กลุ่มสื่อ,สิ่งพิมม์และบันเทิง
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news15/11/07
โพสต์ที่ 61
ซีเอสอาร์ช่วย ดันธุรกิจพีอาร์ โตกระฉูด15%
โพสต์ทูเดย์ กระแสซีเอสอาร์แท้-เทียม ดันธุรกิจพีอาร์สู่ยุคทอง ดีซีฯ รับอานิสงส์ บิลลิงเกินเป้า 50 ล้าน ปีหน้าบุกกลุ่มธุรกิจการเงิน
นายดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิ เคชั่นส์ กล่าวว่า จากกระแสที่องค์กรต่างๆ ให้ความสำคัญกับการทำ ซีเอสอาร์ ไม่เฉพาะในประเทศไทย แต่ยังรวมถึงประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทำให้ธุรกิจประชาสัมพันธ์ก้าวสู่ ยุคทองอีกครั้ง เพราะสามารถขยายพื้นที่การให้บริการใหม่ให้กับลูกค้า ที่มีแนวโน้มต้องการทำเรื่องซีเอสอาร์มากขึ้น
ขณะนี้มีทั้งองค์กรที่ต้องการ ทำเรื่องซีเอสอาร์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะองค์กรใหญ่ๆ ขณะเดียวกันมีคนที่เกาะกระแสซีเอสอาร์ แต่หวังผล ด้านการตลาด ซึ่งทั้งซีเอสอาร์แท้และเทียมนี้ มีส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันธุรกิจประชาสัมพันธ์ให้ขยายตัวขึ้น นายดนัย กล่าว
สำหรับภาพรวมธุรกิจประชาสัมพันธ์ปีนี้ขยายตัว 10-15% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ดีนัก แต่ปีหน้าคาดว่าธุรกิจประชาสัมพันธ์จะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 15% เพราะนอกจากเรื่องซีเอสอาร์แล้ว จุดเปลี่ยนประเทศไทยที่หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ช่วยสร้างพื้นที่ใหม่ๆ ในธุรกิจประชาสัมพันธ์ และคาดว่าหลังเลือกตั้ง ภาวะเศรษฐกิจจะเข้าสู่ระบบ เกิดการลงทุนมากขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องเตรียมพร้อมรับมือให้ดี
นายดนัย กล่าวว่า สำหรับดีซี คอนซัลแทนส์ ได้วางเป้าหมายการเติบโตในปีหน้าจะขยายตัว 30% จากปีนี้คาดว่าจะมีรายได้มากกว่า 50 ล้านบาท เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ เมื่อต้นปี โดยผลการดำเนินงานของ ดีซี ซีเอสอาร์ เป็นตัวผลักดันหลัก ปัจจุบันรายได้จากซีเอสอาร์คิดเป็นสัดส่วน 50% จากรายได้รวม มีลูกค้ารวมทั้งหมด 20 ราย
สำหรับปีหน้าบริษัทจะมุ่งขยายลูกค้าให้กลุ่มธุรกิจการเงิน บริษัท จดทะเบียนที่ต้องการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมองว่าลูกค้ากลุ่มนี้ จะกลับมาใช้เงินเพิ่มขึ้น หลังจากมีรัฐบาลใหม่
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=203690
โพสต์ทูเดย์ กระแสซีเอสอาร์แท้-เทียม ดันธุรกิจพีอาร์สู่ยุคทอง ดีซีฯ รับอานิสงส์ บิลลิงเกินเป้า 50 ล้าน ปีหน้าบุกกลุ่มธุรกิจการเงิน
นายดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิ เคชั่นส์ กล่าวว่า จากกระแสที่องค์กรต่างๆ ให้ความสำคัญกับการทำ ซีเอสอาร์ ไม่เฉพาะในประเทศไทย แต่ยังรวมถึงประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทำให้ธุรกิจประชาสัมพันธ์ก้าวสู่ ยุคทองอีกครั้ง เพราะสามารถขยายพื้นที่การให้บริการใหม่ให้กับลูกค้า ที่มีแนวโน้มต้องการทำเรื่องซีเอสอาร์มากขึ้น
ขณะนี้มีทั้งองค์กรที่ต้องการ ทำเรื่องซีเอสอาร์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะองค์กรใหญ่ๆ ขณะเดียวกันมีคนที่เกาะกระแสซีเอสอาร์ แต่หวังผล ด้านการตลาด ซึ่งทั้งซีเอสอาร์แท้และเทียมนี้ มีส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันธุรกิจประชาสัมพันธ์ให้ขยายตัวขึ้น นายดนัย กล่าว
สำหรับภาพรวมธุรกิจประชาสัมพันธ์ปีนี้ขยายตัว 10-15% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่ดีนัก แต่ปีหน้าคาดว่าธุรกิจประชาสัมพันธ์จะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 15% เพราะนอกจากเรื่องซีเอสอาร์แล้ว จุดเปลี่ยนประเทศไทยที่หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ช่วยสร้างพื้นที่ใหม่ๆ ในธุรกิจประชาสัมพันธ์ และคาดว่าหลังเลือกตั้ง ภาวะเศรษฐกิจจะเข้าสู่ระบบ เกิดการลงทุนมากขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องเตรียมพร้อมรับมือให้ดี
นายดนัย กล่าวว่า สำหรับดีซี คอนซัลแทนส์ ได้วางเป้าหมายการเติบโตในปีหน้าจะขยายตัว 30% จากปีนี้คาดว่าจะมีรายได้มากกว่า 50 ล้านบาท เกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ เมื่อต้นปี โดยผลการดำเนินงานของ ดีซี ซีเอสอาร์ เป็นตัวผลักดันหลัก ปัจจุบันรายได้จากซีเอสอาร์คิดเป็นสัดส่วน 50% จากรายได้รวม มีลูกค้ารวมทั้งหมด 20 ราย
สำหรับปีหน้าบริษัทจะมุ่งขยายลูกค้าให้กลุ่มธุรกิจการเงิน บริษัท จดทะเบียนที่ต้องการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมองว่าลูกค้ากลุ่มนี้ จะกลับมาใช้เงินเพิ่มขึ้น หลังจากมีรัฐบาลใหม่
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=203690
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news19/11/07
โพสต์ที่ 62
ธุรกิจโฆษณาไทยปีนี้คึกคัก...ปี51 ยังต้องลุ้น
การสร้างภาพลักษณ์ให้กับพรรคการเมืองหรือตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งผ่านสื่อทุกประเภทน่าจะเป็นการเพิ่มสีสัน และกระตุ้นให้สถานการณ์ธุรกิจโฆษณาไทยกระเตื้องขึ้นได้บ้างในครึ่งหลังปี 2550 แต่สำหรับปี 2551 ก็ต้องลุ้นกันต่อไป
เมื่อถึงเทศกาลเลือกตั้ง สนามเลือกตั้งเปรียบเสมือนเป็นสมรภูมิรบ ที่ผู้ลงชิงชัยแต่ละรายต่างมุ่งหวังจะช่วงชิงความเป็นหนึ่งในสนามต่อสู้ทางการเมือง และยิ่งในยุคดิจิตอลเช่นปัจจุบันพรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้งเกือบทุกพรรคต่างจำเป็นต้องหันมาชิงไหวชิงพริบกันโดยอาศัยสื่อทุกประเภทเป็นองค์ประกอบสำคัญในการรณรงค์หาเสียง นอกเหนือจากการหาเสียงด้วยวิธีเคาะประตูบ้าน หรือการจัดเวทีปราศรัย ซึ่งจะมีการกำหนดตำแหน่งหรือจุดยืนของพรรคโดยอาศัยจุดแข็งของพรรคเป็นแกนผสมผสานกับภาพหรือประโยคกินใจที่ออกมาในรูปของป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ และการโฆษณาทางโทรทัศน์และวิทยุ รวมถึงโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆเพื่อให้ประชาชนเกิดความประทับใจ และเลือกกากบาทให้พรรคหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งแต่ละราย
ด้วยเหตุนี้การสร้างภาพลักษณ์ให้กับพรรคการเมืองหรือตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งผ่านสื่อทุกประเภทจึงกลายมาเป็นหัวใจของการนำเสนอนโยบายที่ได้ผลมากที่สุดอีกวิธีหนึ่งในปัจจุบัน และนับเป็นปัจจัยบวกที่ไม่สามารถมองข้ามได้ที่น่าจะกระตุ้นให้สถานการณ์ธุรกิจโฆษณาไทยในปี 2550 กระเตื้องขึ้นได้บ้างภายหลังจากที่ต้องเผชิญกับปัจจัยลบหลายปัจจัยด้วยกันตั้งแต่ต้นปี ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ทางการเมือง ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน ที่มีส่วนกดดันให้เจ้าของสินค้าและบริการหลายรายปรับลดต้นทุนเพื่อบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งการปรับลดงบโฆษณาในสื่อหลักที่มีต้นทุนสูง หรือการหันมาใช้สื่อที่มีต้นทุนต่ำลงแทนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มักจะได้รับการพิจารณาเป็นระดับต้นๆในการตัดสินใจของผู้ประกอบการ
ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าในปี 2550 เม็ดเงินโฆษณาจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนประมาณ 92,000-94,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2-5 ขณะที่ในปี 2551 มีแนวโน้มจะกระเตื้องขึ้นได้ด้วยอัตราการเติบโตที่น่าจะสูงกว่าปี 2550 หรือในระดับที่เกินกว่าร้อยละ 4 โดยอาศัยปัจจัยบวกจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนที่มีแนวโน้มฟื้นกลับมา แต่การที่เม็ดเงินโฆษณาในปี 2551 จะเติบโตเป็นเลขสองหลักเหมือนดังเช่นในอดีตก่อนปี 2548 นั้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะยังคงมีปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ต้องพึงระวังอีกหลายปัจจัยด้วยเช่นกัน
พร้อมกันนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินภาวะธุรกิจโฆษณาใน 2550 และวิเคราะห์แนวโน้มของธุรกิจโฆษณาในปี 2551 ดังต่อไปนี้
ภาพรวมธุรกิจโฆษณาปี 2550
อัตราการขยายตัวของยอดการใช้เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อในช่วง 9 เดือนแรกปี 2550 มีการปรับตัวในทิศทางที่ชะลอตัวลงจากรายงานของบริษัทนีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช (ประเทศไทย) พบว่าเม็ดเงินโฆษณาในช่วง 9 เดือนแรกปี 2550 มีค่าประมาณ 67,297 ล้านบาทเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 1.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน นับเป็นระดับการเติบโตที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตกับช่วงเดียวกันในหลายปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเป็นรายไตรมาสในรอบปี 2550 ก็พบว่าเม็ดเงินโฆษณาในไตรมาสสามมีมูลค่าสูงที่สุดด้วยเงินหมุนเวียน 23,663 ล้านบาท และยังมีอัตราการเติบโตที่สูงสุดด้วยในอัตราร้อยละ 4.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนซึ่งสอดคล้องกับการบริโภคภาคเอกชนโดยรวมของไทยที่เป็นไปในทิศทางที่กระเตื้องขึ้นในไตรมาสสามปี 2550
ในปี 2550 สื่อที่นับเป็นตัวชูโรงของการใช้จ่ายเม็ดเงินโฆษณาโดยรวม ก็คือสื่อโรงภาพยนตร์และสื่อภายในห้างร้านค้าที่สามารถขยายตัวอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปีสวนกระแสภาพรวม โดยในช่วง 9 เดือนแรกปี 2550 เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อโรงภาพยนตร์มีอัตราการเติบโตร้อยละ 158.7 ขณะที่สื่อภายในห้างร้านค้าเติบโตร้อยละ 125.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ด้วยมูลค่าเม็ดเงินหมุนเวียนที่รวมกันแล้วมีเพียง 3,615 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 5.4 ของเม็ดเงินโฆษณาโดยรวมในช่วง 9 เดือนแรกปี 2550 เท่านั้น จึงทำให้ไม่สามารถผลักดันให้ยอดใช้จ่ายโฆษณาผ่านสื่อโดยรวมในช่วงเวลาดังกล่าวขยายตัวเพิ่มขึ้นได้มากนัก
ด้านสื่อหลัก เช่น สื่อโทรทัศน์ สื่อวิทยุ สื่อหนังสือพิมพ์ และสื่อนิตยสาร ซึ่งครองสัดส่วนประมาณร้อยละ 89 ของเม็ดเงินโฆษณาโดยรวมในช่วงเวลาดังกล่าว ล้วนได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง เพราะเจ้าของสินค้าหลายรายต่างปรับตัวด้วยการลดต้นทุนและการใช้จ่ายงบโฆษณาผ่านสื่อหลักข้างต้นที่มีราคาแพง ประกอบกับนโยบายของภาครัฐที่เข้มงวดมากขึ้นในส่วนของการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และขนมขบเคี้ยวผ่านสื่อโทรทัศน์ ทำให้บรรดาเอเยนซี ผู้จัดรายการและเจ้าของสินค้าต่างต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียดก่อนการตัดสินใจใช้จ่ายงบโฆษณาผ่านสื่อหลัก หรือบางรายก็หันไปใช้การจัดกิจกรรมการตลาด ณ จุดขาย หรือสื่อ Below the line เพิ่มมากขึ้นแทน รวมถึงช่องทางใหม่ๆอย่างอินเทอร์เน็ต หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้เม็ดเงินโฆษณาในช่วงไตรมาสสามปี 2550 เติบโตเพิ่มขึ้นนั้น พบว่าเป็นผลมาจากการปรับกลยุทธ์การทำงานของเจ้าของสื่อประเภทต่างๆ ขณะเดียวกันในช่วงปลายไตรมาส3 ต่อเนื่องถึงไตรมาส4 ยังเป็นช่วงเวลาของการรณรงค์หาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆภายหลังที่มีความชัดเจนจากรัฐบาลที่กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป(ส.ส.)ในช่วงปลายปี 2550 ที่คาดว่าน่าจะสร้างความคึกคักแก่วงการโฆษณาในปีนี้ ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้น่าจะส่งผลให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในวงการโฆษณาผ่านสื่อประเภทต่างๆประมาณ 300- 400 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.3-0.4 ของเม็ดเงินโฆษณาโดยรวมในปี 2550 เท่านั้น เพราะส่วนหนึ่งพรรคการเมืองต่างๆถูกจำกัดวงเงินการใช้จ่ายและมีความเข้มงวดมากขึ้นในแง่ของหลักเกณฑ์ในการเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)
สำหรับในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี นอกจากสื่อแต่ละประเภทจะได้รับอานิสงส์จากงบโฆษณาเลือกตั้งทั้งของหน่วยงานภาครัฐ และพรรคการเมืองเข้ามากระตุ้นการใช้จ่ายงบโฆษณาผ่านสื่อมากขึ้นแล้ว ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปียังเป็นช่วงเวลาของการเร่งกระตุ้นยอดขายสินค้าและบริการของผู้ประกอบการเพื่อให้บรรลุเป้าที่ตั้งไว้ด้วย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงคาดว่าเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อที่เติบโตร้อยละ 1.2 ในช่วง 9 เดือนแรกปี 2550 น่าจะเติบโตได้ประมาณร้อยละ 2-5 เมื่อถึงสิ้นปี 2550
สถานการณ์และแนวโน้มธุรกิจโฆษณาในปี 2551
แนวโน้มธุรกิจโฆษณาในปี 2551 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่าการที่ประเทศไทยมีการจัดการเลือกตั้งเพื่อให้ได้รัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตยมาบริหารประเทศนั้น น่าจะส่งผลบวกต่อบรรยากาศโดยรวมของเศรษฐกิจประเทศไทยในระดับหนึ่ง ทั้งในด้านการบริโภค และการลงทุน เพราะการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในเชิงรุกมีโอกาสเกิดขึ้นได้ ขณะเดียวกันก็น่าจะกระตุ้นให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ประกอบการกลับตัวฟื้นสูงขึ้น และนำไปสู่การขยายตัวของการบริโภคและการลงทุนมากขึ้นได้ในปี 2551 ส่งผลต่อเนื่องให้ผู้ประกอบการเจ้าของสินค้าเกิดความมั่นใจและกล้าตัดสินใจใช้จ่ายงบโฆษณามากขึ้นและเร็วขึ้นตามมา
ในขณะเดียวกันบรรดาสื่อโฆษณาต่างๆโดยเฉพาะสื่อหลักเองก็มีแนวโน้มที่จะพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพของสื่อ โดยมีความเป็นไปได้สูงว่าการแข่งขันของธุรกิจโฆษณาในปี 2551 น่าจะมาในรูปของโฆษณาแฝง(Product Placement) มากขึ้น ตลอดจนการมีมหกรรมฟุตบอลยูโร และการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้า ก็น่าจะส่งผลให้มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์และจัดกิจกรรมทางการตลาดคึกคักพอสมควรในปี 2551
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีปัจจัยบวกจากการเลือกตั้งในปลายปี 2550 แต่ก็ยังมีความเสี่ยงและปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองอยู่ โดยเฉพาะหน้าตาของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ โดยมีความเป็นไปได้ว่าในระยะแรกเริ่มของปี 2551 เศรษฐกิจไทยยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวล้วนมีผลให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจยากขึ้นในปีหน้า และน่าจะส่งผลต่อความเคลื่อนไหวของธุรกิจโฆษณาในปี 2551 ตามมาด้วย ดังนั้นมีความเป็นไปได้ว่าในระยะสั้นการวางแผนรุกตลาดในปี 2551 ของบรรดาผู้ประกอบการหรือเจ้าของสินค้าน่าจะเป็นไปในลักษณะที่มีการเพิ่มความระมัดระวังการใช้งบโฆษณาผ่านสื่อพอสมควรเพื่อรอดูสถานการณ์ ส่วนในระยะยาวนั้นความคุ้มค่าและการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงผ่านสื่อหรือการจัดกิจกรรม ณ จุดขายที่โดนใจกลุ่มลูกค้ายังคงเป็นสิ่งที่เจ้าของสินค้าและบริการต่างคาดหวังจากสื่อประเภทต่างๆรวมถึงผลงานการสร้างสรรค์ของบรรดาเอเยนซีด้วย
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า การที่เม็ดเงินโฆษณาในปี 2551 จะเติบโตเป็นเลขสองหลักเหมือนดังเช่นในอดีตก่อนปี 2548 นั้นไม่น่าจะง่ายนัก แต่โอกาสที่จะกระเตื้องขึ้นจากปี 2550 ด้วยอัตราการเติบโตที่สูงกว่า หรือในระดับที่เกินกว่าร้อยละ 4 ยังพอมีความเป็นไปได้
http://www.settrade.com/S17_ContentDisp ... egoryId=16
การสร้างภาพลักษณ์ให้กับพรรคการเมืองหรือตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งผ่านสื่อทุกประเภทน่าจะเป็นการเพิ่มสีสัน และกระตุ้นให้สถานการณ์ธุรกิจโฆษณาไทยกระเตื้องขึ้นได้บ้างในครึ่งหลังปี 2550 แต่สำหรับปี 2551 ก็ต้องลุ้นกันต่อไป
เมื่อถึงเทศกาลเลือกตั้ง สนามเลือกตั้งเปรียบเสมือนเป็นสมรภูมิรบ ที่ผู้ลงชิงชัยแต่ละรายต่างมุ่งหวังจะช่วงชิงความเป็นหนึ่งในสนามต่อสู้ทางการเมือง และยิ่งในยุคดิจิตอลเช่นปัจจุบันพรรคการเมืองและผู้สมัครรับเลือกตั้งเกือบทุกพรรคต่างจำเป็นต้องหันมาชิงไหวชิงพริบกันโดยอาศัยสื่อทุกประเภทเป็นองค์ประกอบสำคัญในการรณรงค์หาเสียง นอกเหนือจากการหาเสียงด้วยวิธีเคาะประตูบ้าน หรือการจัดเวทีปราศรัย ซึ่งจะมีการกำหนดตำแหน่งหรือจุดยืนของพรรคโดยอาศัยจุดแข็งของพรรคเป็นแกนผสมผสานกับภาพหรือประโยคกินใจที่ออกมาในรูปของป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ และการโฆษณาทางโทรทัศน์และวิทยุ รวมถึงโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆเพื่อให้ประชาชนเกิดความประทับใจ และเลือกกากบาทให้พรรคหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งแต่ละราย
ด้วยเหตุนี้การสร้างภาพลักษณ์ให้กับพรรคการเมืองหรือตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งผ่านสื่อทุกประเภทจึงกลายมาเป็นหัวใจของการนำเสนอนโยบายที่ได้ผลมากที่สุดอีกวิธีหนึ่งในปัจจุบัน และนับเป็นปัจจัยบวกที่ไม่สามารถมองข้ามได้ที่น่าจะกระตุ้นให้สถานการณ์ธุรกิจโฆษณาไทยในปี 2550 กระเตื้องขึ้นได้บ้างภายหลังจากที่ต้องเผชิญกับปัจจัยลบหลายปัจจัยด้วยกันตั้งแต่ต้นปี ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ทางการเมือง ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน ที่มีส่วนกดดันให้เจ้าของสินค้าและบริการหลายรายปรับลดต้นทุนเพื่อบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งการปรับลดงบโฆษณาในสื่อหลักที่มีต้นทุนสูง หรือการหันมาใช้สื่อที่มีต้นทุนต่ำลงแทนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่มักจะได้รับการพิจารณาเป็นระดับต้นๆในการตัดสินใจของผู้ประกอบการ
ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าในปี 2550 เม็ดเงินโฆษณาจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนประมาณ 92,000-94,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2-5 ขณะที่ในปี 2551 มีแนวโน้มจะกระเตื้องขึ้นได้ด้วยอัตราการเติบโตที่น่าจะสูงกว่าปี 2550 หรือในระดับที่เกินกว่าร้อยละ 4 โดยอาศัยปัจจัยบวกจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนที่มีแนวโน้มฟื้นกลับมา แต่การที่เม็ดเงินโฆษณาในปี 2551 จะเติบโตเป็นเลขสองหลักเหมือนดังเช่นในอดีตก่อนปี 2548 นั้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะยังคงมีปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ต้องพึงระวังอีกหลายปัจจัยด้วยเช่นกัน
พร้อมกันนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินภาวะธุรกิจโฆษณาใน 2550 และวิเคราะห์แนวโน้มของธุรกิจโฆษณาในปี 2551 ดังต่อไปนี้
ภาพรวมธุรกิจโฆษณาปี 2550
อัตราการขยายตัวของยอดการใช้เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อในช่วง 9 เดือนแรกปี 2550 มีการปรับตัวในทิศทางที่ชะลอตัวลงจากรายงานของบริษัทนีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช (ประเทศไทย) พบว่าเม็ดเงินโฆษณาในช่วง 9 เดือนแรกปี 2550 มีค่าประมาณ 67,297 ล้านบาทเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 1.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน นับเป็นระดับการเติบโตที่ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตกับช่วงเดียวกันในหลายปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาเป็นรายไตรมาสในรอบปี 2550 ก็พบว่าเม็ดเงินโฆษณาในไตรมาสสามมีมูลค่าสูงที่สุดด้วยเงินหมุนเวียน 23,663 ล้านบาท และยังมีอัตราการเติบโตที่สูงสุดด้วยในอัตราร้อยละ 4.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนซึ่งสอดคล้องกับการบริโภคภาคเอกชนโดยรวมของไทยที่เป็นไปในทิศทางที่กระเตื้องขึ้นในไตรมาสสามปี 2550
ในปี 2550 สื่อที่นับเป็นตัวชูโรงของการใช้จ่ายเม็ดเงินโฆษณาโดยรวม ก็คือสื่อโรงภาพยนตร์และสื่อภายในห้างร้านค้าที่สามารถขยายตัวอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปีสวนกระแสภาพรวม โดยในช่วง 9 เดือนแรกปี 2550 เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อโรงภาพยนตร์มีอัตราการเติบโตร้อยละ 158.7 ขณะที่สื่อภายในห้างร้านค้าเติบโตร้อยละ 125.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ด้วยมูลค่าเม็ดเงินหมุนเวียนที่รวมกันแล้วมีเพียง 3,615 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 5.4 ของเม็ดเงินโฆษณาโดยรวมในช่วง 9 เดือนแรกปี 2550 เท่านั้น จึงทำให้ไม่สามารถผลักดันให้ยอดใช้จ่ายโฆษณาผ่านสื่อโดยรวมในช่วงเวลาดังกล่าวขยายตัวเพิ่มขึ้นได้มากนัก
ด้านสื่อหลัก เช่น สื่อโทรทัศน์ สื่อวิทยุ สื่อหนังสือพิมพ์ และสื่อนิตยสาร ซึ่งครองสัดส่วนประมาณร้อยละ 89 ของเม็ดเงินโฆษณาโดยรวมในช่วงเวลาดังกล่าว ล้วนได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง เพราะเจ้าของสินค้าหลายรายต่างปรับตัวด้วยการลดต้นทุนและการใช้จ่ายงบโฆษณาผ่านสื่อหลักข้างต้นที่มีราคาแพง ประกอบกับนโยบายของภาครัฐที่เข้มงวดมากขึ้นในส่วนของการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และขนมขบเคี้ยวผ่านสื่อโทรทัศน์ ทำให้บรรดาเอเยนซี ผู้จัดรายการและเจ้าของสินค้าต่างต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียดก่อนการตัดสินใจใช้จ่ายงบโฆษณาผ่านสื่อหลัก หรือบางรายก็หันไปใช้การจัดกิจกรรมการตลาด ณ จุดขาย หรือสื่อ Below the line เพิ่มมากขึ้นแทน รวมถึงช่องทางใหม่ๆอย่างอินเทอร์เน็ต หรือโทรศัพท์เคลื่อนที่
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้เม็ดเงินโฆษณาในช่วงไตรมาสสามปี 2550 เติบโตเพิ่มขึ้นนั้น พบว่าเป็นผลมาจากการปรับกลยุทธ์การทำงานของเจ้าของสื่อประเภทต่างๆ ขณะเดียวกันในช่วงปลายไตรมาส3 ต่อเนื่องถึงไตรมาส4 ยังเป็นช่วงเวลาของการรณรงค์หาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆภายหลังที่มีความชัดเจนจากรัฐบาลที่กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป(ส.ส.)ในช่วงปลายปี 2550 ที่คาดว่าน่าจะสร้างความคึกคักแก่วงการโฆษณาในปีนี้ ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้น่าจะส่งผลให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในวงการโฆษณาผ่านสื่อประเภทต่างๆประมาณ 300- 400 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 0.3-0.4 ของเม็ดเงินโฆษณาโดยรวมในปี 2550 เท่านั้น เพราะส่วนหนึ่งพรรคการเมืองต่างๆถูกจำกัดวงเงินการใช้จ่ายและมีความเข้มงวดมากขึ้นในแง่ของหลักเกณฑ์ในการเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)
สำหรับในช่วงโค้งสุดท้ายปลายปี นอกจากสื่อแต่ละประเภทจะได้รับอานิสงส์จากงบโฆษณาเลือกตั้งทั้งของหน่วยงานภาครัฐ และพรรคการเมืองเข้ามากระตุ้นการใช้จ่ายงบโฆษณาผ่านสื่อมากขึ้นแล้ว ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปียังเป็นช่วงเวลาของการเร่งกระตุ้นยอดขายสินค้าและบริการของผู้ประกอบการเพื่อให้บรรลุเป้าที่ตั้งไว้ด้วย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จึงคาดว่าเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อที่เติบโตร้อยละ 1.2 ในช่วง 9 เดือนแรกปี 2550 น่าจะเติบโตได้ประมาณร้อยละ 2-5 เมื่อถึงสิ้นปี 2550
สถานการณ์และแนวโน้มธุรกิจโฆษณาในปี 2551
แนวโน้มธุรกิจโฆษณาในปี 2551 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่าการที่ประเทศไทยมีการจัดการเลือกตั้งเพื่อให้ได้รัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตยมาบริหารประเทศนั้น น่าจะส่งผลบวกต่อบรรยากาศโดยรวมของเศรษฐกิจประเทศไทยในระดับหนึ่ง ทั้งในด้านการบริโภค และการลงทุน เพราะการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในเชิงรุกมีโอกาสเกิดขึ้นได้ ขณะเดียวกันก็น่าจะกระตุ้นให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและผู้ประกอบการกลับตัวฟื้นสูงขึ้น และนำไปสู่การขยายตัวของการบริโภคและการลงทุนมากขึ้นได้ในปี 2551 ส่งผลต่อเนื่องให้ผู้ประกอบการเจ้าของสินค้าเกิดความมั่นใจและกล้าตัดสินใจใช้จ่ายงบโฆษณามากขึ้นและเร็วขึ้นตามมา
ในขณะเดียวกันบรรดาสื่อโฆษณาต่างๆโดยเฉพาะสื่อหลักเองก็มีแนวโน้มที่จะพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพของสื่อ โดยมีความเป็นไปได้สูงว่าการแข่งขันของธุรกิจโฆษณาในปี 2551 น่าจะมาในรูปของโฆษณาแฝง(Product Placement) มากขึ้น ตลอดจนการมีมหกรรมฟุตบอลยูโร และการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้า ก็น่าจะส่งผลให้มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์และจัดกิจกรรมทางการตลาดคึกคักพอสมควรในปี 2551
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีปัจจัยบวกจากการเลือกตั้งในปลายปี 2550 แต่ก็ยังมีความเสี่ยงและปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองอยู่ โดยเฉพาะหน้าตาของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ โดยมีความเป็นไปได้ว่าในระยะแรกเริ่มของปี 2551 เศรษฐกิจไทยยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวล้วนมีผลให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจยากขึ้นในปีหน้า และน่าจะส่งผลต่อความเคลื่อนไหวของธุรกิจโฆษณาในปี 2551 ตามมาด้วย ดังนั้นมีความเป็นไปได้ว่าในระยะสั้นการวางแผนรุกตลาดในปี 2551 ของบรรดาผู้ประกอบการหรือเจ้าของสินค้าน่าจะเป็นไปในลักษณะที่มีการเพิ่มความระมัดระวังการใช้งบโฆษณาผ่านสื่อพอสมควรเพื่อรอดูสถานการณ์ ส่วนในระยะยาวนั้นความคุ้มค่าและการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงผ่านสื่อหรือการจัดกิจกรรม ณ จุดขายที่โดนใจกลุ่มลูกค้ายังคงเป็นสิ่งที่เจ้าของสินค้าและบริการต่างคาดหวังจากสื่อประเภทต่างๆรวมถึงผลงานการสร้างสรรค์ของบรรดาเอเยนซีด้วย
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย เห็นว่า การที่เม็ดเงินโฆษณาในปี 2551 จะเติบโตเป็นเลขสองหลักเหมือนดังเช่นในอดีตก่อนปี 2548 นั้นไม่น่าจะง่ายนัก แต่โอกาสที่จะกระเตื้องขึ้นจากปี 2550 ด้วยอัตราการเติบโตที่สูงกว่า หรือในระดับที่เกินกว่าร้อยละ 4 ยังพอมีความเป็นไปได้
http://www.settrade.com/S17_ContentDisp ... egoryId=16
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news21/11/07
โพสต์ที่ 63
แนะสื่อดั้งเดิมเร่งปรับ รับมือสู่ยุคดิจิตอลแรง
โพสต์ทูเดย์ ไอบีเอ็ม แนะโทรทัศน์-บันเทิง เร่งปรับตัวรับยุคดิจิตอลคอนเทนต์ บูม ด้านเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก รุกขยายฐานคอนเทนต์เจาะมือถือ-อินเทอร์เน็ต
นายสก็อต รัสเซล ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจบริการ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย กล่าวว่า จากการเติบโตของสื่อรูปแบบใหม่ เช่น อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ รวมถึงเครื่องฟังเพลงดิจิตอล (เอ็มพี 3) ที่เติบโตเฉลี่ยต่อปี 23% นับตั้งแต่ปี 2549-2551 ซึ่งมากกว่าสื่อรูปแบบดั้งเดิมคือ โทรทัศน์ เกือบ 5 เท่าตัว ทำให้ผู้ประกอบการในธุรกิจโทรทัศน์และภาพยนตร์ รวมถึงเพลง ธุรกิจบันเทิงควรปรับตัวให้เข้ากับสื่อรูปแบบใหม่
นอกจากนี้ ยังพบว่าธุรกิจเพลงสูญเสียรายได้ไป 9 หมื่น-1.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิตอล และยังมีการคาดการณ์ว่า ในอนาคตวงการโทรทัศน์และภาพยนตร์น่าจะสูญเสียรายได้มากกว่านี้อย่างแน่นอน หากไม่เร่งจัดการปัญหาช่องว่างระหว่างสื่อ และปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยีเข้าไปรองรับการเปลี่ยนแปลง
จากความขัดแย้งอีกประการที่กำลังเกิดขึ้นในแวดวงนี้คือ เจ้าของเนื้อหาสื่อดั้งเดิม (สตูดิโอ บริษัทผู้ผลิตเกม และบริษัทผู้ผลิตเพลง) และบริษัทผู้เผยแพร่สื่อ (สถานีโทรทัศน์ ผู้ค้ารายย่อย ผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ ผู้ให้บริการเคเบิลและดาวเทียม) ซึ่งเป็นคู่ค้ากัน แต่เมื่อเกิดช่องว่างระหว่างสื่อ ทำให้บริษัทคู่ค้าต้องต่อสู้กันเพื่อสร้างความเติบโตให้ธุรกิจ
ด้านนายฤทธิชาต ศิลารักษ์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายการตลาดและการจัดจำหน่ายเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ชาแนล เอเชีย กล่าวว่า บริษัทเตรียมพัฒนาข้อมูลของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ลงสู่ตลาดอินเทอร์เน็ต ไปพร้อมกับการใช้เทคโนโลยีการถ่ายทอดสัญญาณทีวีบนอุปกรณ์ เคลื่อนที่ หรือดีวีบี-เอช สำหรับตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่เมืองไทย โดยอยู่ระหว่างเจรจากับผู้ให้บริการอย่าง ดีแทค และทรูมูฟ รวมไปถึงการเพิ่มรายการทางเคเบิลทีวีให้มากขึ้น โดยจะขยายเพิ่มอีก 2 รายการใหม่ ได้แก่ สารคดีจีโอกราฟฟิก ไวด์ ไลฟ์ และสารคดีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อขยายฐานกลุ่มลูกค้าใหม่ อายุตั้งแต่ 25-35 ปี จากที่ผ่านมาเน้นเจาะกลุ่มอายุตั้งแต่ 35-55 ปี
ปัจจุบันจำนวนฐานลูกค้าของเนชั่น แนล จีโอกราฟฟิก ได้มาจากสมาชิกเคเบิลทีวีของทรูวิชั่นส์ 4.5 แสนราย โดยคาดการณ์กำไรปีนี้จากทั่วโลก 3.5 พันล้านบาท นายฤทธิชาต กล่าว
แผนหลังจากนี้จะนำเข้ารายการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ชาแนล เอชอี เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายที่ใช้เครื่องรับโทรทัศน์ความละเอียดสูง (เอชดีทีวี) ด้วย
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=204782
โพสต์ทูเดย์ ไอบีเอ็ม แนะโทรทัศน์-บันเทิง เร่งปรับตัวรับยุคดิจิตอลคอนเทนต์ บูม ด้านเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก รุกขยายฐานคอนเทนต์เจาะมือถือ-อินเทอร์เน็ต
นายสก็อต รัสเซล ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจบริการ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย กล่าวว่า จากการเติบโตของสื่อรูปแบบใหม่ เช่น อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ รวมถึงเครื่องฟังเพลงดิจิตอล (เอ็มพี 3) ที่เติบโตเฉลี่ยต่อปี 23% นับตั้งแต่ปี 2549-2551 ซึ่งมากกว่าสื่อรูปแบบดั้งเดิมคือ โทรทัศน์ เกือบ 5 เท่าตัว ทำให้ผู้ประกอบการในธุรกิจโทรทัศน์และภาพยนตร์ รวมถึงเพลง ธุรกิจบันเทิงควรปรับตัวให้เข้ากับสื่อรูปแบบใหม่
นอกจากนี้ ยังพบว่าธุรกิจเพลงสูญเสียรายได้ไป 9 หมื่น-1.6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิตอล และยังมีการคาดการณ์ว่า ในอนาคตวงการโทรทัศน์และภาพยนตร์น่าจะสูญเสียรายได้มากกว่านี้อย่างแน่นอน หากไม่เร่งจัดการปัญหาช่องว่างระหว่างสื่อ และปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยีเข้าไปรองรับการเปลี่ยนแปลง
จากความขัดแย้งอีกประการที่กำลังเกิดขึ้นในแวดวงนี้คือ เจ้าของเนื้อหาสื่อดั้งเดิม (สตูดิโอ บริษัทผู้ผลิตเกม และบริษัทผู้ผลิตเพลง) และบริษัทผู้เผยแพร่สื่อ (สถานีโทรทัศน์ ผู้ค้ารายย่อย ผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ ผู้ให้บริการเคเบิลและดาวเทียม) ซึ่งเป็นคู่ค้ากัน แต่เมื่อเกิดช่องว่างระหว่างสื่อ ทำให้บริษัทคู่ค้าต้องต่อสู้กันเพื่อสร้างความเติบโตให้ธุรกิจ
ด้านนายฤทธิชาต ศิลารักษ์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายการตลาดและการจัดจำหน่ายเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ชาแนล เอเชีย กล่าวว่า บริษัทเตรียมพัฒนาข้อมูลของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ลงสู่ตลาดอินเทอร์เน็ต ไปพร้อมกับการใช้เทคโนโลยีการถ่ายทอดสัญญาณทีวีบนอุปกรณ์ เคลื่อนที่ หรือดีวีบี-เอช สำหรับตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่เมืองไทย โดยอยู่ระหว่างเจรจากับผู้ให้บริการอย่าง ดีแทค และทรูมูฟ รวมไปถึงการเพิ่มรายการทางเคเบิลทีวีให้มากขึ้น โดยจะขยายเพิ่มอีก 2 รายการใหม่ ได้แก่ สารคดีจีโอกราฟฟิก ไวด์ ไลฟ์ และสารคดีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อขยายฐานกลุ่มลูกค้าใหม่ อายุตั้งแต่ 25-35 ปี จากที่ผ่านมาเน้นเจาะกลุ่มอายุตั้งแต่ 35-55 ปี
ปัจจุบันจำนวนฐานลูกค้าของเนชั่น แนล จีโอกราฟฟิก ได้มาจากสมาชิกเคเบิลทีวีของทรูวิชั่นส์ 4.5 แสนราย โดยคาดการณ์กำไรปีนี้จากทั่วโลก 3.5 พันล้านบาท นายฤทธิชาต กล่าว
แผนหลังจากนี้จะนำเข้ารายการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ชาแนล เอชอี เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายที่ใช้เครื่องรับโทรทัศน์ความละเอียดสูง (เอชดีทีวี) ด้วย
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=204782
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news27/11/07
โพสต์ที่ 64
กันตนาตั้งท่าเสียบทีวีสาธารณะ
โพสต์ทูเดย์ กันตนาเตรียมพร้อมปั้นรายการรอเสียบช่องใหม่ทีวีสาธารณะ เผยกำไรเพิ่ม 20% หลังคุมค่าใช้จ่ายเข้ม
นางศศิกร ฉันท์เศรษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กันตนา กรุ๊ป กล่าวว่า หลังจากทีวีสาธารณะมีความชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งมีนโยบายจากกรรมการบริหารชุดใหม่ที่จะเข้ามา ว่าต้องการจัดผังรายการอย่างไร กันตนาก็พร้อมจะเสนอรายการเข้าไปให้คณะกรรมการพิจารณา เพื่อเข้าสู่ผังของช่องทีวีสาธารณะ
ในปีหน้ากันตนาจะมีรายการเพิ่มขึ้น 1-2 รายการ รายการแรกเป็น เรียลิตีโชว์ทางโมเดิร์นไนน์ ส่วนอีกรายการคาดว่าจะนำรายการบิ๊ก บราเธอร์ ที่เคยออกอากาศทางไอทีวีมาให้ช่องอื่นพิจารณา เนื่องจากมีทีมงานและเนื้อหารายการพร้อมอยู่แล้ว
นโยบายปีหน้ายังระมัดระวังอยู่ เพราะสถานการณ์ยังไม่มีความชัดเจน ต้องรอรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ส่วนแผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์คงต้องรอเช่นกัน แต่เรายังไม่พับแผน เพราะที่ผ่านมาเตรียมองค์กรพร้อมสำหรับการเข้าตลาดอยู่แล้ว นางศศิกร กล่าว
สำหรับผลประกอบการในปีนี้ บริษัทคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 10% จากรายได้รวม ปีก่อน 1.6 พันล้าน บาท โดยเป็นการ เพิ่มขึ้นจากธุรกิจภาพยนตร์ ส่วนรายได้จากโทรทัศน์ไม่เพิ่มขึ้น และได้รับผลกระทบเล็กน้อยจากการเปลี่ยนแปลงในสถานีโทรทัศน์ ทีไอทีวี
นอกจากนี้ ยังพบว่าปีนี้ส่วนของกำไรยังเพิ่มขึ้น 20% เนื่องจากบริษัทควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวด และไม่เสี่ยงผลิตรายการเพิ่มขึ้นในปีนี้
ส่วนรายการที่ผลิตให้กับสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีได้รับผลกระทบเล็กน้อย จากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ซึ่งเป็นลูกค้าประจำยังลงโฆษณาอยู่ ตอนนี้รอเพียงว่าการเปลี่ยนเป็นทีวีสาธารณะจะกำหนดเป็นวันไหน อย่างไร ซึ่งเชื่อว่าในช่วงแรกจะได้รับผลกระทบบ้างจากการหยุดโฆษณา
ปัจจุบัน กันตนารับจ้างผลิตละครทางทีไอทีวี 1 เรื่อง มีรายการอีก 3 รายการ ได้แก่ สู้แล้วรวย โซนนิ่ง และบุปผาแฟนคลับ มีรายได้จากทั้ง 4 รายการ มากกว่า 100 ล้านบาทต่อปี
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=205892
โพสต์ทูเดย์ กันตนาเตรียมพร้อมปั้นรายการรอเสียบช่องใหม่ทีวีสาธารณะ เผยกำไรเพิ่ม 20% หลังคุมค่าใช้จ่ายเข้ม
นางศศิกร ฉันท์เศรษฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กันตนา กรุ๊ป กล่าวว่า หลังจากทีวีสาธารณะมีความชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งมีนโยบายจากกรรมการบริหารชุดใหม่ที่จะเข้ามา ว่าต้องการจัดผังรายการอย่างไร กันตนาก็พร้อมจะเสนอรายการเข้าไปให้คณะกรรมการพิจารณา เพื่อเข้าสู่ผังของช่องทีวีสาธารณะ
ในปีหน้ากันตนาจะมีรายการเพิ่มขึ้น 1-2 รายการ รายการแรกเป็น เรียลิตีโชว์ทางโมเดิร์นไนน์ ส่วนอีกรายการคาดว่าจะนำรายการบิ๊ก บราเธอร์ ที่เคยออกอากาศทางไอทีวีมาให้ช่องอื่นพิจารณา เนื่องจากมีทีมงานและเนื้อหารายการพร้อมอยู่แล้ว
นโยบายปีหน้ายังระมัดระวังอยู่ เพราะสถานการณ์ยังไม่มีความชัดเจน ต้องรอรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ส่วนแผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์คงต้องรอเช่นกัน แต่เรายังไม่พับแผน เพราะที่ผ่านมาเตรียมองค์กรพร้อมสำหรับการเข้าตลาดอยู่แล้ว นางศศิกร กล่าว
สำหรับผลประกอบการในปีนี้ บริษัทคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 10% จากรายได้รวม ปีก่อน 1.6 พันล้าน บาท โดยเป็นการ เพิ่มขึ้นจากธุรกิจภาพยนตร์ ส่วนรายได้จากโทรทัศน์ไม่เพิ่มขึ้น และได้รับผลกระทบเล็กน้อยจากการเปลี่ยนแปลงในสถานีโทรทัศน์ ทีไอทีวี
นอกจากนี้ ยังพบว่าปีนี้ส่วนของกำไรยังเพิ่มขึ้น 20% เนื่องจากบริษัทควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวด และไม่เสี่ยงผลิตรายการเพิ่มขึ้นในปีนี้
ส่วนรายการที่ผลิตให้กับสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีได้รับผลกระทบเล็กน้อย จากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ซึ่งเป็นลูกค้าประจำยังลงโฆษณาอยู่ ตอนนี้รอเพียงว่าการเปลี่ยนเป็นทีวีสาธารณะจะกำหนดเป็นวันไหน อย่างไร ซึ่งเชื่อว่าในช่วงแรกจะได้รับผลกระทบบ้างจากการหยุดโฆษณา
ปัจจุบัน กันตนารับจ้างผลิตละครทางทีไอทีวี 1 เรื่อง มีรายการอีก 3 รายการ ได้แก่ สู้แล้วรวย โซนนิ่ง และบุปผาแฟนคลับ มีรายได้จากทั้ง 4 รายการ มากกว่า 100 ล้านบาทต่อปี
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=205892
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news29/11/07
โพสต์ที่ 65
ผิดคาด !!! เลือกตั้งไม่หนุนธุรกิจสิ่งพิมพ์ให้คึกคัก ข่าว 17.00 น.
--------------------------------------------------------------------------------
Posted on Thursday, November 29, 2007
นายเกรียงไกร เธียรนุกูล นายกสมาคมการพิมพ์ไทย บอกว่า สถานการณ์การพิมพ์ในช่วงนี้ซึ่งเป็นช่วงการเลือกตั้งปรับตัวดีขึ้นบ้าง แต่บรรยากาศจะไม่คึกคักเหมือนกับการเลือกตั้งก่อนหน้านี้ เพราะ กกต. ได้กำหนดเขตการปิดป้ายหาเสียงทำให้การผลิตป้ายเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นการแจกใบปลิวในการหาเสียงมากขึ้น
สำหรับการส่งออกสิ่งพิมพ์ในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ ขยายได้สูงถึง 552% หรือเพิ่มขึ้น 5 เท่าตัว คิดเป็นมูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากแผนการส่งออกที่มีความชัดเจน หลังจากไทยได้ประกาศแผนพัฒนาอุตสาหกรรมการพิมพ์ เพื่อเป็นศูนย์กลางการพิมพ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตั้งเป้าหมายส่งออกให้ได้ 30,000 ล้านบาท ในอีก 2 ปีข้างหน้า
http://www.moneychannel.co.th/Menu6/Mon ... fault.aspx
--------------------------------------------------------------------------------
Posted on Thursday, November 29, 2007
นายเกรียงไกร เธียรนุกูล นายกสมาคมการพิมพ์ไทย บอกว่า สถานการณ์การพิมพ์ในช่วงนี้ซึ่งเป็นช่วงการเลือกตั้งปรับตัวดีขึ้นบ้าง แต่บรรยากาศจะไม่คึกคักเหมือนกับการเลือกตั้งก่อนหน้านี้ เพราะ กกต. ได้กำหนดเขตการปิดป้ายหาเสียงทำให้การผลิตป้ายเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นการแจกใบปลิวในการหาเสียงมากขึ้น
สำหรับการส่งออกสิ่งพิมพ์ในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ ขยายได้สูงถึง 552% หรือเพิ่มขึ้น 5 เท่าตัว คิดเป็นมูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากแผนการส่งออกที่มีความชัดเจน หลังจากไทยได้ประกาศแผนพัฒนาอุตสาหกรรมการพิมพ์ เพื่อเป็นศูนย์กลางการพิมพ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตั้งเป้าหมายส่งออกให้ได้ 30,000 ล้านบาท ในอีก 2 ปีข้างหน้า
http://www.moneychannel.co.th/Menu6/Mon ... fault.aspx
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news01/12/07
โพสต์ที่ 66
ผังใหม่ช่อง5ผู้จัดเดิมอยู่เพียบ
โพสต์ทูเดย์ ช่อง 5 สรุป ผังใหม่ คงผู้ผลิตรายเดิม 80% เน้นเปลี่ยนช่วง นันไพรม์ และเสาร์-อาทิตย์ ไร้เงาผู้ผลิตทีไอทีวี
พล.ท.กิตติทัศน์ บำเหน็จพันธุ์ ผู้อำนวยการสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก กล่าวว่า ผังรายการใหม่ประจำปี 2551 ซึ่งจะประกาศอย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก โดยเฉพาะช่วงไพรม์ไทม์ ผู้ผลิตรายเดิมยังอยู่ครบ เช่น เจเอสแอล กันตนา เวิร์คพอยท์ แกรมมี่ เอ็กแซกท์ อาร์เอส โพลีพลัส และโน้ตพับลิชชิ่ง เป็นต้น เนื่องจากรายการของผู้ผลิตดังกล่าว มีเรตติงดี และเหมาะสมกับสถานีโทรทัศน์ ส่วนผู้จัดที่ย้ายค่าย จากทีวีช่องอื่น ยังไม่มีมากนัก เนื่องจากทางสถานีต้องให้โอกาสผู้จัดรายเดิมที่ยังมีผลงานดีเด่นก่อน
สำหรับสัดส่วนการเปลี่ยนแปลงในผังรายการครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ 20-30% ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนในช่วงนันไพรม์ไทม์ และวันเสาร์-อาทิตย์ โดยผู้จัดรายย่อย ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่ผังรายการใหม่กว่า 100 ราย และยังคงสัดส่วนข่าว 30% สาระความรู้ 40% และบันเทิง 40% และเพิ่มแถบรายการเด็กและเยาวชน ไว้ในช่วง 17.30 น. ของทุกวัน แถบกีฬา 15.00 น. ทุกวัน
ผังรายการใหม่จะประกาศให้ทราบอย่างเป็นทางการอีกครั้งในสัปดาห์หน้า เพราะระหว่างนี้อยู่ระหว่างทยอยเซ็นสัญญากับผู้ผลิตรายการต่างๆ อยู่ พล.ท.กิตติทัศน์ กล่าว
สำหรับการปรับค่าเวลาและอัตราค่าโฆษณานั้น ขณะนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่จะพิจารณาใหม่อีกครั้งใน 6 เดือนข้างหน้า เพื่อประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจอีกครั้ง
ส่วนผังรายการก็จะประเมินผลทุก 3 เดือน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายการอื่นๆ ได้เสนอเข้ามาให้สถานีพิจารณา
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=206684
โพสต์ทูเดย์ ช่อง 5 สรุป ผังใหม่ คงผู้ผลิตรายเดิม 80% เน้นเปลี่ยนช่วง นันไพรม์ และเสาร์-อาทิตย์ ไร้เงาผู้ผลิตทีไอทีวี
พล.ท.กิตติทัศน์ บำเหน็จพันธุ์ ผู้อำนวยการสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก กล่าวว่า ผังรายการใหม่ประจำปี 2551 ซึ่งจะประกาศอย่างเป็นทางการในสัปดาห์หน้า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก โดยเฉพาะช่วงไพรม์ไทม์ ผู้ผลิตรายเดิมยังอยู่ครบ เช่น เจเอสแอล กันตนา เวิร์คพอยท์ แกรมมี่ เอ็กแซกท์ อาร์เอส โพลีพลัส และโน้ตพับลิชชิ่ง เป็นต้น เนื่องจากรายการของผู้ผลิตดังกล่าว มีเรตติงดี และเหมาะสมกับสถานีโทรทัศน์ ส่วนผู้จัดที่ย้ายค่าย จากทีวีช่องอื่น ยังไม่มีมากนัก เนื่องจากทางสถานีต้องให้โอกาสผู้จัดรายเดิมที่ยังมีผลงานดีเด่นก่อน
สำหรับสัดส่วนการเปลี่ยนแปลงในผังรายการครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ 20-30% ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนในช่วงนันไพรม์ไทม์ และวันเสาร์-อาทิตย์ โดยผู้จัดรายย่อย ได้รับการคัดเลือกเข้าสู่ผังรายการใหม่กว่า 100 ราย และยังคงสัดส่วนข่าว 30% สาระความรู้ 40% และบันเทิง 40% และเพิ่มแถบรายการเด็กและเยาวชน ไว้ในช่วง 17.30 น. ของทุกวัน แถบกีฬา 15.00 น. ทุกวัน
ผังรายการใหม่จะประกาศให้ทราบอย่างเป็นทางการอีกครั้งในสัปดาห์หน้า เพราะระหว่างนี้อยู่ระหว่างทยอยเซ็นสัญญากับผู้ผลิตรายการต่างๆ อยู่ พล.ท.กิตติทัศน์ กล่าว
สำหรับการปรับค่าเวลาและอัตราค่าโฆษณานั้น ขณะนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่จะพิจารณาใหม่อีกครั้งใน 6 เดือนข้างหน้า เพื่อประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจอีกครั้ง
ส่วนผังรายการก็จะประเมินผลทุก 3 เดือน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตรายการอื่นๆ ได้เสนอเข้ามาให้สถานีพิจารณา
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=206684
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news10/12/07
โพสต์ที่ 67
ไขอนาคตสื่อนิตยสาร ? จากความตกต่ำ สู่อนาคตบนโลกดิจิตอล
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 8 ธันวาคม 2550 14:18 น.
ผู้จัดการรายสัปดาห์ - * ความเคลื่อนไหวของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่ก้าวให้ทันเทรนโลก สร้างความตกต่ำให้กับสื่อรุ่นเก่าถ้วนหน้า * สื่อนิตยสารดิ่งนำหน้า ยอดโฆษณาติดลบต่อเนื่อง 20 เดือน หวั่นถูกสื่อออนไลน์กลืนกิน * ค่ายใหญ่ไม่หวั่น ประสานเสียงมั่นใจ หันกลับผูกสื่อดิจิตอลสร้างกิจกรรมดึงผู้อ่าน * เชื่อมั่นสถานการณ์ปีหน้าสดใส ผลักดันนิตยสารกลับมาเติบโตอีกครั้ง
ความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เคลื่อนไปตามยุคสมัย ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของผู้คนให้เลือกหา เลือกใช้ เลือกบริโภคความแปลกใหม่อยู่สม่ำเสมอ กลายเป็นโจทย์ข้อใหญ่ของนักการตลาดที่ต้องหาเครื่องมือเพื่อใช้ในการสื่อสารการตลาดที่สามารถวิ่งตามกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งเมื่อวันนี้ ทุกคนต่างยอมรับว่า โลกของการสื่อสารก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอลที่ต้องหาสื่อรูปแบบใหม่ ๆ ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ทั้งสื่อไฮเทค หรือกิจกรรมบีโลว์เดอะไลน์ ที่ตอบไลฟ์สไตล์มากกว่าการหว่านเม็ดเงินลงในสื่อวงกว้าง ผลกระทบที่ตามมา คือสื่อรุ่นเก่า ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ ต่างเผชิญกับภาวะถดถอยของธุรกิจกันถ้วนหน้า
สื่อนิตยสารดูจะเป็นสื่อที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ความตกต่ำของธุรกิจที่มีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2549 จนถึงปัจจุบัน รวม 20 เดือนติดต่อกันที่สื่อนิตยสารเติบโตติดลบลงจากเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า เป็นความตกต่ำที่เกิดจากการรวมตัวของปัจจัยลบที่วิ่งเข้ามาพร้อมกัน ทั้งพฤติกรรมการบริโภคสื่อของกลุ่มเป้าหมายเปลี่ยนไปหาสื่อออนไลน์ สภาพเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยส่งผลกระทบไปถึงงบประมาณการซื้อสื่อโดยรวม และปัญหาต้นทุนการผลิต ราคากระดาษที่สูงขึ้น มูลค่าการใช้สื่อนิตยสารที่เคยขึ้นสูงสุดเมื่อปี 2548 ราว 6,148 ล้านบาท ลดลง 0.13%เหลือ 6,140 ล้านบาทในปี 2549 และช่วง 10 เดือนของปีนี้ที่มีงบประมาณเข้าสู่สื่อนิตยสาร 4,830 ล้านบาท ก็เป็นมูลค่าที่ติดลบลงถึง 5.07% จาก 10 เดือนของปีที่ผ่านมา
นี่คือสัญญาณของจุดจบของสื่อนิตยสารหรือไม่ ?
สื่อออนไลน์ทำลายหรือเกื้อหนุนสื่อนิตยสาร
นอกเหนือจากภาวะเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และมาตรการจำกัดการโฆษณาต่างๆที่เป็นผลกระทบต่อการดำเนินงานของกลุ่มสื่อสิ่งพิมพ์ ปัจจัยที่กำลังถูกจับตามองว่าจะมีส่วนแย่งยอดขายของกลุ่มนิตยสารคือ สื่อดิจิตอล มีเดีย จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน ข้อมูลจากบริษัทวิจัยชั้นนำในประเทศไทยพบว่า ปัจจุบันผู้บริโภคชาวไทยใช้สื่ออินเทอร์เน็ตประมาณ 11 ล้านคน เติบโตกว่า 23% จากปีก่อน เทียบเป็นจำนวนผู้ใช้ คิดเป็น 16% ของจำนวนประชากรทั่วทั้งประเทศ โดยมีการเข้าสู่ระบบประมาณ 8 แสนคนต่อวัน และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นจากปัจจัยเครื่องคอมพิวเตอร์ราคาถูกลง รวมถึงความพร้อมที่ทำให้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสะดวกสบายขึ้น และราคาถูกลง
จากสัดส่วนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้การบริโภคสื่อออนไลน์เพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่มีแนวโน้มของผู้อ่านจากเว็บไซต์มากขึ้น ซึ่งเหตุผลหลักๆที่ทำให้มีอัตราการเติบโตเพิ่มสูงขึ้นก็เนื่องมาจากมีความสะดวกสบายและประหยัดกว่าหากจะต้องซื้อเป็นเล่มมาอ่าน ซึ่งแนวทางการรับมือของค่ายเจ้าของหนังสือก็ได้ทำการสร้างเว็บไซต์เป็นของตัวเองเพื่อทำการประชาสัมพันธ์ ข้อมูล ข่าวสาร และนำเสนอเนื้อหาต่างๆไม่เพียงเท่านั้นบางเวบไซต์ยังหาจุดขายด้วยการนำคอนเท้นต์ที่มีอยู่มาสร้างรายได้
วรพันธ์ โลกิตสถาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัทสถาพรบุ๊คส์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์รายใหญ่ ที่มีบริษัทในเครือมากมาย อาทิ สำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์,สำนักพิมพ์พิมพ์คำ ,สำนักพิมพ์ปรินเซส มีความแข็งแกร่งในตลาดหนังสือนวนิยาย และกำลังรุกเข้าสู่ตลาดนิตยสาร กล่าวว่า แม้แนวโน้มของสื่อดิจิตอล มีเดีย จะมีโอกาสเติบโตขึ้นได้อีกมาก แต่คาดว่าจะเป็นการเติบโตเพียงเล็กน้อย แบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ในประเทศยังมีการใช้อินเทอร์เน็ตน้อย ซึ่งไม่น่าจะมีผลกระทบกับสื่อนิตยสารเท่าไรนัก
"สื่อนิตยสารจะยังคงได้รับความนิยมมากกว่าสื่ออินเทอร์เน็ตแน่นอน ในขณะที่ภาพรวมของตลาดนิตยสารในเมืองไทย ยังคงมีช่องว่างให้เติบโต แต่ขึ้นอยู่กับการวางแผนการตลาดของบริษัทเจ้าของหนังสือว่าจะมีการวางตำแหน่งจุดขายของหนังสืออย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ เป็นที่สนใจของผู้อ่าน และนำมาซึ่งความมั่นใจของเจ้าของสินค้าที่จะลงเงินโฆษณา โดยในประเทศที่มีความเจริญด้านเทคโนโลยีเช่น ญี่ปุ่นหรือ อังกฤษนั้น บนแผงหนังสือมีนิตยสารมากมายกว่า 10,000 หัว เมื่อหันกลับมามองยังประเทศไทยแล้วมีเพียง 100 หัวซึ่งถือว่าอยู่ในสัดส่วนที่น้อยมาก ด้านสภาพเศรษฐกิจสังคมที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ส่งผลกระทบให้เม็ดเงินโฆษณาไหลเข้าสู่สื่อนิตยสารลดลงตลอดทั้งปีถือเป็นปัจจัยในระยะสั้นที่น่าจะกลับมาเดินหน้าได้ในอนาคต ซึ่งเมื่อมองถึงระยะยาวแล้วตลาดนิตยสารยังมีแนวโน้มเติบโตชัดเจนมากกว่าที่จะตกลงไปกว่านี้ โดยคาดว่าในปีนี้ตลาดนิตยสารในส่วนของผู้อ่านน่าจะเติบโต 10-15 % หรือคิดเป็นมูลค่าตลาดประมาณ 15,000 ล้านบาท"
ด้านอินสไพร์ เอนเตอร์เทนเม้นท์ บริษัทในเครือสยามสปอร์ตฯ ที่ถือลิขสิทธิ์นิตยสารหัวนอกอย่าง FHM, ARENA, CAR, CASAVIVA และ RAY รวมถึงนิตยสารไทยอย่าง เอนเตอร์เทน, มิวสิค เอ็กซ์เพรส และฮิ ทิฐินันท์ โชตินันทน์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ กล่าวว่า บริษัทพยายามวางตัวให้เป็นผู้นำสื่อนิตยสารในการก้าวข้ามไปสู่โลกดิจิทัล ดังตัวอย่างการนำนิตยสาร FHM มาเสนอบนหน้าเวบไซต์ พร้อมคลิปเบื้องหลังการถ่ายทำปก หรือ คลิปต่างๆรวมไปถึงคอนเทนต์ที่ไม่มีอยู่ในนิตยสาร มานำเสนอ และสร้างรายได้ผ่านเว็บไซต์ ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวสร้างความฮือฮาและตื่นตัวให้กับวงการนิตยสารบ้านเราไม่น้อย สอดคล้องกับแนวคิดของ วิลักษณ์ โหลทอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อินสไพร์ เอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ที่กล่าวว่า การเติบโตของกระแสดิจิตอล มีเดีย นั้นไม่มีผลต่อกระทบต่อตลาด แต่ในทางตรงกันข้ามกลับจะมีส่วนช่วยเสริมการเติบโตของตลาดนิตยสารมากกว่า หากมีการวางแผนให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย
เรซิน่า อูเบรอย รองประธาน บริษัท มีเดีย ทรานส์เอเชีย ไทยแลนด์ จำกัด เจ้าของนิตยสารหัวนอกรายใหญ่ ที่มีเล่มเด่นเป็นหนังสือวัยรุ่นหัวนอกนาม Seventeen และ OK กล่าวยอมรับว่า ปีนี้เป็นปีที่ไม่ดีนักสำหรับธุรกิจนิตยสาร สภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำมาตลอดทั้งปี ทำให้เจ้าของสินค้าหยุดการใช้จ่ายงบประมาณโฆษณา ซึ่งเจ้าของนิตยสารที่มีหัวหนังสือหัวเดียวคงประสบปัญหา ขณะที่มีเดีย ทรานส์เอเชีย มีหนังสืออยู่ในเครือกว่า 10 หัว สามารถกระจายความเสี่ยงในนิตยสารที่ประสบปัญหาไปสู่นิตยสารที่ไม่ได้รับผลกระทบได้บ้าง
"ปีนี้เป็นปีที่น่าตื่นเต้นที่สุดนับจาก 6 ปีที่เปิดบริษัท เราต้องทำงานอย่างหนักในปีนี้ แต่ผลที่ออกมาก็ถือว่าประสบความสำเร็จ ไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงเหมือนบางราย ซึ่งถึงเวลานี้เมื่อประเทศเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง และกำลังจะมีรัฐบาลถาวรที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้า เชื่อว่า ความมั่นใจจะกลับมาหลังจากรัฐบาลใหม่สามารถบริหารประเทศได้สัก 4-5 เดือนไปแล้ว"
เรซิน่า กล่าวต่อว่า ในส่วนของสื่อออนไลน์ที่ถูกมองว่าจะเป็นสื่อใหม่ที่เข้ามาทำให้สื่อนิตยสารตกต่ำนั้น ตนไม่เชื่อว่าผู้อ่านจะเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ในการอ่านนิตยสารบนที่นั่งในมุมใด ๆ ที่ถูกใจ หรืออ่านบนเตียงนอน มาเป็นการนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่ออ่านนิตยสารออนไลน์ เพราะเป็นพฤติกรรมที่ไม่สามารถทดแทนกันได้ หากแต่บริษัทฯ มองว่า สื่อออนไลน์ น่าจะนำมาใช้ในการตอบโจทย์สร้างกิจกรรมเพื่อรองรับกับโลกของดิจิตอล เป็น Digital Activity ที่ได้ลงทุนไปราว 10 ล้านบาท เปิดเว็บไซต์ www.seventeenthailand.com ให้เป็นช่องทางในการสื่อสารแบบ 2 way communication ระหว่างสมาชิกเซเว่นทีน ทั้งเว็บบอร์ด ชาร์ตความนิยม บริการดาวน์โหลดคอนเทนต์ รวมถึงเปิดให้แชทสดกับเซล็บ พร้อมการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มวัยรุ่นที่ไม่มีอยู่ในนิตยสาร พร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบได้ในภายในปี 2551 คาดว่าจะมีผู้เข้าชมเว็บไซต์ราว 337,500 คน/เดือน โดยตั้งเป้าจะได้สมาชิกครึ่งหนึ่งของผู้เข้าชม ซึ่งจะสร้างรายได้เป็นสัดส่วนราว 15% ให้กับบริษัทได้
มั่นใจเศรษฐกิจสดใส
ค่ายนิตยสารแห่เปิดหัวใหม่
แม้วันนี้ยังไม่มีใครกล้าฟันธงได้ว่าสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง จะเป็นอย่างไรหลังการเลือกแต่สำหรับธุรกิจนิตยสารที่ผู้ประกอบการมองว่า 2 ปีที่ผ่านมาน่าจะแตะผ่านจุดที่ตกต่ำที่สุดของธุรกิจแล้ว หลาย ๆ บริษัทเห็นพ้องกันว่า ต่อไปคงต้องเดินหน้าเพื่อสร้างโอกาสให้กับธุรกิจได้บ้าง สถาพรบุ๊คส์ ก็เป็นหนึ่งในนั้น
และเพื่อเป็นการต่อยอดความสำเร็จที่มีอยู่ ประกอบกับการมีฐานผู้อ่านซึ่งเป็นผู้หญิง กว่า 70 % และมีฐานลูกค้าที่เป็นสมาชิกแฟนคลับอีกกว่า 20,000 คน วรพันธ์ โลกิตสถาพร กรรมการผู้จัดการบริษัทสถาพรบุ๊คส์ จำกัด จึงได้ตัดสินใจก่อตั้งบริษัทสถาพรมีเดียส์ จำกัดขึ้นมา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและทำการต่อยอดคอนเทนต์ที่สถาพรบุ๊คส์มีอยู่ในมือให้กับลูกค้าด้วยการเปิดตัวนิตยสารใหม่ " First" ซึ่งเป็นนิตยสารรายปักษ์ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงในยุคใหม่
สำหรับนิตยสาร " First" มีจำนวน 100 หน้า โครงสร้างเนื้อหาจะประกอบไปด้วยคอลัมน์ แฟชั่น ฮาวทู เคล็ดลับต่างๆ สัมภาษณ์พิเศษ รวมไปถึงข่าวสารที่อยู่รอบตัว โดยเนื้อหาสาระที่เป็นข่าวนั้นจะมีมากกว่า 40 % ในขณะที่กอซซิปก็จะเป็นในเชิงบวกมากกว่าเชิงลบ และที่พิเศษกว่านิตยสารทั่วไปในตลาดคือ การนำเอาจุดแข็งของสถาพรบุ๊คส์อย่างนวนิยาย มาใส่ไว้เป็นหนึ่งคอนเทนต์ในหน้าหนังสือ ซึ่งตรงจุดนี้เมื่อมองไปที่นิตยสารในกลุ่มเดียวกันแล้วจะพบว่าไม่มีเนื้อหาดังกล่าว
ในขณะที่กลุ่มผู้อ่านได้วางเป้าหมายอายุอยู่ที่ 20 - 35 ปี เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้จะมีไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยและเป็นแรงผลักดันให้กับคนในสังคม ประกอบกับเป็นวัยที่ตอบรับกับข้อมูลข่าวสารรวมไปถึงความนิยมใหม่ๆได้ง่าย โดยนิตยสาร " First" ได้วางราคาจำหน่ายไว้ที่ 50 บาท และเริ่มวางแผงในวันที่ 25 พฤษจิกายนที่ผ่านมา
ส่วนการเสริมความแข็งแกร่งและสร้างการรับรู้แบรนด์ของนิตยสาร" First"นั้น วรพันธ์ กล่าวว่า บริษัทฯได้ใช้ความแข็งแกร่งของระบบจัดจำหน่ายที่มีครอบคลุมร้านหนังสือทั่วประเทศ โดยจะทำการกระจายเพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ว่ามีนิตยสารชื่อนี้อยู่บนแผงหนังสือ ด้านการตลาดได้วางงบประมาณมากกว่า 10 ล้านบาท โดยให้น้ำหนักเท่ากันในส่วนของ Above the line และ Below the line เฉพาะอย่างหลังที่จะต้องเร่งจัดทำกิจกรรมทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดเพื่อสร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทฯจะทำการเปิดตัวหนังสืออย่างเป็นทางการในปลายเดือนมกราคม ปีหน้า ในขณะที่การจัดทีมโฆษณาซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจหลักของการนำรายได้เข้าสู่นิตยสารนั้น ได้มีการจัดทีมที่มีประสบการณ์เข้ามาดูแล และเชื่อมั่นว่าภายในปี 2551 จะรับรู้รายได้กว่า 25 ล้านบาท
"คู่แข่งในตลาดเป็นสิ่งที่เราหนีไม่พ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีเพราะจะทำให้เกิดการแข่งขัน และ ทำให้เรากระตือรือล้นที่จะต่อสู้ วางแผนการตลาดเพื่อจะเอาชนะคู่แข่ง ซึ่งในเบื้องต้นนี้เราก็มีการวางทีมงานและจัดทำแผนการไว้เรียบร้อยแล้ว เชื่อว่าหลังการเปิดตัวสู่ตลาดจะมีกลุ่มสมาชิกผู้อ่านกว่า 10,000รายที่ให้ความสนใจ และคาดว่าเมื่อถึงปี 51 น่าจะประเมินความสำเร็จได้ "
ปัจจุบันสถาพรบุ๊คส์ มีหนังสือออกมาจำนวนไม่ต่ำกว่า 180 เรื่องต่อปี และมีรายได้ต่อปี 100 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโต 15 - 20 % โดยรายได้หลัก 70 % มาจากสำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์,สำนักพิมพ์พิมพ์คำ ส่วนอีก 30 % มาจาก สำนักพิมพ์ปรินเซส ,สำนักพิมพ์เพชรการเรือน และ สำนักพิมพ์ Z-Girl
ในขณะเดียวกันค่ายอินสไพร์ ที่แต่เดิมวางแผนเปิดตัวหนังสือใหม่ในช่วงปลายปี ก็มีอันต้องเลื่อนแผนเพื่อเปิดปีหน้า เพื่อรอความชัดเจนของรัฐบาลใหม่ที่จะนำพาประเทศพ้นจากสภาพเศรษฐกิจ สังคม และปัจจัยลบต่างๆที่เกิดขึ้นในปีนี้ แต่แม้จะไม่มีการเปิดตัวหนังสือใหม่ อินสไพร์ฯ ก็ยังไม่หยุดจัดกิจกรรมทางการตลาดกับนิตยสารในเครือที่ทำอยู่เป็นประจำตลอดปีนี้ ล่าสุดได้วางแคมเปญให้กับนิตยสาร Casaviva ซึ่งเป็นนิตยสารตกแต่งบ้านจากประเทศอิตาลีมาจับมือกับบริษัทพลัส พร็อพเพอตี้ เพื่อเฟ้นหาผู้ที่มีไอเดียสามารถออกแบบเปลี่ยนโฉมอาคารเก่าให้มีความทันสมัย ภายใต้ชื่อโครงการ " Casaviva Design Contest : Plus Revival Project "
ทิฐินันท์ โชตินันทน์ กล่าวถึงการจัดกิจกรรมทางการตลาดในครั้งนี้ว่าเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มนักคิดได้มีนำเสนอผลงาน พร้อมกันนั้นยังเป็นการขยายฐานผู้อ่านของ Casaviva จากเดิมที่มีอัตราการเติบโต 50 % ในปีแรก และคาดว่าจะมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนในแง่ของภาพรวมนิตยสารในประเทศไทยนั้น มีแนวโน้มและช่องว่างในการเติบโตที่สูง ซึ่งในช่วงต้นปีหน้าอินสไพร์เตรียมจะเปิดตัวนิตยสารหัวนอกอีกหนึ่งเล่ม
ด้านมีเดีย ทรานส์ เอเชีย ไทยแลนด์ เรซิน่า อูเบรอย กล่าวว่า ความซบเซาในธุรกิจนิตยสารโดยรวมในปีนี้ เป็นเพราะปัจจุบันประเทศไทยยังมีนิตยสารน้อยหัว นิตยสารที่เจาะกลุ่มผู้หญิงที่มีอยู่เพียง 20 กว่าเล่ม ยังสามารถแตกเซกเมนต์สร้างตลาดที่ซอยย่อยเพื่อดึงดูดผู้อ่านได้มากขึ้นอีก หากนิตยสารสามารถสร้างหัวที่เจาะกลุ่มเฉพาะมากขึ้น ก็จะทำให้ผู้อ่านเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
"วันนี้ผู้อ่านซื้อนิตยสารเล่มหนา ราคาแพง แต่อ่านเนื้อหาเพียงบางส่วนที่สนใจเท่านั้น อีกกว่าครึ่งเล่มไม่ใช่เรื่องที่ตนสนใจ หากนิตยสารสามารถซอยเซกเมนต์ไปในเรื่องราวเฉพาะเจาะเข้าไปในกลุ่มต่าง ๆ ได้ เชื่อว่าจะดึงผู้อ่านนิตยสารให้เพิ่มขึ้นได้เหมือนดังในต่างประเทศที่มีหัวหนังสือนับร้อย นับพันหัวบนแผง"
เรซิน่ากล่าวต่อว่า ในส่วนของมีเดีย ทรานส์ เอเชียฯ ปีนี้จะเปิดหัวหนังสือใหม่อีก 1 เล่ม ในชื่อ Travel & Leisure ที่จะวางขายไปทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในปีหน้าจะเพิ่มนิตยสารอีก 2-3 เล่ม ในกลุ่มผู้หญิง และหนังสือบ้าน ตั้งเป้าว่ายอดขายในปีหน้าของบริษัทจะเติบโตได้ถึง 20%
http://www.manager.co.th/Business/ViewN ... 0000145516
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 8 ธันวาคม 2550 14:18 น.
ผู้จัดการรายสัปดาห์ - * ความเคลื่อนไหวของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่ก้าวให้ทันเทรนโลก สร้างความตกต่ำให้กับสื่อรุ่นเก่าถ้วนหน้า * สื่อนิตยสารดิ่งนำหน้า ยอดโฆษณาติดลบต่อเนื่อง 20 เดือน หวั่นถูกสื่อออนไลน์กลืนกิน * ค่ายใหญ่ไม่หวั่น ประสานเสียงมั่นใจ หันกลับผูกสื่อดิจิตอลสร้างกิจกรรมดึงผู้อ่าน * เชื่อมั่นสถานการณ์ปีหน้าสดใส ผลักดันนิตยสารกลับมาเติบโตอีกครั้ง
ความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เคลื่อนไปตามยุคสมัย ปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของผู้คนให้เลือกหา เลือกใช้ เลือกบริโภคความแปลกใหม่อยู่สม่ำเสมอ กลายเป็นโจทย์ข้อใหญ่ของนักการตลาดที่ต้องหาเครื่องมือเพื่อใช้ในการสื่อสารการตลาดที่สามารถวิ่งตามกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งเมื่อวันนี้ ทุกคนต่างยอมรับว่า โลกของการสื่อสารก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอลที่ต้องหาสื่อรูปแบบใหม่ ๆ ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ทั้งสื่อไฮเทค หรือกิจกรรมบีโลว์เดอะไลน์ ที่ตอบไลฟ์สไตล์มากกว่าการหว่านเม็ดเงินลงในสื่อวงกว้าง ผลกระทบที่ตามมา คือสื่อรุ่นเก่า ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ ต่างเผชิญกับภาวะถดถอยของธุรกิจกันถ้วนหน้า
สื่อนิตยสารดูจะเป็นสื่อที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด ความตกต่ำของธุรกิจที่มีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2549 จนถึงปัจจุบัน รวม 20 เดือนติดต่อกันที่สื่อนิตยสารเติบโตติดลบลงจากเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า เป็นความตกต่ำที่เกิดจากการรวมตัวของปัจจัยลบที่วิ่งเข้ามาพร้อมกัน ทั้งพฤติกรรมการบริโภคสื่อของกลุ่มเป้าหมายเปลี่ยนไปหาสื่อออนไลน์ สภาพเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยส่งผลกระทบไปถึงงบประมาณการซื้อสื่อโดยรวม และปัญหาต้นทุนการผลิต ราคากระดาษที่สูงขึ้น มูลค่าการใช้สื่อนิตยสารที่เคยขึ้นสูงสุดเมื่อปี 2548 ราว 6,148 ล้านบาท ลดลง 0.13%เหลือ 6,140 ล้านบาทในปี 2549 และช่วง 10 เดือนของปีนี้ที่มีงบประมาณเข้าสู่สื่อนิตยสาร 4,830 ล้านบาท ก็เป็นมูลค่าที่ติดลบลงถึง 5.07% จาก 10 เดือนของปีที่ผ่านมา
นี่คือสัญญาณของจุดจบของสื่อนิตยสารหรือไม่ ?
สื่อออนไลน์ทำลายหรือเกื้อหนุนสื่อนิตยสาร
นอกเหนือจากภาวะเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และมาตรการจำกัดการโฆษณาต่างๆที่เป็นผลกระทบต่อการดำเนินงานของกลุ่มสื่อสิ่งพิมพ์ ปัจจัยที่กำลังถูกจับตามองว่าจะมีส่วนแย่งยอดขายของกลุ่มนิตยสารคือ สื่อดิจิตอล มีเดีย จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน ข้อมูลจากบริษัทวิจัยชั้นนำในประเทศไทยพบว่า ปัจจุบันผู้บริโภคชาวไทยใช้สื่ออินเทอร์เน็ตประมาณ 11 ล้านคน เติบโตกว่า 23% จากปีก่อน เทียบเป็นจำนวนผู้ใช้ คิดเป็น 16% ของจำนวนประชากรทั่วทั้งประเทศ โดยมีการเข้าสู่ระบบประมาณ 8 แสนคนต่อวัน และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นจากปัจจัยเครื่องคอมพิวเตอร์ราคาถูกลง รวมถึงความพร้อมที่ทำให้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสะดวกสบายขึ้น และราคาถูกลง
จากสัดส่วนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้การบริโภคสื่อออนไลน์เพิ่มสูงขึ้นเป็นลำดับ โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่มีแนวโน้มของผู้อ่านจากเว็บไซต์มากขึ้น ซึ่งเหตุผลหลักๆที่ทำให้มีอัตราการเติบโตเพิ่มสูงขึ้นก็เนื่องมาจากมีความสะดวกสบายและประหยัดกว่าหากจะต้องซื้อเป็นเล่มมาอ่าน ซึ่งแนวทางการรับมือของค่ายเจ้าของหนังสือก็ได้ทำการสร้างเว็บไซต์เป็นของตัวเองเพื่อทำการประชาสัมพันธ์ ข้อมูล ข่าวสาร และนำเสนอเนื้อหาต่างๆไม่เพียงเท่านั้นบางเวบไซต์ยังหาจุดขายด้วยการนำคอนเท้นต์ที่มีอยู่มาสร้างรายได้
วรพันธ์ โลกิตสถาพร กรรมการผู้จัดการ บริษัทสถาพรบุ๊คส์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์รายใหญ่ ที่มีบริษัทในเครือมากมาย อาทิ สำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์,สำนักพิมพ์พิมพ์คำ ,สำนักพิมพ์ปรินเซส มีความแข็งแกร่งในตลาดหนังสือนวนิยาย และกำลังรุกเข้าสู่ตลาดนิตยสาร กล่าวว่า แม้แนวโน้มของสื่อดิจิตอล มีเดีย จะมีโอกาสเติบโตขึ้นได้อีกมาก แต่คาดว่าจะเป็นการเติบโตเพียงเล็กน้อย แบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ในประเทศยังมีการใช้อินเทอร์เน็ตน้อย ซึ่งไม่น่าจะมีผลกระทบกับสื่อนิตยสารเท่าไรนัก
"สื่อนิตยสารจะยังคงได้รับความนิยมมากกว่าสื่ออินเทอร์เน็ตแน่นอน ในขณะที่ภาพรวมของตลาดนิตยสารในเมืองไทย ยังคงมีช่องว่างให้เติบโต แต่ขึ้นอยู่กับการวางแผนการตลาดของบริษัทเจ้าของหนังสือว่าจะมีการวางตำแหน่งจุดขายของหนังสืออย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ เป็นที่สนใจของผู้อ่าน และนำมาซึ่งความมั่นใจของเจ้าของสินค้าที่จะลงเงินโฆษณา โดยในประเทศที่มีความเจริญด้านเทคโนโลยีเช่น ญี่ปุ่นหรือ อังกฤษนั้น บนแผงหนังสือมีนิตยสารมากมายกว่า 10,000 หัว เมื่อหันกลับมามองยังประเทศไทยแล้วมีเพียง 100 หัวซึ่งถือว่าอยู่ในสัดส่วนที่น้อยมาก ด้านสภาพเศรษฐกิจสังคมที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ส่งผลกระทบให้เม็ดเงินโฆษณาไหลเข้าสู่สื่อนิตยสารลดลงตลอดทั้งปีถือเป็นปัจจัยในระยะสั้นที่น่าจะกลับมาเดินหน้าได้ในอนาคต ซึ่งเมื่อมองถึงระยะยาวแล้วตลาดนิตยสารยังมีแนวโน้มเติบโตชัดเจนมากกว่าที่จะตกลงไปกว่านี้ โดยคาดว่าในปีนี้ตลาดนิตยสารในส่วนของผู้อ่านน่าจะเติบโต 10-15 % หรือคิดเป็นมูลค่าตลาดประมาณ 15,000 ล้านบาท"
ด้านอินสไพร์ เอนเตอร์เทนเม้นท์ บริษัทในเครือสยามสปอร์ตฯ ที่ถือลิขสิทธิ์นิตยสารหัวนอกอย่าง FHM, ARENA, CAR, CASAVIVA และ RAY รวมถึงนิตยสารไทยอย่าง เอนเตอร์เทน, มิวสิค เอ็กซ์เพรส และฮิ ทิฐินันท์ โชตินันทน์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ กล่าวว่า บริษัทพยายามวางตัวให้เป็นผู้นำสื่อนิตยสารในการก้าวข้ามไปสู่โลกดิจิทัล ดังตัวอย่างการนำนิตยสาร FHM มาเสนอบนหน้าเวบไซต์ พร้อมคลิปเบื้องหลังการถ่ายทำปก หรือ คลิปต่างๆรวมไปถึงคอนเทนต์ที่ไม่มีอยู่ในนิตยสาร มานำเสนอ และสร้างรายได้ผ่านเว็บไซต์ ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวสร้างความฮือฮาและตื่นตัวให้กับวงการนิตยสารบ้านเราไม่น้อย สอดคล้องกับแนวคิดของ วิลักษณ์ โหลทอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อินสไพร์ เอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ที่กล่าวว่า การเติบโตของกระแสดิจิตอล มีเดีย นั้นไม่มีผลต่อกระทบต่อตลาด แต่ในทางตรงกันข้ามกลับจะมีส่วนช่วยเสริมการเติบโตของตลาดนิตยสารมากกว่า หากมีการวางแผนให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย
เรซิน่า อูเบรอย รองประธาน บริษัท มีเดีย ทรานส์เอเชีย ไทยแลนด์ จำกัด เจ้าของนิตยสารหัวนอกรายใหญ่ ที่มีเล่มเด่นเป็นหนังสือวัยรุ่นหัวนอกนาม Seventeen และ OK กล่าวยอมรับว่า ปีนี้เป็นปีที่ไม่ดีนักสำหรับธุรกิจนิตยสาร สภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำมาตลอดทั้งปี ทำให้เจ้าของสินค้าหยุดการใช้จ่ายงบประมาณโฆษณา ซึ่งเจ้าของนิตยสารที่มีหัวหนังสือหัวเดียวคงประสบปัญหา ขณะที่มีเดีย ทรานส์เอเชีย มีหนังสืออยู่ในเครือกว่า 10 หัว สามารถกระจายความเสี่ยงในนิตยสารที่ประสบปัญหาไปสู่นิตยสารที่ไม่ได้รับผลกระทบได้บ้าง
"ปีนี้เป็นปีที่น่าตื่นเต้นที่สุดนับจาก 6 ปีที่เปิดบริษัท เราต้องทำงานอย่างหนักในปีนี้ แต่ผลที่ออกมาก็ถือว่าประสบความสำเร็จ ไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงเหมือนบางราย ซึ่งถึงเวลานี้เมื่อประเทศเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง และกำลังจะมีรัฐบาลถาวรที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เดินหน้า เชื่อว่า ความมั่นใจจะกลับมาหลังจากรัฐบาลใหม่สามารถบริหารประเทศได้สัก 4-5 เดือนไปแล้ว"
เรซิน่า กล่าวต่อว่า ในส่วนของสื่อออนไลน์ที่ถูกมองว่าจะเป็นสื่อใหม่ที่เข้ามาทำให้สื่อนิตยสารตกต่ำนั้น ตนไม่เชื่อว่าผู้อ่านจะเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ในการอ่านนิตยสารบนที่นั่งในมุมใด ๆ ที่ถูกใจ หรืออ่านบนเตียงนอน มาเป็นการนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่ออ่านนิตยสารออนไลน์ เพราะเป็นพฤติกรรมที่ไม่สามารถทดแทนกันได้ หากแต่บริษัทฯ มองว่า สื่อออนไลน์ น่าจะนำมาใช้ในการตอบโจทย์สร้างกิจกรรมเพื่อรองรับกับโลกของดิจิตอล เป็น Digital Activity ที่ได้ลงทุนไปราว 10 ล้านบาท เปิดเว็บไซต์ www.seventeenthailand.com ให้เป็นช่องทางในการสื่อสารแบบ 2 way communication ระหว่างสมาชิกเซเว่นทีน ทั้งเว็บบอร์ด ชาร์ตความนิยม บริการดาวน์โหลดคอนเทนต์ รวมถึงเปิดให้แชทสดกับเซล็บ พร้อมการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับกลุ่มวัยรุ่นที่ไม่มีอยู่ในนิตยสาร พร้อมเปิดให้บริการเต็มรูปแบบได้ในภายในปี 2551 คาดว่าจะมีผู้เข้าชมเว็บไซต์ราว 337,500 คน/เดือน โดยตั้งเป้าจะได้สมาชิกครึ่งหนึ่งของผู้เข้าชม ซึ่งจะสร้างรายได้เป็นสัดส่วนราว 15% ให้กับบริษัทได้
มั่นใจเศรษฐกิจสดใส
ค่ายนิตยสารแห่เปิดหัวใหม่
แม้วันนี้ยังไม่มีใครกล้าฟันธงได้ว่าสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง จะเป็นอย่างไรหลังการเลือกแต่สำหรับธุรกิจนิตยสารที่ผู้ประกอบการมองว่า 2 ปีที่ผ่านมาน่าจะแตะผ่านจุดที่ตกต่ำที่สุดของธุรกิจแล้ว หลาย ๆ บริษัทเห็นพ้องกันว่า ต่อไปคงต้องเดินหน้าเพื่อสร้างโอกาสให้กับธุรกิจได้บ้าง สถาพรบุ๊คส์ ก็เป็นหนึ่งในนั้น
และเพื่อเป็นการต่อยอดความสำเร็จที่มีอยู่ ประกอบกับการมีฐานผู้อ่านซึ่งเป็นผู้หญิง กว่า 70 % และมีฐานลูกค้าที่เป็นสมาชิกแฟนคลับอีกกว่า 20,000 คน วรพันธ์ โลกิตสถาพร กรรมการผู้จัดการบริษัทสถาพรบุ๊คส์ จำกัด จึงได้ตัดสินใจก่อตั้งบริษัทสถาพรมีเดียส์ จำกัดขึ้นมา เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและทำการต่อยอดคอนเทนต์ที่สถาพรบุ๊คส์มีอยู่ในมือให้กับลูกค้าด้วยการเปิดตัวนิตยสารใหม่ " First" ซึ่งเป็นนิตยสารรายปักษ์ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงในยุคใหม่
สำหรับนิตยสาร " First" มีจำนวน 100 หน้า โครงสร้างเนื้อหาจะประกอบไปด้วยคอลัมน์ แฟชั่น ฮาวทู เคล็ดลับต่างๆ สัมภาษณ์พิเศษ รวมไปถึงข่าวสารที่อยู่รอบตัว โดยเนื้อหาสาระที่เป็นข่าวนั้นจะมีมากกว่า 40 % ในขณะที่กอซซิปก็จะเป็นในเชิงบวกมากกว่าเชิงลบ และที่พิเศษกว่านิตยสารทั่วไปในตลาดคือ การนำเอาจุดแข็งของสถาพรบุ๊คส์อย่างนวนิยาย มาใส่ไว้เป็นหนึ่งคอนเทนต์ในหน้าหนังสือ ซึ่งตรงจุดนี้เมื่อมองไปที่นิตยสารในกลุ่มเดียวกันแล้วจะพบว่าไม่มีเนื้อหาดังกล่าว
ในขณะที่กลุ่มผู้อ่านได้วางเป้าหมายอายุอยู่ที่ 20 - 35 ปี เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้จะมีไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยและเป็นแรงผลักดันให้กับคนในสังคม ประกอบกับเป็นวัยที่ตอบรับกับข้อมูลข่าวสารรวมไปถึงความนิยมใหม่ๆได้ง่าย โดยนิตยสาร " First" ได้วางราคาจำหน่ายไว้ที่ 50 บาท และเริ่มวางแผงในวันที่ 25 พฤษจิกายนที่ผ่านมา
ส่วนการเสริมความแข็งแกร่งและสร้างการรับรู้แบรนด์ของนิตยสาร" First"นั้น วรพันธ์ กล่าวว่า บริษัทฯได้ใช้ความแข็งแกร่งของระบบจัดจำหน่ายที่มีครอบคลุมร้านหนังสือทั่วประเทศ โดยจะทำการกระจายเพื่อให้ทุกคนได้รับรู้ว่ามีนิตยสารชื่อนี้อยู่บนแผงหนังสือ ด้านการตลาดได้วางงบประมาณมากกว่า 10 ล้านบาท โดยให้น้ำหนักเท่ากันในส่วนของ Above the line และ Below the line เฉพาะอย่างหลังที่จะต้องเร่งจัดทำกิจกรรมทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดเพื่อสร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทฯจะทำการเปิดตัวหนังสืออย่างเป็นทางการในปลายเดือนมกราคม ปีหน้า ในขณะที่การจัดทีมโฆษณาซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจหลักของการนำรายได้เข้าสู่นิตยสารนั้น ได้มีการจัดทีมที่มีประสบการณ์เข้ามาดูแล และเชื่อมั่นว่าภายในปี 2551 จะรับรู้รายได้กว่า 25 ล้านบาท
"คู่แข่งในตลาดเป็นสิ่งที่เราหนีไม่พ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีเพราะจะทำให้เกิดการแข่งขัน และ ทำให้เรากระตือรือล้นที่จะต่อสู้ วางแผนการตลาดเพื่อจะเอาชนะคู่แข่ง ซึ่งในเบื้องต้นนี้เราก็มีการวางทีมงานและจัดทำแผนการไว้เรียบร้อยแล้ว เชื่อว่าหลังการเปิดตัวสู่ตลาดจะมีกลุ่มสมาชิกผู้อ่านกว่า 10,000รายที่ให้ความสนใจ และคาดว่าเมื่อถึงปี 51 น่าจะประเมินความสำเร็จได้ "
ปัจจุบันสถาพรบุ๊คส์ มีหนังสือออกมาจำนวนไม่ต่ำกว่า 180 เรื่องต่อปี และมีรายได้ต่อปี 100 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโต 15 - 20 % โดยรายได้หลัก 70 % มาจากสำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์,สำนักพิมพ์พิมพ์คำ ส่วนอีก 30 % มาจาก สำนักพิมพ์ปรินเซส ,สำนักพิมพ์เพชรการเรือน และ สำนักพิมพ์ Z-Girl
ในขณะเดียวกันค่ายอินสไพร์ ที่แต่เดิมวางแผนเปิดตัวหนังสือใหม่ในช่วงปลายปี ก็มีอันต้องเลื่อนแผนเพื่อเปิดปีหน้า เพื่อรอความชัดเจนของรัฐบาลใหม่ที่จะนำพาประเทศพ้นจากสภาพเศรษฐกิจ สังคม และปัจจัยลบต่างๆที่เกิดขึ้นในปีนี้ แต่แม้จะไม่มีการเปิดตัวหนังสือใหม่ อินสไพร์ฯ ก็ยังไม่หยุดจัดกิจกรรมทางการตลาดกับนิตยสารในเครือที่ทำอยู่เป็นประจำตลอดปีนี้ ล่าสุดได้วางแคมเปญให้กับนิตยสาร Casaviva ซึ่งเป็นนิตยสารตกแต่งบ้านจากประเทศอิตาลีมาจับมือกับบริษัทพลัส พร็อพเพอตี้ เพื่อเฟ้นหาผู้ที่มีไอเดียสามารถออกแบบเปลี่ยนโฉมอาคารเก่าให้มีความทันสมัย ภายใต้ชื่อโครงการ " Casaviva Design Contest : Plus Revival Project "
ทิฐินันท์ โชตินันทน์ กล่าวถึงการจัดกิจกรรมทางการตลาดในครั้งนี้ว่าเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มนักคิดได้มีนำเสนอผลงาน พร้อมกันนั้นยังเป็นการขยายฐานผู้อ่านของ Casaviva จากเดิมที่มีอัตราการเติบโต 50 % ในปีแรก และคาดว่าจะมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนในแง่ของภาพรวมนิตยสารในประเทศไทยนั้น มีแนวโน้มและช่องว่างในการเติบโตที่สูง ซึ่งในช่วงต้นปีหน้าอินสไพร์เตรียมจะเปิดตัวนิตยสารหัวนอกอีกหนึ่งเล่ม
ด้านมีเดีย ทรานส์ เอเชีย ไทยแลนด์ เรซิน่า อูเบรอย กล่าวว่า ความซบเซาในธุรกิจนิตยสารโดยรวมในปีนี้ เป็นเพราะปัจจุบันประเทศไทยยังมีนิตยสารน้อยหัว นิตยสารที่เจาะกลุ่มผู้หญิงที่มีอยู่เพียง 20 กว่าเล่ม ยังสามารถแตกเซกเมนต์สร้างตลาดที่ซอยย่อยเพื่อดึงดูดผู้อ่านได้มากขึ้นอีก หากนิตยสารสามารถสร้างหัวที่เจาะกลุ่มเฉพาะมากขึ้น ก็จะทำให้ผู้อ่านเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
"วันนี้ผู้อ่านซื้อนิตยสารเล่มหนา ราคาแพง แต่อ่านเนื้อหาเพียงบางส่วนที่สนใจเท่านั้น อีกกว่าครึ่งเล่มไม่ใช่เรื่องที่ตนสนใจ หากนิตยสารสามารถซอยเซกเมนต์ไปในเรื่องราวเฉพาะเจาะเข้าไปในกลุ่มต่าง ๆ ได้ เชื่อว่าจะดึงผู้อ่านนิตยสารให้เพิ่มขึ้นได้เหมือนดังในต่างประเทศที่มีหัวหนังสือนับร้อย นับพันหัวบนแผง"
เรซิน่ากล่าวต่อว่า ในส่วนของมีเดีย ทรานส์ เอเชียฯ ปีนี้จะเปิดหัวหนังสือใหม่อีก 1 เล่ม ในชื่อ Travel & Leisure ที่จะวางขายไปทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในปีหน้าจะเพิ่มนิตยสารอีก 2-3 เล่ม ในกลุ่มผู้หญิง และหนังสือบ้าน ตั้งเป้าว่ายอดขายในปีหน้าของบริษัทจะเติบโตได้ถึง 20%
http://www.manager.co.th/Business/ViewN ... 0000145516
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news11/12/07
โพสต์ที่ 68
ทุ่ม40ล.ตั้งบริษัทอังกอร์ ให้เช่าอุปกรณ์จัดอีเวนต์
โพสต์ทูเดย์ มีเดีย วิชั่น กรุ๊ป ลงขันพันธมิตร 40 ล้าน ตั้งบริษัท อังกอร์ รุกตลาดอุปกรณ์ให้เช่าแบบไฮเอนด์
นายธนรัช หงสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท มีเดีย วิชั่น กรุ๊ป กล่าวว่า ได้ร่วมกับพันธมิตรในธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบไฮเอนด์สำหรับจัดกิจกรรมการตลาด (อีเวนต์) อีก 2 บริษัท ได้แก่ เอวี ซิสเต็มส์ และไลท์ ซอร์ซ จัดตั้งบริษัท อังกอร์ ด้วยทุนจดทะเบียน 40 ล้านบาท ถือหุ้นในสัดส่วนที่เท่ากัน เพื่อลงทุนในการจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับจัดอีเวนต์แบบไฮเอนด์ เช่น ครีเอทีฟ แอลอีดี ที่ใช้เงินลงทุนสูง
ที่ผ่านมาได้ลงทุนซื้ออุปกรณ์โลว์ เรซ แอลอีดี หรือวอลเปเปอร์ อิเล็กทรอนิกส์ มูลค่า 27 ล้านบาท และในปีหน้าจะลงทุนซื้อแอลอีดี ฟลอร์ มูลค่า 40 ล้านบาท
ตลาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบไฮเอนด์ให้เช่ามีแนวโน้มการเติบโตสูง ตามปริมาณการจัดคอนเสิร์ตทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ต้องการอุปกรณ์คุณภาพสูง นายธนรัช กล่าว
นอกจากนี้ การลงทุนร่วมกันกับบริษัทพันธมิตรจะช่วยประหยัดเงินลงทุน ลดความเสี่ยง รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการรองรับการจัดงานของลูกค้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กลุ่มมากขึ้น โดยล่าสุด บริษัทได้ร่วมกับพันธมิตร ทั้ง 2 บริษัท ขยายตลาดให้เช่าอุปกรณ์ไปยังประเทศใกล้เคียง เริ่มที่การจัดงานประชุม สัมมนาที่ประเทศสิงคโปร์
ปัจจุบัน ตลาดอุปกรณ์ให้เช่ามีมูลค่า 1.2 พันล้านบาท โดย มีเดีย วิชั่น กรุ๊ป มีส่วนแบ่ง 27% และถือเป็นผู้ให้เช่าอุปกรณ์แอลอีดีรายใหญ่ นอกจากนี้ยังมีผู้ให้บริการอุปกรณ์ให้เช่าอีก 2 ราย ได้แก่ เอวี กรุ๊ป และพีเอ็ม กรุ๊ป
นายธนรัช กล่าวว่า ตลาดอุปกรณ์ให้เช่าแบบไฮเอนด์มีคู่แข่งน้อย ขณะที่ยังมี ความต้องการจากตลาด โดยเฉพาะในการจัดงานคอนเสิร์ตใหญ่ๆ รวมถึงคอนเสิร์ตต่างประเทศ ซึ่งคาดว่ามีแนวโน้มกลับมาคึกคักอีกครั้งในปี 2551 หลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
ขณะนี้รายได้ของมีเดีย วิชั่น กรุ๊ป แบ่งเป็น 4 กลุ่มธุรกิจหลัก คือ ภาพ โดยเฉพาะอุปกรณ์แอลอีดี คิดเป็นสัดส่วน 45% ของรายได้ อีก 3 กลุ่ม ได้แก่ เสียง, แสงและสเปเชียล เอฟเฟกต์ ที่ทำรายได้ให้สัดส่วนที่เท่ากัน
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=208328
โพสต์ทูเดย์ มีเดีย วิชั่น กรุ๊ป ลงขันพันธมิตร 40 ล้าน ตั้งบริษัท อังกอร์ รุกตลาดอุปกรณ์ให้เช่าแบบไฮเอนด์
นายธนรัช หงสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท มีเดีย วิชั่น กรุ๊ป กล่าวว่า ได้ร่วมกับพันธมิตรในธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบไฮเอนด์สำหรับจัดกิจกรรมการตลาด (อีเวนต์) อีก 2 บริษัท ได้แก่ เอวี ซิสเต็มส์ และไลท์ ซอร์ซ จัดตั้งบริษัท อังกอร์ ด้วยทุนจดทะเบียน 40 ล้านบาท ถือหุ้นในสัดส่วนที่เท่ากัน เพื่อลงทุนในการจัดซื้ออุปกรณ์สำหรับจัดอีเวนต์แบบไฮเอนด์ เช่น ครีเอทีฟ แอลอีดี ที่ใช้เงินลงทุนสูง
ที่ผ่านมาได้ลงทุนซื้ออุปกรณ์โลว์ เรซ แอลอีดี หรือวอลเปเปอร์ อิเล็กทรอนิกส์ มูลค่า 27 ล้านบาท และในปีหน้าจะลงทุนซื้อแอลอีดี ฟลอร์ มูลค่า 40 ล้านบาท
ตลาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบไฮเอนด์ให้เช่ามีแนวโน้มการเติบโตสูง ตามปริมาณการจัดคอนเสิร์ตทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ต้องการอุปกรณ์คุณภาพสูง นายธนรัช กล่าว
นอกจากนี้ การลงทุนร่วมกันกับบริษัทพันธมิตรจะช่วยประหยัดเงินลงทุน ลดความเสี่ยง รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการรองรับการจัดงานของลูกค้า ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้กลุ่มมากขึ้น โดยล่าสุด บริษัทได้ร่วมกับพันธมิตร ทั้ง 2 บริษัท ขยายตลาดให้เช่าอุปกรณ์ไปยังประเทศใกล้เคียง เริ่มที่การจัดงานประชุม สัมมนาที่ประเทศสิงคโปร์
ปัจจุบัน ตลาดอุปกรณ์ให้เช่ามีมูลค่า 1.2 พันล้านบาท โดย มีเดีย วิชั่น กรุ๊ป มีส่วนแบ่ง 27% และถือเป็นผู้ให้เช่าอุปกรณ์แอลอีดีรายใหญ่ นอกจากนี้ยังมีผู้ให้บริการอุปกรณ์ให้เช่าอีก 2 ราย ได้แก่ เอวี กรุ๊ป และพีเอ็ม กรุ๊ป
นายธนรัช กล่าวว่า ตลาดอุปกรณ์ให้เช่าแบบไฮเอนด์มีคู่แข่งน้อย ขณะที่ยังมี ความต้องการจากตลาด โดยเฉพาะในการจัดงานคอนเสิร์ตใหญ่ๆ รวมถึงคอนเสิร์ตต่างประเทศ ซึ่งคาดว่ามีแนวโน้มกลับมาคึกคักอีกครั้งในปี 2551 หลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
ขณะนี้รายได้ของมีเดีย วิชั่น กรุ๊ป แบ่งเป็น 4 กลุ่มธุรกิจหลัก คือ ภาพ โดยเฉพาะอุปกรณ์แอลอีดี คิดเป็นสัดส่วน 45% ของรายได้ อีก 3 กลุ่ม ได้แก่ เสียง, แสงและสเปเชียล เอฟเฟกต์ ที่ทำรายได้ให้สัดส่วนที่เท่ากัน
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=208328
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news12/12/07
โพสต์ที่ 69
ร่างวิทยุโทรทัศน์ส่อผ่านแบ่งลงตัว
โพสต์ทูเดย์ เร่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์เสร็จสัปดาห์นี้ ส่อแววรอมชอม
แหล่งข่าวจากคณะกรรมาธิการ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ พ.ศ... เปิดเผยว่า ตลอดสัปดาห์นี้ คณะกรรมาธิการฯ จะเร่งพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้แล้วเสร็จภายในวันศุกร์ที่ 14 ธ.ค. นี้ เพื่อนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในสัปดาห์หน้า
ทั้งนี้ ประเด็นหลักอยู่ที่บท เฉพาะกาลที่เจ้าของคลื่นความถี่เดิม เช่น กองทัพ และกรมประชาสัมพันธ์ ต้องการครอบครองคลื่นความถี่เดิม ต่อไป โดยได้รับการยกเว้น ไม่ต้อง อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ฉบับนี้
อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาของ กมธ.วานนี้ เสียงส่วนใหญ่ได้สรุปให้ทุกหน่วยงานต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ เมื่อมีการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงวิทยุกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รวมถึงแผนแม่บทแล้ว ให้ทุกหน่วยงานต้องขออนุญาต ตามความจำเป็นแต่ละหน่วยงาน ส่วนสัญญาสัมปทานที่มีอยู่กับเอกชน ให้คงอยู่จนสัญญา สิ้นสุด โดยชำระค่าสัมปทานให้กับหน่วยงานเดิมต่อไป แต่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช.
ดูท่าทีเจ้าของคลื่นความถี่เดิม ยังคงครอบครองคลื่นความถี่ต่อไป โดยขอยกเว้นไม่ต้องอยู่ภายใต้ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ต้องรอดูการพิจารณาของ สนช.วาระ 3 จะมีการขอสงวนคำแปรญัตติ หรือไม่ แหล่งข่าวระบุ
นายสมเกียรติ อ่อนวิมล กรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ พ.ศ... กล่าวว่า โดยรวม ร่าง พ.ร.บ.นี้คงจะผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุม สนช. แต่มีประเด็นสำคัญคือ การที่เจ้าของหน่วยงานเดิมต้องการที่จะยึดคลื่นความถี่เดิมเอาไว้ ซึ่งแนวโน้มคงจะได้ไว้บางส่วนเท่าที่ความจำเป็น
ด้านนายจอน อึ๊งภากรณ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน กล่าวว่า วันนี้จะรวมตัวกันที่หน้าสภาฯ เพื่อคัดค้านการพิจารณาร่างกฎหมายจำนวนมาก ที่ สนช.กำลังเร่งผลักดัน ก่อนสภาฯ ชุดนี้จะหมดวาระ ซึ่งกฎหมายหลายฉบับยังมีปัญหา เช่น ร่าง พ.ร.บ.ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=208532
โพสต์ทูเดย์ เร่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์เสร็จสัปดาห์นี้ ส่อแววรอมชอม
แหล่งข่าวจากคณะกรรมาธิการ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ พ.ศ... เปิดเผยว่า ตลอดสัปดาห์นี้ คณะกรรมาธิการฯ จะเร่งพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ให้แล้วเสร็จภายในวันศุกร์ที่ 14 ธ.ค. นี้ เพื่อนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในสัปดาห์หน้า
ทั้งนี้ ประเด็นหลักอยู่ที่บท เฉพาะกาลที่เจ้าของคลื่นความถี่เดิม เช่น กองทัพ และกรมประชาสัมพันธ์ ต้องการครอบครองคลื่นความถี่เดิม ต่อไป โดยได้รับการยกเว้น ไม่ต้อง อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ฉบับนี้
อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาของ กมธ.วานนี้ เสียงส่วนใหญ่ได้สรุปให้ทุกหน่วยงานต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ เมื่อมีการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงวิทยุกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รวมถึงแผนแม่บทแล้ว ให้ทุกหน่วยงานต้องขออนุญาต ตามความจำเป็นแต่ละหน่วยงาน ส่วนสัญญาสัมปทานที่มีอยู่กับเอกชน ให้คงอยู่จนสัญญา สิ้นสุด โดยชำระค่าสัมปทานให้กับหน่วยงานเดิมต่อไป แต่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช.
ดูท่าทีเจ้าของคลื่นความถี่เดิม ยังคงครอบครองคลื่นความถี่ต่อไป โดยขอยกเว้นไม่ต้องอยู่ภายใต้ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ต้องรอดูการพิจารณาของ สนช.วาระ 3 จะมีการขอสงวนคำแปรญัตติ หรือไม่ แหล่งข่าวระบุ
นายสมเกียรติ อ่อนวิมล กรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ พ.ศ... กล่าวว่า โดยรวม ร่าง พ.ร.บ.นี้คงจะผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุม สนช. แต่มีประเด็นสำคัญคือ การที่เจ้าของหน่วยงานเดิมต้องการที่จะยึดคลื่นความถี่เดิมเอาไว้ ซึ่งแนวโน้มคงจะได้ไว้บางส่วนเท่าที่ความจำเป็น
ด้านนายจอน อึ๊งภากรณ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน กล่าวว่า วันนี้จะรวมตัวกันที่หน้าสภาฯ เพื่อคัดค้านการพิจารณาร่างกฎหมายจำนวนมาก ที่ สนช.กำลังเร่งผลักดัน ก่อนสภาฯ ชุดนี้จะหมดวาระ ซึ่งกฎหมายหลายฉบับยังมีปัญหา เช่น ร่าง พ.ร.บ.ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=208532
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news12/12/07
โพสต์ที่ 70
ธุรกิจสิ่งพิมพ์ เม็ดเงินเลือกตั้ง...สะพัด 680 ล้านบาท [ ฉบับที่ 853 ประจำวันที่ 12-12-2007 ถึง 14-12-2007]
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 นับเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อธุรกิจสิ่งพิมพ์ให้มีความคึกคักในช่วงปลายปีได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินที่กระจายเข้าสู่ธุรกิจอันเป็นผลจากการใช้จ่ายของผู้สมัครและพรรคการเมืองในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง รวมทั้งการรณรงค์ให้ความรู้ด้านการเลือกตั้งของหน่วยงานภาครัฐ
ภายหลังจากที่ผู้ประกอบการสิ่งพิมพ์ต้องดำเนินธุรกิจ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจปี 2550 ที่ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก เนื่องจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้นอย่างมาก ขณะที่กำลังซื้อของประชาชนยังไม่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ การแข่งขันของ พรรคการเมืองเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยมีจำนวนผู้สมัครและพรรคการเมืองเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ มากกว่าเท่าตัว แต่อย่างไรก็ตาม คาดว่าเม็ดเงินที่ใช้หาเสียงเลือกตั้งซึ่งไหลเข้าสู่ธุรกิจสิ่งพิมพ์ประเภทป้ายหาเสียงจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับจำนวนผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตและแบบสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อน ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีการกำหนดกฎเกณฑ์การใช้สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทป้ายหาเสียงที่เข้มงวดมากขึ้น (จากเดิมที่เคยคุมเข้มเฉพาะการใช้สื่อวิทยุ และโทรทัศน์ของพรรคการเมือง แต่ในปีนี้ได้ครอบคลุมถึงสื่อป้ายโฆษณาด้วย) ดังนั้นจึงคาดว่า เม็ดเงินที่เข้าสู่ธุรกิจสิ่งพิมพ์เกี่ยวกับป้ายหาเสียงจะถูกแบ่งไปให้กับการหาเสียงโฆษณาผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือพิมพ์เพิ่มมากขึ้น เนื่องจาก ไม่มีข้อกำหนดกฎเกณฑ์ควบคุมมากเหมือน สื่ออื่นๆ ทั้งนี้เมื่อพิจารณาปัจจัยโดยรอบด้านแล้ว คาดว่าเม็ดเงินที่สะพัดในธุรกิจสิ่งพิมพ์ในช่วงเลือกตั้งจะมีประมาณ 680 ล้านบาท
สถานการณ์ของธุรกิจสิ่งพิมพ์ในปี 2550 ยังคงอยู่ในภาวะทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 2549 ที่ผ่านมา ทั้งนี้เนื่องจากต้องเผชิญกับปัจจัยลบหลายด้านด้วยกันนับตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสถาน การณ์ทางการเมืองรวมทั้งปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยราคาน้ำมันที่ยังคงมีความผันผวนและยังทรงตัวในระดับที่สูง รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยและเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การลงทุน การท่องเที่ยวของประเทศ รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และส่งผลโดยตรง ต่อกำลังซื้อของภาคประชาชนที่ปรับลดลง ซึ่งปัจจัยดังที่กล่าวมาแล้วเบื้องต้น ส่งผลกระทบต่อธุรกิจสิ่งพิมพ์โดยเฉพาะสิ่งพิมพ์ประเภทการโฆษณาประชาสัมพันธ์อาทิ ปฏิทิน นามบัตร ใบเสร็จรับเงิน ใบปลิวหรือ แผ่นพับโฆษณาขายสินค้าต่างๆ ส่งผลให้การแข่งขันในธุรกิจสิ่งพิมพ์ทวีความรุนแรง โดยเฉพาะการแข่งขันทางด้านราคา อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ธุรกิจสิ่งพิมพ์ในปี 2550 ก็ยังมีเม็ดเงินส่วนอื่นๆเข้ามากระตุ้นธุรกิจได้พอสมควร โดยเฉพาะปัจจัยจากกระแสความนิยมขององค์จตุคามรามเทพ ซึ่งศูนย์ วิจัยกสิกรไทย ได้เคยประเมินในช่วงเดือนมิถุนายนว่าจะสร้างมูลค่าทางธุรกิจในปี 2550 สูงถึงประมาณ 40,000 ล้านบาทกระจายไปตามภาคธุรกิจต่างๆ รวมถึงธุรกิจ สิ่งพิมพ์ประเภทแผ่นพับ ใบจอง โปสเตอร์ และคัตเอาต์ และที่สำคัญได้แก่เม็ดเงินที่ใช้โฆษณาผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ที่เพิ่มขึ้น ดังจะเห็น ได้จากช่วง 10 เดือนปี 2550 วัตถุมงคลมีการใช้เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ สูงถึงประมาณ 595.3 ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ 505.6 เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ใช้เม็ดเงินโฆษณา 98.3 ล้านบาท ซึ่งเม็ดเงินส่วนนี้ส่วนใหญ่ลงไปในสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือพิมพ์เป็นหลัก
สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในช่วงวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ที่กำลังมาถึงนี้ ถือได้ว่าช่วยสร้างรอยยิ้มให้ กับธุรกิจสิ่งพิมพ์ได้พอสมควร ทั้งนี้เพราะนอกจากจะทำให้ภาคธุรกิจทั้งในและต่างประเทศมีความเชื่อมั่นต่อทิศทางเศรษฐกิจและกล้าลงทุนมากขึ้นแล้ว ในขณะที่ภาคประชาชนเองก็มีความเชื่อมั่นและกล้าใช้จ่ายเงินมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งทำให้กำลังซื้อกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีกครั้ง โดยนอกจากจะส่งผลดีต่อธุรกิจสิ่งพิมพ์โดยภาพรวมแล้ว ประการสำคัญ เม็ดเงินต่างๆที่พรรคการเมืองใช้ไปในส่วนของการหาเสียงเลือกตั้งซึ่งคาดว่าจะถูกส่งผ่านไปยังธุรกิจภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง โดยเฉพาะธุรกิจสิ่งพิมพ์ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีความ เข้มงวดเกี่ยวกับสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทป้ายที่จะใช้หาเสียง โดยการกำหนดจำนวน ขนาด และสถานที่ติดตั้งไว้อย่างเคร่งครัด อาทิ ขนาดคัตเอาต์ (ป้ายหาเสียง) มีขนาดไม่ เกิน 130X245 ซ.ม. จำนวนแผ่นป้ายมี ไม่เกิน 5 เท่าของจำนวนหน่วยเลือกตั้ง การกำหนดสถานที่สาธารณะและสถานที่ราชการที่ให้ติดตั้งหรือห้ามติดตั้ง ส่งผลให้ในช่วงแรกของการหาเสียงผู้สมัครและพรรค การเมืองต่างชะลอการใช้เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อสิ่งพิมพ์เพื่อรอความชัดเจนของกฎเกณฑ์ดังกล่าวทำให้เม็ดเงินหาเสียงเข้าสู่ธุรกิจล่าช้ากว่าปกติ นอกจากนี้ เมื่อกฎระเบียบออกมาแล้ว ส่งผลให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองต่างๆ บางส่วนหันมาสั่งพิมพ์ งานจากโรงพิมพ์ส่วนกลางแล้วจึงส่งไปให้กับผู้สมัครในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ เกิดข้อผิดพลาดด้านกฎระเบียบ ส่งผลให้ธุรกิจโรงพิมพ์ในต่างจังหวัด ได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินเลือกตั้งในครั้งนี้ต่ำกว่าที่แต่ละแห่งตั้งเป้าหมายไว้แต่แรก ในขณะที่ผู้สมัคร และพรรคการเมืองบางส่วนได้ลดจำนวนป้ายหาเสียงลงและหันไปใช้สื่อประเภทอื่นๆทดแทนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา อาทิ การใช้รถหาเสียง การจัดปราศรัยตามที่ต่างๆ และการลงโฆษณาผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ เป็นต้น
จากปัจจัยต่างๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้น ส่งผลให้เม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่ธุรกิจสิ่งพิมพ์ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้มีมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 680 ล้านบาทโดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้
สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทใบปลิว แผ่นป้าย คัตเอาต์และโปสเตอร์ โดยปกติผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพรรคการเมืองจะสั่งผลิตป้ายโปสเตอร์และคัตเอาต์โฆษณาผู้สมัครหรือนโยบายของพรรคการ เมืองเพื่อติดตามพื้นที่ต่างๆ ที่เห็นได้โดยง่าย ซึ่งจุดเด่นของสื่อประเภทนี้คือจะติดตั้งอยู่ในพื้นที่ตลอดช่วงหาเสียง ซึ่งช่วยสร้างความจดจำทางด้านนโยบาย หน้าตาและเบอร์ของผู้สมัครหรือเบอร์ของพรรคการเมืองได้ยาวนาน ซึ่งต่างจากสื่อประเภทวิทยุหรือโทรทัศน์ที่แม้ว่าจะสามารถครอบคลุมพื้นที่การส่งข้อมูลได้มากกว่า แต่ความจดจำของผู้ที่ได้รับเนื้อความก็มีน้อยกว่า ซึ่งหากต้องการให้ประชาชนจดจำได้ก็ต้องเพิ่มความถี่ในการสื่อสารทำให้มีงบประมาณเพิ่มขึ้น นอกจากสื่อประเภทป้ายโฆษณาแล้ว ผู้สมัครและพรรคการเมืองยังนิยมใช้สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทใบปลิวและแผ่นพับ รวมทั้งเอกสารที่เป็นรูปเล่ม หรือพิมพ์นามบัตรแนะนำตัวที่นำเสนอประวัติ ผลงาน รวมทั้งนโยบายที่จะทำให้กับเขตเลือกตั้งของตนเองแจกจ่ายตามบ้านเรือน ชุมชนหรืออาคารสำนักงานต่างๆ ในขณะเดียวกันผู้สมัครหรือ พรรค การเมืองบางรายอาจมีการส่งผ่านทาง ไปรษณีย์ไปตามอาคารบ้านเรือนที่พักอาศัยของผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วยอีกทางหนึ่งเพื่อให้เกิดความทั่วถึง
ทั้งนี้ โดยปกติ ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 1 คนจะใช้สิ่งพิมพ์จากกระดาษ อาทิ ใบปลิวแนะนำตัว หรือพิมพ์เอกสาร เป็นรูปเล่ม หรือพิมพ์การ์ดนามบัตรประมาณอย่างละ 5 หมื่นใบ แต่เนื่องจากเขตเลือกตั้งที่ขยายใหญ่ขึ้นและแต่ละพรรคส่งผู้สมัครเป็นทีมประมาณ 2-3 คนแล้วแต่พื้นที่ ส่งผลทำให้จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณใบปลิวมากขึ้นเป็นประมาณ 1-1.5 แสนใบต่อทีมผู้สมัคร รวมทั้งใบปลิวแนะนำนโยบายพรรคการเมืองที่ต้องใช้จำนวนเท่าๆ กับใบแนะนำผู้สมัคร โดยมีต้นทุนประมาณแผ่นละ 0.50 บาท ดังนั้นคาดว่าเม็ดเงินค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับใบปลิวในช่วงหาเสียงเลือกตั้งมีมูลค่าประมาณ 125 ล้านบาท สำหรับในส่วนของป้ายโฆษณาหาเสียงที่ทำจากพลาสติกลูกฟูกซึ่งติดตามสถานที่ต่างๆ ในเขตพื้นที่ของตนเองโดยเฉลี่ยประมาณ 1,000 ใบต่อผู้สมัคร 1 คน โดยมีต้นทุนเฉลี่ยแผ่นละ 200-300 บาท แต่เนื่องจากข้อกำหนดที่เข้มงวดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงคาดว่าจำนวนป้ายพลาสติก ลูกฟูกจะปรับลดลงจากปกติประมาณร้อยละ 30-40 ดังจะเห็นได้ว่าจำนวนป้ายหาเสียงที่ผู้สมัครและพรรคการเมืองต่างๆ ใช้เพื่อการหาเสียงในครั้งนี้บางตากว่าเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ ทั้งนี้คาดว่าเม็ดเงินที่ผู้สมัครจะใช้หาเสียงแนะนำตัวและ นโยบายของพรรคในส่วนของป้ายหาเสียงจะมีประมาณ 400 ล้านบาท และที่พรรค การเมืองใช้นำเสนอนโยบายพรรคและผู้สมัครแบบสัดส่วนอีกประมาณ 35 ล้านบาท รวมค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับป้ายหาเสียงประมาณ 435 ล้านบาท
สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือ ในการเลือกตั้งครั้งนี้สื่อประเภทหนังสือพิมพ์ถือ ว่าได้รับความนิยมจากผู้สมัครและพรรค การเมืองต่างๆ เพื่อโฆษณาแนะนำนโยบาย พรรคและผู้สมัครอย่างคึกคัก ทั้งนี้เนื่อง จากหนังสือพิมพ์มีกลุ่มผู้อ่านที่หลากหลายครอบคลุมทุกเพศทุกวัยทุกกลุ่มอาชีพทั่วประเทศ ในขณะเดียวกันหนังสือพิมพ์ยังมีความถี่ในการพิมพ์แบบรายวันทำให้พรรค การเมืองสามารถเปลี่ยนเนื้อหาที่จะสื่อสาร ถึงภาคประชาชนได้อย่างหลากหลาย ประการสำคัญ หนังสือพิมพ์ยังนับเป็นสื่อประเภทหนึ่งที่มีข้อจำกัดทางด้านกฎระเบียบ และข้อห้ามต่างๆ ของคณะกรรมการการเลือกตั้งควบคุมค่อนข้างน้อยกว่าสื่อประเภท อื่นๆ และเป็นที่น่าสังเกตว่าการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อประเภทหนังสือพิมพ์นั้น ส่วนใหญ่จะเน้นหนักไปที่นโยบายของพรรคการเมืองในภาพรวมมากกว่าที่จะโฆษณาประชาสัมพันธ์ตัวผู้สมัครเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ละพรรคการเมืองทั้งพรรคการเมืองที่มีอยู่เดิมและพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่ต่างมีการ แข่งขันกันชูจุดเด่นด้านนโยบายที่เชื่อว่าจะใช้แก้ไขปัญหาของภาคประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เม็ดเงินหาเสียงเลือก ตั้งไหลเข้าสู่สื่อหนังสือพิมพ์ค่อนข้างมาก
ทั้งนี้ คาดว่าในการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ผู้สมัครและพรรคการเมือง จะทุ่มเม็ดเงินโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อประเภทหนังสือพิมพ์ประมาณ 120 ล้านบาท
กล่าวโดยสรุปแล้ว ในช่วงปี 2550 ธุรกิจสิ่งพิมพ์ ต้องประสบกับความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจ อันเป็นผลสืบเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เนื่องจาก ปัญหาการเมืองและราคาน้ำมันที่แพงขึ้นอย่างมาก ขณะที่กำลังซื้อของประชาชนยังไม่เพิ่มขึ้น ดังนั้นเม็ดเงินที่กระจายเข้ามาในธุรกิจสิ่งพิมพ์ทั้งป้ายหาเสียง ใบปลิว แผ่นพับแนะนำตัว และหนังสือพิมพ์
ในช่วงเลือกตั้งจึงเปรียบเหมือนหยาดฝนที่ชะโลมลงมาปลุกธุรกิจให้ฟื้นตัวขึ้นมาได้บ้างในช่วงเวลาสั้นๆ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านกฎระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้งเกี่ยวกับเงื่อนไขของการใช้สื่อสิ่งพิมพ์หาเสียง ส่งผลทำให้เม็ดเงินที่ผู้สมัครและพรรคการเมืองจะใช้ผ่านธุรกิจสิ่งพิมพ์เพิ่มขึ้นไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับจำนวนผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตและแบบสัดส่วนในครั้งนี้ที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อน ซึ่งนับเป็นการสูญเสีย โอกาสทางด้านการสร้างรายได้ของธุรกิจสิ่งพิมพ์ในช่วงเลือกตั้งมิใช่น้อยโดยหากไม่มี การควบคุมการใช้สื่อสิ่งพิมพ์อย่างเข้มงวด คาดว่า เม็ดเงินจากการเลือกตั้งที่เข้าสู่ธุรกิจ สิ่งพิมพ์จะเพิ่มขึ้นจากระดับประมาณ 680 ล้านบาท มาอยู่ที่ระดับ 900-1,000 ล้าน บาท เลยทีเดียว
http://www.siamturakij.com/home/news/di ... ws_id=9675
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 นับเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อธุรกิจสิ่งพิมพ์ให้มีความคึกคักในช่วงปลายปีได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินที่กระจายเข้าสู่ธุรกิจอันเป็นผลจากการใช้จ่ายของผู้สมัครและพรรคการเมืองในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง รวมทั้งการรณรงค์ให้ความรู้ด้านการเลือกตั้งของหน่วยงานภาครัฐ
ภายหลังจากที่ผู้ประกอบการสิ่งพิมพ์ต้องดำเนินธุรกิจ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจปี 2550 ที่ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก เนื่องจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้นอย่างมาก ขณะที่กำลังซื้อของประชาชนยังไม่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ การแข่งขันของ พรรคการเมืองเป็นไปอย่างเข้มข้น โดยมีจำนวนผู้สมัครและพรรคการเมืองเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ มากกว่าเท่าตัว แต่อย่างไรก็ตาม คาดว่าเม็ดเงินที่ใช้หาเสียงเลือกตั้งซึ่งไหลเข้าสู่ธุรกิจสิ่งพิมพ์ประเภทป้ายหาเสียงจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับจำนวนผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตและแบบสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อน ทั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีการกำหนดกฎเกณฑ์การใช้สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทป้ายหาเสียงที่เข้มงวดมากขึ้น (จากเดิมที่เคยคุมเข้มเฉพาะการใช้สื่อวิทยุ และโทรทัศน์ของพรรคการเมือง แต่ในปีนี้ได้ครอบคลุมถึงสื่อป้ายโฆษณาด้วย) ดังนั้นจึงคาดว่า เม็ดเงินที่เข้าสู่ธุรกิจสิ่งพิมพ์เกี่ยวกับป้ายหาเสียงจะถูกแบ่งไปให้กับการหาเสียงโฆษณาผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือพิมพ์เพิ่มมากขึ้น เนื่องจาก ไม่มีข้อกำหนดกฎเกณฑ์ควบคุมมากเหมือน สื่ออื่นๆ ทั้งนี้เมื่อพิจารณาปัจจัยโดยรอบด้านแล้ว คาดว่าเม็ดเงินที่สะพัดในธุรกิจสิ่งพิมพ์ในช่วงเลือกตั้งจะมีประมาณ 680 ล้านบาท
สถานการณ์ของธุรกิจสิ่งพิมพ์ในปี 2550 ยังคงอยู่ในภาวะทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 2549 ที่ผ่านมา ทั้งนี้เนื่องจากต้องเผชิญกับปัจจัยลบหลายด้านด้วยกันนับตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสถาน การณ์ทางการเมืองรวมทั้งปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยราคาน้ำมันที่ยังคงมีความผันผวนและยังทรงตัวในระดับที่สูง รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยและเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การลงทุน การท่องเที่ยวของประเทศ รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และส่งผลโดยตรง ต่อกำลังซื้อของภาคประชาชนที่ปรับลดลง ซึ่งปัจจัยดังที่กล่าวมาแล้วเบื้องต้น ส่งผลกระทบต่อธุรกิจสิ่งพิมพ์โดยเฉพาะสิ่งพิมพ์ประเภทการโฆษณาประชาสัมพันธ์อาทิ ปฏิทิน นามบัตร ใบเสร็จรับเงิน ใบปลิวหรือ แผ่นพับโฆษณาขายสินค้าต่างๆ ส่งผลให้การแข่งขันในธุรกิจสิ่งพิมพ์ทวีความรุนแรง โดยเฉพาะการแข่งขันทางด้านราคา อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ธุรกิจสิ่งพิมพ์ในปี 2550 ก็ยังมีเม็ดเงินส่วนอื่นๆเข้ามากระตุ้นธุรกิจได้พอสมควร โดยเฉพาะปัจจัยจากกระแสความนิยมขององค์จตุคามรามเทพ ซึ่งศูนย์ วิจัยกสิกรไทย ได้เคยประเมินในช่วงเดือนมิถุนายนว่าจะสร้างมูลค่าทางธุรกิจในปี 2550 สูงถึงประมาณ 40,000 ล้านบาทกระจายไปตามภาคธุรกิจต่างๆ รวมถึงธุรกิจ สิ่งพิมพ์ประเภทแผ่นพับ ใบจอง โปสเตอร์ และคัตเอาต์ และที่สำคัญได้แก่เม็ดเงินที่ใช้โฆษณาผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ที่เพิ่มขึ้น ดังจะเห็น ได้จากช่วง 10 เดือนปี 2550 วัตถุมงคลมีการใช้เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ สูงถึงประมาณ 595.3 ล้านบาทเพิ่มขึ้นร้อยละ 505.6 เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ใช้เม็ดเงินโฆษณา 98.3 ล้านบาท ซึ่งเม็ดเงินส่วนนี้ส่วนใหญ่ลงไปในสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือพิมพ์เป็นหลัก
สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในช่วงวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ที่กำลังมาถึงนี้ ถือได้ว่าช่วยสร้างรอยยิ้มให้ กับธุรกิจสิ่งพิมพ์ได้พอสมควร ทั้งนี้เพราะนอกจากจะทำให้ภาคธุรกิจทั้งในและต่างประเทศมีความเชื่อมั่นต่อทิศทางเศรษฐกิจและกล้าลงทุนมากขึ้นแล้ว ในขณะที่ภาคประชาชนเองก็มีความเชื่อมั่นและกล้าใช้จ่ายเงินมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งทำให้กำลังซื้อกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอีกครั้ง โดยนอกจากจะส่งผลดีต่อธุรกิจสิ่งพิมพ์โดยภาพรวมแล้ว ประการสำคัญ เม็ดเงินต่างๆที่พรรคการเมืองใช้ไปในส่วนของการหาเสียงเลือกตั้งซึ่งคาดว่าจะถูกส่งผ่านไปยังธุรกิจภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง โดยเฉพาะธุรกิจสิ่งพิมพ์ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีความ เข้มงวดเกี่ยวกับสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทป้ายที่จะใช้หาเสียง โดยการกำหนดจำนวน ขนาด และสถานที่ติดตั้งไว้อย่างเคร่งครัด อาทิ ขนาดคัตเอาต์ (ป้ายหาเสียง) มีขนาดไม่ เกิน 130X245 ซ.ม. จำนวนแผ่นป้ายมี ไม่เกิน 5 เท่าของจำนวนหน่วยเลือกตั้ง การกำหนดสถานที่สาธารณะและสถานที่ราชการที่ให้ติดตั้งหรือห้ามติดตั้ง ส่งผลให้ในช่วงแรกของการหาเสียงผู้สมัครและพรรค การเมืองต่างชะลอการใช้เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อสิ่งพิมพ์เพื่อรอความชัดเจนของกฎเกณฑ์ดังกล่าวทำให้เม็ดเงินหาเสียงเข้าสู่ธุรกิจล่าช้ากว่าปกติ นอกจากนี้ เมื่อกฎระเบียบออกมาแล้ว ส่งผลให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองต่างๆ บางส่วนหันมาสั่งพิมพ์ งานจากโรงพิมพ์ส่วนกลางแล้วจึงส่งไปให้กับผู้สมัครในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ เกิดข้อผิดพลาดด้านกฎระเบียบ ส่งผลให้ธุรกิจโรงพิมพ์ในต่างจังหวัด ได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินเลือกตั้งในครั้งนี้ต่ำกว่าที่แต่ละแห่งตั้งเป้าหมายไว้แต่แรก ในขณะที่ผู้สมัคร และพรรคการเมืองบางส่วนได้ลดจำนวนป้ายหาเสียงลงและหันไปใช้สื่อประเภทอื่นๆทดแทนเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา อาทิ การใช้รถหาเสียง การจัดปราศรัยตามที่ต่างๆ และการลงโฆษณาผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ เป็นต้น
จากปัจจัยต่างๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้น ส่งผลให้เม็ดเงินที่ไหลเข้าสู่ธุรกิจสิ่งพิมพ์ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้มีมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 680 ล้านบาทโดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้
สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทใบปลิว แผ่นป้าย คัตเอาต์และโปสเตอร์ โดยปกติผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและพรรคการเมืองจะสั่งผลิตป้ายโปสเตอร์และคัตเอาต์โฆษณาผู้สมัครหรือนโยบายของพรรคการ เมืองเพื่อติดตามพื้นที่ต่างๆ ที่เห็นได้โดยง่าย ซึ่งจุดเด่นของสื่อประเภทนี้คือจะติดตั้งอยู่ในพื้นที่ตลอดช่วงหาเสียง ซึ่งช่วยสร้างความจดจำทางด้านนโยบาย หน้าตาและเบอร์ของผู้สมัครหรือเบอร์ของพรรคการเมืองได้ยาวนาน ซึ่งต่างจากสื่อประเภทวิทยุหรือโทรทัศน์ที่แม้ว่าจะสามารถครอบคลุมพื้นที่การส่งข้อมูลได้มากกว่า แต่ความจดจำของผู้ที่ได้รับเนื้อความก็มีน้อยกว่า ซึ่งหากต้องการให้ประชาชนจดจำได้ก็ต้องเพิ่มความถี่ในการสื่อสารทำให้มีงบประมาณเพิ่มขึ้น นอกจากสื่อประเภทป้ายโฆษณาแล้ว ผู้สมัครและพรรคการเมืองยังนิยมใช้สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทใบปลิวและแผ่นพับ รวมทั้งเอกสารที่เป็นรูปเล่ม หรือพิมพ์นามบัตรแนะนำตัวที่นำเสนอประวัติ ผลงาน รวมทั้งนโยบายที่จะทำให้กับเขตเลือกตั้งของตนเองแจกจ่ายตามบ้านเรือน ชุมชนหรืออาคารสำนักงานต่างๆ ในขณะเดียวกันผู้สมัครหรือ พรรค การเมืองบางรายอาจมีการส่งผ่านทาง ไปรษณีย์ไปตามอาคารบ้านเรือนที่พักอาศัยของผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วยอีกทางหนึ่งเพื่อให้เกิดความทั่วถึง
ทั้งนี้ โดยปกติ ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 1 คนจะใช้สิ่งพิมพ์จากกระดาษ อาทิ ใบปลิวแนะนำตัว หรือพิมพ์เอกสาร เป็นรูปเล่ม หรือพิมพ์การ์ดนามบัตรประมาณอย่างละ 5 หมื่นใบ แต่เนื่องจากเขตเลือกตั้งที่ขยายใหญ่ขึ้นและแต่ละพรรคส่งผู้สมัครเป็นทีมประมาณ 2-3 คนแล้วแต่พื้นที่ ส่งผลทำให้จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณใบปลิวมากขึ้นเป็นประมาณ 1-1.5 แสนใบต่อทีมผู้สมัคร รวมทั้งใบปลิวแนะนำนโยบายพรรคการเมืองที่ต้องใช้จำนวนเท่าๆ กับใบแนะนำผู้สมัคร โดยมีต้นทุนประมาณแผ่นละ 0.50 บาท ดังนั้นคาดว่าเม็ดเงินค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับใบปลิวในช่วงหาเสียงเลือกตั้งมีมูลค่าประมาณ 125 ล้านบาท สำหรับในส่วนของป้ายโฆษณาหาเสียงที่ทำจากพลาสติกลูกฟูกซึ่งติดตามสถานที่ต่างๆ ในเขตพื้นที่ของตนเองโดยเฉลี่ยประมาณ 1,000 ใบต่อผู้สมัคร 1 คน โดยมีต้นทุนเฉลี่ยแผ่นละ 200-300 บาท แต่เนื่องจากข้อกำหนดที่เข้มงวดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงคาดว่าจำนวนป้ายพลาสติก ลูกฟูกจะปรับลดลงจากปกติประมาณร้อยละ 30-40 ดังจะเห็นได้ว่าจำนวนป้ายหาเสียงที่ผู้สมัครและพรรคการเมืองต่างๆ ใช้เพื่อการหาเสียงในครั้งนี้บางตากว่าเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ ทั้งนี้คาดว่าเม็ดเงินที่ผู้สมัครจะใช้หาเสียงแนะนำตัวและ นโยบายของพรรคในส่วนของป้ายหาเสียงจะมีประมาณ 400 ล้านบาท และที่พรรค การเมืองใช้นำเสนอนโยบายพรรคและผู้สมัครแบบสัดส่วนอีกประมาณ 35 ล้านบาท รวมค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับป้ายหาเสียงประมาณ 435 ล้านบาท
สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือ ในการเลือกตั้งครั้งนี้สื่อประเภทหนังสือพิมพ์ถือ ว่าได้รับความนิยมจากผู้สมัครและพรรค การเมืองต่างๆ เพื่อโฆษณาแนะนำนโยบาย พรรคและผู้สมัครอย่างคึกคัก ทั้งนี้เนื่อง จากหนังสือพิมพ์มีกลุ่มผู้อ่านที่หลากหลายครอบคลุมทุกเพศทุกวัยทุกกลุ่มอาชีพทั่วประเทศ ในขณะเดียวกันหนังสือพิมพ์ยังมีความถี่ในการพิมพ์แบบรายวันทำให้พรรค การเมืองสามารถเปลี่ยนเนื้อหาที่จะสื่อสาร ถึงภาคประชาชนได้อย่างหลากหลาย ประการสำคัญ หนังสือพิมพ์ยังนับเป็นสื่อประเภทหนึ่งที่มีข้อจำกัดทางด้านกฎระเบียบ และข้อห้ามต่างๆ ของคณะกรรมการการเลือกตั้งควบคุมค่อนข้างน้อยกว่าสื่อประเภท อื่นๆ และเป็นที่น่าสังเกตว่าการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อประเภทหนังสือพิมพ์นั้น ส่วนใหญ่จะเน้นหนักไปที่นโยบายของพรรคการเมืองในภาพรวมมากกว่าที่จะโฆษณาประชาสัมพันธ์ตัวผู้สมัครเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ละพรรคการเมืองทั้งพรรคการเมืองที่มีอยู่เดิมและพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นใหม่ต่างมีการ แข่งขันกันชูจุดเด่นด้านนโยบายที่เชื่อว่าจะใช้แก้ไขปัญหาของภาคประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เม็ดเงินหาเสียงเลือก ตั้งไหลเข้าสู่สื่อหนังสือพิมพ์ค่อนข้างมาก
ทั้งนี้ คาดว่าในการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ผู้สมัครและพรรคการเมือง จะทุ่มเม็ดเงินโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อประเภทหนังสือพิมพ์ประมาณ 120 ล้านบาท
กล่าวโดยสรุปแล้ว ในช่วงปี 2550 ธุรกิจสิ่งพิมพ์ ต้องประสบกับความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจ อันเป็นผลสืบเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เนื่องจาก ปัญหาการเมืองและราคาน้ำมันที่แพงขึ้นอย่างมาก ขณะที่กำลังซื้อของประชาชนยังไม่เพิ่มขึ้น ดังนั้นเม็ดเงินที่กระจายเข้ามาในธุรกิจสิ่งพิมพ์ทั้งป้ายหาเสียง ใบปลิว แผ่นพับแนะนำตัว และหนังสือพิมพ์
ในช่วงเลือกตั้งจึงเปรียบเหมือนหยาดฝนที่ชะโลมลงมาปลุกธุรกิจให้ฟื้นตัวขึ้นมาได้บ้างในช่วงเวลาสั้นๆ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านกฎระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้งเกี่ยวกับเงื่อนไขของการใช้สื่อสิ่งพิมพ์หาเสียง ส่งผลทำให้เม็ดเงินที่ผู้สมัครและพรรคการเมืองจะใช้ผ่านธุรกิจสิ่งพิมพ์เพิ่มขึ้นไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับจำนวนผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตและแบบสัดส่วนในครั้งนี้ที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อน ซึ่งนับเป็นการสูญเสีย โอกาสทางด้านการสร้างรายได้ของธุรกิจสิ่งพิมพ์ในช่วงเลือกตั้งมิใช่น้อยโดยหากไม่มี การควบคุมการใช้สื่อสิ่งพิมพ์อย่างเข้มงวด คาดว่า เม็ดเงินจากการเลือกตั้งที่เข้าสู่ธุรกิจ สิ่งพิมพ์จะเพิ่มขึ้นจากระดับประมาณ 680 ล้านบาท มาอยู่ที่ระดับ 900-1,000 ล้าน บาท เลยทีเดียว
http://www.siamturakij.com/home/news/di ... ws_id=9675
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news15/12/07
โพสต์ที่ 71
สื่อแมสโกยงบโฆษณาเลือกตั้งพ.ย.- นสพ.พุ่ง15%
12 ธันวาคม พ.ศ. 2550 17:53:00
นีลเส็นฯ เผยตัวเลขงบโฆษณา พ.ย. สื่อหลักรับอานิสงส์เลือกตั้ง หนังสือพิมพ์โตสูงสุดในสื่อแมส กว่า 15% ส่วนป้ายโฆษณาหงอยจากกฎระเบียบคุมเข้ม
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : บริษัทนีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช จำกัด รายงานการใช้งบโฆษณาเดือน พ.ย.2551 ว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมโฆษณามีการใช้งบประมาณ 8,250 ล้านบาท เติบโต 7% พบว่าสื่อหลักขยายตัวเพิ่มขึ้นในเดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์เติบโต 9% วิทยุ 7.69% หนังสือพิมพ์ 15.54% ขณะที่นิตยสาร เติบโตลดลง 18.26% เช่นเดียวกับสื่อป้ายโฆษณาลดลง 5.51% สื่อเคลื่อนที่ลดลง 6.32% ส่วนสื่อในโรงภาพยนตร์ เติบโต 5.7% ถือเป็นอัตราการเติบโตต่ำสุดในรอบปีนี้ จากเดิมที่ทุกเดือนจะเติบโตเป็นตัวเลข 2-3 หลัก และสื่อในร้านค้า (In store) เติบโต 29.73%
นายวิทวัส ชัยปาณี นายกสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การขยายตัวของสื่อหลัก ในเดือน พ.ย. เป็นผลมาจากการใช้งบโฆษณารณรงค์เลือกตั้งของหน่วยงานภาครัฐ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กลต.) พรรคการเมือง และการใช้งบโฆษณาของกลุ่มรถยนต์ เพื่อโปรโมทการจัดงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป ในช่วงต้นเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา
หนังสือพิมพ์เป็นสื่อที่ได้อานิสงส์ จากงบเลือกตั้งสูงสุด จะเห็นได้ว่าในหนังสือพิมพ์ 1 ฉบับมีโฆษณาของพรรคการเมืองแทบทุกพรรค นายวิทวัส กล่าว
สำหรับสื่อป้ายโฆษณาในเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา อยู่ในภาวะติดลบ ทั้งที่การเลือกตั้งทุกครั้งจะได้อานิสงส์จากงบเลือกตั้ง แต่ด้วยกฎ กติกา ที่เข้มงวดในการควบคุมป้ายโฆษณาเลือกตั้งปีนี้ ทำให้มีพรรคการเมืองใช้งบผ่านป้ายโฆษณาไม่มาก
นีลเส็นฯ รายงานตัวเลขภาพรวมการใช้งบโฆษณา 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.) มีมูลค่า 8.38 หมื่นล้านบาท เติบโต 2.2% โดยสื่อทีวี ลดลง 0.51% วิทยุ ลดลง 3.26% นิตยสาร ลดลง 4.16% ป้ายโฆษณาลดลง 4.02% สื่อเคลื่อนที่ลดลง 3.55% ส่วนสื่อที่เติบโต คือ หนังสือพิมพ์ 1.86% โรงภาพยนตร์ 118% และสื่อในร้านค้า 89.82%
สำหรับการใช้งบโฆษณาของท็อปไฟว์ แบรนด์ ช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา ประกอบด้วย พอนด์ส เฟเชียล สกินแคร์ 787 ล้านบาท วัตถุมงคล 653 ล้านบาท โตโยต้า ปิกอัพ 572 ล้านบาท ออยออฟโอเลย์ เฟเชียล สกินแคร์ 551 ล้านบาท และ เครื่องดื่มเอ็ม 525 ล้านบาท
http://www.bangkokbiznews.com/2007/12/1 ... sid=210806
12 ธันวาคม พ.ศ. 2550 17:53:00
นีลเส็นฯ เผยตัวเลขงบโฆษณา พ.ย. สื่อหลักรับอานิสงส์เลือกตั้ง หนังสือพิมพ์โตสูงสุดในสื่อแมส กว่า 15% ส่วนป้ายโฆษณาหงอยจากกฎระเบียบคุมเข้ม
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : บริษัทนีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช จำกัด รายงานการใช้งบโฆษณาเดือน พ.ย.2551 ว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมโฆษณามีการใช้งบประมาณ 8,250 ล้านบาท เติบโต 7% พบว่าสื่อหลักขยายตัวเพิ่มขึ้นในเดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์เติบโต 9% วิทยุ 7.69% หนังสือพิมพ์ 15.54% ขณะที่นิตยสาร เติบโตลดลง 18.26% เช่นเดียวกับสื่อป้ายโฆษณาลดลง 5.51% สื่อเคลื่อนที่ลดลง 6.32% ส่วนสื่อในโรงภาพยนตร์ เติบโต 5.7% ถือเป็นอัตราการเติบโตต่ำสุดในรอบปีนี้ จากเดิมที่ทุกเดือนจะเติบโตเป็นตัวเลข 2-3 หลัก และสื่อในร้านค้า (In store) เติบโต 29.73%
นายวิทวัส ชัยปาณี นายกสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การขยายตัวของสื่อหลัก ในเดือน พ.ย. เป็นผลมาจากการใช้งบโฆษณารณรงค์เลือกตั้งของหน่วยงานภาครัฐ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กลต.) พรรคการเมือง และการใช้งบโฆษณาของกลุ่มรถยนต์ เพื่อโปรโมทการจัดงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป ในช่วงต้นเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา
หนังสือพิมพ์เป็นสื่อที่ได้อานิสงส์ จากงบเลือกตั้งสูงสุด จะเห็นได้ว่าในหนังสือพิมพ์ 1 ฉบับมีโฆษณาของพรรคการเมืองแทบทุกพรรค นายวิทวัส กล่าว
สำหรับสื่อป้ายโฆษณาในเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา อยู่ในภาวะติดลบ ทั้งที่การเลือกตั้งทุกครั้งจะได้อานิสงส์จากงบเลือกตั้ง แต่ด้วยกฎ กติกา ที่เข้มงวดในการควบคุมป้ายโฆษณาเลือกตั้งปีนี้ ทำให้มีพรรคการเมืองใช้งบผ่านป้ายโฆษณาไม่มาก
นีลเส็นฯ รายงานตัวเลขภาพรวมการใช้งบโฆษณา 11 เดือน (ม.ค.-พ.ย.) มีมูลค่า 8.38 หมื่นล้านบาท เติบโต 2.2% โดยสื่อทีวี ลดลง 0.51% วิทยุ ลดลง 3.26% นิตยสาร ลดลง 4.16% ป้ายโฆษณาลดลง 4.02% สื่อเคลื่อนที่ลดลง 3.55% ส่วนสื่อที่เติบโต คือ หนังสือพิมพ์ 1.86% โรงภาพยนตร์ 118% และสื่อในร้านค้า 89.82%
สำหรับการใช้งบโฆษณาของท็อปไฟว์ แบรนด์ ช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา ประกอบด้วย พอนด์ส เฟเชียล สกินแคร์ 787 ล้านบาท วัตถุมงคล 653 ล้านบาท โตโยต้า ปิกอัพ 572 ล้านบาท ออยออฟโอเลย์ เฟเชียล สกินแคร์ 551 ล้านบาท และ เครื่องดื่มเอ็ม 525 ล้านบาท
http://www.bangkokbiznews.com/2007/12/1 ... sid=210806
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news18/12/07
โพสต์ที่ 72
โฆษณาวิกฤตต่อปีที่4
โพสต์ทูเดย์ มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ มองอุตสาหกรรมโฆษณาปีหน้ายังวิกฤตต่อ หากการเมืองไม่จบ เร่งปรับแผนตั้งทีมช่วยลูกค้า
นายวศิน เตยะธิติ ประธานกรรมการ บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมโฆษณาในปีหน้ายังอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง หากปัญหาการเมืองไม่จบ และเกิดความวุ่นวายหลังการเลือกตั้ง จะทำให้อุตสาหกรรมโฆษณาไม่เติบโตต่อเนื่องเป็นปีที่ 4
ทั้งนี้ จากรายงานตัวเลขของนีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช พบว่า อุตสาหกรรมโฆษณาเติบโตลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยปี 2548 ขยายตัว 5% ปี 2549 ขยายตัว 4% และปีนี้คาดว่าจะขยายตัวเพียง 3%
จากตัวเลขการใช้จ่ายจริงประเมินว่าอุตสาหกรรมโฆษณาปีนี้จะติดลบ 10-15% ถ้าโดยวัฏจักรของธุรกิจ ปีหน้าอุตสาหกรรมโฆษณาจะต้องฟื้นตัว เพราะ ลดลงต่อเนื่องมา 3 ปีแล้ว แต่จากปัญหาการเมือง ในขณะนี้ ยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นายวศิน กล่าว
เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ หลังการเลือกตั้ง ภาคธุรกิจ ต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะยัง ไม่มีความแน่นอน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมโฆษณา ต้องระมัดระวังเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะต้นทุนส่วนใหญ่ 60% มาจากบุคลากร หากบริหารไม่ดี จะมีผลกระทบ ต่อผลการดำเนินงานอย่าง แน่นอน ขณะที่ในแง่ของรายได้ ที่มาจากการใช้จ่ายเงินของลูกค้า คาดว่าจะอยู่ในภาวะชะลอตัว เช่นเดียวกัน
นายวศิน กล่าวว่า สำหรับ ผลการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้ ในแง่ของผลกำไรยังคงรักษาไว้ได้ แม้บิลลิงจะไม่เป็นไปตามเป้า จากที่ตั้งไว้ 4 พันล้านบาท โดยทำได้ 3.5 พันล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาการเมือง และเศรษฐกิจของประเทศ สำหรับปีหน้า บริษัทตั้งเป้าหมายไว้ที่ 4 พันล้านบาท เท่ากับเป้าหมายของปีนี้
ทั้งนี้ จะหากลยุทธ์ใหม่เข้ามาเสริม ได้แก่ การตั้งทีมที่ปรึกษา จากกูรูด้านการตลาดจำนวน 3 คน เพื่อบริการให้กับลูกค้าที่ต้องการความแม่นยำในการวางแผนการตลาด ขณะเดียวกัน จะนำเข้าซอฟต์แวร์ใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิ ภาพในการใช้เงินของลูกค้า โดยมีเป้าหมายสร้างความแตกต่างเพื่อดึงดูดลูกค้า
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=209646
โพสต์ทูเดย์ มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ มองอุตสาหกรรมโฆษณาปีหน้ายังวิกฤตต่อ หากการเมืองไม่จบ เร่งปรับแผนตั้งทีมช่วยลูกค้า
นายวศิน เตยะธิติ ประธานกรรมการ บริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมโฆษณาในปีหน้ายังอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง หากปัญหาการเมืองไม่จบ และเกิดความวุ่นวายหลังการเลือกตั้ง จะทำให้อุตสาหกรรมโฆษณาไม่เติบโตต่อเนื่องเป็นปีที่ 4
ทั้งนี้ จากรายงานตัวเลขของนีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช พบว่า อุตสาหกรรมโฆษณาเติบโตลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยปี 2548 ขยายตัว 5% ปี 2549 ขยายตัว 4% และปีนี้คาดว่าจะขยายตัวเพียง 3%
จากตัวเลขการใช้จ่ายจริงประเมินว่าอุตสาหกรรมโฆษณาปีนี้จะติดลบ 10-15% ถ้าโดยวัฏจักรของธุรกิจ ปีหน้าอุตสาหกรรมโฆษณาจะต้องฟื้นตัว เพราะ ลดลงต่อเนื่องมา 3 ปีแล้ว แต่จากปัญหาการเมือง ในขณะนี้ ยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น นายวศิน กล่าว
เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ หลังการเลือกตั้ง ภาคธุรกิจ ต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะยัง ไม่มีความแน่นอน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมโฆษณา ต้องระมัดระวังเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะต้นทุนส่วนใหญ่ 60% มาจากบุคลากร หากบริหารไม่ดี จะมีผลกระทบ ต่อผลการดำเนินงานอย่าง แน่นอน ขณะที่ในแง่ของรายได้ ที่มาจากการใช้จ่ายเงินของลูกค้า คาดว่าจะอยู่ในภาวะชะลอตัว เช่นเดียวกัน
นายวศิน กล่าวว่า สำหรับ ผลการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้ ในแง่ของผลกำไรยังคงรักษาไว้ได้ แม้บิลลิงจะไม่เป็นไปตามเป้า จากที่ตั้งไว้ 4 พันล้านบาท โดยทำได้ 3.5 พันล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาการเมือง และเศรษฐกิจของประเทศ สำหรับปีหน้า บริษัทตั้งเป้าหมายไว้ที่ 4 พันล้านบาท เท่ากับเป้าหมายของปีนี้
ทั้งนี้ จะหากลยุทธ์ใหม่เข้ามาเสริม ได้แก่ การตั้งทีมที่ปรึกษา จากกูรูด้านการตลาดจำนวน 3 คน เพื่อบริการให้กับลูกค้าที่ต้องการความแม่นยำในการวางแผนการตลาด ขณะเดียวกัน จะนำเข้าซอฟต์แวร์ใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิ ภาพในการใช้เงินของลูกค้า โดยมีเป้าหมายสร้างความแตกต่างเพื่อดึงดูดลูกค้า
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=209646
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news27/12/07
โพสต์ที่ 73
หนังไทย 50 ขำตลอดปีผีตลอดชาติ [ ฉบับที่ 857 ประจำวันที่ 26-12-2007 ถึง 28-12-2007]
> โรงภาพยนตร์หนุนโตรับลูกค้าภูธร
สยามธุรกิจ - เส้นทางหนังไทยไต่ฝัน 2
พันล้าน แนว ขำขันผี มาแรงตลอด
กาล ขณะที่หนังเทศเริ่มอิ่มตัว เมเจอร์ ออกโรงลงทุนต่างจังหวัด รองรับลูกค้าภูธร คาดปีหน้า หนังไทยในโรงภาพยนตร์ จะขยับสัดส่วน 50% ด้านสมาพันธ์ภาพยนตร์ไม่เชื่อ หนังไทยยังโตยาก เหตุเจ้าใหญ่ไม่ลงทุน
ในปัจจุบันแวดวงหนังไทย ยังไม่มีภาพยนตร์เรื่องใด สามารถทุบสถิติ สุริโยไท ภาพยนตร์ไทยที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลเป็นอันดับหนึ่งประมาณ 500 ล้านบาท ในขณะที่การแข่งขันของหนังไทย เริ่มมีความน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ จากค่ายหลัก คือ สหมงคลฟิล์ม, อาร์.เอส., จีทีเอช หรือ โมโน ฯลฯ
อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในปี 2550 คาดว่า มีอัตราการเติบโตจะไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15-20 โดยจะมีภาพยนตร์เข้าฉายทั้งหมด 250-300 เรื่อง แบ่งเป็นภาพยนตร์ต่างประเทศ 150-200 เรื่อง และภาพยนตร์ไทย 50 เรื่อง โดยมีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จากฮอลลีวูด และเป็นหนังภาคต่อ เช่น Spider Man 3, Harry Potter and the Order of The Phoenix เป็นต้น จะทำรายได้มากขึ้น เช่นเดียวกับภาพยนตร์ไทย อย่างเช่น บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม 2 องค์บาก 2
สำหรับมูลค่าตลาดหนังไทยรวมในปี 2550 จะเติบโตขึ้น 2,000 ล้านบาท จากปี 2549 ที่มีมูลค่าเฉลี่ยประมาณ 1,150 ล้านบาท หากรวมหนังฮอลลีวูด และหนังอิน
ดี้ จะมีมูลค่าตลาดรวมๆ ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท
รายงานจาก นิตยสาร StarpicS ได้ทำการสรุปรายได้ภาพยนตร์ไทยครึ่งปีแรกของปี 2550 โดยครึ่งปีแรก มีหนังไทยออกฉายทั้งสิ้น 20 เรื่อง รายได้ทั้งหมดมีดังนี้ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 องค์ประกันหงสา 219.06 ล้านบาท ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 2 ประกาศอิสรภาพ 216.87 ล้านบาท บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม 2 83.90 ล้านบาท เท่งโหน่ง คนมาหาเฮีย 79.68 ล้านบาท เมล์นรก หมวยยกล้อ 78.51 ล้านบาท แฝด 62.18 ล้านบาท มะหมา 4 ขาครับ 57.31 ล้านบาท หอแต๋วแตก 46.48 ล้านบาท Me, Myself ขอให้รักจงเจริญ 31.68 ล้านบาท 365 วัน ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์ 23.62 ล้านบาท ยังไงก็รัก 20.36 ล้านบาท ผีไม้จิ้มฟัน 19.30 ล้านบาท โกยเถอะเกย์ 18.81 ล้านบาท รักนะ 24 ชั่วโมง 17.84 ล้านบาท
เปิงมาง กลองผีหนังมนุษย์ 13.30 ล้าน
บาท พลอย 12.28 ล้านบาท สวยลากไส้ 11.66 ล้านบาท ชุมทางรถไฟผี 5.68 ล้านบาท เวิ้งปีศาจ 2.04 ล้านบาท อสุจ๊าก 1.56 ล้านบาท
ในปีนี้ รูปแบบหนังไทยที่ยังคงได้รับความนิยม ก็คือ แนวตลก ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ประมาณ 50% และหนังผี ซึ่งเป็นแนวทาง ที่ได้รับความนิยมตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา และปีนี้ ยังมีรูปแบบใหม่อย่าง หนังเกย์เข้ามาเจาะ Segment ตลาดอีกด้วย ซึ่งแต่ละค่ายต่างต้องการนำเสนอหนังแนวใหม่ออกมาเพื่อพัฒนาตลาด แต่ส่วนใหญ่ยังคงความตลกขบขันเอาไว้เป็นส่วนใหญ่ เช่นเดียวกับรูปแบบการโฆษณา ที่ยังอาศัย มุก มุ่งสร้างรอยยิ้มเป็นหลัก
นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรม การบริหาร บริษัท เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป
จำกัด (มหาชน) เผยว่า ภาพรวมธุรกิจโรงภาพยนตร์ ปี 2550 จะดีกว่าปีที่ผ่านมา เพราะมีหนังฟอร์มใหญ่ทำเงินทั้งไทยและเทศกำหนดออกฉายหลายเรื่องตลอดทั้ง
ปี ทำให้แผนในปี 2550 บริษัทมีความต้องการที่จะขยายโรงภาพยนตร์เพิ่ม 5-6 สาขา ซึ่งจะครบ 40 โรงโดยใช้เงินลงทุนประมาณ 600-700 ล้านบาท โดยบริษัทคาดการณ์ไว้ว่าจะมีอัตราการเติบโตในปี 2550 ประมาณ 20% ซึ่งภาพรวมของอุตสาหกรรมภาพยนตร์มีการเติบโตประมาณ 10% ในขณะที่ปีก่อนๆ มีการเติบโตราว 20-25%
นายวิชา กล่าวว่า การเติบโตของหนัง
ไทย ส่งผลต่อธุรกิจโรงภาพยนตร์โดย
ตรง เพราะกลุ่มผู้ชมต่างจังหวัด เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของหนังไทย ดังนั้นการเติบโตของหนังไทย จึงสอดคล้องกับนโยบายการขยายโรงภาพยนตร์ออกสู่ตลาดต่างจังหวัด
ขณะที่ตลาดภาพยนตร์จากต่างประเทศเริ่มมีความอิ่มตัว โดยปัจจุบัน มีจำนวน 40-50 เรื่องต่อปี หรือมีสัดส่วนประมาณ 60% จากภาพยนตร์ทั้งหมดที่เข้าฉายในประเทศไทย ทั้งนี้คาดว่า อุตสาห กรรมภาพยนตร์ไทย จะมีการขยายตัวเพิมขึ้น จากค่ายหนังที่หันมาให้ความสนใจกับการผลิตหนังไทย รวมทั้งการขยายตัวของตลาดต่างจังหวัด ซึ่งเป็นตลาดหลักของภาพยนตร์ไทย โดยคาดว่าสัดส่วนของหนังไทย จะเพิ่มเป็น 50% ได้ในปี 2551
และเพื่อเป็นการบุกตลาดต่างจังหวัด
ซึ่งยังมีศักยภาพในการขยายตัวได้อีก
มาก ดังนั้นเมเจอร์ฯ จึงมีนโยบายการขยายสาขา ต่างจังหวัดมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่มีสัดส่วนโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพฯ 80% ต่างจังหวัด 20% โดยเมเจอร์มีเป้าหมายการปรับสัดส่วนนี้เป็น 60 : 20 ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เนื่องจากมองเห็นช่องทางการเติบโตของตลาดต่างจังหวัด โดยเฉพาะในหัวเมืองใหญ่
นายวิชา กล่าวว่า แผนการลงทุนขยายของบริษัทในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะมุ่งขยายสาขาให้ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศโดยเฉพาะในจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางของแต่ละภูมิภาค ด้วยโมเดลธุรกิจการลงทุนในการขยายสาขาที่หลากหลายถึง 4 รูปแบบ คือ แบบสแตนด์อะโลน, ไปกับศูนย์การค้าหรือช็อปปิ้งเซ็นเตอร์, ดิสเคาต์สโตร์ และไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์
ปีนี้เมเจอร์ ได้จับมือกับ บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ในการเป็นดิสเคาต์สโตร์ที่ตรงกับโมเดลทางธุรกิจของบริษัท และมีฐานลูกค้าที่เป็นกลุ่มครอบครัวจำนวนมาก มีรูปแบบสาขาที่ทันสมัยและมีสาขาที่ครอบคลุมทั่วภูมิภาค โดยจะมีการขยายสาขาไปกับบิ๊กซีในต่างจังหวัด โดยในปีหน้าจะมีโรงภาพยนตร์เมเจอร์และในบิ๊กซี 3 สาขา ที่อยุธยา นวนคร และธัญบุรี ซึ่งจะใช้งบลงทุนอีกประมาณ 250 ล้านบาท
และปัจจุบัน เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป
มีแบรนด์ที่เปิดให้บริการ 4 แบรนด์ ได้แก่ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ 26 สาขา, อีจีวี 10 สาขา, พารากอน ซีนีเพล็กซ์ และเอสพลา นาด ซีนีเพล็กซ์ มีสาขารวมทั้งสิ้น 38 สาขา 312 โรง โบว์ลิ่ง 28 สาขา 552 เลน คาราโอเกะ 320 ห้อง
นายสุรศักดิ์ สรรพิทักษ์เสรี เลขาธิ
การสมาคม สมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ เปิดเผยว่า การป่วยของผู้บริหารของค่ายหนังยักษ์ใหญ่อย่าง บริษัทสหมงคลฟิล์มเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลต่อการลงทุนสร้างภาพยนตร์เรื่องใหม่ของค่ายหนัง
ซึ่งทำให้อุตสาหกรรมโดยรวมทรงตัว
เนื่องจากขณะนี้สหมงคลฟิล์ม ได้สร้างภาพยนตร์เรื่ององค์บาก 2 เพียงเรื่อง
เดียว ซึ่งอยู่ระหว่างถ่ายทำและใช้งบลงทุนไปแล้ว กว่า 100 ล้านบาท จากงบสร้างทั้งหมดกว่า 200 ล้านบาท ขณะที่ตามแผนเดิมค่าย สหมงคลฟิล์ม เตรียมใช้งบลงทุนมากกว่า 1,050 ล้านบาท เพื่อสร้างหนัง 4 เรื่องเช่น ยามาดะ, ช็อคโก
แลต และองค์บาก 2
สำหรับอุตสาหกรรมหนังโดยรวมในในปีนี้ยังทรงตัว เนื่องจากไม่มีค่ายหนังใหญ่ ผลิตหนังฟอร์มยักษ์กระตุ้นตลาด ส่วนค่าย อื่นๆ เช่น อาร์เอสฟิล์ม ก็ไม่สร้าง
หนังที่ใช้งบลงทุนสูงกว่า 20 ล้านบาท ส่วนจีทีเอช เน้นสร้างหนังแนวเด็กๆ และค่ายโมโนฟิล์ม สร้างหนังย้อนยุค ขณะที่ค่ายไฟว์สตาร์ สร้างหนังอินดี้
ช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าอุตสาหกรรมหนังจะสาหัสมากกว่าปีก่อน เพราะหนังไทยที่สร้างใหม่ส่วนใหญ่จะเป็นฟอร์ม
เล็ก จึงคาดว่าอุตสาหกรรมหนังไทยทั้งปีจะเติบโตไม่มาก หรือมีมูลค่า 1,043 ล้านบาท จากภาพยนตร์ 47 เรื่อง ส่วนการควบ คุมอายุผู้ชมด้วยเรตติ้ง ถือเป็นการออกกฎระเบียบที่มากเกินไป อีกทั้งโรงหนังก็ถูก กฎหมายควบคุมตั้งแต่การก่อสร้าง
http://www.siamturakij.com/home/news/di ... s_id=10133
> โรงภาพยนตร์หนุนโตรับลูกค้าภูธร
สยามธุรกิจ - เส้นทางหนังไทยไต่ฝัน 2
พันล้าน แนว ขำขันผี มาแรงตลอด
กาล ขณะที่หนังเทศเริ่มอิ่มตัว เมเจอร์ ออกโรงลงทุนต่างจังหวัด รองรับลูกค้าภูธร คาดปีหน้า หนังไทยในโรงภาพยนตร์ จะขยับสัดส่วน 50% ด้านสมาพันธ์ภาพยนตร์ไม่เชื่อ หนังไทยยังโตยาก เหตุเจ้าใหญ่ไม่ลงทุน
ในปัจจุบันแวดวงหนังไทย ยังไม่มีภาพยนตร์เรื่องใด สามารถทุบสถิติ สุริโยไท ภาพยนตร์ไทยที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลเป็นอันดับหนึ่งประมาณ 500 ล้านบาท ในขณะที่การแข่งขันของหนังไทย เริ่มมีความน่าสนใจขึ้นเรื่อยๆ จากค่ายหลัก คือ สหมงคลฟิล์ม, อาร์.เอส., จีทีเอช หรือ โมโน ฯลฯ
อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในปี 2550 คาดว่า มีอัตราการเติบโตจะไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15-20 โดยจะมีภาพยนตร์เข้าฉายทั้งหมด 250-300 เรื่อง แบ่งเป็นภาพยนตร์ต่างประเทศ 150-200 เรื่อง และภาพยนตร์ไทย 50 เรื่อง โดยมีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จากฮอลลีวูด และเป็นหนังภาคต่อ เช่น Spider Man 3, Harry Potter and the Order of The Phoenix เป็นต้น จะทำรายได้มากขึ้น เช่นเดียวกับภาพยนตร์ไทย อย่างเช่น บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม 2 องค์บาก 2
สำหรับมูลค่าตลาดหนังไทยรวมในปี 2550 จะเติบโตขึ้น 2,000 ล้านบาท จากปี 2549 ที่มีมูลค่าเฉลี่ยประมาณ 1,150 ล้านบาท หากรวมหนังฮอลลีวูด และหนังอิน
ดี้ จะมีมูลค่าตลาดรวมๆ ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท
รายงานจาก นิตยสาร StarpicS ได้ทำการสรุปรายได้ภาพยนตร์ไทยครึ่งปีแรกของปี 2550 โดยครึ่งปีแรก มีหนังไทยออกฉายทั้งสิ้น 20 เรื่อง รายได้ทั้งหมดมีดังนี้ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 องค์ประกันหงสา 219.06 ล้านบาท ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 2 ประกาศอิสรภาพ 216.87 ล้านบาท บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม 2 83.90 ล้านบาท เท่งโหน่ง คนมาหาเฮีย 79.68 ล้านบาท เมล์นรก หมวยยกล้อ 78.51 ล้านบาท แฝด 62.18 ล้านบาท มะหมา 4 ขาครับ 57.31 ล้านบาท หอแต๋วแตก 46.48 ล้านบาท Me, Myself ขอให้รักจงเจริญ 31.68 ล้านบาท 365 วัน ตามติดชีวิตเด็กเอ็นท์ 23.62 ล้านบาท ยังไงก็รัก 20.36 ล้านบาท ผีไม้จิ้มฟัน 19.30 ล้านบาท โกยเถอะเกย์ 18.81 ล้านบาท รักนะ 24 ชั่วโมง 17.84 ล้านบาท
เปิงมาง กลองผีหนังมนุษย์ 13.30 ล้าน
บาท พลอย 12.28 ล้านบาท สวยลากไส้ 11.66 ล้านบาท ชุมทางรถไฟผี 5.68 ล้านบาท เวิ้งปีศาจ 2.04 ล้านบาท อสุจ๊าก 1.56 ล้านบาท
ในปีนี้ รูปแบบหนังไทยที่ยังคงได้รับความนิยม ก็คือ แนวตลก ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ประมาณ 50% และหนังผี ซึ่งเป็นแนวทาง ที่ได้รับความนิยมตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา และปีนี้ ยังมีรูปแบบใหม่อย่าง หนังเกย์เข้ามาเจาะ Segment ตลาดอีกด้วย ซึ่งแต่ละค่ายต่างต้องการนำเสนอหนังแนวใหม่ออกมาเพื่อพัฒนาตลาด แต่ส่วนใหญ่ยังคงความตลกขบขันเอาไว้เป็นส่วนใหญ่ เช่นเดียวกับรูปแบบการโฆษณา ที่ยังอาศัย มุก มุ่งสร้างรอยยิ้มเป็นหลัก
นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรม การบริหาร บริษัท เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป
จำกัด (มหาชน) เผยว่า ภาพรวมธุรกิจโรงภาพยนตร์ ปี 2550 จะดีกว่าปีที่ผ่านมา เพราะมีหนังฟอร์มใหญ่ทำเงินทั้งไทยและเทศกำหนดออกฉายหลายเรื่องตลอดทั้ง
ปี ทำให้แผนในปี 2550 บริษัทมีความต้องการที่จะขยายโรงภาพยนตร์เพิ่ม 5-6 สาขา ซึ่งจะครบ 40 โรงโดยใช้เงินลงทุนประมาณ 600-700 ล้านบาท โดยบริษัทคาดการณ์ไว้ว่าจะมีอัตราการเติบโตในปี 2550 ประมาณ 20% ซึ่งภาพรวมของอุตสาหกรรมภาพยนตร์มีการเติบโตประมาณ 10% ในขณะที่ปีก่อนๆ มีการเติบโตราว 20-25%
นายวิชา กล่าวว่า การเติบโตของหนัง
ไทย ส่งผลต่อธุรกิจโรงภาพยนตร์โดย
ตรง เพราะกลุ่มผู้ชมต่างจังหวัด เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของหนังไทย ดังนั้นการเติบโตของหนังไทย จึงสอดคล้องกับนโยบายการขยายโรงภาพยนตร์ออกสู่ตลาดต่างจังหวัด
ขณะที่ตลาดภาพยนตร์จากต่างประเทศเริ่มมีความอิ่มตัว โดยปัจจุบัน มีจำนวน 40-50 เรื่องต่อปี หรือมีสัดส่วนประมาณ 60% จากภาพยนตร์ทั้งหมดที่เข้าฉายในประเทศไทย ทั้งนี้คาดว่า อุตสาห กรรมภาพยนตร์ไทย จะมีการขยายตัวเพิมขึ้น จากค่ายหนังที่หันมาให้ความสนใจกับการผลิตหนังไทย รวมทั้งการขยายตัวของตลาดต่างจังหวัด ซึ่งเป็นตลาดหลักของภาพยนตร์ไทย โดยคาดว่าสัดส่วนของหนังไทย จะเพิ่มเป็น 50% ได้ในปี 2551
และเพื่อเป็นการบุกตลาดต่างจังหวัด
ซึ่งยังมีศักยภาพในการขยายตัวได้อีก
มาก ดังนั้นเมเจอร์ฯ จึงมีนโยบายการขยายสาขา ต่างจังหวัดมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่มีสัดส่วนโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพฯ 80% ต่างจังหวัด 20% โดยเมเจอร์มีเป้าหมายการปรับสัดส่วนนี้เป็น 60 : 20 ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า เนื่องจากมองเห็นช่องทางการเติบโตของตลาดต่างจังหวัด โดยเฉพาะในหัวเมืองใหญ่
นายวิชา กล่าวว่า แผนการลงทุนขยายของบริษัทในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะมุ่งขยายสาขาให้ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศโดยเฉพาะในจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางของแต่ละภูมิภาค ด้วยโมเดลธุรกิจการลงทุนในการขยายสาขาที่หลากหลายถึง 4 รูปแบบ คือ แบบสแตนด์อะโลน, ไปกับศูนย์การค้าหรือช็อปปิ้งเซ็นเตอร์, ดิสเคาต์สโตร์ และไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์
ปีนี้เมเจอร์ ได้จับมือกับ บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ในการเป็นดิสเคาต์สโตร์ที่ตรงกับโมเดลทางธุรกิจของบริษัท และมีฐานลูกค้าที่เป็นกลุ่มครอบครัวจำนวนมาก มีรูปแบบสาขาที่ทันสมัยและมีสาขาที่ครอบคลุมทั่วภูมิภาค โดยจะมีการขยายสาขาไปกับบิ๊กซีในต่างจังหวัด โดยในปีหน้าจะมีโรงภาพยนตร์เมเจอร์และในบิ๊กซี 3 สาขา ที่อยุธยา นวนคร และธัญบุรี ซึ่งจะใช้งบลงทุนอีกประมาณ 250 ล้านบาท
และปัจจุบัน เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ๊ป
มีแบรนด์ที่เปิดให้บริการ 4 แบรนด์ ได้แก่ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ 26 สาขา, อีจีวี 10 สาขา, พารากอน ซีนีเพล็กซ์ และเอสพลา นาด ซีนีเพล็กซ์ มีสาขารวมทั้งสิ้น 38 สาขา 312 โรง โบว์ลิ่ง 28 สาขา 552 เลน คาราโอเกะ 320 ห้อง
นายสุรศักดิ์ สรรพิทักษ์เสรี เลขาธิ
การสมาคม สมาพันธ์ภาพยนตร์แห่งชาติ เปิดเผยว่า การป่วยของผู้บริหารของค่ายหนังยักษ์ใหญ่อย่าง บริษัทสหมงคลฟิล์มเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลต่อการลงทุนสร้างภาพยนตร์เรื่องใหม่ของค่ายหนัง
ซึ่งทำให้อุตสาหกรรมโดยรวมทรงตัว
เนื่องจากขณะนี้สหมงคลฟิล์ม ได้สร้างภาพยนตร์เรื่ององค์บาก 2 เพียงเรื่อง
เดียว ซึ่งอยู่ระหว่างถ่ายทำและใช้งบลงทุนไปแล้ว กว่า 100 ล้านบาท จากงบสร้างทั้งหมดกว่า 200 ล้านบาท ขณะที่ตามแผนเดิมค่าย สหมงคลฟิล์ม เตรียมใช้งบลงทุนมากกว่า 1,050 ล้านบาท เพื่อสร้างหนัง 4 เรื่องเช่น ยามาดะ, ช็อคโก
แลต และองค์บาก 2
สำหรับอุตสาหกรรมหนังโดยรวมในในปีนี้ยังทรงตัว เนื่องจากไม่มีค่ายหนังใหญ่ ผลิตหนังฟอร์มยักษ์กระตุ้นตลาด ส่วนค่าย อื่นๆ เช่น อาร์เอสฟิล์ม ก็ไม่สร้าง
หนังที่ใช้งบลงทุนสูงกว่า 20 ล้านบาท ส่วนจีทีเอช เน้นสร้างหนังแนวเด็กๆ และค่ายโมโนฟิล์ม สร้างหนังย้อนยุค ขณะที่ค่ายไฟว์สตาร์ สร้างหนังอินดี้
ช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าอุตสาหกรรมหนังจะสาหัสมากกว่าปีก่อน เพราะหนังไทยที่สร้างใหม่ส่วนใหญ่จะเป็นฟอร์ม
เล็ก จึงคาดว่าอุตสาหกรรมหนังไทยทั้งปีจะเติบโตไม่มาก หรือมีมูลค่า 1,043 ล้านบาท จากภาพยนตร์ 47 เรื่อง ส่วนการควบ คุมอายุผู้ชมด้วยเรตติ้ง ถือเป็นการออกกฎระเบียบที่มากเกินไป อีกทั้งโรงหนังก็ถูก กฎหมายควบคุมตั้งแต่การก่อสร้าง
http://www.siamturakij.com/home/news/di ... s_id=10133
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news27/12/07
โพสต์ที่ 74
คนดูทีวีลดโฆษณาหดต้นทุนพุ่ง ผู้ผลิตดิ้นหา"สื่อใหม่"เพิ่มรายได้
ผู้ผลิตรายการพลิกตัวหนีภาวะคนไทยดูทีวีน้อยลง แถมแบกรับต้นทุนอ่วม รายได้จากโฆษณาอย่างเดียวเอาไม่อยู่ เหตุมีสื่อใหม่ๆ เข้ามาเบียดแย่งเม็ดเงินมากขึ้น "สมพงษ์ อัชฌานุเคราะห์" แห่งค่าย 7 สี เผยสถานการณ์แบบนี้ต้องคิดหลายตลบหากต้องขึ้นราคา ด้านผู้ผลิตรายใหญ่ "เจเอสแอล-เอเชีย เทเลวิชั่น-กันตนา-จีเอ็มเอ็ม ทีวี" รับสภาพ พร้อมเตรียมปรับตัวรับมือกันอุตลุดในปีหน้า
เป็นที่ยอมรับกันว่า สื่อโทรทัศน์ สื่อหลักนับวันจะมีแนวโน้มว่ามีกลุ่มคนดูปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเพราะมีสื่อใหม่ๆ ที่ตื่นเต้น เร้าใจกว่าเข้ามาดึงส่วนแบ่งไป ไม่ว่าจะเป็นเคเบิลทีวี อินเทอร์เน็ต บรอดแบนด์ทีวี ฯลฯ ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ทำให้เจ้าของสินค้าและนักการตลาด เปลี่ยนวิธีในการใช้เงินและการเข้าถึงผู้บริโภค โดยหันมาให้ความสำคัญในเรื่องของความคุ้มค่ามากขึ้น ขณะที่ต้นทุนการโฆษณาของเจ้าของสินค้าก็ขยับตัวสูงเพิ่มขึ้นด้วย เมื่อมีคนดูลดลงการปรับขึ้นค่าโฆษณาสำหรับผู้ผลิตรายการจึงเป็นประเด็นที่ทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ภาระหนักจึงตกอยู่ที่ผู้ผลิตรายการอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง และการหวังพึ่งรายได้จากค่าโฆษณาเพียงอย่างเดียวนั้นจึงอยู่ไม่ได้แน่นอน
ช่อง 7 รับคิดหนักปรับค่าโฆษณา
นายสมพงษ์ อัชฌานุเคราะห์ ผู้จัดการฝ่ายรายการช่วงเวลานอกไพรมไทม์ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 (ททบ.7 สี) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า จากแนวโน้มดังกล่าวนี้ ทำให้สถานีโทรทัศน์แต่ละแห่งต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราค่าโฆษณา แม้ว่าต้นทุนการผลิตของสถานีจะปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะต้องลงทุนสร้างรายการให้มีคุณภาพและมีศักยภาพในการดึงดูดให้ผู้ชมหันมาดูรายการมากขึ้น
นายสมพงษ์ คาดการณ์อีกว่า ในปี 2551 แม้ว่าเม็ดเงินโฆษณาบางส่วนที่เคยลงสื่อกับทีไอทีวีจะมีการไหลออกบ้าง แต่เชื่อว่าเม็ดเงินดังกล่าวไม่น่าจะไหลมายังช่อง 3 และช่อง 7 สี มากนัก เพราะด้วยจำนวนเวลาโฆษณาที่มีอยู่จำกัด ทำให้ไม่สามารถรองรับได้มากนัก และยังมีความเป็นไปได้ที่นักการตลาดและเจ้าของสินค้าส่วนหนึ่งที่เคยลงโฆษณาทางทีไอทีวีจะเก็บเงินไว้ทำกิจกรรมเสริมทางการตลาดในรูปแบบอื่นๆ แทนด้วย
ขณะที่นักการตลาดรายหนึ่ง กล่าวในเรื่องเดียวกันนี้กับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปัจจุบันค่าเฉลี่ยในการดูสื่อโทรทัศน์ของผู้บริโภคน้อยลง โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมในการดูหรืออยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์มากขึ้นและจะใช้เวลากับการสื่อใหม่ๆ นานขึ้น
ทั้งนี้ จะพบว่า ผู้ประกอบการสื่อหลักได้หันมาแข่งขันกันในแง่การขยายช่องทางในการสร้างรายได้ใหม่ๆ รวมถึงการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยจะเห็นได้จากธุรกิจเคบิ้ลทีวีมีมีอัตราการขยายตัวของสมาชิกทั้งในพื้นที่เขตเมืองและต่างจังหวัด
จากตัวเลขของนีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ซ (ประเทศไทย) พบว่า หลังจากที่ยูบีซีเปลี่ยนชื่อเป็นทรูวิชั่น ทำให้จำนวนสมาชิกสูงถึง 280,000 ครัวเรือน ขณะที่สมาชิกเคเบิ้ลทีวีท้องถิ่นอีกประมาณ 300,000 ครัวเรือน (ตัวเลขเมื่อเดือนมิถุนายน 2550) หรือในกรณีของดิจิทัลมีเดียที่พบว่ามีจำนวนผู้ใช้อินเตอรื์พิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกๆปี และปัจจุบันก็เพิ่มขึ้นมากกว่า 10 ล้านคนแล้ว เป็นต้น
"เจเอสแอล" เร่งศึกษาสื่อใหม่
นายวัชระ แวววุฒินันท์ บริษัท เจเอสแอล จำกัด กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า แม้ว่าสื่อโทรทัศน์จะยังคงเป็นสื่อหลักที่มีศักยภาพในการเข้าถึงประชาชนได้มากที่สุด แต่ก็เป็นสื่อที่มีแนวโน้มว่าคนดูปรับตัวลดลง เนื่องจากมีสื่ออื่นๆ เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หันไปบริโภคสื่ออินเทอร์เน็ตและเคเบิลทีวีในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น และเชื่อว่าปี 2551 จะเป็นปีที่สื่อโทรทัศน์มีการปรับตัวมาก
อย่างไรก็ตาม เจเอสแอล ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายการโทรทัศน์เป็นธุรกิจหลักจึงต้องหามุมมองใหม่ในการสร้างสรรค์รายการโทรทัศน์ โดยต้องวิเคราะห์ถึงความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มให้ชัดเจน จากนั้นจึงผลิตรายการเพื่อตอบสนองคนดูแต่ละกลุ่ม และตอนนี้เจเอสแอลอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อเริ่มต้นในสื่อใหม่ๆ
อาทิ อินเตอร์เน็ต เพื่อพัฒนาให้เป็นอีกสื่อหนึ่งในการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่และตอบสนองความต้องการของนักการตลาดและเจ้าของของสินค้าที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ และกำลังเตรียมจัดตั้งบริษัทขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ และคาดว่าจะเปิดตัวได้ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2551 รวมทั้งยังมีแผนจะพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่เป็นการต่อยอดมาจากรายการโทรทัศน์ทีมีอยู่ อาทิ พ็อกเกตบุ๊ก, วีซีดี, อีเวนต์ ฯลฯ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการทำงาน คาดว่าจะชัดเจนขึ้นในปีหน้านี้
กันตนาเล็งตั้งสถานีลดความเสี่ยง
นางศศิกร ฉันทร์เศรษฐ์ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า การทำธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์นั้นต้องอิงกับสถานีโทรทัศน์ ทำให้บริษัทไม่สามารถควบคุมอัตราการเติบโตในแต่ละปีได้ ประกอบกับแนวทางสร้างอัตราการเติบโตจากการเพิ่มค่าโฆษณาก็ทำได้ยากขึ้น ที่สำคัญยังเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูงในการไม่ได้ผลิตรายการต่อไปในแต่ละปี ทำให้ต้องมองหาช่องทางในการสร้างรายได้ใหม่ๆ อาทิ การสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจฟิล์มแล็บ ซึ่งเป็นธุรกิจที่สามารถควบคุมทิศทางได้
ขณะเดียวกันบริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษาการลงทุนจัดตั้งสถานีโทรทัศน์เป็นของตัวเองอีกช่องทางหนึ่ง เพราะเชื่อว่ากฎระเบียบต่างๆ น่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2551 คาดว่าน่าจะใช้งบฯลงทุน 100 ล้านบาท และหากมีสถานีเองบริษัทก็จะกล้าที่จะลงทุนผลิตรายการอย่างเต็มที่ได้ หลังจากมีประกาศที่ชัดเจนแล้วคาดว่าจะสามารถออกอากาศได้ภายใน 3 เดือน
เอเชีย เทเลวิชั่นฯ เน้นต่อยอดรายการทีวี
นางยุวดี บุญครอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย เทเลวิชั่น แอนด์ มีเดีย จำกัด กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปัจจุบันนักการตลาดและเจ้าของสินค้าได้เปลี่ยนแนวคิดและมุมมองในการใช้เม็ดเงินโฆษณากันแบบสิ้นเชิงแล้ว และไม่ได้ผูกติดไว้กับสื่อโทรทัศน์ในสัดส่วนที่มากๆ เหมือนในอดีตแล้ว โดยจะพบว่าปัจจุบันเคเบิลทีวี, ทีวี ดาวเทียมหลายๆ ช่องรายการได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นและมีโฆษณาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน
ขณะนี้นักการตลาดและเจ้าของสินค้าส่วนใหญ่เริ่มมองหาสื่อ่ใหม่ โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่ได้จับกลุ่มแมสเริ่มมองว่าสื่อทีวีมีความจำเป็นน้อยลง ดังนั้น ในฐานะผู้ผลิตรายการทีวีจึงต้องวางยุทธศาสตร์การผลิตรายการให้ละเอียดขึ้น และต้องวิเคราะห์ผู้ชมเป้าหมายก่อนที่จะผลิตคอนเทนต์
"ปัจจุบันธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์เริ่มอยู่ยากขึ้น ด้วยปัจจัยจากทั้งจำนวนคนดูที่ลดลง ค่าโฆษณาที่ปรับขึ้นได้อยาก ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ฯลฯ ทำให้ต้องหาสินค้าของตัวเองเข้ามาทำตลาด โดยอาศัยเวลาโฆษณาที่เหลือมาเป็นสื่อโฆษณาเพื่อต่อยอดให้ธุรกิจใหม่ๆ ขณะนี้เราได้เตรียมต่อ ยอดธุรกิจด้วยการนำสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามแบรนด์ของตัวเองเข้ามาทำตลาดในปีหน้า นอกจากนี้ยังยังเตรียมพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มเอส และลงทุนเพิ่มสถานีทีวีดาวเทียมอีก 1 สถานี"
มั่นใจทีวียังเป็นสื่อหลัก
นายสถาพร พานิชรักษาพงศ์ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม ทีวี จำกัด กล่าวในเรื่องเดียวกันนี้ว่า จากการสำรวจวิจัยของเอเยนซี่โฆษณาที่ผ่านมาพบว่าผู้ชมสื่อโทรทัศนมีจำนวนลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีสื่อใหม่เข้ามาแย่งกลุ่มคนดูเพิ่มมากขึ้น แต่การสำรวจดังกล่าวก็ยังยอมรับว่าคนส่วนใหญ่ยังบริโภคสื่อโทรทัศน์เป็นสื่อหลัก โดยกว่า 80% ยังผูกติดอยู่กับสื่อโทรทัศน์ นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มวัยรุ่นที่ส่วนใหญ่จะหันไปบริโภคสื่อใหม่ๆ นั้นกว่า 90% ของคนกลุ่มนี้ก็ยังคงบริโภคสื่อโทรทัศน์อยู่เช่นเดิม
แม้ว่าสื่อใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต เคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียม บรอดแบนด์ ฯลฯ จะเป็นสื่อที่มาแรง แต่ก็คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่งในการสร้างความแข็งแรงและสร้างให้สื่อนั้นเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคได้ และยังมองว่าสื่อโทรทัศน์จะเป็นสื่อหลักต่อไปอีกไม่ต่ำกว่า 10 ปี อย่างไรก็ตาม จีเอ็มเอ็ม ทีวี ได้เตรียมแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยได้พัฒนาช่องทางอื่นๆ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง อาทิ เว็บไซต์, แซทเทิลไลน์ทีวี, เคเบิลทีวี อย่างไรก็ตาม ก็คงต้องรอความชัดเจนในตัวกฎหมายที่มารองรับด้วยเช่นกัน
http://matichon.co.th/prachachat/pracha ... ionid=0207
ผู้ผลิตรายการพลิกตัวหนีภาวะคนไทยดูทีวีน้อยลง แถมแบกรับต้นทุนอ่วม รายได้จากโฆษณาอย่างเดียวเอาไม่อยู่ เหตุมีสื่อใหม่ๆ เข้ามาเบียดแย่งเม็ดเงินมากขึ้น "สมพงษ์ อัชฌานุเคราะห์" แห่งค่าย 7 สี เผยสถานการณ์แบบนี้ต้องคิดหลายตลบหากต้องขึ้นราคา ด้านผู้ผลิตรายใหญ่ "เจเอสแอล-เอเชีย เทเลวิชั่น-กันตนา-จีเอ็มเอ็ม ทีวี" รับสภาพ พร้อมเตรียมปรับตัวรับมือกันอุตลุดในปีหน้า
เป็นที่ยอมรับกันว่า สื่อโทรทัศน์ สื่อหลักนับวันจะมีแนวโน้มว่ามีกลุ่มคนดูปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเพราะมีสื่อใหม่ๆ ที่ตื่นเต้น เร้าใจกว่าเข้ามาดึงส่วนแบ่งไป ไม่ว่าจะเป็นเคเบิลทีวี อินเทอร์เน็ต บรอดแบนด์ทีวี ฯลฯ ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ทำให้เจ้าของสินค้าและนักการตลาด เปลี่ยนวิธีในการใช้เงินและการเข้าถึงผู้บริโภค โดยหันมาให้ความสำคัญในเรื่องของความคุ้มค่ามากขึ้น ขณะที่ต้นทุนการโฆษณาของเจ้าของสินค้าก็ขยับตัวสูงเพิ่มขึ้นด้วย เมื่อมีคนดูลดลงการปรับขึ้นค่าโฆษณาสำหรับผู้ผลิตรายการจึงเป็นประเด็นที่ทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ภาระหนักจึงตกอยู่ที่ผู้ผลิตรายการอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง และการหวังพึ่งรายได้จากค่าโฆษณาเพียงอย่างเดียวนั้นจึงอยู่ไม่ได้แน่นอน
ช่อง 7 รับคิดหนักปรับค่าโฆษณา
นายสมพงษ์ อัชฌานุเคราะห์ ผู้จัดการฝ่ายรายการช่วงเวลานอกไพรมไทม์ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 (ททบ.7 สี) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า จากแนวโน้มดังกล่าวนี้ ทำให้สถานีโทรทัศน์แต่ละแห่งต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจปรับขึ้นอัตราค่าโฆษณา แม้ว่าต้นทุนการผลิตของสถานีจะปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะต้องลงทุนสร้างรายการให้มีคุณภาพและมีศักยภาพในการดึงดูดให้ผู้ชมหันมาดูรายการมากขึ้น
นายสมพงษ์ คาดการณ์อีกว่า ในปี 2551 แม้ว่าเม็ดเงินโฆษณาบางส่วนที่เคยลงสื่อกับทีไอทีวีจะมีการไหลออกบ้าง แต่เชื่อว่าเม็ดเงินดังกล่าวไม่น่าจะไหลมายังช่อง 3 และช่อง 7 สี มากนัก เพราะด้วยจำนวนเวลาโฆษณาที่มีอยู่จำกัด ทำให้ไม่สามารถรองรับได้มากนัก และยังมีความเป็นไปได้ที่นักการตลาดและเจ้าของสินค้าส่วนหนึ่งที่เคยลงโฆษณาทางทีไอทีวีจะเก็บเงินไว้ทำกิจกรรมเสริมทางการตลาดในรูปแบบอื่นๆ แทนด้วย
ขณะที่นักการตลาดรายหนึ่ง กล่าวในเรื่องเดียวกันนี้กับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปัจจุบันค่าเฉลี่ยในการดูสื่อโทรทัศน์ของผู้บริโภคน้อยลง โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมในการดูหรืออยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์มากขึ้นและจะใช้เวลากับการสื่อใหม่ๆ นานขึ้น
ทั้งนี้ จะพบว่า ผู้ประกอบการสื่อหลักได้หันมาแข่งขันกันในแง่การขยายช่องทางในการสร้างรายได้ใหม่ๆ รวมถึงการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยจะเห็นได้จากธุรกิจเคบิ้ลทีวีมีมีอัตราการขยายตัวของสมาชิกทั้งในพื้นที่เขตเมืองและต่างจังหวัด
จากตัวเลขของนีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ซ (ประเทศไทย) พบว่า หลังจากที่ยูบีซีเปลี่ยนชื่อเป็นทรูวิชั่น ทำให้จำนวนสมาชิกสูงถึง 280,000 ครัวเรือน ขณะที่สมาชิกเคเบิ้ลทีวีท้องถิ่นอีกประมาณ 300,000 ครัวเรือน (ตัวเลขเมื่อเดือนมิถุนายน 2550) หรือในกรณีของดิจิทัลมีเดียที่พบว่ามีจำนวนผู้ใช้อินเตอรื์พิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกๆปี และปัจจุบันก็เพิ่มขึ้นมากกว่า 10 ล้านคนแล้ว เป็นต้น
"เจเอสแอล" เร่งศึกษาสื่อใหม่
นายวัชระ แวววุฒินันท์ บริษัท เจเอสแอล จำกัด กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า แม้ว่าสื่อโทรทัศน์จะยังคงเป็นสื่อหลักที่มีศักยภาพในการเข้าถึงประชาชนได้มากที่สุด แต่ก็เป็นสื่อที่มีแนวโน้มว่าคนดูปรับตัวลดลง เนื่องจากมีสื่ออื่นๆ เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หันไปบริโภคสื่ออินเทอร์เน็ตและเคเบิลทีวีในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น และเชื่อว่าปี 2551 จะเป็นปีที่สื่อโทรทัศน์มีการปรับตัวมาก
อย่างไรก็ตาม เจเอสแอล ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายการโทรทัศน์เป็นธุรกิจหลักจึงต้องหามุมมองใหม่ในการสร้างสรรค์รายการโทรทัศน์ โดยต้องวิเคราะห์ถึงความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มให้ชัดเจน จากนั้นจึงผลิตรายการเพื่อตอบสนองคนดูแต่ละกลุ่ม และตอนนี้เจเอสแอลอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อเริ่มต้นในสื่อใหม่ๆ
อาทิ อินเตอร์เน็ต เพื่อพัฒนาให้เป็นอีกสื่อหนึ่งในการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่และตอบสนองความต้องการของนักการตลาดและเจ้าของของสินค้าที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ และกำลังเตรียมจัดตั้งบริษัทขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะ และคาดว่าจะเปิดตัวได้ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2551 รวมทั้งยังมีแผนจะพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ที่เป็นการต่อยอดมาจากรายการโทรทัศน์ทีมีอยู่ อาทิ พ็อกเกตบุ๊ก, วีซีดี, อีเวนต์ ฯลฯ ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการทำงาน คาดว่าจะชัดเจนขึ้นในปีหน้านี้
กันตนาเล็งตั้งสถานีลดความเสี่ยง
นางศศิกร ฉันทร์เศรษฐ์ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า การทำธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์นั้นต้องอิงกับสถานีโทรทัศน์ ทำให้บริษัทไม่สามารถควบคุมอัตราการเติบโตในแต่ละปีได้ ประกอบกับแนวทางสร้างอัตราการเติบโตจากการเพิ่มค่าโฆษณาก็ทำได้ยากขึ้น ที่สำคัญยังเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูงในการไม่ได้ผลิตรายการต่อไปในแต่ละปี ทำให้ต้องมองหาช่องทางในการสร้างรายได้ใหม่ๆ อาทิ การสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจฟิล์มแล็บ ซึ่งเป็นธุรกิจที่สามารถควบคุมทิศทางได้
ขณะเดียวกันบริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษาการลงทุนจัดตั้งสถานีโทรทัศน์เป็นของตัวเองอีกช่องทางหนึ่ง เพราะเชื่อว่ากฎระเบียบต่างๆ น่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2551 คาดว่าน่าจะใช้งบฯลงทุน 100 ล้านบาท และหากมีสถานีเองบริษัทก็จะกล้าที่จะลงทุนผลิตรายการอย่างเต็มที่ได้ หลังจากมีประกาศที่ชัดเจนแล้วคาดว่าจะสามารถออกอากาศได้ภายใน 3 เดือน
เอเชีย เทเลวิชั่นฯ เน้นต่อยอดรายการทีวี
นางยุวดี บุญครอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย เทเลวิชั่น แอนด์ มีเดีย จำกัด กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปัจจุบันนักการตลาดและเจ้าของสินค้าได้เปลี่ยนแนวคิดและมุมมองในการใช้เม็ดเงินโฆษณากันแบบสิ้นเชิงแล้ว และไม่ได้ผูกติดไว้กับสื่อโทรทัศน์ในสัดส่วนที่มากๆ เหมือนในอดีตแล้ว โดยจะพบว่าปัจจุบันเคเบิลทีวี, ทีวี ดาวเทียมหลายๆ ช่องรายการได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นและมีโฆษณาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน
ขณะนี้นักการตลาดและเจ้าของสินค้าส่วนใหญ่เริ่มมองหาสื่อ่ใหม่ โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่ได้จับกลุ่มแมสเริ่มมองว่าสื่อทีวีมีความจำเป็นน้อยลง ดังนั้น ในฐานะผู้ผลิตรายการทีวีจึงต้องวางยุทธศาสตร์การผลิตรายการให้ละเอียดขึ้น และต้องวิเคราะห์ผู้ชมเป้าหมายก่อนที่จะผลิตคอนเทนต์
"ปัจจุบันธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์เริ่มอยู่ยากขึ้น ด้วยปัจจัยจากทั้งจำนวนคนดูที่ลดลง ค่าโฆษณาที่ปรับขึ้นได้อยาก ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ฯลฯ ทำให้ต้องหาสินค้าของตัวเองเข้ามาทำตลาด โดยอาศัยเวลาโฆษณาที่เหลือมาเป็นสื่อโฆษณาเพื่อต่อยอดให้ธุรกิจใหม่ๆ ขณะนี้เราได้เตรียมต่อ ยอดธุรกิจด้วยการนำสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามแบรนด์ของตัวเองเข้ามาทำตลาดในปีหน้า นอกจากนี้ยังยังเตรียมพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มเอส และลงทุนเพิ่มสถานีทีวีดาวเทียมอีก 1 สถานี"
มั่นใจทีวียังเป็นสื่อหลัก
นายสถาพร พานิชรักษาพงศ์ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม ทีวี จำกัด กล่าวในเรื่องเดียวกันนี้ว่า จากการสำรวจวิจัยของเอเยนซี่โฆษณาที่ผ่านมาพบว่าผู้ชมสื่อโทรทัศนมีจำนวนลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีสื่อใหม่เข้ามาแย่งกลุ่มคนดูเพิ่มมากขึ้น แต่การสำรวจดังกล่าวก็ยังยอมรับว่าคนส่วนใหญ่ยังบริโภคสื่อโทรทัศน์เป็นสื่อหลัก โดยกว่า 80% ยังผูกติดอยู่กับสื่อโทรทัศน์ นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มวัยรุ่นที่ส่วนใหญ่จะหันไปบริโภคสื่อใหม่ๆ นั้นกว่า 90% ของคนกลุ่มนี้ก็ยังคงบริโภคสื่อโทรทัศน์อยู่เช่นเดิม
แม้ว่าสื่อใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต เคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียม บรอดแบนด์ ฯลฯ จะเป็นสื่อที่มาแรง แต่ก็คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่งในการสร้างความแข็งแรงและสร้างให้สื่อนั้นเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคได้ และยังมองว่าสื่อโทรทัศน์จะเป็นสื่อหลักต่อไปอีกไม่ต่ำกว่า 10 ปี อย่างไรก็ตาม จีเอ็มเอ็ม ทีวี ได้เตรียมแผนรับมือการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยได้พัฒนาช่องทางอื่นๆ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง อาทิ เว็บไซต์, แซทเทิลไลน์ทีวี, เคเบิลทีวี อย่างไรก็ตาม ก็คงต้องรอความชัดเจนในตัวกฎหมายที่มารองรับด้วยเช่นกัน
http://matichon.co.th/prachachat/pracha ... ionid=0207
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news02/01/08
โพสต์ที่ 75
ปฏิรูปสื่อทิ้งทวน ดันรัฐเร่งคืนคลื่น
โพสต์ทูเดย์ รัฐบาลขิงแก่ เร่งผลักดันกระบวนการปฏิรูปสื่อ คาด 2-3 เดือนเห็นภาพชัด หน่วยงานรัฐเตรียมคืนคลื่น
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะผลักดันแผนแม่บทพัฒนากิจการวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ เพื่อวางแนวทางกระบวนการปฏิรูปสื่อทั้งระบบ ให้สอดรับ กับร่าง พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ... ที่ผ่านการเห็นชอบจาก สนช.และอยู่ระหว่างการนำเสนอทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป
สาระสำคัญของแผนแม่บท จะวางกรอบการจัดสรรทรัพยากรสื่อสารของชาติ โดยมีเป้าหมายว่าภายใน 5 ปี จะต้องเกิดการปฏิรูป สื่อโดยเฉพาะความเป็นเจ้าของสื่อต้องกระจายอย่างทั่วถึง โดยภาคประชาชนต้องเป็นเจ้าของสื่อไม่น้อยกว่า 20% และจำกัดการถือครองสื่อของเอกชนแต่ละราย ให้ผู้ทำธุรกิจวิทยุมีใบอนุญาตไม่เกิน 7 ปี ส่วนสื่อโทรทัศน์อายุใบอนุญาตไม่เกิน 15 ปี
นอกจากนี้ จะกำหนดให้หน่วยราชการทุกแห่งที่ครอบครองคลื่นความถี่ในกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ อาทิ กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ ฯลฯ จัดทำแผนปฏิบัติการเตรียมความพร้อมในการคืนคลื่นความถี่ และจำนวนความถี่อย่างชัดเจนกับภารกิจและหน้าที่ของหน่วยงานนั้นๆ
สื่อภาครัฐ ยังต้องจัดทำรายการที่มีเนื้อหาด้านบริการสาธารณะมากขึ้น มีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 50% ของเวลาที่ออกอากาศทั้งหมด และจะต้องจัดทำแผนปฏิบัติการเร่งด่วน เพื่อปรับระบบกระจายเสียงจากอนาล็อกสู่ดิจิตอล ภายในปี พ.ศ. 2558
เมื่อกฎหมายประกาศใช้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมสื่อใน 2-3 เดือนข้างหน้านี้ แหล่งข่าวเปิดเผย
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=212236
โพสต์ทูเดย์ รัฐบาลขิงแก่ เร่งผลักดันกระบวนการปฏิรูปสื่อ คาด 2-3 เดือนเห็นภาพชัด หน่วยงานรัฐเตรียมคืนคลื่น
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะผลักดันแผนแม่บทพัฒนากิจการวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ เพื่อวางแนวทางกระบวนการปฏิรูปสื่อทั้งระบบ ให้สอดรับ กับร่าง พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ... ที่ผ่านการเห็นชอบจาก สนช.และอยู่ระหว่างการนำเสนอทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป
สาระสำคัญของแผนแม่บท จะวางกรอบการจัดสรรทรัพยากรสื่อสารของชาติ โดยมีเป้าหมายว่าภายใน 5 ปี จะต้องเกิดการปฏิรูป สื่อโดยเฉพาะความเป็นเจ้าของสื่อต้องกระจายอย่างทั่วถึง โดยภาคประชาชนต้องเป็นเจ้าของสื่อไม่น้อยกว่า 20% และจำกัดการถือครองสื่อของเอกชนแต่ละราย ให้ผู้ทำธุรกิจวิทยุมีใบอนุญาตไม่เกิน 7 ปี ส่วนสื่อโทรทัศน์อายุใบอนุญาตไม่เกิน 15 ปี
นอกจากนี้ จะกำหนดให้หน่วยราชการทุกแห่งที่ครอบครองคลื่นความถี่ในกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ อาทิ กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ ฯลฯ จัดทำแผนปฏิบัติการเตรียมความพร้อมในการคืนคลื่นความถี่ และจำนวนความถี่อย่างชัดเจนกับภารกิจและหน้าที่ของหน่วยงานนั้นๆ
สื่อภาครัฐ ยังต้องจัดทำรายการที่มีเนื้อหาด้านบริการสาธารณะมากขึ้น มีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 50% ของเวลาที่ออกอากาศทั้งหมด และจะต้องจัดทำแผนปฏิบัติการเร่งด่วน เพื่อปรับระบบกระจายเสียงจากอนาล็อกสู่ดิจิตอล ภายในปี พ.ศ. 2558
เมื่อกฎหมายประกาศใช้ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมสื่อใน 2-3 เดือนข้างหน้านี้ แหล่งข่าวเปิดเผย
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=212236
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news02/01/08
โพสต์ที่ 76
ชี้ช่องภาพยนตร์ไทยเจาะตลาดฮอลลีวูด
โพสต์ทูเดย์ พาณิชย์แนะช่องอุตสาหกรรมหนังไทยเจาะตลาด ฮอลลีวูด เร่งส่งหนังไทยแจ้งเกิด ก่อนเปิดตลาดธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องตาม
รายงานจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐ รายงานว่า ขณะนี้ภาครัฐพยายามส่งเสริมผลักดันการส่งออกธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของไทยมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมด้านโพสต์ โปรดักชัน เพราะไทยมีบริษัทผลิตโพสต์ โปรดักชัน 4-5 ราย รวมถึงบริษัทสหรัฐที่เข้ามาตั้งสำนักงานในไทย และมีเครื่องมือผลิตที่ก้าวหน้ามากขึ้น พร้อมทั้งได้พัฒนาตามเทคโนโลยีด้วยการรับงาน-ส่งงานผ่านระบบออนไลน์
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบคือ บริษัทเหล่านี้ยังไม่สามารถรับงานชิ้นใหญ่ๆ จากผู้ผลิตภาพยนตร์รายใหญ่ของสหรัฐ หรือจากฮอลลีวูดได้ เนื่องจากผู้ผลิตภาพยนตร์ในฮอลลีวูด ยังไม่มั่นใจความสามารถของผู้ผลิตไทย จากสาเหตุที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยยังล้าหลังอย่างมาก และนับว่าล้าหลังกว่าหลายประเทศในเอเชีย
นอกจากนี้ ยังเห็นว่าประสิทธิ ภาพของเครื่องมือที่มีอยู่ในไทยก็ยังด้อยกว่าของสหรัฐมาก เช่น เครื่องสแกนฟิล์มเพื่อเปลี่ยนเป็นระบบดิจิตอล ซึ่งมีราคาแพงนับสิบๆ ล้านเหรียญสหรัฐ แต่บริษัทในไทยซื้อได้เพียง 1-2 เครื่องเท่านั้น
ขณะเดียวกัน ภาพยนตร์ไทยยังขาดผู้เชี่ยวชาญในเทคนิคที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบุคลากรที่มีความสามารถในการแก้ปัญหากรณีที่เครื่องมือเครื่องใช้เกิดปัญหาขัดข้อง และยังขาดบุคลากรที่จะเข้าถึงวงการธุรกิจฮอลลีวูดในระดับลึก เพื่อให้ได้มาซึ่งงานชิ้นใหญ่ๆ เพราะ วงการฮอลลีวูดเป็นวงการที่เข้าถึงได้ยาก จำเป็นต้องมีเส้นสายเชื่อมโยงเข้าไปยังบุคคลต่างๆ ในระดับสูง ซึ่งธุรกิจภาพยนตร์ไทยจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือให้เข้าถึงบุคคลเหล่านี้
ดังนั้น หากผู้ผลิตไทยต้องการเจาะอุตสาหกรรมภาพยนตร์สหรัฐ จำเป็นต้องทำพร้อมกัน 2 ช่องทางคือ สนับสนุนส่งออกภาพยนตร์ไทยเข้าไปยังสหรัฐ และดึงธุรกิจบริการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพราะภาพยนตร์ไทยที่ผ่านเข้าไปยังตลาดสหรัฐ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะสร้างความสนใจให้แก่ผู้ผลิตสหรัฐ และนำไปสู่โอกาสขยายตลาดของธุรกิจบริการอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย หรือนำไปสู่ความร่วมมือในการผลิตภาพยนตร์ร่วมกัน
สำหรับกลยุทธ์ในการส่งออกภาพยนตร์ไทยนั้น สามารถทำได้ทั้งการนำออกฉายตามโรงภาพยนตร์ โทรทัศน์ และการจำหน่ายในรูปของวิดีโอ
ทั้งนี้ เชื่อว่าภาพยนตร์ไทยมีศักยภาพในตลาดเฉพาะกลุ่ม หรือ นิช มาร์เก็ต โดยเฉพาะในกลุ่ม พลเมืองสหรัฐเชื้อสายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ไทย ลาว กัมพูชา) และภาพยนตร์ไทยบางเรื่องที่มีการแสดงศิลปะการต่อสู้แบบมวยไทยจะเป็นที่สนใจของคนอเมริกันพื้นเมือง และคนอเมริกันเชื้อสายฮิสแปนิก
สำหรับเนื้อหาของเรื่องจะเน้นจุดขายที่แนวดรามา และแนวแฮปปี้ เอนดิง แต่เรื่องที่อิงประวัติศาสตร์ หรือเน้นวัฒนธรรม เช่น ภาพยนตร์เรื่องสุริโยไท หรือนเรศวร อาจไม่เหมาะกับตลาดสหรัฐ และยากที่จะประสบความสำเร็จ เพราะผู้บริโภคไม่คุ้นเคย และไม่มีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=212216
โพสต์ทูเดย์ พาณิชย์แนะช่องอุตสาหกรรมหนังไทยเจาะตลาด ฮอลลีวูด เร่งส่งหนังไทยแจ้งเกิด ก่อนเปิดตลาดธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องตาม
รายงานจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐ รายงานว่า ขณะนี้ภาครัฐพยายามส่งเสริมผลักดันการส่งออกธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของไทยมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมด้านโพสต์ โปรดักชัน เพราะไทยมีบริษัทผลิตโพสต์ โปรดักชัน 4-5 ราย รวมถึงบริษัทสหรัฐที่เข้ามาตั้งสำนักงานในไทย และมีเครื่องมือผลิตที่ก้าวหน้ามากขึ้น พร้อมทั้งได้พัฒนาตามเทคโนโลยีด้วยการรับงาน-ส่งงานผ่านระบบออนไลน์
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบคือ บริษัทเหล่านี้ยังไม่สามารถรับงานชิ้นใหญ่ๆ จากผู้ผลิตภาพยนตร์รายใหญ่ของสหรัฐ หรือจากฮอลลีวูดได้ เนื่องจากผู้ผลิตภาพยนตร์ในฮอลลีวูด ยังไม่มั่นใจความสามารถของผู้ผลิตไทย จากสาเหตุที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยยังล้าหลังอย่างมาก และนับว่าล้าหลังกว่าหลายประเทศในเอเชีย
นอกจากนี้ ยังเห็นว่าประสิทธิ ภาพของเครื่องมือที่มีอยู่ในไทยก็ยังด้อยกว่าของสหรัฐมาก เช่น เครื่องสแกนฟิล์มเพื่อเปลี่ยนเป็นระบบดิจิตอล ซึ่งมีราคาแพงนับสิบๆ ล้านเหรียญสหรัฐ แต่บริษัทในไทยซื้อได้เพียง 1-2 เครื่องเท่านั้น
ขณะเดียวกัน ภาพยนตร์ไทยยังขาดผู้เชี่ยวชาญในเทคนิคที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบุคลากรที่มีความสามารถในการแก้ปัญหากรณีที่เครื่องมือเครื่องใช้เกิดปัญหาขัดข้อง และยังขาดบุคลากรที่จะเข้าถึงวงการธุรกิจฮอลลีวูดในระดับลึก เพื่อให้ได้มาซึ่งงานชิ้นใหญ่ๆ เพราะ วงการฮอลลีวูดเป็นวงการที่เข้าถึงได้ยาก จำเป็นต้องมีเส้นสายเชื่อมโยงเข้าไปยังบุคคลต่างๆ ในระดับสูง ซึ่งธุรกิจภาพยนตร์ไทยจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือให้เข้าถึงบุคคลเหล่านี้
ดังนั้น หากผู้ผลิตไทยต้องการเจาะอุตสาหกรรมภาพยนตร์สหรัฐ จำเป็นต้องทำพร้อมกัน 2 ช่องทางคือ สนับสนุนส่งออกภาพยนตร์ไทยเข้าไปยังสหรัฐ และดึงธุรกิจบริการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพราะภาพยนตร์ไทยที่ผ่านเข้าไปยังตลาดสหรัฐ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะสร้างความสนใจให้แก่ผู้ผลิตสหรัฐ และนำไปสู่โอกาสขยายตลาดของธุรกิจบริการอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย หรือนำไปสู่ความร่วมมือในการผลิตภาพยนตร์ร่วมกัน
สำหรับกลยุทธ์ในการส่งออกภาพยนตร์ไทยนั้น สามารถทำได้ทั้งการนำออกฉายตามโรงภาพยนตร์ โทรทัศน์ และการจำหน่ายในรูปของวิดีโอ
ทั้งนี้ เชื่อว่าภาพยนตร์ไทยมีศักยภาพในตลาดเฉพาะกลุ่ม หรือ นิช มาร์เก็ต โดยเฉพาะในกลุ่ม พลเมืองสหรัฐเชื้อสายเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ไทย ลาว กัมพูชา) และภาพยนตร์ไทยบางเรื่องที่มีการแสดงศิลปะการต่อสู้แบบมวยไทยจะเป็นที่สนใจของคนอเมริกันพื้นเมือง และคนอเมริกันเชื้อสายฮิสแปนิก
สำหรับเนื้อหาของเรื่องจะเน้นจุดขายที่แนวดรามา และแนวแฮปปี้ เอนดิง แต่เรื่องที่อิงประวัติศาสตร์ หรือเน้นวัฒนธรรม เช่น ภาพยนตร์เรื่องสุริโยไท หรือนเรศวร อาจไม่เหมาะกับตลาดสหรัฐ และยากที่จะประสบความสำเร็จ เพราะผู้บริโภคไม่คุ้นเคย และไม่มีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=212216
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news02/01/08
โพสต์ที่ 77
มีเดีย-บันเทิงโตข้ามปีลุ้นกำลังซื้อหลังรัฐบาลใหม่
2 มกราคม พ.ศ. 2551 11:16:00
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : แม้จะเผชิญปัจจัยลบจากปัญหาการเมือง ที่ส่งผลต่อความมั่นใจในการใช้จ่ายเงินของผู้บริโภค และการลงทุนใหม่ๆ ที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจแทบไม่มีให้เห็น แต่กลุ่มมีเดีย-บันเทิงหลายราย ยังมีผลประกอบการและกำไรเติบโตฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจปี 2550 มาได้ โดยกลุ่มมีเดียบันเทิง ที่ทำกำไรโดดเด่นในปี 2550 อย่างบีอีซี เวิลด์ ผู้บริหารสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ช่วง 3 ไตรมาส ปี 2550 (ม.ค.-ก.ย.) ทำรายได้ 5,741 ล้านบาท ขณะที่ช่วงเดียวกันปีก่อนทำรายได้ 5,246 ล้านบาท กำไรปี 2550 จำนวน 1,733 ล้านบาท ส่วนช่วงเดียวกันปีก่อนทำได้ 1,328 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรเติบโต 30.57%
นายฉัตรชัย เทียมทอง ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การขยายตัวของกำไรในกลุ่ม บีอีซี เวิลด์ เป็นผลมาจาก 2 ปัจจัยหลักคือ การพัฒนารายการของช่อง 3 ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2548 ที่เริ่มพัฒนารายการในช่วง นอน ไพร์มไทม์ที่ชัดเจนคือ กลุ่มรายการครอบครัวข่าว ซึ่งเริ่มได้รับความนิยมจากผู้ชม และลูกค้าลงโฆษณาในปี 2549-2550 และปัจจัยภายนอกที่สถานีโทรทัศน์ไอทีวี มีปัญหาเรื่องสัญญาสัมปทาน และปรับเป็นทีไอทีวี ในที่สุดจะต้องแปลงเป็นทีวีสาธารณะไม่มีโฆษณา ทำให้เม็ดเงินโฆษณาจะไหลออกไปช่องอื่นๆ ช่อง 3 ได้อานิสงส์ดังกล่าว
2 ปีที่ผ่านมา ช่อง 3 พัฒนาพื้นที่รายการข่าวมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีสัดส่วนข่าวถึง 50% ของผังรายการ หลายช่วงมีเรทติ้งดี ทำให้ตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาจากรายการข่าวเติบโตสูงขึ้น สามารถปรับราคาโฆษณาขึ้นได้ ในปี 2550 รายการช่วงนอนไพร์มไทม์ทำรายได้มากขึ้นด้วย
ทิศทางอุตสาหกรรมโฆษณาในสื่อโทรทัศน์ ปี 2551 ช่อง 3 เชื่อว่ายังเติบโตได้เช่นเดียวกับปี 2550 แม้ภาพรวมการใช้งบโฆษณาทั้งปี อุตสาหกรรมนี้เติบโตเพียง 2% มูลค่า 9 หมื่นล้านบาท และเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อทีวีจะไม่เติบโตก็ตาม แต่ทีวียังเป็นสื่อแมสที่มีความสำคัญ อีกทั้งช่อง 3 มีการพัฒนารายการทุกประเภท และประกาศปรับราคาโฆษณาตั้งแต่ ม.ค.2551 ขึ้น 7% จะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ช่อง 3 มีกำไรเติบโตต่อเนื่อง
จีเอ็มเอ็มบุกหนักสินค้าดิจิทัล
จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ มีรายได้ 3 ไตรมาสแรกปี 2550 ราว 5,152 ล้านบาท ขณะที่ช่วงเดียวกันปีก่อนทำได้ 4,734 ล้านบาท เติบโต 8.84% ขณะที่กำไร 3 ไตรมาสปี 2550 ทำได้ 318 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 85.38% ที่ทำได้ 171 ล้านบาท ส่วนจีเอ็มเอ็มเอ็ม หรือกลุ่มธุรกิจมีเดียของ แกรมมี่ ช่วง 3 ไตรมาสแรกปี 2550 ทำรายได้ 2,294 ล้านบาท ส่วนปีก่อนทำได้ 2,145 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.94% โดยจีเอ็มเอ็มเอ็ม ทำกำไร 3 ไตรมาสแรกปี 2550 ได้ 158 ล้านบาท เพิ่มจาก 115 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันปีก่อน หรือประมาณ 37.48%
นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้ผลประกอบการปี 2550 โดดเด่น มาจากการบริหารจัดการที่แม่นยำขึ้น โดยการใช้กลยุทธ์ customer centric หรือการยึด "ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง" ,การบริหารคอนเทนท์และทาเลนต์เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ,การบริหารช่องทางการสื่อสารและจำหน่ายได้แม่นยำ ทำให้ต้นทุนการโปรโมทลดลง ขณะเดียวกันการทำกลยุทธ์บริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือซีอาร์เอ็ม ก็ให้ผลชัดเจน ด้านการขายสินค้า ประเภทที่จับต้องได้ ประเภท ซีดี วีซีดี ดีวีดี ให้สามารถทรงตัวได้ ขณะที่สินค้า ดิจิทัลเติบโตเกือบ 20% ขณะที่กลุ่มธุรกิจมีเดีย สามารถตอบโจทย์ลูกค้าโฆษณาได้ทุกรูปแบบ
นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า สำหรับกลยุทธ์สร้างกำไรต่อเนื่องปี 2551 จีเอ็มเอ็ม ยังคงรักษาความแม่นยำการทำตลาดด้วยกลยุทธ์ customer centric โดยในกลุ่มธุรกิจเพลงจะเน้นการขยายบนพื้นฐานการเป็นผู้นำ และครอบคลุมทุกเซ็กเมนท์ของดนตรี ด้วยการเข้าตลาดใหม่ๆ ที่เป็นตลาดเฉพาะ (Niche Market) ตามไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่หลากหลายขึ้น การบริหารฐานคอนเทนท์ขนาดใหญ่และฐานลูกค้า รวมทั้งรุกตลาดดิจิทัลมากขึ้น
เมเจอร์ลงทุนต่อมั่นใจบันเทิงโต
เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ช่วง 3 ไตรมาสแรกปี 2550 ทำรายได้ 5,281 เติบโต 27.60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ทำรายได้ 4,734 ล้านบาท ขณะทำกำไรช่วง 3 ไตรมาสแรกปี 2550 จำนวน 1,103 ล้านบาท เติบโต 90.82% เมื่อเทียบกับตัวเลขกำไร 578 ล้านบาทในปี 2549
นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตัวเลขกำไร 3 ไตรมาสปี 2550 ที่เติบโตกว่า 90% เป็นผลมาจากการขายทรัพย์สินเข้ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ไลฟ์สไตล์ ที่มีมูลค่ากองทุน 2,300 ล้านบาท และเมเจอร์ถือหุ้นอยู่ 33% แต่หากพิจารณาเฉพาะการเติบโตของธุรกิจโรงภาพยนตร์และมีเดีย รายได้และกำไรในปี 2550 จะเติบโตประมาณ 20-30%
การบริหารธุรกิจให้มีกำไรในปี 2550 มาจาก 3 ปัจจัย คือ ทีมบริหารที่แข็งแกร่ง สามารถกำหนดกลยุทธ์การทำงานให้เข้าถึงผู้บริโภค , ธุรกิจโรงภาพยนตร์ยังเป็นตลาดที่เติบโตได้ และซอฟต์แวร์หรือภาพยนตร์ มีความน่าสนใจ ปีหน้า เมเจอร์ยังมีการลงทุนขยายโรงภาพยนตร์จำนวน 40 จอ ในโครงการสแตนอะโลน ที่รัตนาธิเบศร์ และในดิสเคาท์สโตร์ จึงเชื่อว่าปี 2551 จะบริหารธุรกิจให้มีรายได้และกำไรเติบโตได้เช่นเดียวกับปี 2550
http://www.bangkokbiznews.com/2008/01/0 ... sid=216765
2 มกราคม พ.ศ. 2551 11:16:00
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : แม้จะเผชิญปัจจัยลบจากปัญหาการเมือง ที่ส่งผลต่อความมั่นใจในการใช้จ่ายเงินของผู้บริโภค และการลงทุนใหม่ๆ ที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจแทบไม่มีให้เห็น แต่กลุ่มมีเดีย-บันเทิงหลายราย ยังมีผลประกอบการและกำไรเติบโตฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจปี 2550 มาได้ โดยกลุ่มมีเดียบันเทิง ที่ทำกำไรโดดเด่นในปี 2550 อย่างบีอีซี เวิลด์ ผู้บริหารสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ช่วง 3 ไตรมาส ปี 2550 (ม.ค.-ก.ย.) ทำรายได้ 5,741 ล้านบาท ขณะที่ช่วงเดียวกันปีก่อนทำรายได้ 5,246 ล้านบาท กำไรปี 2550 จำนวน 1,733 ล้านบาท ส่วนช่วงเดียวกันปีก่อนทำได้ 1,328 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรเติบโต 30.57%
นายฉัตรชัย เทียมทอง ผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การขยายตัวของกำไรในกลุ่ม บีอีซี เวิลด์ เป็นผลมาจาก 2 ปัจจัยหลักคือ การพัฒนารายการของช่อง 3 ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2548 ที่เริ่มพัฒนารายการในช่วง นอน ไพร์มไทม์ที่ชัดเจนคือ กลุ่มรายการครอบครัวข่าว ซึ่งเริ่มได้รับความนิยมจากผู้ชม และลูกค้าลงโฆษณาในปี 2549-2550 และปัจจัยภายนอกที่สถานีโทรทัศน์ไอทีวี มีปัญหาเรื่องสัญญาสัมปทาน และปรับเป็นทีไอทีวี ในที่สุดจะต้องแปลงเป็นทีวีสาธารณะไม่มีโฆษณา ทำให้เม็ดเงินโฆษณาจะไหลออกไปช่องอื่นๆ ช่อง 3 ได้อานิสงส์ดังกล่าว
2 ปีที่ผ่านมา ช่อง 3 พัฒนาพื้นที่รายการข่าวมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีสัดส่วนข่าวถึง 50% ของผังรายการ หลายช่วงมีเรทติ้งดี ทำให้ตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาจากรายการข่าวเติบโตสูงขึ้น สามารถปรับราคาโฆษณาขึ้นได้ ในปี 2550 รายการช่วงนอนไพร์มไทม์ทำรายได้มากขึ้นด้วย
ทิศทางอุตสาหกรรมโฆษณาในสื่อโทรทัศน์ ปี 2551 ช่อง 3 เชื่อว่ายังเติบโตได้เช่นเดียวกับปี 2550 แม้ภาพรวมการใช้งบโฆษณาทั้งปี อุตสาหกรรมนี้เติบโตเพียง 2% มูลค่า 9 หมื่นล้านบาท และเม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อทีวีจะไม่เติบโตก็ตาม แต่ทีวียังเป็นสื่อแมสที่มีความสำคัญ อีกทั้งช่อง 3 มีการพัฒนารายการทุกประเภท และประกาศปรับราคาโฆษณาตั้งแต่ ม.ค.2551 ขึ้น 7% จะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ช่อง 3 มีกำไรเติบโตต่อเนื่อง
จีเอ็มเอ็มบุกหนักสินค้าดิจิทัล
จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ มีรายได้ 3 ไตรมาสแรกปี 2550 ราว 5,152 ล้านบาท ขณะที่ช่วงเดียวกันปีก่อนทำได้ 4,734 ล้านบาท เติบโต 8.84% ขณะที่กำไร 3 ไตรมาสปี 2550 ทำได้ 318 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 85.38% ที่ทำได้ 171 ล้านบาท ส่วนจีเอ็มเอ็มเอ็ม หรือกลุ่มธุรกิจมีเดียของ แกรมมี่ ช่วง 3 ไตรมาสแรกปี 2550 ทำรายได้ 2,294 ล้านบาท ส่วนปีก่อนทำได้ 2,145 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.94% โดยจีเอ็มเอ็มเอ็ม ทำกำไร 3 ไตรมาสแรกปี 2550 ได้ 158 ล้านบาท เพิ่มจาก 115 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันปีก่อน หรือประมาณ 37.48%
นายไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้ผลประกอบการปี 2550 โดดเด่น มาจากการบริหารจัดการที่แม่นยำขึ้น โดยการใช้กลยุทธ์ customer centric หรือการยึด "ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง" ,การบริหารคอนเทนท์และทาเลนต์เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ ,การบริหารช่องทางการสื่อสารและจำหน่ายได้แม่นยำ ทำให้ต้นทุนการโปรโมทลดลง ขณะเดียวกันการทำกลยุทธ์บริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือซีอาร์เอ็ม ก็ให้ผลชัดเจน ด้านการขายสินค้า ประเภทที่จับต้องได้ ประเภท ซีดี วีซีดี ดีวีดี ให้สามารถทรงตัวได้ ขณะที่สินค้า ดิจิทัลเติบโตเกือบ 20% ขณะที่กลุ่มธุรกิจมีเดีย สามารถตอบโจทย์ลูกค้าโฆษณาได้ทุกรูปแบบ
นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า สำหรับกลยุทธ์สร้างกำไรต่อเนื่องปี 2551 จีเอ็มเอ็ม ยังคงรักษาความแม่นยำการทำตลาดด้วยกลยุทธ์ customer centric โดยในกลุ่มธุรกิจเพลงจะเน้นการขยายบนพื้นฐานการเป็นผู้นำ และครอบคลุมทุกเซ็กเมนท์ของดนตรี ด้วยการเข้าตลาดใหม่ๆ ที่เป็นตลาดเฉพาะ (Niche Market) ตามไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่หลากหลายขึ้น การบริหารฐานคอนเทนท์ขนาดใหญ่และฐานลูกค้า รวมทั้งรุกตลาดดิจิทัลมากขึ้น
เมเจอร์ลงทุนต่อมั่นใจบันเทิงโต
เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ช่วง 3 ไตรมาสแรกปี 2550 ทำรายได้ 5,281 เติบโต 27.60% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ทำรายได้ 4,734 ล้านบาท ขณะทำกำไรช่วง 3 ไตรมาสแรกปี 2550 จำนวน 1,103 ล้านบาท เติบโต 90.82% เมื่อเทียบกับตัวเลขกำไร 578 ล้านบาทในปี 2549
นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตัวเลขกำไร 3 ไตรมาสปี 2550 ที่เติบโตกว่า 90% เป็นผลมาจากการขายทรัพย์สินเข้ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ไลฟ์สไตล์ ที่มีมูลค่ากองทุน 2,300 ล้านบาท และเมเจอร์ถือหุ้นอยู่ 33% แต่หากพิจารณาเฉพาะการเติบโตของธุรกิจโรงภาพยนตร์และมีเดีย รายได้และกำไรในปี 2550 จะเติบโตประมาณ 20-30%
การบริหารธุรกิจให้มีกำไรในปี 2550 มาจาก 3 ปัจจัย คือ ทีมบริหารที่แข็งแกร่ง สามารถกำหนดกลยุทธ์การทำงานให้เข้าถึงผู้บริโภค , ธุรกิจโรงภาพยนตร์ยังเป็นตลาดที่เติบโตได้ และซอฟต์แวร์หรือภาพยนตร์ มีความน่าสนใจ ปีหน้า เมเจอร์ยังมีการลงทุนขยายโรงภาพยนตร์จำนวน 40 จอ ในโครงการสแตนอะโลน ที่รัตนาธิเบศร์ และในดิสเคาท์สโตร์ จึงเชื่อว่าปี 2551 จะบริหารธุรกิจให้มีรายได้และกำไรเติบโตได้เช่นเดียวกับปี 2550
http://www.bangkokbiznews.com/2008/01/0 ... sid=216765
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news02/01/08
โพสต์ที่ 78
ยังก์แอนด์รูบิแคมเล็งการณ์ไกล เปิดบิสซิเนสยูนิตใหม่ Energy
ยังก์แอนด์รูบิแคม เร่งดันธุรกิจ เผยความเป็นผู้เชี่ยวชาญและเป็นที่ปรึกษาในด้านกลยุทธ์การสร้างและสื่อสารแบรนด์ เดินหน้าเปิดบิสซิเนสยูนิตใหม่ ภายใต้ชื่อ Energy พร้อมเผยจุดเด่น 3 ประการที่ทำให้ประสบความสำเร็จ
นายสรณ์ จงศรีจันทร์ ประธานกลุ่มเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ยังก์ แอนด์ รูบิแคม แบรนด์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท ยังก์แอนด์รูบิแคม มองว่าสภาวการณ์ตลาดที่เปลี่ยนไป สิ่งที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการเป็นแรงผลักดันให้ธุรกิจก้าวไปข้างหน้าอย่างแข็งแรง คือ ความเป็นผู้เชี่ยวชาญและเป็นที่ปรึกษาในด้านกลยุทธ์การสร้างและสื่อสารแบรนด์ (Strategic Brand Communications Consultants) ดังนั้น Y&R จึงได้เปิดบิสซิเนสยูนิตใหม่ ภายใต้ชื่อว่า Energy
โดย Energy ถูกวางเป็น แผนกที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์การสร้างและสื่อสารแบรนด์ สำหรับดูแลบริษัทในเครือข่ายของวายแอนด์อาร์ ทั้ง 3 บริษัท อันได้แก่ Y&R, Monday และ Wunderman พร้อมทั้งเปิดรับผู้ประกอบการที่มีความสนใจในบริการด้านกลยุทธ์ในการสร้างแบรนด์
นอกจากนี้ นายสรณ์ กล่าวว่า ในยุคที่สภาวะเศรษฐกิจและการตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ทางเลือกในการปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ของผู้บริโภคมีได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ผู้บริโภคมีการไตร่ตรองและพิจารณาก่อนการตัดสินใจมากขึ้นและมักเลือกซื้อในสิ่งที่ตนจำเป็นต้องใช้ หรือชื่นชอบจริงๆ ส่งผลให้ผู้ประกอบการและธุรกิจโฆษณาต้องเผชิญกับโจทย์ที่ยากและท้าทายขึ้นในการที่จะสร้างความสนใจและกระตุ้นให้ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายเกิดความต้องการใช้สินค้าหรือบริการของตน
ด้านนายโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ Vice President, Director of Idea Strategy & Brand Consultant กล่าวเสริมว่า สืบเนื่องจากสภาวะที่เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้การตลาดหรือการสร้างแบรนด์ที่ยึดหลักการสร้างจุดขายที่แตกต่าง (USP) จากสินค้า/บริการหรือภาพลักษณ์ของแบรนด์อาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยทำให้คู่แข่งหลายรายสามารถลอกเลียนแบบได้ทัน
ส่วนวิธีการใช้โฆษณาที่แปลกแหวกแนวก็เพียงเรียกร้องความสนใจได้ดีในช่วงแรก แต่ไม่ได้ช่วยให้แบรนด์เติบโตขึ้นมามีคุณค่าที่แข็งแรงในใจผู้บริโภคได้ ธุรกิจหรือแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในทุกวันนี้ส่วนใหญ่มักจะมีวิสัยทัศน์ด้านการเป็นผู้นำทางความคิดใหม่ๆ มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาสินค้าหรือบริการที่นำเสนอให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งมีการสื่อสารและสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภคอยู่สม่ำเสมอนั่นคือแหล่งที่มาของสิ่งที่เราเรียกว่า Brand Energy หรือ พลังในการพัฒนาตัวเองของแบรนด์ ซึ่งมาจากความคิดความรู้สึกของผู้บริโภค และเมื่อแบรนด์ที่มีพลังในการพัฒนาตัวเอง (Brand Energy) ในระดับที่สูงจะทำให้แบรนด์นั้นดูโดดเด่นแตกต่าง (Differentiation) และทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่ามีความเหมาะสมกับตัวเขา (Relevance) ซึ่งทั้งสามสิ่งนี้จะก่อให้เกิด พลังที่ทำให้แบรนด์เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง (Energized Brand Strength) ในใจผู้บริโภค
พร้อมกันนี้ได้มีการนำข้อมูลของแบรนด์ซึ่งมี พลังที่ทำให้แบรนด์เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง (Energized Brand Strength) สูงสุด 50 อันดับในใจผู้บริโภคของสหรัฐอเมริกา มาวิเคราะห์ร่วมกับมูลค่าหุ้นของแบรนด์ดังกล่าวที่ทางสถาบัน S&P 500 ทำการประเมินไว้ โดยนำมาศึกษาความเปลี่ยนแปลงในทุกๆช่วง 6 เดือนทำให้เราพบว่า แบรนด์ซึ่งมี พลังที่ทำให้แบรนด์เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง (Energized Brand Strength) สูงสุด 50 อันดับจะมีมูลค่าหุ้นสูงกว่าแบรนด์ทั่วๆ ไปถึง 7 เท่า
นอกจากนี้ยังพบว่า ยิ่งแบรนด์มีพลังในการพัฒนาตัวเองมากเท่าไรก็ยิ่งทำให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจอยากเข้ามาซื้อและใช้บริการ(Consideration) หรือมีความภักดีกับแบรนด์ที่ซื้อมากขึ้นด้วย (Loyalty) ทั้งหมดนี้คือมูลค่าของแบรนด์ทางธุรกิจซึ่ง Energized Brand Strength สามารถชี้วัดได้และทางบริษัท Y&R เราสามารถทำการตรวจวัด พลังที่ทำให้แบรนด์เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง (Energized Brand Strength) นี้ได้ผ่านทางเครื่องมือที่เรียกว่า Brand Asset® Valuator (BAV)
ทั้งนี้ Brand Asset® Valuator (BAV®) คือ เครื่องมือที่ช่วยในการสร้างกลยุทธ์การสื่อสารให้กับแบรนด์ที่บริษัทในเครือของ Y&R ดูแลอยู่ทั่วโลก โดยเกิดขึ้นจากการทำวิจัยเชิงปริมาณกับคนทั่วโลก (Global Survey Research) เพื่อศึกษาเรื่อง ทัศนคติและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ต่างๆ ทั่วโลก บริษัท Y&R ทำการเก็บรวบรวมข้อมูล BAV® ดังกล่าวนี้มาแล้วกว่า 13 ปี ศึกษามามากกว่า 35,000 แบรนด์กับผู้บริโภคจำนวนมากกว่า 500,000 คน จนถือเป็นฐานข้อมูลเรื่องทัศนคติและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ต่างๆที่ใหญ่ที่สุดในโลก!
สำหรับ จุดเด่นสำคัญ 3 ประการที่ทำให้ BAV® แตกต่างจากเครื่องมือวิจัยตลาดโดยทั่วไปและเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการวางกลยุทธ์สำหรับสร้างและบริหารแบรนด์ของลูกค้าในเครือบริษัท Y&R คือ 1) BAV® คือ อุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพที่แท้จริงของแบรนด์ (Brand Health Check) 2) BAV® คือ แหล่งความรู้สำหรับการวางกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ในหลากหลายกลุ่มประเภทสินค้าและบริการ (Strategic Think Tank) 3) BAV® คือ เข็มทิศในการค้นหาทิศทางในการบริหารแบรนด์ให้มีพลังเติบโตอย่างแข็งแรง (A Compass of Energetic Brand Direction) ด้วยจุดเด่นสำคัญๆ เหล่านี้ทำให้ BAV® เป็นเครื่องมือในการวางกลยุทธ์และประเมินคุณค่าในแบรนด์ที่มีชื่อเสียงของ Y&R จนได้รับการยอมรับและกล่าวถึงในหนังสือของปรมาจารย์ด้านการตลาดและ แบรนด์ชื่อดังหลายท่าน
http://www.settrade.com/S17_ContentDisp ... egoryId=16
ยังก์แอนด์รูบิแคม เร่งดันธุรกิจ เผยความเป็นผู้เชี่ยวชาญและเป็นที่ปรึกษาในด้านกลยุทธ์การสร้างและสื่อสารแบรนด์ เดินหน้าเปิดบิสซิเนสยูนิตใหม่ ภายใต้ชื่อ Energy พร้อมเผยจุดเด่น 3 ประการที่ทำให้ประสบความสำเร็จ
นายสรณ์ จงศรีจันทร์ ประธานกลุ่มเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ยังก์ แอนด์ รูบิแคม แบรนด์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท ยังก์แอนด์รูบิแคม มองว่าสภาวการณ์ตลาดที่เปลี่ยนไป สิ่งที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการเป็นแรงผลักดันให้ธุรกิจก้าวไปข้างหน้าอย่างแข็งแรง คือ ความเป็นผู้เชี่ยวชาญและเป็นที่ปรึกษาในด้านกลยุทธ์การสร้างและสื่อสารแบรนด์ (Strategic Brand Communications Consultants) ดังนั้น Y&R จึงได้เปิดบิสซิเนสยูนิตใหม่ ภายใต้ชื่อว่า Energy
โดย Energy ถูกวางเป็น แผนกที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์การสร้างและสื่อสารแบรนด์ สำหรับดูแลบริษัทในเครือข่ายของวายแอนด์อาร์ ทั้ง 3 บริษัท อันได้แก่ Y&R, Monday และ Wunderman พร้อมทั้งเปิดรับผู้ประกอบการที่มีความสนใจในบริการด้านกลยุทธ์ในการสร้างแบรนด์
นอกจากนี้ นายสรณ์ กล่าวว่า ในยุคที่สภาวะเศรษฐกิจและการตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ทางเลือกในการปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ของผู้บริโภคมีได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ผู้บริโภคมีการไตร่ตรองและพิจารณาก่อนการตัดสินใจมากขึ้นและมักเลือกซื้อในสิ่งที่ตนจำเป็นต้องใช้ หรือชื่นชอบจริงๆ ส่งผลให้ผู้ประกอบการและธุรกิจโฆษณาต้องเผชิญกับโจทย์ที่ยากและท้าทายขึ้นในการที่จะสร้างความสนใจและกระตุ้นให้ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายเกิดความต้องการใช้สินค้าหรือบริการของตน
ด้านนายโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ Vice President, Director of Idea Strategy & Brand Consultant กล่าวเสริมว่า สืบเนื่องจากสภาวะที่เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทำให้การตลาดหรือการสร้างแบรนด์ที่ยึดหลักการสร้างจุดขายที่แตกต่าง (USP) จากสินค้า/บริการหรือภาพลักษณ์ของแบรนด์อาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยทำให้คู่แข่งหลายรายสามารถลอกเลียนแบบได้ทัน
ส่วนวิธีการใช้โฆษณาที่แปลกแหวกแนวก็เพียงเรียกร้องความสนใจได้ดีในช่วงแรก แต่ไม่ได้ช่วยให้แบรนด์เติบโตขึ้นมามีคุณค่าที่แข็งแรงในใจผู้บริโภคได้ ธุรกิจหรือแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในทุกวันนี้ส่วนใหญ่มักจะมีวิสัยทัศน์ด้านการเป็นผู้นำทางความคิดใหม่ๆ มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาสินค้าหรือบริการที่นำเสนอให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งมีการสื่อสารและสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภคอยู่สม่ำเสมอนั่นคือแหล่งที่มาของสิ่งที่เราเรียกว่า Brand Energy หรือ พลังในการพัฒนาตัวเองของแบรนด์ ซึ่งมาจากความคิดความรู้สึกของผู้บริโภค และเมื่อแบรนด์ที่มีพลังในการพัฒนาตัวเอง (Brand Energy) ในระดับที่สูงจะทำให้แบรนด์นั้นดูโดดเด่นแตกต่าง (Differentiation) และทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่ามีความเหมาะสมกับตัวเขา (Relevance) ซึ่งทั้งสามสิ่งนี้จะก่อให้เกิด พลังที่ทำให้แบรนด์เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง (Energized Brand Strength) ในใจผู้บริโภค
พร้อมกันนี้ได้มีการนำข้อมูลของแบรนด์ซึ่งมี พลังที่ทำให้แบรนด์เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง (Energized Brand Strength) สูงสุด 50 อันดับในใจผู้บริโภคของสหรัฐอเมริกา มาวิเคราะห์ร่วมกับมูลค่าหุ้นของแบรนด์ดังกล่าวที่ทางสถาบัน S&P 500 ทำการประเมินไว้ โดยนำมาศึกษาความเปลี่ยนแปลงในทุกๆช่วง 6 เดือนทำให้เราพบว่า แบรนด์ซึ่งมี พลังที่ทำให้แบรนด์เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง (Energized Brand Strength) สูงสุด 50 อันดับจะมีมูลค่าหุ้นสูงกว่าแบรนด์ทั่วๆ ไปถึง 7 เท่า
นอกจากนี้ยังพบว่า ยิ่งแบรนด์มีพลังในการพัฒนาตัวเองมากเท่าไรก็ยิ่งทำให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจอยากเข้ามาซื้อและใช้บริการ(Consideration) หรือมีความภักดีกับแบรนด์ที่ซื้อมากขึ้นด้วย (Loyalty) ทั้งหมดนี้คือมูลค่าของแบรนด์ทางธุรกิจซึ่ง Energized Brand Strength สามารถชี้วัดได้และทางบริษัท Y&R เราสามารถทำการตรวจวัด พลังที่ทำให้แบรนด์เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง (Energized Brand Strength) นี้ได้ผ่านทางเครื่องมือที่เรียกว่า Brand Asset® Valuator (BAV)
ทั้งนี้ Brand Asset® Valuator (BAV®) คือ เครื่องมือที่ช่วยในการสร้างกลยุทธ์การสื่อสารให้กับแบรนด์ที่บริษัทในเครือของ Y&R ดูแลอยู่ทั่วโลก โดยเกิดขึ้นจากการทำวิจัยเชิงปริมาณกับคนทั่วโลก (Global Survey Research) เพื่อศึกษาเรื่อง ทัศนคติและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ต่างๆ ทั่วโลก บริษัท Y&R ทำการเก็บรวบรวมข้อมูล BAV® ดังกล่าวนี้มาแล้วกว่า 13 ปี ศึกษามามากกว่า 35,000 แบรนด์กับผู้บริโภคจำนวนมากกว่า 500,000 คน จนถือเป็นฐานข้อมูลเรื่องทัศนคติและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์ต่างๆที่ใหญ่ที่สุดในโลก!
สำหรับ จุดเด่นสำคัญ 3 ประการที่ทำให้ BAV® แตกต่างจากเครื่องมือวิจัยตลาดโดยทั่วไปและเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการวางกลยุทธ์สำหรับสร้างและบริหารแบรนด์ของลูกค้าในเครือบริษัท Y&R คือ 1) BAV® คือ อุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพที่แท้จริงของแบรนด์ (Brand Health Check) 2) BAV® คือ แหล่งความรู้สำหรับการวางกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ในหลากหลายกลุ่มประเภทสินค้าและบริการ (Strategic Think Tank) 3) BAV® คือ เข็มทิศในการค้นหาทิศทางในการบริหารแบรนด์ให้มีพลังเติบโตอย่างแข็งแรง (A Compass of Energetic Brand Direction) ด้วยจุดเด่นสำคัญๆ เหล่านี้ทำให้ BAV® เป็นเครื่องมือในการวางกลยุทธ์และประเมินคุณค่าในแบรนด์ที่มีชื่อเสียงของ Y&R จนได้รับการยอมรับและกล่าวถึงในหนังสือของปรมาจารย์ด้านการตลาดและ แบรนด์ชื่อดังหลายท่าน
http://www.settrade.com/S17_ContentDisp ... egoryId=16
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news02/01/08
โพสต์ที่ 79
ธุรกิจPR ปีหนูไม่ชวด [ ฉบับที่ 858 ประจำวันที่ 27-12-2007 ถึง 5-1-2008]
CSR มาแรง ผู้บริโภคชื่นชมองค์กรรักสังคม
ธุรกิจประชาสัมพันธ์ปีชวด ไม่ชวดอย่างที่คิด กูรูพีอาร์ชี้แนวโน้มรุ่ง องค์กรทั่วโลกให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ เพื่อการสร้างแบรนด์รับโลกการสื่อสารสมัยใหม่ เผย CSR มาแรงสุด ตอบโจทย์ทั้งรูปธรรม และนามธรรม ด้านกลยุทธ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ยังแรงต่อเนื่อง
นายฟิลิป คอตเลอร์ ปรมาจารย์ด้านการตลาดชื่อดังของโลก เปิดเผยว่า บทบาทความสำคัญของการประชาสัมพันธ์ เมื่อครั้งที่เดินทางมาบรรยายในประเทศไทยครั้งล่าสุดว่า ปีหน้านักการตลาดจะต้องหันมาใช้กลยุทธ์พีอาร์เป็นเครื่องมือในการสื่อสารหลัก สืบเนื่องจากไลฟ์สไตล์ของการดำเนินชีวิตที่ต่างจากเดิมเนื่องจากการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ ส่งผลให้ความสามารถในการสื่อสารที่จะสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป
สำหรับกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ที่
มาแรงสุดในขณะนี้และต่อเนื่องไปในอนาคตคือ CSR (Corporate Social responsibility) ซึ่งเป็นการใช้กลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ ในรูปแบบของการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร เพราะกลยุทธ์ดังกล่าวสามารถตอบโจทย์ต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน ทั้งประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม อาทิ การช่วยให้ราคาหุ้นมีเสถียรภาพเนื่องจากเป็นที่ต้องการของนักลงทุน, ทำให้พนักงานเกิดความภาคภูมิใจในการทำงานร่วมกับองค์กร, องค์กรสามารถสร้างรายได้และส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจากการที่ลูกค้าพิจารณาเลือกซื้อสินค้าและบริการจากองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม, ช่วยองค์กรลดรายจ่ายด้านการโฆษณาเปิดตัวสินค้าได้ กรณีที่องค์กรนั้นช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากผลผลิตที่ล้นตลาด เป็นต้น และประโยชน์ที่เป็นนามธรรม อาทิ การช่วยให้แบรนด์ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว และช่วยเสริมภาพลักษณ์ในแง่การเป็นองค์กรที่ได้มาตรฐานสากล เป็นต้น
นายดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์
แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด
กล่าวว่า ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปจะเป็นยุคที่ได้
เห็นกลยุทธ์การตลาดแบบประชาสัมพันธ์
นำกลยุทธ์การตลาดแบบโฆษณาอย่างชัด
เจน เนื่องจากองค์กรต่างๆ ได้เร่งสร้าง
เสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ ปรับ
ภาพลักษณ์ให้เป็นที่ยอมรับของสาธารณะ และก้าวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลก
นั่นจึงหมายถึงความสำเร็จอย่างยั่งยืนขององค์กรทั้งหลายในปัจจุบัน ที่ไม่ได้มีแค่ตัวเลขผลประกอบการหรือผลงานดีเท่านั้น แต่ต้องมีภาพลักษณ์ของการมีจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบต่อสังคม และมีความโปร่งใสด้วย เหตุนี้การประชาสัมพันธ์จึงมีบทบาทอย่างมากต่อการสร้างแบรนด์ สื่อสารการตลาด และการขาย เพราะผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้เลือกซื้อสินค้าและบริการเฉพาะจากสิ่งที่เห็นและจับต้องได้เท่านั้น แต่มองหาคุณค่าและประสบการณ์อื่นที่แฝงอยู่ในสินค้าและบริการนั้นๆ มากกว่า ซึ่งในปี 2551 คาดว่าธุรกิจประชาสัมพันธ์จะมีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 15%
โดยในช่วงปลายปีที่ผ่านมาธุรกิจประชาสัมพันธ์โดยรวมมีอัตราการเติบโตที่ดีขึ้น ทั้งนี้มาจากภาครัฐและเอกชนได้มีการอัดงบการตลาดเพื่อสร้างแบรนด์ให้กับผลิตภัณฑ์และองค์กรเป็นอย่างมากเพื่อเป็นการส่งท้ายปี รวมไปถึงกิจกรรมรณรงค์หาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม
http://www.siamturakij.com/home/news/di ... s_id=10234
CSR มาแรง ผู้บริโภคชื่นชมองค์กรรักสังคม
ธุรกิจประชาสัมพันธ์ปีชวด ไม่ชวดอย่างที่คิด กูรูพีอาร์ชี้แนวโน้มรุ่ง องค์กรทั่วโลกให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ เพื่อการสร้างแบรนด์รับโลกการสื่อสารสมัยใหม่ เผย CSR มาแรงสุด ตอบโจทย์ทั้งรูปธรรม และนามธรรม ด้านกลยุทธ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ยังแรงต่อเนื่อง
นายฟิลิป คอตเลอร์ ปรมาจารย์ด้านการตลาดชื่อดังของโลก เปิดเผยว่า บทบาทความสำคัญของการประชาสัมพันธ์ เมื่อครั้งที่เดินทางมาบรรยายในประเทศไทยครั้งล่าสุดว่า ปีหน้านักการตลาดจะต้องหันมาใช้กลยุทธ์พีอาร์เป็นเครื่องมือในการสื่อสารหลัก สืบเนื่องจากไลฟ์สไตล์ของการดำเนินชีวิตที่ต่างจากเดิมเนื่องจากการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ ส่งผลให้ความสามารถในการสื่อสารที่จะสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป
สำหรับกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ที่
มาแรงสุดในขณะนี้และต่อเนื่องไปในอนาคตคือ CSR (Corporate Social responsibility) ซึ่งเป็นการใช้กลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ ในรูปแบบของการสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร เพราะกลยุทธ์ดังกล่าวสามารถตอบโจทย์ต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน ทั้งประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม อาทิ การช่วยให้ราคาหุ้นมีเสถียรภาพเนื่องจากเป็นที่ต้องการของนักลงทุน, ทำให้พนักงานเกิดความภาคภูมิใจในการทำงานร่วมกับองค์กร, องค์กรสามารถสร้างรายได้และส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจากการที่ลูกค้าพิจารณาเลือกซื้อสินค้าและบริการจากองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม, ช่วยองค์กรลดรายจ่ายด้านการโฆษณาเปิดตัวสินค้าได้ กรณีที่องค์กรนั้นช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากผลผลิตที่ล้นตลาด เป็นต้น และประโยชน์ที่เป็นนามธรรม อาทิ การช่วยให้แบรนด์ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว และช่วยเสริมภาพลักษณ์ในแง่การเป็นองค์กรที่ได้มาตรฐานสากล เป็นต้น
นายดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์
แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด
กล่าวว่า ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปจะเป็นยุคที่ได้
เห็นกลยุทธ์การตลาดแบบประชาสัมพันธ์
นำกลยุทธ์การตลาดแบบโฆษณาอย่างชัด
เจน เนื่องจากองค์กรต่างๆ ได้เร่งสร้าง
เสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ ปรับ
ภาพลักษณ์ให้เป็นที่ยอมรับของสาธารณะ และก้าวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลก
นั่นจึงหมายถึงความสำเร็จอย่างยั่งยืนขององค์กรทั้งหลายในปัจจุบัน ที่ไม่ได้มีแค่ตัวเลขผลประกอบการหรือผลงานดีเท่านั้น แต่ต้องมีภาพลักษณ์ของการมีจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อม มีความรับผิดชอบต่อสังคม และมีความโปร่งใสด้วย เหตุนี้การประชาสัมพันธ์จึงมีบทบาทอย่างมากต่อการสร้างแบรนด์ สื่อสารการตลาด และการขาย เพราะผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้เลือกซื้อสินค้าและบริการเฉพาะจากสิ่งที่เห็นและจับต้องได้เท่านั้น แต่มองหาคุณค่าและประสบการณ์อื่นที่แฝงอยู่ในสินค้าและบริการนั้นๆ มากกว่า ซึ่งในปี 2551 คาดว่าธุรกิจประชาสัมพันธ์จะมีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 15%
โดยในช่วงปลายปีที่ผ่านมาธุรกิจประชาสัมพันธ์โดยรวมมีอัตราการเติบโตที่ดีขึ้น ทั้งนี้มาจากภาครัฐและเอกชนได้มีการอัดงบการตลาดเพื่อสร้างแบรนด์ให้กับผลิตภัณฑ์และองค์กรเป็นอย่างมากเพื่อเป็นการส่งท้ายปี รวมไปถึงกิจกรรมรณรงค์หาเสียงของพรรคการเมืองต่างๆ ก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม
http://www.siamturakij.com/home/news/di ... s_id=10234
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news03/01/08
โพสต์ที่ 80
TNITY ออกงานวิจัย ระบุ เงินเฟ้อ กระทบรายได้โฆษณาไตรมาสแรก แต่สื่อโทรทัศน์+โรงภาพยนตร์ยังได้ประโยชน์
Posted on Thursday, January 03, 2008
ล่าสุด ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ (TNITY) ได้ออกงานวิจัย สรุปสารระสำคัญได้ว่า หากพิจารณาควาทมสัมพันธ์ระหว่างอัตราเงินเฟ้อ และรายจ่ายโฆษณาแล้ว โดยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อที่ประกาศออกมาครั้งล่าสุดที่ 3.2% เป็นอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน และทุกครั้งที่อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นเกิน 3% จะส่งผลกระทบให้การบริโภคมีแนวโน้มชะลอตัวในไตรมาสแรก และส่งผลต่อเนื่องให้แนวโน้มการใช้จ่ายด้านโฆษณาปรับลดลงตามไปด้วย
นอกจากนั้น การที่อัตราการซื้อโฆษณา ช่วงเดือนมกราคม เป็นช่วง Low Season ตามวัฏจัรกธุรกิจ ประกอบกับ ไตรมาสแรกปีนี้ ยังมีวาระพิเศษจากการงดกิจกรรมรื่นเริง เนื่องจากการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ จึงทำให้ TNITY คาดหมายว่า การใช้จ่ายในช่วงเดือนมกราคมจะชะลอตัวลงจากเดือนธันวาคมมากกว่า 10% และมีผลต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในเดือนมีนาคม แต่เนื่องจากมี Lag time ดังนั้น การบริโภคที่ฟื้นตัวจะเริ่มเห็นผลจริง ๆในปลายไตรมาส 2
อย่างไรก็ตาม การที่ปีนี้มีกิจกรรมที่เกี่ยวกับกีฬา ได้แก่ การจัดการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2008 ในวันที่ 7 ? 29 มิถุนายน และการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค 2008 ในวันที่ 8 - 24 สิงหาคม ดังนั้น แนวโน้มการใช้จ่ายเรื่องโฆษณาในปี 2551 จะมาตามรูปแบบของโฆษณา โดยในกลุ่มของอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสูงคือ อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม โดยเฉพาะเครื่องดื่มชูกำลัง และเครื่องดื่ม Soft Drink ที่เป็นผู้สนับสนุนหลักของการจัดงาน
ดังนั้น ผลที่ตามมา ก็คือ สื่อโฆษณาผ่านโทรทัศน์ และโรงภาพยนตร์ จะได้ประโยชน์เต็มตัว โดย TNITY มีความเห็นว่า ธุรกิจโทรทัศน์ที่จับกลุ่มผู้ประกอบการแบบ Mass Media จะเป็นกลุ่มที่ยังสามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดหลักไว้ได้
ส่วนกลุ่มโฆษณาประเภท Below the line คาดว่าเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มการ
แข่งขันที่รุนแรงเพิ่มขึ้น
สำหรับสื่อโฆษณาในโรงภาพยนตร์ ซึ่งสามารถเพิ่มสัดส่วน Market Share ได้เพิ่มสูงขึ้น ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ก็น่าจะสดใสต่อเนื่อง และมีโอกาสเติบโตมากขึ้นอีก ตามจำนวนสาขาโรงภาพยนตร์ที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากราคาหุ้นในกลุ่มบันเทิง ซึ่งหุ้นหลายตัวยังซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน แต่ในระยะสั้น TNITY ยังมองไม่เห็นความน่าสนใจ เนื่องจากแนวโน้มการใช้จ่ายด้านโฆษณาในช่วงครึ่งปีแรก จะยังไม่ฟื้นตัวตามที่คาดไว้ จึงแนะนำ " ซื้อเมื่ออ่อนตัว " ในหุ้น Top Pick 2 ตัว ได้แก่ MAJOR(ราคาเหมาะสม 21.10 บาท) และ BEC (ราคาเหมาะสม 30 บาท)
http://www.moneychannel.co.th/BreakingN ... fault.aspx
Posted on Thursday, January 03, 2008
ล่าสุด ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ (TNITY) ได้ออกงานวิจัย สรุปสารระสำคัญได้ว่า หากพิจารณาควาทมสัมพันธ์ระหว่างอัตราเงินเฟ้อ และรายจ่ายโฆษณาแล้ว โดยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อที่ประกาศออกมาครั้งล่าสุดที่ 3.2% เป็นอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน และทุกครั้งที่อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นเกิน 3% จะส่งผลกระทบให้การบริโภคมีแนวโน้มชะลอตัวในไตรมาสแรก และส่งผลต่อเนื่องให้แนวโน้มการใช้จ่ายด้านโฆษณาปรับลดลงตามไปด้วย
นอกจากนั้น การที่อัตราการซื้อโฆษณา ช่วงเดือนมกราคม เป็นช่วง Low Season ตามวัฏจัรกธุรกิจ ประกอบกับ ไตรมาสแรกปีนี้ ยังมีวาระพิเศษจากการงดกิจกรรมรื่นเริง เนื่องจากการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ จึงทำให้ TNITY คาดหมายว่า การใช้จ่ายในช่วงเดือนมกราคมจะชะลอตัวลงจากเดือนธันวาคมมากกว่า 10% และมีผลต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในเดือนมีนาคม แต่เนื่องจากมี Lag time ดังนั้น การบริโภคที่ฟื้นตัวจะเริ่มเห็นผลจริง ๆในปลายไตรมาส 2
อย่างไรก็ตาม การที่ปีนี้มีกิจกรรมที่เกี่ยวกับกีฬา ได้แก่ การจัดการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2008 ในวันที่ 7 ? 29 มิถุนายน และการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค 2008 ในวันที่ 8 - 24 สิงหาคม ดังนั้น แนวโน้มการใช้จ่ายเรื่องโฆษณาในปี 2551 จะมาตามรูปแบบของโฆษณา โดยในกลุ่มของอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสูงคือ อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม โดยเฉพาะเครื่องดื่มชูกำลัง และเครื่องดื่ม Soft Drink ที่เป็นผู้สนับสนุนหลักของการจัดงาน
ดังนั้น ผลที่ตามมา ก็คือ สื่อโฆษณาผ่านโทรทัศน์ และโรงภาพยนตร์ จะได้ประโยชน์เต็มตัว โดย TNITY มีความเห็นว่า ธุรกิจโทรทัศน์ที่จับกลุ่มผู้ประกอบการแบบ Mass Media จะเป็นกลุ่มที่ยังสามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดหลักไว้ได้
ส่วนกลุ่มโฆษณาประเภท Below the line คาดว่าเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีแนวโน้มการ
แข่งขันที่รุนแรงเพิ่มขึ้น
สำหรับสื่อโฆษณาในโรงภาพยนตร์ ซึ่งสามารถเพิ่มสัดส่วน Market Share ได้เพิ่มสูงขึ้น ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ก็น่าจะสดใสต่อเนื่อง และมีโอกาสเติบโตมากขึ้นอีก ตามจำนวนสาขาโรงภาพยนตร์ที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากราคาหุ้นในกลุ่มบันเทิง ซึ่งหุ้นหลายตัวยังซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน แต่ในระยะสั้น TNITY ยังมองไม่เห็นความน่าสนใจ เนื่องจากแนวโน้มการใช้จ่ายด้านโฆษณาในช่วงครึ่งปีแรก จะยังไม่ฟื้นตัวตามที่คาดไว้ จึงแนะนำ " ซื้อเมื่ออ่อนตัว " ในหุ้น Top Pick 2 ตัว ได้แก่ MAJOR(ราคาเหมาะสม 21.10 บาท) และ BEC (ราคาเหมาะสม 30 บาท)
http://www.moneychannel.co.th/BreakingN ... fault.aspx
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news11/01/08
โพสต์ที่ 81
เงินโฆษณาปี50ทะลุ9หมื่นล.
โพสต์ทูเดย์ นีลเส็น เผยตัวเลขอุตสาหกรรมโฆษณาทะลุ 9 หมื่นล้าน ขยายตัว 2.54% นักโฆษณาระบุสื่อหลักยังน่าห่วง
บริษัท นีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช (ประเทศไทย) รายงานตัวเลขการใช้งบโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ในปี 2550 ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามียอด ใช้จ่ายรวม 9.2 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 2.54% จากปีก่อน โดยสื่อหลักอยู่ในภาวะทรงตัว ขณะที่สื่อทางเลือกใหม่เติบโตมากขึ้น
ทั้งนี้ ทีวียังเป็นสื่อที่ใช้งบโฆษณาสูงสุด 5.3 หมื่นล้านบาท ตามด้วยสื่อหนังสือพิมพ์ 1.5 หมื่นล้านบาท วิทยุ 6.4 พันล้านบาท นิตยสาร 5.9 พันล้านบาท สื่อกลางแจ้ง 4.4 พันล้านบาท สื่อโรงภาพยนตร์ 4.3 พันล้านบาท สื่อเคลื่อนที่ 956 ล้านบาท และสื่อ อินสโตร์ 570 ล้านบาท
สำหรับสื่อที่มีการ ขยายตัวสูงสุด ได้แก่ โรงภาพยนตร์ เติบโต 110% ตามด้วยสื่ออินสโตร์ 81.5% หนังสือพิมพ์ขยายตัว 2.6% โทรทัศน์ขยายตัว 0.02% ส่วนสื่ออื่นๆ ติดลบ โดยสื่อที่มีการใช้เงิน ลดลงมากที่สุด คือ นิตยสาร
สำหรับแบรนด์ที่ใช้งบสูงสุดในรอบปีที่ผ่านมา อันดับ 1 ได้แก่ ผลิตภัณฑ์พอนด์ส, 2.วัตถุมงคล 3.โตโยต้า ปิกอัพ 4.ออย ออฟ โอเลย์ 5.เครื่องดื่มเอ็ม 100 6.โค้ก 7.แฮปปี้ 8.บรีซ 9.คลีนิคและ10.ยาสีฟันคอลเกต
นายวิชัย สุภาสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาราท มีเดีย เซอร์วิส (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มการใช้งบโฆษณาในปีนี้ ทีวี ยังคงเป็นสื่อที่มีการเงินมากที่สุด แต่สื่อทางเลือกอื่นๆ มีการเติบโตมากขึ้น เช่น อินเทอร์เน็ต เป็นต้น ซึ่งคาดว่าการใช้เงินของ ปีนี้จะทำให้อุตสาหกรรมโฆษณาโดยรวมมีมูลค่าถึงแสนล้านบาท
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=213943
โพสต์ทูเดย์ นีลเส็น เผยตัวเลขอุตสาหกรรมโฆษณาทะลุ 9 หมื่นล้าน ขยายตัว 2.54% นักโฆษณาระบุสื่อหลักยังน่าห่วง
บริษัท นีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช (ประเทศไทย) รายงานตัวเลขการใช้งบโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ ในปี 2550 ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามียอด ใช้จ่ายรวม 9.2 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 2.54% จากปีก่อน โดยสื่อหลักอยู่ในภาวะทรงตัว ขณะที่สื่อทางเลือกใหม่เติบโตมากขึ้น
ทั้งนี้ ทีวียังเป็นสื่อที่ใช้งบโฆษณาสูงสุด 5.3 หมื่นล้านบาท ตามด้วยสื่อหนังสือพิมพ์ 1.5 หมื่นล้านบาท วิทยุ 6.4 พันล้านบาท นิตยสาร 5.9 พันล้านบาท สื่อกลางแจ้ง 4.4 พันล้านบาท สื่อโรงภาพยนตร์ 4.3 พันล้านบาท สื่อเคลื่อนที่ 956 ล้านบาท และสื่อ อินสโตร์ 570 ล้านบาท
สำหรับสื่อที่มีการ ขยายตัวสูงสุด ได้แก่ โรงภาพยนตร์ เติบโต 110% ตามด้วยสื่ออินสโตร์ 81.5% หนังสือพิมพ์ขยายตัว 2.6% โทรทัศน์ขยายตัว 0.02% ส่วนสื่ออื่นๆ ติดลบ โดยสื่อที่มีการใช้เงิน ลดลงมากที่สุด คือ นิตยสาร
สำหรับแบรนด์ที่ใช้งบสูงสุดในรอบปีที่ผ่านมา อันดับ 1 ได้แก่ ผลิตภัณฑ์พอนด์ส, 2.วัตถุมงคล 3.โตโยต้า ปิกอัพ 4.ออย ออฟ โอเลย์ 5.เครื่องดื่มเอ็ม 100 6.โค้ก 7.แฮปปี้ 8.บรีซ 9.คลีนิคและ10.ยาสีฟันคอลเกต
นายวิชัย สุภาสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาราท มีเดีย เซอร์วิส (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มการใช้งบโฆษณาในปีนี้ ทีวี ยังคงเป็นสื่อที่มีการเงินมากที่สุด แต่สื่อทางเลือกอื่นๆ มีการเติบโตมากขึ้น เช่น อินเทอร์เน็ต เป็นต้น ซึ่งคาดว่าการใช้เงินของ ปีนี้จะทำให้อุตสาหกรรมโฆษณาโดยรวมมีมูลค่าถึงแสนล้านบาท
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=213943
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news14/01/08
โพสต์ที่ 82
SCBS+KEST เชื่อ หุ้นกลุ่มสื่อยังน่าสนใจ เพราะเม็ดเงินโฆษณาเพิ่ม แต่ไตรมาส 4 MAJOR ไม่น่าแจ๋ว
--------------------------------------------------------------------------------
Posted on Monday, January 14, 2008
หลังจาก Nielsen Media Research เปิดเผยตัวเลขยอดโฆษณาเดือนธันวาคม ว่าเพิ่มขึ้น 5.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (yoy) เป็น 8,127 ล้านบาท นับเป็นอัตราการเติบโตที่สูงสุดเป็นอันดับ 2 ในรอบปี 2550 เป็นรองแค่เดือนพฤศจิกายนเท่านั้น ซึ่งมีอัตราขยายตัว 7.1%
ทั้งนี้ การเติบโตเป็นผลมาจากการขยายตัวของเม็ดเงินโฆษณาสื่อโทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ซึ่งได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการรณรงค์เลือกตั้งจาก กกต. ส่วนเม็ดเงินโฆษณาสินค้าอุปโภคบริโภคก็ยังคงเพิ่มขึ้นเช่นเดิม แต่ Unilever ซึ่งเป็นผู้ที่ใช้เม็ดเงินโฆษณารายใหญ่ที่สุดกลับใช้งบโฆษณาลดลงถึง 16% yoy
สำหรับสินค้าที่ใช้เม็ดเงินโฆษณาเพิ่มขึ้นเด่นชัด คือสินค้าวัตถุมงคลและเครื่องดื่ม ขณะที่กลุ่มสื่อสารใช้เม็ดเงินลดลง
อย่างไรก็ดี จากปัจจัยลบหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง หรือความเชื่อมั่นผู้บริโภค ที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้เม็ดเงินโฆษณาสำหรับทั้งปี 2550 เติบโตเพียง 2.5% yoy เป็น 92,010 ล้านบาท โดยสื่อโทรทัศน์ซึ่งเป็นสื่อที่มีเม็ดเงินโฆษณามากที่สุดถึง 58% ของอุตสาหกรรมโฆษณาทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 2549 ส่วนสื่อที่เติบโตสูงสุดคือสื่อโรงภาพยนตร์ที่เติบโตถึง 110.5%
การที่เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ทำให้ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไทยพาณิชย์ (SCBS) ออกบทวิจัย ระบุว่า ผู้ประกอบการโทรทัศน์จะรายงานกำไรงวดไตรมาส 4 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหุ้นที่ได้รับผลบวก ประกอบไปด้วย MCOT BEC GRAMMY และ GMMM
อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินโฆษณาทางโรงภาพยนตร์ในไตรมาส 4 ปี 2550 ลดลง 1.9% สู่จำนวน 1.19 พันล้านบาท จากจำนวน 1.21 พันล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2550 MAJOR มีแนวโน้มที่จะรายงานรายได้โฆษณาทางโรงภาพยนตร์ลดลงในไตรมาส 4 ปี 2550 ตามแนวโน้มของอุตสาหกรรม
แต่กระนั้น การที่ MAJOR มีภาพยนตร์ฮิตจาก Hollywood หลายเรื่องด้วยกัน ได้แก่ National Treasure 2, I Am Legend, และ Alian VS Predator 2 การรายงานรายได้จากการจำหน่ายตั๋วภาพยนตร์ของเดือนธันวาคมจำนวนมาก ดูเหมือนจะเป็นข่าวดีสำหรับผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์ แต่รายได้จากการจำหน่ายตั๋วภาพยนตร์ในไตรมาส 4 ถือว่าต่ำที่จำนวน 740 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ
จำนวน 990 ล้านบาทในไตรมาส 3 ก่อนหน้า ส่งผลให้รายได้จากการขายบัตรชมภาพยนตร์ในไตรมาส 4 อาจปรับลดลง 25% จากไตรมาสก่อนหน้า และการคาดหมายผลกำไรไตรมาส 4 ที่ชะลอตัวลงนี้ ก็มีผลให้มีแรงขายกระจายตัวออกมาในหุ้น MAJOR จนราคาหุ้นปรับลดลงในระดับหนึ่งแล้ว
ด้านฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.กิมเอ็ง (KEST) บอกว่า เมื่อประเมินแนวโน้มของอุตสาหกรรมโฆษณาในปีนี้ คาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นกว่าปีก่อนจากคาดการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการจับจ่าย ใช้สอยของผู้บริโภค ประกอบกับมีการปรับขึ้นค่าโฆษณาของสถานีโทรทัศน์บางแห่งเช่น ช่อง 3 ช่อง 9 รวมทั้งบางรายการทางช่อง 5 โดยเฉลี่ยแล้วอัตราค่าโฆษณาถูกปรับขึ้น 8 -10%
การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมโฆษณาจะส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มสื่อ ซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้หลักมาจากค่าโฆษณา ในขณะที่การที่ทีไอทีวีต้องเปลี่ยนไปเป็นโทรทัศน์สาธารณะนั้นคาดว่าจะทำให้เม็ดเงินไหลไปที่สถานีอื่น ๆ
นอกจากนั้น ราคาหุ้นกลุ่มสื่อยังมี Upside ไม่ต่ำกว่า 19% เมื่อเทียบกับราคาเหมาะสม จึงแนะนำ ซื้อ BEC และ MCOT เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตแข็งแกร่งจากการปรับขึ้นค่าโฆษณาและอัตราการใช้เวลาโฆษณาที่เพิ่มขึ้น
สำหรับ GRAMMY และ GMMM ก็เป็นหุ้นที่น่าสนใจลงทุนเนื่องจากราคาหุ้นยังถูกโดยมี PER ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับหุ้นอื่นในกลุ่มสื่อ รวมทั้งผลประกอบการคาดว่าจะมีการขยายตัวดี
ส่วน WORK ก็จะได้รับประโยชน์จากการปรับขึ้นค่าโฆษณาและมีรายได้เสริมจากธุรกิจภาพยนตร์ ละครเวทีและการแสดงต่าง ๆ
ขณะที่ MAJOR ยังคงเป็นหุ้นที่ KEST ชื่นชอบเหมือนเคย เพราะในปีนี้ จะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขยายสาขาเพิ่มขึ้น และการมีภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่เข้าฉายหลายเรื่องในปีนี้
http://www.moneychannel.co.th/BreakingN ... fault.aspx
--------------------------------------------------------------------------------
Posted on Monday, January 14, 2008
หลังจาก Nielsen Media Research เปิดเผยตัวเลขยอดโฆษณาเดือนธันวาคม ว่าเพิ่มขึ้น 5.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (yoy) เป็น 8,127 ล้านบาท นับเป็นอัตราการเติบโตที่สูงสุดเป็นอันดับ 2 ในรอบปี 2550 เป็นรองแค่เดือนพฤศจิกายนเท่านั้น ซึ่งมีอัตราขยายตัว 7.1%
ทั้งนี้ การเติบโตเป็นผลมาจากการขยายตัวของเม็ดเงินโฆษณาสื่อโทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ซึ่งได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการรณรงค์เลือกตั้งจาก กกต. ส่วนเม็ดเงินโฆษณาสินค้าอุปโภคบริโภคก็ยังคงเพิ่มขึ้นเช่นเดิม แต่ Unilever ซึ่งเป็นผู้ที่ใช้เม็ดเงินโฆษณารายใหญ่ที่สุดกลับใช้งบโฆษณาลดลงถึง 16% yoy
สำหรับสินค้าที่ใช้เม็ดเงินโฆษณาเพิ่มขึ้นเด่นชัด คือสินค้าวัตถุมงคลและเครื่องดื่ม ขณะที่กลุ่มสื่อสารใช้เม็ดเงินลดลง
อย่างไรก็ดี จากปัจจัยลบหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง หรือความเชื่อมั่นผู้บริโภค ที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้เม็ดเงินโฆษณาสำหรับทั้งปี 2550 เติบโตเพียง 2.5% yoy เป็น 92,010 ล้านบาท โดยสื่อโทรทัศน์ซึ่งเป็นสื่อที่มีเม็ดเงินโฆษณามากที่สุดถึง 58% ของอุตสาหกรรมโฆษณาทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 2549 ส่วนสื่อที่เติบโตสูงสุดคือสื่อโรงภาพยนตร์ที่เติบโตถึง 110.5%
การที่เม็ดเงินโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ทำให้ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไทยพาณิชย์ (SCBS) ออกบทวิจัย ระบุว่า ผู้ประกอบการโทรทัศน์จะรายงานกำไรงวดไตรมาส 4 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหุ้นที่ได้รับผลบวก ประกอบไปด้วย MCOT BEC GRAMMY และ GMMM
อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินโฆษณาทางโรงภาพยนตร์ในไตรมาส 4 ปี 2550 ลดลง 1.9% สู่จำนวน 1.19 พันล้านบาท จากจำนวน 1.21 พันล้านบาทในไตรมาส 3 ปี 2550 MAJOR มีแนวโน้มที่จะรายงานรายได้โฆษณาทางโรงภาพยนตร์ลดลงในไตรมาส 4 ปี 2550 ตามแนวโน้มของอุตสาหกรรม
แต่กระนั้น การที่ MAJOR มีภาพยนตร์ฮิตจาก Hollywood หลายเรื่องด้วยกัน ได้แก่ National Treasure 2, I Am Legend, และ Alian VS Predator 2 การรายงานรายได้จากการจำหน่ายตั๋วภาพยนตร์ของเดือนธันวาคมจำนวนมาก ดูเหมือนจะเป็นข่าวดีสำหรับผู้ประกอบการโรงภาพยนตร์ แต่รายได้จากการจำหน่ายตั๋วภาพยนตร์ในไตรมาส 4 ถือว่าต่ำที่จำนวน 740 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ
จำนวน 990 ล้านบาทในไตรมาส 3 ก่อนหน้า ส่งผลให้รายได้จากการขายบัตรชมภาพยนตร์ในไตรมาส 4 อาจปรับลดลง 25% จากไตรมาสก่อนหน้า และการคาดหมายผลกำไรไตรมาส 4 ที่ชะลอตัวลงนี้ ก็มีผลให้มีแรงขายกระจายตัวออกมาในหุ้น MAJOR จนราคาหุ้นปรับลดลงในระดับหนึ่งแล้ว
ด้านฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.กิมเอ็ง (KEST) บอกว่า เมื่อประเมินแนวโน้มของอุตสาหกรรมโฆษณาในปีนี้ คาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นกว่าปีก่อนจากคาดการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการจับจ่าย ใช้สอยของผู้บริโภค ประกอบกับมีการปรับขึ้นค่าโฆษณาของสถานีโทรทัศน์บางแห่งเช่น ช่อง 3 ช่อง 9 รวมทั้งบางรายการทางช่อง 5 โดยเฉลี่ยแล้วอัตราค่าโฆษณาถูกปรับขึ้น 8 -10%
การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมโฆษณาจะส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มสื่อ ซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้หลักมาจากค่าโฆษณา ในขณะที่การที่ทีไอทีวีต้องเปลี่ยนไปเป็นโทรทัศน์สาธารณะนั้นคาดว่าจะทำให้เม็ดเงินไหลไปที่สถานีอื่น ๆ
นอกจากนั้น ราคาหุ้นกลุ่มสื่อยังมี Upside ไม่ต่ำกว่า 19% เมื่อเทียบกับราคาเหมาะสม จึงแนะนำ ซื้อ BEC และ MCOT เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตแข็งแกร่งจากการปรับขึ้นค่าโฆษณาและอัตราการใช้เวลาโฆษณาที่เพิ่มขึ้น
สำหรับ GRAMMY และ GMMM ก็เป็นหุ้นที่น่าสนใจลงทุนเนื่องจากราคาหุ้นยังถูกโดยมี PER ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับหุ้นอื่นในกลุ่มสื่อ รวมทั้งผลประกอบการคาดว่าจะมีการขยายตัวดี
ส่วน WORK ก็จะได้รับประโยชน์จากการปรับขึ้นค่าโฆษณาและมีรายได้เสริมจากธุรกิจภาพยนตร์ ละครเวทีและการแสดงต่าง ๆ
ขณะที่ MAJOR ยังคงเป็นหุ้นที่ KEST ชื่นชอบเหมือนเคย เพราะในปีนี้ จะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขยายสาขาเพิ่มขึ้น และการมีภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่เข้าฉายหลายเรื่องในปีนี้
http://www.moneychannel.co.th/BreakingN ... fault.aspx
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news16/01/08
โพสต์ที่ 83
หาเงินอุดหนุนทีวีสาธารณะ
นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รมว.คลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังกำลังหาวิธีการเพื่อออกประกาศในการลดหย่อนภาษีให้กับเอกชน ที่สนใจจะบริจาคเงินเพื่ออุดหนุนให้กับทีวีสาธารณะ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ โดยรอให้กฎหมายทีวีสาธารณะมีผลบังคับใช้ มีการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาตามกฎหมายก่อน
นายฉลองภพ กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้ยอมตัดภาษีสุรา บุหรี่ 1.5% แต่ไม่เกิน 2 พันล้านบาท ให้กับทีวีสาธารณะทีไอทีวี ซึ่งการขึ้นภาษีนี้ไม่ได้พ่วงกับอัตราภาษีที่เก็บอยู่เดิม เพราะขณะนี้ภาษีบุหรี่ได้มีการเก็บเต็มเพดานอัตราภาษีที่กำหนดไว้แล้ว
แหล่งข่าวกรมสรรพากร เปิดเผยว่า การลดหย่อนภาษีให้เอกชนที่บริจาคอุดหนุนทีวีสาธารณะ จะเป็นลักษณะเดียวกับการบริจาคทั่วไปคือ หักได้ตามจริง 1 เท่า ในส่วนของบุคคลธรรมดาไม่เกิน 10% ของรายได้ และนิติบุคคลไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ซึ่งจะต้องขอนโยบายจากกระทรวงการคลังต่อไปว่า จะให้นำไปรวมกับการบริจาคการกุศลทั่วไป หรือจะให้แยกส่วนออกมาต่างหาก เพื่อให้เอกชนหักลดหย่อนภาษีได้ มากขึ้น
ด้านกรมสรรพสามิต ได้รายงานว่า ขณะนี้พระราชบัญญัติองค์กรกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. 2551 ส่งผลให้กรมสรรพสามิตเก็บภาษีสุรายาสูบอีก 1.5%
นายสมชัย อภิวัฒนพร รักษาการอธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า นายฉลองภพ ได้ลงนามอนุมัติให้กรมสรรพสามิตเก็บภาษีสุรา และยาสูบเพิ่มขึ้นอีก 1.5% เพื่อนำเงินไปจัดตั้งกองทุนทีวีสาธารณะแล้ว
ทั้งนี้ การเก็บเงินภาษีดังกล่าว จะส่งผลให้ราคาบุหรี่เพิ่มขึ้น 0.50-1 บาทต่อซอง ขณะที่ราคาเหล้าจะปรับเพิ่มขึ้น 3-5 บาทต่อขวด ทำให้กรมสรรพสามิต มีรายได้เพิ่มขึ้น 1,700 ล้านบาท โดยจะนำเงินภาษีส่งให้ ทีไอทีวีทุกเดือน ภายใน 15 วัน ของเดือนถัดไป
http://www.moneychannel.co.th/Menu6/Mor ... fault.aspx
นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รมว.คลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังกำลังหาวิธีการเพื่อออกประกาศในการลดหย่อนภาษีให้กับเอกชน ที่สนใจจะบริจาคเงินเพื่ออุดหนุนให้กับทีวีสาธารณะ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ โดยรอให้กฎหมายทีวีสาธารณะมีผลบังคับใช้ มีการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาตามกฎหมายก่อน
นายฉลองภพ กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้ยอมตัดภาษีสุรา บุหรี่ 1.5% แต่ไม่เกิน 2 พันล้านบาท ให้กับทีวีสาธารณะทีไอทีวี ซึ่งการขึ้นภาษีนี้ไม่ได้พ่วงกับอัตราภาษีที่เก็บอยู่เดิม เพราะขณะนี้ภาษีบุหรี่ได้มีการเก็บเต็มเพดานอัตราภาษีที่กำหนดไว้แล้ว
แหล่งข่าวกรมสรรพากร เปิดเผยว่า การลดหย่อนภาษีให้เอกชนที่บริจาคอุดหนุนทีวีสาธารณะ จะเป็นลักษณะเดียวกับการบริจาคทั่วไปคือ หักได้ตามจริง 1 เท่า ในส่วนของบุคคลธรรมดาไม่เกิน 10% ของรายได้ และนิติบุคคลไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ซึ่งจะต้องขอนโยบายจากกระทรวงการคลังต่อไปว่า จะให้นำไปรวมกับการบริจาคการกุศลทั่วไป หรือจะให้แยกส่วนออกมาต่างหาก เพื่อให้เอกชนหักลดหย่อนภาษีได้ มากขึ้น
ด้านกรมสรรพสามิต ได้รายงานว่า ขณะนี้พระราชบัญญัติองค์กรกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. 2551 ส่งผลให้กรมสรรพสามิตเก็บภาษีสุรายาสูบอีก 1.5%
นายสมชัย อภิวัฒนพร รักษาการอธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า นายฉลองภพ ได้ลงนามอนุมัติให้กรมสรรพสามิตเก็บภาษีสุรา และยาสูบเพิ่มขึ้นอีก 1.5% เพื่อนำเงินไปจัดตั้งกองทุนทีวีสาธารณะแล้ว
ทั้งนี้ การเก็บเงินภาษีดังกล่าว จะส่งผลให้ราคาบุหรี่เพิ่มขึ้น 0.50-1 บาทต่อซอง ขณะที่ราคาเหล้าจะปรับเพิ่มขึ้น 3-5 บาทต่อขวด ทำให้กรมสรรพสามิต มีรายได้เพิ่มขึ้น 1,700 ล้านบาท โดยจะนำเงินภาษีส่งให้ ทีไอทีวีทุกเดือน ภายใน 15 วัน ของเดือนถัดไป
http://www.moneychannel.co.th/Menu6/Mor ... fault.aspx
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news18/01/08
โพสต์ที่ 84
ยกคำร้องขอคุ้มครอง"ทีไอทีวี" ทีพีบีเอสประเดิมออนแอร์แล้ว
นายชาชิวัฒน์ ศรีแก้ว ตุลาการศาลปกครอง เจ้าของสำนวนหมายเลขดำที่ 70/2551 มีคำสั่งยกคำร้องกำหนดมาตราการคุ้มครองชั่วคราว โดยศาลปกครองกลางพิเคราะห์ข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าหลังจากมีการประกาศใช้พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ลงในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 14 มกราคม มีผลบังคับใช้วันที่ 15 มกราคม ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมีหนังสือลงวันที่ 14 มกราคม แจ้งให้กรมประชาสัมพันธ์ในฐานะทำหน้าที่กำกับดูแลการแพร่ภาพออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี หลังจากนั้นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์มีคำสั่งให้ทีไอทีวียุติการแพร่ภาพ กรณีดังกล่าวเป็นข้อพิพาทที่อยู่ในอำนาจศาลตัดสิน ซึ่งศาลได้รับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาแล้ว
คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าสมควรมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่เห็นว่า คำสั่งให้ทีไอทีวียุติการแพร่ภาพในเวลา 24.00 น. วันที่ 14 มกราคม เป็นการออกคำสั่งเพื่อให้มีการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงฯ ส่วนที่ผู้ฟ้องอ้างว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลเห็นว่าเป็นเนื้อหาของคดีที่จะต้องพิจารณาต่อไป แต่ในชั้นนี้ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานอย่างชัดแจ้งที่จะรับฟังได้ว่า คำสั่งดังกล่าวจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อดูเนื้อหา พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงฯ บัญญัติให้มีการโอนกิจการอำนาจหน้าที่ สิทธิ คลื่นความถี่ รวมทั้งภาระผูกพันของสำนักปลัดฯ เกี่ยวกับการดำเนินงานสถานีทีไอทีวีไปเป็นขององค์การกระจายเสียงฯ ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการนโยบายชั่วคราวเพื่อปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายชั่วคราว ที่จะดูแลการออกอากาศรายการของสถานีโทรทัศน์ทีพีบีเอส หรือทีวีสาธารณะว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
รวมทั้งการพิจารณาเกี่ยวกับสถานภาพของพนักงานที่มีความประสงค์จะต่อสัญญาจ้างซึ่งการไต่สวนคดีนี้นายณรงค์ ใจหาญ กรรมการนโยบายชั่วคราวให้ถ้อยคำว่า คณะกรรมการสามารถออกผังรายการของสถานีทีวีสาธารณะได้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ และผังรายการจะเสร็จสมบูรณ์ภายใน 3 เดือน จึงเห็นได้ว่า คณะกรรมการที่ ครม.ตั้งขึ้นย่อมมีอำนาจในการดำเนินกิจการสถานีโทรทัศน์ขององค์การกระจายเสียงฯ ซึ่งรวมทั้งการจัดทำผังรายการเพื่อออกอากาศอย่างต่อเนื่องต่อไปตาม พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงฯ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุที่ศาลจะสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งของอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ลงวันที่ 14 มกราคม จึงมีคำสั่งยกคำขอทุเลาการบังคับคดี
ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง 5 กรรมการนโยบายชั่วคราวองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) สถานีโทรทัศน์ทีพีบีเอสเพื่อวางกรอบในการปฏิบัติงาน และดำเนินการให้สถานีดำเนินไปอย่างราบรื่น ทั้งนี้ในวันเดียวกัน สถานีโทรทัศน์ทีพีบีเอส เริ่มต้นเดินหน้าออกอากาศแล้ว
เมื่อเวลา 15.30 น.ของวานนี้ เกิดความเปลี่ยนแปลงบนหน้าจอทีไอทีวีเดิม เมื่อสถานีโทรทัศน์ทีพีบีเอสออกอากาศรายการ "นับหนึ่งโทรทัศน์สาธารณะไทย ทีพีบีเอส" ดำเนินรายการโดย น.ส.ณาตยา แวววีรคุปต์ มีการเชิญ นายขวัญสรวง อติโพธิ ประธานคณะกรรมการนโยบายสถานีโทรทัศน์ทีพีบีเอส นายอภิชาต ทองอยู่ กรรมการนโยบาย ดร.อนุสรณ์ ศรีแก้ว คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต นายฉัตรชัย เชื้อรามัญ เครือข่ายเพื่อนทีวีสาธารณะ มาร่วมสนทนา มีการพูดคุยถึงความเป็นมาของทีวีสาธารณะ แนวทางการดำเนินงานต่างๆ แจงรูปแบบรายการทีพีบีเอส
นายอภิชาต ทองอยู่ กรรมการและโฆษกคณะกรรมการนโยบายชั่วคราวองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการวันที่ 17 มกราคม มีมติให้นายเทพชัย หย่อง รักษาการผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ทีพีบีเอส สามารถสั่งจ้างพนักงานเร่งด่วนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับช่างเทคนิค บุคลากรการเงิน และกฎหมาย เพื่อให้การทำงานสามารถเดินหน้าต่อไปได้ อย่างไรก็ตามแม้ว่าศาลปกครองจะมีคำสั่งอย่างใดก็ขอให้พนักงานทีไอทีวีมั่นใจว่าจะได้รับการดูแล ขณะที่ยืนยันว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ โดยคณะกรรมการจะเน้นคุณภาพของผลงาน เพื่อให้คุ้มค่ากับการเป็นโทรทัศน์สาธารณะ พร้อมระบุว่า คณะกรรมการได้ยกเลิกการตรวจสถานที่อาคารชินวัตร 3 และช่อง11 ถนนเพชรบุรีเป็นการชั่วคราว โดยระหว่างที่ยังไม่มีสถานที่ทำงานจะใช้หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ ซอยอารีย์ ไปจนกว่าจะมีที่ใหม่
http://www.moneychannel.co.th/Menu6/Mor ... fault.aspx
นายชาชิวัฒน์ ศรีแก้ว ตุลาการศาลปกครอง เจ้าของสำนวนหมายเลขดำที่ 70/2551 มีคำสั่งยกคำร้องกำหนดมาตราการคุ้มครองชั่วคราว โดยศาลปกครองกลางพิเคราะห์ข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าหลังจากมีการประกาศใช้พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 ลงในราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 14 มกราคม มีผลบังคับใช้วันที่ 15 มกราคม ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมีหนังสือลงวันที่ 14 มกราคม แจ้งให้กรมประชาสัมพันธ์ในฐานะทำหน้าที่กำกับดูแลการแพร่ภาพออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี หลังจากนั้นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์มีคำสั่งให้ทีไอทีวียุติการแพร่ภาพ กรณีดังกล่าวเป็นข้อพิพาทที่อยู่ในอำนาจศาลตัดสิน ซึ่งศาลได้รับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาแล้ว
คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าสมควรมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่เห็นว่า คำสั่งให้ทีไอทีวียุติการแพร่ภาพในเวลา 24.00 น. วันที่ 14 มกราคม เป็นการออกคำสั่งเพื่อให้มีการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงฯ ส่วนที่ผู้ฟ้องอ้างว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลเห็นว่าเป็นเนื้อหาของคดีที่จะต้องพิจารณาต่อไป แต่ในชั้นนี้ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานอย่างชัดแจ้งที่จะรับฟังได้ว่า คำสั่งดังกล่าวจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อดูเนื้อหา พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงฯ บัญญัติให้มีการโอนกิจการอำนาจหน้าที่ สิทธิ คลื่นความถี่ รวมทั้งภาระผูกพันของสำนักปลัดฯ เกี่ยวกับการดำเนินงานสถานีทีไอทีวีไปเป็นขององค์การกระจายเสียงฯ ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการนโยบายชั่วคราวเพื่อปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายชั่วคราว ที่จะดูแลการออกอากาศรายการของสถานีโทรทัศน์ทีพีบีเอส หรือทีวีสาธารณะว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
รวมทั้งการพิจารณาเกี่ยวกับสถานภาพของพนักงานที่มีความประสงค์จะต่อสัญญาจ้างซึ่งการไต่สวนคดีนี้นายณรงค์ ใจหาญ กรรมการนโยบายชั่วคราวให้ถ้อยคำว่า คณะกรรมการสามารถออกผังรายการของสถานีทีวีสาธารณะได้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ และผังรายการจะเสร็จสมบูรณ์ภายใน 3 เดือน จึงเห็นได้ว่า คณะกรรมการที่ ครม.ตั้งขึ้นย่อมมีอำนาจในการดำเนินกิจการสถานีโทรทัศน์ขององค์การกระจายเสียงฯ ซึ่งรวมทั้งการจัดทำผังรายการเพื่อออกอากาศอย่างต่อเนื่องต่อไปตาม พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงฯ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุที่ศาลจะสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งของอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ลงวันที่ 14 มกราคม จึงมีคำสั่งยกคำขอทุเลาการบังคับคดี
ภายหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง 5 กรรมการนโยบายชั่วคราวองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) สถานีโทรทัศน์ทีพีบีเอสเพื่อวางกรอบในการปฏิบัติงาน และดำเนินการให้สถานีดำเนินไปอย่างราบรื่น ทั้งนี้ในวันเดียวกัน สถานีโทรทัศน์ทีพีบีเอส เริ่มต้นเดินหน้าออกอากาศแล้ว
เมื่อเวลา 15.30 น.ของวานนี้ เกิดความเปลี่ยนแปลงบนหน้าจอทีไอทีวีเดิม เมื่อสถานีโทรทัศน์ทีพีบีเอสออกอากาศรายการ "นับหนึ่งโทรทัศน์สาธารณะไทย ทีพีบีเอส" ดำเนินรายการโดย น.ส.ณาตยา แวววีรคุปต์ มีการเชิญ นายขวัญสรวง อติโพธิ ประธานคณะกรรมการนโยบายสถานีโทรทัศน์ทีพีบีเอส นายอภิชาต ทองอยู่ กรรมการนโยบาย ดร.อนุสรณ์ ศรีแก้ว คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต นายฉัตรชัย เชื้อรามัญ เครือข่ายเพื่อนทีวีสาธารณะ มาร่วมสนทนา มีการพูดคุยถึงความเป็นมาของทีวีสาธารณะ แนวทางการดำเนินงานต่างๆ แจงรูปแบบรายการทีพีบีเอส
นายอภิชาต ทองอยู่ กรรมการและโฆษกคณะกรรมการนโยบายชั่วคราวองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการวันที่ 17 มกราคม มีมติให้นายเทพชัย หย่อง รักษาการผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ทีพีบีเอส สามารถสั่งจ้างพนักงานเร่งด่วนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับช่างเทคนิค บุคลากรการเงิน และกฎหมาย เพื่อให้การทำงานสามารถเดินหน้าต่อไปได้ อย่างไรก็ตามแม้ว่าศาลปกครองจะมีคำสั่งอย่างใดก็ขอให้พนักงานทีไอทีวีมั่นใจว่าจะได้รับการดูแล ขณะที่ยืนยันว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ โดยคณะกรรมการจะเน้นคุณภาพของผลงาน เพื่อให้คุ้มค่ากับการเป็นโทรทัศน์สาธารณะ พร้อมระบุว่า คณะกรรมการได้ยกเลิกการตรวจสถานที่อาคารชินวัตร 3 และช่อง11 ถนนเพชรบุรีเป็นการชั่วคราว โดยระหว่างที่ยังไม่มีสถานที่ทำงานจะใช้หอประชุมกรมประชาสัมพันธ์ ซอยอารีย์ ไปจนกว่าจะมีที่ใหม่
http://www.moneychannel.co.th/Menu6/Mor ... fault.aspx
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news18/01/08
โพสต์ที่ 85
ผู้ผลิตจ้องเสียบทีวีสาธารณะ จับตายักษ์บันเทิงส่งนอมินีสวมรอย
เดินเครื่องทีวีสาธารณะเต็มสูบ "เทพชัย หย่อง" ผงาด ผอ.รักษาการ ออกอากาศครั้งใหม่ 1 กุมภาพันธ์ ประกาศสร้างรายการข่าว "ปลอดการเมือง-ธุรกิจ" ยึดไอทีวียุคก่อตั้งเป็นแม่แบบ ผู้ผลิตรายการจ้องผังใหม่ตาไม่กะพริบ หวังส่งรายการเสียบ ระบุโอกาสเปิดกว้าง เพราะกฎหมายเปิดช่องเฉพาะรายย่อย-ผู้ผลิตไร้สังกัด ด้าน "เหล้า-เบียร์-บุหรี่" ปรับราคาทันควัน หลังรัฐโยนภาระภาษีมาให้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายชั่วคราวขององค์การแพร่ภาพและกระจายเสียงสาธารณะ จำนวน 5 คน จนกว่าจะมีคณะกรรมการนโยบายที่มาจากการสรรหาตามกฎหมาย หลังจากกรมประชาสัมพันธ์ได้สั่งยุติการออกอากาศสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีตั้งแต่เที่ยงคืนวันจันทร์ที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา ภายหลัง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยมีผลบังคับใช้
คณะกรรมการทั้ง 5 คนประกอบด้วย นาง นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐ ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายขวัญสรวง อติโพธิ อาจารย์พิเศษคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายอภิชาติ ทองอยู่ เลขาธิการมูลนิธิสวัสดีและนักวิชาการอิสระ นายณรงค์ ใจหาญ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายเทพชัย หย่อง บรรณาธิการเครือเนชั่น
ด้านคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะกรรม การชุดนี้จะมีอายุการทำงาน 6 เดือน มีหน้าที่วางกฎกติกาและกำหนดแนวทางการทำงาน เช่น การแต่งตั้งผู้อำนวยการสถานีและการแต่งตั้งกรรมการบริหาร รวมถึงการกำหนดแนวทางบริหารงาน รวมถึงการว่าจ้างพนักงาน และการกำหนดผังรายการซึ่งคาดว่าจะชัดเจนภายในสัปดาห์นี้
"ยืนยันว่าทั้ง 5 ราย เป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์ ไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว
ออกอากาศ 1 ก.พ.
นายขวัญสรวง อติโพธิ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบาย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (TPBS) แถลงว่า ด้วยการทำงานที่ค่อนข้างฉุกเฉิน จำเป็นต้องพัฒนารายการทีวีสาธารณะขึ้นอย่างรวดเร็วแบ่งระดับงานเป็น 3 เฟส คือเฟสแรกตั้งแต่วันที่ 16-19 มกราคม จะเปิดรับสมัครพนักงาน เน้นงานข่าวเป็นหลัก เพื่อให้ทีวีสาธารณะเกิดได้ และตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์เป็นต้นไปทีวีสาธารณะสามารถนำเสนอรายการข่าวได้
ส่วนเฟส 2 จะนับจากออกอากาศไป 3 เดือน จะประเมินผลเพื่อรับเป็นพนักงานเต็มรูปแบบ หลังจากนั้นจะพัฒนาด้านรายการขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งต้องเป็นประโยชน์กับผู้ชมให้มากที่สุด และเฟส 3 ตั้งแต่ วันที่ 1 มีนาคม รายการต่างๆ จะลงตัวมากขึ้น พร้อมทั้งเปิดรับผู้ผลิตรายการจากภายนอกด้วย คาดว่าจะมีผู้ผลิตเข้ามาถึงประมาณ 60-70%
"การพัฒนาทีวีสาธารณะครั้งนี้ต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะประเทศไทยไม่เคยมีมาก่อนอีกทั้งงบประมาณที่มาจากภาษี ยิ่งต้องระมัดระวังมากขึ้น และขอย้ำว่า ครั้งนี้เราจะมีทีวีที่ปลอดจากภาครัฐและเอกชน"
ด้านนายเทพชัย หย่อง รักษาการผู้อำนวยการกล่าวว่า จะเปลี่ยนทีไอทีวีเป็น TPBS เมื่อเปิดมาแล้วจำเป็นต้องมีข่าวสารและสาระที่ดูแล้วได้ประโยชน์ ส่วนเรื่องที่หลายคนมองว่าจะมีการแบ่งเค้กกันนั้น ยังมองไม่เห็นว่าจะมีตรงไหน เนื่องจากไม่มีผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ส่วนพนักงานจะไม่มีการโอนย้าย ต้องผ่านการสมัครตามกระบวนการ
นายเทพชัยกล่าวว่า การมาทำทีวีสาธารณะครั้งนี้ทำให้นึกถึงยุคที่มาไอทีวีในยุคแรกที่มีแต่รายการข่าวที่ชาวบ้านเห็นว่ามีประโยชน์จริงๆ และเข้าถึงได้ โดยรูปแบบทีวีสาธารณะรายการจะคลายคลึงกับยุคนั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า รายการจะต่างจากรายการของทีวีช่องอื่น จะมีละคร มีรายการสนุกสนานได้หรือไม่ นายเทพชัยตอบว่า สามารถมีได้ แต่ต้องเป็นรายการที่คนดูได้ประโยชน์ อาทิ การสร้างละครที่เกี่ยวกับนักต่อสู้เพื่อเขื่อนปากมูล หรือกรณีรายการเด็กที่ดูได้ทั้งครอบครัว ซึ่งปัจจุบันทีวีช่องอื่นๆ ไม่มีรายการแบบนี้ เพราะทุกช่องมุ่งแต่เรื่องเรตติ้งและผลประโยชน์เชิงพาณิชย์
รายงานข่าวแจ้งว่า คณะกรรมการนโยบายที่มีนายขวัญสรวง อติโพธิ เป็นประธาน ได้ เตรียมแต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมาย ประกอบด้วย ดร.คณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด ศ.ดร. นันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ และนายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ อดีต ส.ว.ตาก
http://matichon.co.th/prachachat/pracha ... ionid=0201
เดินเครื่องทีวีสาธารณะเต็มสูบ "เทพชัย หย่อง" ผงาด ผอ.รักษาการ ออกอากาศครั้งใหม่ 1 กุมภาพันธ์ ประกาศสร้างรายการข่าว "ปลอดการเมือง-ธุรกิจ" ยึดไอทีวียุคก่อตั้งเป็นแม่แบบ ผู้ผลิตรายการจ้องผังใหม่ตาไม่กะพริบ หวังส่งรายการเสียบ ระบุโอกาสเปิดกว้าง เพราะกฎหมายเปิดช่องเฉพาะรายย่อย-ผู้ผลิตไร้สังกัด ด้าน "เหล้า-เบียร์-บุหรี่" ปรับราคาทันควัน หลังรัฐโยนภาระภาษีมาให้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายชั่วคราวขององค์การแพร่ภาพและกระจายเสียงสาธารณะ จำนวน 5 คน จนกว่าจะมีคณะกรรมการนโยบายที่มาจากการสรรหาตามกฎหมาย หลังจากกรมประชาสัมพันธ์ได้สั่งยุติการออกอากาศสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีตั้งแต่เที่ยงคืนวันจันทร์ที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา ภายหลัง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยมีผลบังคับใช้
คณะกรรมการทั้ง 5 คนประกอบด้วย นาง นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐ ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายขวัญสรวง อติโพธิ อาจารย์พิเศษคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายอภิชาติ ทองอยู่ เลขาธิการมูลนิธิสวัสดีและนักวิชาการอิสระ นายณรงค์ ใจหาญ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายเทพชัย หย่อง บรรณาธิการเครือเนชั่น
ด้านคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะกรรม การชุดนี้จะมีอายุการทำงาน 6 เดือน มีหน้าที่วางกฎกติกาและกำหนดแนวทางการทำงาน เช่น การแต่งตั้งผู้อำนวยการสถานีและการแต่งตั้งกรรมการบริหาร รวมถึงการกำหนดแนวทางบริหารงาน รวมถึงการว่าจ้างพนักงาน และการกำหนดผังรายการซึ่งคาดว่าจะชัดเจนภายในสัปดาห์นี้
"ยืนยันว่าทั้ง 5 ราย เป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์ ไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว
ออกอากาศ 1 ก.พ.
นายขวัญสรวง อติโพธิ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบาย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (TPBS) แถลงว่า ด้วยการทำงานที่ค่อนข้างฉุกเฉิน จำเป็นต้องพัฒนารายการทีวีสาธารณะขึ้นอย่างรวดเร็วแบ่งระดับงานเป็น 3 เฟส คือเฟสแรกตั้งแต่วันที่ 16-19 มกราคม จะเปิดรับสมัครพนักงาน เน้นงานข่าวเป็นหลัก เพื่อให้ทีวีสาธารณะเกิดได้ และตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์เป็นต้นไปทีวีสาธารณะสามารถนำเสนอรายการข่าวได้
ส่วนเฟส 2 จะนับจากออกอากาศไป 3 เดือน จะประเมินผลเพื่อรับเป็นพนักงานเต็มรูปแบบ หลังจากนั้นจะพัฒนาด้านรายการขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งต้องเป็นประโยชน์กับผู้ชมให้มากที่สุด และเฟส 3 ตั้งแต่ วันที่ 1 มีนาคม รายการต่างๆ จะลงตัวมากขึ้น พร้อมทั้งเปิดรับผู้ผลิตรายการจากภายนอกด้วย คาดว่าจะมีผู้ผลิตเข้ามาถึงประมาณ 60-70%
"การพัฒนาทีวีสาธารณะครั้งนี้ต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะประเทศไทยไม่เคยมีมาก่อนอีกทั้งงบประมาณที่มาจากภาษี ยิ่งต้องระมัดระวังมากขึ้น และขอย้ำว่า ครั้งนี้เราจะมีทีวีที่ปลอดจากภาครัฐและเอกชน"
ด้านนายเทพชัย หย่อง รักษาการผู้อำนวยการกล่าวว่า จะเปลี่ยนทีไอทีวีเป็น TPBS เมื่อเปิดมาแล้วจำเป็นต้องมีข่าวสารและสาระที่ดูแล้วได้ประโยชน์ ส่วนเรื่องที่หลายคนมองว่าจะมีการแบ่งเค้กกันนั้น ยังมองไม่เห็นว่าจะมีตรงไหน เนื่องจากไม่มีผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ส่วนพนักงานจะไม่มีการโอนย้าย ต้องผ่านการสมัครตามกระบวนการ
นายเทพชัยกล่าวว่า การมาทำทีวีสาธารณะครั้งนี้ทำให้นึกถึงยุคที่มาไอทีวีในยุคแรกที่มีแต่รายการข่าวที่ชาวบ้านเห็นว่ามีประโยชน์จริงๆ และเข้าถึงได้ โดยรูปแบบทีวีสาธารณะรายการจะคลายคลึงกับยุคนั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า รายการจะต่างจากรายการของทีวีช่องอื่น จะมีละคร มีรายการสนุกสนานได้หรือไม่ นายเทพชัยตอบว่า สามารถมีได้ แต่ต้องเป็นรายการที่คนดูได้ประโยชน์ อาทิ การสร้างละครที่เกี่ยวกับนักต่อสู้เพื่อเขื่อนปากมูล หรือกรณีรายการเด็กที่ดูได้ทั้งครอบครัว ซึ่งปัจจุบันทีวีช่องอื่นๆ ไม่มีรายการแบบนี้ เพราะทุกช่องมุ่งแต่เรื่องเรตติ้งและผลประโยชน์เชิงพาณิชย์
รายงานข่าวแจ้งว่า คณะกรรมการนโยบายที่มีนายขวัญสรวง อติโพธิ เป็นประธาน ได้ เตรียมแต่งตั้งที่ปรึกษากฎหมาย ประกอบด้วย ดร.คณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด ศ.ดร. นันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ และนายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ อดีต ส.ว.ตาก
http://matichon.co.th/prachachat/pracha ... ionid=0201
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news18/01/08
โพสต์ที่ 86
สหพัฒน์ปั้นทีวีดาวเทียมดึงงบโฆษณา
"สหพัฒน์" พร้อมลุยธุรกิจทีวีดาวเทียม หลังซุ่มทดลองออกอากาศช่องรายการวาไรตี้ "S Channel" มาแล้วถึง 1 ปีเต็ม ประกาศปีนี้พร้อมลุยเต็มที่ทั้งด้านขยายฐานกลุ่มคนดู หาพันธมิตรมาร่วมผลิตรายการสร้างรายได้ พร้อมวางโพซิชันนิ่งเป็นคอนเทนต์โพรไวเดอร์ป้อนทุกช่องทาง มั่นใจอนาคตเป็นสื่อที่มีโอกาสและศักยภาพสูงไม่แพ้ฟรีทีวี
นายสรโชติ อำพันวงษ์ กรรมการผู้จัดการ สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม 24 ชั่วโมง เอส แชนนอล (S Channel) บริษัท ไอ.ซี. ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในปีนี้บริษัทมีความพร้อมในการให้บริการสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม 24 ชั่วโมง เอส แชนนอล อย่างเต็มที่ทั้งในด้านการผลิตรายการ และการทำการตลาด รวมทั้งหาแนวทางในการทำให้คอนเทนต์ของสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมแห่งนี้สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ชมได้เพิ่มมากขึ้น หลังจากที่ได้ลงทุนกว่า 20 ล้านบาทสำหรับก่อตั้งสถานีและทดลองออกอากาศมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา
โดยสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม เอส แชนนอล แห่งนี้จะเป็นช่องที่นำเสนอรายการวาไรตี้ภายใต้คอนเซ็ปต์ Mixed Emotion ประกอบด้วยรายการทั้งหมดกว่า 20 รายการ อาทิ รายการ 108 สารคดีเจาะลึกเรื่องราวที่น่าสนใจต่างๆ รวมถึงประวัติความเป็นมาของสถานที่สำคัญ ศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคม รายการ Behind The Scene ติดตามดูการทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ล้วงลึกสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่เคยรู้ของทีมงานโฆษณา, ภาพยนตร์ งานอีเวนต์ รวมถึงโชว์ต่างๆ รายการ Superman Stand Up สำหรับกลุ่มผู้ชายทั้งในด้านไลฟ์สไตล์ การดูแลสุขภาพ การใช้ชีวิต การออกกำลังกาย รายการชมรมคนคิดบวก สำหรับจุดประกายแนวคิดเชิงบวกเพื่อให้กำลังใจกับทุกคน รายการสภาข่าวดี ที่นำเสนอข่าวสารอารมณ์ดี และข่าวดีๆ จากทั่วโลก ฯลฯ
"เดิมทีเราเป็นผู้ผลิตรายการทีวีช็อปปิ้งและ โฮมช็อปปิ้งทางฟรีทีวี แต่เมื่อศึกษาถึงรายละเอียดจะพบว่าการทำสื่อในรูปแบบของทีวีดาวเทียมจะมีต้นทุนที่ต่ำกว่ารูปแบบการซื้อเวลาโฆษณาจากฟรีทีวีหลายเท่าตัว จึงนำเสนอโครงการทำทีวีดาวเทียมไปยังผู้บริหารระดับสูง ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากฝ่ายบริหาร กลุ่มสหพัฒน์จึงพร้อมลงทุนและทดลองการออกอากาศ ส่วนรายการที่เป็นทีวีช็อปปิ้งและโฮมช็อปปิ้งก็ยังคงเป็นรายการหนึ่งในจำนวนกว่า 20 รายการที่ออกอากาศ 24 ชั่วโมง"
นายสรโชติกล่าวต่อไปว่า หลังจากที่บริษัทได้ทดลองออกอากาศสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเอส แชนแนลไป 1 ปีพบว่าได้รับการตอบรับจากกลุ่มผู้ชม ซึ่งวัดจากยอดขายจากรายการโฮมช็อปปิ้งที่มีแนวโน้มดีขึ้น และผู้ประกอบการเคเบิลทีวีท้องถิ่นด้วยการนำช่องรายการดังกล่าวไปบรรจุไว้ในผังรายการของกลุ่มผู้ประกอบการเคเบิลทีวีท้องถิ่นแล้วประมาณ 25-30% และคาดว่าน่าจะเพิ่มเป็น 100% ได้ภายในปีนี้
ขณะเดียวกันในปีนี้บริษัทจะหันมาให้ความสำคัญกับการผลิตและพัฒนาคอนเทนต์รายการ โดยวางโพซิชันนิ่งตัวเองเป็นคอนเทนต์ โพรไวด์ เช่นเดียวกับผู้ผลิตรายการโทรทัศน์อื่นๆ โดยมีโครงการที่จะร่วมผลิตคอนเทนต์กับต่างประเทศ เพื่อเพิ่มความหลากหลายของคอนเทนต์ให้มากขึ้น และหากรายการไหนได้รับการตอบรับที่ดีบริษัทยังมีแผนจะนำไปออกอากาศทางฟรีทีวีเพื่อเพิ่มการรับรู้และสร้างรายได้อีกช่องทางหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีแผนร่วมผลิตรายการกับกลุ่มผู้ประกอบการเคเบิลท้องถิ่นเพื่อให้รายการสอดรับกับความต้องการของกลุ่มคนดูโทรทัศน์ในแต่ละพื้นที่อีกด้วย
"ตอนนี้เรากำลังมองหาพันธมิตรเข้ามาร่วมผลิตรายการ และมองหาสื่อใหม่ๆ ในการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีและกลุ่มผู้ประกอบการที่ไม่มีงบฯโฆษณามากพอสำหรับซื้อโฆษณาทางฟรีทีวี"
นายสรโชติกล่าวและว่า สื่อโทรทัศน์ดาวเทียมมีศักยภาพในการเข้ากลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายได้ไม่แพ้ฟรีทีวีเช่นกัน โดยเฉพาะคนในต่างจังหวัดปัจจุบันนิยมสมัครเป็นสมาชิกเคเบิลทีวีท้องถิ่นกันเป็นจำนวนมาก จึงนับเป็นโอกาสดีสำหรับ ผู้ประกอบการที่มีงบฯโฆษณาไม่มากในการทำการตลาด เนื่องจากราคาค่าสื่อโฆษณาถูกกว่าฟรีทีวีร่วม 20 เท่าตัว และเชื่อว่าหากธุรกิจโทรทัศน์ดาวเทียมมีกฎหมายรองรับเต็มที่จะเป็นอีกสื่อหนึ่งที่ทรงประสิทธิภาพและขยายตัวแบบก้าวกระโดด
"หากกฎระเบียบต่างๆ ที่จะออกมารองรับมีความพร้อม บริษัทมีแผนจะเดินหน้าทำการตลาดมากขึ้นไปอีก อาทิ เพิ่มช่องรายการให้มี ความหลากหลายพร้อมทั้งพัฒนาให้คอนเทนต์ดังกล่าวเป็นนิวมีเดียที่มีศักยภาพในการเข้าถึง กลุ่มผู้บริโภคมากขึ้นด้วยการพัฒนาช่องทาง อินเทอร์เน็ตทีวีเข้ามาเสริมอีกช่องทางหนึ่งด้วย"
http://matichon.co.th/prachachat/pracha ... ionid=0207
"สหพัฒน์" พร้อมลุยธุรกิจทีวีดาวเทียม หลังซุ่มทดลองออกอากาศช่องรายการวาไรตี้ "S Channel" มาแล้วถึง 1 ปีเต็ม ประกาศปีนี้พร้อมลุยเต็มที่ทั้งด้านขยายฐานกลุ่มคนดู หาพันธมิตรมาร่วมผลิตรายการสร้างรายได้ พร้อมวางโพซิชันนิ่งเป็นคอนเทนต์โพรไวเดอร์ป้อนทุกช่องทาง มั่นใจอนาคตเป็นสื่อที่มีโอกาสและศักยภาพสูงไม่แพ้ฟรีทีวี
นายสรโชติ อำพันวงษ์ กรรมการผู้จัดการ สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม 24 ชั่วโมง เอส แชนนอล (S Channel) บริษัท ไอ.ซี. ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในปีนี้บริษัทมีความพร้อมในการให้บริการสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม 24 ชั่วโมง เอส แชนนอล อย่างเต็มที่ทั้งในด้านการผลิตรายการ และการทำการตลาด รวมทั้งหาแนวทางในการทำให้คอนเทนต์ของสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมแห่งนี้สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ชมได้เพิ่มมากขึ้น หลังจากที่ได้ลงทุนกว่า 20 ล้านบาทสำหรับก่อตั้งสถานีและทดลองออกอากาศมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา
โดยสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม เอส แชนนอล แห่งนี้จะเป็นช่องที่นำเสนอรายการวาไรตี้ภายใต้คอนเซ็ปต์ Mixed Emotion ประกอบด้วยรายการทั้งหมดกว่า 20 รายการ อาทิ รายการ 108 สารคดีเจาะลึกเรื่องราวที่น่าสนใจต่างๆ รวมถึงประวัติความเป็นมาของสถานที่สำคัญ ศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคม รายการ Behind The Scene ติดตามดูการทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ล้วงลึกสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่เคยรู้ของทีมงานโฆษณา, ภาพยนตร์ งานอีเวนต์ รวมถึงโชว์ต่างๆ รายการ Superman Stand Up สำหรับกลุ่มผู้ชายทั้งในด้านไลฟ์สไตล์ การดูแลสุขภาพ การใช้ชีวิต การออกกำลังกาย รายการชมรมคนคิดบวก สำหรับจุดประกายแนวคิดเชิงบวกเพื่อให้กำลังใจกับทุกคน รายการสภาข่าวดี ที่นำเสนอข่าวสารอารมณ์ดี และข่าวดีๆ จากทั่วโลก ฯลฯ
"เดิมทีเราเป็นผู้ผลิตรายการทีวีช็อปปิ้งและ โฮมช็อปปิ้งทางฟรีทีวี แต่เมื่อศึกษาถึงรายละเอียดจะพบว่าการทำสื่อในรูปแบบของทีวีดาวเทียมจะมีต้นทุนที่ต่ำกว่ารูปแบบการซื้อเวลาโฆษณาจากฟรีทีวีหลายเท่าตัว จึงนำเสนอโครงการทำทีวีดาวเทียมไปยังผู้บริหารระดับสูง ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากฝ่ายบริหาร กลุ่มสหพัฒน์จึงพร้อมลงทุนและทดลองการออกอากาศ ส่วนรายการที่เป็นทีวีช็อปปิ้งและโฮมช็อปปิ้งก็ยังคงเป็นรายการหนึ่งในจำนวนกว่า 20 รายการที่ออกอากาศ 24 ชั่วโมง"
นายสรโชติกล่าวต่อไปว่า หลังจากที่บริษัทได้ทดลองออกอากาศสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมเอส แชนแนลไป 1 ปีพบว่าได้รับการตอบรับจากกลุ่มผู้ชม ซึ่งวัดจากยอดขายจากรายการโฮมช็อปปิ้งที่มีแนวโน้มดีขึ้น และผู้ประกอบการเคเบิลทีวีท้องถิ่นด้วยการนำช่องรายการดังกล่าวไปบรรจุไว้ในผังรายการของกลุ่มผู้ประกอบการเคเบิลทีวีท้องถิ่นแล้วประมาณ 25-30% และคาดว่าน่าจะเพิ่มเป็น 100% ได้ภายในปีนี้
ขณะเดียวกันในปีนี้บริษัทจะหันมาให้ความสำคัญกับการผลิตและพัฒนาคอนเทนต์รายการ โดยวางโพซิชันนิ่งตัวเองเป็นคอนเทนต์ โพรไวด์ เช่นเดียวกับผู้ผลิตรายการโทรทัศน์อื่นๆ โดยมีโครงการที่จะร่วมผลิตคอนเทนต์กับต่างประเทศ เพื่อเพิ่มความหลากหลายของคอนเทนต์ให้มากขึ้น และหากรายการไหนได้รับการตอบรับที่ดีบริษัทยังมีแผนจะนำไปออกอากาศทางฟรีทีวีเพื่อเพิ่มการรับรู้และสร้างรายได้อีกช่องทางหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีแผนร่วมผลิตรายการกับกลุ่มผู้ประกอบการเคเบิลท้องถิ่นเพื่อให้รายการสอดรับกับความต้องการของกลุ่มคนดูโทรทัศน์ในแต่ละพื้นที่อีกด้วย
"ตอนนี้เรากำลังมองหาพันธมิตรเข้ามาร่วมผลิตรายการ และมองหาสื่อใหม่ๆ ในการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีและกลุ่มผู้ประกอบการที่ไม่มีงบฯโฆษณามากพอสำหรับซื้อโฆษณาทางฟรีทีวี"
นายสรโชติกล่าวและว่า สื่อโทรทัศน์ดาวเทียมมีศักยภาพในการเข้ากลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายได้ไม่แพ้ฟรีทีวีเช่นกัน โดยเฉพาะคนในต่างจังหวัดปัจจุบันนิยมสมัครเป็นสมาชิกเคเบิลทีวีท้องถิ่นกันเป็นจำนวนมาก จึงนับเป็นโอกาสดีสำหรับ ผู้ประกอบการที่มีงบฯโฆษณาไม่มากในการทำการตลาด เนื่องจากราคาค่าสื่อโฆษณาถูกกว่าฟรีทีวีร่วม 20 เท่าตัว และเชื่อว่าหากธุรกิจโทรทัศน์ดาวเทียมมีกฎหมายรองรับเต็มที่จะเป็นอีกสื่อหนึ่งที่ทรงประสิทธิภาพและขยายตัวแบบก้าวกระโดด
"หากกฎระเบียบต่างๆ ที่จะออกมารองรับมีความพร้อม บริษัทมีแผนจะเดินหน้าทำการตลาดมากขึ้นไปอีก อาทิ เพิ่มช่องรายการให้มี ความหลากหลายพร้อมทั้งพัฒนาให้คอนเทนต์ดังกล่าวเป็นนิวมีเดียที่มีศักยภาพในการเข้าถึง กลุ่มผู้บริโภคมากขึ้นด้วยการพัฒนาช่องทาง อินเทอร์เน็ตทีวีเข้ามาเสริมอีกช่องทางหนึ่งด้วย"
http://matichon.co.th/prachachat/pracha ... ionid=0207
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news29/01/08
โพสต์ที่ 87
ธุรกิจเพลงรายได้วูบ2.5พันล.
โพสต์ทูเดย์ เทปผี ซีดีเถื่อน ถล่มอุตสาหกรรมเพลงไทยเข้าขั้นวิกฤต รายได้หายต่อปีไม่น้อยกว่า 2.5 พันล้านบาท
นายสุทธิศักดิ์ ประศาสน์ครุการ เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเพลงไทย กล่าวว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมเพลงไทยอยู่ในขั้นอันตราย เนื่องจากประสบปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ในรูปแบบของเทปผี ซีดีเถื่อน ในแต่ ละปีมีผู้ลักลอบผลิตและจำหน่ายซีดีเถื่อนไม่น้อยกว่า 20 ล้านแผ่นต่อปี สร้างความเสียหายให้กับอุตสาห กรรมเพลงไม่น้อยกว่า 2.5 พัน ล้านบาท
นอกจากการละเมิดลิขสิทธิ์ซีดี ยังมีการละเมิดลิขสิทธิ์ในรูปแบบอื่นๆ เช่น ดาวน์โหลดริงโทน หรือดาวน์โหลดเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือที่กำลังได้รับความนิยม ตามร้านค้าจำหน่ายโทรศัพท์ทั่วไป และตามศูนย์การค้า รวมทั้งมีการลักลอบให้ดาวน์โหลดผ่านอินเทอร์เน็ต โดยจดทะเบียนเว็บไซต์ที่ต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนไฟล์เพลง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์
การใช้ผลงานเพลงส่วนใหญ่ของประชาชน เป็นงานเพลงที่มี การทำซ้ำ และไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่งผลให้มูลค่าตลาดอุตสาหกรรมเพลงไทยปัจจุบันหดตัวเหลือ 3.5 พันล้านบาท จากเดิม มีมูลค่าตลาดสูงถึง 6 พันล้านบาท เพราะช่องทางการจำหน่ายของจริงลดลง นายสุทธิศักดิ์ กล่าว
นายสุทธิศักดิ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบยังพบว่า การละเมิดลิขสิทธิ์เทปผี ซีดีเถื่อน ในตลาดบ้านหม้อ คลองถม และสะพานเหล็ก ของกรุงเทพฯ มีการลักลอบขายของปลอมกว่า 350 แผง
สำหรับร้านขายของมีประมาณ 20 แผง รวมถึงตามตลาดนัดทั่วไป ก็มีแผงที่ขายของจริงลดลง บาง แห่งแทบไม่มีให้เห็นเลย ตลาดมืดหลายแห่งก็มีการขายของปลอมตั้งแต่ 2-10 แผงขึ้นไป
ขณะที่ภาคการผลิต และสร้างสรรค์เพลง พบว่ามีผู้ประกอบการค่ายเพลงลูกทุ่งหลายแห่งปิดกิจการเพิ่มขึ้น เพราะอุตสาหกรรมเพลงถูกกระทำมากขึ้น เนื่องจากผลของเทคโนโลยี และจริยธรรมที่เสื่อม ทรามลง
ดังนั้น จึงเรียกร้องให้รัฐบาล ใหม่ให้ความสำคัญกับปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ และหามาตรการส่งเสริมการสร้างสรรค์เพลง พร้อมกับมาตรการคุ้มครอง และปกป้องเจ้าของลิขสิทธิ์
ถ้าเป็นไปได้สมาคมอาจจะประสานงานกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ และหันไปริเริ่มโครงการ 1 อัลบั้ม 1 อบต. เพื่อแข่งขัน ส่งเสริม และพัฒนาธุรกิจให้เติบโตและมีรายได้ มีอาชีพเสริมหมุนเวียนในพื้นที่ต่างๆ เราจะได้เพลงดีๆ เข้า สู่อุตสาหกรรมเพลงเพิ่มมากขึ้น นายสุทธิศักดิ์ กล่าว
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=217574
โพสต์ทูเดย์ เทปผี ซีดีเถื่อน ถล่มอุตสาหกรรมเพลงไทยเข้าขั้นวิกฤต รายได้หายต่อปีไม่น้อยกว่า 2.5 พันล้านบาท
นายสุทธิศักดิ์ ประศาสน์ครุการ เลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมเพลงไทย กล่าวว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมเพลงไทยอยู่ในขั้นอันตราย เนื่องจากประสบปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ในรูปแบบของเทปผี ซีดีเถื่อน ในแต่ ละปีมีผู้ลักลอบผลิตและจำหน่ายซีดีเถื่อนไม่น้อยกว่า 20 ล้านแผ่นต่อปี สร้างความเสียหายให้กับอุตสาห กรรมเพลงไม่น้อยกว่า 2.5 พัน ล้านบาท
นอกจากการละเมิดลิขสิทธิ์ซีดี ยังมีการละเมิดลิขสิทธิ์ในรูปแบบอื่นๆ เช่น ดาวน์โหลดริงโทน หรือดาวน์โหลดเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือที่กำลังได้รับความนิยม ตามร้านค้าจำหน่ายโทรศัพท์ทั่วไป และตามศูนย์การค้า รวมทั้งมีการลักลอบให้ดาวน์โหลดผ่านอินเทอร์เน็ต โดยจดทะเบียนเว็บไซต์ที่ต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนไฟล์เพลง โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์
การใช้ผลงานเพลงส่วนใหญ่ของประชาชน เป็นงานเพลงที่มี การทำซ้ำ และไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่งผลให้มูลค่าตลาดอุตสาหกรรมเพลงไทยปัจจุบันหดตัวเหลือ 3.5 พันล้านบาท จากเดิม มีมูลค่าตลาดสูงถึง 6 พันล้านบาท เพราะช่องทางการจำหน่ายของจริงลดลง นายสุทธิศักดิ์ กล่าว
นายสุทธิศักดิ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบยังพบว่า การละเมิดลิขสิทธิ์เทปผี ซีดีเถื่อน ในตลาดบ้านหม้อ คลองถม และสะพานเหล็ก ของกรุงเทพฯ มีการลักลอบขายของปลอมกว่า 350 แผง
สำหรับร้านขายของมีประมาณ 20 แผง รวมถึงตามตลาดนัดทั่วไป ก็มีแผงที่ขายของจริงลดลง บาง แห่งแทบไม่มีให้เห็นเลย ตลาดมืดหลายแห่งก็มีการขายของปลอมตั้งแต่ 2-10 แผงขึ้นไป
ขณะที่ภาคการผลิต และสร้างสรรค์เพลง พบว่ามีผู้ประกอบการค่ายเพลงลูกทุ่งหลายแห่งปิดกิจการเพิ่มขึ้น เพราะอุตสาหกรรมเพลงถูกกระทำมากขึ้น เนื่องจากผลของเทคโนโลยี และจริยธรรมที่เสื่อม ทรามลง
ดังนั้น จึงเรียกร้องให้รัฐบาล ใหม่ให้ความสำคัญกับปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ และหามาตรการส่งเสริมการสร้างสรรค์เพลง พร้อมกับมาตรการคุ้มครอง และปกป้องเจ้าของลิขสิทธิ์
ถ้าเป็นไปได้สมาคมอาจจะประสานงานกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ และหันไปริเริ่มโครงการ 1 อัลบั้ม 1 อบต. เพื่อแข่งขัน ส่งเสริม และพัฒนาธุรกิจให้เติบโตและมีรายได้ มีอาชีพเสริมหมุนเวียนในพื้นที่ต่างๆ เราจะได้เพลงดีๆ เข้า สู่อุตสาหกรรมเพลงเพิ่มมากขึ้น นายสุทธิศักดิ์ กล่าว
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=217574
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news01/02/08
โพสต์ที่ 88
เอกชนแห่ชิงเค้กไทยพีบีเอส
โพสต์ทูเดย์ ผู้ผลิตรายใหญ่ เจเอสแอล-เวิร์คพอยท์-เอ็กแซ็กท์ สนชิงเวลาไทยพีบีเอส
เมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา นายเทพชัย หย่อง รักษาการผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ได้เชิญ ผู้ผลิตรายการจำนวน 23 บริษัท เกือบ 40 คน เข้าร่วมฟังนโยบายและเสนอแนะต่อไทยพีบีเอส โดยกล่าวว่า ไทยพีบีเอสจะต้องมีรายการหลากหลายจากคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง ไม่ปิดกั้นเรื่องบันเทิง เพื่อให้ผู้ชมดูรายการอย่างสนุก ขณะเดียวกันอยากให้ผู้ผลิตร่วมวางกติกา ขั้นตอน และกระบวนการคัดเลือกรายการที่เหมาะสม
นางจำนรรค์ ศิริตัน นายกสมาพันธ์ผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเอสแอล กล่าวว่า ทีโออาร์ในการจัดซื้อ รายการควรเปิดกว้างในการกำหนดคุณสมบัติ ของผู้ผลิตทั้งรายเล็ก รายกลาง และรายใหญ่ และต้องเน้นประกวดในเชิงความคิดสร้างสรรค์
สำหรับเจเอสแอล จะเสนอ รายการทางช่องไทยพีบีเอส เพราะถือเป็นช่องทางใหม่ที่ปราศจากข้อกำหนดในเรื่องโฆษณา เน้นเนื้อหาที่ช่วยพัฒนาสังคม ซึ่งรายการประเภทนี้ แม้จะมีประโยชน์ แต่ ที่ผ่านมาไม่สามารถเสนอรายการทางฟรีทีวีทั่วไปได้ เพราะไม่มีสปอนเซอร์สนับสนุน
ขณะที่นายปัญญา นิรันดร์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ กล่าวว่า หาก มีโอกาสก็จะเสนอรายการเพราะ จะเป็นช่องทางในการสร้างสรรค์งานอย่างไม่จำกัดจินตนาการ ขณะเดียวกันก็เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
ด้านนายถกลเกียรติ วีรวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็กแซ็กท์ สนใจสอบถามในประเด็นเรื่องลิขสิทธิ์ว่าจะเป็นของสถานีหรือผู้ผลิตรายการ รวมทั้งสามารถ นำลิขสิทธิ์ไปจำหน่ายในรูปแบบใดได้บ้าง
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=218228
โพสต์ทูเดย์ ผู้ผลิตรายใหญ่ เจเอสแอล-เวิร์คพอยท์-เอ็กแซ็กท์ สนชิงเวลาไทยพีบีเอส
เมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา นายเทพชัย หย่อง รักษาการผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ได้เชิญ ผู้ผลิตรายการจำนวน 23 บริษัท เกือบ 40 คน เข้าร่วมฟังนโยบายและเสนอแนะต่อไทยพีบีเอส โดยกล่าวว่า ไทยพีบีเอสจะต้องมีรายการหลากหลายจากคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง ไม่ปิดกั้นเรื่องบันเทิง เพื่อให้ผู้ชมดูรายการอย่างสนุก ขณะเดียวกันอยากให้ผู้ผลิตร่วมวางกติกา ขั้นตอน และกระบวนการคัดเลือกรายการที่เหมาะสม
นางจำนรรค์ ศิริตัน นายกสมาพันธ์ผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเอสแอล กล่าวว่า ทีโออาร์ในการจัดซื้อ รายการควรเปิดกว้างในการกำหนดคุณสมบัติ ของผู้ผลิตทั้งรายเล็ก รายกลาง และรายใหญ่ และต้องเน้นประกวดในเชิงความคิดสร้างสรรค์
สำหรับเจเอสแอล จะเสนอ รายการทางช่องไทยพีบีเอส เพราะถือเป็นช่องทางใหม่ที่ปราศจากข้อกำหนดในเรื่องโฆษณา เน้นเนื้อหาที่ช่วยพัฒนาสังคม ซึ่งรายการประเภทนี้ แม้จะมีประโยชน์ แต่ ที่ผ่านมาไม่สามารถเสนอรายการทางฟรีทีวีทั่วไปได้ เพราะไม่มีสปอนเซอร์สนับสนุน
ขณะที่นายปัญญา นิรันดร์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ กล่าวว่า หาก มีโอกาสก็จะเสนอรายการเพราะ จะเป็นช่องทางในการสร้างสรรค์งานอย่างไม่จำกัดจินตนาการ ขณะเดียวกันก็เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
ด้านนายถกลเกียรติ วีรวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็กแซ็กท์ สนใจสอบถามในประเด็นเรื่องลิขสิทธิ์ว่าจะเป็นของสถานีหรือผู้ผลิตรายการ รวมทั้งสามารถ นำลิขสิทธิ์ไปจำหน่ายในรูปแบบใดได้บ้าง
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=218228
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news15/02/08
โพสต์ที่ 89
โฆษณาทีวีติดลบ หวังไตรมาส2ฟื้น
โพสต์ทูเดย์ ยอดโฆษณา ม.ค. ติดลบ 7% ทีวี-แมกกาซีนร่วงหนัก ระบุ ผู้โฆษณาชะลอดูรัฐบาลใหม่ คาดรอบ มี.ค.-เม.ย. เริ่มฟื้น
รายงานตัวเลขการใช้งบโฆษณาประจำเดือน ม.ค. 2551 บริษัท นีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช ระบุว่า มียอดรวม 6.067 พันล้านบาท ลดลง 7% จากเดือน ม.ค.ปีก่อน โดยสื่อที่ยอดโฆษณาลดลงมากที่สุด ได้แก่ นิตยสาร ลดลง 31.74% หรือลดลง 133 ล้านบาท โทรทัศน์ลดลง 10% หายไป 391 ล้านบาท โดยการเก็บตัวเลขของนีลเส็นจะเก็บจากราคาโฆษณาเต็ม
นายวิทวัส ชัยปาณี นายกสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย กล่าว ว่า การที่เดือน ม.ค. มียอดใช้เงินโฆษณาลดลงถึง 7% เพราะผู้โฆษณาชะลอการใช้เงินในช่วงดังกล่าว เนื่องจากภาพรวมของประเทศยัง ไม่ชัดเจน ประกอบกับสถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในภาวะเศร้าโศก จากการสูญเสียสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทำให้กิจกรรมบันเทิงต่างๆ งดไป แต่คาดว่าอุตสาหกรรมจะกลับมาดีอีกครั้งช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.
สำหรับการใช้เงินผ่านโทรทัศน์ที่หายไปถึง 10% เป็นผลจากการปิดสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีส่วนหนึ่ง ทำให้ยอดโฆษณาหายไป 6%
ทั้งนี้ แบรนด์ที่ใช้งบโฆษณาสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ พอนด์ส, เอ็ม 150, โค้ก, ไทยประกัน ชีวิต, ออยล์ ออฟ โอเลย์ ส่วน 5 อันดับผู้ใช้งบโฆษณาสูงสุด ได้แก่ ยูนิลีเวอร์, พีแอนด์จี, โอสถสภา, โตโยต้า, เอไอเอส
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=220994
โพสต์ทูเดย์ ยอดโฆษณา ม.ค. ติดลบ 7% ทีวี-แมกกาซีนร่วงหนัก ระบุ ผู้โฆษณาชะลอดูรัฐบาลใหม่ คาดรอบ มี.ค.-เม.ย. เริ่มฟื้น
รายงานตัวเลขการใช้งบโฆษณาประจำเดือน ม.ค. 2551 บริษัท นีลเส็น มีเดีย รีเสิร์ช ระบุว่า มียอดรวม 6.067 พันล้านบาท ลดลง 7% จากเดือน ม.ค.ปีก่อน โดยสื่อที่ยอดโฆษณาลดลงมากที่สุด ได้แก่ นิตยสาร ลดลง 31.74% หรือลดลง 133 ล้านบาท โทรทัศน์ลดลง 10% หายไป 391 ล้านบาท โดยการเก็บตัวเลขของนีลเส็นจะเก็บจากราคาโฆษณาเต็ม
นายวิทวัส ชัยปาณี นายกสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทย กล่าว ว่า การที่เดือน ม.ค. มียอดใช้เงินโฆษณาลดลงถึง 7% เพราะผู้โฆษณาชะลอการใช้เงินในช่วงดังกล่าว เนื่องจากภาพรวมของประเทศยัง ไม่ชัดเจน ประกอบกับสถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในภาวะเศร้าโศก จากการสูญเสียสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทำให้กิจกรรมบันเทิงต่างๆ งดไป แต่คาดว่าอุตสาหกรรมจะกลับมาดีอีกครั้งช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.
สำหรับการใช้เงินผ่านโทรทัศน์ที่หายไปถึง 10% เป็นผลจากการปิดสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีส่วนหนึ่ง ทำให้ยอดโฆษณาหายไป 6%
ทั้งนี้ แบรนด์ที่ใช้งบโฆษณาสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ พอนด์ส, เอ็ม 150, โค้ก, ไทยประกัน ชีวิต, ออยล์ ออฟ โอเลย์ ส่วน 5 อันดับผู้ใช้งบโฆษณาสูงสุด ได้แก่ ยูนิลีเวอร์, พีแอนด์จี, โอสถสภา, โตโยต้า, เอไอเอส
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=220994
-
- Verified User
- โพสต์: 7514
- ผู้ติดตาม: 0
news27/02/08
โพสต์ที่ 90
กระตุ้นรัฐหนุนส่งออกหนังไทย
โพสต์ทูเดย์ จีทีเอช จี้รัฐบาลเร่งลด ภาษี แก้กฎหมาย ตั้งกองทุนสนับสนุนภาพยนตร์ไทยยกระดับสู่อุตสาหกรรม ส่งออก
นายวิสูตร พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จีเอ็มเอ็ม ไท หับ (จีทีเอช) กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวทางของรัฐบาลที่จะยกระดับภาพยนตร์ไทยสู่อุตสาหกรรมส่งออก แต่ต้องเร่งแก้ไข ข้อจำกัดต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม เช่น การลดภาษี นำเข้าสำหรับวัสดุเครื่องมือที่ใช้ในการ ถ่ายทำภาพยนตร์ ทุกวันนี้ภาพยนตร์ไทยและต่างประเทศเสียในอัตราที่เท่ากัน นอกจากนี้ รัฐบาลควรตั้งกองทุนสนับสนุนการผลิตและตั้งโรงเรียนพัฒนาบุคลากรด้านนี้โดยเฉพาะ เพื่อยกระดับคุณภาพของการผลิต
สิ่งที่น่าห่วงและจะเป็นจุดตายที่สำคัญ คือ พ.ร.บ.ภาพยนตร์ฉบับใหม่ ที่มีแนวทางใช้ระบบเรตติ้งตรงนี้ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญ หากเรตติ้งดีจะช่วยสนับสนุน แต่หากไม่ดีจะทำให้ภาพยนตร์ถดถอย นายวิสูตร กล่าว
สำหรับปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ที่กลับมารุนแรงอีกครั้ง มีต่อผลต่อผู้ผลิตภาพยนตร์อย่างมาก อยากให้รัฐบาลช่วยดูแลกวดขันเพิ่มขึ้น รวมถึงพิจารณาการออกกฎหมายป้องกันและปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์โดยเฉพาะต่อไป
นายวิสูตร กล่าวว่า สำหรับจีทีเอช ปีนี้ ต้องระมัดระวังเรื่องการบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังน่าเป็นห่วงรวมทั้งปัญหา การละเมิดลิขสิทธิ์ส่งผลกระทบต่อรายได้โดยตรง บริษัทพยายามควบคุมต้นทุน การผลิตภาพยนตร์ต่อเรื่องไม่ให้เกิน 25-35 ล้านบาท
ขณะที่งบการตลาดจะอยู่ที่ประมาณ 15 ล้านบาทต่อเรื่อง
ปีนี้จีทีเอชจะผลิตภาพยนตร์ออกฉายรวม 6 เรื่อง คาดหวังรายได้รวม 300 ล้านบาท เฉพาะการจำหน่ายตั๋วชมภาพยนตร์ ส่วนรายได้อื่นๆ เช่น วีซีดี ดีวีดี เคเบิล ทีวี และฟรีทีวีอีก 200 ล้านบาท หรือ มีรายได้รวม 500 ล้านบาท มากกว่าปีที่แล้วที่มีรายได้รวม 400 ล้านบาท
นายวิสูตร กล่าวด้วยว่า ปีที่ผ่านมาภาพยนตร์ไทยมีมูลค่าราว 1.7 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 50% จากตลาดรวมมูลค่า 3.4 พันล้านบาท ปีนี้คาดว่าภาพยนตร์ ไทยจะมีรายได้ใกล้เคียงกับปีก่อน แม้จะ มีจำนวนภาพยนตร์ที่เข้าฉายมากขึ้น แต่ ดูแนวโน้มการทำหนังไทยยังเน้นแนวตลกคาเฟ่ ซึ่งคนเริ่มเบื่อ ผู้ผลิตควรหาแนว ทางที่แปลกใหม่และผลิตภาพยนตร์ หลากหลายขึ้น
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=223306
โพสต์ทูเดย์ จีทีเอช จี้รัฐบาลเร่งลด ภาษี แก้กฎหมาย ตั้งกองทุนสนับสนุนภาพยนตร์ไทยยกระดับสู่อุตสาหกรรม ส่งออก
นายวิสูตร พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท จีเอ็มเอ็ม ไท หับ (จีทีเอช) กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวทางของรัฐบาลที่จะยกระดับภาพยนตร์ไทยสู่อุตสาหกรรมส่งออก แต่ต้องเร่งแก้ไข ข้อจำกัดต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม เช่น การลดภาษี นำเข้าสำหรับวัสดุเครื่องมือที่ใช้ในการ ถ่ายทำภาพยนตร์ ทุกวันนี้ภาพยนตร์ไทยและต่างประเทศเสียในอัตราที่เท่ากัน นอกจากนี้ รัฐบาลควรตั้งกองทุนสนับสนุนการผลิตและตั้งโรงเรียนพัฒนาบุคลากรด้านนี้โดยเฉพาะ เพื่อยกระดับคุณภาพของการผลิต
สิ่งที่น่าห่วงและจะเป็นจุดตายที่สำคัญ คือ พ.ร.บ.ภาพยนตร์ฉบับใหม่ ที่มีแนวทางใช้ระบบเรตติ้งตรงนี้ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญ หากเรตติ้งดีจะช่วยสนับสนุน แต่หากไม่ดีจะทำให้ภาพยนตร์ถดถอย นายวิสูตร กล่าว
สำหรับปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ที่กลับมารุนแรงอีกครั้ง มีต่อผลต่อผู้ผลิตภาพยนตร์อย่างมาก อยากให้รัฐบาลช่วยดูแลกวดขันเพิ่มขึ้น รวมถึงพิจารณาการออกกฎหมายป้องกันและปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์โดยเฉพาะต่อไป
นายวิสูตร กล่าวว่า สำหรับจีทีเอช ปีนี้ ต้องระมัดระวังเรื่องการบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังน่าเป็นห่วงรวมทั้งปัญหา การละเมิดลิขสิทธิ์ส่งผลกระทบต่อรายได้โดยตรง บริษัทพยายามควบคุมต้นทุน การผลิตภาพยนตร์ต่อเรื่องไม่ให้เกิน 25-35 ล้านบาท
ขณะที่งบการตลาดจะอยู่ที่ประมาณ 15 ล้านบาทต่อเรื่อง
ปีนี้จีทีเอชจะผลิตภาพยนตร์ออกฉายรวม 6 เรื่อง คาดหวังรายได้รวม 300 ล้านบาท เฉพาะการจำหน่ายตั๋วชมภาพยนตร์ ส่วนรายได้อื่นๆ เช่น วีซีดี ดีวีดี เคเบิล ทีวี และฟรีทีวีอีก 200 ล้านบาท หรือ มีรายได้รวม 500 ล้านบาท มากกว่าปีที่แล้วที่มีรายได้รวม 400 ล้านบาท
นายวิสูตร กล่าวด้วยว่า ปีที่ผ่านมาภาพยนตร์ไทยมีมูลค่าราว 1.7 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 50% จากตลาดรวมมูลค่า 3.4 พันล้านบาท ปีนี้คาดว่าภาพยนตร์ ไทยจะมีรายได้ใกล้เคียงกับปีก่อน แม้จะ มีจำนวนภาพยนตร์ที่เข้าฉายมากขึ้น แต่ ดูแนวโน้มการทำหนังไทยยังเน้นแนวตลกคาเฟ่ ซึ่งคนเริ่มเบื่อ ผู้ผลิตควรหาแนว ทางที่แปลกใหม่และผลิตภาพยนตร์ หลากหลายขึ้น
http://www.posttoday.com/newsdet.php?se ... &id=223306