รุ้งกินน้ำ

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ
noooon010
Verified User
โพสต์: 2712
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 541

โพสต์

:D

เป็น สคส ที่ดูแล้วยิ้มกว้างมากขึ้นเยอะเลยครับ
ขอบคุณนะครับผม  :D
อย่าลืมให้เวลากับครอบครัว และสังคมรอบๆข้างของคุณนะครับ

มีสติ และมีความสุขกับการลงทุนนะครับผม


นักลงทุนที่เก่งที่สุดมิใช่คนที่ซื้อขายไวที่สุด
แต่คือคนที่นำสติกลับมาได้เร็วที่สุด
หลายครั้งส่งคำสั่งซื้อทางไปรษณีย์ได้ผลตอบแทนมากกว่าซื้อผ่านnetหากเราขาดสติ
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 542

โพสต์

ครม.มีมติให้วันที่ 2 ม.ค.52 เป็นวันหยุดราชการเพิ่มอีก 1 วัน
      กรุงเทพฯ--9 ธ.ค.--รอยเตอร์

      นางสาวศุภรัตน์ นาคบุญนำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)
รักษาการวันนี้ มีมติให้วันที่ 2 ม.ค.52 เป็นวันหยุดราชการเพิ่มอีก 1 วัน
เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
      "ครม.เห็นชอบให้วันที่ 2 มกราคม 52 เป็นวันหยุดเพิ่มอีกหนึ่งวัน
เพื่อให้ครอบครัวได้มีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้น และที่สำคัญจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย" นางสาวศุภรัตน์
กล่าว
      ทั้งนี้ วันที่ 31 ธ.ค.51 และวันที่ 1 ม.ค.52 เป็นวันหยุดส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
ทั้งในส่วนงานราชการและธุรกิจเอกชน
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 543

โพสต์

นางสาวศุภรัตน์ ยังกล่าวทิ้งท้าย
หากเอกชนใดบังคับให้ พนง.มาทำงาน
ขอให้ซวยไปตลอดปี
ซื้อหุ้นตัวไหนฝรั่งขายตัวนั้น สาธุ
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
noooon010
Verified User
โพสต์: 2712
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 544

โพสต์

ขอบคุณพี่พอใจอีกครั้งครับ
หยุดยาวอีกแล้ว ... สงสัย กทม.เป็นของเราเหมือนเคยครับ  :D
อย่าลืมให้เวลากับครอบครัว และสังคมรอบๆข้างของคุณนะครับ

มีสติ และมีความสุขกับการลงทุนนะครับผม


นักลงทุนที่เก่งที่สุดมิใช่คนที่ซื้อขายไวที่สุด
แต่คือคนที่นำสติกลับมาได้เร็วที่สุด
หลายครั้งส่งคำสั่งซื้อทางไปรษณีย์ได้ผลตอบแทนมากกว่าซื้อผ่านnetหากเราขาดสติ
ภาพประจำตัวสมาชิก
ก้อนหิน
Verified User
โพสต์: 2344
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 545

โพสต์

[quote="por_jai"]นางสาวศุภรัตน์ ยังกล่าวทิ้งท้าย
หากเอกชนใดบังคับให้ พนง.มาทำงาน
ขอให้ซวยไปตลอดปี
ซื้อหุ้นตัวไหนฝรั่งขายตัวนั้น สาธุ
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 546

โพสต์

[quote="ก้อนหิน"][quote="por_jai"]นางสาวศุภรัตน์ ยังกล่าวทิ้งท้าย
หากเอกชนใดบังคับให้ พนง.มาทำงาน
ขอให้ซวยไปตลอดปี
ซื้อหุ้นตัวไหนฝรั่งขายตัวนั้น สาธุ
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
ก้อนหิน
Verified User
โพสต์: 2344
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 547

โพสต์

[quote="por_jai"][quote="ก้อนหิน"][quote="por_jai"]นางสาวศุภรัตน์ ยังกล่าวทิ้งท้าย
หากเอกชนใดบังคับให้ พนง.มาทำงาน
ขอให้ซวยไปตลอดปี
ซื้อหุ้นตัวไหนฝรั่งขายตัวนั้น สาธุ
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 548

โพสต์

:8) มันเล่นกันแรงจริงวุ๊ย...

รูปภาพ
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 549

โพสต์

por_jai เขียน:รูปภาพ
อ่า  พี่ป้อม  มีรูปเซียนวิบูลย์  ณ.ขอนแก่นด้วย
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 550

โพสต์

:8) มีไฟล์วันไปออกรายการด้วยครับ
     เฮียอยากดูอยากฟังอีกครั้งก็บอกนะครับ จะจัดให้
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
ปรัชญา
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 18252
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 551

โพสต์

[quote="por_jai"]:8) มีไฟล์วันไปออกรายการด้วยครับ
MarginofSafety
Verified User
โพสต์: 5786
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 552

โพสต์

[quote="por_jai"]:8) น้องหวีเวบมาสเต้อร์หูทองของเวบเราที่คนไม่ค่อยรู้จัก
"Winners never quit, and quitters never win."
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 553

โพสต์

:8) ไฟล์ที่น้องหวีไปออกรายการ
     อยู่ที่ผมนะครับ
     วันงานจิบเบียร์จะฝากนัทไปให้ เขาบอกว่าไม่ได้อยู่รอยตู้แล้ว
     ส่งที่อยู่มาด่วน จะส่งเป็นสคส.ไปสวัสดีปีใหม่ให้นะ
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
MarginofSafety
Verified User
โพสต์: 5786
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 554

โพสต์

[quote="por_jai"]:8) ไฟล์ที่น้องหวีไปออกรายการ
"Winners never quit, and quitters never win."
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 555

โพสต์

:8) ความเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์ครับน้องหวี
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 556

โพสต์

มาดูรูปครับ  :cool:  :cool:
พี่เว็บ พี่วิบูลย์ พี่มน ดูอิ่มเอิบมากเลย
พี่ฉัตรก็ยังไม่มี beautiful mustache เลย
พี่หวีก็ดูหน้าตาผ่องใส แต่โดนหูสีทองเปล่งปลั่งกลบรัศมีหมด  :D
อาจารย์แพรนดี้ดูรูปแล้วหิวเลย เหยาะซ๊อสภูเขานิดหน่อยอร่อยไม่รู้ลืม
พี่จั่นโจก็เท่ห์มากเลย ถ่ายทอดวิทยายุทธ์ให้น้องๆ เยอะๆ นะครับ

ชอบคุณมากครับ  :8)
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 557

โพสต์

O friends, not these notes!
Rather let us take up something more
pleasant, and more joyful.

Joy, lovely divine light,
Daughter of Elysium
We march, drunk with fire,
Holy One, to thy holy kingdom.
Thy magic binds together
What tradition has strongly parted,
All men will be brothers
Dwelling under the safety of your wings.

He who has had the great pleasure
To be a true friend to a friend,
He who has a noble wife
Let him join our mighty song of rejoicing!
Yes--if there is a solitary soul
In the entire world which claims him
If he rejects it, then let him steal away
Weeping out of this comradeship.

All beings drink in joy
From nature's breasts.
All good and evil things
Follow her rose-strewn path.
She gives us kisses and grapes,
A friend, tested unto death,
Pleasure is given even to the worm
And the cherubim stand before God.

เบื่อๆ เหตุบ้านการเมืองเศรษฐกิจมาร้องเพลงดีกว่า อยากหาคนมาสอนออกเสียงภาษาเยอรมันอยู่คับ เผื่อจะได้อรรถรสมากขึ้น  :8)



เพลงสากลเพราะ(หรือเปล่าหว่า  :8) )

You'd better watch out
You'd better not cry
You'd better keep cash
I'm telling you why:
Recession is coming to town.

It's hitting you once,
It's hitting you twice
It doesn't care if you've been careful and wise
Recession is coming to town

It's worthless if you've got shares
It's worthless if you've got bonds
It's safe when you've got cash in hand
So keep cash for goodness sake, HEY
You'd better watch out
You'd better not cry
You'd better keep cash
I'm telling you why:
Recession is coming to town!

Finance products are confusing
Finance products are so vague
The banks make you bear the cost of risk
So keep out for goodness sake,OH
You'd better watch out
You'd better not cry
You'd better keep cash
I'm telling you why:
Recession is coming to town.


เพลงนี้สนุกดีครับ  ชอบ  ชอบ  :o
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 558

โพสต์

พี่พอใจ(ด้ามแข็ง) เขียน:พี่จำไว้นะ ไซเคิลมีแค่นี้เอง
หุ้น-คอมโมดิตี้ส์-เงินเฟ้อ-พันธบัตร-เงินฝาก
น้องเซียวริวงะ เขียน:ช่วงที่ 1
เป็นช่วงที่ผ่านการตกต่ำทางเศรษฐกิจมาแล้ว อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับต่ำๆ ธนาคารกลางจะลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยช่วงนั้นจะต่ำมากจึงเป็นปัจจัยหนุนให้กิจการห้างร้านต่างๆ มีกำไรเพิ่ม กำไรของบริษัทจดทะเบียนก็จะเพิ่มอย่างผิดหูผิดตา หุ้นก็จะวิ่งกระฉูดกลายเป็นพระเอกเรียกเสียงฮือฮาจากแมงเม่าให้หันมาสนใจตลาดกันอย่างคับคั่ง อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ในขาขึ้น

ช่วงที่ 2
เมื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงขึ้น ประชาชนก็จะเบิกบานนำไปสู่การเพิ่มการจับจ่ายใช้สอย เงินเฟ้อจะขยับขึ้น ธนาคารกลางจึงขยับอัตราดอกเบี้ยขึ้นตาม เมื่อดอกเบี้ยอยู่ในขาขึ้น กำไรของบริษัทห้างร้านต่างๆ จึงเริ่มโตช้าลงเรื่อยๆ หุ้นจะไม่ค่อยขึ้นแล้ว พระเอกในช่วงนี้จะกลายเป็นคอมโมดิตี้ส์ซึ่งราคาขายจะกระฉูดในทิศทางเดียวกันกับเงินเฟ้อและปกติก็ขึ้นแรงกว่าเงินเฟ้อ

ช่วงที่ 3
หลังจากช่วงที่อัตราเงินเฟ้อเบ่งบานที่สุดแล้ว กำลังซื้อของบริโภคถูกบั่นทอน กำไรของบริษัทห้างร้านต่างๆ ก็จะเริ่มหดหายบ้างก็ทรงๆ ทรุดๆ ช่วงนี้หุ้นจะเริ่มร่วง ในขณะที่แมงเม่ากำลังเบิกบานอยู่กับโภคภัณฑ์นั้น ผู้มองการณ์ไกลจะทราบว่าเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยเข้าสู่จุดสูงสุดแล้ว เมื่อเงินเฟ้อลดลงการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางก็จะตามมา เมื่ออัตราดอกเบี้ยลด พระเอกช่วงนี้จึงกลายเป็นตราสารหนี้เพราะ yield จะสูงขึ้นเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยในอนาคต คนออกจากโภคภัณฑ์ไม่ทันก็ติดดอยไป

ช่วงที่ 4
เป็นช่วงเศรษฐกิจซึมเซาอีกครั้งหนึ่ง กำไรของบริษัทต่างๆ ลดลงฮวบฮาบ นักลงทุนส่วนใหญ่อาจเจ็บเนื้อเจ็บตัวอยู่เลยไม่ค่อยมีใครมาเก็งกำไร อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยจะไหลลงไปจูบพื้นด้วยกัน เมื่ออัตราดอกเบี้ยไม่ลดลงแล้วมูลค่าส่วนต่างของพันธบัตรก็จะไม่เหลือ นักลงทุนที่ชาญฉลาดก็จะขายทิ้งฟันกำไรไปเรียบร้อยแต่เพราะเศรษฐกิจยังซึม หุ้นก็เลยซบ โภคภัณฑ์ก็เน่ามาหมาดๆ นักลงทุนไม่รู้จะทำอะไรก็เก็บเงินสดไปก่อน ช่วงนี้ก็ศึกษาหาความรู้เพื่อเตรียมรับมือขาขึ้นของเศรษฐกิจที่จะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
เรามักจะเห็นมันชัดเจนก็ต่อเมื่อมันเป็นอดีตไปแล้ว (รู้อะไรไม่สู้ "รู้งี้" ประจำเลย :roll: ) ปรากฏว่าปัจจุบันเรากำลังอยู่ช่วง 3-4 ของวงจร แล้วมันก็พึ่งจะลงเสียด้วย หุ้นก็ยังออกแนวผันผวนสูง คนที่รีบไปรับเพราะมองแต่มูลค่าที่ฝังใจตัวเองว่าเท่านั้นเท่านี้ก็ถูกแล้วก็อาจเจอถูกกว่า ความสิ้นหวังจะครอบงำตลาดเบ็ดเสร็จก็อาจต้องรอถึงปีหน้า เมื่อคนส่วนใหญ่สิ้นหวังพร้อมๆ กันนั่นเองที่น่าจะเป็นฤกษ์ฟื้น

โภคภัณฑ์แตกรอบนี้ตื่นตาตื่นใจมาก ตอนกลางปีเขาว่าราคาน้ำมันจะไปบาร์เรลละ 200 เหรียญ บางคนว่าจะไป 300 แป๊บๆ กลายเเป็นว่าจะไป 40 แทน พอมันลงมาให้เห็น 40 แล้ว เขาก็บอกว่าจะไป 25

นักลงทุนทั่วไปมักจะเข้าตลาดช่วง 2 ตอนแรกๆ คงได้กำไรเยอะหน่อย แต่พอมาถึงช่วง 3 กำไรก็หายหมดกลายเป็นขาดทุน บางทีติดดอยขาดทุนกอดหุ้นเอาไว้ เป็นหุ้นดีก็พอว่าแต่หุ้นเน่าๆ นี่สิ บางคนอาจขายขาดทุนไป บางคนกลั้นใจไม่ขาย แต่แล้วพอมาช่วง 4 เกิดทนไม่ไหว ขายขาดทุนไปจนได้ ความหลังมันฝังใจพอเวียนกลับไปช่วงหนึ่งใหม่ก็ไม่กล้าซื้อ รอจนมันเข้าช่วง 2 ของถูกเกือบไม่เหลือแล้วก็ค่อยมาซื้อหุ้นกันใหม่

ลงทุนหุ้น มันโหดมันฮา อย่างพี่สุมาอี้ว่าเลย  :8)
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 559

โพสต์

เบื่อๆ เซ็งๆ มานั่งบ่นๆ บ้าๆ ดีกว่า  :P  รู้สึกว่าเพราะหุ้นราคาลงมาต่ำๆ ก็เกิดเป็นกระแสซื้อหุ้นคืนขึ้นมา อาจารย์นิเวศน์ก็เคยกล่าวเรื่องซื้อหุ้นคืนไปแล้ว จำได้ว่าพักก่อนๆ ก็เคยมีที่ผมบ่นไปแล้วว่าซื้อหุ้นคืนบ้านเรามันดัดจริตมาก แล้วมันก็ยังติดกฎเกณฑ์ขี้หมูราขี้หมาแห้งอีกพะรุงพะรัง สาระสำคัญไม่มีเท่าไหร่เลยกลับกลายจะเป็นช่องให้ผ่องถ่ายเงินบริษัทเข้ากระเป๋าคุณก็รู้ว่าใครก็ได้ ตอนนี้กระทู้ไหลไปไหนไม่รู้แล้ว มาบ่นอีกเวอร์ชั่นแถวนี้ดีกว่า

กระแสเงินสดจากกิจกรรมการจัดหาเงิน สำหรับกิจการที่น่าสนใจลงทุนมันก็ควรที่จะเป็นลบนั่นคือ
1. บริษัทจ่ายเงินออกไปชำระหนี้ หรือ
2. บริษัทจ่ายเงินปันผลออกมาให้ผู้ถือหุ้น หรือ
3. บริษัทจ่ายเงินออกมาซื้อหุ้นคืน

ที่ไม่ค่อยดีก็คือกระแสเงินสดจากกิจกรรมการจัดหาเงินเป็นบวก โดยเฉพาะบวกจากการเพิ่มทุน  :vm:

คิดว่าอาจจะไม่ค่อยมีใครพูดเรื่องเชิงเปรียบเทียบให้ฟังนะครับ ผมก็เลยอยากเอามาบ่นๆ ขอเราเว้นเรื่องชำระหนี้/กู้หนี้ ออกไปจากความสนใจก่อน ในส่วนบริษัทจดทะเบียนบ้านเรานั้นจะเน้นจ่ายปันผลเป็นหลัก ซื้อหุ้นคืนเป็นส่วนน้อยถึงน้อยมาก ซึ่งโดยลักษณาการ กาละเทศะ และสภาพวัฒนธรรมก็ดูสมเหตุสมผลดี ทำให้การจะมาซื้อหุ้นคืนทีนึงก็กลายเป็นเรื่องใหญ่โต เป็นที่สนอกสนใจของสังคมนักลงทุน

คล้ายกับที่เคยวิจารณ์ไปแล้วเรื่องหนึ่งว่า อาจเพราะเราเคยอ่านตำรับตำราหนังสือหนังหาฝรั่งซึ่งโดยปกติเขาจะกล่าวถึงการซื้อหุ้นคืนในแง่ดี พอมีเหตุการณ์ว่าบริษัทจดทะเบียนบ้านเราพาเหรดมาซื้อหุ้นคืนก็เลยพลอยทำให้นักลงทุนกระดี้กระด้าว่ามันเป็นข่าวดี หุ้นจะขึ้นอะไรทำนองนั้น ผมอยากเรียนว่าสภาพแวดล้อม ความคิด วัฒนธรรมต่างๆ ของตลาดหุ้นบ้านเรากับต่างประเทศนั้นไม่เหมือนกัน
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 560

โพสต์

[1]
บ้านเรานั้นเน้นจ่ายปันผลเป็นหลัก บริษัทจะมีนโยบายออกมาเลยว่าจะจ่ายปันผลไม่ต่ำกว่าเท่านั้นเท่านี้เปอร์เซ็นต์หรือไม่สูงกว่าเท่านั้นเท่านี้เปอร์เซ็นต์ของกำไรสุทธิ จะกำไรสุทธิของงบรวมงบเฉพาะอะไรก็ว่ากันไป เพราะฉะนั้นหากบริษัทนั้นมีผลประกอบการผันผวนขึ้นๆ ลงๆ เงินปันผลก็มีแนวโน้มจะผันผวนขึ้นๆ ลงๆ เช่นกัน หากบริษัทขาดทุน ก็เกิดเป็นมารยาทขึ้นมาว่าส่วนใหญ่แล้วเขาจะไม่จ่ายปันผลแม้ว่าเขาจะมีศักยภาพพอที่จะจ่ายได้

ในตลาดหุ้นอเมริกา การจ่ายเงินปันผลจะต่างจากบ้านเรามากเพราะปกติจะกำหนดไว้ล่วงหน้า กำไรบริษัทจะเพิ่มขึ้นลดลงยังไงก็แล้วแต่ดูจะเป็นพันธสัญญาของผู้บริหารที่เขาจะต้องจ่ายอย่างที่ได้กำหนดไว้แล้ว แต่ถ้าแนวโน้มผลกำไรดีขึ้นเขาก็มักจะประกาศจ่ายมากขึ้นในขณะที่หากผลกำไรลดลงเขามักจะคงเงินปันผลเท่าเดิม เป็นส่วนน้อยที่จะลดเงินปันผลหรือหยุดจ่าย กรณีพวกนี้มักเกิดขึ้นจากการที่บริษัทขาดทุน

[2]
อันเนื่องมาจากข้างบน ผมคิดว่ามันอาจเป็นสาเหตุที่หุ้นบ้านเราดูผันผวนมากกว่าอเมริกาอยู่บ้างเพราะไม่เพียงแต่นักลงทุนจะซื้อๆ ขายๆ หุ้นไปตามการคาดการณ์ผลกำไรของบริษัทเท่านั้น ในบ้านเราเขายังคาดไปถึงเงินปันผลอีกด้วย (เก็งกัน 2 ต่อ) กำไรมากปันมาก กำไรน้อยปันน้อย ขาดทุนก็อดปัน ซื้อๆ ขายๆ เก็งกันสนุกไปเลยแต่ในอเมริกาเรื่องเหล่านี้โดยทั่วไปปกติจะมีผลน้อยเพราะรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าจะปันผลกันเท่าไหร่ จะซื้อๆ ขายๆ กันยังไงจึงวางอยู่บนการคาดการณ์กำไรเป็นหลัก

[3]
และเพราะอย่างนั้นนี่เองทำให้อัตราการจ่ายเงินปันผลเทียบกับกำไรสุทธิของบริษัทในอเมริกาส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับต่ำๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นส่วนหนึ่งก็เพื่อให้คงการจ่ายเงินปันผลเอาไว้ได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ได้ผันผวนหวือหวาอย่างบ้านเราแต่ประการใด เรื่องการจ่ายปันผลในอัตราต่ำๆ นี้เป็นเรื่องแพร่หลายและปกติ อย่าง AIG ก่อนที่เจ๊งบ๊งไปนั้นก็ขึ้นชื่อลือชานักหนาเรื่องขี้เหนียวปันผล (ไม่ได้ว่าอะไร SCNYL นะ  :lol: ) อัตราผลตอบแทนเงินปันผลย้อนหลังนั้นโดยเฉลี่ยแล้วไม่เคยถึงครึ่งเปอร์เซ็นต์ พึ่งมา 3 ปีท้ายนี่เองที่ใจดีเพิ่มเงินปันผลให้จนมาแตะ 1 เปอร์เซ็นต์ได้ ประมาณว่าได้กำไรจากการไปเอี่ยวตราสารเล่นแร่แปรธาตุมาก็เลยแบ่งสะเก็ดเล็กสะเก็ดน้อยคืนผู้ถือหุ้นมั่ง ที่ไหนได้เกิดอุจจาระแตกหุ้นร่วง 90 กว่าเปอร์เซ็นต์

บางบริษัทก็น่าเกลียดจริงๆ ชนิดว่าราคาหุ้น 10 กว่าเหรียญ กำไรหุ้นละ 70 เซ็นต์ แต่ประกาศจ่ายปันผลไตรมาสละ 0.003 เหรียญ 0.0035 เหรียญ เป็นต้น ไม่รู้จะปันไปหาโมขศักดิ์อะไร ทุเร๊ศ ทุเรศ เอามารวมกันปันปีละครั้งยังทุเรศเลย TR บ้านเราว่าปันผลน้อยนั้นชิดซ้ายเทียบไม่ได้สักนิด
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 561

โพสต์

[4]
การจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียนในอเมริกานั้น สามารถจำแนกได้ 3 กลุ่มง่ายๆ ก็คือ
1. ไม่จ่ายเลย - ปกติจะได้แก่หุ้นโตเร็ว หุ้นเติบโตทั้งหลาย บางทีก็โตช้าลงแล้วแต่ก็ยังชื่อว่าโตอยู่ หรือเพราะจะเก็บเงินไปลงทุนต่อ หรือไม่งั้นก็เป็นพวกกิจการห่วยๆ ที่ไม่มีปัญญาจะจ่าย บริษัทที่เรารู้จักกันดีเรื่องไม่จ่ายปันผลแต่ให้อัตราผลตอบแทนดีในระยะยาว(นับจากอดีต)ก็คือ Berkshire Hathaway
2. จ่ายนิดหน่อย - พวกนี้จะรวมเอาบริษัทส่วนใหญ่ในตลาดเอาไว้ พวกหุ้นที่เริ่มจะไม่โตแล้วหรือหาทางโตไม่เจออีก หลายบริษัทจะพลิกกลับลำกลางอากาศมาจ่ายปันผลให้เห็นทันทีหลังจากที่ไม่เคยจ่ายมาก่อน บางทีก็ถึงกับจ่ายปันผลพิเศษเบ้อเร่อบ้าร่าออกมาอย่างเช่น Microsoft ตอนเป็นหุ้นโตเร็วโตระเบิดมาก็ไม่จ่าย บทจะจ่ายก็พรวดเดียวมา 3 เหรียญ 40 เซ็นต์ เป็นต้น
3. จ่ายค่อนข้างมาก - ถือเป็นสมาชิกส่วนน้อย โดยทั่วไปมักจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่โตจนไม่รู้จะโตไปไหนอีก หรือไม่ก็บริษัทที่อิ่มตัวในอุตสาหกรรมของตนเอง บ้านเราจ่ายปันผล 50 เปอร์เซ็นต์กำไรสุทธิถือว่าธรรมดา ในอเมริกาจ่าย 50 เปอร์เซ็นต์กำไรสุทธิถือว่าน่าสนใจ

[5]
บ้านเรามีกฎมีเกณฑ์กำกับเอาไว้เยอะ จะจ่ายปันผลได้อย่างน้อยก็ต้องมีกำไรสะสมเป็นบวก ที่อเมริกาไม่ได้เป็นแบบนี้นะครับ ตลาดทุนที่นั่นค่อนข้างอิสระคือปล่อยให้พวกนักลงทุน-ผู้ถือหุ้นในตลาดไปจัดการกันเอาเอง บทจะจ่ายซะอย่าง ลำพังแต่ว่ามีกระแสเงินสดรับพ่อเจ้าประคุณก็จะจ่าย ผลประกอบการจะขาดทุนหรือส่วนผู้ถือหุ้นติดลบไปแล้วไม่เกี่ยว จะจ่ายซะอย่างใครจะทำไม

ตัวอย่างที่เห็นกันชัดๆ ก็อย่างเช่น GM เขาจ่ายปันผลไตรมาสละ 50 เซ็นต์ มาตั้งแต่ปี 40 พอมาถึงปี 48 เกิดขาดทุนไปหมื่นกว่าล้านก็ยังคงจ่ายปันผลในอัตราเดิม อันนี้ว่ามากก็ไม่ได้เพราะเขาประกาศล่วงหน้า แต่พอสถานการณ์มันหนักขึ้น กำรี้กำไรก็ทำไม่ได้ บริษัทก็แค่ลดปันผลลงเหลือไตรมาสละ 25 เซ็นต์ จนถึงปลายปี 49 ที่ต้องจำนนต่อการปรับโครงสร้างกิจการ เบ็ดเสร็จส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ 5 พันกว่าล้านแต่เขาก็ยังประกาศจ่ายเงินปันผลไตรมาสละ 25 เซ็นต์ต่อในปี 50

ปี 50 สถานการณ์ก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย ไตรมาส 3 บริษัทตัดขาดทุนหนักเป็นพิเศษ ศิริรวมทั้งปีขาดทุน 38,700 ล้านเหรียญ ส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ 37,000 ล้าน แต่เขาก็ยังยืนหยัดจะจ่ายปันผลไตรมาสละ 25 เซ็นต์ในปี 51 (เอากับพ่อสิ) จนกระทั่งส่วนผู้ถือหุ้นติดลบไปเกือบ 57,000 ล้านนี่แหละ (คูณ 35 ก็ ติดลบ 2 ล้านล้านบาทเอง  :8) ) จึงหยุดจ่ายปันผลตั้งแต่ไตรมาส 3 จากนั้นก็อย่างที่ทราบ เขาก็บากหน้ามาหาสภาคองเกรสให้อนุมัติเงินช่วยเหลือเขาด้วยการนั่งเครื่องบินส่วนตัวมา ก็สมควรอยู่หรอกที่จะโดนด่า (ใครจะไปสงสารล่ะ เนอะ)
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 562

โพสต์

[6]
นิยามการล้มละลายบ้านเรากับอเมริกาก็ไม่เหมือนกัน แถวบ้านเราถ้าบริษัทไหนเกิดมีส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ มิแคล้วจะถูก ตลท. เฉดศีรษะเข้า NPG ขึ้น SP อะไรๆ ไป ที่อเมริกาไม่ใช่แบบนั้น ตราบเท่าที่บริษัทยังประกอบการได้หาเงินสดรับเข้ามาได้ตราบเท่านั้นก็ไม่นับว่าล้มละลาย (คือต้องรอเขาออกมาประกาศเองว่าล้มรึยัง) ก็อย่าง GM ืที่พึ่งยกตัวอย่างไป ถ้าถือเกณฑ์คล้ายบ้านเราว่าส่วนผู้ถือหุ้นติดลบคือล้มละลาย GM ก็ล้มละลายเข้าปีที่ 3 แล้วล่ะ ไม่ใช่พึ่งจะมาล้มเอาตอนที่สื่อรายงานกันสนุกสนานอย่างตอนนี้หรอก

ที่ผมชอบมากก็อย่างเช่น Amazon ตั้งแต่คุณ Bezos ก่อตั้งกิจการมา 9 ปี Amazon ไม่เคยมีกำไรสุทธิให้เห็นเลยสักปี มีแต่ขาดทุนสุทธิรวมกัน 3,000 ล้านเหรียญ กับอีกนิดหน่อย ส่วนผู้ถือหุ้นช่วงเลวร้ายที่สุดติดลบไปเกือบ 1,500 ล้าน และเขาก็ต้องจมอยู่กับสภาวะกึ่งล้มละลาย (ถ้าเราให้ความสำคัญกับมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นมาก) ยาวนานถึง 5 ปี แต่เพราะการเป็นธุรกิจที่มีอนาคตและสามารถสร้างการเติบโตอย่างรวดเร็วพรวดพราดจนในที่สุดก็เลยจุดคุ้มทุนจนได้ (เฮ้อ........) ได้กำไรตีกลับมา 2,000 ล้านแล้ว (ยังเหลือขาดทุนสะสมอยู่นะ  :wink: )

[7]
ที่จริงเราก็เห็นตัวอย่างเยอะนะครับว่าส่วนผู้ถือหุ้นติดลบแต่ยังไม่ล้มละลาย กับล้มละลายทั้งๆ ที่ส่วนผู้ถือหุ้นยังเป็นบวก บ้านเราก็อย่าง TT&T หุ้นต่ำบุ๊คชั้นนำ ในอเมริกาหลายๆ สถาบันการเงินก็อีหรอบนั้นเลย งบยังไม่ทันจะออกส่วนผู้ถือหุ้นยังบวกตั้งเยอะ อยู่ดีๆ ก็ออกมาสารภาพว่าล้มละลายแล้วจ้าทำเอานักลงทุนตกอกตกใจกันใหญ่ (ก็เพราะว่ามันไม่มีสัญญาณนำ) อย่างน้อง Lehman ผู้น่ารักนั้น ผลประกอบการ 4 ไตรมาสภายหลังงบครึ่งปีออกก็ขาดทุนเพียง 600 ล้าน ส่วนผู้ถือหุ้นเหลือ 19,000 กว่าล้าน ไปๆ มาๆ ล้มละลายเฉย เขาจะไม่ตกใจกันได้ไง

Fannie Mae, Freddie Mac ก็ไม่ต่างกัน ปกติใช้ leverage กันสูงมากนะครับ หนี้ต่อทุน 20-30 เท่านั้นเป็นเรื่องปกติ เจอผลพวงวิกฤติเข้าก็ปิ๋วไปหาพี่นริศ (ไปเลย) ส่วนผู้ถือหุ้นยังเหลือตั้งเยอะแต่เขาขาดสภาพคล่องอย่างแรงจนเกิดปัญหาในการดำเนินงาน AIG ที่เน่าไปหลัดๆ ได้เงินกู้จาก Fed มา 63 พันล้านเหรียญ  แต่ส่วนผู้ถือหุ้นก็ยังมีอยู่ 71 พันล้านเหรียญ จะรอดูว่าเมื่อไหร่มันถึงจะติดลบ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 563

โพสต์

[8]
หุ้นซีกอเมริกาค่อนข้างต่างจากบ้านเราเพราะการประเมินมูลค่าหุ้นเขาจะวางอยู่บนสมมติฐานการสร้างกระแสเงินสดรับของกิจการในระดับที่เข้มข้นกว่า มูลค่าหุ้นทางบัญชีนั้นถือว่ามีความสำคัญน้อยในวัฒนธรรมตลาดทุนของเค้า บ้านเรานักลงทุนกลับสนใจมูลค่าทางบัญชีของบริษัทจดทะเบียนมากเกินความจำเป็นแทนที่จะเน้นไปที่กระแสเงินสดรับของกิจการ อย่างที่บางคนชอบพูดว่าหุ้นไอ้นั่นไอ้นี่ถูกเหลือเกิน ซื้อได้ในราคาถูกกว่าเจ้าของก่อตั้งบริษัทอีก (รู้ได้ไงรึว่าเขาซื้อหุ้นตัวเองราคาเท่าบุ๊ค) หรือไม่ก็น่าจะเทคกิจการมาเลย มาแยกส่วนขาย ขายหมดแล้วยังได้กำไรเหลืออีกจำนวนมาก หุ้นต่ำบุ๊คซื้อแล้วปลอดภัย ฯลฯ  :lol:

อย่างเช่น PM บ้านเรา (ทาโร่ คาลบี้ ชินมัย ฯลฯ ) เข้าตลาดมาตอนกลางปี มีสินทรัพย์ 1,317.8 ล้าน เป็นส่วนผู้ถือหุ้นแค่ 43.7 ล้าน ที่เหลืออีกพันกว่าล้านเป็นหนี้หมด เข้ามา IPO แบบนี้บ้านเราถือเป็นของแปลก (พอเจอวิกฤติเข้า 3.10 บาท เหลือ 70 ตังค์) แต่ที่อเมริกามันเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ ที่ผมชอบมากก็เช่นหุ้น XXX ของอเมริกาซึ่งแยกออกมาจากการปรับโครงสร้างของ XXX เข้ามาเทรดในตลาดครั้งแรกปี 2000 (dot com แตก) แล้วส่วนผู้ถือหุ้นก็ติดลบตั้งแต่แรกเข้าเลยนะครับ เป็นบ้านเราอาจถือว่าล้มละลายแต่ที่นั่นเขาไม่สนหรอก บริษัทมีผลประกอบการเจริญก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ทั้งรายได้และกำไร จะ 9/11 หรือสงครามอิรักก็ทำอะไรแกไม่ได้ เบ็ดเสร็จกลายเป็นหุ้น 6 เด้งใน 6 ปี จ่ายปันผลตลอดทั้งๆ ที่ส่วนของผู้ถือหุ้นก็ติดลบต่อมาอีกหลายปี ตอนนี้มามีวิกฤติ ราคาหุ้นก็ร่วงตามตลาดรุนแรงพอสมควรแต่ส่วนผู้ถือหุ้นจากเคยเป็นบวกมาพักหนึ่งก็กลับเป็นลบไปอีกรอบ ไม่ใช่อะไรหรอก นั่นเพราะเขากู้หนี้มาซื้อหุ้นคืน กู้มาจน book value ติดลบ (บ้านเราทำแบบนี้ไม่ได้หรอก  :8) )

อันนี้ปกปิดชื่อไว้เพราะอยากเอามาถามเล่นๆ ถ้าพี่พอใจตอบถูกว่าเป็นหุ้นอะไรใน 24 ชั่วโมงนับจากลงโพสนี้ เดี๋ยวผมไปออกรายการอาจารย์ไพบูลย์ให้เลย  :wink:
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 564

โพสต์

[9]
นึกถึงพี่เขาทราย เอ๊ย พี่ฉัตรขึ้นมาเลย ผมคิดว่านักลงทุนบ้านเราควรให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดรับสุทธิในอนาคตของกิจการมากกว่าที่จะไปดูความต่ำบุ๊คของหุ้นหรือสินทรัพย์หมุนเวียนสุทธิต่อหุ้น คุณปู่บัฟบรรลุปรัชญาการลงทุนข้อนี้มานานแล้วจากที่อดีตเคยอยู่ภายใต้แนวคิดของอาจารย์เกรแฮม

ไปๆ มาๆ ก็คือจะมาวกเข้าเรื่องซื้อหุ้นคืนอันถือเป็นหนึ่งในทางเลือกของการใช้เงินไปในกิจกรรมการจัดหาเงินของบริษัทจดทะเบียน บ้านเรามีกฎขี้หมูขี้หมาเยอะแยะ จะซื้อหุ้นคืนก็ต้องกันกำไรสะสมไว้ในปริมาณที่เท่ากับเงินที่จ่ายซื้อ ซื้อมาเกินกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วก็ไม่ได้ ถ้าจะซื้อเพิ่มก็ต้องรอจนครบ 3 ปี ให้ตัดทุนจดทะเบียนเดิมลงก่อนค่อยซื้อได้ใหม่ หลายบริษัทซื้อคืนไปแป๊บๆ ก็เอาขายคืนตลาดซะแล้วแถมบางทีขายราคาขาดทุนอีกต่างหาก น่าเกลียดที่สุด

อเมริกาไม่แบบนี้เลย เขาปล่อยตลาดทุนจัดการกันเอง อยากกู้หนี้ยืมสินมาซื้อหุ้นคืนจนส่วนผู้ถือหุ้นติดลบก็เรื่องของเขา นักลงทุน/ผู้ถือหุ้นรับผิดชอบกันเอาเองเพราะการลงทุนมีความเสี่ยง แต่บทสถาบันการเงินจะล้มก็กลืนน้ำลายตัวเองเข้ามาอุ้มหน้าตาเฉย ปากว่าตาขยิบอย่างงี้แหละ

เหมือนที่เคยยกมาว่าพวกสถาบันการเงินที่มีปัญหาหลายเจ้าจ่ายเงินซื้อหุ้นคืนมากขนาดไหนก่อนที่เขาจะทรุด ตอนนี้กระทู้หลุดไปหน้าไหนไม่รู้แล้ว บริษัทขนาดใหญ่หลายเจ้าที่เรารู้จักกันดีก็ซื้อหุ้นคืนเกินกว่ากำไรสะสมเช่น IBM เป็นต้น กู้หนี้มาซื้อหุ้นคืนซะจน ROE จะขึ้น 50% อยู่รอมร่อแล้ว Microsoft มี ROE เกิน 50% ไปเรียบร้อย 5 ปีมานี้จ่ายเงินซื้อหุ้นคืนไปกว่า 77 พันล้านเหรียญ เทียบกับมูลค่าตลาดแถว 180 พันล้านเหรียญแล้วรู้สึกยังไงบ้างครับ ซื้อหุ้นคืนแบบบ้านเรากระจิบกระจอกซะอุจจาระเล็บงามไม่รับประทานเลยแหละ

อย่าง ExxonMobil ผมเข้าใจเอาเองว่าน่าจะเป็นบริษัทที่จ่ายเงินซื้อหุ้นคืนสูงที่สุดของอเมริกาและน่าจะของโลก (เพราะเป็นบริษัทที่กำไรสูงที่สุดของโลกในช่วงพลังงานขาขึ้นที่ผ่านมานี้) 5 ปีย้อนหลังพี่ท่านจ่ายเงินซื้อหุ้นคืนซะ 120 พันล้านเหรียญ แค่เงินซื้อหุ้นคืนบริษัทเดียวก็ใหญ่กว่ามูลค่าตลาดหุ้นบ้านเรารวมกันทั้งหมดซะอีก
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 565

โพสต์

[10]
เอามาอ้างอิงถึงเพื่อให้เห็นภาพว่า ที่บ้านเขากับบ้านเราบริบททางสภาพแวดล้อม ความคิด วัฒนธรรมตลาดทุนมันไม่เหมือนกัน เรามานั่งอ่านหนังสือทางการลงทุนของบ้านเขาซึ่งพูดถึงการซื้อหุ้นคืนว่าดี ดีอย่างงั้นอย่างงี้แต่ไม่เคยเห็นของจริงว่าที่นั่นซื้อหุ้นคืนกันยังไงแล้วจะมาอนุมานง่ายๆ ว่าการซื้อหุ้นแถวบ้านเราจะให้ผลลัพธ์ที่ดีทันทีไม่ได้

การซื้อหุ้นคืนบ้านเราถือเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ จากที่เคยเล่ามาสำหรับผมแล้วการซื้อหุ้นคืนในบ้านเราที่สะใจ (และทุเรศ) ที่สุด GMMM ยังอยู่ในอันดับหนึ่ง การที่ทางตลาดเขาต้องมีฎเกณฑ์มากมายในการควบคุมที่จริงก็นับว่าเป็นเจตนาดีที่ต้องการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับนักลงทุนเพราะยังไงบ้านเรามันก็ออกแนวด้อยพัฒนา อย่างเร็วๆ นี้ ก็มีพี่สมพงษ์ ซึ่งก็ไม่มีอะไรจะพูดมากมาย แทนที่จะขึ้นฮอก็ขึ้นเครื่องบินหนีออกนอกประเทศไปเลย (ไปหาพี่นริศ ได้ชื่อไปขึ้นโพย skin dog เรียบร้อย)

ธรรมาภิบาลเป็นเรื่องสำคัญ การซื้อหุ้นคืนมันอาจเป็นช่องทางผ่องถ่ายเงินบริษัทไปเข้ากระเป๋าไอ้โม่งก็ได้ ตลาดทุนบ้านเราพึ่งเกิดใหม่แล้วก็เล็กมาก ปกติเขาจะเน้นเรื่องการมาระดมทุนเพื่อการลงทุนมากกว่าการซื้อหุ้นคืนที่เป็นเรื่องของบริษัทที่โตเต็มที่ มีกระแสเงินสดเหลือมากมายและไม่รู้จะเอาไปลงทุนอะไรให้ได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการซื้อหุ้นตัวเองคืน

[11]
การมองการลงทุนที่อเมริกา กำไรต่อหุ้นจะมีน้ำหนักเหนือยอดขายและกำไรของบริษัทมูลเหตุก็มาจากการซื้อหุ้นคืน ที่นั่นการซื้อเข้าขายออกกิจการต่างๆ เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่มีให้เห็นบ่อยมาก บริษัทจึงมีการปรับงบรวมเข้าๆ ออกๆ บ่อยเช่นกัน บางบริษัทปรับงบใหม่มันซะทุกปีเลย ผลจากการซื้อเข้าขายออกกิจการทำให้ยอดขายแกว่งขึ้นแกว่งลง แต่กำไรบรรทัดสุดท้ายไม่เปลี่ยนเพราะเขาจะปรับเป็นส่วนกำไรหรือขาดทุนจากกิจการที่ไม่ได้ดำเนินงานต่อเนื่องมาเข้าไปก่อน

ภาพที่เกิดขึ้นคือบริษัทอาจมีการเติบโตของยอดขายทบต้นมาแค่ปีละ 4-5% แต่กำไรสุทธิกลับโตทบต้นได้ปีละ 7-8% แต่ตัวแปรที่สำคัญมากคือการซื้อหุ้นคืนเพราะสามารถไปเร่งให้กิจการมีกำไรต่อหุ้นโตทบต้น 11-13% ได้ในที่สุด หลายๆ บริษัทเป็นแบบนี้นะครับ
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 566

โพสต์

[12]
ขยายความเกี่ยวกับเรื่องที่ทำไมบริษัทจดทะเบียนในอเมริกาจ่ายเงินปันผลน้อยเมื่อเทียบกับกำไรสุทธิ นั่นเพราะวัฒนธรรมของเขานั้นจะเน้นให้ความสำคัญในการจ่ายเงินซื้อหุ้นคืนมากกว่าการจ่ายเงินปันผล ในขณะที่บ้านเราเน้นไปที่ปันผลมากกว่า

มันเป็นเรื่องที่ทำให้ประหลาดใจได้หากยังไม่คุ้นเคยว่าทำไมมันถึงซื้อหุ้นคืนกันได้มากมายขนาดนั้นเชียวหรือ บริษัทกลุ่มเติบโต/โตเร็ว ต่างๆ นั้นหากมาถึงจุดหนึ่งที่เห็นว่าจะโตสูงๆ ไม่ได้แล้วก็จะกลับลำมาซื้อหุ้นคืนพรวดพราดได้ในขณะที่อาจจะจ่ายปันผลออกมานิดเดียว

การซื้อหุ้นคืนถือเป็นช่องทางหนึ่งในการคืนเงินกลับสู่ผู้ถือหุ้น อัตราผลตอบแทนจากการถือหุ้นบริษัทเอาไว้จะไม่มีทางขึ้นถึง infinity ได้เลยถ้าหากผู้ถือหุ้นเดิมไม่ยอมขายหุ้นออกมาเพราะหากมันเป็นแบบนั้นผลของการซื้อหุ้นคืนมันจะลงเอยคล้ายๆ การทำ tender หุ้นออกตลาด วัฒนธรรมตลาดทุนที่นั่นมีระดับการแบ่งแยกระหว่างเงินสดรับจากเงินปันผลกับเงินสดรับจากการขายหุ้นคืนให้บริษัทไม่มากนัก ซึ่งแน่นอนว่าในบ้านเรากว่าที่วัฒนธรรมนี้จะสถาปนาขึ้นได้คงจะอีกนาน

จากที่กล่าว การซื้อหุ้นคืนของเขาจึงมักทำกันในราคาที่ดี ถือเป็นการเปิดโอกาสคืนเงินให้ผู้ถือหุ้นเดิมที่ขายหุ้นบางส่วนออกมาในราคาดีๆ เพื่อจะได้ไปลงทุนไปทำอะไรต่างๆ ตามที่เห็นสมควร ในขณะที่ในบ้านเราจะมาซื้อคืนกันได้ก็ต้องเป็นตอนราคาหุ้นมันถูกสะบัดช่อแบบนี้แหละ หนำซ้ำยังดัดจริตซะอีก ส่วนใหญ่กลัวหุ้นจะขาดสภาพคล่องมากกว่า เดี๋ยวรอดูไปเถอะ พอตลาดฟื้นหุ้นขึ้นหลายบริษัทพวกนี้จะขายหุ้นคืนตลาดต้านเอาไว้กดให้ราคาหุ้นขึ้นไม่มากอย่างที่ควรจะเป็น
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 567

โพสต์

[13]
การซื้อหุ้นคืนเพื่อให้ผู้ถือหุ้นเดิมขายออกมาในราคาดีมันฟังดูทะแม่งๆ สำหรับบ้านเราแน่นอน เพราะบริษัทส่วนใหญ่ยังออกแนวธุรกิจครอบครัว ธุรกิจกงสี เรื่องธรรมาภิบาลเกี่ยวกับการซื้อหุ้นคืนอาจจะทำให้อ้วกแตกได้ในภายหลังและตอนราคาหุ้นถูกๆ แบบนี้คนถือหุ้นมาก่อนใครเขาจะอยากขายทิ้ง ในอเมริกาหลายบริษัทก่อตั้งมาเนิ่นนานเสียจนใหญ่โตมโหฬารคับประเทศกลายเป็นบริษัทข้ามชาติไปลงทุนในต่างประเทศได้ดอกได้ผลมากมาย ศักดิ์ฐานะก็เลยเหมือนบริษัทข้ามภพข้ามชาติ ชาติตระกูลเดิมที่ก่อตั้งบริษัทกันมาล้มหายตายจากไปเกิดใหม่กันหมดแล้ว รุ่นลูกรุ่นหลานขายหุ้นทิ้งไม่เหลือหุ้นติดกระเป๋าแล้วไปลงทุนทำธุรกิจอย่างอื่นแล้วอะไรทำนองนั้น ฉะนั้นเขาก็เลยมักจะไม่มีเจ้าภาพอย่างเป็นทางการชนิดที่ถือหุ้นกันสี่ซ้าห้าหกสิบเปอร์เซ็นต์อย่างบ้านเรา

บ้านเรามีกรอบเวลาที่จะซื้อหุ้นคืน จะซื้อคืนกันแต่ละทีก็วุ่นวายขายไอ้ช่อน เอ๊ย ปลาช่อน เพราะบางทีไม่มีเงินในมือขณะที่จะซื้อคืน จะไปขอกู้ธนาคารก็ไม่ให้กู้ ที่อเมริกาไม่ได้มีกรอบเวลา สามารถซื้อหุ้นคืนได้กระจัดกระจายตลอดปี แต่ละไตรมาสซื้อมากบ้างน้อยบ้าง บางบริษัทซื้อคืนกันทุกปี หรือบางทีเว้นซะปีสองปีก็กลับมาซื้อคืนใหม่

ขนาดจำนวนเงินที่ใช้ซื้อหุ้นคืนก็สำคัญ ปกติบ้านเค้าจะดูจากกระแสเงินสดรับ ถ้ามีน้อยก็ซื้อน้อยมีมากก็ซื้อมาก บางทีกำไรว่ามากแล้วยังกู้หนี้มาทบเข้าไปซื้ออีก บางบริษัทซื้อหุ้นคืนด้วยเงินเกินกว่ากำไรสุทธิของตัวเองติดกันหลายปี (หนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และปันผลแบบกระจอกๆ ) เมื่อผลประกอบการดีมีกำไรมากตลาดที่รับรู้ก็ย่อมไปดันราคาหุ้นให้พุ่งขึ้น กลายเป็นว่าเขาจะซื้อหุ้นคืนมากก็ตอนที่หุ้นมีราคาแพงแล้วเสมอ  ยิ่งซื้อคืนกำไรต่อหุ้นสูงขึ้นราคาหุ้นก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก เรื่องนี้ตรงข้ามกับบ้านเราฟ้ากับเหวที่ชอบซื้อคืนด้วยข้ออ้างว่าหุ้นตัวเองถูกจากการที่ราคาหุ้นร่วงลงมามากๆ (ซึ่งมักเป็นถูกแล้วมีถูกกว่าเพราะพื้นฐานบริษัทแย่ลงนั่นแหละราคามันเลยร่วง - TYCN, INOX, SUSCO, SITHAI etc. ร่วงมาก่อนสรรพพราหมณ์แผลงฤทธิ์ทั้งนั้น)

การซื้อหุ้นคืนในอเมริกาจึงมักมาร่วมกับหุ้นขึ้น แต่บ้านเราการซื้อหุ้นคืนมักมาร่วมกับหุ้นตก ด้วยประการฉะนี้  :8)
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 568

โพสต์

[14]
การซื้อหุ้นคืนถึงจะเป็นเรื่องปกติที่สุดอย่างหนึ่งแต่อย่างน้อยมันก็ยังมีระดับความน่าสนใจน้อยกว่า stock options บริษัทที่มีกระแสเงินสดรับแต่ไม่ซื้อหุ้นคืนอาจจะเป็นของแปลกในอเมริกา แต่บริษัทที่ไม่มี stock options แจกอาจเรียกว่าถึงขั้นตัวประหลาดทีเดียว

การซื้อหุ้นคืนหลายกรรมหลายวาระในบ้านเขาจำนวนมากจึงออกแนวการวิ่งไล่เงาที่ไม่สิ้นสุด ถ้าบริษัทอยู่เฉยๆ โดยไม่ซื้อหุ้นคืนเลยมันจะโดน stock options กลืนได้อย่างน่าสะพรึงกลัว หลายๆ บริษัทก็เพียงแต่ซื้อหุ้นคืนเพียงเพื่อไม่ให้มี dilution เท่านั้นเอง นึกถึงผลตอบแทนจำนวนมหาศาลที่ไหลไปเข้ากระเป๋าทีมผู้บริหารแล้วก็อาจทำให้ตกใจอย่างแรงได้เพราะสุทธิแล้วการซื้อหุ้นคืนอาจเป็นเพียงช่องทางการดึงเงินของผู้ถือหุ้นในบริษัทเข้ากระเป๋าตัวเองของผู้บริหาร

บ้านเรานั้นมีข้อกริ่งเกรงเรื่องธรรมาภิบาลมากกว่า อย่างกฎบ้านเราถ้าจะซื้อหุ้นคืนเขาก็ห้ามออก warrant แจก ที่อเมริกาการแจก stock options และซื้อหุ้นคืนในเวลาเดียวกันเป็นเรื่องปกติ ส่วนต่างราคามากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่ว่าบริษัทนั้นจะกำหนดยังไงซึ่งปกติแล้วผู้บริหารกำไรหมดใครๆ ก็ทำ มาเป็นบ้านเราปะไรเป็นได้เห็นอย่างพี่สมพงษ์ที่ 2 ที่ 3 มาอีกแน่เลย  :8)

[15]
อีกเรื่องก็เช่นทุนจดทะเบียนต่อหุ้น บ้านเรานี้เห็นรุงรังกันเหลือเกินว่าต้องมีทุนจดทะเบียนเท่านั้นเท่านี้ ทุนจดทะเบียนชำระแล้วเท่านั้นเท่านี้ ราคาพาร์เท่านั้นเท่านี้ เวลามีกรณีอย่าง CSL หรือ ASL ก็ถือเป็นของแปลกให้ดูกันสนุกๆ ที่อเมริกาเขาจะอิสระ อยากมีพาร์เท่าไหร่กี่เหรียญกี่เซ็นต์ว่าไป ทุนจดทะเบียนชำระแล้วเท่าไหร่ก็ช่าง head potato อย่างที่เคยยกมาพูดนั่นแหละ ผมชอบพาร์ Microsoft มาก (0.00000625 เหรียญ  :lol: ) IPO หลังๆ มีมากมายเข้ามาที่พาร์ 0.001 เหรียญ หรือไม่ก็ 0.0001 เหรียญ ลามไปถึงหุ้นเก่าๆ บางทีก็ลดพาร์กันหน้าตาเฉย บางบริษัทก็เป็นหุ้นไม่มีพาร์ไปเลยถ้าใน DJIA ตอนนี้ก็อย่าง ExxonMobil หรือ Kraft Foods ที่ไม่มีพาร์

บ้านเขาเป็นแตกหุ้น บ้านเราเป็นแตกพาร์กับหุ้นปันผลซึ่งรุงรังต้องกักกำไรสะสมเอาไว้ในบริษัท เป็นการแสดงออกถึงการให้ความสำคัญกับทุนจดทะเบียนชำระแล้วมากกว่า ซึ่งในอเมริกาปกติแล้วเขาไม่ทำกันแบบนี้
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 569

โพสต์

[16]
การจ่ายเงินซื้อหุ้นคืนเป็นเรื่องในเชิงสัญลักษณ์ด้วย มันเป็นการบ่งบอกว่า

1. บริษัทมีกระแสเงินสดเหลือ
2. ผู้บริหารคิดว่าการลงทุนในหุ้นบริษัทตัวเองเป็นทางเลือกที่ดีกว่าทางเลือกในการลงทุนอื่น
และ/หรือ 3. บริษัทโตจนเข้าภาวะอิ่มตัว ไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเพื่อขยายกิจการมากๆ อีก

สาระสำคัญของข้อ 2 สามารถเป็นเครื่องบ่งชี้กึ๋นผู้บริหารได้ เวอร์ชั่นที่ผมเล่านี่ไม่เหมือนอาจารย์นิเวศน์นะ  :lol:  รู้สึกว่าออกแนวบ่นๆ บ้าๆ นะครับ เพราะว่ามันไม่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการลงทุนเท่าไหร่ เหมาะสมกับการเอามาโพสในห้องนั่งเล่นจริงๆ  :oops:
ภาพประจำตัวสมาชิก
Ryuga
Verified User
โพสต์: 1771
ผู้ติดตาม: 0

รุ้งกินน้ำ

โพสต์ที่ 570

โพสต์

[17]
ขี้เกียจบ่นต่อแล้ว ขอทิ้งท้ายไว้เรื่องเกี่ยวกับระดับความน่าเชื่อถือของตัวเลขทางการเงินของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐอเมริกา

ไม่ได้หมายความว่าตัวเลขเขาเชื่อถือไม่ได้นะครับเพียงแต่มันวางอยู่บนกฎเกณฑ์ที่เราอาจไม่ได้เข้าใจมันอย่างถ่องแท้ มันเป็นปัจจัยที่ทำให้ผมไม่ไว้ใจ-ไม่เชื่อมั่นต่อฐานะทางการเงินของอเมริกาด้วยเพราะข้อมูลมันชี้ไปในทางเดียวกัน

เวลาเราดูงบดุล สิ่งที่เรามนสิการไว้ได้เสมอก็คือ หนี้สินนั้นเป็นของจริง มันมีเจ้าหนี้จริงๆ และมันก็เป็นภาระที่จะต้องรับผิดชอบ บริษัทสติดีๆ นั้นปกติจะไม่สะตองบให้หนี้สูงขึ้นยกเว้นกรณีประเภทผู้บริหารสติดีเต็มเปี่ยมแต่กำลังประพฤติผิดคิดชั่วเอากับบริษัท

ที่เหลือก็คือสินทรัพย์และส่วนผู้ถือหุ้นที่อาจได้รับการสตอเบอรี่ให้มันสูงขึ้นพร้อมกันทั้งสองด้านเพื่อแสดงให้เห็นว่า บริษัทยังคงมีส่วนของผู้ถือหุ้นเป็นบวก เคยเห็นบริษัทบ้านเราหลายที่ที่ส่วนผู้ถือหุ้นหวิดๆ จะติดลบก็เล่นมุขประเมินราคาทรัพย์สินใหม่ให้มันสูงขึ้น  :lol:

ที่กล่าวยืดยาวให้เห็นภาพเพราะอยากสื่อว่า วัฒนธรรมตลาดทุนของอเมริกาเน้นที่กระแสเงินสดรับของกิจการสูงล้ำกว่าการมีสินทรัพย์เก็บสะสมสุทธิ จริงๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรหรอกนะครับถ้าหากว่าทุกอย่างยังคงดำเนินไปอย่างปกติ

ถ้าจะมีใครบอกว่าวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมีผลน้อยกับอเมริกาเพราะบริษัทจดทะเบียน ธุรกิจห้างร้านต่างๆ มีหนี้สินในระดับที่ไม่สูงนัก ผมจะเป็นคนหนึ่งที่เห็นแย้งว่าคำกล่าวนี้ยังไม่ชอบด้วยเหตุผลเพราะสินทรัพย์ที่ถูกบันทึกของอเมริกานั้น จำนวนมากเป็นเพียงสินทรัพย์กลวงๆ ที่ไม่มีตัวตน

เชื่อหรือไม่ว่าหากเราตัดค่าความนิยมสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเครื่องหมายการค้า อะไรต่างๆ ที่ถูกบันทึกเป็นสินทรัพย์ออกไปจากงบดุลของบริษัทจดทะเบียนในอเมริกา ตัวเลขหนี้ต่อทุนที่เราเห็นว่าต่ำๆ หรือหลายบริษัทอยู่เพียง 1 เท่านิดๆ นั้น สามารถจะขยายออกได้เป็น 2 เท่า 3 เท่า 5 เท่า 8 เท่า 10 เท่า และหลายบริษัทขนาดใหญ่ๆ ที่เรารู้จักกันดีอาจต้องมีส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ หลายกรณีที่บริษัทล้มละลายทั้งๆ ที่ส่วนผู้ถือหุ้นยังบวกก็อาจมีเรื่องนี้เป็นสาเหตุ เมื่อรวมปัจจัยนี้เข้าไป การที่สหรัฐฯ แบกหนี้จำนวนมหาศาลแต่งบบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่มีหนี้ต่อทุนไม่สูงก็จะสอดคล้องกัน