48x1800 = 86400 ต่อเดือน สร้างใหม่ยังไม่แน่ว่าจะเช่าเต็ม ดังนั้นอย่ากู้เลยครับ แต่ถ้าทำเลดี ใกล้ห้าง มหาลัย แหล่งทำงานก็น่าจะได้คนเข้าพักเกินครึ่ง แบงค์ไม่ให้กู้เต็มครับ จากที่เคยถาม แม้ว่าจะมีที่ดินค้ำ มักจะให้ 70% คือสูงสุด ดังนั้นถ้าไม่มีเงินถึง 30% ก็อย่าทำ อย่ากู้ครับ แต่ถ้าผู้รับเหมาไว้ใจกันได้ และเค้าไว้ใจเรา ผ่อนรายเดือนก็ได้นะ จากที่คำนวน ให้ 5 หมื่นต่อเดือน 10 ปีครบ ไม่นับดอกเบี้ย แต่คงยาก มีเงินเย็นครบๆถ้วน สบายใจกว่าครับ ถ้าไม่มั่นใจว่ากระแสเงินสดจากค่าเช่าจะเพียงพอba_2l เขียน:เรียนพี่ปรัชญาครับ ผมเองมีที่ดินอยู่ที่สันทรายน้อย จ.เจียงหม่ายอยู่เกือบไร่ห่างถนนใหญ่ประมาณ20เมตร กำลังจะทำหอพักอยู่ระหว่างเขียนแบบครับ ตีราคาค่าก่อสร้าง4ชั้นมี48ห้องอยู่ที่ประมาณ6ล้านบาท เป็นห้องที่ใช้พัดลม มีตู้เตียงครบสามารถหิ้วกระเป๋าเข้าไปอยู่ได้เลย แต่ราคาค่าเช่าแถวนั้นได้เพียงห้องละ1,800บาทต่อเดือนเท่านั้นเองครับ กะอยู่ว่าจะขอยืมตังค์แบงค์ซัก6ล้านมาสร้างก็ยังคิดไม่ออกอยู่เหมือนกันครับว่าจะคุ้มรึเปล่าเนี่ย...หรือว่าจะออกเองซักเท่าไหร่ดีครับ รบกวนพี่ๆช่วยแนะนำให้หน่อยนะครับ ขอพระคุณเป็นอย่างสูงคร้าบ
ใครมีความรู้เข้ามาคุยแนะนำผมหน่อย
- harry
- Verified User
- โพสต์: 4200
- ผู้ติดตาม: 0
ใครมีความรู้เข้ามาคุยแนะนำผมหน่อย
โพสต์ที่ 31
Expecto Patronum!!!!!!
-
- ผู้ติดตาม: 0
ใครมีความรู้เข้ามาคุยแนะนำผมหน่อย
โพสต์ที่ 32
ขอบคุณพี่ปรัชญาที่นำเรื่องนี้ขึ้นมาทำให้ได้ความรู้ไปด้วย ตอนนี้ผมสถานการณ์คล้าย ๆ กันแต่เล็กกว่ามากครับ ผมอยากซื้อคอนโดที่ราคา 4 ล้าน เงินเก็บทั้งตัวตอนนี้มี 1 ล้าน ถ้าดาวน์และจ่ายรอบแรกเงินหนึ่งล้านคงหมดไป ไม่มีเงินสำรองเลยสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉินอะไรก็ตาม ส่วนค่างวดต่อเดือนคือ กินไป 3 ใน 4 ของรายได้ต่อเดือน ผมคิดไม่ตกครับว่าซื้อดีหรือเปล่า ภาระทางด้านอื่นไม่มีครับ รบกวนพี่ ๆ ช่วยแนะนำด้วยครับ
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
ใครมีความรู้เข้ามาคุยแนะนำผมหน่อย
โพสต์ที่ 33
เรื่องการประเมินราคาของธนาคารนั้น จริงๆแล้วก็ไม่ได้เก่งอะไรหรอกครับ เนื่องจากผมเคยทำงานสินเชื่อมาก่อน เลยพอรู้บ้างครับ
พนักงานประเมินราคาของธนาคารนั้น จริงๆแล้วก็อาศัยการสอบถามจากการซื้อขายที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นหลักครับ ส่วนการประเมินราคาอาคารก็อาศัยจากการประเมินราคาตามแบบพิมพ์เขียวครับ ซึ่งก็คำนวณจากจำนวนพื้นที่อาคารนั้นแหละครับ
ส่วนเรื่องการกู้เงินธนาคารของคุณ ba_2l นั้น จะกู้ได้ถึง 6 ล้านหรือไม่นั้นก็คงขึ้นอยู่กับมูลค่าโครงการครับ (ที่ดินบวกมูลค่าอาคาร) ซึงก็คงจะกู้ได้ประมาณ 70% ของมูลค่าโครงการครับ
แต่ถ้าพบพนักงานสินเชื่อที่ดี ก็จะมีการประมาณการรายได้เพื่อคำนวณว่าจะมีความสามารถชำระหนี้ได้หรือไม่ ซึ่งบางครั้งหลักประกันคุ้ม แต่โครงการไม่ work พนักงานสินเชื่อที่ดีก็จะไม่เสนอเรื่องครับ
ซึ่งถ้าผมเป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อนะครับ แล้วคุณจะขอกู้ 6 ล้านบาท ผมคงไม่เสนอเรื่องขออนุมัตินะครับ เพราะถ้ากู้ 6 ล้านบาท ดอกเบี้ยที่ 6% ระยะเวลากู้ 7 ปี ผ่อนปีละ 1.052 ล้านบาทครับ ซึ่งถ้าคุณสามารถให้เช่าหมด 48 ห้อง คุณจะมีรายได้เพียง 1.037 ล้านบาทเองครับ
ที่นี้ถ้าเรามาลองคำนวณดูว่าจะกู้เท่าไรดี คงต้องเริ่มจากถ้า Occupation Rate ประมาณ 70% คือมีคนเช่าเพียง 34 ห้อง รายได้ก็จะประมาณเดือนละ 61,200 บาท หักค่าใช้จ่ายซักเดือนละ 15,000 บาท จะเหลือเงินสดรับเดือนละ 46,200 บาท
จากเงินสดรับ คุณสามารถกู้ธนาคารได้เพียง 3 ล้านบาทเองครับ ถ้าคิดดอกเบี้ยที่ 6% และระยะเวลากู้ 7 ปี จะเหลือเงินสดเดือนละ 2,374 บาทครับ
ถ้าธนาคารให้กู้ 10 ปี คุณก็จะกู้ได้ 4 ล้านบาท เหลือเงินเดือนละ 1,791 บาทครับ
ถ้าอยากกู้ 6 ล้านบาท คุณต้องกู้นาน 18 ปีครับ คุณจะเหลือเงินสดเดือนละ 710 บาท แต่ธนาคารจะให้กู้นานขนาดนั้นหรือครับ
พนักงานประเมินราคาของธนาคารนั้น จริงๆแล้วก็อาศัยการสอบถามจากการซื้อขายที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นหลักครับ ส่วนการประเมินราคาอาคารก็อาศัยจากการประเมินราคาตามแบบพิมพ์เขียวครับ ซึ่งก็คำนวณจากจำนวนพื้นที่อาคารนั้นแหละครับ
ส่วนเรื่องการกู้เงินธนาคารของคุณ ba_2l นั้น จะกู้ได้ถึง 6 ล้านหรือไม่นั้นก็คงขึ้นอยู่กับมูลค่าโครงการครับ (ที่ดินบวกมูลค่าอาคาร) ซึงก็คงจะกู้ได้ประมาณ 70% ของมูลค่าโครงการครับ
แต่ถ้าพบพนักงานสินเชื่อที่ดี ก็จะมีการประมาณการรายได้เพื่อคำนวณว่าจะมีความสามารถชำระหนี้ได้หรือไม่ ซึ่งบางครั้งหลักประกันคุ้ม แต่โครงการไม่ work พนักงานสินเชื่อที่ดีก็จะไม่เสนอเรื่องครับ
ซึ่งถ้าผมเป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อนะครับ แล้วคุณจะขอกู้ 6 ล้านบาท ผมคงไม่เสนอเรื่องขออนุมัตินะครับ เพราะถ้ากู้ 6 ล้านบาท ดอกเบี้ยที่ 6% ระยะเวลากู้ 7 ปี ผ่อนปีละ 1.052 ล้านบาทครับ ซึ่งถ้าคุณสามารถให้เช่าหมด 48 ห้อง คุณจะมีรายได้เพียง 1.037 ล้านบาทเองครับ
ที่นี้ถ้าเรามาลองคำนวณดูว่าจะกู้เท่าไรดี คงต้องเริ่มจากถ้า Occupation Rate ประมาณ 70% คือมีคนเช่าเพียง 34 ห้อง รายได้ก็จะประมาณเดือนละ 61,200 บาท หักค่าใช้จ่ายซักเดือนละ 15,000 บาท จะเหลือเงินสดรับเดือนละ 46,200 บาท
จากเงินสดรับ คุณสามารถกู้ธนาคารได้เพียง 3 ล้านบาทเองครับ ถ้าคิดดอกเบี้ยที่ 6% และระยะเวลากู้ 7 ปี จะเหลือเงินสดเดือนละ 2,374 บาทครับ
ถ้าธนาคารให้กู้ 10 ปี คุณก็จะกู้ได้ 4 ล้านบาท เหลือเงินเดือนละ 1,791 บาทครับ
ถ้าอยากกู้ 6 ล้านบาท คุณต้องกู้นาน 18 ปีครับ คุณจะเหลือเงินสดเดือนละ 710 บาท แต่ธนาคารจะให้กู้นานขนาดนั้นหรือครับ
- ปรัชญา
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 18252
- ผู้ติดตาม: 0
ใครมีความรู้เข้ามาคุยแนะนำผมหน่อย
โพสต์ที่ 34
ขอให้โชคดี กับการลงทุนครับba_2l เขียน:ขอบคุณทุกๆท่านที่ช่วยให้คำชี้แนะครับ เรื่องทำเลที่ตั้งไม่ค่อยน่าเป็นห่วงครับเดี๋ยวพอแบบเสร็จจะลองแวะไปสั่งเมนูที่BBLดูซิว่ามันจะง่ายเหมือนโฆษณารึเปล่า![]()
อย่างไรก็แวะมาเล่าให้อ่านกันบ้าง
และบอกชื่อหอพักด้วย เผื่อเพื่อนรุ่นน้องไปอยู่ มช.จะได้ตามไปอุดหนุนครับ
- เพื่อน
- Verified User
- โพสต์: 1826
- ผู้ติดตาม: 0
ใครมีความรู้เข้ามาคุยแนะนำผมหน่อย
โพสต์ที่ 35
พี่ปรัชญาครับ ถ้าพี่จะซื้อจริงๆละก็ อย่าลืมเรื่องสำคัญอีกเรื่องนะครับ
พี่ต้องเช็คดูให้เรียบร้อยก่อนว่า อาคารขออนุญาติก่อสร้างถูกต้องหรือไม่
และ สร้างตามแบบที่ได้รับอนุญาติหรือปล่าว มีคดีฟ้องร้องอะไรอยู่หรือปล่าว
ทางเข้าออกของอาคารเป็นทางสาธารณะ หรือทางส่วนบุคคล ถ้าเป็นทางส่วนบุคคล ได้มีการจดภาระจำยอมใดๆหรือไม่ เรื่องเหล่านี้ควรเช็คให้เรียบร้อยก่อนนะครับ รวมทั้งระบบน้ำ-ไฟด้วยครับ
พี่ต้องเช็คดูให้เรียบร้อยก่อนว่า อาคารขออนุญาติก่อสร้างถูกต้องหรือไม่
และ สร้างตามแบบที่ได้รับอนุญาติหรือปล่าว มีคดีฟ้องร้องอะไรอยู่หรือปล่าว
ทางเข้าออกของอาคารเป็นทางสาธารณะ หรือทางส่วนบุคคล ถ้าเป็นทางส่วนบุคคล ได้มีการจดภาระจำยอมใดๆหรือไม่ เรื่องเหล่านี้ควรเช็คให้เรียบร้อยก่อนนะครับ รวมทั้งระบบน้ำ-ไฟด้วยครับ
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 360
- ผู้ติดตาม: 0
ใครมีความรู้เข้ามาคุยแนะนำผมหน่อย
โพสต์ที่ 36
พี่ปรัชญาครับ
ผมอ่านหนังสือเรื่อง Value investment in real estate ซึ่งเนื้อหาในหนังสือจะเปรียบเทียบความน่าสนใจระหว่างการลงทุนในหุ้นกับอสังหาฯ
มี idea หนึ่งซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นหัวใจของหนังสือเล่มนี้เลย คือ การลงทุนในอสังหาฯ นั้น หากเราสามารถ take leverage ได้เกือบเต็มเงินวงเงิน ก็คือ กู้ได้ 80-90% ของเงินลงทุน แล้วนำ cash flow มาผ่อนดอกเบี้ยและเงินต้น พบว่าผลตอบแทนจากการลงทุนเมื่อคิดจากเงินลงทุนของเราเอง ( equity ) จะสูงถึง 20-30% ต่อปี เหตุผลก็คือเพราะเรา take leverage ครับ
แม้ว่าการลงทุนในหุ้นจะกู้เงินมาซื้อหุ้นได้ เช่น การทำ credit balance แต่ก็ไม่สามารถก่อหนี้เป็น % ได้เท่าการซื้ออสังหาฯ นอกจากนี้ การกู้เงิน bank มาซื้ออสังหาฯ แม้ว่ามูลค่าอสังหาฯ จะตกต่ำลงบ้างตามภาวะเศรษฐกิจ แต่หากยังมี cash flow ที่จะจ่ายหนี้อยู่ bank ก็จะไม่เรียกหลักประกันเราเพิ่มหรือไม่ force sell เรา เหมือนคนที่กู้เงินมาซื้อหุ้นโดน ซึ่งแม้ว่าหุ้นที่เรากู้มาซื้อนั้นจ่ายปันผลคุ้มดอกเบี้ยแต่หากราคาหุ้นลงมากๆ เราก็โดนเรียกหลักประกันอยู่ดี
ดังนั้น ที่หลายๆ คนบอกว่าหนี้เงินกู้ซื้อบ้านหรืออสังหาฯ เป็นหนี้ที่น่ากู้ ผมก็เห็นด้วยอยู่พอสมควรครับ
แต่ปัจจัยที่ต้องพิจารณาก็คือ ความสามารถในการกู้เงินของแต่ละคนไม่เท่ากัน ซึ่งอาจจะทำให้ไม่สามารถลงทุนโดยใช้ทฤษฎีนี้ได้
นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากคุณภาพอสังหาฯ ที่ซื้อให้เช่าด้วยเหมือนกันครับ เพราะการกู้ 80-90% ก็เปรียบคล้ายๆ กับการลงทุนในหุ้นที่มี d/e 5-10 เท่า หาก cash flow ไม่ดีและมั่นคงจริง ก็เพิ่มความเสี่ยงให้กับตัวเราสูงมากทีเดียวครับ
ผมอ่านหนังสือเรื่อง Value investment in real estate ซึ่งเนื้อหาในหนังสือจะเปรียบเทียบความน่าสนใจระหว่างการลงทุนในหุ้นกับอสังหาฯ
มี idea หนึ่งซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นหัวใจของหนังสือเล่มนี้เลย คือ การลงทุนในอสังหาฯ นั้น หากเราสามารถ take leverage ได้เกือบเต็มเงินวงเงิน ก็คือ กู้ได้ 80-90% ของเงินลงทุน แล้วนำ cash flow มาผ่อนดอกเบี้ยและเงินต้น พบว่าผลตอบแทนจากการลงทุนเมื่อคิดจากเงินลงทุนของเราเอง ( equity ) จะสูงถึง 20-30% ต่อปี เหตุผลก็คือเพราะเรา take leverage ครับ
แม้ว่าการลงทุนในหุ้นจะกู้เงินมาซื้อหุ้นได้ เช่น การทำ credit balance แต่ก็ไม่สามารถก่อหนี้เป็น % ได้เท่าการซื้ออสังหาฯ นอกจากนี้ การกู้เงิน bank มาซื้ออสังหาฯ แม้ว่ามูลค่าอสังหาฯ จะตกต่ำลงบ้างตามภาวะเศรษฐกิจ แต่หากยังมี cash flow ที่จะจ่ายหนี้อยู่ bank ก็จะไม่เรียกหลักประกันเราเพิ่มหรือไม่ force sell เรา เหมือนคนที่กู้เงินมาซื้อหุ้นโดน ซึ่งแม้ว่าหุ้นที่เรากู้มาซื้อนั้นจ่ายปันผลคุ้มดอกเบี้ยแต่หากราคาหุ้นลงมากๆ เราก็โดนเรียกหลักประกันอยู่ดี
ดังนั้น ที่หลายๆ คนบอกว่าหนี้เงินกู้ซื้อบ้านหรืออสังหาฯ เป็นหนี้ที่น่ากู้ ผมก็เห็นด้วยอยู่พอสมควรครับ
แต่ปัจจัยที่ต้องพิจารณาก็คือ ความสามารถในการกู้เงินของแต่ละคนไม่เท่ากัน ซึ่งอาจจะทำให้ไม่สามารถลงทุนโดยใช้ทฤษฎีนี้ได้
นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากคุณภาพอสังหาฯ ที่ซื้อให้เช่าด้วยเหมือนกันครับ เพราะการกู้ 80-90% ก็เปรียบคล้ายๆ กับการลงทุนในหุ้นที่มี d/e 5-10 เท่า หาก cash flow ไม่ดีและมั่นคงจริง ก็เพิ่มความเสี่ยงให้กับตัวเราสูงมากทีเดียวครับ
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 360
- ผู้ติดตาม: 0
ใครมีความรู้เข้ามาคุยแนะนำผมหน่อย
โพสต์ที่ 37
แต่ที่อ่านความเห็นของคุณ Chatchai แล้ว แสดงว่ายังมีความแตกต่างจากในทางปฏิบัติกับทฤษฎีในหนังสือ เพราะในหนังสือยกตัวอย่างการซื้อบ้านให้เช่า ซึ่งสามารถกู้ได้ยากถึง 30 ปี แต่กรณีอพาร์ตเมนท์นี้หากกู้ได้ 10-15 ปีมันก็จะไม่สามารถเป็น self finance ได้
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 360
- ผู้ติดตาม: 0
ใครมีความรู้เข้ามาคุยแนะนำผมหน่อย
โพสต์ที่ 38
ผมเคยคิดประเด็นเรื่องการซื้ออสังหาฯ ให้เช่าเหมือนกันครับ ท้ายสุดไปจบที่หุ้น ticon ยังไงถ้าสนใจสามารถไปอ่านที่ร้อยคนร้อยหุ้นได้นะครับ คุณสามัญชนนำกระทู้ผมไป post ไว้ให้ครับ
- ปรัชญา
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 18252
- ผู้ติดตาม: 0
ใครมีความรู้เข้ามาคุยแนะนำผมหน่อย
โพสต์ที่ 39
ขอบคุณสำหรับข้อคิดและมุมมองดีดีInvisible hand เขียน:พี่ปรัชญาครับ
ผมอ่านหนังสือเรื่อง Value investment in real estate ซึ่งเนื้อหาในหนังสือจะเปรียบเทียบความน่าสนใจระหว่างการลงทุนในหุ้นกับอสังหาฯ
มี idea หนึ่งซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นหัวใจของหนังสือเล่มนี้เลย คือ การลงทุนในอสังหาฯ นั้น หากเราสามารถ take leverage ได้เกือบเต็มเงินวงเงิน ก็คือ กู้ได้ 80-90% ของเงินลงทุน แล้วนำ cash flow มาผ่อนดอกเบี้ยและเงินต้น พบว่าผลตอบแทนจากการลงทุนเมื่อคิดจากเงินลงทุนของเราเอง ( equity ) จะสูงถึง 20-30% ต่อปี เหตุผลก็คือเพราะเรา take leverage ครับ
แม้ว่าการลงทุนในหุ้นจะกู้เงินมาซื้อหุ้นได้ เช่น การทำ credit balance แต่ก็ไม่สามารถก่อหนี้เป็น % ได้เท่าการซื้ออสังหาฯ นอกจากนี้ การกู้เงิน bank มาซื้ออสังหาฯ แม้ว่ามูลค่าอสังหาฯ จะตกต่ำลงบ้างตามภาวะเศรษฐกิจ แต่หากยังมี cash flow ที่จะจ่ายหนี้อยู่ bank ก็จะไม่เรียกหลักประกันเราเพิ่มหรือไม่ force sell เรา เหมือนคนที่กู้เงินมาซื้อหุ้นโดน ซึ่งแม้ว่าหุ้นที่เรากู้มาซื้อนั้นจ่ายปันผลคุ้มดอกเบี้ยแต่หากราคาหุ้นลงมากๆ เราก็โดนเรียกหลักประกันอยู่ดี
ดังนั้น ที่หลายๆ คนบอกว่าหนี้เงินกู้ซื้อบ้านหรืออสังหาฯ เป็นหนี้ที่น่ากู้ ผมก็เห็นด้วยอยู่พอสมควรครับ
แต่ปัจจัยที่ต้องพิจารณาก็คือ ความสามารถในการกู้เงินของแต่ละคนไม่เท่ากัน ซึ่งอาจจะทำให้ไม่สามารถลงทุนโดยใช้ทฤษฎีนี้ได้
นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากคุณภาพอสังหาฯ ที่ซื้อให้เช่าด้วยเหมือนกันครับ เพราะการกู้ 80-90% ก็เปรียบคล้ายๆ กับการลงทุนในหุ้นที่มี d/e 5-10 เท่า หาก cash flow ไม่ดีและมั่นคงจริง ก็เพิ่มความเสี่ยงให้กับตัวเราสูงมากทีเดียวครับ
ดีใจที่ให้เกียรติมาช่วยตอบให้ได้สาระ และได้ความรู้เพิ่มขึ้นครับ
ขอบคุณ คุณเพื่อน ที่ช่วยให้ได้คิดถึงเรื่องระบบก่อสร้าง
และระบบน้ำ-ไฟฟ้า-ถนน ทุกอย่างดีครับ
แต่เรื่องสัญญาต่างๆตลอดจนแบบ
ผ่านการขออนุญาติหรือยัง ผมยังไม่ได้ตรวจสอบ
สงสัยถอดใจก่อน คงต้องคิดแบบท่าน ...
ดร.นิเวศน์บอกน่ะครับ อยากเลี้ยงกุ้งก็ไปซื้อหุ้นกุ้งซะเลย
อยากลงทุนในหอพักก็ตามอย่างคุณInvisible hand
แนะนำซื้อหุ้นนิคมอุตสาหกรรมก็เหมือนกันครับ
เคยซื้อไทคอนตอนราคา18-19บาทตอนยังไม่แตกพาร์
ด้วยคำแนะนำของคุณหมอที่อยู่เมืองสุ1,000
พอจะแตกพาร์เลยขายไป แต่พวกก็ยังขึ้นมาถึงทุกวันนี้เสียดายครับ
หรือผมคิดตาม คุณCKว่า......เสียดายดีกว่าเสียใจ
ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่เคยหยุดพัก
ยอมรับเลยครับว่าแต่ละความคิดเห็นมีประโยชน์ต่อตัวผมและต่อส่วนรวมที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในสถานะการณ์
หากต้องการลงทุนทำหอพักและอพาตร์เมนท์
ผมคงชะลอเรื่องนี้ไว้ก่อนรอจังหว่ะหากมีความมั่นใจค่อยลงมือ
ตอนนี้หาความรู้เรื่องนี้เพิ่มเติมไปเรื่อยๆ
ทั้งในเวปและคุยกันในหมู่เพื่อนๆครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 920
- ผู้ติดตาม: 0
ใครมีความรู้เข้ามาคุยแนะนำผมหน่อย
โพสต์ที่ 40
เรื่องการซื้อบ้านหรือคอนโดเพื่ออยู่เองนี่ สำหรับตัวผมจะคิดว่าพร้อมเมื่อมีเงินสดพอเงินดาวน์และค่าตบแต่งบ้าน และมีรายได้บวกผลประโยชน์จากการลงทุนมากกว่าค่าผ่อนรายเดือนประมาณ 3-4 เท่า หรือไม่ก็ต้องมีทรัพย์สินที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้ทันทีเช่นหุ้นสภาพคล่องหรือพันธบัตรรวมแล้วมากกว่าราคาบ้านที่จะซื้อ คือพร้อมที่จะขายเพื่อนำเงินมาจ่ายค่าบ้านหากอัตราดอกเบี้ยมันสูงเกินกว่าที่เราจะสามารถหาช่องทางลงทุนที่ปลอดภัยและให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ได้ ถ้ามีเงินสดอยู่ 1 ล้าน แต่มีเงินอีกซัก 3 ล้านลงทุนในหุ้นหรือพันธบัตรที่มีผลตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซัก 2-3% ก็อาจจะพอซื้อคอนโดราคา 4 ล้านได้โดยกังวลน้อยหน่อยครับ ถ้าไม่มีส่วนนี้แต่ต้องผ่อนประมาณ 75% ของรายได้ก็จะเป็นการซื้อความเครียดมากกว่าความสุขนะครับ
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
ใครมีความรู้เข้ามาคุยแนะนำผมหน่อย
โพสต์ที่ 43
เป็นเช่นนั้นแหละครับคุณ bl_21 ถ้าจะกู้ 4 ล้านบาท ทำเลดีจริงก็คงได้ครับ แต่ความเสี่ยงจะขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยครับ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ที่ 6% ตลอด 10 ปีซิครับ
การกู้แบบ Long Term Loan นั้นเป็นการกู้เพื่อขยายกิจการ อัตราดอกเบี้ยจะผูกติดกับ MLR เวลาเบิกเงินกู้ก็จะต้องมีเอกสารการก่อสร้างเป็นหลักฐานในการเบิกเงินครับ เวลาชำระจะมีระยะเวลาในการจ่ายชำระคืนเงินต้นที่แน่นอน
ส่วนเงินเบิกเกินบัญชี O/D นั้น ควรเป็นการใช้เงินกู้แบบหมุนเวียนชั่วคราวครับ คิดอัตราดอกเบี้ยอิง MOR ซึ่งจะสูงกว่า MLR เวลาเบิกหรือคืนเงินกู้รวมทั้งดอกเบี้ยจะไม่มีกำหนดระยะเวลา เพียงแต่อย่าให้เกินวงเงิน
การใช้วงเงิน O/D นั้นจะทำให้เราไม่มีระเบียบวินัยในการใช้เงินกู้และการชำระคืนครับ รวมทั้งอาจจะไม่สามารถขอวงเงินได้มากนัก
ถ้าผมเป็นเจ้าหนี้สินเชื่อ มาขอวงเงิน O/D 4 ล้านบาท เพื่อใช้ในธุรกิจนี้ ผมคงไม่ทำเรื่องให้หรอกครับ เพราะธุรกิจนี้ใช้เงินทุนหมุนเวียนไม่มากนัก และเป็นธุรกิจเงินสดด้วย แต่ถ้าเป็นเจ้าหนี้ที่ท่านอื่น ผมไม่ทราบ แต่ไม่ควรทำครับ เพียงแต่อาจจะขอไว้เป็นวงเงินเพื่อสำรองครับ
การกู้แบบ Long Term Loan นั้นเป็นการกู้เพื่อขยายกิจการ อัตราดอกเบี้ยจะผูกติดกับ MLR เวลาเบิกเงินกู้ก็จะต้องมีเอกสารการก่อสร้างเป็นหลักฐานในการเบิกเงินครับ เวลาชำระจะมีระยะเวลาในการจ่ายชำระคืนเงินต้นที่แน่นอน
ส่วนเงินเบิกเกินบัญชี O/D นั้น ควรเป็นการใช้เงินกู้แบบหมุนเวียนชั่วคราวครับ คิดอัตราดอกเบี้ยอิง MOR ซึ่งจะสูงกว่า MLR เวลาเบิกหรือคืนเงินกู้รวมทั้งดอกเบี้ยจะไม่มีกำหนดระยะเวลา เพียงแต่อย่าให้เกินวงเงิน
การใช้วงเงิน O/D นั้นจะทำให้เราไม่มีระเบียบวินัยในการใช้เงินกู้และการชำระคืนครับ รวมทั้งอาจจะไม่สามารถขอวงเงินได้มากนัก
ถ้าผมเป็นเจ้าหนี้สินเชื่อ มาขอวงเงิน O/D 4 ล้านบาท เพื่อใช้ในธุรกิจนี้ ผมคงไม่ทำเรื่องให้หรอกครับ เพราะธุรกิจนี้ใช้เงินทุนหมุนเวียนไม่มากนัก และเป็นธุรกิจเงินสดด้วย แต่ถ้าเป็นเจ้าหนี้ที่ท่านอื่น ผมไม่ทราบ แต่ไม่ควรทำครับ เพียงแต่อาจจะขอไว้เป็นวงเงินเพื่อสำรองครับ
-
- ผู้ติดตาม: 0
ใครมีความรู้เข้ามาคุยแนะนำผมหน่อย
โพสต์ที่ 44
ขอบคุณมากครับพี่ stockms, พี่ซีเค และพี่ ๆ ผมคิดมาหลายคืน คงต้องเก็บเงินเพิ่มมากกว่านี้ ความฝันก็คงต้องรอต่อไป
- Mon money
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 3134
- ผู้ติดตาม: 0
ใครมีความรู้เข้ามาคุยแนะนำผมหน่อย
โพสต์ที่ 45
ไม่ต้องกู้ก็ได้พี่ปรัชญา ระดมทุนขายIPOได้เลย ผมขอจอง 1หุ้น แต่ต้องรับประกันนะว่าวันแรกต้องไม่ต่ำกว่าจอง
คุณ IH คิดได้ละเอียด มากครับ ผมแถมให้หน่อยหนึ่งคือ มากกว่าครึ่งหนึ่งของการลงทุนภาคเอกชน เป็นการลงทุนของSMEครับ ฉนั้นรัฐต้องทั้งผลักดันสนับสนุนอย่างเต็มที่ครับ TICONจึงน่าสนใจมาก ยิ่งราคาขนาดนี้ ปันผลขนาดนี้ ได้ข่าวว่าTICONได้กว้านซื้อที่ตามในนิคมเอาไว้แยอะมาก เพื่อขยายงานครับ

คุณ IH คิดได้ละเอียด มากครับ ผมแถมให้หน่อยหนึ่งคือ มากกว่าครึ่งหนึ่งของการลงทุนภาคเอกชน เป็นการลงทุนของSMEครับ ฉนั้นรัฐต้องทั้งผลักดันสนับสนุนอย่างเต็มที่ครับ TICONจึงน่าสนใจมาก ยิ่งราคาขนาดนี้ ปันผลขนาดนี้ ได้ข่าวว่าTICONได้กว้านซื้อที่ตามในนิคมเอาไว้แยอะมาก เพื่อขยายงานครับ
เป็นบุญหนักหนาเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย เป็นคนไทยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
-
- ผู้ติดตาม: 0
ใครมีความรู้เข้ามาคุยแนะนำผมหน่อย
โพสต์ที่ 46
เคยคุยกะพวกนายห้างที่ทำพวกอพาร์ตเมนท์มาบ้างได้ข้อมูลงูๆปลาๆมาดังนี้
1. ควรมีที่ดินของตัวเอง
2. กู้ได้ครับแต่กู้ในอัตรา 1 ส่วน ต่อเงินทุนตัวเอง 1 ส่วน (อันนี้ผมเคยกู้ตังค์ซื้อคอนโดไว้ให้เช่าตอนฟองสบู่คราวก่อน...เหมือนทำงานให้แบงค์เลยครับ...ค่าเช่าได้เท่าไรต้องทูนหัวทูนเกล้าให้มันหมด ตอนนี้ขายเรียบ..เหลือแต่ที่ไว้ปลูกต้นปาล์ม..สบายใจกว่าเยอะเลย)
3. ควรมีรายได้ทางอื่น เนื่องจากคืนทุนนานมาก แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้า โดยเฉพาะถ้าเป็นตึกแรกจะยากที่สุด แต่ถ้าสามารถฝ่าด่านคืนทุนตึกแรกได้แล้ว หลังที่สองจะสบายขึ้นเพราะมีตึกแรกช่วยสนับสนุน (แถวสุขุมวิทตอนนี้พวกนายห้างที่ทำธุรกิจผ้าหันมาทำอพาร์ตเมนท์กันตรึมเพราะธุรกิจผ้าโดนจีนตียับ)
4. ควรมีเงินสดไว้บ้างเผื่อฉุกเฉิน
5. เตรียมใจไว้กับเรื่องจุกจิก
....ขอให้พบของถูกและประสบความสำเร็จเป็นแลนด์ลอร์ดผู้มั่งคั่ง....
1. ควรมีที่ดินของตัวเอง
2. กู้ได้ครับแต่กู้ในอัตรา 1 ส่วน ต่อเงินทุนตัวเอง 1 ส่วน (อันนี้ผมเคยกู้ตังค์ซื้อคอนโดไว้ให้เช่าตอนฟองสบู่คราวก่อน...เหมือนทำงานให้แบงค์เลยครับ...ค่าเช่าได้เท่าไรต้องทูนหัวทูนเกล้าให้มันหมด ตอนนี้ขายเรียบ..เหลือแต่ที่ไว้ปลูกต้นปาล์ม..สบายใจกว่าเยอะเลย)
3. ควรมีรายได้ทางอื่น เนื่องจากคืนทุนนานมาก แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้า โดยเฉพาะถ้าเป็นตึกแรกจะยากที่สุด แต่ถ้าสามารถฝ่าด่านคืนทุนตึกแรกได้แล้ว หลังที่สองจะสบายขึ้นเพราะมีตึกแรกช่วยสนับสนุน (แถวสุขุมวิทตอนนี้พวกนายห้างที่ทำธุรกิจผ้าหันมาทำอพาร์ตเมนท์กันตรึมเพราะธุรกิจผ้าโดนจีนตียับ)
4. ควรมีเงินสดไว้บ้างเผื่อฉุกเฉิน
5. เตรียมใจไว้กับเรื่องจุกจิก
....ขอให้พบของถูกและประสบความสำเร็จเป็นแลนด์ลอร์ดผู้มั่งคั่ง....