ็นเอฟซี (NFC) 8.04% มูลค่า 272 ล้านบาท

ส่วนเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 6 ยังเป็นของ สาธิต วิทยากร เช่นเดียวกับปีที่แล้ว โดยถือครองหุ้น BGH สูงเป็นอันดับ 3 ในสัดส่วน 7.94% รวมมูลค่า 13,188.18 ล้านบาท รวยเพิ่มขึ้น 3,704.56 ล้านบาท หรือ 39.06%

ในรอบปีที่ผ่านมา ราคาหุ้นของ BGH ได้ปรับตัวเพิ่มสูงมาก จาก 64 บาท เป็น 107.5 บาท ณ วันที่ 30 กันยายน 2555 เพิ่มขึ้น 43.50 บาท หรือ 67.97% ส่งผลให้บรรดาผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้ง 3 ราย รวยขึ้นกันถ้วนหน้า

สำหรับเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 7 ในปีนี้ ยังตกเป็นของ ทายาทโอสถสภา นิติ โอสถานุเคราะห์ ถือครองหุ้นมูลค่ารวม 12,330.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,761.02 ล้านบาท หรือ 62.90% โดยนิติ เป็นเศรษฐีหุ้นไทยอีกรายที่รวยขึ้นจากการที่ราคาหุ้นในพอร์ตทั้ง 14 บริษัทได้ปรับตัวสูงขึ้นจากปีที่แล้ว

ปีนี้ 3 พี่น้องในตระกูลมาลีนนท์ได้กลับมาทวงตำแหน่งเศรษฐีหุ้นไทยในอันดับ 8 และ 9 ได้สำเร็จ โดยเศรษฐีหุ้นไทยทั้ง 3 ราย ได้แก่ ประชุม นิภา และประวิทย์ มาลีนนท์ เป็นผู้ถืออันดับ 1 ของ บมจ.บีอีซี เวิลด์ (BEC) ในสัดส่วน 6.38%

แต่นอกเหนือจากหุ้น BEC แล้ว ประชุมยังถือหุ้น บมจ.ศิครินทร์ (SKR) อีก 4.5% มูลค่า 89.10 ล้านบาท และหุ้น บมจ.เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ (MJD) 0.64% มูลค่า 12.78 ล้านบาท รวมมูลค่าหุ้นที่ถือครองทั้งสิ้น 9,861.37 ล้านบาท รวยขึ้น 5,105.37 ล้านบาท หรือ 107.35% ส่งผลให้ประชุมเป็นเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 8 ส่วนนิภา และประวิทย์ เป็นเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 9 โดยมีมูลค่าหุ้น BEC ที่ถือครองคนละ 9,759.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,071.11 ล้านบาท หรือ 108.16


รูปภาพ
วันที่ 12 ธันวาคม 2555
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1113

โพสต์

รูปภาพ

ตระกูลมาลีนนท์ครองแชมป์เศรษฐีหุ้นไทย
ตระกูลมาลีนนท์ครองแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปี"55 อานสงส์ตลาดหุ้นคึก! ตระกูลจิราธิวัตน์ ขยับขึ้นอันดับ 2"ตระกูลชินวัตร"กลับมาผงาดขึ้นอันดับ 27
การจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทย ซึ่ง วารสารการเงินธนาคาร ร่วมกับ อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดทำขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาในปีนี้นับเป็นปีที่ 19 แล้ว

ภาพรวมของเศรษฐีหุ้นไทยในปี 2555 ซึ่งวัดจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ประเภทบุคคลธรรมดาในประเทศที่ถือหุ้นสัดส่วน 0.5% ขึ้นไป ตามการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นล่าสุดก่อนวันที่ 30 กันยายน 2555 จำนวน 5,737 ราย มีมูลค่าหุ้นที่ถือครองรวมทั้งสิ้น 1,051,828 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ถึง 385,753 ล้านบาท หรือ 51.91% เท่ากับรวยขึ้นเฉลี่ยวันละ 1,056.86 ล้านบาท

ทั้งนี้ จากการสำรวจรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 3 ที่ได้รับการแต่งตั้งไปเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2555 พบว่า มีเครือญาติของ ครม.ชุดนี้ติดอยู่ในทำเนียบเศรษฐีหุ้นไทยปี 2555 หลายราย

เริ่มจากนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มี 2 หลานสาว ทายาทของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณผู้เป็นพี่ชาย ติดอันดับเศรษฐีหุ้นในปีนี้ โดยหลานสาวคนเล็ก แพทองธาร ชินวัตร (อิ๊ง) เป็นเศรษฐีหุ้นอันดับ 47 ถือหุ้น บมจ.เอสซี แอสเซท (SC) 29.22% มูลค่า 3,459.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,364.49 ล้านบาท หรือ 65.14%

และหลานสาวคนกลาง เอม พิณทองทา ชินวัตร เศรษฐีหุ้นอันดับ 53 ถือหุ้น SC 28.28% มูลค่า 3,347.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,320.47 ล้านบาท หรือ 65.14% ซึ่งทั้งคู่รวยขึ้นจากราคาหุ้น SC ที่เพิ่มขึ้น 7.10 บาท หรือ 65.14% โดยปรับขึ้นจาก 10.90 บาทเมื่อปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 18 บาท ณ วันที่ 30 กันยายน 2555

ส่งผลให้ตระกูลชินวัตรก้าวขึ้นเป็นตระกุลเศรษฐีหุ้นจากอันดับ 30 เมื่อปีที่แล้ว มาอยู่อันดับ 27 ในปีนี้ โดยหลานสาวทั้งสองของนายกรัฐมนตรีถือหุ้น รวมมูลค่า 6,806.94 ล้านบาท ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,684.96 ล้านบาท หรือ 65.14%
ส่วน คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตพี่สะใภ้ ปีนี้ตกลงไปอยู่อันดับ 502 ตกจากอันดับ 467 เมื่อปีที่แล้ว โดยถือครองหุ้น SC 2.81% มูลค่า 333.11 ล้านบาท รวยขึ้น 111.50 ล้านบาท หรือ 50.31%

ด้าน พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯ มีเครือญาติติดอันดับเศรษฐีหุ้นไทยปีนี้ 2 ราย ได้แก่ ลูกสาว ญาภา เทพกาญจนา เศรษฐีหุ้นอันดับ 244 ถือหุ้น บมจ.ธนาคารเกียรตินาคิน (KK) 2.08% มูลค่า 795.50 ล้านบาท และภรรยา พนิดา เทพกาญนา เศรษฐีหุ้นอันดับ 264 ถือหุ้น KK 1.90% มูลค่า 728.08 ล้านบาท

ส่วน ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี มี 2 ทายาทหนุ่ม ได้แก่ โดย อาจหาญ อยู่บำรุง ติดอันดับ 1,811 ถือหุ้น บมจ.ยูนิมิต เอนจิเนียริ่ง (UEC) 2.64% มูลค่า 58.28 ล้านบาท และ ร้อยโทดวง อยู่บำรุง ติดอันดับ 2,213 ถือหุ้น UEC 1.75% มูลค่า 38.60 ล้านบาท

สำหรับแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยปี 2555 ได้แก่ ตระกูลมาลีนนท์ ซึ่งเป็นการครองแชมป์ที่ต่อเนื่องและยาวนานที่สุด โดยยึดตำแหน่งตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยติดต่อกันเป็นปีที่ 14 แล้ว โดยเฉพาะในปีนี้ที่ราคาหุ้น บมจ.บีอีซี เวิลด์ (BEC) ปรับเพิ่มขึ้นมาถึง 108.16% ส่งผลให้มูลค่าความมั่งคั่งของตระกูลมาลีนนท์พุ่งขึ้นไปแตะ 70,262.43 ล้านบาท โดยมั่งคั่งเพิ่มขึ้น 36,456.96 ล้านบาท หรือ 107.84%

ส่วนตระกูลจิราธิวัฒน์ แห่งเซ็นทรัล ปีนี้ขึ้นจากอันดับ 3 มาอยู่ในอันดับ 2 โดยเครือญาติในตระกูลถือครองหุ้นรวมกันทั้งสิ้น 40,865.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19,524.93 ล้านบาท หรือ 91.49%

ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 3 ได้แก่ ตระกูลวิจิตรพงศ์พันธุ์ ตกลงมาจากอันดับ 2 เมื่อปีที่แล้ว โดย ทองมา และภรรยา ทิพย์สุดา รวมทั้งทายาท มาลินี-ชัญญา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ถือครองหุ้น บมจ.พฤกษา (PS) รวมมูลค่า 28,087.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,920.94 ล้านบาท หรือ 26.71%

ด้านตระกูลอัศวโภคิน ยังคงอยู่ในอันดับ 4 เช่นเดียวกับปีที่แล้ว โดย 7 เครือญาติ อนันต์ อนุพงษ์ ทรงพล บุญทรง สุดา สุภัทรา และอภิชิต ถือครองหุ้น บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) บมจ.แมนดาริน โฮเต็ล (MANRIN) และ บมจ.เอพี พร๊อพเพอร์ตี้ (AP) รวมมูลค่าทั้งสิ้น 28,032.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,464.94 ล้านบาท หรือ 50.98%

สำหรับตระกูลเศรษฐีหุ้นอันดับ 5 ในปีนี้ ได้แก่ ตระกูลกาญจนพาสน์ โดยก้าวขึ้นจากอันดับ 6 เมื่อปีที่แล้ว จากหุ้น BTS และ BLAND ที่ 5 ทายาทถือครองมีมูลค่ารวม 27,529.01 ล้านบาท รวยขึ้น 13,610.71 ล้านบาท หรือ 97.79%


รูปภาพ
วันที่ 12 ธันวาคม 2555
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1114

โพสต์

รูปภาพ
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด


กสิกรไทยคาดเอกชนไทยขนเงินไปลงทุนต่างประเทศกว่า 3 แสนล้านบาท ในปีนี้ เพิ่มขึ้นกว่า 20% เทียบปีก่อน กว่า 80% ลงทุนเพื่อเตรียมรับมือเออีซี


นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา บริษัทไทยได้นำเงินไปลงทุนต่างประเทศแล้วประมาณ 8.2 พันล้านดอลลาร์ 2.4 หมื่นล้านบาท และคาดว่า ทั้งปีน่าจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 3 แสนล้านบาท ซึ่งสูงกว่าปีก่อนประมาณ 20% หรือมีมูลค่าอยู่ที่ 8.2 พันล้านดอลลาร์ หรือ 2.4 6 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม บริษัทไทยได้นำเงินส่วนใหญ่ประมาณ 80% ไปลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อเตรียมรับมือกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558

ทั้งนี้ หากพิจารณาเงินต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทย จะพบว่าบริษัทไทยนำเงินออกไปลงทุนต่างประเทศมากกว่า ต่างชาตินำเงินไปลงทุนในไทย โดยปีนี้มูลค่าเงินลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยอยู่ที่ 6 พันล้านดอลลาร์ หรือ 1.8 หมื่นล้านบาท หากเทียบกับปีก่อนอยู่ที่ 7.8 พันล้านดอลลาร์ 2.34 หมื่นล้านบาท

"การที่บริษัทไทยนำเงินไปลงทุนจำนวนมากในกลุ่มอาเซียนเพราะมองเห็นถึงโอกาสและช่องทางการเติบโตในธุรกิจกลุ่มดังกล่าว ซึ่งมีทั้งบริษัทขนาดเล็กและบริษัทขนาดใหญ่ และถือว่าเป็นการปรับตัวในอนาคตเพื่อจะรับมือกับการเปิดเออีซี" นายเชาว์ กล่าว



รูปภาพ
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1115

โพสต์

รูปภาพ

เปิดโมเดลธุรกิจตึก Taipei 101



“ไต้หวัน” เมืองใหม่อายุเพียง 101 ปี จึงไม่แปลกที่จะมีสัญลักษณ์ของเมืองเป็นสถาปัตย์กรรมทันสมัย และตึกที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของไต้หวันก็คือ “ตึกไทเป 101”


ตึกความสูง 508 เมตร มีทั้งหมด 101 ชั้น สร้างเสร็จเมื่อ 8 ปีที่ผ่านมา วันนี้ถือเป็นตึกที่สูงที่สุดในไทเป แต่สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก (อันดับหนึ่งโดนตึกใหม่อย่างเบิร์จคาลีฟาห์ในดูไบแซงหน้่าไปเมื่อ 2 ปีก่อน) มีจุดเด่นที่เทคโนโลยีและการออกแบบอาคาร โดยเพียง 45 วินาทีก็สามารถเข้าถึงชั้นดาดฟ้าได้


ในปี 2012 (หรือปีที่ 101 ของคนไต้หวัน) ถือเป็นครั้งแรก ที่พื้นที่ของตึกถูกจองเต็มเกือบ 100% ซึ่งการขายพื้นที่ถือเป็นรายได้หลัก 80% ของตึกแห่งนี้


Financial Center Corp (台北金融大樓公司) บริษัทผู้บริหารตึกไทเป 101 กล่าวว่า ปัจจุบันร้านค้าแฟล็กชิปสโตร์ของแบรนด์หรูมาเช่าขายสินค้าในตึกนี้มากมาย อาทิ หลุยส์ วิตตอง ฮูโก้ บอส กุชชี่ อาร์มันนี่ ฯลฯ ซึ่งลูกค้าหลักคือ นักท่องเที่ยวจากประเทศต่างๆ 66% และเฉพาะจากคนจีนจากแผ่นดินใหญ่ที่เดียวคิดเป็น 20% โดยค่าเช่าพื้นที่เมื่อตอนเปิดตัววันแรก คือ 3,000-4,000 เหรียญ/ผิง (36 ตารางฟุต)


ค่าเช่าอีกส่วนหนึ่งได้มาจากการเปิดให้เป็นพื้นที่สำนักงาน ซึ่งปัจจุบันที่มีบริษัทใหญ่ชั้นนำมาตั้งออฟฟิศอยู่ที่นี่มากมาย เช่น เลอโนโว ไซโนสตีล ฯลฯ ปีนี้ทำรายได้สูงกว่า 1,500 ล้านเหรียญไต้หวัน และเมื่อนับรวมๆ แล้วแต่ละวันมีพนักงานในตึกและในห้างมาทำงานที่นี่รวมกันกว่า 10,000 คน


ส่วนรายได้เบล็ดเตล็ดหลักรองลงมาคือ การขายบัตรเข้าชมวิวชั้นที่ 89 และ 91 ของอาคาร และการขายของที่ระลึก โดยปีนี้คาดว่าจะทำรายได้ 1,000 ล้านเหรียญไต้หวัน โดยลูกค้าหลักคือ จีนและญี่ปุ่น รวมๆ แล้วประมาณ 2 ล้านคน (บัตรเข้าชมใบละ 450 เหรียญฯ)


นอกจากนี้แล้วอีกแหล่งรายได้สำคัญของตึกนี้ก็คือ “การจัดกิจกรรม” โดยกิจกรรมที่จัดจะมีทั้งภายในและภายนอกอาคาร


กิจกรรมภายในอาคาร ก็มีตั้งแต่ การแข่งขันวิ่งขึ้นตึก Taipei 101 Run-up ความสูงกว่า 2,046 ขั้น ปีนี้มีผู้เข้าร่วมแข่งขันกว่า 4,000 คน ผู้จัดงานระดมทุนเข้าการกุศลได้ถึง 2 ล้านเหรียญไต้หวัน


นอกจากนี้ยังมีการจัดแคมเปญหาสุดยอด 1,000 นักช้อปที่ซื้อครบ 1 ล้านเหรียญใน 1 วัน เพื่อมอบบัตรสมาชิกในการใช้บริการต่างๆ ภายในตึก เช่น ห้องพักพร้อมสปาหรูจากชาแนล และมีที่จอดรถกับลิฟท์ส่วนตัว เป็นต้น


ส่วนกิจกรรมจากภายนอกอาคารก็หนีไม่พ้นการเล่นกับแสง สี เสียง ของตึกที่สูงตระหง่านนี้ โดยต้นปีเมื่อมีเทศกาลวาเลนไทน์จัดโปรฯโชว์ข้อความบอกรักบนแสงไฟ LED ที่แสดงรอบตึก 4 ด้าน แสดง 168 นาที ตอนกลางคืนตั้งแต่ 5 โมง-4 ทุ่ม คิดค่าบริการ 52,000 เหรียญไต้หวัน ซึ่งถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับการโปรโมทโลโก้บนตึก


ปัจจุบันก็มีกว่า 20 แบรนด์ที่ซื้อพื้นที่โชว์โลโก้โฆษณารอบตึกทั้ง 4 ด้านด้วย ไม่ว่าจะเป็น โตโยต้า กุชชี่ หลุยส์ วิตตอง ฯลฯ โดยแต่ละโลโก้จะต้องซื้อโฆษณาอย่างน้อย 3 วัน (ราคา 3 ล้านเหรียญ) หรือสัปดาห์ละ 5 ล้านบาท เริ่มโชว์ตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึง 4 ทุ่มในหน้าร้อน แต่ถ้าเป็นหน้าหนาวที่มืดเร็วจะเริ่มโชว์ตั้ง 5 โมงเย็นเป็นต้นไป ซึ่งก็มีข้อห้ามเหมือนโฆษณาทั่วไปว่าต้องเป็นสินค้าเกี่ยวกับสิ่งเสพติด ยา การเมืองและศาสนา


เหมือนเช่นทุกปี ที่ตึกนี้ก็เป็นศูนย์กลางการจัดฉลองเค้าท์ดาวน์อย่างยิ่งใหญ่ของไทเป ด้วยการจุดพลุกว่า 3 หมื่นนัดเพื่อฉลองปีใหม่ ซึ่งวิธีนี้สามารถเรียกเงินจากสปอนเซอร์ได้ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท


ดูวิดีโอคลิปการนับเค้าท์ดาวน์ปีใหม่ปี 2012 จากตึกไทเป 101 ได้ที่นี่



นอกจากนี้แล้วตึกไทเป 101 ยังได้รับรางวัลระดับแพล็ตตินั่มตามมาตรฐานตึกประหยัดพลังงาน LEED จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้ประหยัดเงินค่าพลังงานได้ปีละกว่า 36 ล้านเหรียญไต้หวันเลยทีเดียว!

หมายเหตุ : 1 เหรียญไต้หวัน คิดเป็นไทย 1.05 บาท

รูปภาพ
วรมน ดำรงศิลป์สกุล Positioning Magazine 12 ธันวาคม 2555
Added on: 12/12/2555


(พลุสวยมากครับ)
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1116

โพสต์

รูปภาพ

HKMAสู้ศึกสงครามค่าเงินนับครั้งไม่ถ้วน

หลังตกเป็นเป้าโจมตีค่าเงินมาตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา เรียกได้ว่านับครั้งไม่ถ้วนที่ธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA) ได้เข้าแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตรา เพื่อสกัดการแข็งค่าของดอลลาร์ฮ่องกง โดยล่าสุดวานนี้วันเดียวได้เข้าแทรกแซงถึง 2 รอบใหญ่วงเงินมากกว่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกง ท่ามกลางดอลลาร์ฮ่องกงแข็งค่าแตะเพดานกรอบบนของช่วงการซื้อขายประจำวันหลายครั้ง

ด้านแบงก์ชาติของไทยจับตา 4 ปัจจัยกดดันค่าเงินบาทไทย “หนี้ยุโรป-หน้าผาการคลัง-เลือกตั้งญี่ปุ่น-เปลี่ยนผู้นำจีน” เร่งมาตรการผ่อนคลาย หนุนรายย่อยลงทุนนอกและพัฒนาตลาดพันธบัตรระยะยาว รับผลกระทบจากเงินทุนไหลเข้า

ทั้งนี้ การแทรกแซงครั้งล่าสุดจะทำให้ aggregate balance หรือยอดรวมดุลจากบัญชีเคลียร์ริ่งของธนาคารต่างๆ กับธนาคารกลางฮ่องกงเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2.14529 แสนล้านดอลลาร์ฮ่องกง ณ วันที่ 13 ธันวาคม

โดยการแทรกแซงวานนี้ (11 ธ.ค.) นับเป็นครั้งที่ 2 ในสัปดาห์นี้ ธนาคารกลางฮ่องกงต่อสู้สงครามค่าเงินโดยเข้าแทรกแซงตลาดถึง2รอบวันนี้ เป็นมูลค่า 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือ 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ดอลลาร์ฮ่องกงแข็งค่า หลังจากเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ที่ผ่านมา ธนาคารกลางฮ่องกงเพิ่งเทขายดอลลาร์ฮ่องกงมูลค่า 3.875 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง และนับตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม ธนาคารกลางฮ่องกงได้ขายดอลลาร์ฮ่องกงเข้าสู่ตลาด คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 7.7 พันล้านดอลลาร์

นักวิเคราะห์ระบุว่า นอกเหนือไปจากปริมาณเงินทุนไหลเข้าเพื่อซื้อหุ้นในฮ่องกงแล้ว การแข็งค่าของดอลลาร์ฮ่องกงยังได้แรงหนุนจากการออกพันธบัตรสกุลดอลลาร์สหรัฐ โดยผู้ขายพันธบัตรบางรายได้นำเงินที่ขายได้แปลงเป็นดอลลาร์ฮ่องกงเพื่อใช้ในการค้าหรือการลงทุน

ด้านผู้ว่าการธนาคารกลางฮ่องกง "นอร์แมน ชาน ตั๊ก-แลม" ออกมาเตือนว่า ตลาดยังคงมีความผันผวนต่อไป เนื่องจากเงินร้อนที่ทะลักเข้าสู่ฮ่องกงอย่างต่อเนื่อง เพราะมาตรการผ่อนคลายทางการเงินที่เกิดขึ้นทั่วโลกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ธนาคารมีเงินจำนวนมากที่จะลงทุนในตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกง

เขาบอกว่า สถานการณ์ปัจจุบันเป็นสิ่งที่ไม่เคยประสบมาก่อน เพราะภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคและเงื่อนไขทางการเงินมีความไม่แน่นอนสูง จึงเป็นไปได้มากที่จะเห็นเงินทุนขนาดใหญ่ไหลเข้าและออกต่อไป เช่นเดียวกับตลาดเงินที่ยังผันผวนมาก ทั้งยังกังวลว่า เงินร้อนดังกล่าวจะดันให้ราคาสินทรัพย์และเงินเฟ้อพุ่งสูง


ธปท.เร่งผ่อนคลายลงทุนนอก

โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศเร่งมาตรการผ่อนคลายเงินทุนในส่วนของรายย่อย หวังลดผลกระทบจากกระแสเงินทุนไหลเข้าภูมิภาค จากมาตรการผ่อนคลายนโยบายการเงินในหลายประเทศทั่วโลก

นางอลิศรา มหาสันทนะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวว่าธปท.เร่งผลักดันในเรื่องแผนแม่บทเงินทุนเคลื่อนย้าย ทำให้มีเงินทุนไหลออกไปลงทุนต่างประเทศ เป็นการลดผลกระทบจากเงินทุนไหลเข้า

นอกจากนี้ มาตรการรับมือกับเงินทุนเคลื่อนย้าย ธปท.ได้จัดเตรียมเครื่องมือรองรับไว้หลายด้าน โดยเฉพาะการผลักดันให้เงินทุนเหล่านี้เข้ามาลงทุนแบบระยะยาว โดยสิ่งที่ ธปท.พยายามทำ ก็คือ พัฒนาตลาดพันธบัตรให้รองรับกับการลงทุนระยะยาว ซึ่งวิธีนี้ยังช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้เครื่องมือนี้ในการระดมทุนอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

เงินลงทุนต่างประเทศที่ไหลเข้ามาลงทุนในประเทศไทยช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ พบว่าส่วนใหญ่ไหลเข้าลงทุนในตลาดพันธบัตร โดยมียอดสุทธิประมาณ 9 พันล้านดอลลาร์ ส่วนที่ไหลเข้าตลาดหุ้นมียอดสุทธิประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนไทยที่ออกไปลงทุนต่างประเทศนั้น พบว่ามียอดสุทธิประมาณ 9.3 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับปี 2554 ทั้งปีที่มียอดอยู่ที่ 8.2 พันล้านดอลลาร์

นางอลิศรา กล่าวด้วยว่า อีกหนึ่งความพยายามที่ ธปท. กำลังทำ คือ ทำให้ภาคเอกชนปรับตัวรับกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้มากขึ้น ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือที่ ธปท. นำมาใช้ในการช่วยปรับตัวของภาคเอกชน คือ การบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยพยายามให้ความรู้กับภาคเอกชนในการนำเครื่องมือต่างๆ มาใช้ในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

“พอตลาดมีการพัฒนา โดยมีเครื่องมือลงทุนระยะยาวขึ้น ก็จะเห็นว่าตอนนี้นักลงทุนต่างประเทศก็เข้ามาลงทุนในพันธบัตรที่เป็นระยะยาวมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า หากเรามีเครื่องมือให้เขาลงทุน กลุ่มที่เป็นนักลงทุนระยะยาวก็จะเลือกลงทุนในตราสารที่มีอายุยาว อยู่กับประเทศนานขึ้น และไม่ผันผวน ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่เราอยากเห็นมากกว่า การที่เข้ามาลงทุนระยะสั้นๆ เข้าเร็วออกเร็ว และทำให้ผันผวน” นางอลิศรา กล่าว

นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธปท. กล่าวว่าหากดูการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทไทยในรอบปีที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีระดับการแข็งค่าประมาณ 2.9% น้อยกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ซึ่งการเคลื่อนไหวโดยรวมถือว่าเป็นทิศทางเดียวกับค่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค

ส่วนช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 3.3% เป็นไปในทิศทางเดียวกับภูมิภาคเช่นกัน โดยแรงกดดันที่ทำให้เงินบาทแข็งค่ามาจากนักลงทุนต่างชาติ เข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ ขณะที่แรงขายดอลลาร์สหรัฐล่วงหน้าของผู้ส่งออกที่ลดลงและแรงซื้อดอลลาร์สหรัฐของนักลงทุนไทยนำเงินออกไปลงทุนต่างประเทศ ส่งผลให้แรงซื้อขายดอลลาร์สหรัฐในช่วงนี้อยู่ระดับค่อนข้างสมดุล

"แบงก์ชาติเตรียมประกาศมาตรการผ่อนคลายเงินทุนไหลออกในส่วนของรายย่อย ให้ได้ภายในปีนี้ซึ่งจะให้รายย่อยออกไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ โดยผ่านตัวกลางได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตจาก ธปท. และในปีหน้าจะผ่อนคลายให้รายย่อยออกไปลงทุนได้โดยตรง"

จับตา4ปัจจัยกระทบค่าบาท

นางอลิศรา กล่าวถึงปัจจัยที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวในตลาดเงินภูมิภาค รวมถึงค่าเงินบาทไทยในระยะต่อไปมี 4 เรื่อง คือ ปัญหาหนี้สาธารณะของกลุ่มประเทศยุโรป ปัญหาหน้าผาการคลัง (Fiscal Cliff) ของสหรัฐอเมริกา การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีของประเทศญี่ปุ่น และการเปลี่ยนแปลงผู้นำของประเทศจีน

สำหรับปัญหาหนี้สาธารณะของยุโรปนั้น แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีทิศทางดีขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่กรีซได้รับอนุมัติเงินกู้ยืมในรอบล่าสุด รวมถึงการที่สเปนของรับความช่วยเหลือทางการเงิน แต่ระยะต่อไปยังมีประเด็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการรัดเข็มขัดของหลายประเทศในกลุ่มยูโรโซน ทำให้เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลง สะท้อนว่าเศรษฐกิจยุโรปยังคงอ่อนแอในระยะต่อไป

ส่วนปัญหาหน้าผาการคลังของสหรัฐ ที่มาตรการภาษีหลายๆ ตัวจะหมดอายุลงในสิ้นปีนี้ ซึ่งมีมูลค่ารวมกันประมาณ 6 แสนล้านดอลลาร์ คิดเป็น 4% ของจีดีพีสหรัฐ ดังนั้นหากมาตรการเหล่านี้ไม่ได้รับการต่ออายุออกไป อาจมีผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐได้ อย่างไรก็ตามสำนักวิจัยส่วนใหญ่ รวมถึง ธปท. ประเมินว่า เรื่องนี้ทางการสหรัฐน่าจะประนีประนอมกันได้

จับตาการเมืองจีน-ญี่ปุ่น

นอกจากนี้ อีกประเด็นที่ต้องติดตาม เพราะอาจมีผลต่อการเคลื่อนไหวในตลาดการเงิน และค่าเงินบาทไทย คือ การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 16 ธ.ค. นี้ ซึ่งจากผลสำรวจความเห็นของประชาชนในประเทศญี่ปุ่น พบว่า นายชินโซ อาเบะ หัวหน้าพรรคแอลดีพี มีโอกาสชนะการเลือกตั้ง โดยก่อนหน้านี้ นายอาเบะ ได้แสดงความเห็นว่า ต้องการให้ญี่ปุ่นใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนปรนมากขึ้น จึงต้องตามดูว่าหากเขาได้รับเลือกตั้งจะมีผลต่อตลาดเงินอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ตลาดเงินได้ตอบรับไประดับหนึ่งแล้ว สะท้อนจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลง

ส่วนการเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศจีน ซึ่งตัวผู้นำคนใหม่จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในเดือนมี.ค. ปีหน้า ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ต้องจับตามองว่า จะมีแนวคิดในเรื่องการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างไร ซึ่งจากการคาดการณ์ของตลาดเงิน คิดว่านโยบายคงไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากผู้นำคนปัจจุบันมากนัก

“ปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยภายนอก ถ้าเชื่อมโยงกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงชะลอตัว โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย บวกกับนโยบายการเงินที่ผ่อนปรนมาก ก็เชื่อว่าคงจะมีเงินไหลเข้าในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความผันผวนในตลาดเงินคงยังมีต่อไป ดังนั้นเงินที่ไหลเข้ามาก็คงมีความผันผวนด้วย" นางอลิศรา กล่าว

คาดปีนี้เอกชนลงทุนนอกหมื่นล้านดอลล์

ด้าน นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ปัจจุบันในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา บริษัทไทยได้นำเงินไปลงทุนต่างประเทศแล้วประมาณ 8.2 พันล้านดอลลาร์ 2.4 หมื่นล้านบาท และคาดว่า ทั้งปีน่าจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 3 แสนล้านบาท ซึ่งสูงกว่าปีก่อนประมาณ 20% หรือมีมูลค่าอยู่ที่ 8.2 พันล้านดอลลาร์ หรือ 2.4 6 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม บริษัทไทยได้นำเงินส่วนใหญ่ประมาณ 80% ไปลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อเตรียมรับมือกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558

หากพิจารณาเงินต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทย จะพบว่าบริษัทไทยนำเงินออกไปลงทุนต่างประเทศมากกว่า ต่างชาตินำเงินไปลงทุนในไทย โดยปีนี้มูลค่าเงินลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยอยู่ที่ 6 พันล้านดอลลาร์ หรือ 1.8 หมื่นล้านบาท หากเทียบกับปีก่อนอยู่ที่ 7.8 พันล้านดอลลาร์ 2.34 หมื่นล้านบาท

"การที่บริษัทไทยนำเงินไปลงทุนจำนวนมากในกลุ่มอาเซียนเพราะมองเห็นถึงโอกาสและช่องทางการเติบโตในธุรกิจกลุ่มดังกล่าว ซึ่งมีทั้งบริษัทขนาดเล็กและบริษัทขนาดใหญ่ และถือว่าเป็นการปรับตัวในอนาคตเพื่อจะรับมือกับการเปิดเออีซี" นายเชาว์ กล่าว

เอสแอนด์พีคงเรทติ้งไทย

ด้านบริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ หรือ เอส แอนด์ พี บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก จากสหรัฐ ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือสกุลเงินต่างประเทศของไทยที่ BBB+/A-2 และอันดับความน่าเชื่อถือสกุลเงินบาทที่ A-/A-2 โดยแนวโน้มมีเสถียรภาพ

เอส แอนด์ พี ระบุว่า สถานะภายนอกประเทศ การคลังและการเงินของไทยสนับสนุนอันดับความน่าเชื่อถือของไทยในขณะนี้ อย่างไรก็ดี บริษัทเตือนว่า ระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยเป็นข้อจำกัดต่ออันดับความน่าเชื่อถือดังกล่าว

ส่วนแนวโน้มที่มีเสถียรภาพสะท้อนถึงมุมมองที่ว่า ภาวะไม่สมดุลของสถานะภายนอกประเทศ การคลังและการเงินของไทยยังไม่เกิดขึ้น และเศรษฐกิจการเมืองของไทยยังคงทรงตัว

รูปภาพ
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1117

โพสต์

คั่วไก่ ใส่ ทาโร่

เคยได้ยินเพื่อนๆพูดถึง ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่เส้นทาโร่มานานแล้ว
แต่ก็เพิ่งจะได้มีโอกาสมาได้ลองชิมนี่เอง


รูปภาพ
เพื่อความมั่นใจว่า เรามาไม่ผิดร้านแน่ๆ

รูปภาพ
ประเดิมกันด้วย น้ำลำไย หวานชุ่มคอ

รูปภาพ
คั่วไก่เส้นทาโร่ มาพร้อมกับปาท่องโก๋ทอด แปลกดี ...
ปกติก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ก็หอม รสกลมกล่อมอยู่แล้ว และยิ่งมารวมกับเส้นทาโร่ที่อร่อยในตัวเองอยู่แล้วอีก ยิ่งทำให้รสชาดดีเป็น 2 เท่าเลย ที่ประทับใจก็ตรงเส้นทาโร่ธรรมดาจะติดออกรสเค็มเล็กน้อย แต่เมื่อนำมาผัดรวมกับคั่วไก่ ทำให้รสออกมากำลังพอดีๆ เรียกว่าลงตัวมากๆ ไม่ต้องปรุงอะไรเพิ่มเลย
แต่ปริมาณน้อยจริงจัง ( ชามเดียวไม่อยู่ท้องแน่นอน )

รูปภาพ


คั่วไก่ ทาโร่ ทะเล๊ทะเล ก็อร่อยอีกเช่นกันครับ กลิ่นหอมและรสชาดกลมกล่อมของคั่วไก่ + รสชาดอร่อยของทาโร่ และยังจะมีเหล่าบรรดาสัตว์ทะเลที่มาช่วยเพิ่มความหอมอร่อยเข้าไปอีก แค่ได้กลิ่นก้มีความสุขแล้ว

บรรยากาศ เป็นร้านห้องแถวครับ มีโต๊ะวางเีีรียงกันทั้งในร้าน และนอกร้าน ลูกค้าเยอะ บางทีอาจจะต้องยืนรอ
การบริการ ปกติครับเหมือนกับร้านอาหารทั่วไป
รสชาด ถ้าชอบก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ควรไปลองอย่างยิ่งเลยครับ ยิ่งมีเส้นทาโร่ด้วยเด็กๆน่าจะชอบ มีรสชาดที่ลงตัวไม่มีรสไหนแหลมออกมา และก็กลิ่นหอมมาก จัดว่าอร่อยเลยครับ
ราคา ไม่แพงเลยครับ ( แต่คนนึงกินเกิน 1 จานแน่ๆ เพราะมันน้อย )


รูปภาพ

รีวิว โดยคุณ hellsingex

ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ นายเพ้ง

5 / 11ที่ตั้ง: ตลาดสวนหลวง ซอยจุฬาลงกรณ์ 18 ถนนบรรทัดทอง ปทุมวัน กรุงเทพฯ , วังใหม่
โทรศัพท์:
081-899-2173
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1118

โพสต์

รูปภาพ

ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1119

โพสต์

รูปภาพ

“BEAUTY ซื้อขายวันแรก”

กรุงเทพฯ--12 ธ.ค.--ตลท.

ชนิตร ชาญชัยณรงค์ รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ร่วมแสดงความยินดีกับ นายแพทย์สุวิน ไกรภูเบศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) พร้อมผู้บริหาร ในโอกาสที่ บมจ. บิวตี้ คอมมูนิตี้ หรือ “BEAUTY” เข้าซื้อขายหลักทรัพย์เป็นวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2555

ข่าวข่าวประชาสัมพันธ์หุ้น การเงิน การธนาคาร วันพุธที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1120

โพสต์

รูปภาพ

กสิกรไทย เปิดตัว 3 เรื่องสั้นรูปแบบอีบุ๊ค ปลุกพลังฝันบนโลกดิจิตอล
กรุงเทพฯ--12 ธ.ค.--ธนาคารกสิกรไทย

ธนาคารกสิกรไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับ 1 ของบริการ “ดิจิตอล แบงกิ้ง”
เปิดตัว 3 เรื่องสั้นในรูปแบบอีบุ๊ค ภายใต้แนวคิด “New Possibility Happens”
ปลุกพลังความฝันของคนรุ่นใหม่ ด้วยแรงบันดาลใจจากเรื่องสั้นที่ถ่ายทอดโดย 3
นักเขียนชื่อดัง ได้แก่ คุณงามพรรณ เวชชาชีวะ, คุณแพรกานต์ นิรันดร และ
คุณทีปกร วุฒิพิทยามงคล เปิดให้ดาวน์โหลดฟรีผ่านเฟซบุ๊ค

ข่าวข่าวประชาสัมพันธ์หุ้น การเงิน การธนาคาร วันพุธที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1121

โพสต์

รูปภาพ

JMT มั่นใจโค้งสุดท้ายยังทำผลงานโตต่อเนื่อง
หลัง 3 กลุ่มธุรกิจยังขยายตัวโดดเด่น

--12 ธ.ค.--IRPLUS

JMTมั่นใจโค้งสุดท้ายของปี ยังโชว์ผลงานสุดแจ่ม จากธุรกิจบริหารจัดการหนี้ด้อยคุณภาพ ธุรกิจติดตามเร่งรัดหนี้ และธุรกิจให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มือสอง “ปิยะ พงษ์อัชฌา”ประธานเจ้าหน้าที่บริหารหลังเชื่อผลงานปีนี้เป็นไปตามเป้าหมายเติบโต 20 %

นายปิยะ พงษ์อัชฌา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT ผู้ประกอบธุรกิจให้บริการติดตามเร่งรัดหนี้ บริหารหนี้ด้อยคุณภาพ และให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มือสองระดับแนวหน้าของไทย เปิดเผยถึงแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/2555ว่า ยังมีทิศทางทางเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส 3/2555และไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา จากการรับรู้รายได้จากธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ ธุรกิจให้บริการติดตามเร่งรัดหนี้ และธุรกิจให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มือสอง ซึ่งเติบโตต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และในไตรมาสก่อนหน้าอย่างชัดเจน

“มั่นใจว่าในไตรมาสสุดท้ายของปี JMT ยังเติบโตได้ดีเช่นเดียวกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลจากทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจมีการเติบโตอย่างโดดเด่น ทั้งกลุ่มธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ ที่บริษัทฯ ได้ซื้อพอร์ตหนี้ด้อยคุณภาพเข้ามาบริหารจัดการเพิ่มขึ้น ธุรกิจเร่งรัดติดตามหนี้สิน ที่ยังสามารถจัดเก็บหนี้ได้ดี และธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มือสองที่พอร์ตสินเชื่อได้ขยายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงมั่นใจว่าเป้าหมายรายได้ในปีนี้ที่คาดว่าจะเติบโตราว 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนคงทำได้สำเร็จ ในขณะที่กำไรสุทธิก็มีโอกาสทำได้ดีเช่นเดียวกับปีก่อน โดยในปี 2554 มีรายได้รวม 323.53 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิจำนวน 66.39 ล้านบาท”

นายปิยะกล่าวอีกว่า ปัจจุบัน JMT มุ่งขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในธุรกิจบริหารจัดการหนี้ด้อยคุณภาพ อยู่ระหว่างทยอยซื้อมูลหนี้เข้ามาบริหารเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีสัดส่วนรายได้ถึงเกือบร้อยละ 80 ของรายได้รวม โดยปัจจุบันบริษัทมีพอร์ตหนนี้บริหารอยู่แล้วประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ในขณะที่ธุรกิจให้บริการติดตามเร่งรัดหนี้ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ประมาณร้อยละ 20 ของรายได้รวม มีมูลหนี้ที่ต้องติดตามอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และจะยังคงรักษาให้อยู่ในระดับดังกล่าวต่อไป ส่วนธุรกิจให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มือสอง คาดว่าสิ้นปีนี้จะมีพอร์ตสินเชื่อประมาณ 100 ล้านบาท จากปัจจุบันที่ปล่อยสินเชื่อแล้วประมาณ 85 ล้านบาท ซึ่งธุรกิจนี้มีสัดส่วนรายได้ประมาณร้อยละ 1 ของรายได้รวมเท่านั้น แต่บริษัทฯ มีเป้าหมายจะขยายพอร์ตสินเชื่อให้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเป็น 300 ล้านบาทในปี 2556 ซึ่งจะสะท้อนให้ผลประกอบการของบริษัทฯ เติบโตไปในทิศทางเดียวกันด้วย

ทั้งนี้ JMT รายงานผลประกอบการประจำงวดไตรมาสที่ 3/2555 (กรกฎาคม - กันยายน) ว่า บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิสำหรับงวดจำนวน 28.21 ล้านบาท เปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิสำหรับงวดจำนวน18.10 ล้านเพิ่มขึ้น 10.11 ล้านบาท หรืออัตราร้อยละ 55.81 ซึ่งเป็นผลมาจากบริษัทฯ มีรายได้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนโดยในไตรมาส 3 ปี 2555 มีรายได้เท่ากับ 102.31 ล้านบาท เปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนซึ่งมีรายได้เท่ากับ 82.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.38 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น ในอัตราร้อยละ 23.36 โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวมาจาก รายได้จากการเรียกเก็บหนี้จากลูกหนี้ที่ซื้อ เพิ่มขึ้น 19.71 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 37.02 จากการซื้อหนี้เข้ามาบริหารเพิ่มมากขึ้น และรายได้ดอกผลตามสัญญาเช่าซื้อ เพิ่มขึ้น 2.14 ล้านบาท จากการให้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เพิ่มขึ้น



ข่าวข่าวประชาสัมพันธ์หุ้น การเงิน การธนาคาร วันพุธที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1122

โพสต์

รูปภาพ

DEMCO คาดห้วยบง 2 จำหน่ายไฟฟ้าได้กลางม.ค.2556

กรุงเทพฯ--12 ธ.ค.--IR network

นายพงษ์ศักดิ์ ศิริคุปต์ กรรมการผู้จัดการ (ซ้าย)
พร้อมนายไพฑูรย์ กำชัย รองกรรมการผู้จัดการ สายการเงินและบัญชี (ขวา)
บมจ.เด็มโก้ หรือ DEMCO ร่วมนำเสนอข้อมูลของบริษัทฯ ประจำปี 2555
ต่อนักลงทุน นักวิเคราะห์ และสื่อมวลชน ในงาน Opportunity Day
โดยแจ้งว่าการปิดงานก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมห้วยบง 3
ดันรายได้ทั้งปี โตไม่ต่ำกว่า 6,200 ล้านบาท เกินกว่าเป้าที่ 6,000 ล้านบาทเล็กน้อย
และขณะนี้บริษัทเร่งดำเนินการปิดงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลมห้วยบง 2 ให้แล้วเสร็จ
ซึ่งโครงการมีความคืบหน้าไปแล้ว 90%
และคาดว่าจะจ่ายไฟเข้าสู่ระบบได้ประมาณกลางเดือนมกราคม 2556


ข่าวข่าวประชาสัมพันธ์หุ้น การเงิน การธนาคาร วันพุธที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1123

โพสต์

รูปภาพ

สมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ยกระดับบริการสู่มาตรฐานสากล
รองรับเปิดเสรีทางการเงิน กลางปี 2556
และการเป็นศูนย์กลางท่องเที่ยว-การเงิน-การค้าเออีซี


กรุงเทพฯ--12 ธ.ค.--เบรนเอเซีย คอมมิวนิเคชั่น

ครั้งแรกในประเทศไทยที่ผู้ประกอบการมืออาชีพผู้เชี่ยวชาญได้รวมตัวก่อตั้งเป็นสมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Thai Association Of Foreign Exchange หรือ TAFEX) องค์กรไม่มุ่งหวังผลกำไร นำโดย นางสาวชนาพร พูนทรัพย์หิรัญ นายกสมาคมฯเผยความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเร่งยกระดับบริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศและพัฒนาระเบียบการเงินที่เป็นอุปสรรคต่อการเปิดเสรีทางการเงิน ที่จะเกิดขึ้นกลางปี 2556 และการเตรียมเป็นศูนย์กลางการเงินในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)ปี 2559 และในอนาคตอันใกล้เตรียมปูทางให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมนานาชาติแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแห่งเอเซีย คาดอัตราการเติบโตของตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราปี 2556 ราว 1-2%

นางสาวชนาพร พูนทรัพย์หิรัญ (Ms.Chanaporn Poonsuphirun) นายกสมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (TAFEX) กล่าวว่า “ ในวิถีของโลกการเงินและการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในปัจจุบันและอนาคตยิ่งทวีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว พาณิชยกรรมของประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์การเป็นศูนย์กลางการเงิน ธุรกิจอุตสาหกรรม โลจิสติกส์และคมนาคมขนส่ง ตลอดจนการเป็นครัวของโลกและการเป็นศูนย์กลางสุขภาพและการแพทย์ของภูมิภาคอาเซียนที่กำลังจะเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)ซึ่งมีประชากรกว่า 600 ล้านคน เมื่อเร็วๆนี้เราได้ก่อตั้งสมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Thai Association of Foreign Exchange-TAFEX) นับเป็นแห่งแรกของไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างพัฒนาความก้าวหน้าของบริการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศของไทยสู่มาตรฐานสากลให้สามารถรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการค้าและการเปลี่ยนแปลงของสังคมเศรษฐกิจในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ, เสริมสร้างองค์ความรู้ในวิชาชีพแก่บุคคลากรและองค์กรให้มีคุณภาพและสามารถแข่งขันได้, เสริมสร้างศักยภาพขีดความสามารถของประเทศไทยโดยให้ความร่วมมือกับองค์กรภาครัฐในการปรับปรุงจุดอ่อนและแก้ไขอุปสรรคต่างๆให้สอดรับกับสถานะการณ์โลก นอกจากนี้สมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ(TAFEX) ยังประสานความร่วมมือกับองค์กรนานาประเทศในด้านวิชาการ ด้วย

นางสาวชนาพร พูนทรัพย์หิรัญ นายกสมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (TAFEX) กล่าวว่าในจังหวะก้าวที่ประเทศไทยจะเปิดเสรีทางการเงิน ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)และสำนักงานป้องกันและปราบรามการฟอกเงิน(ปปง.) กำหนดไว้ในช่วงกลางปี2556 หากประเทศไทยไม่เร่งเตรียมตัวและยกระดับบริการแลกเปลี่ยนเงินตราที่เป็นอุปสรรคต่อความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคม ประเทศเราอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ขณะที่อีกหลายประเทศเขาก้าวหน้าไปไกลแล้ว ยกตัวอย่างประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าของการแลกเปลี่ยนเงินตรา เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง ในหลักการเปิดเสรีบริการทางการเงิน คือ เปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกเออีซีพัฒนาสาขาการเงินอย่างเป็นขั้นตอนและรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงทางการเงิน เศรษฐกิจและสังคมของประเทศสมาชิก ประเทศใดมีความพร้อมเปิดเสรีสามารถเริ่มดำเนินการได้ก่อน สำหรับส่วนของประเทศไทย ได้ผูกพันที่จะเปิดตลาดบริการด้านการเงินภายใต้อาเซียนในปี2016 ได้แก่ 1)สาขาหลักทรัพย์ มีสาขาย่อยการค้าเพื่อบัญชีของตนเองหรือบัญชีของลูกค้า, การบริการสินทรัพย์ และการบริการชำระราคาและส่งมอบสำหรับสินทรัพย์ทางการเงิน 2) สาขาย่อยอื่นๆ ได้แก่ การให้คำปรึกษาและบริการเสริมอื่นๆด้านการให้บริการทางการเงิน

ส่วนประเด็นระเบียบและกฏหมายที่ประเทศไทยควรปรับแก้ไข ได้แก่ ระเบียบข้อห้ามแลกเปลี่ยนเงินตราได้ไม่เกิน 5,000 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ ต่อครั้งการเดินทาง ซึ่งปัจจุบันไม่สอดคล้องกับสภาวะความเป็นจริง หรือการห้ามแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศนอกสถานที่นั้น โลกแห่งบริการทางการเงินต้องเปลี่ยนแปลงและแข่งขันการให้บริการที่ดีแก่ลูกค้าและประชาชน

นางสาวชนาพร พูนทรัพย์หิรัญ นายกสมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (TAFEX) กล่าวถึง มูลค่าตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Foreign Exchange ) ในประเทศไทย ปี2554 ประมาณ 1,100 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนจำนวนผู้ประกอบการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Money Changer)มีอยู่ประมาณ 1,217 ราย , มูลค่าตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในปี2555 คาดว่าจะเติบโตรวม 0.5 -1 % , ส่วนปีหน้า 2556 อัตราการเติบโตของตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ จะประมาณ 1 – 2 % ,

ทางสมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (TAFEX) ได้วางแผนงานการพัฒนาในด้านต่างๆของปี 2556-2557 ได้แก่ เสริมสร้างสมาคมฯให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลความรู้ด้านแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และเป็นศูนย์กลางของมวลสมาชิก โดย จัดคลังข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ,ขยายฐานสมาชิกของสมาคมฯ พัฒนาระบบสารสนเทศ TAFEX ที่ช่วยบริการงานแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โดยสมาคมฯ จัดเก็บค่าใช้บริการประจำปีจากสมาชิกผู้ใช้, โครงการธุรกิจคุณภาพ TAFEX Quality Money Exchanger โดยสมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ(TAFEX)จะมอบป้ายนี้แก่ร้านค้าที่เข้าอบรมตามหลักสูตรธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราคุณภาพ และผ่านการตรวจสอบจากคณะอนุกรรมการธุรกิจคุณภาพ (Good Money Changer Practice)ทั้งในด้านอาคารสถานที่ ระบบจัดการที่ถูกต้องแม่นยำ บริการที่รวดเร็ว โปร่งใส นับเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ประชาชนผู้ใช้บริการอุ่นใจอีกทางหนึ่งด้วย “

สมาคมฯยังมีแผนจัดฝึกอบรมเสริมความรู้เกี่ยวกับวิชาชีพ แก่มวลสมาชิก เพื่อส่งเสริมธุรกิจ บริการที่ก้าวหน้า ก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลง เช่น หลักสูตรธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราคุณภาพ และธรรมาภิบาล (Good Money Changer Practice ,หลักสูตรในการตรวจสอบธนบัตรปลอม, ธนบัตรยกเลิก ,หลักสูตรเกี่ยวกับระเบียบ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ, หลักสูตรด้านการตลาดและลูกค้าสัมพันธ์ นอกจากนี้เรายังเผยแพร่ข้อมูลความรู้สู่สมาชิกของสมาคมฯเกี่ยวกับ ข้อมูลธนบัตรออกใหม่, จุดสังเกตธนบัตรจริง,ข้อมูลธนบัตรยกเลิกและระยะเวลาสิ้นสุด ,ข้อมูลธนบัตรปลอมระบาด หรือ ฐานข้อมูลมิจฉาชีพ เป็นต้น รวมทั้งจัดหาวัสดุ อุปกรณ์ ที่จำเป็นต่อการประกอบวิชาชีพ ให้แก่สมาชิกในราคาพิเศษ

สมาคมฯมีโครงการเสริมสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายองค์กรต่างประเทศ ทั้งในภูมิภาคอาเซียน เอเชียและอื่นๆ และปูทางให้ประเทศไทยโดยสมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เป็นเจ้าภาพจัด งานประชุมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแห่งเอเซีย ( Asian Foreign Currency International Congress ) ก่อนการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้มีการประกาศเลื่อนเป็นวันที่ 1 มค 2559

นายกสมาคมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (TAFEX) กล่าวว่า “ สถานการณ์และแนวโน้มตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศปี 2555 และปี 2556 Electronic Money หรือรูปแบบทางการเงิน การแลกเปลี่ยนเงินด้วยระบบ electronic อย่างกว้างขวาง อาจส่งผลกระทบกับบริษัทในประเทศไทยบ้าง แต่เชื่อว่าการจับจ่ายใช้สอยของชาวต่างชาติที่จะเข้ามาในไทย ยังคงนิยมเป็นเงินสด เนื่องจากการใช้บัตร electronic มีค่าใช้จ่ายที่แพงกว่า โฉมใหม่ของร้านค้าแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในอนาคต ควรเป็นร้านที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าได้ ความเสี่ยงน้อย มีมาตรฐานในการให้บริการ ส่วนความคืบหน้ากรณีการออกกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย นั้นทางวุฒิสภาได้เห็นชอบร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับแล้ว นับเป็นข่าวดีสำหรับคนไทย คาดว่าภายในเดือน ก.พ. 2556 ประเทศไทยจะประกาศใช้กฎหมาย 2 ฉบับนี้ซึ่งจะมีผลให้คณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน (FATF) ยกเลิกการขึ้นประเทศไทยเป็นประเทศเสี่ยงการฟอกเงิน จะช่วยให้พี่น้องประชาชนทำธุรกรรมกับต่างประเทศได้สะดวกขึ้น การค้าของไทยกับนานาประเทศจะได้เข้าสู่สภาวะปกติ และคงทำให้ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศสดใสไปด้วย “



ข่าวข่าวประชาสัมพันธ์หุ้น การเงิน การธนาคาร วันพุธที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1124

โพสต์

รูปภาพ

ทองมา วิจิตรพงศ์พันธ์ แชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปีที่ 3
เศรษฐีหุ้นไทย 2012 มั่งคั่ง 1 ล้านล้าน รวยขึ้นวันละ 1 พันล้าน


กรุงเทพฯ--12 ธ.ค.--วารสารการเงินธนาคาร

เปิดทำเนียบเศรษฐีหุ้นไทย 2012 รับอานิสงส์หุ้นร้อนแรงมั่งคั่งทะลุ 1 ล้านล้าน รวยขึ้นวันละ 1 พันล้าน ทองมา วิจิตรพงศ์พันธ์ แห่งพฤกษา ยึดเก้าอี้แชมป์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 รวย 2.349 หมื่นล้าน คีรี กาญจนพาสน์ ตามติดชนิดหายใจรดต้นคอขี่ BTS วิ่งฉิวติดอันดับ 2 รวย 2.345 หมื่นล้าน อนันต์ อัศวโภคิณ บิ๊ก L&H นั่งอันดับ 3 รวย 2.168 หมื่นล้าน

การจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทย ซึ่ง วารสารการเงินธนาคาร ร่วมกับ อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดทำขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาในปีนี้นับเป็นปีที่ 19 แล้ว

ภาพรวมของเศรษฐีหุ้นไทยในปี 2555 ซึ่งวัดจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ประเภทบุคคลธรรมดาในประเทศที่ถือหุ้นสัดส่วน 0.5% ขึ้นไป ตามการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นล่าสุดก่อนวันที่ 30 กันยายน 2555 จำนวน 5,737 ราย มีมูลค่าหุ้นที่ถือครองรวมทั้งสิ้น 1,051,828 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ถึง 385,753 ล้านบาท หรือ 51.91% เท่ากับรวยขึ้นเฉลี่ยวันละ 1,056.86 ล้านบาท

ทั้งนี้ปีนี้เป็นปีแรกที่ความมั่งคั่งของเศรษฐีหุ้นไทยมีมูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านบาท เนื่องจากได้รับอานิสงส์โดยตรงจากภาวะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่ร้อนแรงขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะดัชนีตลาดหุ้นไทย ณ วันที่ 30 กันยายน 2555 ซึ่งเป็นวันคำนวณมูลค่าหุ้นที่เศรษฐีหุ้นไทยถือครอง ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1,298.79 จุด เทียบกับปี 2554 ที่ 916.21 เท่ากับเพิ่มขึ้นถึง 382.58 จุด หรือ 41.76%

สำหรับผลการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทยใน วารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนธันวาคม 2555 ปรากฏว่า ตำแหน่งแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยประจำปี 2555 ตกเป็นของ ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท (PS) ซึ่งในปีนี้นับเป็นปีที่ 3 แล้วที่ ทองมา ได้ครองตำแหน่งแชมป์เศรษฐีหุ้นไทย โดยเริ่มนั่งเก้าอี้แชมป์ตั้งแต่ปี 2553 ต่อเนื่องมาในปี 2554 และปี 2555

โดยในปีนี้ ทองมาถือครองหุ้นมูลค่ารวม 23,497.78 ล้านบาท จากการถือหุ้น PS ในสัดส่วน 58.61% มูลค่า 23,307.57 ล้านบาท หุ้น บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) 1.09% มูลค่า 182.72 ล้านบาท และหุ้น บมจ.ซีพโก้ (SEAFCO) บริษัทรับก่อสร้างงานฐานรากและงานโยธาทั่วไป ในสัดส่วน 0.65% มูลค่า 7.50 ล้านบาท

หลังจากเจอพิษตลาดหุ้นดิ่งลงทั่วโลกเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งส่งผลมายังตลาดหุ้นไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ทำให้ราคาหุ้น PS ของทองมาตกลงไปอยู่ที่ 14.30 บาท แต่มาในปีนี้ราคาหุ้น PS ก็กลับพลิกฟื้นขึ้นมายืนอยู่ที่ 18.00 บาท ในวันที่ 30 กันยายน 2555 และเมื่อรวมกับมูลค่าหุ้นQH และ SEAFCO ที่เพิ่มขึ้นจากราคาหุ้นที่ปรับขึ้นเช่นเดียวกัน จึงส่งผลให้ความมั่งคั่งของทองมา แชมป์เศรษฐีหุ้นไทยในปีนี้เพิ่มขึ้นถึง 4,977.44 ล้านบาท หรือ 26.88%

เศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 2 ในปีนี้ ได้แก่ คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) โดยถือหุ้น BTS ในสัดส่วน 43.57% มูลค่า 23,304.32 ล้านบาท และหุ้น บมจ.บางกอกแลนด์ (BLAND) 0.68% มูลค่า 151.75 ล้านบาท รวมมูลค่าหุ้นที่ถือครองทั้งสิ้น 23,456.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10,713.24 ล้านบาท หรือ 84.07% ซึ่งน้อยกว่าแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปีนี้เพียง 41.71 ล้านบาทเท่านั้น

ปีนี้ อดีตแชมป์เศรษฐีหุ้นไทย 7 ปีซ้อน อนันต์ อัศวโภคิน ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หล่นลงจากเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 2 มาอยู่ในอันดับ 3 โดยถือครองหุ้นมูลค่ารวม 21,687.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,197.13 ล้านบาท หรือ 40.01% ประกอบด้วย หุ้น บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) 23.76% มูลค่า 21,682.02 ล้านบาท และ บมจ.แมนดาริน โฮเต็ล (MANRIN) 1.36% มูลค่า 5.94 ล้านบาท

สำหรับเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 4-6 ในปีนี้ ยังตกเป็นของ 3 ผู้ถือหุ้นใหญ่ ของ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) แต่มีการสลับตำแหน่งกันเล็กน้อย โดยเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 4 ได้แก่ น.พ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ หรือ หมอเสริฐ ก้าวขึ้นมาจากอันดับ 5 ในปี 2554 โดยถือครองหุ้นรวมมูลค่า 21,123.49 ล้านบาท รวยขึ้น 11,253.23 ล้านบาท หรือ 114.01% ประกอบด้วยหุ้น BGH ที่หมอเสริฐถือหุ้นสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในสัดส่วน 12.7% มูลค่า 21,092.04 ล้านบาท และหุ้น บมจ.โรงพยาบาลนนทเวช (NTV) 0.79% มูลค่า 31.45 ล้านบาท

ด้าน วิชัย ทองแตง หล่นจากอันดับ 4 เมื่อปีที่แล้วมาเป็นเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 5 ถือครองหุ้นรวมมูลค่า 16,791.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,987.30 ล้านบาท หรือ 42.25% ประกอบด้วยหุ้น BGH ในสัดส่วน 9.94% มูลค่า 16,519.43 ล้านบาท และหุ้น บมจ.ปุ๋ยเอ็นเอฟซี (NFC) 8.04% มูลค่า 272 ล้านบาท

ส่วนเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 6 ยังเป็นของ สาธิต วิทยากร เช่นเดียวกับปีที่แล้ว โดยถือครองหุ้น BGH สูงเป็นอันดับ 3 ในสัดส่วน 7.94% รวมมูลค่า 13,188.18 ล้านบาท รวยเพิ่มขึ้น 3,704.56 ล้านบาท หรือ 39.06%

ในรอบปีที่ผ่านมา ราคาหุ้นของ BGH ได้ปรับตัวเพิ่มสูงมาก จาก 64 บาท เป็น 107.5 บาท ณ วันที่ 30 กันยายน 2555 เพิ่มขึ้น 43.50 บาท หรือ 67.97% ส่งผลให้บรรดาผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้ง 3 ราย รวยขึ้นกันถ้วนหน้า

สำหรับเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 7 ในปีนี้ ยังตกเป็นของ ทายาทโอสถสภา นิติ โอสถานุเคราะห์ ถือครองหุ้นมูลค่ารวม 12,330.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,761.02 ล้านบาท หรือ 62.90% โดยนิติ เป็นเศรษฐีหุ้นไทยอีกรายที่รวยขึ้นจากการที่ราคาหุ้นในพอร์ตทั้ง 14 บริษัทได้ปรับตัวสูงขึ้นจากปีที่แล้ว

ปีนี้ 3 พี่น้องในตระกูลมาลีนนท์ได้กลับมาทวงตำแหน่งเศรษฐีหุ้นไทยในอันดับ 8 และ 9 ได้สำเร็จ โดยเศรษฐีหุ้นไทยทั้ง 3 ราย ได้แก่ ประชุม นิภา และประวิทย์ มาลีนนท์ เป็นผู้ถืออันดับ 1 ของ บมจ.บีอีซี เวิลด์ (BEC) ในสัดส่วน 6.38%

แต่นอกเหนือจากหุ้น BEC แล้ว ประชุมยังถือหุ้น บมจ.ศิครินทร์ (SKR) อีก 4.5% มูลค่า 89.10 ล้านบาท และหุ้น บมจ.เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ (MJD) 0.64% มูลค่า 12.78 ล้านบาท รวมมูลค่าหุ้นที่ถือครองทั้งสิ้น 9,861.37 ล้านบาท รวยขึ้น 5,105.37 ล้านบาท หรือ 107.35% ส่งผลให้ประชุมเป็นเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 8 ส่วนนิภา และประวิทย์ เป็นเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 9 โดยมีมูลค่าหุ้น BEC ที่ถือครองคนละ 9,759.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,071.11 ล้านบาท หรือ 108.16

ทั้งนี้จากการสำรวจรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 3 ที่ได้รับการแต่งตั้งไปเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2555 พบว่า มีเครือญาติของ ครม.ชุดนี้ติดอยู่ในทำเนียบเศรษฐีหุ้นไทยปี 2555 หลายราย

เริ่มจากนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มี 2 หลานสาว ทายาทของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณผู้เป็นพี่ชาย ติดอันดับเศรษฐีหุ้นในปีนี้ โดยหลานสาวคนเล็ก แพทองธาร ชินวัตร (อิ๊ง) เป็นเศรษฐีหุ้นอันดับ 47 ถือหุ้น บมจ.เอสซี แอสเซท (SC) 29.22% มูลค่า 3,459.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,364.49 ล้านบาท หรือ 65.14%

และหลานสาวคนกลาง เอม พิณทองทา ชินวัตร เศรษฐีหุ้นอันดับ 53 ถือหุ้น SC 28.28% มูลค่า 3,347.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,320.47 ล้านบาท หรือ 65.14% ซึ่งทั้งคู่รวยขึ้นจากราคาหุ้น SC ที่เพิ่มขึ้น 7.10 บาท หรือ 65.14% โดยปรับขึ้นจาก 10.90 บาทเมื่อปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 18 บาท ณ วันที่ 30 กันยายน 2555

ส่งผลให้ตระกูลชินวัตรก้าวขึ้นเป็นตระกุลเศรษฐีหุ้นจากอันดับ 30 เมื่อปีที่แล้ว มาอยู่อันดับ 27 ในปีนี้ โดยหลานสาวทั้งสองของนายกรัฐมนตรีถือหุ้น รวมมูลค่า 6,806.94 ล้านบาท ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,684.96 ล้านบาท หรือ 65.14%

ส่วน คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตพี่สะใภ้ ปีนี้ตกลงไปอยู่อันดับ 502 ตกจากอันดับ 467 เมื่อปีที่แล้ว โดยถือครองหุ้น SC 2.81% มูลค่า 333.11 ล้านบาท รวยขึ้น 111.50 ล้านบาท หรือ 50.31%

ด้าน พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯ มีเครือญาติติดอันดับเศรษฐีหุ้นไทยปีนี้ 2 ราย ได้แก่ ลูกสาว ญาภา เทพกาญจนา เศรษฐีหุ้นอันดับ 244 ถือหุ้น บมจ.ธนาคารเกียรตินาคิน (KK) 2.08% มูลค่า 795.50 ล้านบาท และภรรยา พนิดา เทพกาญนา เศรษฐีหุ้นอันดับ 264 ถือหุ้น KK 1.90% มูลค่า 728.08 ล้านบาท

ส่วน ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี มี 2 ทายาทหนุ่ม ได้แก่ โดย อาจหาญ อยู่บำรุง ติดอันดับ 1,811 ถือหุ้น บมจ.ยูนิมิต เอนจิเนียริ่ง (UEC) 2.64% มูลค่า 58.28 ล้านบาท และ ร้อยโทดวง อยู่บำรุง ติดอันดับ 2,213 ถือหุ้น UEC 1.75% มูลค่า 38.60 ล้านบาท

สำหรับแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยปี 2555 ได้แก่ ตระกูลมาลีนนท์ ซึ่งเป็นการครองแชมป์ที่ต่อเนื่องและยาวนานที่สุด โดยยึดตำแหน่งตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยติดต่อกันเป็นปีที่ 14 แล้ว โดยเฉพาะในปีนี้ที่ราคาหุ้น บมจ.บีอีซี เวิลด์ (BEC) ปรับเพิ่มขึ้นมาถึง 108.16% ส่งผลให้มูลค่าความมั่งคั่งของตระกูลมาลีนนท์พุ่งขึ้นไปแตะ 70,262.43 ล้านบาท โดยมั่งคั่งเพิ่มขึ้น 36,456.96 ล้านบาท หรือ 107.84% ส่วนตระกูลจิราธิวัฒน์ แห่งเซ็นทรัล ปีนี้ขึ้นจากอันดับ 3 มาอยู่ในอันดับ 2 โดยเครือญาติในตระกูลถือครองหุ้นรวมกันทั้งสิ้น 40,865.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19,524.93 ล้านบาท หรือ 91.49%

ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทยอันดับ 3 ได้แก่ ตระกูลวิจิตรพงศ์พันธุ์ ตกลงมาจากอันดับ 2 เมื่อปีที่แล้ว โดย ทองมา และภรรยา ทิพย์สุดา รวมทั้งทายาท มาลินี-ชัญญา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ถือครองหุ้น บมจ.พฤกษา (PS) รวมมูลค่า 28,087.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,920.94 ล้านบาท หรือ 26.71%

ด้านตระกูลอัศวโภคิน ยังคงอยู่ในอันดับ 4 เช่นเดียวกับปีที่แล้ว โดย 7 เครือญาติ อนันต์ อนุพงษ์ ทรงพล บุญทรง สุดา สุภัทรา และอภิชิต ถือครองหุ้น บมจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) บมจ.แมนดาริน โฮเต็ล (MANRIN) และ บมจ.เอพี พร๊อพเพอร์ตี้ (AP) รวมมูลค่าทั้งสิ้น 28,032.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,464.94 ล้านบาท หรือ 50.98% สำหรับตระกูลเศรษฐีหุ้นอันดับ 5 ในปีนี้ ได้แก่ ตระกูลกาญจนพาสน์ โดยก้าวขึ้นจากอันดับ 6 เมื่อปีที่แล้ว จากหุ้น BTS และ BLAND ที่ 5 ทายาทถือครองมีมูลค่ารวม 27,529.01 ล้านบาท รวยขึ้น 13,610.71 ล้านบาท หรือ 97.79%

10 อันดับเศรษฐีหุ้นไทย 2012

อันดับที่ ชื่อ - นามสกุล จำนวนเงิน เปลี่ยนแปลง

ล้านบาท ล้านบาท %

1 ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ 23,497.78 4,977.44 26.88

2 คีรี กาญจนพาสน์ 23,456.07 10,713.24 84.07

3 อนันต์ อัศวโภคิน 21,687.96 6,197.13 40.01

4 ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ 21,123.49 11,253.23 114.01

5 วิชัย ทองแตง 16,791.43 4,987.30 42.25

6 สาธิต วิทยากร 13,188.18 3,704.56 39.06

7 นิติ โอสถานุเคราะห์ 12,330.68 4,761.02 62.90

8 ประชุม มาลีนนท์ 9,861.37 5,105.37 107.35

9 นิภา มาลีนนท์ 9,759.49 5,071.11 108.16

9 ประวิทย์ มาลีนนท์ 9,759.49 5,071.11 108.16


ข่าวข่าวประชาสัมพันธ์หุ้น การเงิน การธนาคาร วันพุธที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1125

โพสต์

TOPNEWS:ข่าวเด่นในประเทศวันนี้

กรุงเทพฯ--12 ธ.ค.--รอยเตอร์

ข่าวตลาดเงิน-ตลาดทุน


*"แอร์โรว์ ซินดิเคท"กำหนดราคา IPO ที่หุ้นละ 5.50 บาท(9419)

*บลจ.กรุงไทย ออกกองทุน RMF ลงทุนบอนด์ต่างประเทศ, ขาย 12-25 ธ.ค.(9418)

*หุ้นไทยพักเที่ยงบวก 0.65% หุ้น PTTEP-SCC บวกแรง,โบรกฯคาดต่างชาติยังซื้อ(900)

*โกลว์ พลังงาน เผยโรงไฟฟ้าขนาด 110 MW ของบ.ย่อยเริ่มผลิตแล้ว(9412)

*JMART คาดกำไร-รายได้ปี 56 โต 30% จากปีนี้,ตลาดมือถือคึกคัก(9411)

*ฟิวเจอร์ส SET50 ภาคเช้าปรับขึ้น, คาดเงินทุนยังไหลเข้าหุ้นไทยต่อเนื่อง(9410)

*บลจ.บัวหลวง มองการท่องเที่ยวโต หนุนธุรกิจสายการบิน-ค้าปลีก(9406)

*เจ เอ็ม ทีฯคาดรายได้ปีนี้โต 20% จากปีก่อน,ทยอยซื้อมูลหนี้มาบริหารเพิ่ม(9394)

*บิวตี้ฯ ตั้งเป้ารายได้โตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 20% ต่อปี,รุกขยายสาขาปีหน้า(9391)

*PTTEP บวก 1.95% โบรกฯมองขายหุ้นเพิ่มทุนสำเร็จปลดล็อคความเสี่ยงด้านราคา(9390)

*CK บวก 3.39% โบรกฯปรับเพิ่มมูลค่าพื้นฐาน มองมีโอกาสเติบโตจากงานประมูล(9389)

*BEAUTY เทรดวันแรกราคาพุ่งแรง โบรกฯมองราคา IPO ถูก,แนวโน้มกำไรเติบโต(9388)

*หุ้นบิวตี้ฯ เปิดตลาดที่ 19 บาท เพิ่มขึ้น 137.5% จากราคา IPO(9386)

*ปัจจัยจับตาการลงทุนวันนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐปิดบวก-ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้น(9383)


ข่าวตลาดเงิน-เศรษฐกิจ


*PTT ลงนามสัญญาซื้อ LNG จาก Qatargas ปริมาณ 2 ล้านตัน/ปี,เริ่มม.ค.58(9421)

*ธปท.ยกเลิกออกบอนด์อายุ 4 ปี ในปี 56 หลังอุปทานพันธบัตรรัฐระยะยาวมากขึ้น(9413)

*ผลประมูลพันธบัตรรัฐบาล 9.01 และ 15.02 ปี ในวันนี้(9395)

*ทองแท่งในปท.เช้านี้ทรงตัว-โกลด์ฟิวเจอร์สบวกเล็กน้อย, รอผลประชุมเฟด(9387)

*ประชุมกนง.28 พ.ย. มองนโยบายการเงินที่ผ่อนปรน ยังมีความจำเป็นหนุน ศก.(9384)

*บาท/ดอลลาร์เช้านี้แข็งค่าเล็กน้อย, คาดเงินไหลเข้าตลาดหุ้นไทยยังหนุนบาท(901)


ข่าวทั่วไป


*ตร.จัดกำลัง 5 กองร้อย ดูแลผู้ชุมนุมกรณี"อภิสิทธิ์-สุเทพ"ไป DSI พรุ่งนี้(9420)

รูปภาพ
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1126

โพสต์

รูปภาพ

ขีปนาวุธเกาหลีเหนือตกในมหาสมุทรแปซิฟิก

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยไกลในเช้าวันนี้ ซึ่งได้รับการยืนยันโดยรัฐบาลญี่ปุ่น กระทรวงกลาโหม และสถานีโทรทัศน์วายทีเอ็นของเกาหลีใต้ เมื่อเวลา 07.49 น. ตามเวลาในประเทศไทยนั้น ล่าสุด สถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเคของญี่ปุ่น รายงานว่า ขีปนาวุธของเกาหลีเหนือมีแนวโน้มที่จะตกลงในมหาสมุทรแปซิฟิกห่างจากชายฝั่งตะวันออกของฟิลิปปินส์ประมาณ 300 กิโลเมตร

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีลี เมียง-บัคของเกาหลีใต้ ได้เรียกประชุมฉุกเฉินรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ หลังจากเกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกล ด้านรัฐบาลญี่ปุ่น แถลงว่า ขีปนาวุธพิสัยไกลของเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นการยิงครั้งที่ 2 ในรอบปี มีทิศทางมุ่งไปทางใต้ ข้ามผ่านเมืองโอกินาวาของญี่ปุ่น และเป็นการยิงจากชายฝั่งทางตะวันตกของเกาหลีเหนือ สอดคล้องกับสถานีโทรทัศน์วายทีเอ็นที่ระบุว่า ยิงจากสถานที่แห่งหนึ่งทางชายฝั่งตะวันตก

เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธในวันนี้ ในช่วงเวลาที่ใกล้ถึงวันครบรอบ 1 ปีของการถึงแก่อสัญกรรมของนายคิม จอง-อิล อดีตผู้นำเกาหลีเหนือ และก่อนถึงการเลือกตั้งของเกาหลีใต้และญี่ปุ่น อย่างไรก็ดี เกาหลีเหนือ ระบุว่า การยิงจรวดดังกล่าวมีเป้าหมายเพียงเพื่อส่งดาวเทียมสำรวจสภาพอากาศเข้าสู่วงโคจร โดยเกาหลีเหนือถูกสั่งห้ามการทดสอบที่เกี่ยวกับขีปนาวุธและนิวเคลียร์ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติที่กำหนดขึ้นหลังการทดลองนิวเคลียร์ในปี 2549 และ 2552


รูปภาพ

(ยิงข้ามหัวญี่ปุ่น ถ้าตกลงในประเทศญี่ปุ่นละ น่ากลุ้มใจ)
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1127

โพสต์

รูปภาพ

โรดโชว์กทม.คึกคัก

กรุงเทพฯ--12 ธ.ค.--IR network

นายเลิศชัย วงค์ชัยสิทธิ์ (กลาง) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
พร้อมด้วย นายธานินทร์ ตันประวัติ (ซ้ายสุด) กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอร์โรว์ ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) หรือ ARROW และนายวิชา โตมานะ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและแกนนำอันเดอร์ไรท์ ร่วมให้ข้อมูลเพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 50 ล้านหุ้น แก่นักลงทุนในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นจำนวนมาก โดยคาดว่าจะเปิดให้จองซื้อหุ้นและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ภายในไตรมาส 4 ของปีนี้


ข่าวประชาสัมพันธ์ทั่วไป วันพุธที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1128

โพสต์

รูปภาพ

"พลังงานบริสุทธิ์" โรดโชว์หาดใหญ่ อันดับ 1 ของภาคใต้

กรุงเทพฯ--12 ธ.ค.--IR network

คุณสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) (คนที่ 2 จากขวา) นำเสนอข้อมูลรายละเอียดหลักทรัพย์แก่นักลงทุน โดยมี คุณสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) (คนที่ 2 จากซ้าย) คุณไพบูลย์ อรุณประสบสุข กรรมการบริหาร APM (คนซ้ายสุด) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และคุณกัญญารัตน์ ประพิณวณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส (คนขวาสุด) ในฐานะแกนนำรับประกันการจำหน่ายหุ้น ร่วมนำเสนอรายละเอียด แก่นักลงทุน ณ ห้องแกรนด์บอลรูม บี โรงแรมลีการ์เดนท์ พลาซ่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2555 ซึ่งปรากฎว่ามีนักลงทุนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก


ข่าวข่าวประชาสัมพันธ์หุ้น การเงิน การธนาคาร วันพุธที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1129

โพสต์

รูปภาพ

ธนาคารทิสโก้ออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิล็อตใหม่
อายุ 10 ปี ดอกเบี้ย 4.6% เปิดจอง 17-18 ธ.ค.นี้



กรุงเทพฯ--12 ธ.ค.--ธนาคารทิสโก้

ธนาคารทิสโก้เสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิล็อตใหม่ อายุ 10 ปี เสนอขายนักลงชูอัตราดอกเบี้ยจูงใจ 4.6% ต่อปี อันดับความน่าเชื่อถือจากทริสเรทติ้งที่ A- เปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 17 -18 ธ.ค. 55 นี้ ลงทุนขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท มั่นใจนักลงทุนตอบรับดี เพราะนำเสนอผลตอบแทนที่จูงใจ ทางเลือกในการลงทุนในช่วงดอกเบี้ยทรงตัวในระดับต่ำ

นายพิชา รัตนธรรม หัวหน้าสายงานธุรกิจธนบดี ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) (Mr. Picha Ratanatam, Head of Wealth Management, TISCO Bank Plc.) กล่าวว่า เปิดเผยว่า ธนาคารทิสโก้เสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ครั้งที่ 2/2555 อายุ 10 ปี ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2565 โดยนำเสนออัตราดอกเบี้ยที่ 4.6% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน ให้แก่นักลงทุนทั่วไปและนักลงทุนสถาบัน จองซื้อขั้นต่ำที่ 100,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท โดยจะเสนอขายในวงเงินไม่เกิน 1 พันล้านบาท และมีหุ้นกู้สำรองสำหรับเสนอขายเพิ่มเติมอีกไม่เกิน 1 พันล้านบาท รวมมูลค่าหุ้นกู้ที่เสนอขายทั้งสิ้นไม่เกิน 2 พันล้านบาท เปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 17 -18 ธ.ค. 2555 โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่าย โดยผู้ออกหุ้นกู้สามารถไถ่ถอนหุ้นกู้ดังกล่าวได้ก่อนครบกำหนด หลังครบอายุ 5 ปี หรือตามเงื่อนไขอื่น ๆ ที่ระบุไว้

โดยหุ้นกู้ด้อยสิทธิของธนาคารทิสโก้ที่เสนอขายในครั้งนี้ ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในระดับ “A-” จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2555 ในขณะเดียวกันยังคงอันดับเครดิตองค์กรของธนาคารทิสโก้ที่ระดับ “A” และคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่มีประกันและหุ้นกู้ด้อยสิทธิไม่มีประกันของธนาคารที่ระดับ “A” และ “A-” ตามลำดับด้วยเช่นกัน โดยแนวโน้มยังคง “Positive” หรือ “บวก” อันดับเครดิตดังกล่าวสะท้อนถึงความสามารถของคณะผู้บริหาร การมีระบบบริหารความเสี่ยงที่ดี และการดำรงสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งในธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ นอกจากนี้ อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงการมีสินทรัพย์คุณภาพดีและความสามารถในการรักษาระดับกำไรไว้ได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงความสามารถในการรักษาจุดแข็งของธนาคาร การมีฐานทุนที่แข็งแกร่งมากขึ้น และการรักษาเสถียรภาพของแหล่งเงินทุนไว้ได้ด้วยต้นทุนที่เหมาะสม

“การนำเสนอหุ้นกู้ธนาคารทิสโก้ในครั้งนี้เชื่อมั่นว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน หลังจากที่ธนาคารประสบความสำเร็จจากการเสนอขายหุ้นกู้ทั้งหุ้นกู้ด้อยสิทธิและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิที่ผ่านมา เนื่องจากหุ้นกู้ที่ธนาคารทิสโก้นำเสนอนั้นให้อัตราดอกเบี้ยที่น่าสนใจ และเป็นทางเลือกที่ดีในช่วงที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ อีกทั้งการแข่งขันในตลาดเงินฝากด้วยการนำเสนออัตราดอกเบี้ยสูงจะเบาบางลง ดังนั้น การนำเสนอขายหุ้นกู้ในครั้งนี้จึงนับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่มองหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก”

ทั้งนี้หุ้นกู้ด้อยสิทธิของธนาคารทิสโก้ จะเปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 17-18 ธ.ค. 55 โดยผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมหรือขอหนังสือชี้ชวนได้ที่ บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด โทร 02 633 6555 หรือที่ธนาคารทิสโก้ โทร 02 633 6000 กด 2 กด 0


ข่าวข่าวประชาสัมพันธ์หุ้น การเงิน การธนาคาร วันพุธที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1130

โพสต์

รูปภาพ

"แบล็คฟอเรส ทวิสต์ คอฟฟี่" เครื่องดื่มใหม่ ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุข

กรุงเทพฯ--12 ธ.ค.--ไอเดียเวิร์คส์ คอมมิวนิเคชั่นส์

ทรู คอฟฟี่ พร้อมส่งต่อความอร่อยในช่วงเทศกาลแห่งความสุข ด้วย 2 เมนูเครื่องดื่มใหม่ "แบล็คฟอเรส ทวิสต์ คอฟฟี่" อร่อยเข้มข้นกับกาแฟเอสเพรสโซ่ ผสมผสานกับครีมและน้ำเชื่อมแบล็คฟอเรสหอมหวาน ปั่นเข้ากับเมล็ดกาแฟคั่วและเนื้อเชอร์รี่ เพื่อให้ได้รสสัมผัสและกลิ่นหอมพิเศษ พร้อมราดด้วยวิปครีมเนื้อนุ่ม และตกแต่งด้วยลูกเชอร์รี่และผงช็อคโกแลต จนเป็นความอร่อยกลมกล่อมไม่เหมือนใคร และสำหรับผู้ไม่ดื่มกาแฟ สามารถลิ้มลองความอร่อยหอมหวานนี้ได้กับ "แบล็กฟอเรส ทวิสต์ ครีม" ทั้งสองเมนูพร้อมเสิร์ฟ ในราคาเริ่มต้นแก้วละ 115 บาท สำหรับผู้ถือบัตรทรู คอฟฟี่การ์ด รับทันที ส่วนลด 25% สัมผัสความอร่อยลงตัวในช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 31 มกราคม 2555 ณ ร้านทรู คอฟฟี่ ทุกสาขา


ข่าวประชาสัมพันธ์ธุรกิจ สินค้าอุปโภคและบริโภค วันพุธที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1131

โพสต์

รูปภาพ

ภัตตาคารฮ่องกง ชวนกิน "โต๊ะจีนมื้อสุดท้าย วันสิ้นโลก" 21 ธ.ค. นี้
วิวสุดหรู ของภัตตาคารอะควอ ในฮ่องกง ซึ่งจัดไว้เป็นที่สำหรับทานอาหารมื้อสุดท้ายของโลก (ภาพเอเยนซี)


เอเยนซี - ภัตตาคารฮ่องกง จัดเมนู ชวนกิน "โต๊ะจีนมื้อสุดท้ายของโลก"
ในวันที่ 21 ธ.ค. อันเป็นวันสิ้นวงรอบในปฏิทินของชาวมายา


สื่อจีนรายงาน (12 ธ.ค.) ว่า ภัตตาคาร อะควอกรุ๊ป ในฮ่องกง ได้จัดอาหารพิเศษสุดถึง 6 เมนู 6 ห้องครัว ครอบคลุมทั้งครัวจีนทุกภาค โดยเฉพาะแบบเสฉวนดั้งเดิม นอกจากนี้ยังมีครัวอิตาเลียน ซึ่งได้รับการโหวตว่าดีที่สุดในฮ่องกง มีบาร์ซูชิญี่ปุ่น มีตำรับอาหารไทยที่ขึ้นชื่อ รวมถึงเมนูคัดสรรจากฝรั่งเศส และยุโรป เพื่อรับประทานในวันสิ้นโลกโดยเฉพาะ ซึ่งอ้างอิงจากปฏิทินของชาวมายา โดยกำลังจะสิ้นสุดในวันที่ 21 ธ.ค. ปลายปีนี้

รายงานข่าวกล่าวว่า เมนูอาหารมื้อประวัติศาสตร์ของภัตตาคาร อะควอกรุ๊ปนี้ จัดอย่างพิเศษ โดยถือแก้เคล็ดฯ คิดราคาเป็นไว้ที่ละ 2,112.12 ดอลลาร์ฮ่องกง และจะเก็บเงินต่อเมื่อโลกยังไม่แตก แต่ทางร้านยังไม่ได้เผยรายละเอียดของอาหารที่เสิร์ฟในเมนูฯ เพียงแต่บอกว่าทีเด็ดของหวานนั้นคือ ช็อกโกแลตมูสโรยด้วยเกล็ดทองคำ 24 กะรัต

ทั้งนี้ กระแสอวสานโลก นี้เกิดขึ้นจาก การอ้างอิงวันฉลองวาระสิ้นสุดวัฏจักร 5,200 ปี ของปฏิทินอารยธรรมชาวมายา ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 21 ธันวาคม ปีนี้ ขณะที่นักประวัติศาสตร์มายากล่าวว่า ปฏิทินของชาวมายาเพียงแต่ระบุถึงจุดสิ้นสุดของวัฏจักรอันยาวนาน 5,200 ปี ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับวันอวสานของโลก ด้านชาวพื้นเมืองมายาเอง ต่างก็แปลกใจกับการนำเอาอารยธรรมและวัฒนธรรมของพวกตน ไปจับแพะชนแกะ อุปโลกจนเป็นอีเวนต์การตลาดของบรรดาพ่อค้าหัวใสได้อย่างเนียนๆ กระทั่งสื่อต่างๆ ทั้งสื่อหลัก และสือสังคมออนไลน์ ก็ตามน้ำกันไปได้กระไรจะขนาดนั้น


รูปภาพ
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 ธันวาคม 2555
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1132

โพสต์

รูปภาพ
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1133

โพสต์

รูปภาพ

“มาลีนนท์” ขนพันล้านเพิ่มทุน จ่อฮุบ “เอ็นพาร์ค”

จับตา “ประชา มาลีนนท์” เข้าถือหุ้นใหญ่ “เอ็นพาร์ค” หลังได้รับการจัดสรรจองหุ้นเพิ่มทุน 29,500 ล้านหุ้น คิดเป็น 24.50% ของทุนที่เรียกชำระ คาดใช้เงินเกือบ 1,000 ล้านบาทเข้าซื้อ ขณะที่รุ่นลูกประวิทย์ ไล่ซื้อโรงแรมจุลดิศเขาใหญ่ รับการท่องเที่ยวบูม คนในวงการชี้ไม่ง่าย หัวใจหลักอยู่ที่นักบริหารมืออาชีพ เผยโปรเจกต์เมืองประชายังฝืด!


นายนคร ลักษณกาญจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แนเชอรัล พาร์ค จำกัด (มหาชน) หรือ “N-PARK” กล่าวว่า ตามที่บริษัทฯ ได้ทำการเพิ่มทุนโดยออกหุ้นสามัญใหม่ จำนวน 60,430,920,000 หุ้น เสนอขายแก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทตามสัดส่วนการถือหุ้น 1 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ในราคาเสนอขายหุ้นละ 0.02 บาท ปรากฏว่า เมื่อครบกำหนดวันจองซื้อ และรับชาระเงินค่าหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิมในระหว่างวันที่ 21-25 พ.ค.55 ไปแล้ว ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทได้ใช้สิทธิจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนไม่ครบตามจำนวนที่บริษัทได้นำออกเสนอขาย โดยมีหุ้นสามัญเหลือจากการจองซื้อของผู้ถือหุ้นเดิมจำนวน 53,936 ,699,412 หุ้น (มีการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนไปประมาณ 6,494.22 ล้านหุ้น ได้รับเงินประมาณ 130 ล้านบาท)

ดังนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 13/2555 เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2555 จึงมีมติอนุมัติให้จัดสรร และเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เหลือดังกล่าว ให้แก่บุคคลในวงจากัด (Private Placement) กำหนดราคาเสนอขายหุ้นละ 0.029 บาท โดยเป็นราคาไม่ต่ำกว่าราคาที่เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัท และไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90 ของราคาตลาดของหุ้นบริษัท ซึ่งคำนวณจากราคาถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของการซื้อขายหุ้นของบริษัทในระหว่าง 7 วันทำการก่อนวันแรกที่เสนอขายหุ้นต่อนักลงทุน (ราคาปิดถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของการซื้อขายหุ้นของบริษัทระหว่างวันที่ 27 พฤศจิกายน 2555 ถึงวันที่ 6 ธันวาคม 2555) ซึ่งราคาปิดถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของการซื้อขายหุ้นของบริษัทเท่ากับ 0.032 บาท


ทั้งนี้ บริษัทเสนอขายให้แก่ นายประชา มาลีนนท์ และ/หรือบริษัทที่นายประชา มาลีนนท์ เป็นผู้ถือหุ้นเกินกว่า 50% จำนวน 29,500 ล้านหุ้น คิดเป็น 24.50% ของทุนจดทะเบียนที่จะเรียกชำระ

นายศานติ ประนิช และ/หรือบริษัทที่นายศานติ ประนิช เป็นผู้ถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 จำนวน 12,000 ล้านหุ้น ร้อยละ 9.96 และ นายฟิลิปวีระ บุนนาค และ/หรือบริษัทที่นายฟิลิปวีระ บุนนาค เป็นผู้ถือหุ้นเกินกว่า 50% จำนวน 12,000 ล้านหุ้น หรือ 9.96% โดยจะต้องชำระเงินค่าหุ้นให้เสร็จสิ้นไม่เกินวันที่ 25 เม.ย.2556 มิฉะนั้น สิทธิที่ได้รับเป็นอันสิ้นสุดลงทันที


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเสนอขายหุ้นเฉพาะเจาะจงให้แก่นายประชา มาลีนนท์ ดังกล่าว นั่นหมายถึง นายประชา จะเข้ามาถือหุ้นในบริษัท แนเชอรัล พาร์คฯ ในสัดส่วนที่มาก หรือกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ทั้งนี้ จำนวนเงินที่คาดว่านายประชา หรือกลุ่มนายประชา จะเข้าซื้อหุ้นตามที่ได้รับจัดสรรมา จะประมาณ 944 ล้านบาท (นำจำนวนหุ้น 29,500 ล้านหุ้น คูณกับราคาหุ้นถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก 0.032 บาท)

สำหรับราคาหุ้น บวกรับข่าวดี ล่าสุด วานนี้ (11 ธ.ค.) ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังรับทราบข่าวการเข้ามาซื้อหุ้นของกลุ่มนายประชา มาลีนนท์ โดยราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับ 0.04 บาท ก่อนจะปรับตัวลดลงช่วงท้ายตลาดปิดที่ 0.03 บาท ไม่เปลี่ยนแปลงจากราคาปิดครั้งก่อน ปริมาณการซื้อขายรวม 373,969,209 หุ้น มูลค่ารวมทั้งสิ้น 13.74 ล้านบาท

ในส่วนผู้ถือหุ้นอันดับต้นๆ ณ วันที่ 23/3/55 นายโกมล จึงรุ่งเรืองกิจ ถือหุ้น 4,604,259,759 สัดส่วน 7.62 นายธงชัย จิรอลงกรณ์ จำนวน 2,247,055,024 สัดส่วน 3.72 และ น.ส.สิทธินรี ลาภธนานุกูล จำนวน 1,991,806,775 สัดส่วน 3.30

หัวใจหลักอยู่ที่นักบริหารมืออาชีพ

แหล่งข่าวในวงการอสังหาทรัพย์ กล่าวว่า คงไม่ใช่เรื่องตื่นเต้นมากนัก เพราะเรามองว่าบริษัทแนเชอรัล พาร์ค ยังมีปัญหาอยู่ ซึ่งทางออกที่จะเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า คงจะเป็นเรื่องของกลยุทธ์ทางการเงิน สิ่งแรกที่จะทำ คือ การลดทุนเพื่อล้างขาดทุนสะสม การดำเนินการขายทรัพย์สินไม่ดีออกไป ทำการเพิ่มทุน รวมถึงอาจจะมีการเอาสินทรัพย์ใหม่เข้ามาอยู่ในพอร์ต

“เรื่องที่นายประชา จะฮุบเอ็นพาร์ค ก็คิดว่าไม่น่าตื่นเต้น และคิดว่าเรื่องเงินคงไม่ใช่ปัญหา เพราะเป็นเศรษฐีที่มีเงินเยอะ แต่การจะบริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เติบโต และสำเร็จต้องมีมืออาชีพที่เชี่ยวชาญเพื่อเข้ามาเสริมจุดอ่อน เราคงจำกันได้ โครงการเมืองประชา ของมาลีนนท์ ในยุคนั้น อสังหาริมทรัพย์บูมมากแต่โครงการก็ไม่ประสบความสำเร็จ” แหล่งข่าวกล่าว

'มาลีนนท์'ไล่ซื้อโรงแรมเขาใหญ่

อนึ่งก่อนหน้านี้ กลุ่มมาลีนนท์ โดยบุตรชายของนายประวิทย์ มาลีนนท์ ได้ร่วมกับเพื่อนทางธุรกิจจัดตั้งบริษัท บลิส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ขึ้นมา และได้เข้าซื้อโรงแรมจุลดิศ เขาใหญ่ โรงแรมเก่าแก่ของเขาใหญ่ รวมทั้งได้ซื้อโครงการปาลิโอ ที่ติดกับจุลดิศไปก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ ยังมีกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์มิลเลียนแนร์ (MIPF) ภายใต้การบริหารจัดการกองของ บลจ.วรรณ จัดตั้งกองทุนเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2548 ปัจจุบัน มีมูลค่าสินทรัพย์ 2,171 ล้านบาท โดยลงทุนในสิทธิการเช่าอาคารสำนักงานมาลีนนท์ ทาวเวอร์ กับอาคาร Production House เลขที่ 3199/1 ถนนพระราม 4 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร สูง 12 ชั้น (รวมชั้นใต้ดิน 2 ชั้น) พื้นที่ใช้สอยรวมประมาณ 12,699.62 ตารางเมตร ลักษณะ และประเภทการใช้งานเป็น Production House ให้เช่า

โดยทำการจ่ายเงินปันผลไปทั้งสิ้น จำนวน 6 ครั้งตั้งแต่จัดตั้งกองทุน คือ ณ วันที่ 15 มี.ค.2553 จำนวน 0.40 บาท วันที่ 16 ก.ย.2553 0.47 บาท วันที่ 15 มี.ค.2554 จำนวน 0.45 บาท วันที่ 15 มี.ค.2555 จำนวน 0.46 บาท และล่าสุด วันที่ 14 ก.ย.2555 จำนวน 0.45 บาท ล่าสุด มีราคาหน่วยลงทุน ณ วันที่ 7 ธันวาคม 2555 อยู่ที่ 12.57 บาทต่อหน่วย

สำหรับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ประกอบด้วย

1.บริษัทมาลีนนท์ ทาวเวอร์ จำกัด 63,000,000 หุ้น คิดเป็น 33.16%
2.นายกฤษฎิ์ ชวาลรัตน์ 35,127,500 หุ้น คิดเป็น 18.49%
3.นายณฤทธิ์ ยุวบูรณ์ 35,000,000 หุ้น คิดเป็น 18.42%
4.นายประเสริฐ มหาวนิช 20,000,000 หุ้น คิดเป็น 10.53%
5.น.ส.โสภิตา ฉัตราภิรักษ์ 12,000,000 หุ้น คิดเป็น 6.32%
6.นายพยนต์ ฤทัยวิลาวัณย์ 10,000,000 หุ้น คิดเป็น 5.26%
7.นางสุวิมล หลีสุวรรณ 8,224,900 หุ้น คิดเป็น 4.33%
8.นายธวัฒน์ ศุภผลศิริ 4,005,700 หุ้น คิดเป็น 2.11%
9.นายไชยยันต์ ชาครกุล 1,000,000 หุ้น คิดเป็น 0.53%


รูปภาพ
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 ธันวาคม 2555 10:58 น
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1134

โพสต์

รูปภาพ

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม2555 ที่ผ่านมา พล.อ.อ. ธเรศ ปุณศรี ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ ลงนามในใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล (International Mobile Telecommunications – IMT) ย่าน 2.1 GHz และใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม แก่ บริษัท แอดวานซ์

ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ,บริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค จำกัด และบริษัท เรียล ฟิวเจอร์ จำกัด แล้ว ซึ่งหลังจากนี้ทั้ง3บริษัทสามารถมารับใบอนุญาตกับ กสทช.ได้ทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันดังกล่าว เมื่อเวลา17.15น. มีผู้บริหารของบริษัท แอดวานซ์

ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ,บริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค จำกัด เริ่มเดินทางมารับใบอนุญาตแล้ว

ด้านนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ IMT ย่าน 2.1GHz ที่ทั้ง 3 บริษัทได้รับ จะมีอายุ 15 ปี ตั้งแต่วันที่ กทค. มีมติให้ใบอนุญาต คือ วันที่ 7 ธันวาคม 2555 ไปสิ้นสุดวันที่ 6 ธันวาคม 2570 โดยมีเงื่อนไขดังนี้

ผู้ประกอบการทั้งสามรายจะต้องจัดให้มีโครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อการประกอบกิจการครอบคลุมครบทุกจังหวัด และครอบคลุมจำนวนประชากรไม่น้อยกว่า 50% ของจำนวนประชากรทั้งหมดภายใน 2 ปีนับจากวันที่ได้รับใบอนุญาต และ 80% ของจำนวนประชากรทั้งหมดภายใน 4 ปีนับจากวันที่ได้รับใบอนุญาต และเงื่อนไขในเรื่องอัตราค่าบริการที่ลดลงโดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 15% ของอัตราค่าบริการเฉลี่ยของบริการประเภทเสียง (voice) และบริการที่ไม่ใช่ประเภทเสียง (non-voice) ที่มีการให้บริการอยู่ในตลาด

ส่วนความเร็วของบริการ3G โครงข่ายจะต้องรองรับอัตราความเร็วในการส่งข้อมูลไม่น้อยกว่าอัตราที่กำหนดไว้ในประกาศ กสทช. หรืออยู่ในอัตราเฉลี่ย 354 Kbps ส่วนการให้บริการในระบบเติมเงินล่วงหน้า (พรีเพด) มีเงื่อนไขว่า ผู้ประกอบการจะต้องไม่มีการกำหนดการหมดอายุของบัตรเติมเงิน

นายฐากร กล่าวด้วยว่า การให้บริการคาดว่าภายในเดือนเมษายน 2556 ผู้ประกอบการจะเริ่มเปิดให้บริการ 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz ให้ประชาชนได้ใช้บริการได้ โดยให้บริการในพื้นที่กรุงเทพมหาคร และหัวเมืองใหญ่ของประเทศ เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่ นครราชสีมา ก่อนจากนั้นจะค่อยๆ ทยอยครอบคลุมไปยังพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้ครอบคลุมตามเงื่อนไขการจัดให้มีโครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อการประกอบกิจการที่กำหนด

ในส่วน สำนักงาน กสทช.จะพิจารณาเลขหมายให้ผู้ประกอบการทั้ง 3 ราย รวมกัน 20 ล้านเลขหมาย เพื่อใช้ในการทำตลาดช่วงปีแรก โดยคิดค่าบริการเลขหมายละ 1 บาทต่อเดือน คาดว่าจะอนุมัติเลขหมายได้ไม่เกินเดือน มีนาคม2556 และกำหนดอัตราค่าบริการทั้งเสียง และดาต้า ที่จะต้องปรับลดลง 15% ตามเงื่อนไขของ กสทช.

ก่อนหน้านี้ สำนักงานกสทช.ได้จัดสรรเลขหมายในระบบ 2G ไปแล้ว 130 ล้านเบอร์ แต่มีใช้จริง 70 ล้านเบอร์อย่างไรก็ดีหากเลขหมายที่จัดสรรไปแล้วไม่มีการใช้งานในเลขหมายนั้นๆติดต่อกัน 180 วัน เลขหมายก็จะถูกดึงกลับมาที่ผู้ประกอบการเพื่อใช้งานใหม่อีกครั้ง

มีรายงานข่าวแจ้งว่า บริษัทแอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค ได้ยื่นขอเลขหมายทำตลาด แล้ว 10 ล้านเลขหมาย ส่วน ดีแทค เนทเวอร์ค และ เรียล ฟิวเจอร์ ได้ยื่นขอเลขหมายรายละ 5 ล้านเลขหมาย ซึ่งการขอรับการจัดสรรเลขหมาย ในหมวดเลขหมายที่ขึ้นต้นที่ "091"

นายฐากร กล่าววอีกว่า ในวันที่ 12 ธันวาคม2555 นี้ สำนักงาน กสทช.จะนำส่งรายได้จากการประมูลงวดแรก พร้อมภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) บวกดอกเบี้ย รวม22,300 ล้านบาท ส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ส่วนเงินที่ได้จากการประมูลที่เหลืออีก 20,812.5 ล้านบาท จะทยอยส่งอีก 2 งวดในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยเงินประมูล 3 Gทั้งสิ้นคิดเป็นเงิน 41,620 ล้านบาท

รูปภาพ
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1135

โพสต์

รูปภาพ

มนุษย์หุ้น 2.0 : Lie to Me

คอลัมน์ มนุษย์หุ้น 2.0
โดยชัยภัทร เนื่องคำมา
http://www.cway-investment.com

เพื่อนผมคนหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า การโกหกเป็นทักษะสำคัญในสังคมไปแล้ว โกหกเพื่อเอาตัวรอด, โกหกเพื่อทำให้คนรอบข้างสบายใจ, การโกหกเพื่อหาผลประโยชน์ส่วนตน หรือแม้กระทั่งการโกหกตัวเองเพื่อแลกกับความสบายใจเล็กๆ สิ่งเหล่านี้ก็มีให้เห็นมากมาย ผมลองมานั่งคิดดูก็เป็นจริง เพราะทุกวันนี้ถ้าเราต้องทำงานหรือเข้าสังคม ผมเชื่อเลยว่าไม่มากก็น้อยย่อมมีสถานการณ์ที่ให้เราต้องโกหกหรือเป็นฝ่ายถูกโกหกจากคนอื่น

พูดถึงเรื่องการโกหก เลยนำหนังซีรีส์ฝรั่งเรื่อง Lie to Me ซึ่งเกี่ยวกับการจับโกหก ในการสืบสวนสอบสวนคนร้ายหรือใช้ในทางธุรกิจ โดยมี Dr. Cal Lightman เป็นผู้เชื่ยวชาญด้านการจับโกหกแบบเป็นวิทยาศาสตร์ โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์หน้าตา ท่าทาง แบบที่เรียกว่า “microexpressions” เพื่อวิเคราะห์ไปถึงจิตใจ และความคิดของคนคนนั้น ประมาณว่าแค่ดูการตอบสนองจากหน้าและท่าทางที่มีต่อคำถามก็รู้แล้วโดยที่ไม่ต้องพูดออกมา

Dr. Cal Lightman นั้นไม่ได้ทำงานคนเดียว แต่เขามีเพื่อนร่วมงานและทีมงานที่สนับสนุนการวิเคราะห์ ทั้งจิตแพทย์ นักวิเคราะห์เสียง และนักวิเคราะห์ท่าทาง โดยเฉพาะการไขคดียากๆ ที่ตำรวจ CIA, FBI หรือแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ในภาคธุรกิจที่ยังต้องมาขอคำปรึกษา (ผมชอบตอนที่เศรษฐีคนหนึ่งต้องการให้ Lightman Group พิสูจน์ว่าแฟนที่จะแต่งงานด้วยรักเขาจริงหรือเปล่า?)

Dr. Cal Lightman ก็สามารถขุดคุ้ยและวิเคราะห์ปมที่ปกปิดขึ้นมาได้ผ่านทางการสัมภาษณ์ การดูจากภาพถ่าย หรือกล้องวิดีโอ โดยนำการวิเคราะห์นั้นมาไขคดีความ ต่างๆ ได้อย่างมากมายจนเป็นที่ยอมรับ ส่วนตัวผมชอบสุดก็ตอนที่ Dr. Cal Lightman หาลำไพ่พิเศษด้วยการเล่น Poker เรียกว่าหลายกาสิโนในเวกัสต่างห้ามไม่ให้แกเข้าไปเล่นเพราะด้วยความสามารถพิเศษ นอกจากการจับโกหกแล้ว แกยังเป็นนักโกหกชั้นเซียน ซึ่งทำให้เขาสามารถโกยเงินล้านจากโต๊ะพนันกลับบ้านไปอย่างง่ายดาย

รูปภาพ


ดูเรื่องนี้จบ ตอนแรกผมนึกว่าเป็นเรื่องแต่ง แต่พอ Google ค้นดูพบว่าหลายอย่างนั้นอ้างอิงจากหลักวิทยาศาสตรจริงๆ ที่มีงานวิจัยยอมรับ แม้ว่าปัจจุบันยังไม่สามารถใช้ผลการทดสอบมาเป็นหลักฐานในศาลได้ แต่การจับโกหก หรือจับพิรุจทั้งจำเลยและพยานก็ช่วยนำไปสู่การสืบสวนที่ถูกทิศถูกทางได้เป็นอย่างดี

ดังนั้น หลายหน่วยงานจึงได้มีการวิจัยและพัฒนาเทคนิคนี้กันอย่างกว้างขวาง และกูรูคนหนึ่งที่ได้รับการยอมรับ ก็คือ Dr. Paul Ekman จบปริญญาเอกด้าน clinical psychology และได้ทำวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาท่าทาง การอ่านการแสดงออกทางสีหน้า จนเป็นที่สนใจและนำไปใช้อย่างกว้างขวาง เรียกว่าน่าจะเป็น Dr. Cal Lightman ในโลกความเป็นจริงก็ว่าได้

รูปภาพ
Dr. Paul Ekman ปรมาจารย์ด้านการวิเคราะห์ อารมณ์จากสีหน้าท่าทาง

การโกหกล้วนเกิดหลังจากปฏิกิริยาตอบสนองอารมณ์ ตกอยู่ในสถานการณ์จำเป็น สมองสั่งการให้เอาตัวรอด ส่วนใหญ่มีเป้าหมายเหมือนๆ กันคือ เพื่อสร้างผลประโยชน์หรือข้อได้เปรียบเชิงบวกให้ปห่ตนเอง ในโลกการลงทุนเราก็จะพบกับการโกหก หรือการนำเสนอข้อเท็จจริงที่บิดเบือนหรือไม่ครบถ้วน ในรูปแบบการหาผลประโยชน์ต่างๆ โดยตรงและทางอ้อม ซึ่งใช้หลักการโกหกที่แนบเนียน คือการโกหกบนพื้นฐานความจริง เรียกว่าพูดความจริงครึ่งหนึ่งและพูดโกหกปนเข้าไปอีกครึ่งหนึ่ง ทำแบบนี้ยากที่จะจับโกหก โดยเฉพาะการที่มองไม่เห็นสีหน้าและท่าทาง

ยกตัวอย่างการเชียร์หุ้น ที่พบกันบ่อยๆ ในโลกออนไลน์ตามเว็บบอร์ดหรือเฟซบุ๊ห เช่น กรณีราคาหุ้น CVAA ตกลงรุนแรงต่อเนื่อง 30% มีทีท่าจะไปต่อไม่หยุด แต่ถ้ามีคนต้องการนำเสนอข้อมูลให้นักลงทุนเชื่อว่าหุ้นนี้ไม่มีปัญหา ให้มวลชนเข้ามาร่วมซื้อรับหุ้น เขาก็จะใช้การพูดแบบเนียนๆ ประมาณว่า

รูปภาพ

“หุ้น CVAA ผลประกอบการไตรมาสนี้ลดลง แต่ยังไม่น่ากังวลเพราะอีก 1 ไตรมาสที่เหลือเราเชื่อว่าจะดี ความต้องการใช้พลังงานปัจจุบันยังสูง บวกกับอนาคตบริษัทน่าจะมีนโยบายขยายกิจการไปยังประเทศเพื่อนบ้าน สัญญาณกราฟเทคนิคัลระยะสั้น 30 นาทีเกิด Divergence MACD ยกตัวตัดกัน ค่า RSI ต่ำกว่า 30 เข้าเขตขายมาก (Oversold) ประกอบกับ NDVR ยังบวก ผู้บริหารเข้าเก็บหุ้นต่อเนื่อง ” ถ้าลองแยกประโยคที่ดูน่าเชื่อถือออกมา จะพบว่า

- “หุ้น AAA ผลประกอบการไตรมาสนี้ลดลง” >> จริง เห็นกันชัดๆ

- “แต่ยังไม่น่ากังวลเพราะอีกไตรมาสที่เหลือเราเชื่อว่าจะดี” >> เท็จ เป็นข้อคิดเห็นเพราะเอาแน่นอนไม่ได้ รู้ได้ยังไงว่ามันจะดี

- “ความต้องการใช้พลังงาน ปัจจุบันยังสูง” >> จริง แต่คลุมเครือโลกเรายังไงก็ยังต้องการพลังงาน แต่พลังงานประเภทไหนอีกเรื่องหนึ่ง หรือความต้องการสูงในช่วงไหน เวลาไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง

- “อนาคตบริษัทน่าจะมีนโยบายขยายกิจการ” >> เท็จ เป็นข้อคิดเห็น ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะนโยบายเปลี่ยนแปลงได้เสมอและยังไม่เกิดไม่ปฏิบัติ

- “สัญญาณกราฟเทคนิคัลระยะสั้น (30 นาที) เกิด Divergence MACD ยกตัว" >> จริง แต่อธิบายไม่หมด เพราะกราฟ timeframe สั้น หุ้นเวลามันลงมันก็เด้งสลับอยู่แล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าภาพใหญ่มันจะหยุดลง หรือกลับตัวขึ้น มาถึงตรงนี้นักลงทุนทั่วไปไม่รู้เทคนิคัล ไม่รู้ศัพท์ภาษาอังกฤษ แบบนี้เริ่มรู้สึกว่ามันยาก มันน่าเชื่อถือแล้ว

- “ค่า RSI ต่ำกว่า 30 เข้าเขตขายมาก” >> จริง แต่ไม่ได้แปลว่าราคามันจะไม่ลงต่อไปอีกไม่ได้

- “NDVR ยังบวก ผู้บริหารเข้าเก็บหุ้นต่อเนื่อง” >> จริง แต่เก็บไม่มากวันละ 1,000-2,000 หุ้น ไม่ได้มีนัยอะไรต่อทิศทางราคา

จะพบว่าประโยคข้างต้น เวลาที่สื่อออกมาประมาณว่าหุ้นไม่มีปัญหา ทุกอย่างยังดูดี แต่ราคามันก็ไหลตกลงต่อได้อีกมาก ถ้าเรามีอคติเลือกที่จะเชื่อว่าหุ้นนี้จะต้องขึ้นเป็นรากฐานแล้ว หรือเรามีหุ้นนี้อยู่ ติดดอยอยู่ สุดท้ายแล้วเราก็มักอยากจะเชื่อ จะคล้อยตาม และต้องการจะซื้อเพิ่ม อยากเก็บเพิ่ม

ประโยคเหล่านี้แม้จะไม่ได้สะท้อนความจริงโดยสมบูรณ์ ไม่บอกแสดงได้เลยว่าหุ้นนั้นจะขึ้น หรือหยุดลง แต่ข้อความประเภทนี้ก็ไม่ได้พูดเท็จหรือโกหกทั้งหมด ปะปนไปด้วยข้อเท็จจริง (Fact) ที่ไม่สมบูรณ์ และข้อคิดเห็น (Opinion) ของผู้สื่อสาร โดยมันทำหน้าที่เพียงการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ไปสู่มวลชน สร้างผลทางจิตวิทยาเพื่อให้เดินเกมไปตามรูปแบบที่อยากให้เป็น ซึ่งแน่นอนว่าต้องเกิดประโยชน์ต่อผู้ที่ใช้ผู้ที่พูด มากกว่าคนที่รับได้เสพข้อความนั้น ยิ่งเมื่อคนส่วนใหญ่จะเลือกเชื่อเพราะข้อความเหล่านี้มันก็มาเติมเต็ม สนับสนุนจิตใจและอารมณ์ของเราให้คล้อยตามในช่วงเวลานั้น

เพื่อให้เราอยู่รอดในตลาดหุ้นแบบปลอดภัยจากสิ่งเหล่านี้คงไม่ใช่ไปเรียนรู้การจับโกหก หรือนั่งกังวลในทุกสิ่ง แต่เราควรจะเรียนรู้ที่จะคิดอย่างมีสติก่อนเชื่อ แยกระหว่างข้อเท็จจริง และข้อคิดเห็นออกจากข้อมูลที่ได้มา ทำความเข้าใจในข้อมูล ควรตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับก่อนเสมอว่ามีข้อเท็จจริงมากน้อยเพียงไหน ที่สำคัญอย่าเสพข้อมูลข่าวสารจากแหล่งเดียวหรือก๊กเดียวกัน ควรเสพข้อมูลหลายแหล่งเพื่อเป็นการตรวจทานกันและกัน

รูปภาพ

ชีวิตจริง การระวังตัวหรือพยายามจับโกหกแบบเค้นหาความจริงจากทุกสิ่งตลอดเวลาก็อาจจะไม่ใช่เรื่องดีมากนัก ในซีรีส์ Lie to Me ชีวิตของ Dr. Cal Lightman คนที่จับโกหกเก่งก็ไม่ได้มีความสุขอะไร แถมทำให้คนรอบข้าง ครอบครัวพลอยเครียดไปด้วย เพราะบางครั้งการโกหกที่ไม่ร้ายแรง การไม่พูดความจริงทั้งหมด ก็อาจจะทำให้โลกนี้สวยงามขึ้น (ในช่วงเวลาสั้นๆ) ทำให้ความสัมพันธ์ยั่งยืนขึ้น แต่แน่นอนว่าการโกหกเพื่อเอาเปรียบผู้อื่น ที่สร้างความเสียหายให้ผู้อื่นเป็นสิ่งที่เราไม่ควรยอมรับ และไม่ควรกระทำ

สิ่งที่สามารถทำได้ดีที่สุด แม้เราจะจับโกหกไม่เก่ง คือ การเลือกที่จะเชื่ออย่างมีสติ ตามหลักพุทธศาสนาแบบกาลามสูตรกังขานิยฐาน 10 (อย่าเชื่อ 10 ประการ) อย่าเชื่อหรือไว้ใจ เพียงเพราะภาพลักษณ์ดูน่าเชื่อถือ เพียงเพราะเป็นคนเด่นคนดัง เพียงเพราะมีอำนาจ มีเงินทองมากมาย ภาพลักษณ์ภาพนอกมักปกปิดความคิด ความอ่าน จิตใจได้เสมอ

ดังนั้นเมื่อรับข้อมูลเข้ามา อย่าปล่อยให้มันเกิดเป็นอารมณ์ ต้องใช้สติกลั่นกรอง พิจารณาก่อนเสมอ ก่อนที่จะเชื่อ ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรต่อไป ส่วนเรื่องการจับโกหกจากท่าทาง จากเสียงและการแสดงออกต่างๆ ถ้าใครสนใจลองเข้าไปศึกษางานของ Dr. Paul Ekman ดูได้ที่ลิงก์ด้านล่าง หรือซื้อหนังสือมาอ่านเพิ่มเติมได้ ของแบบนี้รู้ไว้ก็มีประโยชน์เช่นกันครับ

รูปภาพ

http://www.paulekman.com/

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 ธันวาคม 2555
รูปภาพ
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1136

โพสต์

รูปภาพ

บุฟเฟ่ต์มื้อค่ำมหัศจรรย์วันคริสมาสต์

เทศกาลคริสมาสต์ปีนี้ มาเยือนเดอะสแควร์เร็วกว่าที่เคย ด้วยฝีมือการเนรมิตเมนูสุดพิเศษต้อนรับเดือนแห่งความสุขส่งท้ายปีของเชพ ภิเชฐ หนูพุฒ หัวหน้าพ่อครัวใหญ่มือหนึ่งของโรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ เพลินจิต สุขุมวิท กับ บุฟเฟ่ต์มื้อค่ำมหัศจรรย์วัน คริสมาสต์ ตลอดเดือนธันวาคมนี้ เชิญคุณมาร่วมสังสรรค์ และส่งความสุขกันพร้อมหน้าทั้งเพื่อนฝูง คนรู้ใจ และครอบครัว กับสารพัดเมนูคริสต์มาสที่ทุกคนรอคอย อาทิ ไก่งวงยัดไส้ เนื้ออบเวลลิงตัน ฟัวกราส์เทอรีน แซลมอนอบเกลือ ไก่งวงพันด้วยแป้งตอร์ตีญ่า ปูอลาสก้า หอยนางรม ฟิน เดอ แคลร์ นำเข้า พุดดิ้งแบบดั้งเดิมตำรับเทศกาลวัน คริสมาสต์ เค้กขอนไม้ และอื่นๆ อีกมากมาย

มาเริ่มต้นเติมเต็มความสุข และสัมผัสกลิ่นไอของเทศกาลคริสมาสต์ปีนี้ก่อนใครกับ บุฟเฟ่ต์มื้อค่ำมหัศจรรย์วันคริสมาสต์ สุดพิเศษ แถมยังได้อิ่มอร่อยสุดคุ้มไปกับเมนูอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติอื่นๆ อีกมากมาย ที่จะทำให้การฉลองคริสต์มาสครั้งนี้เปี่ยมล้นไปด้วยความสุขไม่รู้จบ ที่ห้องอาหารเดอะสแควร์ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ เพลินจิต สุขุมวิท เริ่มวันนี้ 30 ธันวาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 6 โมงเย็น ถึง สี่ทุ่มครึ่ง ในราคา 880++ บาท ต่อท่าน สำหรับมื้อค่ำ วันจันทร์ ถึง วันพฤหัสบดี และในราคา 1,280++ บาท ต่อท่าน สำหรับมื้อค่ำ วันศุกร์ และ วันเสาร์ (ราคาดังกล่าว ยกเว้นคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2555) สำรองที่นั่ง หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ 02 305 6000 ต่อ 1632

รูปภาพ
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1137

โพสต์

รูปภาพ

ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค จัดงาน งานอัศจรรย์ พรรณพฤกษา ครั้งที่ 3
ตระการตาไปกับสุดยอด ไม้ดอกแปลก อาทิ ไก่ฟ้ายักษ์, ทานตะวันสีแดง,
ดอกไม้กินแมลง ฯลฯ ตลอดจนพันธุ์ไม้ที่หาชมได้ยาก หลากหลายชนิด
ระหว่างวันที่13-24 ธันวาคม 2555 ณ.บริเวณด้านหน้าศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค (ฝั่งโรบินสัน)
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1138

โพสต์

รูปภาพ

บริษัท พรานทะเล มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ขอแนะนำ พรานทะเลฟิชแวลู
ต้นตำรับเนื้อปลายอดฮิตของคนญี่ปุ่น มาสู่เนื้อปลาคุณภาพของไทย
ผ่านการนำไปบดปรุงรสและขึ้นรูปในรูปแบบที่หลากหลาย ยังคงคุณค่า
ทางโภชนาการของเนื้อปลา ทางเลือกใหม่ของอาหารทะเลที่พร้อมรับประทาน
อร่อย สะดวก ดีไซน์น่ารัก ราคาถูกใจ มีให้เลือก 12 แบบ อาทิ กุ้งหิมะ ,

เต้าหู้ปลา , นักเกตปลา , ลูกชิ้นปลารูปปลาหมึกบาร์บีคิว แพนด้าสีชมพู
ปลาการ์ตูน ดาวยิ้ม นำไปปรุงแทนเนื้อสัตว์ในเมนูที่ต้องการ เช่น ผัดผัก
แกงจืด สุกี้ ยำ สลัด หรืออุ่นร้อนเป็นเมนูรับประทานเล่นเพิ่มสีสันให้อาหารมื้อง่าย
กลายเป็นมื้อพิเศษด้วยพรานทะเลฟิชแวลู สร้างสรรค์เมนูอาหารได้มากมาย

ด้วยรสชาติที่กลมกล่อมและเนื้อสัมผัสที่นุ่มหอมกำลังดีมีสีสันสวยงาม
หาซื้อได้แล้ววันนี้ ที่ตู้แช่ในบิ๊กซี เทสโก้โลตัส ท็อปส์ โฮมเฟรชมาร์ท
และซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วประเทศ ในราคา 59 บาท

รูปภาพ
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1139

โพสต์

รูปภาพ

บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด พร้อมส่ง PlayStation3(PS3) รุ่นใหม่ล่าสุด รับเทศกาลความสุขในเดือนธันวาคมนี้ โดยตัวแครื่องมีให้เลือก 2 สี คือสีดำชาโคล และสีขาวคลาสสิค*1 โดดเด่นด้วยดีไซน์ใหม่ขนาดกะทัดรัดกว่าเดิม โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในตลาดเมืองไทยตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม ศกนี้ โดยจะวางตลาดพร้อมกันกับแพ็คเกจพิเศษ PS3 Ultimate Pack ซึ่งประกอบด้วย ตัวเครื่อง PS3 พร้อมด้วยเกมส์สุดฮิตจำนวน 2 เกมส์ จำหน่ายในราคาเพียง 13,390 บาท โดยจะวางจำหน่ายที่ โชว์รูมโซนี่ สโตร์ เท่านั้น

รูปภาพ

สำหรับเครื่องเล่นเกมส์ PS3 รุ่นใหม่ จะวางจำหน่ายพร้อมกัน 2 รุ่น ที่มีความจุของ HDD ให้เลือก 2 ขนาดคือ ขนาด 500GB และ250GB โดยมีรายละเอียดดังนี้



ขนาดความจุ สี รุ่น ราคา วางจำหน่าย

HDD 500GB Charcoal Black CECH-4006C 12,990 บาท 13ธ.ค.

HDD 250GB Charcoal Black CECH-4006B 11,990 บาท 13ธ.ค.

HDD 500GB Classic White CECH-4006CLW 12,990 บาท 13ธ.ค.

HDD 250GB Classic White CECH-4006BLW 11,990 บาท 13ธ.ค.

รูปภาพ

PS3 รุ่นใหม่มาพร้อมรูปลักษณ์ใหม่สะดุดตา พร้อมขนาดที่เล็กกะทัดรัด และน้ำหนักที่เบายิ่งขึ้น โดยมีขนาดและน้ำหนักลดลงกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับเครื่อง PS3 รุ่นแรก ๆ ซึ่งมีความจุเพียงแค่ 60GB เท่านั้น และยังเล็กและบางเบากว่ารุ่นปัจจุบันประมาณ 25% และ 20% ตามลำดับPS3 รุ่นใหม่โดดเด่นด้วยดีไซน์โค้งบาง ออกแบบฝาปิดถาดดิสค์เป็นลักษณะเลื่อนสไลด์ สามารถจัดวางในทุกมุมของบ้านได้อย่างลงตัว สร้างความบันเทิงได้อย่างเต็มอิ่ม



พร้อมกันนี้ PS3 รุ่นใหม่ยังมาพร้อมความจุของฮาร์ดิสค์ไดรฟ์ที่มากขึ้นคือ 500GB และ250GB ซึ่งมากกว่ารุ่นเดิมซึ่งมีความจุเพียง 320GB และ 160GB เท่านั้น ทำให้ผู้ใช้สามารถบรรจุคอนเทนท์ความบันเทิงได้อย่างจุใจทั้งเกมส์ เพลง รูปภาพ และวิดีโอ ยิ่งกว่านั้นยังมีอุปกรณ์เสริมที่จะช่วยสร้างความสนุกสนาน และเร้าใจให้กับการเล่ยเกมส์ยิ่งขึ้น อาทิ แท่นวางแนวตั้ง (vertical stand*2) เครื่องควบคุมไร้สาย DUALSHOCK3 (สีเทา Slate Grey)



สำหรับชุดแพ็คเกจ Ultimate Pack ประกอบด้วยตัวเครื่อง PS3 ขนาดความจุ 500GB (รุ่นCECH-4006C / สีดำชาร์โคล และ ซอฟท์แวร์เกมส์ PS3 2 ชุด คือ God of War III PlayStation3 the Best(Asian Chinese+English Version) และ UNCHARTED 2: Among Thieves Game of the Year Edition(Asian Chinese+English Ver.) ซึ่งทั้ง 2 เกมส์นี้เป็นเกมส์ที่มียอดจำหน่ายดีที่สุด และได้รับความนิยมสูงจากบรรดาคอเกมส์

นับตั้งแต่มีการเปิดตัว PS3 ในเดือนพฤศจิกายน 2549 เป็นต้นมา จำนวนของเกมส์ในรูปแบบของ BD มีจำนวนมากกว่า 3,300 เกมส์ ในขณะที่เกมส์ดาวน์โหลดมีจำนวนมากกว่า 4,100*3 เกมส์ทั่วโลก ด้วยการสนับสนุนอย่างดียิ่งจากค่ายเกมส์ต่าง ๆ ที่ช่วยกันพัฒนาเกมส์ใหม่ ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีเกมส์ใหม่ ๆ ตามออกมาอีกมากมาย Tales of Xillia 2 (NAMCO BANDAI Games Inc.), Fist of the North Star: Ken’s Rage 2 (TECMO KOEI GAMES CO.,LTD), RYU-GA-GOTOKU 5 (SEGA Corporation), PlayStation All-Stars Battle Royale, LittleBigPlanet Karting, God of War: Ascension (Sony Computer Entertainment) เป็นต้น

วันที่ 12/12/2555

รูปภาพ
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

Re: สรุปข่าว ประจำวัน บันเทิง วาไรตี้

โพสต์ที่ 1140

โพสต์

รูปภาพ

เอ.เค พร็อพเพอร์ตี้ ผุดโครงการอาร์ท แอท ทองหล่อ
คอนโดมิเนียมระดับหรู ชูจุดขาย BEYOND INFINITY ทำเลเยี่ยม


เอ.เค.พร็อพเพอร์ตี้ ชูแนวคิดต่าง เปิดตัวโครงการ " อาร์ท แอท ทองหล่อ " ภายใต้แนวคิด "BEYOND INFINITY" คอนโดแนวคิดใหม่ เหนือระดับทุกการอยู่อาศัย ตอบสนองไลฟ์สไตล์ไร้ขีดจำกัด ใจกลางทำเลศักยภาพแห่งทองหล่อ ราคาเริ่มต้น 3.45 ล้านบาท ชูจุดขายฟังก์ชั่นที่มีเอกลักษณ์พิเศษด้วยห้องพักแบบ SINGLE CORRIDOR รับลมและถ่ายเทอากาศบริสุทธิ์ทั้งหน้าห้องและหลังห้อง พร้อมโปรโมชั่นพิเศษมอบแพ็คเกจทัวร์กรุงเทพฯ - มาเก๊า 6 ที่นั่ง มูลค่ารวม ประมาณ 200,000 บาท คาดสามารถปิดการขายได้ภายใน 6 เดือน

นายอัมฤทธิ์ ศรีคุรุวาฬ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ.เค. พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยถึง แผนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยโครงการใหม่ของบริษัทฯ ว่า บริษัทฯ ได้รุกพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ ภายใต้ชื่อโครงการ " อาร์ท แอท ทองหล่อ " art@Thonglor ภายใต้แนวคิด "BEYOND INFINITY" " ความสบายไร้ขีดจำกัด " โครงการคอนโดมิเนียมระดับหรู แนวคิดใหม่ที่ออกแบบให้ฟังก์ชั่นการใช้งานได้อย่างลงตัว ครบครัน ด้วยการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ทำให้เกิดความเป็นเอกลักษณ์ และมีลักษณะเด่นเฉพาะของโครงการที่สะท้อนความแตกต่าง และเพื่อสนองตอบความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างครบครัน

โครงการอาร์ท แอท ทองหล่อ ตั้งอยู่ในซอยทองหล่อ 25 ถ.สุขุมวิท 55 (ทองหล่อ ) โดยตัวโครงการพัฒนาบนพื้นที่ 3 งาน 63 ตารางวา พัฒนาเป็นอาคารสูง 8 ชั้น และชั้นใต้ดิน 1 ชั้น จำนวน 102 ยูนิต มีพื้นที่ตั้งแต่ขนาด 36.50 - 71.50 ตารางเมตร โดยขนาด 1 ห้องนอน ราคาเริ่มต้นที่ 3.45 ล้านบาท และ 2 ห้องนอน ราคาเริ่มต้น 5.43 ล้านบาท มูลค่าโครงการรวม 490 ล้านบาท โครงการได้มีการออกแบบเพื่อความสะดวกสบายเหนือระดับ ตอบสนองทุกการพักผ่อนอย่างไร้ขีดจำกัด และตอบรับทุกแนวคิดการใช้ชีวิตด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ผสานดีไซน์โปร่งโล่งภายใต้แนวคิด Maximizing Space เพิ่มพื้นที่ใช้สอยให้มุมพักผ่อน มุมทํางาน หรือมุมส่วนตัวของคุณได้ตามต้องการ หรูหราทุกรายละเอียดการตกแต่งภายในภายใต้แนวคิด Modern Oriental สู่มิติใหม่แห่งการอยู่อาศัยเหนือระดับ

นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยการออกแบบสถาปัตยกรรมภายใต้แนวคิด Energy Efficiency Design ให้ทุกพื้นที่รับแสงสว่างจากธรรมชาติเข้าสู่อาคารในช่วงกลางวันโดยไม่ต้องสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า และมีการออกแบบตัวอาคารให้โปร่งโล่งมีช่องเปิดรับลม เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวกเย็นสบายโดยไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศซึ่งจะช่วยและอนุรักษ์พลังงาน และจุดเด่นสำคัญของโครงการก็คือ ฟังก์ชั่นที่มีเอกลักษณ์พิเศษด้วยห้องพักแบบ SINGLE CORRIDOR รับลมและถ่ายเทอากาศบริสุทธิ์ทั้งหน้าห้องและหลังห้อง พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการที่ครบครัน ได้แก่ ห้องออกกำลังกาย , สระว่ายน้ำ, สระว่ายน้ำเด็ก, สวนหย่อม, ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยกล้องวงจรปิด CCTV และ Access Card Control

ที่สำคัญทำเลที่ตั้งโครงการมีการคมนาคมที่สะดวก โดยที่ตั้งโครงการไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีทองหล่อ และสามารถเข้า-ออกได้หลายเส้นทาง ได้แก่ ถ.สุขุมวิท, ถ. เพชรบุรี และยังแวดล้อมไปด้วยสถานที่สำคัญอย่างโรงเรียน โรงพยาบาลที่มีชื่อเสียง สถานที่ราชการ และห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ที่สามารถให้ผู้อยู่อาศัยใช้ชีวิตได้อย่างคุ้มค่าในทุกเวลา รวมทั้งร้านอาหารที่มีชื่อเสียง และเป็นที่นิยมหลายแห่ง ถือว่าเป็นทำเลที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ซึ่งคาดว่าโครงการนี้จะสามารถปิดการขายได้อย่างรวดเร็วภายใน 6 เดือนอย่างแน่นอน

นายอัมฤทธิ์ กล่าวถึงการแข่งขันของตลาดคอนโดมิเนียมในย่านนี้ว่า พื้นที่ในย่านนี้ถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพอีกทำเลหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมและเสาะหาการเป็นเจ้าของจากนักธุรกิจต่างๆ และบุคคลทั่วไป ที่มองเห็นศักยภาพและความได้เปรียบจากทำเล ขณะที่ภาวะการณ์แข่งขันในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้นักธุรกิจต่างๆต้องการลงทุนในพื้นที่ทำเลทองตลอดจนในการพัฒนาพื้นที่ ที่อยู่อาศัย เช่น คอนโดมิเนียม เนื่องจากความต้องการที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมระดับพรีเมี่ยมยังคงมีความต้องการสูง โดยเฉพาะพื้นที่ขนาดห้อง 1 - 2 ห้องนอน แต่ปริมาณของโครงการยังมีน้อยมากในทำเลที่มีศักยภาพแห่งนี้ และเป็นการรองรับตลาดที่อยู่อาศัยสำหรับนักธุรกิจที่จะเข้ามาทำธุรกิจและพักอาศัยเพื่อรองรับตลาด AEC ที่จะเปิดในปี 2558 ซึ่งราคาขายห้องชุดของโครงการในย่านนี้ราคาขายจะอยู่ที่ 100 , 000-130,000 บาทต่อตารางเมตร

อย่างไรก็ดีในวันที่ 22 ธันวาคมศกนี้ ณ บริเวณสำนักงานขายโครงการ บริษัทจะมีการจัดงาน Investor Day พร้อมด้วยกิจกรรมในรูปแบบ Exclusive เพื่อสร้างการจดจำให้กับกลุ่มเป้าหมาย พร้อมนำเสนอโปรโมชั่นพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจเข้าจองโครงการในช่วงนี้ รับแพ็คเกจทัวร์กรุงเทพฯ-มาเก๊า 6 ที่นั่ง สำหรับผู้จอง 3 ยูนิต มูลค่าประมาณ 200,000 บาท


รูปภาพ
12 ธันวาคม 2555