นักดูดาว เขียน:สวัสดีครับท่านวิบูลย์
ผมก็สบายดีครับ ทั้งปอดและหัวใจยังปกติ
บุหรี่จะลวกบ้าง ผมก็เก็บๆไว้ฝึกจิตบ้างก็แล้วกัน
ผมไม่รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์อะไรเลยครับ พวกดัชนี CPI PPI GDP
ไม่แน่ใจว่าอาจจะมีเกมส์แปลกๆเล่นกันในอนาคตหรือเปล่า ยกตัวอย่างเช่น ตัวเลขอัตราคนว่างงานสูงขึ้น ให้รีบขาย NMG เพราะโฆษณารับสมัครงานน้อยลง หรืออุณภูมิเฉลี่ยทั้งปีสูงขึ้นให้ซื้อ KYE หรือไซโจเด็นกิ(ได้ยินว่าจะเข้าตลาด)
ผมนึกขึ้นได้... ช่วงนี้ต้องซื้อหุ้นโรงพยาบาลครับ นักลงทุนกำลังเจ็บหนัก อย่างน้อยคนแถวนี้ก็โดนบุหรี่ลวกไปไม่มากก็น้อยล่ะ ฮ่าๆๆ

ยินดีด้วยครับ ที่ปอดไม่มีปัญหา
ผมคงต้องไปใช้บริการโรงพยาบาลครับ
เพราะควันบุหรี่เข้าตา แสบหูแสบตาไปหมด
แต่ตอนนี้ดับก้นบุหรี่ไปหมดแล้ว
เลยไม่มีควันให้แสบตาอีก
ก็เป็น"การทดลองวิชา"ของผมนะครับ
อยากรู้ว่าแต่ละวิธีเป็นอย่างไรก็ต้องลองดูด้วยตัวเอง
ถึงจะ"ซึ้ง" และจำไว้เป็น"บทเรียน"
ส่วนเรื่องความรู้ Macroeconomic ที่จะนำมาใช้ในการลงทุนนั้น
หนังสือกาแฟ บางบทผมอ่านแทบจะหลับ
เพราะผู้เขียนให้มุมมองเพียงด้านเดียว
การนำ Macroeconomic มาใช้นั้น
ไม่มีใครถูกหรือผิดหรอกครับ
เพียงแต่ใครจะ"เดา"ได้ใกล้เคียงกว่ากัน
และไม่ได้หมายความว่าเรา"ถูก"คราวนี้ แล้วคราวหน้าจะ"เดา"ไม่ผิด
ถ้าจะจับผิดพวกนักเศรษฐศาสตร์ก็ไม่ยาก
จดเอาไว้ว่า พวกเขาพูดอะไรบ้าง
แล้วเอามาเทียบกันสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
เราจะพบว่า พวกนักเศรษฐศาสตร์พูดถูกไม่ถึง 50%
อย่างเช่นเรื่องเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์บางคนอาจจะบอกว่า ไปทางซ้าย
ขณะที่บางคนบอกว่า ไปทางขวา
ลองไปสังเกตุดูซิครับ
เอาพวกชอบเขียน ชอบพูดตามทีวีละครับ
จับได้ง่ายที่สุด
เพราะนักเศรษฐศาสตร์จะ"เดา"หรือ"พยากรณ์"มากกว่า"รู้แน่ๆ ชัวร์ๆ"
ทำให้ Buffet และ Lnych ถึงให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์น้อยกว่าผลการดำเนินงานของบริษัท
ทั้งๆที่ผมว่า ทั้งสองก็มีความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคไม่น้อยเลยทีเดียว
สุดท้าย VI ก็พบว่า เชื่อตัวเองดีที่สุดครับ
Mon Money เขียน:เหล่านี้น่าจะเป็นคำตอบว่าทำไมVIมองที่กิจการ ไม่มองตลาดที่ชอบแกว่งเป็นลูกตุ้ม ไม่สนใจสภาพเศรษฐกิจโดยรวม
อย่างที่คุณมนบอกหละครับ
VI สนใจในกิจการมากกว่า
เพราะแน่อนกว่าและมั่นใจได้มากกว่าการพยากรณ์เศรษฐศาสตร์มหภาค
ดังน้นทั้ง Buffet และ Lynch จึงบอกตรงกันว่า
ใช้เวลาสำหรับ Macro Economic เพียงสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง
ขณะที่เวลาที่เหลือวันละ 5-6 ชั่วโมง เอาไปสนใจ Annual Report
และผลการดำเนินงานของบริษัทมากกว่า
ติดตามมาอ่าน และช่วยลุ้นให้ถึง 50,000 ครั้งครับ
ตอนนี้กำลังฝึกปฎิบัติข้อสาม และข้อสี่ของอาจารย์วิบูลย์อยู่ครับ
กำจัดวัชพืช - แม้ว่าจะเป็นหุ้นที่ดีก็ทำใจกำจัดไปสองตัว คิดว่าจะให้เหลือสัก 5-6 ตัวให้ได้ครับ
จำไว้เป็นบทเรียน หลายตัวราคาขึ้นไปจนกำไรมากๆ ตอนนี้กำไรหายไปครึ่งนึง คงต้องจำไว้เป็นบทเรียนและต้องเรียนรู้บทเรียนที่ว่า when to sell
ตอนนี้อยากเห็นหุ้นที่ตัวเองถืออยู่ลงมาเยอะๆ
จะขอสะสมราคาดีๆ ได้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สักวันอย่างคุณ chatchai สักวันครับ
ขอบคุณครับพี่ไก่
ผมว่าคงอ่านกันถึง 50,000 ครั้งภายในอาทิตย์สองอาทิตย์นี้ ก่อนสงกรานต์
ไม่น่าเชื่อจริงๆครับ
ตัวผมเองยังไม่อยากเชื่อเลยว่าจะมีการอ่านกันได้ขนาดนี้
เห็นที่คุณ dik dik เขียนมาบอกว่า อ่านทั้งหมด 36 หน้าใช้เวลาเป็นเดือน
อืมม์....อดทนจริงๆ สมเป็น VI
ส่วนตัวผมกำจัดวัชพืชไปหมดแล้ว
ตอนนี้ก็เหลือแต่หุ้นที่จะถือยาวแค่ไม่กี่ตัว
ตลาดจะเป็นอย่างไร ผมเฉยๆไม่ได้ตื่นเต้นอะไร
ถ้าลงไปอีกทีก็คงซื้อตัวที่มีอยู่เพิ่มเติม
เพราะมองว่า พื้นฐานกิจการยังดี อนาคตสดใส
จังหวะนี้หละที่ผมว่า เป็น"โอกาส"ของนักลงทุนระยะยาว
เพราะหุ้นหลายตัวที่มีศักยภาพ ถูกลากลงไปกับตลาดโดยรวมไปด้วย
ทุกคนกำลัง"กลัว"และ"ไม่กล้า"ที่จะขนเงินเข้ามาในตลาด
เพราะกลัวขาดทุน
แต่ผมมองว่า
ถ้าทำใจไม่ได้หรือกลัว"การขาดทุนระยะสั้น"
หรือ Temporary Loss (ไม่ใช่ Permanent Loss)
ก็ไม่ควรจะมา"ลงทุน"ในตลาดหุ้น
เพราะโอกาสที่"ราคา"หุ้นที่เราถืออยู่"ต่ำกว่า"ราคาที่ซื้อมา มีมากเหลือเกิน
เพียงแต่เราต้องมองให้ออกว่า
เป็นการลดลงของราคาระยะสั้น หรือระยะยาว
ถ้าเศรษฐกิจจะเริ่มแย่ พื้นฐานบริษัทเปลี่ยน
การลดลงของ"ราคา"จะมีแนวโน้มที่จะ"ถาวร"
แต่ถ้าเป็นการลดลงของ"จิตวิทยามวลชน"
การลดลงของราคาหุ้นก็จะเป็นการลดลงเพียงชั่วคราว
นักลงทุน VI มือใหม่ต้องมองให้ออกครับ
เราจะได้ไม่"ตกใจ"และกลายเป็นส่วนหนึ่งของฝูงชนที่"บ้าคลั่ง"
เหมือนอย่างที่อาจารย์บัฟเฟตเคยบอกไว้
ส่วนเรื่องบทเรียน
ก็มีก้นบุหรี่บางตัวของผมเหมือนกันครับ
ที่ราคาขึ้นมาแล้วไม่ยอมขาย
อมไว้จน"ราคา"กลับมาอยู่ที่เดิม แถมกำลังสาระวันเตี้ยลง
เลยต้องกำจัดเอาไปซื้อตัวอื่นที่ราคากำลังลงดีกว่า
ตอนนี้กำจัดไปหมดแล้ว
ไม่เหลือรกปอดแล้วครับ
รู้สึกโล่งสบายใจเหมือนได้รับอากาศบริสุทธิ์อีกที
เงินค่าวิชารอบนี้ก็หลายอยู่ครับ
แต่พอทนได้ เพราะมี"ของเก่า"ให้เก็บกินอยู่บ้าง
เลยไม่เดือดร้อนเท่าไหร่
แต่ก็ดีตรงที่เราได้
"เรียนรู้"อะไรมากขึ้น
ไม่ท้อครับ กลับทำให้มี"กำลังใจ"ในการลงทุนมากขึ้นซะอีก
เพราะอย่างน้อยก็มี
"ประสบการณ์"มากขึ้น
ความมั่นใจก็มากขึ้นตามประสบการณ์ครับ
คาดว่า ปลายปีนี้คงทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
dik dik เขียน:ช่วงนี้ผมพยายามกำจัดวัชพืชอย่างที่คุณวิบูลย์ว่า และก็รดน้ำต้นไม้ แต่ช่วงนี้ดอกไม้ผมเฉาน่าดู เหี่ยวก็เหี่ยว แต่ยิ่งเหี่ยวก็จะยิ่งรด ก็จะดูเหมือนกันว่าผมจะทนดูดอกไม้มันเฉาได้สักขนาดไหน ก็ได้แต่หวังว่าดอกไม้ผมมันจะเป็นพันธุ์ที่ดี ทนแล้งได้นานๆ ตอนนี้ดอกไม้ผมเหลืออยู่แค่สามต้น อยู่ไปอยู่มาไม่แน่ใจว่าผมจะมองดอกไม้เป็นวัชพืชจนต้องกำจัดมันหรือเปล่า พยายามควานหาดอกไม้เพิ่มแต่ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นวัชพืชหรือดอกไม้กันแน่ ผมกลัวเรื่องบรรษัทภิบาลที่สุด บัญชีก็ดูไม่ค่อยเข้าใจ กำลังพยายามศึกษาอยู่ ถ้าผมมีอะไรสงสัยก็ขอรบกวนเพื่อนๆพี่ๆและน้องๆในบอร์ดนี้ไขข้อข้องใจด้วยนะครับ
สวัสดีนะครับผมเพิ่งอ่านจบสามสิบหกหน้า ใช้เวลาหนึ่งเดือนพอดีค่อยๆอ่านไปเรื่อยๆ ตอนแรกเข้าใจว่าจะแจกหุ้นฟรี แต่พออ่านไปเรื่อยๆก็รู้ว่าที่แท้แจกเวลาหลังเกษียนนี่เอง
ยินดีต้อนรับครับ
ใช้เวลาอ่านกระทู้เป็นเดือนเลยหรอครับ
นับว่า"อดทน"มากสมกับเป็น VI
เรื่องดอกไม้ก็ต้องดูแลรดน้ำให้ปุ๋ยบ้างครับ
ถ้า"เฉา"ชั่วคราวก็ต้องประคบประหงมกันไปครับ
แต่ถ้าดูแล้วท่าจะเป็น"เฉา"ถาวรแล้วละก็
ไปหาดอกใหม่ดีกว่าครับ ก่อนที่จะขายไม่ออก
ถ้าอยากหาแบบ
"ทนแล้ง"ได้นานๆ
ผมแนะนำ
"กระบองเพชร"ครับ
ไม่ต้องรดน้ำ ไม่ต้องพรวนดิน ก็ไม่ตาย
ถ้าเลือกดีๆก็มีดอกให้ดูเล่นนะครับ อิ อิ
ถ้ามีปัญหาอะไรก็เชิญถามพี่ๆแถวนี้ได้ครับ
ท่าทางใจดีทุกคน
ส่วนเรื่องชื่อกระทู้ก็มีคนเข้าใจผิดกันเยอะนะครับ
แต่ถ้าลองได้อ่านดูแล้วก็จะรู้ว่า คืออะไร
แต่ก็มีหลายท่าน อ่านไม่รู้เรื่องแล้วก็เลิกอ่านไปเลยก็มี
ก็นานาจิตตังครับ
ผมกับคุณมนก็คุยกันแล้วคิดว่า
เป้าหมายของกระทู้นี้ก็เพื่อ
"จุดประกายความคิด"มากกว่า
ดังนั้น ใครจะอ่านไม่อ่าน สนใจไม่สนใจ ก็ไม่ว่ากันครับ ไม่ได้บังคับ
ส่วนผม คุณมน และท่านอื่นๆก็จะยังอยู่ที่นี่จนกว่าจะไม่มีใครถามตอบกันไปข้างนึงละครับ
สวัสดีครับ