ตอนนี้หุ้นที่เราสนใจหรือเคยขายหมูอยู่ที่จุดไหนน้า? G H I J Knitiporn เขียน:บางท่านอาจเคยอ่านแล้ว แต่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับหลายๆท่านค่ะ
จากกราฟ และ จุดประกอบ จะมีรายละเอียดดังนี้คือ
A คือ “แหยง ไม่กล้าซื้อ” : คือช่วงเวลาหลังหุ้นตกลงมาอย่างมากจนถูกสุดๆ แต่นักลงทุนรายย่อยจะไม่กล้าซื้อ เพราะเพิ่งขาดทุนมา ยังเข็ดไม่หาย และแนวโน้มที่คนส่วนใหญ่วิเคราะห์คือ มีโอกาสลงต่อ ( ณ จุด ที่หุ้นราคาถูก คุณไม่มีทางทราบว่า ราคาถูกที่สุดหรือยัง จนกว่ามัน จะผ่านมาสักระยะ แล้วมองย้อนไปในอดีต ถึงจะรู้ว่า ช่วงเวลาใดที่ ราคาหุ้นถูกที่สุด แต่ไม่ต้องเสียดาย เพราะเราไม่ได้คาดหวังให้คุณซื้อได้ถูกที่สุด แต่ต้องถูกกว่า อาทิตย์หน้า เป็นพอ)
B คือ “ขายหมู (สำหรับคนมีหุ้น) : ช่วงที่เพิ่งเริ่มขึ้นใหม่ๆ คนจะยังไม่มั่นใจ คนที่ถือหุ้นเอาไว้ (อาจจะซื้อที่ยอดดอย หรือ ซื้อที่ราคาต่ำ) ก็จะขายทำกำไรออกมาก่อน ซึ่งช่วงนี้ ราคาจะค่อยๆ ขยับขึ้นอย่างช้าๆ เพื่อบีบให้คนกลัวขายออกมาให้หมด และจะขึ้นแบบไม่มีวอลุ่มมาก แสดงว่า แมงเม่า ยังไม่เข้ามาแจม
C คือ “ตกรถ ( เสียดาย)” : เมื่อรายย่อยขายหุ้นออกไปจำนวนมาก ราคาจะเริ่มขึ้นเร็วขึ้น มีแต่คนบ่นว่าตกรถ แต่ก็ไม่กล้าซื้อ ช่วงนี้ เซียนหุ้นมือใหม่ (แมงเม่านั่นเอง) จะแสดงความเก่งว่า “เดี๋ยวมันก็ลงมา เราจะไม่หลงกลเข้าไปซื้ออีก เด็ดขาด”
D คือ “ไล่ซื้อตาม (ยังไม่ประมาท)” : หลังจากอดทนรอ อยู่นาน ก็จะเริ่มทนไม่ไหว เพราะราคาหุ้นยังปรับตัวขึ้นไปต่อ ยิ่งหุ้นที่เราเคยเล่นด้วยแล้ว มันน่าเข้าไปเล่นตามน้ำ เอากำไรเล็กๆ น้อยๆ แก้เบื่อดีกว่าอยู่เฉยๆ
E คือ “ขายทำกำไร (เริ่มลำพอง)” : หลังจากเข้าไปซื้อหุ้นที่ตัวเอง เคยเล่น ก็สามารถหาจังหวะขายตามน้ำได้ และได้กำไรกันเล็กๆน้อย เพราะเอากำไรในช่วงสั้นๆ ช่วงนี้รายย่อยจะเข้ามาในตลาดกันเยอะ และยิ่งกำไร จะยิ่งลำพองมากขึ้น
F คือ “ขายแล้ววิ่งต่อ (เสียดาย น่าจะซื้อเยอะกว่านี้ และ รออีกหน่อย)” : หลังจากที่ขายหุ้นทำกำไรไปแล้ว ราคาหุ้น อาจจะวิ่งไปต่ออีกหน่อย และเป็นช่วงที่มีปริมาณการซื้อขายสูงมากที่สุด แสดงว่า รายย่อยเข้ามาเต็มตลาดแล้ว และ หุ้นก็เริ่มมีการเปลี่ยนมือ สู่มือรายย่อยกันเยอะขึ้น
G คือ “ลงมาให้ซื้อกลับ ( ดีใจมากที่มันลงมาต่ำกว่าที่เคยขายไป)” : หลังจากตลาดผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ก็มีการปรับตัวลงมาบ้าง ซึ่งตอนนี้ จะมีรายย่อยเข้ามารับหุ้นกลับ
H คือ “โลภซื้อเพิ่ม ( คิดว่ามันคงจะเด้งกลับไป)” : หลังจากซื้อไปแล้ว หุ้นยังลงมาต่อ ด้วยความโลภ อยากเอากำไรให้ เต็มที่กว่าคราวที่แล้ว จึงซื้อเพิ่ม ด้วยความดีใจว่า ซื้อได้ถูกกว่าเดิมอีก
I คือ “เครียด แต่ไม่ขาย ( เริ่มเสียวๆ แต่ขายไม่ลง)” : หลังจากซื้อถัวไป หลายรอบเงินก็เริ่มหมด แต่หุ้นก็ยังลงต่อ การจะตัดใจขายก็ทำไม่ลง เพราะต้นทุนครั้งแรก ก็สูงเหลือเกิน กะว่าจะรอให้มันเด้งอีกสักทีจะขาย
J คือ “ตัดใจขาย ( กลัวขาดทุนเพิ่ม)” : อดทน อยู่ในความเครียด เห็นหุ้นลงต่อเนื่องมาหลายวัน เริ่มทนไม่ได้ และ หุ้นก็มีแนวโน้มจะลงต่อ เป็นช่วงที่ตลาดจะมีข่าวร้ายเข้ามามากกว่าข่าวดี เพื่อป้องการการขาดทุนมากกว่านี้ จึงตัดใจขาย และคิดว่า จะไม่ไปยุ่งกับ หุ้นตัวนี้อีก
A คือ “แหยง ไม่กล้าซื้อ” และ พอหุ้นลงมาถูกกว่าเดิม ก็ไม่คิดจะกลับไปซื้อแล้ว เพราะ เข็ดกับมันอย่างมาก
B , C , D, E , F , G , H , I , J , A แล้ว ก็วนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะขาดทุนจนเลิกเล่นหุ้น แล้วคนใหม่ๆ ก็เข้ามาแทนที่ นี่คือ วัฎจักรแมงเม่าไทย นิทาน ที่เล่าสู่กันฟัง แต่ไม่มีใครเลย คิดทำอะไรที่แตกต่างจากนี้ เฮ้อ !
เตือนตัวเองว่าเจ้าจงระวัง...อย่ามือคัน รอจนถึง Margin of safety ที่เคยคำนวณไว้(เเต่ถ้าราคาลงมาถึงจุดนั้นเเล้วจะกล้าซื้อไหมหว่า?มันถึงBottomรึยัง)

ขอบคุณพี่nitipornครับ อ่านกระทู้เต็มๆตามนี้ครับ
http://board.thaivi.org/viewtopic.php?f=1&t=48708