รุ้งกินน้ำ

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 961

โพสต์

พี่ธนพล เอ๊กส์ MEN เขียน:ขอถามคุณพี่ ริว สุดหล่อเลยครับ


โหรตลท.ของพี่...ใช้กับหุ้นเป็นตัวๆได้หรือไม่...
หรือว่าเฉพาะกับหุ้นตัวใหญ่ๆๆๆๆ และ set


แล้วถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด...
เช่นคนพร้อมใจเข้าไปประชุมแบบปิดตายที่สนามบิน...
หรือคนบางกลุ่มลุกขึ้นมาเผาบ้านเผาเมืองตอนสงกราน...
โหรตลท.ของพี่ริวจะสะท้อนอย่างไร...จะ delay ครึ่งปีหรือไม่...เพราะผมคิดว่ากำไรของบมจ.ส่วนใหญ่...
คงต้องทรุดลงไปตอนช่วงเดือนนั้นพอควร...ขอบคุณครับ :P
โหร ตลท. นี่ ไม่ใช่ของผมครับ  :lol:  
แต่เป็นของอาจารย์นิเวศน์ คือประมาณซักเมษาปีที่แล้ว
มีพวกโหรสำนักต่างๆ ทำนายทายทักเหตุการณ์บ้านเมืองว่าจะแย่อย่างงั้นไม่ดีอย่างงี้
ี้อาจารย์ก็เลยยกตัวอย่างในอดีตว่าโหร ตลท. ตลอ.
 มีความแม่นยำยังไง
คือตอนนั้นราคาหุ้นมันยังค่อนข้างสูง
ถึงอาจารย์จะไม่ฟันธงชัดเจนแต่ก็ค่อนข้างถือหางโหร ตลท.
อยู่ว่าเศรษฐกิจจะไม่ย่ำแย่เลวร้ายอย่างที่มีคนทาย

แต่มาปลายปีที่หุ้นร่วงมากๆ
อาจารย์กลับมองว่าเป็นปัญหาของต่างประเทศ
บ้านเราไม่ค่อยเกี่ยวมากนัก
ที่หุ้นลงเพราะฝรั่งขายเอาเงินกลับบ้านเขา
คือคล้ายๆ กับว่าโหร ตลท. ผิดนั่นแหละ
เหมือนอาจารย์พูดกลับไปกลับมา
ผมก็เลยเอามาแซวอาจารย์ตั้งแต่ตอนนั้นครับว่า
การลงของดัชนีนั้นสมเหตุสมผลดีแล้ว รู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กนิสัยเสียจริงๆ
ชอบแซวผู้หลักผู้ใหญ่ (ยิ่งพี่พอใจ ยิ่งแซวบ่อย  :oops: )

ข้อมูลที่ผมมีนั้นเห็นได้ชัดเจนว่าไม่ตรงกับอาจารย์
พอข้อมูลไม่ตรงกันก็เลยมองไม่ตรงกันไปด้วย
อาจารย์มองว่าฐานกำไร 500 พันล้านนั้นเป็นฐานกำไรปกติ
พอทุกอย่างฟื้นก็กลับมาเหมือนเดิม
แต่ตามสถิติแล้วนั่นเป็นกำไรสูงสุดในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทย
ดูอย่างพี่เทพ กว่าการผลิตเทียบเท่าน้ำมันดิบจะขึ้น 240,000
บาร์เรล/วัน ก็ต้องรอถึงปีหน้า
และกว่าจะได้ 300,000 บาร์เรล/วัน ก็ต้องรอถึงปี 54
แต่ต่อให้เป็นปี 54 แต่ถ้าราคาน้ำมันยัง 60เหรียญอยู่
กำไรก็ไม่แน่ว่าจะไปเท่าเก่า


จริงๆ ถือว่าแอบแซวอาจารย์นิเวศน์นะครับ  :lol:
 ใครจะเอาแค่วิธีบ้านๆ
แบบนี้ไปเดาดัชนีในอนาคตก็ขอให้ระวังๆ หน่อย มันมีอะไรๆ
อีกเยอะนะครับที่ต้องดู  :8)
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 962

โพสต์

กลุ่มพวกที่ชอบลุกขึ้นมาปิดบ้านเผาเมืองนี่ถือว่าสะท้อนมานานแล้วครับ สิงหาปีก่อนมีโอลิมปิกแล้วก็เป็นฤดูร้อนฝรั่ง นักท่องเที่ยวบ้านเราถือว่าซบแล้วเพราะเขาโฟกัสไปที่จีนหมด พอโอลิมปิกจบเสื้อเหลืองก็มาประกาศสงครามยึดทำเนียบ เบ็ดเสร็จตัวเลขอย่างเป็นทางการของนักท่องเที่ยวที่มาบ้านเราจึงลดติดต่อกันมา 10 เดือนเต็มๆ รอประกาศมิถุนา-กรกฎา นักท่องเที่ยวก็หดครบปีพอดี ตอนนี้มาเจอหวัดพันธุ์ใหม่อีก เอิ๊ก  :lol:  :lol:

พูดเรื่องโหรสักหน่อยเถอะ (ไม่การเมืองนะ) เพียงแต่รู้สึกว่าพวกเสื้อแดงขาดการเอาโหราศาสตร์การเมืองมาประยุกต์ใช้ เคยกล่าวไปแล้วในกระทู้อื่นว่าดวงเมืองบ้านเรานั้น เมื่ออาทิตย์ขึ้นมาในอุตรกุรุทวีป (ประมาณ มีนา-พฤษภา) จะกล้าแข็งเป็นพิเศษ แต่เมื่ออาทิตย์คล้อยไปตกต่ำในชมพูทวีป (ประมาณกันยา-พฤศจิกา) ดวงเมืองจะอ่อนโทรมลง พวกใช้โหราศาสตร์การเมืองจึงชอบเลือกจังหวะเวลาที่เหมาะกับวัตถุประสงค์ของตัว

ตอนเมษา ผมขำพวกเสื้อแดงอยู่เพราะถือว่าไม่รู้จักใช้อำนาจเร้นลับให้เป็นประโยชน์ ใครมาใช้ความรุนแรงช่วงดวงเมืองกล้าแข็งอย่างนี้ปกติจะแพ้ภัยตัวเอง ตัวอย่างที่พอจะจำกันได้คือพฤษภาทมิฬที่พลเอกสุจินดาต้องปิ๋วไปแบบหมดท่าหมดสง่าราศี แต่อย่างเสื้อเหลืองนี่ถือว่าใช้ได้ เห็นในข่าวเขาว่าเอาโกเต๊กไปทำพิธีอะไรด้วยใช่มั้ยคับ ไม่แน่ใจเหมือนกัน  :lol:  :lol:
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 963

โพสต์

เดี๋ยวบ่นเรื่องเงินๆ ทองๆ ต่อ เพราะคนเขาเข้าใจกันเยอะในแนวทางที่แตกต่างออกไป
จะพูดสั้นๆ ก็ไม่มันส์ พูดยาวๆ ก็ขี้เกียจ
พอดีพี่ฮง (กุก ยอง) ของผม pm มาหาตั้งนานแล้วเลยรวบยอดมาตอบแถวนี้ก็แล้วกัน

ซึ่งก็ต้องพูดถึงคุณวิศิษฐ์ องค์ ก่อน
ผมเองชื่นชอบคุณวิศิษฐ์องค์มาตั้งนานแล้ว
ตั้งแต่สมัย Bizweek ยังไม่เจ๊ง ยังไม่ลดหน้ากระดาษ
และยังไม่ลดความหนาของแผ่นกระดาษ
แต่ยังไงก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าผมจะเห็นด้วย
ทุกเรื่องราวที่คุณวิศิษฐ์องค์กล่าว
คล้ายๆ กับอาจารย์นิเวศน์นี่แหละ
ถึงผมจะชอบอาจารย
์ แต่ถ้าอาจารย์การ์ดตกก็ต้องแซวกันบ้างให้ครึกครื้น

ด้วยว่าเงินนั้นสามารถย้ายจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งได้
ย้ายจากเขตเศรษฐกิจหนึ่งไปอีกเขตเศรษฐกิจหนึ่งได้คล้ายๆ
กับเงินที่ย้ายจากกระเป๋าเราไปเข้ากระเป๋าคนอื่น แต่แม้จะอย่างนั้น
เงินกลับไม่เคยย้ายจากตลาดสินทรัพย์หนึ่ง
ไปยังอีกตลาดสินทรัพย์หนึ่งเลย มันเป็นหลักการพื้นๆ
นั่นเองเช่นเดียวกับที่เขาทำไมถึงเอาเฉพาะ
สินค้าและบริการขั้นสุดท้ายเท่านั้นมาคิดเป็น GDP กล่าวคือ
อะไรก็ตามที่เป็นสินทรัพย์ที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนไปๆ มาๆ ได้
หรือสินค้าตลาดมือสองขึ้นไปจะถูกตัดออกหมด

เมื่อเราทำการซื้อหุ้นในตลาด
การซื้อนั้นจะสมบูรณ์ได้ก็เพราะมันมีคนขายหุ้นให้เรา การทำธุรกรรมก็จะทำให้เงินย้ายจากบัญชีของเรา
ไปเข้าบัญชีคนที่ขาย
เมื่อเราขายหุ้นเหตุการณ์ก็จะเกิดกลับด้านกัน
และถ้าทั้งสองคนมีบัญชีที่ธนาคารเดียวกัน
เงินก็แค่เปลี่ยนชื่อเจ้าของเท่านั้นเอง
เงินจึงไม่เคยอยู่ในตลาดหุ้น
แต่อยู่กับสถาบันการเงินตลอดเวลา
มันเป็นอย่างที่ปู่บัฟ (โทเศรษฐศาสตร์) กล่าวนั่นเองว่าตลาดหุ้นน่ะมันไม่ม
ี ที่มันมีอยู่ตรงนั้นก็แค่แสดงให้เห็นว่ามีใครกำลังทำอะไรโง่ๆ
อยู่รึเปล่า ตามนั้นทุกประการ

ลองจำลองสถานการณ์
ถ้าเราคาดว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นในอนาคต
ราคาหุ้นมันก็ควรจะขึ้น นักลงทุนผู้ชาญฉลาดก็จะดักทางซื้อรอไว้แต่แรก
แต่ ณ ขณะนั้น เศรษฐกิจมันยังไม่ได้ดีให้เห็นอย่างชัดเจน
อุปสงค์เงินจึงยังไม่ไปไหนอุปทานเงินจึงพลอยไม่เพิ่มไปด้วย สิ่งที่น่าสนใจคือราคาหุ้นเริ่มขึ้นไปแล้ว
เพราะอุปสงค์ต่อหุ้นมาก่อนอุปสงค์เงิน

ในทางกลับกันเมื่อเราคิดว่าในอนาคตเศรษฐกิจจะแย่
อย่างเช่นปลายปีที่แล้ว
หุ้นก็จะร่วงนำไปก่อนแบบเฉียบพลันทันด่วนทั้งๆ
ที่อุปทานเงินยังไม่ทันจะลดเลย ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะอยากจะชี้ให้เห็นว่า
เราต้องมองอุปสงค์/อุปทานเงิน
แยกจากอุปสงค์/อุปทานหุ้น
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 964

โพสต์

โดยทางการแล้วทั้งปริมาณเงินและดัชนีหุ้นจัดเป็นดัชนีนำทั้งคู่ แต่เกี่ยวกับปริมาณเงินนั้นมันไม่ได้นำในสิ่งที่คนมากมายกำลังคิดอยู่ว่ามันนำ ด้วยเหตุฉะนี้จึงขอเอาทฤษฎีปริมาณเงินของคลาสสิกมาฉายซ้ำๆ ซากๆ อีกรอบ
หลังจากที่เคยเอามาพูดตั้งแต่กระทู้พี่พอใจหน้าแรกๆ กล่าวคือ
ปริมาณเงินจะแปรผันตามผลผลิตและดัชนีราคาผลผลิต
แต่แปรผกผันกับอัตราการจับจ่ายใช้สอยเงิน
เพื่อให้ง่ายเราสามารถแทนปริมาณเงินด้วย M2
แทนผลผลิตด้วย GDP ส่วนดัชนีราคาผลผลิตก็เอาดัชนีราคาผู้บริโภคแทนเข้าไปซื่อๆ เลย
สิ่งที่เราได้จากสมการคือเงินในระบบมากน้อยยังไงก็ขึ้นกับผลผลิต แต่สินทรัพย์ชนิดสมบัติผลัดกันชมนั้น
เพียงแต่อาศัยผลผลิตที่แท้จริงค้ำมูลค่าของมัน

ย้อนมาที่ Money Game คุณวิศิษฐ์พูดถึงเงินในแง่งามที่น่าสนใจอยู่คือ
การมีปริมาณเงินมากถือเป็นสภาพคล่องที่จะทำให้หุ้นขึ้นได้
ซึ่งเรื่องนี้ผมไม่เห็นด้วย

อันว่า liquidity นั้น ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่า liquidity
ลองนึกถึงน้ำตกจำลองในสวนที่บ้าน ไม่ว่าปริมาณน้ำในนั้นมันจะมากหรือน้อย
ถ้าเราไม่กดสวิทช์เดินเครื่องเสียอย่าง
น้ำก็จะไม่ไหลอยู่ดีแหละจริงมั้ย
เพียงแต่ถ้าน้ำมันน้อยเกินไป หรือรั่วไหลไปจากระบบ หรือไปกองอยู่ผิดที่ผิดทาง
การเพิ่มน้ำเข้าไปก่อนกดสวิทช์ถือเป็นเรื่องถูกต้อง

พูดเฉยๆ เดี๋ยวเห็นภาพไม่ชัดหรือบางท่านอาจไม่เชื่อ
เพราะฉะนั้นก็จะเอารูปมาให้ดู

รูปภาพ

รูปนี้มีที่มาจากแนวคิดของคุณวิศิษฐ์
ซึ่งเป็นอัตราส่วนของการเติบโตของ M2
หารด้วยอัตราการเติบโตของ GDP
โดยมีสมมติฐานว่าถ้า M2 เติบโตเป็นเท่าตัวของ GDP คือหารกันแล้วได้มากกว่า2ขึ้นไป
ก็ถือว่ามีสภาพคล่องในระบบซึ่งก็จะไปทำให้หุ้นขึ้นได้
ตามที่คุณวิศิษฐ์อ้างคือจะนำการขึ้นของหุ้น
ตั้งแต่ 6 เดือนถึง 2 ปี ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม


จากรูปก็พอจะมองเห็น
จุดอ่อนของมันใช่มั้ยครับว่าอย่างน้อยๆ
มันก็มีอยู่ 2 ข้อ คือ
1. ถ้ามีตัวเลขค่าใดค่าหนึ่งติดลบมันก็จะเหวอจากกราฟ
ไปหาพี่นริศ (ไปเลย) กลายเป็นตัวเลข N.A.
ใช้การใช้งานไม่ได้ทันที แล้วก็
2. ถ้าอัตราการเติบโตของ GDP ต่ำมากชนิดเข้าใกล้ 0
ตัวหารก็จะต่ำผิดปกติทันที
เวลาหารเสร็จ ค่าที่ได้ก็จะเหวอทะลุ 2 ไปมากๆ ได้เช่นกัน

ลองนึกถึงประเทศที่ GDP โตแค่ครึ่งเปอร์เซ็นต
์แต่ปริมาณเงินโต 1 เปอร์เซ็นต์ 5 ปีติดๆ กัน
เทียบกับประเทศที่ GDP โต 7 เปอร์เซ็นต์
แต่ปริมาณเงินโต 7 เปอร์เซ็นต์เท่ากันติดต่อกัน 5 ปีดูว่าหุ้นใครจะขึ้นเยอะกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 965

โพสต์

รูปภาพ

นี่เป็นรูปที่แยกออกมาให้เห็นชัดขึ้นว่า
อัตราการเติบโตของปริมาณเงินและ GDP ในแต่ละช่วงเวลานั้นเป็นยังไง
เราจะเอาอะไรมากมายกับการที่ GDP โต 2%
แล้วปริมาณเงินโต 4%
นอกจากจะเอาการเติบโต M2 มาหารการเติบโต GDP แล้ว
คุณวิศิษฐ์ยังเสนอว่าสามารถวัดสภาพคล่องได
้โดยเอามันมาลบกันตรงๆ
โดยมีเงื่อนไขว่า อัตราการเติบโตของ M2 ต้องมากกว่า GDP

ที่ว่ามาคือผมไม่เห็นด้วยเลย
จะขอนำเสนอรูปต่อไปดังนี้เพื่อจะได้อธิบายให้กระจ่าง

รูปภาพ

นี่เป็นรูปที่เอาอัตราการเติบโตของปริมาณเงิน
มาลบอัตราการเติบโตของ GDP ซึ่งค่าที่ได้ก็สามารถเป็นได้ทั้งบวกทั้งลบ จากทฤษฎีปริมาณเงินก็ถือว่ากราฟนี้แสดงข้อมูล
ทั้งการเปลี่ยนแปลงของปริมาณเงินและผลผลิต เพื่อให้สะท้อนเงินเฟ้อจึงใส่เข้าไปทั้ง
nominal M2 และ real M2 เทียบกัน ส่วนที่เหลือที่กราฟจะสะท้อนออกมาคือ
ภาวะการจับจ่ายใช้สอยเงินในระบบ

ตลาดหุ้นก่อนปี 44 นั้นเพิ่งผ่านการโดนหมีตบสลบไสลมาหมาดๆ
เพราะดัชนีหุ้นนั้นนำ GDP จึงลงมากระแทกพื้นก่อนที่ตัวเลขทางการ
จะประกาศว่า GDP จาก 6% ลงมาเหลือ 2% ถ้าเราให้ความสำคัญเป็นจริงเป็นจัง
กับปริมาณเงินที่มากว่าคือสภาพคล่อง
เราก็เห็นผู้คนเขาโยงกรอบที่เห็นในปี 44 ว่านี่ไง
สภาพคล่องพวกนี้แหละดันให้หุ้นขึ้นในปี 46 ในความเห็นของผมก็คือถ้าเรื่องนี้นำดัชนีหุ้น
ได้เหวี่ยงแหกว้างไกลด้วยขอบเขตที่ไม่ชัดเจนตั้ง 6 เดือนถึง 2 ปี
มันก็ไม่สมควรจะถูกเรียกเป็น indicator แล้วล่ะ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 966

โพสต์

เมื่อผลผลิตกับปริมาณเงินแปรผันตรงซึ่งกันและกัน หากปัจจัยอื่นคงที่
เมื่อเอาอัตราการเปลี่ยนแปลงของทั้งสองอย่างมาลบกัน
ค่าที่ได้ก็ควรจะอยู่ใกล้ๆ ศูนย์ แต่เพราะปัจจัยอื่นมันไม่คงที่นั่นเองขอให้พิจารณาที่กรอบที่ 2
สังเกตได้ชัดเจนเลยใช่มั้ยครับว่าปริมาณเงินลบ GDP
นั้นติดลบมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่เส้น real กับ nomina
แทบไม่แยกกัน การที่ GDP โตมากขึ้นเรื่อยๆ
ในขณะที่ปริมาณเงินกลับโตลดลง มันเป็นการบ่งบอกว่าการบริโภคในประเทศฟื้นตัวแล้ว
ส่วนเงินเฟ้อกลับยังไม่ขึ้น
เมื่อการบริโภคเพิ่มยอดขายของธุรกิจต่างๆ ก็ต้องเพิ่ม
กำไรก็จะเพิ่ม สุดท้ายราคาหุ้นก็ต้องวิ่ง ถือว่านั่นเป็นจุดเริ่มต้นของระยะเวลาแห่งกระทิง

ยิ่งระบบเศรษฐกิจใดมีอัตราการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
ความต้องการที่จะคงปริมาณเงินไว้ในระบบยิ่งลดลง
เมื่อก่อนก็เคยยกตัวอย่างอ้างอิงถึง M2/GDP
ของไทยเทียบสหรัฐฯ
ให้ฟังไปแล้วว่าของไทย M2 กับ GDP จะใกล้กัน
(แต่ตอนนี้ M2 ทะลุ 110% GDP แล้ว)
ในขณะที่สหรัฐฯ M2 กลับเกินครึ่ง GDP ไม่มากนัก
แทนที่จะไปนั่งดูปริมาณเงินเพิ่ม
การที่ปริมาณเงินมันไม่เพิ่มนี่ต่างหากที่บ่งชี้ว่าหุ้นกำลังจะขึ้น

ที่ยกรูปให้ดูก็เพื่อจะให้ประจักษ์
เป็นการสลายกรอบความคิดความเชื่อพื้นๆ
ที่ว่าปริมาณเงินเพิ่มหุ้นจะขึ้น
เพราะจากข้อเท็จจริงในอดีตปริมาณเงินลดหุ้นก็ขึ้นได้เหมือนกัน
หรือพูดให้ชัดขึ้นคือปริมาณเงินจะเพิ่มจะลดหุ้นขึ้นได้ทั้งนั้นแหละ
มันขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ที่ประกอบกันเข้าเป็นภาพใหญ่


ลองดูที่กรอบที่ 1 ทั้ง 4 เส้นอยู่เกิน 0% ทั้งสิ้น มันเป็นการบ่งบอกว่าทั้งการผลิตและการบริโภคนั้นชะลอตัว
ปริมาณเงินจึงเพิ่ม แต่การบริโภคจะกลับมาเมื่อไหร่เราก็ไม่รู้
บางคนดูข้อมูลปี 44 อาจจะบอกว่านี่ไงสภาพคล่องล้นหลามหุ้นจะขึ้น
นั่นมันแน่นอนอยู่แล้วหุ้นตกได้ก็ขึ้นได้
และกรอบที่มันจะขึ้นก็เหวี่ยงแหได้ตั้ง 6 เดือนถึง 2 ปีเชียวแหละ

รู้สึกจะแซวคุณวิศิษฐ์เยอะ
ใครอย่าไปลิ้งค์กระทู้นี้ให้คุณวิศิษฐ์อ่านเชียวนะ
ผมชื่นชอบคุณวิศิษฐ์มากนะครับเห็นใน Money Game นั้น
คุณวิศิษฐ์ก็มอบเงินที่ได้ให้เป็นทุนการศึกษาเด็กด้วย
ผมนี้อนุโมทนาสาธุเลย คนอะไรทั้งเก่งทั้งใจบุญ  :pray:  :pray:  :pray:
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 967

โพสต์

ช่วงครึ่งแรกปี 45 นั้นมันเกิดปรากฏการณ์กระทิงเล็กเพราะกรณี 9/11 แทบจะไม่กระทบเศรษฐกิจบ้านเรา
แต่มันฉุดดัชนีให้ร่วงแรงได้ใจมาก
ลงแรงก็ขึ้นแรงบวกแรงหนุน
จากการที่ข่าวร้ายที่สุดคือ GDP โตแค่ 2%
ผ่านพ้นตลอด5เดือนแรก
ฝรั่งซื้อสุทธิอย่างหนักหน่วงจนลากหุ้นจาก 260 ไปทะลุ 400 ได้
(ถ้า 3 เดือนขายนี่หมูเลยนะ  :wink: )
นั่นคือฝรั่งเขาเดาทางภาพใหญ่เศรษฐกิจถูก
แต่อาจเพราะเรื่องอิรักเลยกลับมาเทขายสุทธิตลอด 7 เดือนที่เหลือ

แต่ภาพใหญ่คือหุ้นมันจะขึ้นซะอย่าง
สุดท้ายเลยกลายเป็นว่าฝรั่งกลับขายหมู
ตลอดปี 46 ที่หุ้นขึ้นมากกว่า 100%
นั้นเป็นที่รับทราบกันว่าเป็นปีที่ฝรั่งขายสุทธิ
ถ้าแยกรายเดือนก็ซื้อสุทธิแค่ 4 ส่วน 8
เดือนที่เหลือก็ขายสุทธิทั้งนั้น แต่เมื่อมองทั้ง 12 เดือน หุ้นกลับร่วงแค่เดือนเดียว
อีก 11 เดือนที่เหลือหุ้นขึ้นหมด กล่าวคือถ้าหุ้นมันจะขึ้นฝรั่งมันจะซื้อหรือขายหุ้นก็ขึ้นอยู่ดี
เรื่องนี้เป็นที่ทราบกันในวงการ แต่สำหรับแมงเม่าหรือมือใหม่ก็อาจเข้าใจว่า
ฝรั่งซื้อหุ้นขึ้นฝรั่งขายหุ้นตกแค่นั้น สาเหตุเพราะต่างชาติอาศัยการมองภาพใหญ่ในการลงทุน
ทิศทางการซื้อหรือขายสุทธิจึงมักไปในแนวทางที่ควรจะเป็น
สัญลักษณ์การซื้อหรือขายสุทธิของกลุ่มใดๆ ที่สอดคล้องกับทิศทางของดัชนี
จึงเป็นการบ่งชี้ว่ากลุ่มใดกันแน่
ที่มองสถานการณ์ภาพรวมออกก่อน

ถ้าเรามองข้ามความผันผวนระหว่างกลาง
จะเห็นว่าถึงมันจะช้าหน่อยแต่ดัชนีก็อยู่ในทิศทางขาขึ้น
นักลงทุนผู้ชาญฉลาดเขาเก็บหุ้นแล้ว
แต่แมงเม่ายังไม่มาระเริงไฟ ขอให้ดูในกรอบที่ 3
ซึ่งตลาดเบ่งบานแล้วและอุปทานเงินก็เติบโตขึ้นมา
ทันกับผลผลิต บ้านเรามีประชุม APEC
และเฮียเหลี่ยมก็ได้หน้าไปมากมาย
แมงเม่าทั้งหลายได้เข้ามาแล้วจากภาวะเศรษฐกิจที่ใครๆ
ก็เห็นพ้องกันว่าดี เมื่อนั้นเองเส้น real กับ nominal
ก็แยกกันซึ่งบ่งบอกว่าภาวะเงินเฟ้อมาแล้ว
ดอกเบี้ยกำลังจะขึ้นแล้วหุ้นก็จะถูกฉุด
ถึงจะถือว่าเป็นเวลาทองของโภคภัณฑ์
แต่การฟื้นใหญ่ปี 46
แทบจะลากโภคภัณฑ์เล็กกลางทั้งหลาย
ขึ้นสู่ยอดดอยอยู่แล้ว
ช่วงนี้ปริมาณเงินเพิ่มแล้วหุ้นขึ้นครับเพราะเงินเฟ้อ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 968

โพสต์

มาดูในกรอบที่ 4 บ้างซึ่งเป็นช่วงที่น้ำมันอ้วกแตกที่สุด
ตั้งแต่เมษาถึงกันยา เป็น 6 เดือนเต็มๆ
ที่ real M2 เติบโตติดลบ
เรื่องนี้บอกว่าเพราะเงินเฟ้อ
เป็นเหตุทำให้การจับจ่ายใช้สอยเงินตามตัวเลขนั้นเพิ่มขึ้น
ถึงผู้ซื้อจะได้ของในปริมาณลดลงก็ตาม
เงินติดลบแบบนี้นั่นแหละที่หุ้นขึ้นไป 880 จุด

พอมากรอบ 5 สรรพพราหมณ์แตกปริมาณเงินกลับพุ่งกระฉูด
(ตุลา+1 พฤศจิกา+5 ธันวา+8)
คนเห็นปริมาณเงินเพิ่มก็บอกว่านี่ไงสภาพคล่อง
คือถ้าเรานิยามว่าการมีเงินสดในมือมากๆ
สามารถที่จะเอาไปทำนั่นทำนี่ซื้อนั่นซื้อนี่ได้คือสภาพคล่องละก็ ผมก็จะไม่ว่าอะไร
เพียงแต่เราต้องเรียกให้เต็มว่าสภาพคล่องของเจ้าของเงิน คือใครมีเงินก็คล่องอย
ู่แต่เศรษฐกิจไม่คล่องด้วย
เพราะคนชะงักการจับจ่ายใช้สอยไปจากการที่เศรษฐกิจหดตัว
สภาพคล่องของเศรษฐกิจวัดจากกระแสเงินไม่ใช่ปริมาณเงิน ถ้าในระบบนั้นมีการจับจ่ายหมุนเวียนเงินเร็วเท่าไหร
่ความต้องการเงินในเชิงปริมาณกลับยิ่งลดลง

ถึงจะต่อยอดจากเรื่องที่เคยเล่ามาแล้วก็เหอะ
แต่รู้สึกขาดดุลยอดวิชาเดินสะพัดยังไงไม่รู้แฮะ  :|  พี่ฮงยังมาถ่ายทอดยอดวิชาต่างๆ ให้ฟังเลย มี blog ตัวเองแล้วด้วย
พี่พอใจสิเก็บเงียบเลย
พี่หมอเคไปวิ่งได้ถ้วยมา
พี่พอใจไปวิ่งเห็นมีแต่ถ้วยน้ำจิ้มกรรเชียงปูมาให้ด
ู เห็นว่าตอนนี้มียอดวิชาวิฬาร์สามขาด้วย
(เอ เป็นยังไงน้า  :8) ) คิดว่านอกจากขาซ้ายขาซ้ายขาขวาแล้วต้องมีขากลางด้วยแน่เลย
และขาก็คงจะแข็งแกร่งมากเพราะวิ่งจ๊อกกิ้งทุกวัน
(จริงรึเปล่าน้อ :8) )
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 969

โพสต์

ไม่เห็นด้วยกับคุณวิศิษฐ์ประเด็นเดียวยังต้องพูดซะยืดยาว
ถ้าจะยกมาพูดทั้งเล่มนี่ไม่ต้องทำมาหากินพอดี
เดี๋ยวจะไปบ่นเรื่องอื่นต่อแล้ว เมื่อหลายเดือนก่อนนั้นถือว่าพูดเรื่องเงินตราสกุลกลางทันเวลา
เพราะคล้อยไปแค่ไม่กี่วัน
ปรากฏว่าจีนเกิดไปบ่นดังๆ ในที่ประชุม G20
เรื่องการเอา SDR มาใช้แทน USD เป็นข่าวเกรียวกราวกันใหญ่
สื่อก็นำเสนอข้อมูลวิเคราะห์วิจารณ์สารพัดเรื่องเงินตราสกุลใหม่
ทีก่อนหน้านั้นก็ไม่เห็นมีใครพูด
พอเป็นข่าวแล้วค่อยมาพูดก็เหมือนกับเรื่องเพื่อนสนิทเลย
พี่พอใจ (ได้ถ้วยน้ำจิ้ม) เขียน: " ไข่ย้อย...แกมาบอกอะไรเอาตอนนี้"

รูปภาพ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 970

โพสต์

เกี่ยวกับ Funds Flow อาจมีบางท่านคิดว่าฝรั่งขนเงินเข้ามาบ้านเราแล้ว
ปริมาณเงินจะเพิ่ม
ถ้าใครมัวแต่ไปนั่งดูปริมาณเงิน
ผมเกรงว่าจะได้แห้วไปรับประทานแทน
ลองพิจารณาดูนะครับ
ฝรั่งจะซื้อหุ้นบ้านเราเขาก็ต้องใช้เงินบาท
กล่าวคืออุปสงค์เงินบาทจะเพิ่มขึ้น
และหากการขนเงินมาของฝรั่งทำให้อุปทานบาทเพิ่มละก็
็ อุปสงค์อุปทานชนกันแบบนี้
ี้อัตราแลกเปลี่ยนก็ต้องเท่าเก่าสิจริงมั้ย

แต่อัตราแลกเปลี่ยนกลับแข็งค่าขึ้น นี่มันฟ้องให้เราเห็นชัดเจนอยู่แล้วว่า
เงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้ามา
มันไปแลกกับเงินบาทที่มีอยู่แล้วในตลาด
หาใช่เงินบาทใหม่แต่ประการใดไม่ เรื่องที่ตรงตัวจริงๆ
คือทุนสำรองระหว่างประเทศ
อัตราแลกเปลี่ยนอะไรเหล่านั้น
แต่ด้วยความที่ประเทศเราส่งออกถึง 75% GDP เงินไหลเข้าไหลออกจากการติดต่อค้าขายกัน
มันเป็นมูลค่าที่สูงกว่าเงินที่จะมาลงทุนในตลาดหุ้นมาก
การมองแบบนี้ก็เลยได้เพียงแค่กรอบหยาบๆ

ตลาดปริวรรตเงินตรานั้นไม่เคยหลับไหล
และก็สร้างกำไรเป็นกอบเป็นกำให้กับบรรดาธนาคาร เวลาเงินจะเข้ามาก็ใช่ว่าฝรั่งเขาขนเงินใส่เรือสำปั้นล่องมา
ขึ้นท่าที่อ่าวไทยซะเมื่อไหร่
เดี๋ยวนี้ธุรกรรมอะไรก็อิเลคโทรนิคหมดสั่งซื้อสั่งขายแป๊บๆ
ก็เสร็จแล้ว เงินที่มาตลาดหุ้นนั้นเป็นเงินร้อน
สามารถเข้าๆ ออกๆ ได้รวดเร็วเหมือนกับคนเข้าส้วม โดยทั่วไปเราถือว่าการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด
หรือเกินดุลการชำระเงินนั้นสามารถ
ทำให้ปริมาณเงินเพิ่มได้ในระยะยาวอันเนื่องมาจาก

การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดชี้ว่าธุรกิจในบ้านเรา
ทำกำรี้กำไรได้จากการทำมาค้าขาย
เมื่อธุรกิจมั่งคั่งขึ้นตั้งแต่เจ้าของธุรกิจไปจนถึงพนักงาน
ก็มีแนวโน้มมั่งคั่งขึ้น นำไปสู่การบริโภคที่มากขึ้น ธุรกิจที่มั่งคั่งนั้นก็จะหาลู่ทาง
ในการขยายการลงทุนพัฒนาผลผลิตต่างๆ ออกมา
ผลสุดท้ายอุปทานเงินก็จะเพิ่ม
การลงทุนทางตรงจากต่างประเทศก็ทำนองเดียวกัน
ฉะนั้นลำพัง Funds Flow แบบเข้าส้วมจึงไม่ได้ส่งผลอะไรกับอุปทานเงินมากนัก ในอีกแง่หนึ่งเราอาจกล่าวว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้น
ก็ทำให้เงินเพิ่มขึ้นในเชิงมูลค่าไม่ใช่ในเชิงตัวเลข M2 ที่เอามาบวกลบคูณหารกัน
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 971

โพสต์

ปกติผู้คุมอุปทานเงินอย่างเป็นทางการนั้นคือธนาคารกลาง
ต่างชาติขนเงินเข้าๆ ออกๆ ยังไงก็ช่าง
ผู้คุมสูงสุดก็ยังเป็นธนาคารกลางอยู่ดี
ถ้า Funds มันจะ Flow มาจนเงินแข็งเป๊กเกินไป ธนาคารกลางก็สามารถเข้าไปแทรกแซง
ชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ได้ทันที
ซึ่งที่ผ่านมา ธปท. บ้านเราก็ทำตัวแบบนี้แหละ

หาก ธปท. อยากบล็อคเงินแข็ง พี่ท่านก็จะตั้งหน้าตั้งตาซื้อเงินตราต่างประเทศเก็บ
แล้วขายบาทต้านออกมา นั่นเป็นการเพิ่มอุปทานเงินบาท
ซึ่งอาจเกินความต้องการใช้เงินของระบบซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อ ดังนั้นจึงต้องตามมาด้วย
การออกหลักทรัพย์ซื้อคืนเงินบาทเหล่านั้นกลับมา
ซึ่งมันจะแสดงออกให้เราเห็นผ่าน
การเปลี่ยนแปลงในงบดุลของ ธปท.

ในยุคก่อนที่เงินบาทยังอ่อน หากเอาหนี้ต่อทุนของเขามาดูนี่
ี่ ถึงขั้นไม่บอกไม่รู้กันเลยทีเดียวว่าเป็นธนาคาร แต่ตอนนี้หนี้บวมออกๆ
กล่าวคือ Funds Flow มายังไงก็ช่าง
อุปทานเงินขึ้นอยู่กับธนาคารกลางกำหนด

ตอนก่อนรู้สึกเคยอ้างให้ฟังบ้างเหมือนกันว่าภายหลังวิกฤติ 40
ฝรั่งขนเงินออกโครมๆ นั้น
ปริมาณเงินในประเทศไทยลดลงไปไม่มาก
ถ้าเทียบกันแล้วละก็ real M2 ยุคนั้นลดลงพอๆ
กับช่วงเงินเฟ้อน้ำมันกระฉูดปีที่แล้วนั่นแหละ
(real M2 ลบพอๆ กันแต่ 41 GDP/Q ติดลบ 13.8%
ในขณะที่ปีที่แล้ว GDP/Q บวก 5.3%)
อันว่าฝรั่งเค้าจะขนเงินออกมากขนาดไหน
มันก็เป็นเงินตราต่างประเทศไม่ใช่เงินบาท ถือเป็นการลดลงของเงินในเชิงมูลค่า
ผ่านอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าลงหาใช่ตัวเลขไม
่ การที่ไปสู้ค่าเงินให้แข็งครั้งนั้นเราถึงกับหมดอุจาระปัสสาวะ
ขณะนั้นนำเราเข้าถึง 45% GDP
(ส่งออกยังแค่ 40% GDP)
เมื่อโบ๋เบ๋แล้วเช่นนี้
จะเอาเงินตราต่างประเทศที่ไหนไปซื้อข้าวของซื้อน้ำมันซื้อฯลฯ
มาใช้ในประเทศ ดังนั้นจึงต้องหน้าละห้อยไปขอยืมเงิน IMF
มาประทังชีวิตก่อน

ตรงข้ามกันกับอเมริกาซึ่งเงินของเขา
ถูกยอมรับจากนานาประเทศเป็นทุนสำรอง
เงินไหลเข้าไหลออกจากอเมริกาจึงกระทบ M2 เขาโดยตรง
แต่ประเทศอื่นๆ
ไม่เพราะต้องเอาไปแลกสกุลเงินท้องถิ่นประเทศนั้นๆ ก่อน
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 972

โพสต์

พี่ฮงถามความคิดเห็นผมทาง pm แต่ขออนุญาตสดๆ มาบ่นที่นี่เลยละกัน ผมบ่นเรื่องเงินๆ ทองๆ ไปแล้วว่าเงินนั้นมันไม่เคยอยู่ในตลาดหุ้นเลยแม้แต่บาทเดียว เพราะในความเป็นจริงเงินมันกองอยู่ในสถาบันการเงินตลอดเวลา ที่เขาว่าเงินย้ายจากตลาดนั้นไปตลาดนี้มันเป็นเพียงคำกล่าวในเชิงสัญลักษณ์ ในความเป็นจริงเงินไม่ได้ย้ายเลย ความสนใจของคนต่างหากที่ย้าย

รูปภาพ

รูปนี้เอามานำเสนอเป็นของแถม มันไม่ค่อยมีเนื้อสาระอะไรและเอาไปประยุกต์ใช้ก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพอย่างตัวเลขอื่น ที่คุณวิศิษฐ์ว่าถ้า M2 หารด้วยมูลค่าตลาดแล้วเข้าใกล้ 1 ก็แสดงว่าเงินออมส่วนใหญ่ลงทุนในหุ้นนั้น ขอพูดตรงๆ ว่าผมเองก็ไม่เห็นด้วยเลยสักนิดเดียว

แนวคิดนี้มันวางอยู่บนสมมติฐานที่ว่า หากเราจะซื้อหุ้นราคา A บาท เราก็จะต้องมีเงินจำนวน A บาทในกระเป๋าก่อน (ไม่งั้นคนขายหุ้นให้เราก็โวยตายชักพอดีเพราะไม่ได้เงินค่าขาย) มันก็ฟังดูมีเหตุมีผลดีใช่มั้ยครับ คนจำนวนมากไม่มีบัญชีซื้อขายหุ้นส่วนหนึ่งก็เพราะไม่มีเงินเก็บเพื่อจะมาซื้อหุ้น มูลค่าตลาดของหุ้นจึงควรสัมพันธ์กับเงินเก็บ

แต่ในความเป็นจริงมันหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะแนวคิดข้างต้นมันจะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อระบบเศรษฐกิจนั้นไม่มีการก่อหนี้เลยสักนิดเดียว

ผมไม่เบื่อที่จะกล่าวซ้ำว่ามูลค่าของสินทรัพย์ที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนไปๆ มาๆ ระหว่างกันได้นั้นมันไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับปริมาณเงิน ลองนึกถึงกรณีที่เราจะซื้ออสังหาริมทรัพย์ราคา 10 ล้านบาท เราไม่จำเป็นต้องมีเงินสด 10 ล้านบาทในกระเป๋าเลยสักนิด เพียงแต่เราไปคุยกับธนาคารแล้วให้ความเชื่อมั่นกับเขาว่าข้าพเจ้าจะมีกระแสเงินสดรับ 10 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยตามที่ตกลงกันมาจ่ายให้คุณแน่นอนในอนาคต แค่นี้เราก็เป็นเจ้าของอสังหาราคา 10 ล้านได้แล้วจริงมั้ย

เพราะการระดมทุนมีต้นทุน ผู้ระดมทุนจึงต้องการค่าตอบแทนจากกิจกรรมที่ตนเองทำ และด้วยเหตุนั้นมันจึงสามารถสร้างกำไรให้ผู้ทำกล่าวคือมันสามารถนำไปแปรเป็นสินทรัพย์ชนิดหนึ่งขึ้นมาได้ ตามทฤษฎีแล้วหากระบบเศรษฐกิจมีการก่อหนี้มูลค่าสินทรัพย์จะต้องสูงกว่าปริมาณเงินเสมอ

ผมเกรงว่าคุณวิศิษฐ์อาจเห็นแผนภาพอย่างที่ผมเอามาให้ดูข้างบนแล้วสังเกตเห็นมันว่าอัตราส่วนมันลงมาแถว 1 เท่าตอนดัชนีมันไป 1,700 ก็เลยไปอนุมานมันง่ายๆ อย่างที่ว่ามา แต่สินทรัพย์ที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนไปๆ มาๆ ได้นั้นมันไม่ได้มีแค่หุ้นสามัญ มันยังมีตราสารหนี้ หุ้นกู้ พันธบัตรต่างๆ รถยนต์ บ้าน ที่ดิน คอนโด ทาวน์เฮ้าส์ สารพัดอสังหาริมทรัพย์ ชิ้นงานศิลปะ โบราณวัตถุ เพชรพลอยทองหยอง ไม่เว้นกระทั่งพระเครื่อง จตุคาม การที่มูลค่าตลาดสูงขึ้นมาใกล้ M2 แล้วก็เลยบอกว่าเงินออมทั้งหมดมาอยู่ในหุ้นจึงกลายเป็นเหตุผลที่ไร้น้ำหนัก

อย่างเรื่องมูลค่าตลาด เราก็รู้อยู่แล้วว่าเขาเอามารวมกันแบบแกงโฮะน้องนกวิมเบอร์ดั้นทีเดียว ไอ้ที่ทับซ้อนกันของหุ้นแม่ลูกอย่าง SHIN-ADVANC-THCOM หรืออย่าง PTT-PTTEP-PTTCH-IRPC-TOP-PTTAR เขาหักออกกันซะเมื่อไหร่ นอกจากนั้นหุ้นจำนวนมากที่อยู่ในมือของผู้ถือหุ้นใหญ่สารพัดบริษัทก็อาจจะไม่เคยถูกเอามาซื้อๆ ขายๆ ในตลาดเลยเป็นเวลานาน จำนวนเงินที่หมุนเวียนซื้อขายหุ้นบริษัทนั้นจึงประมาณแค่มูลค่าหุ้นที่มีสภาพคล่องเท่านั้น กล่าวคือแค่เงินพอๆ กับมูลค่าตลาดของหุ้นที่มีสภาพคล่องเท่านั้นก็เพียงพอจะทำให้มันมีมูลค่าตลาดอย่างที่เห็นๆ กันอยู่

โดยทั่วไปแล้วตามแนวโน้มระยะยาว อัตราส่วน M2/มูลค่าตลาด มันมีแต่จะต่ำลง เพราะเมื่อเศรษฐกิจเจริญดีตลาดทุนจะขยายตัว จะมีบริษัทจดทะเบียนมากขึ้นๆ กำไรมากหุ้นก็ขึ้นอีก แต่เมื่อเศรษฐกิจดีปริมาณการจับจ่ายใช้สอยมาก ความต้องการเงินต่อผลผลิตก็จะลดลง อัตราส่วนก็มีแต่จะต่ำลง ถ้าอยากเห็นอะไรน่าสนใจก็ลองเอา M2 ของอเมริกาไปหาร NYSE+NASDAQ ดูนะครับ

เพราะพี่ฮงเลยได้แซวคุณวิศิษฐ์องค์อีกดอกหนึ่งด้วยประการฉะนี้แล
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 973

โพสต์

พูดมาก ยาวออกๆ วุ้ย ก็คงจะไม่ไปตั้งกระทู้เอกเทศหรือไปตั้งกระทู้ห้องใหญ่ให้ประเจิดประเจ้อหรอก ของแบบนี้ยิ่งรู้กันน้อยก็ยิ่งดี บางเรื่องก็ถือเป็นความลับของฟ้า นาตาลี เกลโบว่าทีเดียว เกิดคนรู้กันเยอะตลาดก็มีประสิทธิภาพหมด เอามาคุยแอบๆ กันแถวนี้ก็พอแล้วละ วันนั้นเห็นพี่ฮิ้วแจ๊คแมนมาตั้งกระทู้ 10 เด้ง เข้าไปอ่านดูก็ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจ ปกติก็มาเชียร์หุ้นที่ตัวเองถือกันนั่นแหละ แต่สำหรับการมองย้อนไปในอดีตนั้น

อาจไม่มีคนมารวบรวมเรื่องนี้มาพูดเป็นเรื่องเป็นราวนะครับ ผมก็เลยเอาตัวกรองอย่างง่ายมาคัดกรองหุ้น 10 เด้งในอดีตภายใต้เงื่อนไขคือ

1. กรอบเวลานับจากภายหลังลอยตัวค่าเงินบาทมาจนปัจจุบัน
2. นับราคาจุดต่ำสุดตามราคาปิดตลาดที่เกิดขึ้นตามกรอบข้อ 1
3. นับราคาจุดสูงสุดตามราคาปิดตลาดที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่เกิดข้อ 2 แล้ว
4. เอาข้อ 3 มาลบ 2 เพื่อหาอัตราผลตอบแทนแบบม้วนเดียวจบแล้วเกิน 10 เด้ง คือไม่มีการมาขยึกขยักซื้อๆ ขายๆ ทำรอบแต่ประการใด
5. ราคาที่เพิ่มขึ้น 100% = 1 เด้ง เช่น ราคาหุ้น 1 บาท ขึ้นไปที่ 10 บาท ก็จะเท่ากับ 9 เด้ง คือมันต้องขึ้นถึง 11 บาท ถึงจะได้ 10 เด้ง
6. อัตราผลตอบแทนคิดจากราคาตลาดเท่านั้น ไม่รวมเงินปันผล สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนและวอร์แรนท์ หรือแม้กระทั่งเครดิตภาษี แต่รวมการลดหุ้นรวมหุ้นแตกหุ้นปันผลหุ้น
7. นับเฉพาะบริษัทที่ยังคงความเป็นบริษัทจดทะเบียนอยู่ (รวมทั้ง SET และ MAI) ถ้าหลุดจากตลาดไปแล้วไม่นับแม้มันจะเป็นหุ้นสิบเด้งก็ตาม ส่วนหลักทรัพย์ที่เคยถูกพักการซื้อขายหรืออยู่ระหว่างถูกพักการซื้อขายก็ยังคงถูกนับอยู่

ตามหลักเกณฑ์ดังว่า ผมมีคำถามมาถาม 2 ข้อ
(1) หลักทรัพย์จดทะเบียนที่ติดเกณฑ์ข้างต้น มีจำนวนเท่าไหร่
(2) หลักทรัพย์จดทะเบียนที่เป็นแชมป์อภิมหาเด้งคืออะไร และขึ้นเป็นจำนวนกี่เด้ง

ถ้าพี่พอใจตอบทั้ง 2 ข้อถูกใน 24 ชั่วโมงนับตั้งแต่ลงโพสนี้ ผมโทรคุยอาจารย์นิเวศน์เองเลยเอ้า :wink:  แต่ห้ามตอบแบบเหวี่ยงแห นะ ไม่งั้นผมจับแพ้ฟาวล์ เอาแบบแน่ใจชัวร์ๆ แล้วตอบโป๊ะเช๊ะเลย :wink:
Dech
Verified User
โพสต์: 4596
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 974

โพสต์

[quote="Ryuga"]

พี่ Dech คือพี่ก๊อปเปอร์ไร้ท์ตี้ใช่มั้ยคับ ทำไมเปลี่ยนชื่อละครับ ไม่คุ้นเลย
สีลํ พลํ อปฺปฏิมํ สีลํ อาวุธมุตฺตมํ
สีลํ อาภรณํ เสฏฺฐํ สีลํ กวจมพฺภุตํ
ศีลเป็นกำลังไม่มีที่เปรียบ ศีลเป็นอาวุธสูงสุด
ศีลเป็นเครื่องประดับอย่างประเสริฐสุด ศีลเป็นเกราะอย่างอัศจรรย์
ภาพประจำตัวสมาชิก
crazyrisk
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 4549
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 975

โพสต์

[quote="Ryuga"]


ถ้าพี่พอใจตอบทั้ง 2 ข้อถูกใน 24 ชั่วโมงนับตั้งแต่ลงโพสนี้ ผมโทรคุยอาจารย์นิเวศน์เองเลยเอ้า :wink:
"Champions aren't made in gyms. Champions are made from something they have deep inside them: A desire, a dream, a vision.
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 976

โพสต์

ริวงะผู้ปราดเปรื่อง เขียน:(1) หลักทรัพย์จดทะเบียนที่ติดเกณฑ์ข้างต้น มีจำนวนเท่าไหร่
(2) หลักทรัพย์จดทะเบียนที่เป็นแชมป์อภิมหาเด้งคืออะไร และขึ้นเป็นจำนวนกี่เด้ง

:8) อะไรหนอที่ทำให้ริวงะชอบยกปุจฉามาถามผม
     คราวที่แล้วก็ที่ตลาดมะกันก็หนนึงแล้ว
     คราวนี้ดูเหมือน
     มาถามง่ายขึ้นมาหน่อยเรื่องตลาดเมืองไทย
     ผมก็ยังไม่รู้จะไปค้นคว้าที่ไหนมาตอบอยู่ดี
     คำถามข้อนี้ต้องถามจอมยุทธโจ(ตู๊)ญาติท่านโจโฉครับ
     โอ้โหวันที่เปิดคอมให้ผมยลที่บ้านหาดใหญ่
     เก็บข้อมูลไว้ไม่รู้กี่ปีต่อกี่ปีแล้ว
     จริงๆผมไปรื้อดูจากไฟล์ของพี่ครรชิตก็น่าจะได้นะ
     แต่ก็ไม่รู้อีกว่าจะลากริวงะไปออก"มันนี่ของตรู"ทำไม
     ค่านายหน้าก็ไม่ได้
     แถมตอนไป
     ได้หนังสือที่ตลาดพิมพ์มา3เล่มก็แจกให้พรรคพวกไป
     ตังเติงก็ไม่ได้
     พี่เด็กใหม่เขาว่าตลาดไม่มีงบให้อีก..ฮ่า...
     (ให้ไปออกนะดีเท่าไหร่แล้ว...อันนี้ผมพูดเอง)
     ตังไม่ได้นะไม่ว่านะ
     ยังต้องควักกระเป๋าเลี้ยงข้าวเพื่อนอีก
     เพราะพูดจนปากฉีกว่าไม่ได้้ตัง เพื่อนฝูงก็ไม่เชื่อ
     เวรกรรม
     เอ้อ..จะว่าไปออกแล้วดัง อัตตาไ้ด้พองฟูฟ่องหน่อย
     ช่องนี้จะมีซักกี่คนก้าน...ที่ดูอยู่
     ตอนนี้ข้างในหน่วยงานที่ผลิตรายการนี่ก็เห็นวุ่นกันน่าดู
     เห็นว่าจะขายออกมาให้เอกชนหรือ
     ก็ไม่มีใครสนใจซะอีก...ฮ่า...
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
MO101
Verified User
โพสต์: 3226
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 977

โพสต์

การหาหุ้น 10 เด้งนั้นผมว่าน่าจะเป็น
1 หุ้นวัฐจักร เช่น TTA PSL SCC AJ PTT PTTEP
2 หุ้นที่ VI ไม่มอง เช่น Live Iec
ส่วนคำถามของ ริวงะ
ตามหลักเกณฑ์ดังว่า ผมมีคำถามมาถาม 2 ข้อ
(1) หลักทรัพย์จดทะเบียนที่ติดเกณฑ์ข้างต้น มีจำนวนเท่าไหร่
(2) หลักทรัพย์จดทะเบียนที่เป็นแชมป์อภิมหาเด้งคืออะไร และขึ้นเป็นจำนวนกี่เด้ง
ใช้ software ตอบน่าจะง่ายกว่าครับ
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 978

โพสต์

:8) เรื่องที่ริวงะยกมาแซวท่านอาจารย์เจไดของผมนั้น
     เหมือนในชีิวิตจริงที่เป็นอยู่ตอนนี้
     พระอาจารย์แม็คสอนผมเสมอว่า
     เทคนิคอลที่เราดูนั้น 10ครั้งผิดซะแปด
     แต่ขอให้สองครั้งที่ถูกนั้น เป็นการทุ่มแทง
     ก็จะลบข้อผิดพลาดทั้งแปดครั้งที่ผิดไปนั้น
     ให้มลายหายสูญไปได้
     เพียงแต่คนดูเทคนิคอล ถ้าดูแต่เทคนิคอล
     ไม่มีประสบการณ์จัดการเรื่องจัดการบริหารพอร์ตที่เก่งกาจไว้เป็นอาวุธด้วย
     เทคนิคอลเพียวๆก็อาจเหนื่อยหน่อย

     ตลอดชีวิตการลงทุนของผมนั้น
     ผมตามฟังท่านอาจารย์มาโดยตลอดจนถึงทุกวันนี้
     ถือปฏิบัติตามท่านแนะนำมาเป็นส่วนใหญ่
     ที่ท่านอาจารย์บอกดีกว่าเทคนิคอลซะอีก
     เพราะบอกมาสิบหรือยี่สิบ ผิดซะหนึ่งเอง
     ถือเป็นอินดิเคเต้อร์ชั้นยอดที่ไม่เคยมีมา
     แล้วอาจไม่มีอีกแล้วในอนาคต
     
     ตามความเห็นส่วนตัวของผมนั้น
     ปรมาจารย์เจไดของผมนั้นถึงขั้นระฆังทองคลุมกาย ไร้พ่ายไปแล้วครับ

     ส่วนที่เป็นอาชามก็เห็นเยอะเช่นกันครับ
     แต่บอกไม่ได้
     ต้องมีเมตตาเยอะๆ
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 979

โพสต์

:8) เคยไปสัมนาที่Sasinหลายปีแล้ว
     ท่านปรมาจารย์เจได เจอกับ คุณวิศิษฐ์
     ท่านปรมาจารย์ผมส่งอาวุธออกไปทักทายหนักๆ
     เป็นสิบๆดอก
     ผมคิดว่าไฟธาตุของเฮียวิศิษฐ์แตกยับแน่วันนี้
     ที่ไหนได้
     ค้อมรับตลอด
     ก้มหัวรับตลอด
     ไม่มีตอบโต้ซักนิด
     กิริยาอาการสงบเหมือนภูเขา
     มีสมาธิกับเรื่องที่พูดตลอด
     ตั้งแต่วันนั้นเฮียแกเข้ามานั่งอยู่ในหัวใจผมตลอด
     ชอบแกจริงๆครับ
     แต่ผมไม่ได้รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ระดับริวงะ
     ผมไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่เฮียเขาอยากสื่อสารนะครับ
     ก็เลยตามมั่งไม่ตามมั่ง
     จนพอเจ้าฮงเขานำเรื่องนี้มาเล่าละเอียดๆให้ฟัง
     ค่อยรู้เรื่องมากขึ้นอีกหน่อย
     แต่ผมก็ไม่ได้เชี่ยวอะไร ดูแล้วก็เข้าใจบ้าง งงบ้าง
     ก็อาศัยเป็นอินดิเคเต้อร์อีกตัวนึงดูประกอบกับอย่างอื่นไป
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
hongvalue
สมาชิกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า
โพสต์: 2703
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 980

โพสต์

Ryuga เขียน:พี่ฮงยังมาถ่ายทอดยอดวิชาต่างๆ ให้ฟังเลย มี blog ตัวเองแล้วด้วย

ถ้าแวะไปอ่านก็อย่าลืมไปช่วยชี้แนะด้วยนะครับ

please
สนใจเรื่องบัญชี กลยุทธ์ลงทุน fundflow แจมได้ที่ blog ผม
http://hongvalue.wordpress.com/
-ติดตาม twitter เรื่องหุ้นของผมได้ที่
http://twitter.com/hongvalue
my book
http://wp.me/pzSOv-hP
smith_sanguan
Verified User
โพสต์: 3348
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 981

โพสต์

ขายหุ้นหมดล่ะ ขอมาอ่านหน่อยนะพี่
ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก มันก็เป็นเช่นนั้นแล
smith_sanguan
Verified User
โพสต์: 3348
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 982

โพสต์

ยิ่งอ่านยิ่งมัน ขอ print อ่านนะพี่ๆ ปวด หัว
ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก มันก็เป็นเช่นนั้นแล
smith_sanguan
Verified User
โพสต์: 3348
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 983

โพสต์

พี่ริวงะ เก่งมากครับ ทำงานอะไรเนี้ย เกี่ยว กับการเงิน หรือเป่า

เก่ง จริงๆครับ โครตเก่งเลย ครับ ไม่ตาม พี่ พอใจมานี้ เสียดายแย่เลย
ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก มันก็เป็นเช่นนั้นแล
smith_sanguan
Verified User
โพสต์: 3348
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 984

โพสต์

พี่พอใจ มีกระทู้ อะไร มัน อย่างกระทู้นี้ อีกไม๊ครับ ขอ ตามอ่าน ครับ โปรด ชี้แนะ ครับ
ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก มันก็เป็นเช่นนั้นแล
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 985

โพสต์

smith_sanguan เขียน:พี่พอใจ มีกระทู้ อะไร มัน อย่างกระทู้นี้ อีกไม๊ครับ ขอ ตามอ่าน ครับ โปรด ชี้แนะ ครับ
มีอีกเยอะแยะตาแป๊ะไก่ อ่านกันไม่หวัดไม่ไหวเชียว
ผมอยู่ในเวบนี้มาเกือบๆ6ปีแล้ว
ยังอ่านไม่หมดเลย

วิธีการ
1.เข้ากระทู้คลังกระทู้คุณค่า
http://www.thaivi.com/webboard/viewforum.php?f=35

2.ใช้ลิ๊งนี้ให้เป็นประโยชน์
http://www.thaivi.com/webboard/search.p ... or=por_jai
ยกตัวอย่างข้างบนเอาไว้ใช้ดูว่าผมโพสอะไร ที่ไหน ไว้บ้าง
ส่วนใหญ่ถ้าใครอยากอ่านเรื่องไร้สาระ
ก็ใช้ลิ๊งข้างบนนี่แหละครับ
แต่ถ้าอยากอ่านแบบเยี่ยมๆมีสาระก็เปลี่ยนเฉพาะชื่อผมเป็นคนอื่น
เช่น
http://www.thaivi.com/webboard/search.p ... r=chatchai
ก็จะได้อ่านกระทู้ล่าๆที่พี่ฉัตรชัยเขียน
อย่างพี่ฉัตรนี่ผมเอาหัวผมเป็นประกันได้ว่าสุดยอดแห่งฝีมือ
"ซ้ายทะลวงไส้"เป็นฉายาพี่เขา
เพราะพี่เขาตุ๊ยท้องมาหมดเกือบทั้งเวบแล้วครับ
ใีครพลาดเป็นโดน ถูกน๊อกกันมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว
ผมโดนทีนึงตัวงอ ล้มไปให้กรรมการนับ8แต่โดยดี
แต่อาศัยผมตีกรรเชียงเก่ง เลยแพ้ไปแค่คะแนน
ที่ผมยกตัวอย่างชื่อพี่เขา เพราะพี่เขาธรรมะธรรมโม
ใครโพสยียวนอย่างไร ก็ยั่วพี่เขาไม่สำเร็จ
อย่างนี้ผมก็กล้าพูดถึงมากหน่อย...ฮ่า...
ส่วนชื่ออื่นๆก็ลองเปลี่ยนแล้วลิ๊งเข้าไปอ่าน
สามารถอ่านของยอดฝีมือทุกคนได้
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
smith_sanguan
Verified User
โพสต์: 3348
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 986

โพสต์

6 ปี พี่ ยังอ่านไม่หมด ผมเพิ่งเข้า มา ไม่ถึง ครึ่งปี

ต๊าย อ่านตาแฉ
ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก มันก็เป็นเช่นนั้นแล
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 987

โพสต์

:8) ข้อเท็จจริงอย่างนึงในสังคมหุ้น(ไทย)
หมอ::GANTZ:: ณ สินธร เขียน:(ความในใจ)
ผมแปลกใจเหลือเกิน ทุกครั้งถ้าจะมีคนขายโปรแกรม หรือ มีคนจะสอนเทคนิคให้ บางทีแค่ทราบราคาก็มีการถมทับว่าแพง หลอกปล่าวไม่รู้
หรือแบบแล้วจะคุ้มไหม ทำกำไรได้ป่าว
ตามมาด้วยความสงสัยว่า ถ้าดีจริงทำไมไม่ใช้เอง ถ้าทำได้จริงคงรวยไปแล้ว ไม่มาสอน ไม่มาขายหรอก ทำให้หมดกำลังใจ

หลายปีผมเคยคิดอยากจะค้นคว้าเทคนิกมากมาย เพื่อจะลองมาเปิดสอน
แต่พอเห็น สังคมหุ้นไซเบอร์ แล้วต้องยอมรับว่า เงิน ทำให้คนใจแคบ
ถามว่า ผมเก็บ 10,000/คน แพงไหม  คนที่จะเรียนก็บอกโฮ้ว หมื่นแนะ
ซึ่งมีมากมาย จะคิดไปต่อว่าจะได้อะไร ทำแล้วไม่ได้ผล จะรับผิดชอบอะไร
แค่คิดก็กลัวแล้ว และเลิกคิดที่จะอยากสอน TA ไปเลย เลิกค้นคว้าเพิ่มด้วย ใช้มันที่พอเป็นนี่ละ

ในขณะที่ สอนพวกกวดวิชา โดยเฉพาะคนที่อยากไปเรียนต่อ ต่างประเทศ
เชื่อไหม เขาจ่ายร่วมครึ่งแสน เพื่อจะเรียน toefl gmat โดยไม่ทราบว่า
ในอนาคตจะสอบได้ไหม ได้เรียนหรือไม่  
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 988

โพสต์

:8) เลขทะเบียน 168 มีที่มาและความหมายอย่างไร

http://www.pantip.com/cafe/ratchada/top ... 87672.html
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
สถาปนิกต่างดาว
Verified User
โพสต์: 463
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 989

โพสต์

ขอคารวะท่าน ryuga  :bow:
ลงทุนแบบ อาร์ตๆ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 990

โพสต์

พี่บอล (ภราดร) เขียน:มาช่วยพี่พอใจ ข้อ 2. ดูจากกราฟเท่าที่เจอคือ LPN  low 0.09 high 9.05 แต่ไม่รู้ว่าเพิ่มหุ้นลดทุนระหว่างทางรึเปล่านะครับ  :lol:
โอ้ พี่บอลมาเองอย่างงี้ ความลับของฟ้า (นาตาลี) ต้องได้รับการเปิดเผยแน่แล้ว  :lol:  
พี่หมอเค (ได้ถ้วย) เขียน:ถ้าผมช่วยสรุป คงได้ความประมาณ ว่า

เจ้า M2 ที่ใครๆเอามาใช้เทียบการไหลเข้าออกของเงิน

มันเป็นแค่ อุปสงค์ ไม่ใช่อุปทาน อย่างที่ใครๆเขาว่ากัน

ดังนั้น การที่บอกว่า  เงินเข้ามาแล้ว  ไหลไปที่หาที่ๆมีผลตอบแทนสูงกว่าเรื่อยๆ  มันไม่จริง  เพราะจริงๆแล้ว

มันขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นในการลงทุนมากกว่า

อย่างงั้นใช่ไหมครับ
พี่หมอเคจะไปเมืองพระพิษณุโลกสองแควแล้วเหรอครับ  :D  ตอนกลับหาอะไรแจ่มๆ มาฝากกันมั่งนะครับ  :lol: