สวนกระแสฮิต คลั่งลดโลกร้อน - เดินทางไกลไป "ปลูกป่า" ปล่อยคาร์บอนมากกว่าต้นไม้สามารถดูดคืน
เดินทางไกลไป "ปลูกป่า" ปล่อยคาร์บอนมากกว่าต้นไม้สามารถดูดคืน
.....................เลขาฯ สมาคมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแจง ตลอดชีวิตต้นไม้ 1 ต้นดูดคาร์บอนแค่ 1 ตัน ถ้าเดินทางไปปลูกป่าที่ไกลๆ จะได้ชื่อว่าแค่สร้างภาพ เพราะการเดินทางไปปลูกป่า ปล่อยคาร์บอนมากกว่าปริมาณคาร์บอนที่ต้นไม้จะดูดกลับคืน แนะปลูกใกล้ๆ และที่ที่มีคนดูแล อย่างโรงเรียนหรือวัดเพื่อจะได้มีคนดูแล
สมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทยได้จัดกิจกรรม Save our earth...Love our life ระหว่างวันที่ 1-3 ส.ค.51 ณ เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการอบรมหลักสูตร "การประชาสัมพันธ์ธุรกิจแผนใหม่" โดยมีนักประชาสัมพันธ์จากกว่า 50 องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม ผู้จัดการวิทยาศาสตร์จึงได้ร่วมติดตามการทำกิจกรรมที่ "ศูนย์รวมตะวัน" ของสมาคมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ที่อยู่ตรงข้ามกับหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยสะด่อง เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ ต.ช่องสะเดา อ.เมือง จ.กาญจนบุรี
โอกาสนี้ ดร.ศันสนีย์ กีรติวิริยาภรณ์ เลขาธิการสมาคมพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้ให้ความรู้แก่ผู้สื่อข่าวภายหลังทำกิจกรรมจัดลำดับพืชที่มีดูดซับคาร์บอนมากที่สุด โดยส่วนใหญ่เป็นไม้ใหญ่ที่อยู่ในป่าเบญจพรรณ อาทิ สัก มะค่าแต้ แดง ตะแบก และประดู่ป่า เป็นต้น และตลอดอายุของต้นไม้เหล่านี้จะดูดซับคาร์บอนได้เพียงเฉลี่ยต้นละ 1 ตันเท่านั้น
ดังนั้นโครงการปลูกป่าที่เลือกสถานที่ไกลๆ จึงไม่ได้ช่วย ที่จะลดปริมาณคาร์บอนในชั้นบรรยากาศ เพราะการเดินทางไปปลูกป่า อย่างการโดยสารรถยนต์หรือเครื่องบินนั้นปลดปล่อยคาร์บอนมากกว่าปริมาณที่ไม้ 1 ต้นดูดซับไว้เสียอีก
"ปลูกต้นไม้ไกลๆ จะได้ชื่อแค่ว่าสร้างภาพเท่านั้น ถ้าเราอยู่กรุงเทพฯ แต่ต้องบินไปปลูกป่าที่เชียงใหม่ ปล่อยคาร์บอนที 800 กิโลกรัม แต่ทั้งปีต้นไม้ดูดกลับคืนได้แค่ 10 กิโลกรัม ปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยออกมาจากการเดินทางนั้นมากกว่าที่ต้นไม้ดูดคาร์บอนเสียอีก" ดร.ศันสนีย์กล่าว
พร้อมชี้ข้อสังเกตว่า หลังเอาต้นไม้ลงดินแล้ว มีต้นไม้ไม่กี่ต้นที่รอด ดังนั้นจึงแนะแนวทางการปลูกป่าที่ยั่งยืนว่า ควรปลูกในบริเวณใกล้ๆ กับองค์กร และควรปลูกแบบมีเจ้าภาพ คือปลูกในสถานที่มีคนดูแลได้ เช่น โรงเรียนหรือวัด เป็นต้น พร้อมยกตัวอย่างว่า หากโรงเรียนมีโครงการปลูกต้นไม้ประจำตัวสำหรับนักเรียน ก็จะช่วยปลูกจิตสำนึกให้เขาผูกพันกับต้นไม้ได้.
ที่มา http://www.manager.co.th/Science/ViewNe ... 0000091672
****
เสริม
* กรณีปลูกแบบฟื้นฟู ด้วยไม้ที่เคยเป็นป่าเดิมนั้น ปลูกให้มากพอต่อคน และดูแลต่อเนื่องจนแน่ใจว่ารอดชีวิต (ประมาณ 3 ปีขึ้นไป) ตลอดอายุไม้หากปลูกได้ 10 ต้นต่อรอบ ก็ 10 ตันแล้ว และหากไม้หลักฟื้น ป่าจริงกลับมา ปริมาณที่ดูดซับคาร์บอนได้จะเพิ่มเป็นทวีคูณ ไม่นับสรรพสิ่งแห่งป่า ที่ซับซ้อนเกินคาดถึงที่จะกลับมา สุดคุ้ม และ น่าชื่นชมอย่างยิ่ง ...
* แต่หากไปปลูก 10 ต้น แต่ไม่ได้วิเคราะห์พื้นที่ก่อนอย่างละเอียด รวมทั้งผลกระทบทั้งก่อนและหลัง ไปปลูกเป็นไม้โตเร็ว ปลูกผิดชนิดป่า หรือปลูกเป็นสวนป่าแทน หรือปลูกแต่ไม่ดูแล ก็น่าคิดว่าประโยชน์ที่ได้ ได้จริงหรือเป็นเพียงแค่ไปตามกระแส ว่านี่เป็นอีกกิจกรรมที่เป็นการแสดงถึงการอนุรักษ์ในแบบ ใส่เสื้อฮิต เขียนคำว่า อนุรักษ์ไว้บนเสื้อ กันทั่วไป หากไม่เข้าใจถ่องแท้ถึงข้อจำกัดในการไปทำกิจกรรมนั้น ๆ ก็เป็นปัญหาได้ แม้ว่าผู้ไปทำทุกท่านจะมีจิตกุศลก็ตาม ...และปัญหาเหบ่านั้น น่าเสียดายว่า คนทำจะไม่ทราบเพราะไม่มีการติดตามผลต่อเนื่อง ทิ้งไว้แต่ปัญหาระยะยาว หรือ ปิดโอกาสของป่าจริงที่จะฟื้น เนื่องจากป่าถูกเปลี่ยนสภาพไปแล้ว เช่น ป่ายูคาในเขตอช เป็นต้น
ซึ่งปกติ คนจะไม่มองลึก เพราะยากจะเห็น ภาพเบื้องหน้าระยะสั้น จึงมีแต่ภาพที่งดงามเท่านั้น เช่นเดียวกับ
คนใจดี ที่เลือกให้เงินต่อขอทานทุกท่าน ไม่ว่า จะเป็นเด็กที่ถูกลักพา หรือ อยู่ในขบวนการค้ามนุษย์ (ซึ่งท่านยากที่จะทราบ ) ภาพแรกของการให้ ประทับใจและเพียงพอแล้วต่อการตัดสินใจของเขาเหล่านั้น ซึ่งก็เป็นสิทธิ และความจริงคือมีเด็กจำนวนมากอยู่ในขบวนการค้ามนุษยืโดยใช้ช่องว่างของ ความใจดี
คนใจบุญ ที่ปล่อยนกปล่อยปลา นำเต่าบกไปปล่อยลงน้ำ นำปลาน้ำไหลไปปล่อยน้ำจืด นำนกที่เพิ่งโดนจับมาเพื่อขายให้ปล่อยมาปล่อยเพื่อความสบายใจ
คนที่รักสัตว์ และปกป้องแต่ไม่เข้าใจพื้นที่ที่สัตว์นั้นต้องอยู่ เช่นการนำงู(พิษและไม่พิษ) ไปปล่อยไว้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แต่เป็นงูต่างประเทศปนมาด้วย ที่ที่นั่นไม่เคยมี ก็กลายเป็นสัตว์เอเลี่ยนไป ..
การแห่กันทำฝาย เป็นอีกกิจกรรมสุดฮอต แบบบางชุดแทบไม่แยกแยะถึงความเหมาะสม แต่เป็นการทำไปเพราะมันจะต้องทำและกระแสบอกว่าทำ และก็ดูดี ได้ชื่อว่าทำตามโครงการพระราชดำริ ซึ่งอีก 2-3 ปี จะปรากฎชัดขึ้น และได้เริ่มเห็นถึง ฝายชะลอน้ำที่ล้มเหลวแล้วในหลายพื้นที่ สูญเสียงบประมาณ หรือเงินบริจาคไปเปล่า ๆ มากมาย จากการทำโดยไม่คิดผลกระทบแล้วในหลายพื้นที่ ...ทั้งที่ในโครงการพระราชดำริระบุไว้ชัด ถึง การวิเคราะห์ การเลือกและความเหมาะสม