ผมมือใหม่ครับ
ยังสงสัยอยู่ว่า เราจะแยกบริษัทที่มีหนี้สินมาก แต่เป็นบริษัทที่ดีได้อย่างไร
อย่างเช่น hmpro cpall se-ed
หรืออย่างในหุ้นกลุ่ม ธนาคาร ที่มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนที่สูงมาก
คือยังสงสัยว่าเราต้องให้ความสำคัญกับรายละเอียดตรงนี้อย่างไร
ถึงจะทำให้เราแยกความแตกต่างว่า
ถึงบริษัทนี้หนี้เยอะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นบริษัทที่ไม่น่าลงทุน
ขอบคุณล่วงหน้าครับ
สงสัยเรื่องหนี้ของบริษัทครับ
-
- สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
- โพสต์: 3653
- ผู้ติดตาม: 0
สงสัยเรื่องหนี้ของบริษัทครับ
โพสต์ที่ 2
หนี้มากหนี้น้อย สำคัญน้อยกว่า...
ที่มาของหนี้ และความสามารถในการใช้หนี้ (หาเงินสด) ครับ
ยกตัวอย่าง HMPRO, CPALL, SE-ED ที่พี่ farmerboy ยกมา
ทั้ง 3 บริษัท มีหนี้สินในสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับทุน
แต่หนี้สินส่วนใหญ่อยู่ในรายการของ เจ้าหนี้การค้า
โดยความหมายคือทั้ง 3 บริษัทสามารถเอาสินค้า
จาก Supplier มาขายก่อน หรือ สามารถนำมาเปลี่ยน
เป็นเงินสดในบริษัทก่อนได้นั่นเอง
วิธีตรวจสอบง่ายๆ นะครับ คือดูที่รายการหนี้สินหมุนเวียน...
เจ้าหนี้การค้า จะมากกว่า > รายการ ลูกหนี้การค้า + สินค้าคงเหลือ ในสินทรัพย์หมุนเวียน
ส่วนธุรกิจธนาคารจะไม่เหมือนกัน เพราะธนาคารเป็นการดำเนินธุรกิจ
โดยกินส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยฝากกับดอกเบี้ยเงินกู้
สำหรับความน่าลงทุน ส่วนตัวคิดว่าคงต้องดูเป็นธุรกิจๆ ไปครับ
ปล.
รอพี่ๆ ท่านอื่นมาชี้แนะครับ
ที่มาของหนี้ และความสามารถในการใช้หนี้ (หาเงินสด) ครับ

ยกตัวอย่าง HMPRO, CPALL, SE-ED ที่พี่ farmerboy ยกมา
ทั้ง 3 บริษัท มีหนี้สินในสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับทุน
แต่หนี้สินส่วนใหญ่อยู่ในรายการของ เจ้าหนี้การค้า
โดยความหมายคือทั้ง 3 บริษัทสามารถเอาสินค้า
จาก Supplier มาขายก่อน หรือ สามารถนำมาเปลี่ยน
เป็นเงินสดในบริษัทก่อนได้นั่นเอง
วิธีตรวจสอบง่ายๆ นะครับ คือดูที่รายการหนี้สินหมุนเวียน...
เจ้าหนี้การค้า จะมากกว่า > รายการ ลูกหนี้การค้า + สินค้าคงเหลือ ในสินทรัพย์หมุนเวียน
ส่วนธุรกิจธนาคารจะไม่เหมือนกัน เพราะธนาคารเป็นการดำเนินธุรกิจ
โดยกินส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยฝากกับดอกเบี้ยเงินกู้
สำหรับความน่าลงทุน ส่วนตัวคิดว่าคงต้องดูเป็นธุรกิจๆ ไปครับ

ปล.
รอพี่ๆ ท่านอื่นมาชี้แนะครับ

-
- Verified User
- โพสต์: 217
- ผู้ติดตาม: 0
สงสัยเรื่องหนี้ของบริษัทครับ
โพสต์ที่ 3
อาจจะตอบไม่ตรงคำถามนะครับ
หนึีี่ง
ต้องดูด้วยครับว่าเป็น liabilities จากส่วน debt หรือ account payable
Debt คือหนี้ที่ต้องเสียดอกเบี้ยเช่นเงินกู้จากธนาคาร
Account Payable คือ บริษัทเราซื้อของจาก Supplier แล้วยังไม่จ่ายเงิน
การหาสัดส่วน Debt ที่เหมาะสมนี้ค่อนข้างยากมากครับ วิธีที่ง่ายที่สุดคือดูว่า %Debt/asset ของบริษัทนี้ประมาณเท่ากับค่าเฉลี่ยบริษัทใน industry
สอง
ต้องดูด้วยว่าอยู่ในธุรกิจไหน
ผมไม่เคยดูงบ CPALL แต่เดาว่าหนี้ที่เยอะน่าจะมาจาก Account Payable ซึ่งเป็นข้อดีของธุรกิจค้าปลีก ลองคิดเล่นๆนะครับ สมมุติ Supplier ให้เครดิตเรา 60 วัน เรา Stock สินค้าไว้สามสิบวัน และเก็บเงินลูกค้าเป็นเงินสด หมายความว่า เราใช้เงินของ Supplier ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งยิ่งสร้างหนี้ส่วน Account Payable ในปริมาณที่เหมาะสมย่อมดีต่อเรา
แต่หากเราทำทำธุรกิจซื้อเชื่อ (ได้เครดิต 30 วัน) ขายเชื่อ (ให้เครดิต 60 วัน) การมี account payable เยอะยิ่งเสี่ยงต่อการทำให้เราขาดเงินสดมาดำเนินกิจการ แต่หากไม่มีเลยเราก็จะทำธุรกิจไม่ได้
หนึีี่ง
ต้องดูด้วยครับว่าเป็น liabilities จากส่วน debt หรือ account payable
Debt คือหนี้ที่ต้องเสียดอกเบี้ยเช่นเงินกู้จากธนาคาร
Account Payable คือ บริษัทเราซื้อของจาก Supplier แล้วยังไม่จ่ายเงิน
การหาสัดส่วน Debt ที่เหมาะสมนี้ค่อนข้างยากมากครับ วิธีที่ง่ายที่สุดคือดูว่า %Debt/asset ของบริษัทนี้ประมาณเท่ากับค่าเฉลี่ยบริษัทใน industry
สอง
ต้องดูด้วยว่าอยู่ในธุรกิจไหน
ผมไม่เคยดูงบ CPALL แต่เดาว่าหนี้ที่เยอะน่าจะมาจาก Account Payable ซึ่งเป็นข้อดีของธุรกิจค้าปลีก ลองคิดเล่นๆนะครับ สมมุติ Supplier ให้เครดิตเรา 60 วัน เรา Stock สินค้าไว้สามสิบวัน และเก็บเงินลูกค้าเป็นเงินสด หมายความว่า เราใช้เงินของ Supplier ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งยิ่งสร้างหนี้ส่วน Account Payable ในปริมาณที่เหมาะสมย่อมดีต่อเรา
แต่หากเราทำทำธุรกิจซื้อเชื่อ (ได้เครดิต 30 วัน) ขายเชื่อ (ให้เครดิต 60 วัน) การมี account payable เยอะยิ่งเสี่ยงต่อการทำให้เราขาดเงินสดมาดำเนินกิจการ แต่หากไม่มีเลยเราก็จะทำธุรกิจไม่ได้