
รุ้งกินน้ำ
- ปรัชญา
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 18252
- ผู้ติดตาม: 0
รุ้งกินน้ำ
โพสต์ที่ 274


มีแม่ยายคนหนึ่งมีฐานะร่ำรวยมาก ต้องการที่จะทดสอบความมีน้ำใจของลูกเขยทั้งสามคน จึงพาลูกเขยคนแรกเดินเล่นที่
สวนหลังบ้าน ไม่มีใครคาดคิดไว้ก่อน แม่ยายได้แกล้งกระโดดลงไปในสระน้ำข้างทางเดิน และตะโกนเสียงดังร้องขอให้ลูกเขยช่วย
ลูกเขยคนแรกกระโดดลงไปในสระน้ำทันที พร้อมกับพาแม่ยายขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย สร้างความพอใจให้แม่ยายมาก
เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะลูกเขยคนแรกออกจากประตูบ้าน ก็เห็นรถ BMW สีน้ำเงิน คันงามจอดอยู่หน้าประตูบ้าน พร้อมข้อความติดอยู่ที่หน้ากระจกรถ
ขอบใจมากนะจะ ลูกเขย เจ้าทำให้ข้าประทับใจ จาก....
จาก.... แม่ยาย
- ปรัชญา
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 18252
- ผู้ติดตาม: 0
รุ้งกินน้ำ
โพสต์ที่ 275

เช้าวันรุ่งขึ้นขณะลูกเขยคนที่สอง ออกจากประตูบ้าน ก็เห็นรถ BMWสีเขียว คันงามจอดอยู่หน้าประตูบ้าน พร้อมข้อความติดอยู่ที่หน้ากระจกรถ
ขอบใจมากนะจะ ลูกเขย เจ้าทำให้ข้าประทับใจ จาก....
แม่ยาย
- ปรัชญา
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 18252
- ผู้ติดตาม: 0
รุ้งกินน้ำ
โพสต์ที่ 276

เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะลูกเขยออกจากประตูบ้าน ก็เห็นรถ Ferrari สีแดงคันงามจอดอยู่หน้าประตูบ้าน พร้อมข้อความติดอยู่ที่หน้ากระจกรถ
ขอบใจมากนะจ๊ะ ลูกเขย เจ้าทำให้ข้าประทับใจ จาก........
พ่อตา
เอ ไม่เกี่ยวกับหุ้นเลย ขออภัยโพท์สผิดที่ผิดเวลา
- por_jai
- Verified User
- โพสต์: 14338
- ผู้ติดตาม: 0
รุ้งกินน้ำ
โพสต์ที่ 278
พอล ครุกแมน : ขั้นสุดท้ายของวิกฤติ
เขียนโดย ไท เมื่อ 20 September, 2008 - 20:17
* การเงิน
* วิกฤติ
* เศรษฐกิจ
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 2551 เฮนรี่ พอลสัน (Henry Paulson) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังของสหรัฐ ได้พยายามขีดเส้นบนทราย ไม่ให้รัฐเข้าไปช่วยสถาบันการเงินที่ล้มเหลวอีกต่อไป
สี่วันถัดมา เมื่อเผชิญหน้ากับวิกฤติที่กำลังลุกลามออกไปนอกเหนือการควบคุม ผู้นำส่วนใหญ่ที่กรุงวอชิงตัน ก็ดูเหมือนได้ตัดสินใจว่า รัฐไม่ใช่ตัวปัญหาแต่คือผู้แก้ปัญหา มาตราการที่ไม่มีใครเคยคิดมาก่อน คือ การที่รัฐเข้าไปซื้อหนี้เสียส่วนใหญ่ของสถาบันการเงินเอกชน ก็ได้กลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
สถานการณ์ที่พัฒนามาจนถึงปัจจุบันคือ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐไม่ช่วยเลห์แมนบราเธอร์ การตกใจสุดขีดที่แท้จริง ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะราคาหุ้นในตลาดดาวโจนส์หัวทิ่มลงมา แต่เป็นเพราะผลกระทบต่อเนื่องของตลาดสินเชื่อ
กล่าวโดยพื้นฐานคือ บรรดาผู้ให้กู้หยุดทำหน้าที่กันไปหมด พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งยอมรับกันว่าเป็นตราสารที่ปลอดภัยที่สุดของการลงทุนทั้งหมด (ถ้ารัฐบาลสหรัฐไม่สามารถชำระหนี้ได้ อย่างอื่นจะมีค่าเหลืออะไร ?)ได้ถูกซื้อไปจนหมดเกลี้ยง แม้ว่าแทบจะไม่มีผลตอบแทน ในขณะที่บรรดาผู้กู้เอกชนไม่สามารถหาสินเชื่อได้
ปกติบรรดาธนาคารพานิชย์ สามารถกู้ยืมระหว่างกันด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเช้าวันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน 2551 อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของเงินกู้ระยะ 3 เดือนระหว่างธนาคารพานิชย์ ได้พุ่งขึ้นเป็นร้อยละ 3.2 ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ระยะเดียวกันเท่ากับร้อยละ 0.05 นี่ไม่ใช่การพิมพ์ตัวเลขผิด
การที่กระแสเงินไหลเข้าไปที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ปลอดภัยกันหมด ทำให้ธุรกิจจำนวนมากไม่สามารถหาเงินกู้ได้ รวมทั้งสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในตลาดการเงิน ดังนั้น จึงนำไปสู่การล้มขนาดใหญ่และการแตกตื่นตามมา มันยังทำให้ธุรกิจลดการใช้จ่าย ซึ่งเป็นการซ้ำเติมให้เศรษฐกิจที่ซบเซา ตกต่ำลึกลงไปอีก
ธนาคารกลางสหรัฐซึ่งในภาวะปกติ เป็นผู้นำในการต่อสู้กับสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ แต่ในเวลานี้ ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก เพราะได้ใช้บรรดาเครื่องมือมาตราฐาน ของการดำเนินนโยบายทางการเงินไปเกือบหมดแล้ว
โดยปกติ ธนาคารกลางจะแก้ไขสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ด้วยการซื้อตั๋วเงินคลังระยะสั้นคืนจากตลาดการเงิน เพื่อผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง แต่ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยของตั๋วเงินคลังระยะสั้น ก็แทบจะเป็นศูนย์อยู่แล้ว เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง ธนาคารกลางยังสามารถใช้มาตราการอะไรได้อีก ?
ธนาคารกลาง ยังสามารถให้เงินกู้แก่ภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งธนาคารกลางก็ได้ให้กู้ยืมไปแล้วในปริมาณที่มากจนน่ากลัว แต่การให้กู้ยืมเงินดังกล่าว ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งสถานการณ์ที่กำลังทรุดตัวลง
ในภาพรวม มีเรื่องที่สดใสอยู่เรื่องหนึ่ง คือ อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อจำนองอสังหาริมทรัพย์ได้ลดลงไปมาก นับตั้งแต่รัฐบาลกลางสหรัฐได้เข้าควบคุมกิจการของแฟนนี่ เมย์ (Fannie Mae)และเฟรดดี้ แมค(Freddie Mac)และได้ค้ำประกันหนี้สินของบริษัททั้งสอง
มีบทเรียนในเรื่องนี้สำหรับคนที่พร้อมจะรับฟัง คือ การที่รัฐบาลเข้าควบคุมกิจการ อาจเป็นทางเลือกเดียว ที่สามารถทำให้ระบบสถาบันการเงินทำงานได้อีกครั้งหนึ่ง
มีบางคนได้โต้แย้งข้อเสนอดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว เมื่อเร็วๆนี้ นายพอล โวคเกอร์ (Paul Volcker) ประธานธนาคารกลางสหรัฐคนก่อน และผู้มีประสพการณ์จากวิกฤติการเงินที่ผ่านมา 2 คน ได้เขียนบทความในหนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัล
ประกาศว่าทางเดียวที่จะหลีกเลี่ยง สาเหตุหลักของบรรดาสภาวะสินเชื่อหดตัวทั้งหมด คือ การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจใหม่เพื่อซื้อตราสารที่มีปัญหา ซึ่งก็คือการใช้เงินภาษีของประชาชน ไปซื้อสินทรัพย์ที่มีปัญหา ซึ่งเกิดขึ้นจากฟองสบู่ที่แตกกระจายของตลาดสินเชื่อและตลาดอสังหาริมทรัพย์
เมื่อเสนอโดยนายพอล โวคเกอร์ ทำให้มันเป็นข้อเสนอที่ได้รับความเชื่อถืออย่างมาก
บรรดาสมาชิกที่มีบทบาทของสภาคองเกรส รวมทั้งวุฒิสมาชิกฮิลลารี่ คลินตัน(Hillary Clinton)และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนายบาร์นี่ แฟรงค์(Barney Frank) ประธานคณะกรรมาธิการการเงินของสภาฯ ได้นำเสนอในทำนองเดียวกัน
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน 2551 วุฒิสมาชิกชาร์ล ชูเมอร์(Charles Schumer) ประธานคณะกรรมาธิการการเงินของวุฒิสภา ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนให้จัดตั้งรัฐวิสาหกิจใหม่เพื่อแก้ไขวิกฤติการเงิน ได้แถลงว่า "ธนาคารกลางและกระทรวงการคลัง ได้ยอมรับว่า เราต้องการมาตราการแก้ปัญหาที่ครอบคลุม"
นั่นคือเหตุที่ประธานธนาคารกลางเบ็น เบอร์นานเก้(Ben Bernanke)และนายพอลสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประชุมร่วมกับผู้นำของสภาคองเกรสเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน 2551 เพื่อปรึกษามาตราการที่ครอบคลุมในการแก้ไขปัญหา" ในเวลานี้ เรายังไม่รู้ว่ามาตราการที่ครอบคลุมในการแก้ไขปัญหาคืออะไร
มีการเปรียบเทียบมาตราการช่วยเหลือทางการเงินของรัฐบาลสวีเดน ในการแก้ปัญหาวิกฤติการเงินเมื่อต้นปีคศ.1990 โดยรัฐบาลสวีเดนได้ช่วยเหลือด้วยการเข้าไปควบคุมสถาบันการเงินส่วนใหญ่ของ ประเทศเป็นการชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่า ผู้กำหนดนโยบายในกรุงวอชิงตัน ได้เตรียมการในการเข้าไปควบคุมในระดับเดียวกันหรือไม่ และถ้าไม่ มาตราการนี้อาจกลายเป็นการช่วยเหลือที่ผิดพลาด คือการช่วยเหลือบรรดาผู้ถือหุ้นและตลาด ซึ่งผลก็คือการช่วยเหลือภาคสถาบันการเงิน ซึ่งได้รับผลร้ายจากทำธุรกิจด้วยความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวของพวกเขา
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าโครงการช่วยเหลือ จะออกแบบให้ดีอย่างไร มันก็มีต้นทุนในการใช้เงินภาษีอากรของประชาชนจำนวนมหาศาล
รัฐบาลสวีเดนได้วางแผนว่า จะต้องใช้เงินประมาณร้อยละ 4 ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ ซึ่งสำหรับอเมริกา หมายถึงเงินจำนวน 600 พันล้านเหรียญสหรัฐ
แม้ว่าในที่สุด ภาระที่ประชาชนชาวสวีเดนผู้เสียภาษีรับผิดชอบ ไม่ถึงจำนวนดังกล่าว เพราะรัฐบาลสวีเดนสามารถขายทรัพย์สินที่ซื้อมา ได้ในราคาพอสมควร และสำหรับทรัพย์สินบางรายการ สามารถทำกำไรได้มาก
แต่ในเวลานี้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคาดการณ์ ถึงผลที่จะเกิดขึ้นจากมาตราการช่วยเหลือทางการเงิน
ระบบการเมืองในวันนี้ ไม่สนใจที่จะทำตามคำแนะนำที่น่าขายหน้าของนายแอนดรู เมลลอน(Andrew Mellon)ต่อประธานาธิบดี เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ (Herbert Hoover) ที่ว่า " ชำระสะสางปัญหาแรงงาน ชำระสะสางปัญหาหุ้น ชำระสะสางปัญหาเกษตรกร ชำระสะสางปัญหาอสังหาริมทรัพย์ "
การจัดซื้อทรัพย์สินที่มีปัญหาขนาดใหญ่ของรัฐ กำลังจะเกิดขึ้น
คำถามที่เหลืออยู่คือ การจัดซื้อนั้น จะทำกันอย่างถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด
00000000000000000000000000000000000000000000000
แปลและเรียบเรียงจากบทความ เรื่อง Paul Krugman: Crisis endgame
ใน นสพ.อินเตอร์เนชั่นแนลเฮรัล ทรีบูน
เขียนโดย ไท เมื่อ 20 September, 2008 - 20:17
* การเงิน
* วิกฤติ
* เศรษฐกิจ
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 2551 เฮนรี่ พอลสัน (Henry Paulson) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังของสหรัฐ ได้พยายามขีดเส้นบนทราย ไม่ให้รัฐเข้าไปช่วยสถาบันการเงินที่ล้มเหลวอีกต่อไป
สี่วันถัดมา เมื่อเผชิญหน้ากับวิกฤติที่กำลังลุกลามออกไปนอกเหนือการควบคุม ผู้นำส่วนใหญ่ที่กรุงวอชิงตัน ก็ดูเหมือนได้ตัดสินใจว่า รัฐไม่ใช่ตัวปัญหาแต่คือผู้แก้ปัญหา มาตราการที่ไม่มีใครเคยคิดมาก่อน คือ การที่รัฐเข้าไปซื้อหนี้เสียส่วนใหญ่ของสถาบันการเงินเอกชน ก็ได้กลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
สถานการณ์ที่พัฒนามาจนถึงปัจจุบันคือ หลังจากธนาคารกลางสหรัฐไม่ช่วยเลห์แมนบราเธอร์ การตกใจสุดขีดที่แท้จริง ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะราคาหุ้นในตลาดดาวโจนส์หัวทิ่มลงมา แต่เป็นเพราะผลกระทบต่อเนื่องของตลาดสินเชื่อ
กล่าวโดยพื้นฐานคือ บรรดาผู้ให้กู้หยุดทำหน้าที่กันไปหมด พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งยอมรับกันว่าเป็นตราสารที่ปลอดภัยที่สุดของการลงทุนทั้งหมด (ถ้ารัฐบาลสหรัฐไม่สามารถชำระหนี้ได้ อย่างอื่นจะมีค่าเหลืออะไร ?)ได้ถูกซื้อไปจนหมดเกลี้ยง แม้ว่าแทบจะไม่มีผลตอบแทน ในขณะที่บรรดาผู้กู้เอกชนไม่สามารถหาสินเชื่อได้
ปกติบรรดาธนาคารพานิชย์ สามารถกู้ยืมระหว่างกันด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยของ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเช้าวันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน 2551 อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของเงินกู้ระยะ 3 เดือนระหว่างธนาคารพานิชย์ ได้พุ่งขึ้นเป็นร้อยละ 3.2 ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ระยะเดียวกันเท่ากับร้อยละ 0.05 นี่ไม่ใช่การพิมพ์ตัวเลขผิด
การที่กระแสเงินไหลเข้าไปที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ปลอดภัยกันหมด ทำให้ธุรกิจจำนวนมากไม่สามารถหาเงินกู้ได้ รวมทั้งสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในตลาดการเงิน ดังนั้น จึงนำไปสู่การล้มขนาดใหญ่และการแตกตื่นตามมา มันยังทำให้ธุรกิจลดการใช้จ่าย ซึ่งเป็นการซ้ำเติมให้เศรษฐกิจที่ซบเซา ตกต่ำลึกลงไปอีก
ธนาคารกลางสหรัฐซึ่งในภาวะปกติ เป็นผู้นำในการต่อสู้กับสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ แต่ในเวลานี้ ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก เพราะได้ใช้บรรดาเครื่องมือมาตราฐาน ของการดำเนินนโยบายทางการเงินไปเกือบหมดแล้ว
โดยปกติ ธนาคารกลางจะแก้ไขสภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ด้วยการซื้อตั๋วเงินคลังระยะสั้นคืนจากตลาดการเงิน เพื่อผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง แต่ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยของตั๋วเงินคลังระยะสั้น ก็แทบจะเป็นศูนย์อยู่แล้ว เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง ธนาคารกลางยังสามารถใช้มาตราการอะไรได้อีก ?
ธนาคารกลาง ยังสามารถให้เงินกู้แก่ภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งธนาคารกลางก็ได้ให้กู้ยืมไปแล้วในปริมาณที่มากจนน่ากลัว แต่การให้กู้ยืมเงินดังกล่าว ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งสถานการณ์ที่กำลังทรุดตัวลง
ในภาพรวม มีเรื่องที่สดใสอยู่เรื่องหนึ่ง คือ อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อจำนองอสังหาริมทรัพย์ได้ลดลงไปมาก นับตั้งแต่รัฐบาลกลางสหรัฐได้เข้าควบคุมกิจการของแฟนนี่ เมย์ (Fannie Mae)และเฟรดดี้ แมค(Freddie Mac)และได้ค้ำประกันหนี้สินของบริษัททั้งสอง
มีบทเรียนในเรื่องนี้สำหรับคนที่พร้อมจะรับฟัง คือ การที่รัฐบาลเข้าควบคุมกิจการ อาจเป็นทางเลือกเดียว ที่สามารถทำให้ระบบสถาบันการเงินทำงานได้อีกครั้งหนึ่ง
มีบางคนได้โต้แย้งข้อเสนอดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว เมื่อเร็วๆนี้ นายพอล โวคเกอร์ (Paul Volcker) ประธานธนาคารกลางสหรัฐคนก่อน และผู้มีประสพการณ์จากวิกฤติการเงินที่ผ่านมา 2 คน ได้เขียนบทความในหนังสือพิมพ์วอลสตรีทเจอร์นัล
ประกาศว่าทางเดียวที่จะหลีกเลี่ยง สาเหตุหลักของบรรดาสภาวะสินเชื่อหดตัวทั้งหมด คือ การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจใหม่เพื่อซื้อตราสารที่มีปัญหา ซึ่งก็คือการใช้เงินภาษีของประชาชน ไปซื้อสินทรัพย์ที่มีปัญหา ซึ่งเกิดขึ้นจากฟองสบู่ที่แตกกระจายของตลาดสินเชื่อและตลาดอสังหาริมทรัพย์
เมื่อเสนอโดยนายพอล โวคเกอร์ ทำให้มันเป็นข้อเสนอที่ได้รับความเชื่อถืออย่างมาก
บรรดาสมาชิกที่มีบทบาทของสภาคองเกรส รวมทั้งวุฒิสมาชิกฮิลลารี่ คลินตัน(Hillary Clinton)และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนายบาร์นี่ แฟรงค์(Barney Frank) ประธานคณะกรรมาธิการการเงินของสภาฯ ได้นำเสนอในทำนองเดียวกัน
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน 2551 วุฒิสมาชิกชาร์ล ชูเมอร์(Charles Schumer) ประธานคณะกรรมาธิการการเงินของวุฒิสภา ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนให้จัดตั้งรัฐวิสาหกิจใหม่เพื่อแก้ไขวิกฤติการเงิน ได้แถลงว่า "ธนาคารกลางและกระทรวงการคลัง ได้ยอมรับว่า เราต้องการมาตราการแก้ปัญหาที่ครอบคลุม"
นั่นคือเหตุที่ประธานธนาคารกลางเบ็น เบอร์นานเก้(Ben Bernanke)และนายพอลสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประชุมร่วมกับผู้นำของสภาคองเกรสเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน 2551 เพื่อปรึกษามาตราการที่ครอบคลุมในการแก้ไขปัญหา" ในเวลานี้ เรายังไม่รู้ว่ามาตราการที่ครอบคลุมในการแก้ไขปัญหาคืออะไร
มีการเปรียบเทียบมาตราการช่วยเหลือทางการเงินของรัฐบาลสวีเดน ในการแก้ปัญหาวิกฤติการเงินเมื่อต้นปีคศ.1990 โดยรัฐบาลสวีเดนได้ช่วยเหลือด้วยการเข้าไปควบคุมสถาบันการเงินส่วนใหญ่ของ ประเทศเป็นการชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่า ผู้กำหนดนโยบายในกรุงวอชิงตัน ได้เตรียมการในการเข้าไปควบคุมในระดับเดียวกันหรือไม่ และถ้าไม่ มาตราการนี้อาจกลายเป็นการช่วยเหลือที่ผิดพลาด คือการช่วยเหลือบรรดาผู้ถือหุ้นและตลาด ซึ่งผลก็คือการช่วยเหลือภาคสถาบันการเงิน ซึ่งได้รับผลร้ายจากทำธุรกิจด้วยความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวของพวกเขา
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าโครงการช่วยเหลือ จะออกแบบให้ดีอย่างไร มันก็มีต้นทุนในการใช้เงินภาษีอากรของประชาชนจำนวนมหาศาล
รัฐบาลสวีเดนได้วางแผนว่า จะต้องใช้เงินประมาณร้อยละ 4 ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ ซึ่งสำหรับอเมริกา หมายถึงเงินจำนวน 600 พันล้านเหรียญสหรัฐ
แม้ว่าในที่สุด ภาระที่ประชาชนชาวสวีเดนผู้เสียภาษีรับผิดชอบ ไม่ถึงจำนวนดังกล่าว เพราะรัฐบาลสวีเดนสามารถขายทรัพย์สินที่ซื้อมา ได้ในราคาพอสมควร และสำหรับทรัพย์สินบางรายการ สามารถทำกำไรได้มาก
แต่ในเวลานี้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะคาดการณ์ ถึงผลที่จะเกิดขึ้นจากมาตราการช่วยเหลือทางการเงิน
ระบบการเมืองในวันนี้ ไม่สนใจที่จะทำตามคำแนะนำที่น่าขายหน้าของนายแอนดรู เมลลอน(Andrew Mellon)ต่อประธานาธิบดี เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ (Herbert Hoover) ที่ว่า " ชำระสะสางปัญหาแรงงาน ชำระสะสางปัญหาหุ้น ชำระสะสางปัญหาเกษตรกร ชำระสะสางปัญหาอสังหาริมทรัพย์ "
การจัดซื้อทรัพย์สินที่มีปัญหาขนาดใหญ่ของรัฐ กำลังจะเกิดขึ้น
คำถามที่เหลืออยู่คือ การจัดซื้อนั้น จะทำกันอย่างถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด
00000000000000000000000000000000000000000000000
แปลและเรียบเรียงจากบทความ เรื่อง Paul Krugman: Crisis endgame
ใน นสพ.อินเตอร์เนชั่นแนลเฮรัล ทรีบูน
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
- por_jai
- Verified User
- โพสต์: 14338
- ผู้ติดตาม: 0
รุ้งกินน้ำ
โพสต์ที่ 280

ต้มยำกุ้ง VS bigmac crisis
แต่ละความเห็นเด็ดๆทั้งนั้นเลย
ขอเซฟเก็บไว้อ่านหน่อย ประวัติศาสตร์โลก ชั้นดีเลย
http://www.thaivi.com/webboard/viewtopic.php?t=35346
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
- por_jai
- Verified User
- โพสต์: 14338
- ผู้ติดตาม: 0
รุ้งกินน้ำ
โพสต์ที่ 281
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
- Ryuga
- Verified User
- โพสต์: 1771
- ผู้ติดตาม: 0
รุ้งกินน้ำ
โพสต์ที่ 283
วันหยุดสุดสัปดาห์ผมไปจ่ายตลาดสด ตลาดหุ้นข้าวของถูกลงทุกวันแต่ตลาดสดของแพงขึ้นทุกวัน :la:
การทำกับข้าวกินเองนี่ เป็นความสุขพอๆ กับหาหุ้นลงทุนเองเลยครับ แต่ไอ้นั่นก็แพงไอ้นี่ก็แพง :P
จริงๆ เพราะอยากจะกินผัดไทยฝีมือตัวเอง กับลาบไก่กะเพราฝีมือตัวเองเช่นกัน ซื้อนั่นซื้อนี่ไป โอ้ :shock:
ผมว่าปัญหาที่ผมไม่ค่อยมาตลาดก็เพราะมันต้องหิ้วเองนี่แหละ ต้องหิ้วกลับรถตั้ง 2 รอบ :la:
ถ้ามีรถเข็นเหมือนซุปเปอร์ก็คงจะดีหรอก
นึกว่าซื้อครบแล้ว ที่ไหนได้ กลับถึงบ้านนึกได้ว่าลืมซื้อปลาทูนึ่ง
กะจะกินข้าวผัดปลาทู แล้วก็ตำน้ำพริกเบสิกกินซะหน่อย อดเลย
ช่วงนี้ยังไงก็ต้องซื้อผักมาตุนก่อน เดี๋ยวพอกินเจแล้วมันจะแพง
เข้ากินเจปั๊บ ผมก็จะไปซื้อหมูซื้อไก่มาตุนอีกเพราะจะถูกลง
เรียกว่าบริโภคอาหารตามฤดูกาล
จะกินผักกินเจก็กินมันล่วงหน้านี่แหละ เข้าเทศกาลแล้วก็กินหมูกินไก่เพราะของจะถูก
เรื่องเมนูอาหารน่าสนใจเทศกาลกินเจนี่ ขอจากพี่กูรูฯ จะดีมั้ยน้า ดูท่าพี่เอ้ยเดอะบิงก็น่าจะมีเมนูดีๆ
(ถ้าขอพี่พอใจ ต้องได้น้ำมังสวิรัติแน่เลย ฮ่า... :8) )
การทำกับข้าวกินเองนี่ เป็นความสุขพอๆ กับหาหุ้นลงทุนเองเลยครับ แต่ไอ้นั่นก็แพงไอ้นี่ก็แพง :P
จริงๆ เพราะอยากจะกินผัดไทยฝีมือตัวเอง กับลาบไก่กะเพราฝีมือตัวเองเช่นกัน ซื้อนั่นซื้อนี่ไป โอ้ :shock:
ผมว่าปัญหาที่ผมไม่ค่อยมาตลาดก็เพราะมันต้องหิ้วเองนี่แหละ ต้องหิ้วกลับรถตั้ง 2 รอบ :la:
ถ้ามีรถเข็นเหมือนซุปเปอร์ก็คงจะดีหรอก
นึกว่าซื้อครบแล้ว ที่ไหนได้ กลับถึงบ้านนึกได้ว่าลืมซื้อปลาทูนึ่ง
กะจะกินข้าวผัดปลาทู แล้วก็ตำน้ำพริกเบสิกกินซะหน่อย อดเลย
ช่วงนี้ยังไงก็ต้องซื้อผักมาตุนก่อน เดี๋ยวพอกินเจแล้วมันจะแพง
เข้ากินเจปั๊บ ผมก็จะไปซื้อหมูซื้อไก่มาตุนอีกเพราะจะถูกลง
เรียกว่าบริโภคอาหารตามฤดูกาล
จะกินผักกินเจก็กินมันล่วงหน้านี่แหละ เข้าเทศกาลแล้วก็กินหมูกินไก่เพราะของจะถูก
เรื่องเมนูอาหารน่าสนใจเทศกาลกินเจนี่ ขอจากพี่กูรูฯ จะดีมั้ยน้า ดูท่าพี่เอ้ยเดอะบิงก็น่าจะมีเมนูดีๆ
(ถ้าขอพี่พอใจ ต้องได้น้ำมังสวิรัติแน่เลย ฮ่า... :8) )
Low Profile High Profit
หมากล้อมเย้ยยุทธจักร
หมากล้อมเย้ยยุทธจักร
- Ryuga
- Verified User
- โพสต์: 1771
- ผู้ติดตาม: 0
รุ้งกินน้ำ
โพสต์ที่ 284
บ่นๆ ต่อเรื่องเงินๆ ทองๆ ผมรู้สึกว่าจะมีคนพูดตามๆ กันซะเยอะ คนพูดคนแรกคงจะรู้อยู่ แต่คนหลังๆ ผมไม่แน่ใจ
การเพิ่มเงินเข้าระบบไม่ว่าจะเงินตราหรือตราสารหนี้ใด ภาระหนี้สินย่อมตกกับผู้ออกคือธนาคารกลาง
เรื่องสหรัฐฯ พิมพ์เงินเองโดยไม่มีทองคำสำรองนั้น หลายๆ ท่านก็รู้กันอยู่
ตอนเรียน อาจารย์ผมเคยถามว่าธนาคารพิมพ์แบงก์ออกมาเขาเอาอะไรสำรอง ผมตอบว่าทองคำ อาจารย์ว่าก็ถูกส่วนหนึ่ง แต่ที่สำคัญที่สุดคือเงินตราต่างประเทศต่างหาก
ผมเลยรู้เรื่องนี้ครั้งแรกตอน ม.2 อาจารย์ที่สอนเศรษฐศาสตร์ผมคนแรกพูดให้ฟัง ตอนนั้นลอยตัวค่าเงินบาทพอดี
ในอดีต ณ เวลาที่เศรษฐกิจโลกยังมีขนาดเล็กมาก ทองคำเคยเป็นเงินตราทั้งจำนวน แต่เมื่อเศรษฐกิจโลกเจริญพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ การผลิตทองคำก็เริ่มตามไม่ทันกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เมื่อทองคำไม่พอใช้ ฐานะของทองคำจึงเริ่มถดถอยลงจากเงินตรากลายเป็นสินค้า
ทุกวันนี้ทองคำเป็นเพียงส่วนหนึ่งของทุนสำรองเงินตราซึ่งหนุนหลังธนบัตรและเหรียญ แต่น้ำหนักของทองคำนั้นน้อยมาก ยิ่งเศรษฐกิจโลกเติบโตรุดหน้าไปเท่าไหร่ ทองคำก็ยิ่งมีบทบาทลดลงมากขึ้นเท่านั้น
การเพิ่มเงินเข้าระบบไม่ว่าจะเงินตราหรือตราสารหนี้ใด ภาระหนี้สินย่อมตกกับผู้ออกคือธนาคารกลาง
เรื่องสหรัฐฯ พิมพ์เงินเองโดยไม่มีทองคำสำรองนั้น หลายๆ ท่านก็รู้กันอยู่
ตอนเรียน อาจารย์ผมเคยถามว่าธนาคารพิมพ์แบงก์ออกมาเขาเอาอะไรสำรอง ผมตอบว่าทองคำ อาจารย์ว่าก็ถูกส่วนหนึ่ง แต่ที่สำคัญที่สุดคือเงินตราต่างประเทศต่างหาก
ผมเลยรู้เรื่องนี้ครั้งแรกตอน ม.2 อาจารย์ที่สอนเศรษฐศาสตร์ผมคนแรกพูดให้ฟัง ตอนนั้นลอยตัวค่าเงินบาทพอดี
ในอดีต ณ เวลาที่เศรษฐกิจโลกยังมีขนาดเล็กมาก ทองคำเคยเป็นเงินตราทั้งจำนวน แต่เมื่อเศรษฐกิจโลกเจริญพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ การผลิตทองคำก็เริ่มตามไม่ทันกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เมื่อทองคำไม่พอใช้ ฐานะของทองคำจึงเริ่มถดถอยลงจากเงินตรากลายเป็นสินค้า
ทุกวันนี้ทองคำเป็นเพียงส่วนหนึ่งของทุนสำรองเงินตราซึ่งหนุนหลังธนบัตรและเหรียญ แต่น้ำหนักของทองคำนั้นน้อยมาก ยิ่งเศรษฐกิจโลกเติบโตรุดหน้าไปเท่าไหร่ ทองคำก็ยิ่งมีบทบาทลดลงมากขึ้นเท่านั้น
Low Profile High Profit
หมากล้อมเย้ยยุทธจักร
หมากล้อมเย้ยยุทธจักร
- Ryuga
- Verified User
- โพสต์: 1771
- ผู้ติดตาม: 0
รุ้งกินน้ำ
โพสต์ที่ 285
ประเทศไทยเราเอง เมื่อก่อนทองคำอาจจะอยู่ราวๆ 6-8% ของมูลค่าธนบัตรที่ออกมา แต่ในช่วงหลังก็มีขึ้นมาแตะแถว 10% ทั้งนี้ก็เพราะราคาทองคำในตลาดโลกสูงขึ้น แต่มากกว่า 80% ขึ้นไปของทุนสำรองเงินตรา ล้วนเป็นเงินตราต่างประเทศหรือสินทรัพย์ในสกุลเงินต่างประเทศทั้งสิ้น และที่สำคัญ เกือบทั้งหมดมันอยู่ในสกุล USD
เรื่องนี้มันบอกอะไรเราหรือ การที่เกือบทั้งหมดของทุนสำรองเงินตราเป็นเงินตราต่างประเทศนั้นก็หมายความว่าสิ่งที่หนุนหลังมูลค่าของเงินตราก็คือ อำนาจการซื้อสินค้าและบริการจากต่างประเทศนั่นเอง ก็ถือเป็นการยืนยันแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ว่าสิ่งที่ทำให้เงินมีค่าก็คือผลผลิต ขอให้ดูซิมบับเวเป็นตัวอย่าง การดำเนินการตามนโยบายงี่เง่าของเขาที่ไปทำลายโครงสร้างการผลิตของประเทศ ตลอนจนไปสะเทือนอารมณ์กลุ่มประเทศฝรั่งจนเขาหมั่นไส้อย่างสุดซึ้งนั้น เป็นผลให้ผลผลิตในประเทศขาดแคลนอย่างหนัก เพียงเพราะผลผลิตขาดแคลน เงินในประเทศก็เลยเฟ้อขึ้นไปมากกว่าสิบล้านเปอร์เซ็นต์
การพิมพ์เงินของธนาคารกลางย่อมถือเป็นภาระหนี้สิน ในการทำสัญญากู้ยืมเงินเป็นธรรมดาที่เราจะเซ็นชื่อเป็นพยานให้ตัวเองหรือเซ็นเป็นผู้ค้ำประกันตัวเองไม่ได้ เมื่อประเทศอื่นๆ ทั่วโลกใช้ USD ค้ำประกันมูลค่าเงินตัวเอง แล้วสหรัฐฯ จะเอาเงินใครไปค้ำล่ะ ในเมื่อหลายสิบปีนับแต่ยุคสงครามเวียดนามมา พี่ท่านขาดดุลการค้ามาตลอดและหนักขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย
นานาประเทศทั่วโลกจริงๆ ก็ไม่ได้ต่างจากไทยนัก เพราะทุนสำรองเงินตราส่วนใหญ่ก็เป็น USD เหมือนๆ กัน ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก หากเงินเหรียญสหรัฐฯ เป็นกงเต๊กเมื่อไหร่ เงินทุกสกุลทั่วโลกก็จะกงเต๊กน้อยกว่ากันนิดเดียวเท่านั้นแหละ ทองคำถือว่ามีบทบาทน้อยมากนะครับ ความบิดเบี้ยวของระบบการเงินโลกจากการยัดเยียดให้ประเทศอื่นๆ ทำตามอย่างที่ตัวเองต้องการของสหรัฐฯ ตลอดจนการที่ประเทศต่างๆ ยังไม่พร้อมใจกันมีฉันทามติให้ USD อ่อนค่าลงอย่างที่มันควรจะเป็นนั้น น่าสนใจมากว่าสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร
ปริมาณเงินทั้งระบบของไทยรวมกันยังไม่ถึง 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ เลยด้วยซ้ำ ในขณะที่สินทรัพย์ของเอกชนมะกันเพียงรายเดียวอย่าง Citigroup ยังมีมากกว่า 2 ล้านล้านเหรียญเสียอีก เมื่อยักษ์ล้ม อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปนะ น่าสนุกจริงๆ :8)
เรื่องนี้มันบอกอะไรเราหรือ การที่เกือบทั้งหมดของทุนสำรองเงินตราเป็นเงินตราต่างประเทศนั้นก็หมายความว่าสิ่งที่หนุนหลังมูลค่าของเงินตราก็คือ อำนาจการซื้อสินค้าและบริการจากต่างประเทศนั่นเอง ก็ถือเป็นการยืนยันแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ว่าสิ่งที่ทำให้เงินมีค่าก็คือผลผลิต ขอให้ดูซิมบับเวเป็นตัวอย่าง การดำเนินการตามนโยบายงี่เง่าของเขาที่ไปทำลายโครงสร้างการผลิตของประเทศ ตลอนจนไปสะเทือนอารมณ์กลุ่มประเทศฝรั่งจนเขาหมั่นไส้อย่างสุดซึ้งนั้น เป็นผลให้ผลผลิตในประเทศขาดแคลนอย่างหนัก เพียงเพราะผลผลิตขาดแคลน เงินในประเทศก็เลยเฟ้อขึ้นไปมากกว่าสิบล้านเปอร์เซ็นต์
การพิมพ์เงินของธนาคารกลางย่อมถือเป็นภาระหนี้สิน ในการทำสัญญากู้ยืมเงินเป็นธรรมดาที่เราจะเซ็นชื่อเป็นพยานให้ตัวเองหรือเซ็นเป็นผู้ค้ำประกันตัวเองไม่ได้ เมื่อประเทศอื่นๆ ทั่วโลกใช้ USD ค้ำประกันมูลค่าเงินตัวเอง แล้วสหรัฐฯ จะเอาเงินใครไปค้ำล่ะ ในเมื่อหลายสิบปีนับแต่ยุคสงครามเวียดนามมา พี่ท่านขาดดุลการค้ามาตลอดและหนักขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย
นานาประเทศทั่วโลกจริงๆ ก็ไม่ได้ต่างจากไทยนัก เพราะทุนสำรองเงินตราส่วนใหญ่ก็เป็น USD เหมือนๆ กัน ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก หากเงินเหรียญสหรัฐฯ เป็นกงเต๊กเมื่อไหร่ เงินทุกสกุลทั่วโลกก็จะกงเต๊กน้อยกว่ากันนิดเดียวเท่านั้นแหละ ทองคำถือว่ามีบทบาทน้อยมากนะครับ ความบิดเบี้ยวของระบบการเงินโลกจากการยัดเยียดให้ประเทศอื่นๆ ทำตามอย่างที่ตัวเองต้องการของสหรัฐฯ ตลอดจนการที่ประเทศต่างๆ ยังไม่พร้อมใจกันมีฉันทามติให้ USD อ่อนค่าลงอย่างที่มันควรจะเป็นนั้น น่าสนใจมากว่าสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร
ปริมาณเงินทั้งระบบของไทยรวมกันยังไม่ถึง 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ เลยด้วยซ้ำ ในขณะที่สินทรัพย์ของเอกชนมะกันเพียงรายเดียวอย่าง Citigroup ยังมีมากกว่า 2 ล้านล้านเหรียญเสียอีก เมื่อยักษ์ล้ม อะไรจะเกิดขึ้นต่อไปนะ น่าสนุกจริงๆ :8)
Low Profile High Profit
หมากล้อมเย้ยยุทธจักร
หมากล้อมเย้ยยุทธจักร
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
รุ้งกินน้ำ
โพสต์ที่ 286
ทองคำเป็น Commodity ที่แปลก
สามารถใช้เป็นแหล่งลงทุนแทนเงินกระดาษได้ อีกทั้งราคาสูงเท่าไรก็ไม่กระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ เพราะนำไปใช้ในกระบวนการผลิตน้อย ไม่เหมือนสินค้า Commodity อื่นๆ เช่น น้ำมัน Hard Commodity หรือ Soft Commodity
สามารถใช้เป็นแหล่งลงทุนแทนเงินกระดาษได้ อีกทั้งราคาสูงเท่าไรก็ไม่กระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ เพราะนำไปใช้ในกระบวนการผลิตน้อย ไม่เหมือนสินค้า Commodity อื่นๆ เช่น น้ำมัน Hard Commodity หรือ Soft Commodity
จงอยู่เหนือความดี อย่าหลงความดี
- por_jai
- Verified User
- โพสต์: 14338
- ผู้ติดตาม: 0
รุ้งกินน้ำ
โพสต์ที่ 288

ส่งมาหลายซอง ผมก็กระจายไปหลายๆทาง
นึกขึ้นได้ว่า เออ...มาบอกบุญพรรคพวกในเวบบ้างดีกว่า
มาทำบุญทอดผ้าป่าร่วมกัน
เกิดมาจะได้เจอกันอีก
อ้าวไม่ใช่ครับ
ถือว่าเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปอีกทางนึง
จะไปตั้งกระทู้ใหม่ก็กลัวเอิกเกริกไปหน่อย
เดี๋ยวประธานหมอมาเห็น
เราก็ไม่ได้ขออนุญาติซะด้วย
ถือว่ามาบอกเฉพาะพรรคพวกในกระทู้นี้ก็ละกัน
ถ้าอยากทำบุญร่วมกัน
ก็โอนเงินมาชื่อนี้เลยครับ
--------------------------
ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสุทธิสาร
ออมทรัพย์ 021-2-51049-3
ภายในวันที่7ตค.51นี้นะครับ
เพราะผมจะเจอกับเจ้านายเก่าตอนกินแชร์ด้วยกันในเย็นวันนั้น
จะได้รวบรวมไปให้ท่านส่งต่อไปยังวัดตามขั้นตอน

แก้ไขล่าสุดโดย por_jai เมื่อ จันทร์ มิ.ย. 15, 2009 9:45 am, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
- por_jai
- Verified User
- โพสต์: 14338
- ผู้ติดตาม: 0
รุ้งกินน้ำ
โพสต์ที่ 289

เพิ่งมาประท้วงเอาตอนนี้
จะมีประโยชน์อะไรครับ
ผมเองก็เคยซื้อทาวน์เฮ้าส์ไว้2ห้องตั้งนานแล้ว
ทางเจ้าของขอมาตั้งบู๊ธในบริษัทเปิดขายเอิกเกริก
พนักงานยุคนั้นซื้อกันเพียบ
ให้จับสลากด้วยนะครับ ดีมานด์มากกว่าซัพพลายซะอีก
ผมโชคดี(น้อย)ดันจับได้ แถมโลภใช้ชื่อเพื่อนจองอีกหนึ่ง
โดนเหมือนกันครับ
มาทราบปัญหาว่าแกใต้โต๊ะแบ๊งค์ไว้เยอะ
เขาเปลี่ยนเอ็มดีพอดี คนมาใหม่ไม่ยอมอนุมัติวงเงิน
ไม่รู้จริงหรือเท็จ
แต่ที่จริงนะ ผมไม่ได้บ้าน

กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
- por_jai
- Verified User
- โพสต์: 14338
- ผู้ติดตาม: 0
รุ้งกินน้ำ
โพสต์ที่ 290

ผมสงสัยว่า
จิตตอนที่เราเจริญวิปัสสนาแยกรูปแยกนามได้
อาการเจ็บขาปวดขาเหมือนจะหลุด
ก็หายไปได้อย่างน่าอัศจรรย์พันลึก
(บางท่านเวทนาก็ไม่ได้เิกิดที่ขาหากแต่ไปเกิดที่อื่นเช่นปวดหลัง เป็นต้น)
กับ
จิตตอนที่เราตกใจไฟไหม้
ลืมตัวคว้าของหนักที่ปกติไม่มีวันยกได้
1.เป็นจิตชนิดเดียวกันไหม
2.ถ้าตอบว่้าไม่ใช่อย่างนี้จิตก็มีหลายดวงสิครับ
3.ถ้าตอบว่าใช่ จิตดวงเดิมมันทำหน้าที่ต่างกันอย่างไรครับ
แฮะ....ไม่รู้ถามรู้เรื่องหรือเปล่า
ใครมีความรู้ช่วยเผื่อแผ่ด้วยครับ
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
- crazyrisk
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 4549
- ผู้ติดตาม: 0
รุ้งกินน้ำ
โพสต์ที่ 291
สงสารป๋าเทพเนอะพี่
ขนาดเป็นเทวดายังถูกฟ้องล้มละลาย
น่าอิจฉา ก็แต่ แปะป้อมเนี่ยสิ
ได้แต่ ไป ล้ม แล้ว ก็ ละ เลง....
ขนาดเป็นเทวดายังถูกฟ้องล้มละลาย
น่าอิจฉา ก็แต่ แปะป้อมเนี่ยสิ
ได้แต่ ไป ล้ม แล้ว ก็ ละ เลง....
"Champions aren't made in gyms. Champions are made from something they have deep inside them: A desire, a dream, a vision.
- por_jai
- Verified User
- โพสต์: 14338
- ผู้ติดตาม: 0
รุ้งกินน้ำ
โพสต์ที่ 292

ไม่รู้โดนไปเท่าไหร่แล้วครับ
http://www.doohoon.com/smf/index.php?topic=15545.1650
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 14783
- ผู้ติดตาม: 0
รุ้งกินน้ำ
โพสต์ที่ 294
จำแนกจิตเป็น ๔ ประเภท
เมื่อกล่าวตามสภาพแล้ว จิตมีสภาพเพียงหนึ่ง คือ รับรู้อารมณ์เพียงอย่างเดียว
แต่เมื่อกล่าวตามอาการที่รู้ ตามประเภทที่รู้ คือ รู้ในเรื่องของกาม เรื่องที่เป็นบุญเป็นบาป รู้เรื่องรูปฌาน รู้เรื่องอรูปฌาน รู้ในเรื่องนิพพาน ถ้ากล่าวตามอาการที่รู้แล้ว จิตก็จำแนกได้เป็น๔ ประเภท และนับจำนวนได้โดยย่อ ๘๙ ดวง นับโดยพิศดารได้ ๑๒๑ ดวง ดังนี้
๑. กามาวจรจิต ๕๔ ดวง
๒. รูปาวจรจิต ๑๕ ดวง
๓. อรูปาวจรจิต ๑๒ ดวง
๔. โลกุตตรจิต ๘ ดวง หรือ ๔๐ ดวง
รวม ๘๙ ดวง หรือ ๑๒๑ ดวง
๑. กามาวจรจิต เป็นจิตประเภทที่ข้องอยู่ ที่ติดอยู่ ที่หลงอยู่ ที่เจืออยู่ในกามตัณหา หรือเป็นจิตที่ส่วนมากท่องเที่ยววนเวียนอยู่ในกามภูมิ จิตประเภทนี้เรียกกันสั้นๆ ว่า "กามจิต" มีจำนวน ๕๔ ดวง
๒. รูปาวจรจิต เป็นจิตประเภทที่ถึงซึ่งรูปฌาน พอใจที่จะเป็นรูปพรหม หรือเป็นจิตที่ท่องเที่ยวในรูปภูมิ จิตประเภทนี้มีจำนวน ๑๕ ดวง
๓. อรูปาวจรจิต เป็นจิตประเภทที่ถึงซึ่งอรูปฌาน พอใจที่จะเป็นอรูปพรหม หรือเป็นจิตที่ท่องเที่ยวอยู่ในอรูปภูมิ จิตประเภทนี้มีจำนวน ๑๒ ดวง
๔. โลกุตตรจิต เป็นจิตประเภทที่กำลังพ้นและพ้นแล้วจากโลกทั้ง ๓ คือ พ้นจากกามโลก(กามภูมิ) จากรูปโลก(รูปภูมิ) และจากอรูปโลก(อรูปภูมิ) จิตประเภทนี้มีจำนวนเพียง ๘ ดวง ถ้าจิต ๘ ดวงนี้ประกอบด้วยฌานตามชั้นตามประเภทของฌาน ซึ่งมี ๕ ชั้น แล้วก็จะเป็นจิตนับอย่างพิสดารได้ ๔๐ ดวง (๘x๕=๔๐)
http://www.abhidhamonline.org/aphi/p1/008.htm
เมื่อกล่าวตามสภาพแล้ว จิตมีสภาพเพียงหนึ่ง คือ รับรู้อารมณ์เพียงอย่างเดียว
แต่เมื่อกล่าวตามอาการที่รู้ ตามประเภทที่รู้ คือ รู้ในเรื่องของกาม เรื่องที่เป็นบุญเป็นบาป รู้เรื่องรูปฌาน รู้เรื่องอรูปฌาน รู้ในเรื่องนิพพาน ถ้ากล่าวตามอาการที่รู้แล้ว จิตก็จำแนกได้เป็น๔ ประเภท และนับจำนวนได้โดยย่อ ๘๙ ดวง นับโดยพิศดารได้ ๑๒๑ ดวง ดังนี้
๑. กามาวจรจิต ๕๔ ดวง
๒. รูปาวจรจิต ๑๕ ดวง
๓. อรูปาวจรจิต ๑๒ ดวง
๔. โลกุตตรจิต ๘ ดวง หรือ ๔๐ ดวง
รวม ๘๙ ดวง หรือ ๑๒๑ ดวง
๑. กามาวจรจิต เป็นจิตประเภทที่ข้องอยู่ ที่ติดอยู่ ที่หลงอยู่ ที่เจืออยู่ในกามตัณหา หรือเป็นจิตที่ส่วนมากท่องเที่ยววนเวียนอยู่ในกามภูมิ จิตประเภทนี้เรียกกันสั้นๆ ว่า "กามจิต" มีจำนวน ๕๔ ดวง
๒. รูปาวจรจิต เป็นจิตประเภทที่ถึงซึ่งรูปฌาน พอใจที่จะเป็นรูปพรหม หรือเป็นจิตที่ท่องเที่ยวในรูปภูมิ จิตประเภทนี้มีจำนวน ๑๕ ดวง
๓. อรูปาวจรจิต เป็นจิตประเภทที่ถึงซึ่งอรูปฌาน พอใจที่จะเป็นอรูปพรหม หรือเป็นจิตที่ท่องเที่ยวอยู่ในอรูปภูมิ จิตประเภทนี้มีจำนวน ๑๒ ดวง
๔. โลกุตตรจิต เป็นจิตประเภทที่กำลังพ้นและพ้นแล้วจากโลกทั้ง ๓ คือ พ้นจากกามโลก(กามภูมิ) จากรูปโลก(รูปภูมิ) และจากอรูปโลก(อรูปภูมิ) จิตประเภทนี้มีจำนวนเพียง ๘ ดวง ถ้าจิต ๘ ดวงนี้ประกอบด้วยฌานตามชั้นตามประเภทของฌาน ซึ่งมี ๕ ชั้น แล้วก็จะเป็นจิตนับอย่างพิสดารได้ ๔๐ ดวง (๘x๕=๔๐)
http://www.abhidhamonline.org/aphi/p1/008.htm
- Ryuga
- Verified User
- โพสต์: 1771
- ผู้ติดตาม: 0
รุ้งกินน้ำ
โพสต์ที่ 295
[quote="พี่พอใจ"]
ถามปัญหาทางธรรมหน่อยครับ

Low Profile High Profit
หมากล้อมเย้ยยุทธจักร
หมากล้อมเย้ยยุทธจักร
- Ryuga
- Verified User
- โพสต์: 1771
- ผู้ติดตาม: 0
รุ้งกินน้ำ
โพสต์ที่ 296
อันก่อนนี่ ผมบ่นๆ บ้าๆ นิดหน่อยน่ะครับ เพราะเห็นคนเขาพูดตามๆ กันว่าสหรัฐฯ พิมพ์แบงก์ไม่มีทองคำสำรอง ประเทศอื่นมีทองคำสำรอง พูดไปพูดมายังกับว่าประเทศอื่นๆ นั้นเขามีทองคำสำรองมากมายซะเต็มประดายังงั้นแหละแต่สหรัฐฯ กลับโบ๋เบ๋ไม่มีอะไรเลย
ทองคำเป็นแค่ส่วนหนึ่งของทุนสำรองเงินตราและปกติมันก็เป็นแค่ส่วนเล็กๆ น้อยๆ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เราใช้กันอยู่ตอนนี้ไม่ได้มีทองคำสำรองเต็มจำนวนนะครับ ประเทศไหนๆ ก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น เหตุผลก็ง่ายมากเพราะว่าทองคำน่ะมันมีไม่พอ ราคาทองคำผันผวนได้ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศก็ผันผวนได้ ถ้าเราตัดปัจจัยพวกนี้ออกไป การถือทองคำมากๆ กลับเป็นภาระต้นทุนค่าเสียโอกาสเพราะเงินฝากหรือตราสารหนี้ในสกุลเงินต่างประเทศนั้นมีดอกเบี้ยแต่ทองคำไม่มี การค้าระหว่างประเทศนั้นช่วยลดต้นทุนทางเศรษฐกิจและยังช่วยจัดสรรทรัพยากรโลกอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปกติถ้าทำมาค้าขายระหว่างประเทศอยู่แล้วการมีทุนสำรองเงินตราเป็นเงินตราต่างประเทศก็สะดวกด้วยประการทั้งปวง ปกติเราไม่เห็นผู้ซื้อผู้ขาย ผู้ประกอบการทั้งหลายเขาซื้อของขายของกันแล้วจ่ายเป็นทองคำหรอก
เดือนที่แล้ว ธปท. แถลงตัวเลขทองคำสำรอง ก็มีแค่ 76,695 ล้านบาท แต่มีธนบัตร(กรกฎาคม) 791,160 ล้านบาท อัตราสำรองของทองคำก็แค่ 9.7% พวกสิทธิพิเศษถอนเงิน หรือสินทรัพย์ส่งสมทบกองทุนการเงินระหว่างประเทศก็เล็กๆ น้อยๆ ไม่มีนัยสำคัญอะไรเพราะมีไม่ถึงเปอร์เซ็นต์ ที่เหลือทั้งหมดก็เป็นเงินตราต่างประเทศ+สินทรัพย์สกุลเงินต่างประเทศ (USD ตรึมๆ)
สิ่งที่ทำให้เงินมีค่าคือเศรษฐกิจนะครับไม่ใช่ทองคำ ตอนปี 40 เงินบาทอ่อนยวบจาก 25 กว่าๆ เป็น 50 กว่าๆ นั้น ทองคำไม่ได้หายไปไหนเลย แต่ที่หายน่ะดอลลาร์ :8)
ทองคำเป็นแค่ส่วนหนึ่งของทุนสำรองเงินตราและปกติมันก็เป็นแค่ส่วนเล็กๆ น้อยๆ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เราใช้กันอยู่ตอนนี้ไม่ได้มีทองคำสำรองเต็มจำนวนนะครับ ประเทศไหนๆ ก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น เหตุผลก็ง่ายมากเพราะว่าทองคำน่ะมันมีไม่พอ ราคาทองคำผันผวนได้ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศก็ผันผวนได้ ถ้าเราตัดปัจจัยพวกนี้ออกไป การถือทองคำมากๆ กลับเป็นภาระต้นทุนค่าเสียโอกาสเพราะเงินฝากหรือตราสารหนี้ในสกุลเงินต่างประเทศนั้นมีดอกเบี้ยแต่ทองคำไม่มี การค้าระหว่างประเทศนั้นช่วยลดต้นทุนทางเศรษฐกิจและยังช่วยจัดสรรทรัพยากรโลกอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ปกติถ้าทำมาค้าขายระหว่างประเทศอยู่แล้วการมีทุนสำรองเงินตราเป็นเงินตราต่างประเทศก็สะดวกด้วยประการทั้งปวง ปกติเราไม่เห็นผู้ซื้อผู้ขาย ผู้ประกอบการทั้งหลายเขาซื้อของขายของกันแล้วจ่ายเป็นทองคำหรอก
เดือนที่แล้ว ธปท. แถลงตัวเลขทองคำสำรอง ก็มีแค่ 76,695 ล้านบาท แต่มีธนบัตร(กรกฎาคม) 791,160 ล้านบาท อัตราสำรองของทองคำก็แค่ 9.7% พวกสิทธิพิเศษถอนเงิน หรือสินทรัพย์ส่งสมทบกองทุนการเงินระหว่างประเทศก็เล็กๆ น้อยๆ ไม่มีนัยสำคัญอะไรเพราะมีไม่ถึงเปอร์เซ็นต์ ที่เหลือทั้งหมดก็เป็นเงินตราต่างประเทศ+สินทรัพย์สกุลเงินต่างประเทศ (USD ตรึมๆ)
สิ่งที่ทำให้เงินมีค่าคือเศรษฐกิจนะครับไม่ใช่ทองคำ ตอนปี 40 เงินบาทอ่อนยวบจาก 25 กว่าๆ เป็น 50 กว่าๆ นั้น ทองคำไม่ได้หายไปไหนเลย แต่ที่หายน่ะดอลลาร์ :8)
Low Profile High Profit
หมากล้อมเย้ยยุทธจักร
หมากล้อมเย้ยยุทธจักร
- Ryuga
- Verified User
- โพสต์: 1771
- ผู้ติดตาม: 0
รุ้งกินน้ำ
โพสต์ที่ 297
ที่สำคัญผมคิดว่าคนส่วนมากไม่ได้เข้าใจกระบวนการของอุปทานเงิน เงินตรา(ธนบัตรและเหรียญ) ที่หมุนเวียนใช้กันในระบบเศรษฐกิจนั้นเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยของปริมาณเงินทั้งระบบ การที่ต้องมีทุนสำรองเงินตราก็สามารถเข้าใจได้ง่ายๆ นั่นเพราะมันต้องเข้ามาหมุนเวียนจับจ่ายใช้สอยในระบบเศรษฐกิจ หากไม่มีอะไรสำรองเลยแล้วกระดาษเป็นใบๆ นั้นมันจะมีค่าได้อย่างไร
การสร้างปริมาณเงินหลักๆ แล้วธนาคารกลางจะดำเนินการผ่านช่องทางของธนาคารพาณิชย์/สถาบันการเงินทั้งระบบ หนี้สินเริ่มแรกจะอยู่ในรูปของเงินรับฝากในขณะที่ด้านสินทรัพย์เริ่มแรกจะเป็นสินเชื่อ ธนาคารพาณิชย์/สถาบันการเงินก็จะพากันเข้าสู่กระบวนการสร้างเงินฝากแล้วจากนั้นก็ปล่อยเงินกู้ สิ่งที่ค้ำประกันสินเชื่อสำหรับผู้กู้ภาครัฐก็คืออำนาจในการเก็บภาษี แต่สำหรับผู้กู้เอกชนมักจะเป็นอสังหาริมทรัพย์
สำหรับอสังหาริมทรัพย์ มันจะมีค่ามากน้อยเท่าไหร่ค้ำประกันเงินกู้ได้แค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่า อสังหาริมทรัพย์แห่งนั้นสามารถสร้างกระแสเงินสดได้มากเท่าไหร่ (ไม่ว่าจะอยู่ในรูปการนำไปขาย เก็บค่าเช่า หรือลงทุนทำให้มันเป็นธุรกิจอะไรไปสักอย่างนึงก็แล้วแต่ ซึ่งทั้งหมดจะนำไปสู่ราคาประเมินของที่ดิน) จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ค้ำประกันสินเชื่อแท้จริงแล้วก็คือกระแสเงินสดรับของผู้กู้เงินตามสินเชื่อนั้นนั่นเอง
ขอให้พิจารณาเทียบกัน เงินตราถือเป็นหนี้สินของธนาคารกลางผู้ออก อีกด้านหนึ่งของหนี้สินจึงต้องมีสินทรัพย์ค้ำประกันในรูปของทุนสำรองเงินตรา ส่วนเงินรับฝาก+ตราสารหนี้+เงินกู้ยืมในระบบสถาบันการเงินทั้งหมดมีสินทรัพย์ในรูปของสินเชื่อค้ำอยู่ และสิ่งที่ค้ำมูลค่าของสินเชื่อก็คือกระแสเงินสดรับของผู้กู้
เห็นได้ว่าเงินตรานั้นถูกค้ำประกันด้วยสินทรัพย์เช่นทองคำหรือเงินตราต่างประเทศ ในขณะที่เงินส่วนใหญ่ของระบบทั้งหมด ณ ปัจจุบัน ถูกค้ำด้วยกระแสเงินสดที่จะได้รับในอนาคต (คืออยู่ในรูปเอาเงินมาค้ำเงินเป็นงูกินหาง) มูลค่าที่แท้จริงของเงินจึงไม่มี สิ่งที่มีมูลค่าจริงๆ ก็คือผลผลิต
ปัจจุบันเงินทั้งระบบของไทยมีมากกว่า 8.7 ล้านล้านบาท แต่ในจำนวนนี้เป็นเงินตราที่ออกโดยธนาคารกลางซึ่งมีทุนสำรองเงินตราค้ำไว้โดยประมาณเพียง 8 แสนล้านบาทเท่านั้น มากกว่า 90% ของเงินในระบบเศรษฐกิจไทยไม่มีทองคำหรือเงินตราต่างประเทศอะไรไปสำรองทั้งสิ้น นานาประเทศทั่วโลกเขาก็เหมือนกับเรานี่แหละ สิ่งที่ค้ำมูลค่าของเงินไว้คือเศรษฐกิจ ที่บ่นๆ มาทั้งหมดนี้เพราะผมเกิดเซ็งเล็กน้อยที่เขาชอบพูดตามๆ กันซะเหลือเกินว่าสหรัฐฯ พิมพ์เงินไม่มีทองคำสำรอง ประเทศอื่นมีทองคำสำรอง เอาแค่ไทยเรา ทองคำสำรองที่มียังไม่ถึง 1% ของปริมาณเงินในระบบเลย เศรษฐกิจยุคใหม่ที่มีแต่จะเจริญวัฒนาก้าวหน้าไปเรื่อยๆ นั้น ทองคำมันไม่ได้มีความสำคัญอะไรนักหนาหรอก :8)
หมายเหตุ - เฉพาะทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยเรา ในอดีตเคยตกต่ำอย่างแรงเมื่อกรกฎาคม 2540 คือเหลือเพียง 1,144 ล้านเหรียญ (ปริมาณเงินทั้งระบบขณะนั้นมี 5.1 ล้านล้านบาท เป็นธนบัตร 3.25 แสนล้านบาท ข้อให้สังเกตว่า ณ เวลานั้น ทุนสำรองระหว่างประเทศซึ่งเป็นของ ธปท. เพียงส่วนหนึ่งนั้น รวมกันทั้งหมดยังไม่พอจะค้ำประกันธนบัตรซะด้วยซ้ำ) มาถึงปัจจุบันทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยมีมากกว่า 100,000 ล้านเหรียญ (3.5 ล้านล้านบาท) ในจำนวนนี้ส่วนหนึ่งเป็นทุนสำรองเงินตรา ที่เหลือก็ดำรงฐานะเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศนั่นแหละ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในอันจะไปค้ำประกันอะไรกับเงินในระบบของเรา (ว่าจะจบแล้วแต่ต่ออีกนิด เงินนั้นก็มีสองด้านคือด้านสินทรัพย์ กับด้านหนี้สิน+ทุน การออกเงินถือเป็นภาระหนี้สินจึงต้องมีสินทรัพย์ค้ำประกัน แต่การทำมาหาได้มากขึ้นอย่างที่ไทยเราเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมาต่อเนื่องก็เป็นการทำให้ส่วนทุนเพิ่มขึ้น ด้านสินทรัพย์ก็เพิ่มขึ้นพอๆ กัน มันจึงไม่ได้เป็นอะไรที่ค้ำกัน)
การสร้างปริมาณเงินหลักๆ แล้วธนาคารกลางจะดำเนินการผ่านช่องทางของธนาคารพาณิชย์/สถาบันการเงินทั้งระบบ หนี้สินเริ่มแรกจะอยู่ในรูปของเงินรับฝากในขณะที่ด้านสินทรัพย์เริ่มแรกจะเป็นสินเชื่อ ธนาคารพาณิชย์/สถาบันการเงินก็จะพากันเข้าสู่กระบวนการสร้างเงินฝากแล้วจากนั้นก็ปล่อยเงินกู้ สิ่งที่ค้ำประกันสินเชื่อสำหรับผู้กู้ภาครัฐก็คืออำนาจในการเก็บภาษี แต่สำหรับผู้กู้เอกชนมักจะเป็นอสังหาริมทรัพย์
สำหรับอสังหาริมทรัพย์ มันจะมีค่ามากน้อยเท่าไหร่ค้ำประกันเงินกู้ได้แค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่า อสังหาริมทรัพย์แห่งนั้นสามารถสร้างกระแสเงินสดได้มากเท่าไหร่ (ไม่ว่าจะอยู่ในรูปการนำไปขาย เก็บค่าเช่า หรือลงทุนทำให้มันเป็นธุรกิจอะไรไปสักอย่างนึงก็แล้วแต่ ซึ่งทั้งหมดจะนำไปสู่ราคาประเมินของที่ดิน) จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ค้ำประกันสินเชื่อแท้จริงแล้วก็คือกระแสเงินสดรับของผู้กู้เงินตามสินเชื่อนั้นนั่นเอง
ขอให้พิจารณาเทียบกัน เงินตราถือเป็นหนี้สินของธนาคารกลางผู้ออก อีกด้านหนึ่งของหนี้สินจึงต้องมีสินทรัพย์ค้ำประกันในรูปของทุนสำรองเงินตรา ส่วนเงินรับฝาก+ตราสารหนี้+เงินกู้ยืมในระบบสถาบันการเงินทั้งหมดมีสินทรัพย์ในรูปของสินเชื่อค้ำอยู่ และสิ่งที่ค้ำมูลค่าของสินเชื่อก็คือกระแสเงินสดรับของผู้กู้
เห็นได้ว่าเงินตรานั้นถูกค้ำประกันด้วยสินทรัพย์เช่นทองคำหรือเงินตราต่างประเทศ ในขณะที่เงินส่วนใหญ่ของระบบทั้งหมด ณ ปัจจุบัน ถูกค้ำด้วยกระแสเงินสดที่จะได้รับในอนาคต (คืออยู่ในรูปเอาเงินมาค้ำเงินเป็นงูกินหาง) มูลค่าที่แท้จริงของเงินจึงไม่มี สิ่งที่มีมูลค่าจริงๆ ก็คือผลผลิต
ปัจจุบันเงินทั้งระบบของไทยมีมากกว่า 8.7 ล้านล้านบาท แต่ในจำนวนนี้เป็นเงินตราที่ออกโดยธนาคารกลางซึ่งมีทุนสำรองเงินตราค้ำไว้โดยประมาณเพียง 8 แสนล้านบาทเท่านั้น มากกว่า 90% ของเงินในระบบเศรษฐกิจไทยไม่มีทองคำหรือเงินตราต่างประเทศอะไรไปสำรองทั้งสิ้น นานาประเทศทั่วโลกเขาก็เหมือนกับเรานี่แหละ สิ่งที่ค้ำมูลค่าของเงินไว้คือเศรษฐกิจ ที่บ่นๆ มาทั้งหมดนี้เพราะผมเกิดเซ็งเล็กน้อยที่เขาชอบพูดตามๆ กันซะเหลือเกินว่าสหรัฐฯ พิมพ์เงินไม่มีทองคำสำรอง ประเทศอื่นมีทองคำสำรอง เอาแค่ไทยเรา ทองคำสำรองที่มียังไม่ถึง 1% ของปริมาณเงินในระบบเลย เศรษฐกิจยุคใหม่ที่มีแต่จะเจริญวัฒนาก้าวหน้าไปเรื่อยๆ นั้น ทองคำมันไม่ได้มีความสำคัญอะไรนักหนาหรอก :8)
หมายเหตุ - เฉพาะทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยเรา ในอดีตเคยตกต่ำอย่างแรงเมื่อกรกฎาคม 2540 คือเหลือเพียง 1,144 ล้านเหรียญ (ปริมาณเงินทั้งระบบขณะนั้นมี 5.1 ล้านล้านบาท เป็นธนบัตร 3.25 แสนล้านบาท ข้อให้สังเกตว่า ณ เวลานั้น ทุนสำรองระหว่างประเทศซึ่งเป็นของ ธปท. เพียงส่วนหนึ่งนั้น รวมกันทั้งหมดยังไม่พอจะค้ำประกันธนบัตรซะด้วยซ้ำ) มาถึงปัจจุบันทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยมีมากกว่า 100,000 ล้านเหรียญ (3.5 ล้านล้านบาท) ในจำนวนนี้ส่วนหนึ่งเป็นทุนสำรองเงินตรา ที่เหลือก็ดำรงฐานะเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศนั่นแหละ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในอันจะไปค้ำประกันอะไรกับเงินในระบบของเรา (ว่าจะจบแล้วแต่ต่ออีกนิด เงินนั้นก็มีสองด้านคือด้านสินทรัพย์ กับด้านหนี้สิน+ทุน การออกเงินถือเป็นภาระหนี้สินจึงต้องมีสินทรัพย์ค้ำประกัน แต่การทำมาหาได้มากขึ้นอย่างที่ไทยเราเกินดุลบัญชีเดินสะพัดมาต่อเนื่องก็เป็นการทำให้ส่วนทุนเพิ่มขึ้น ด้านสินทรัพย์ก็เพิ่มขึ้นพอๆ กัน มันจึงไม่ได้เป็นอะไรที่ค้ำกัน)
Low Profile High Profit
หมากล้อมเย้ยยุทธจักร
หมากล้อมเย้ยยุทธจักร