มีใครถือหุ้น ๗ บริษัทนี้บ้าง
- ปรัชญา
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 18252
- ผู้ติดตาม: 0
มีใครถือหุ้น ๗ บริษัทนี้บ้าง
โพสต์ที่ 2
:lol: โดย ฐานเศรษฐกิจ วัน อาทิตย์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 04:48 น.
ผู้เชี่ยวชาญและนักบัญชีเตือนนักลงทุนระวังบริษัทที่จ่ายปันผลสูงเกินจริง
ชี้อาจจะมาจากการพึ่งพิงบริษัทลูก
หากมีการเปลี่ยนวิธีบันทึกกำไรใหม่จากกำไรของบริษัทลูก
มาเป็นเงินปันผลของบริษัทแม่แทน
แนะควรศึกษาฐานะบริษัทให้สอดคล้องกับการประกาศจ่ายปันผลด้วย
ด้านนักวิเคราะห์มองมาตรฐานบัญชีใหม่ ไม่น่ากระทบบริษัทที่จ่ายปันผลสูง
ดร.วรศักดิ์ ทุมมานนท์ อาจารย์ประจำภาควิชาบัญชี
คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และอนุกรรมการในคณะอนุกรรมการกลั่นกรองมาตรฐานบัญชี
สภาวิชาชีพบัญชี กล่าวว่า
จากกรณีที่ทางสภาวิชาชีพบัญชีได้มีการเปลี่ยนแปลงให้บริษัท
ในตลาดหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงการบันทึกกำไรในบริษัทร่วม
และบริษัทย่อยหรือบริษัทลูกใหม่
จากเดิมการบันทึกกำไรในบริษัทลูกจะบันทึกกำไร
จากบริษัทลูกทั้งหมดมาเป็นกำไรของบริษัทแม่
มาเป็นการบันทึกกำไรจากบริษัทร่วมและบริษัทย่อย
จากเงินปันผลของบริษัทร่วมและบริษัทย่อยแทนนั้น
ทำให้ส่งผลกระทบต่อบริษัทที่พึงพิงกำไรจากบริษัทลูกเป็นส่วนใหญ่
แต่จะส่งผลดีกับบริษัทที่ผลการดำเนินงานของบริษัทลูกย่ำแย่
ฉะนั้นการเปลี่ยนการบันทึกกำไรจากปันผลก็จะไม่กระทบกับบริษัทแม่ เป็นต้น
อย่างไรก็ตามการจ่ายปันผลของบริษัทแม่ในอัตราที่สูงๆ
ด้วยการอาศัยเงินกำไรของบริษัทลูกเป็นหลัก นั่นแสดงให้เห็นว่าบริษัทนั้น
ๆจ่ายเงินปันผลเกินตัว ซึ่งนักลงทุนก็ควรจะต้องดูด้วย
หากต้องการลงทุนเพื่อหวังเงินปันผลที่สูงๆกับบริษัทที่เข้าไปลงทุน
ได้ประกาศจะจ่ายเงินปันผลสูงๆ
ซึ่งหากมีการเปลี่ยนวิธีบันทึกกำไรจากบริษัทลูกใหม่
ก็จะทำให้นักลงทุนไม่ได้รับเงินปันผลที่สูงอย่างที่บริษัทประกาศไว้ได้
ดร.วรศักดิ์ กล่าวว่า
นอกจากนี้เชื่อว่าการที่บางบริษัทจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงๆ
แต่ผลการดำเนินงานไม่สอดคล้องกันก็อาจจะทำเพื่อต้องการนำเงิน
ของบริษัทออกมา
ซึ่งนักลงทุนต้องใช้ความระมัดระวังและควรเข้าไปดูงบการเงินของบริษัท
นั้น ๆ ทั้งงบดุล งบกำไรขาดทุน และที่สำคัญคือ
งบกระแสเงินสดด้วยเพื่อจะได้สอดคล้องกัน
ซึ่งอาจมีความเป็นไปได้ที่การนำเงินปันผลของบริษัท
มาจ่ายโดยอาศัยเงินของบริษัทลูกที่อาจจะมาจากการกู้
นอกจากนี้นักลงทุนควรดูว่าบริษัทที่จ่ายปันผลนั้นธุรกิจมีการเติบโต
และฐานะทางการเงินแข็งแรงหรือไม่ เช่น
กรณีมีการเพิ่มทุนและนำเงินเพิ่มทุนมาจ่ายปันผล
โดยกรณีนี้จะสังเกตได้ว่า บริษัทมีโครงการลงทุนและมีการเพิ่มทุน
แต่โครงการลงทุนก็ถูกยกเลิกไป
และมีกรณีของบริษัทที่มีการเทคโอเวอร์บริษัทอื่นๆมา
เป็นบริษัทลูกเพื่อให้ฐานะการดำเนินงานดีขึ้น
โดยที่บริษัทที่ถูกเทคโอเวอร์นั้นกำลังอยู่ในช่วงเติบโต
ซึ่งก็คือ ยังต้องการเงินลงทุน แต่กลับประกาศจ่ายเงินปันผลสูงๆ
ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ขัดแย้งความเป็นจริง เช่นธุรกิจโรงพยาบาล
หรือกรณีบริษัทที่มีกำไรสูงๆจากการปรับโครงสร้างหนี้
และประกาศจ่ายเงินปันผลสูง เช่นธุรกิจโรงแรม เป็นต้น
ทั้งนี้ปัจุบันมีบริษัทจดทะเบียนที่เปลี่ยนแปลงวิธีการบันทึกเงินลงทุน
ในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมในงบการเงินเฉพาะกิจ จำนวน 7 บริษัท
คือ บริษัท เอกรัฐวิศวกรรม จำกัด(มหาชน) (บมจ.) บมจ.เบอร์ลี่ยุคเกอร์ บมจ.ลานนารีซอร์สเซส บมจ.เมโทรซิสเต็มส์ คอร์ปอเรชั่น บมจ.โออิชิ กรุ๊ป บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย และบล.ซีมิโก้ เป็นต้น
นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจตลาดทุน
บริษัทหลักทรัพย์(บล.)นครหลวงไทย จำกัด กล่าวว่า
จากที่ทางสภาวิชาชีพบัญชีได้มีการเปลี่ยนวิธีการบันทึกกำไร
ในบริษัทร่วมและบริษัทย่อยใหม่นั้น
หากจะดูถึงผลกระทบกับบริษัทที่จ่ายปันผล
โดยเฉพาะบริษัทที่เป็นโฮลดิ้งนั้น
มีโอกาสเป็นไปได้ที่จะทำให้จ่ายปันผลน้อยลง
หากธุรกิจยังพึ่งพิงบริษัทร่วมและบริษัทย่อยเป็นส่วนใหญ่
แต่บริษัทโฮลดิ้งก็สามารถจ่ายเงินปันผลเท่าเดิมได้
ถึงแม้การรับรู้เงินลงทุนในบริษัทร่วมและบริษัทย่อยจะลดลง
โดยการเปลี่ยนนโยบายการจ่ายปันผลเพิ่มขึ้น เช่น
จากเดิมมีนโยบายจ่ายปันผล 40 % ของกำไรสุทธิ
ก็อาจปรับเพิ่มเป็น 60 % ของกำไรสุทธิ ก็ได้
ดังนั้นเชื่อว่าผลกระทบต่อการจ่ายปันผลของบริษัทจดทะเบียน
ที่เปลี่ยนวิธีการบันทึกบัญชีแบบใหม่คงไม่มาก
นอกจากนี้การจ่ายปันผลนั้นจะต้องดูจากกระแสเงินสดของบริษัท
และราคาหุ้นในตลาดด้วย
โดยหากบริษัทมีผลกระดำเนินงานที่ดีและกำไรจากการดำเนินงาน
ทำให้กระแสเงินสดของบริษัทสูงขึ้นก็จะยิ่งทำให้สามารถจ่ายเงินปันผลได้
อย่างไรก็ตามหากกระแสเงินสดที่มีมาจากการกู้ยืมคงไม่เหมาะสม
ที่จะนำมาจ่ายปันผล
และกิจการที่ดีจะต้องมีรายได้หลักจากบริษัทแม่ไม่ใช่บริษัทลูก
ผู้บริหารบล.นครหลวงไทย กล่าวว่า
สำหรับหุ้นปันผลถือว่ายังเป็นที่สนใจของนักลงทุนระยะยาว
เนื่องจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ
มีอัตราการเติบโตที่ดีและมีการจ่ายเงินปันผลเฉลี่ย 45 %ของกำไรสุทธิ
___________________________________________________
มีใครถือหุ้นเหล่านี้และคิดว่า จะเป็นไปตามนักวิเคราะห์คิดหรือเปล่าครับ
ผู้เชี่ยวชาญและนักบัญชีเตือนนักลงทุนระวังบริษัทที่จ่ายปันผลสูงเกินจริง
ชี้อาจจะมาจากการพึ่งพิงบริษัทลูก
หากมีการเปลี่ยนวิธีบันทึกกำไรใหม่จากกำไรของบริษัทลูก
มาเป็นเงินปันผลของบริษัทแม่แทน
แนะควรศึกษาฐานะบริษัทให้สอดคล้องกับการประกาศจ่ายปันผลด้วย
ด้านนักวิเคราะห์มองมาตรฐานบัญชีใหม่ ไม่น่ากระทบบริษัทที่จ่ายปันผลสูง
ดร.วรศักดิ์ ทุมมานนท์ อาจารย์ประจำภาควิชาบัญชี
คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และอนุกรรมการในคณะอนุกรรมการกลั่นกรองมาตรฐานบัญชี
สภาวิชาชีพบัญชี กล่าวว่า
จากกรณีที่ทางสภาวิชาชีพบัญชีได้มีการเปลี่ยนแปลงให้บริษัท
ในตลาดหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงการบันทึกกำไรในบริษัทร่วม
และบริษัทย่อยหรือบริษัทลูกใหม่
จากเดิมการบันทึกกำไรในบริษัทลูกจะบันทึกกำไร
จากบริษัทลูกทั้งหมดมาเป็นกำไรของบริษัทแม่
มาเป็นการบันทึกกำไรจากบริษัทร่วมและบริษัทย่อย
จากเงินปันผลของบริษัทร่วมและบริษัทย่อยแทนนั้น
ทำให้ส่งผลกระทบต่อบริษัทที่พึงพิงกำไรจากบริษัทลูกเป็นส่วนใหญ่
แต่จะส่งผลดีกับบริษัทที่ผลการดำเนินงานของบริษัทลูกย่ำแย่
ฉะนั้นการเปลี่ยนการบันทึกกำไรจากปันผลก็จะไม่กระทบกับบริษัทแม่ เป็นต้น
อย่างไรก็ตามการจ่ายปันผลของบริษัทแม่ในอัตราที่สูงๆ
ด้วยการอาศัยเงินกำไรของบริษัทลูกเป็นหลัก นั่นแสดงให้เห็นว่าบริษัทนั้น
ๆจ่ายเงินปันผลเกินตัว ซึ่งนักลงทุนก็ควรจะต้องดูด้วย
หากต้องการลงทุนเพื่อหวังเงินปันผลที่สูงๆกับบริษัทที่เข้าไปลงทุน
ได้ประกาศจะจ่ายเงินปันผลสูงๆ
ซึ่งหากมีการเปลี่ยนวิธีบันทึกกำไรจากบริษัทลูกใหม่
ก็จะทำให้นักลงทุนไม่ได้รับเงินปันผลที่สูงอย่างที่บริษัทประกาศไว้ได้
ดร.วรศักดิ์ กล่าวว่า
นอกจากนี้เชื่อว่าการที่บางบริษัทจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงๆ
แต่ผลการดำเนินงานไม่สอดคล้องกันก็อาจจะทำเพื่อต้องการนำเงิน
ของบริษัทออกมา
ซึ่งนักลงทุนต้องใช้ความระมัดระวังและควรเข้าไปดูงบการเงินของบริษัท
นั้น ๆ ทั้งงบดุล งบกำไรขาดทุน และที่สำคัญคือ
งบกระแสเงินสดด้วยเพื่อจะได้สอดคล้องกัน
ซึ่งอาจมีความเป็นไปได้ที่การนำเงินปันผลของบริษัท
มาจ่ายโดยอาศัยเงินของบริษัทลูกที่อาจจะมาจากการกู้
นอกจากนี้นักลงทุนควรดูว่าบริษัทที่จ่ายปันผลนั้นธุรกิจมีการเติบโต
และฐานะทางการเงินแข็งแรงหรือไม่ เช่น
กรณีมีการเพิ่มทุนและนำเงินเพิ่มทุนมาจ่ายปันผล
โดยกรณีนี้จะสังเกตได้ว่า บริษัทมีโครงการลงทุนและมีการเพิ่มทุน
แต่โครงการลงทุนก็ถูกยกเลิกไป
และมีกรณีของบริษัทที่มีการเทคโอเวอร์บริษัทอื่นๆมา
เป็นบริษัทลูกเพื่อให้ฐานะการดำเนินงานดีขึ้น
โดยที่บริษัทที่ถูกเทคโอเวอร์นั้นกำลังอยู่ในช่วงเติบโต
ซึ่งก็คือ ยังต้องการเงินลงทุน แต่กลับประกาศจ่ายเงินปันผลสูงๆ
ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ขัดแย้งความเป็นจริง เช่นธุรกิจโรงพยาบาล
หรือกรณีบริษัทที่มีกำไรสูงๆจากการปรับโครงสร้างหนี้
และประกาศจ่ายเงินปันผลสูง เช่นธุรกิจโรงแรม เป็นต้น
ทั้งนี้ปัจุบันมีบริษัทจดทะเบียนที่เปลี่ยนแปลงวิธีการบันทึกเงินลงทุน
ในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมในงบการเงินเฉพาะกิจ จำนวน 7 บริษัท
คือ บริษัท เอกรัฐวิศวกรรม จำกัด(มหาชน) (บมจ.) บมจ.เบอร์ลี่ยุคเกอร์ บมจ.ลานนารีซอร์สเซส บมจ.เมโทรซิสเต็มส์ คอร์ปอเรชั่น บมจ.โออิชิ กรุ๊ป บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย และบล.ซีมิโก้ เป็นต้น
นายสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจตลาดทุน
บริษัทหลักทรัพย์(บล.)นครหลวงไทย จำกัด กล่าวว่า
จากที่ทางสภาวิชาชีพบัญชีได้มีการเปลี่ยนวิธีการบันทึกกำไร
ในบริษัทร่วมและบริษัทย่อยใหม่นั้น
หากจะดูถึงผลกระทบกับบริษัทที่จ่ายปันผล
โดยเฉพาะบริษัทที่เป็นโฮลดิ้งนั้น
มีโอกาสเป็นไปได้ที่จะทำให้จ่ายปันผลน้อยลง
หากธุรกิจยังพึ่งพิงบริษัทร่วมและบริษัทย่อยเป็นส่วนใหญ่
แต่บริษัทโฮลดิ้งก็สามารถจ่ายเงินปันผลเท่าเดิมได้
ถึงแม้การรับรู้เงินลงทุนในบริษัทร่วมและบริษัทย่อยจะลดลง
โดยการเปลี่ยนนโยบายการจ่ายปันผลเพิ่มขึ้น เช่น
จากเดิมมีนโยบายจ่ายปันผล 40 % ของกำไรสุทธิ
ก็อาจปรับเพิ่มเป็น 60 % ของกำไรสุทธิ ก็ได้
ดังนั้นเชื่อว่าผลกระทบต่อการจ่ายปันผลของบริษัทจดทะเบียน
ที่เปลี่ยนวิธีการบันทึกบัญชีแบบใหม่คงไม่มาก
นอกจากนี้การจ่ายปันผลนั้นจะต้องดูจากกระแสเงินสดของบริษัท
และราคาหุ้นในตลาดด้วย
โดยหากบริษัทมีผลกระดำเนินงานที่ดีและกำไรจากการดำเนินงาน
ทำให้กระแสเงินสดของบริษัทสูงขึ้นก็จะยิ่งทำให้สามารถจ่ายเงินปันผลได้
อย่างไรก็ตามหากกระแสเงินสดที่มีมาจากการกู้ยืมคงไม่เหมาะสม
ที่จะนำมาจ่ายปันผล
และกิจการที่ดีจะต้องมีรายได้หลักจากบริษัทแม่ไม่ใช่บริษัทลูก
ผู้บริหารบล.นครหลวงไทย กล่าวว่า
สำหรับหุ้นปันผลถือว่ายังเป็นที่สนใจของนักลงทุนระยะยาว
เนื่องจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ
มีอัตราการเติบโตที่ดีและมีการจ่ายเงินปันผลเฉลี่ย 45 %ของกำไรสุทธิ
___________________________________________________
มีใครถือหุ้นเหล่านี้และคิดว่า จะเป็นไปตามนักวิเคราะห์คิดหรือเปล่าครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 898
- ผู้ติดตาม: 0
มีใครถือหุ้น ๗ บริษัทนี้บ้าง
โพสต์ที่ 3
มีกับเขาด้วยตัวนึง ทำอย่างไรดีครับ?
bid please!!
- สามัญชน
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 5162
- ผู้ติดตาม: 0
มีใครถือหุ้น ๗ บริษัทนี้บ้าง
โพสต์ที่ 6
หมายความว่าเจ็ดบริษัทนี้เป็นบริษัทนำร่องที่ยอมเปลี่ยนวิธีการบันทึกก่อนใครๆ เรียกว่าเป็นกลุ่ม "หัวหมู่ทะลวงฟัน"ทั้งนี้ปัจุบันมีบริษัทจดทะเบียนที่เปลี่ยนแปลงวิธีการบันทึกเงินลงทุน
ในบริษัทย่อยและบริษัทร่วมในงบการเงินเฉพาะกิจ จำนวน 7 บริษัท
แต่ทุกบริษัทจะต้องเปลี่ยนมาใช้วิธีนี้เหมือนกันหมดในงบไตรมาส 1 /2550 ที่จะมาถึงเร็วๆนี้แหละครับ
และเขาก็เตือนให้ระวังประเด็นการจ่ายเงินปันผลเยอะๆเกินจริง(เกินผลกำไรที่ทำได้)ของทุกบริษัทมั้งครับ
ทุกความเห็นย่อมเปลี่ยนไปตามความรู้ การเรียนรู้ย่อมไม่มีจุดสิ้นสุด
- สามัญชน
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 5162
- ผู้ติดตาม: 0
มีใครถือหุ้น ๗ บริษัทนี้บ้าง
โพสต์ที่ 8
ประเด็นนี้ ผมว่าก็สำคัญทั้งงบเดี่ยวและงบรวมมั้งครับmiracle เขียน:แสดงว่า งบเดี่ยวสำคัญกว่างบรวม
แต่ทำไม เดี๋ยวนี้ให้ความสำคัญงบรวมมากกว่างบเดี่ยว
เป็นแบบนี้ก็งงเป็นไก่ตาแตกซิ
เดินออกมาเส้นทางชมนกชมไม้ได้
แต่ต้องอย่าหลงทางไปไกลล่ะ
ข้อเสียของมาตรการนี้ก็คือ ถ้าบริษัทลูกได้กำไรดีแต่ไม่ปันผลให้บริษัทแม่ ก็จะเท่ากับบริษัทแม่ไม่ได้อะไรเลยแต่ที่จริงบริษัทแม่ยังมีสิทธิในกำไรนั้นครบถ้วนในฐานะที่ไปถือหุ้นบริษัทลูก ซึ่งวิธีใหม่นี้จะทำให้ภาพถูกบิดเบือนไปและไม่ตรงกับข้อเท็จจริงนัก
มาตรฐานการบัญชีควรจะมุ่งไปในทางที่ "สามารถสะท้อนข้อเท็จจริง" ได้มากที่สุด และควรจะพัฒนาไปในแนวทางนั้นเรื่อยๆ การพยายามบิดเบือนด้วยเหตุใดๆก็จะไม่ดีทั้งนั้นแหละ
แต่กรณีนี้ สภาวิชาชีพบัญชีต้องการปกป้องนักลงทุนด้วยเหตุผลว่า บ่อยครั้งที่บริษัทลูกซึ่งทำกำไรได้ดีๆหรือแม้แต่ขาดทุนนั้น ส่วนใหญ่มีนักบัญชีคอยตรวจสอบอยู่ แต่ไม่ใช่นักบัญชีที่มีใบอนุญาต มาตรฐานจึงอาจจะต่ำกว่านักบัญชีที่มีใบอนุญาต
กำไรที่ได้จึงไม่รู้จริงหรือไม่จริง(หรือแม้แต่ขาดทุนก็ตาม)ซึ่งอาจจะเป็นการแต่งบัญชีหลอกลวงนักลงทุนก็ได้ แต่การที่บริษัทลูกปันผลให้แม่นั้น อย่างน้อยๆบริษัทแม่ก็ได้เงินมาจริงๆ ก็เป็นการช่วยนักลงทุนอีกวิธีหนึ่งมั้งครับ
ทุกความเห็นย่อมเปลี่ยนไปตามความรู้ การเรียนรู้ย่อมไม่มีจุดสิ้นสุด
-
- Verified User
- โพสต์: 185
- ผู้ติดตาม: 0
มีใครถือหุ้น ๗ บริษัทนี้บ้าง
โพสต์ที่ 9
กระทู้นี้มีประโยชน์มากครับ อยากให้เก็บกระทู้นี้ไว้เป็นกรณีศึกษาครับ ขอบคุณครับ 

-
- Verified User
- โพสต์: 1141
- ผู้ติดตาม: 0
มีใครถือหุ้น ๗ บริษัทนี้บ้าง
โพสต์ที่ 10
ขอเพิ่มเติมประเด็นนี้ด้วยก็คือ ต่อไปการประมาณการจ่ายปันผล ต้องดูว่ารายได้หลักของบริษัทแม่มี Cash Flow เป็นอย่างไรด้วยกิจการที่ดีจะต้องมีรายได้หลักจากบริษัทแม่ไม่ใช่บริษัทลูก
ถ้าบริษัทแม่ Cash Flow ไม่ดี อาจจะมีผลกระทบกับการจ่ายปันผลได้ แม้ว่างบการเงินของบริษัทรวมจะกำไรดีครับ
นั่นหมายความว่า อย่าลืมไปดูงบกระแสเงินสดของบริษัทเฉพาะด้วยนะครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 1141
- ผู้ติดตาม: 0
มีใครถือหุ้น ๗ บริษัทนี้บ้าง
โพสต์ที่ 11
คุณสามัญชน

เห็นด้วยครับ ผมว่าเป็นประเด็นหลักเลยครับสำหรับการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานบัญชีในครั้งนี้ครับกำไรที่ได้จึงไม่รู้จริงหรือไม่จริง(หรือแม้แต่ขาดทุนก็ตาม)ซึ่งอาจจะเป็นการแต่งบัญชีหลอกลวงนักลงทุนก็ได้ แต่การที่บริษัทลูกปันผลให้แม่นั้น อย่างน้อยๆบริษัทแม่ก็ได้เงินมาจริงๆ ก็เป็นการช่วยนักลงทุนอีกวิธีหนึ่งมั้งครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 185
- ผู้ติดตาม: 0
มีใครถือหุ้น ๗ บริษัทนี้บ้าง
โพสต์ที่ 12
การเปลี่ยนการบันทึกกำไรจากปันผลก็จะไม่กระทบกับบริษัทแม่
อ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจชัดเจนตรงจุดนี้ พอจะขยายความให้หน่อยได้ไหมครับ :x ผมไม่สันทัดเท่าไรนักกับเรื่องลึกๆทางบัญชีนะครับ ขอบคุณครับ
-
- Verified User
- โพสต์: 1141
- ผู้ติดตาม: 0
มีใครถือหุ้น ๗ บริษัทนี้บ้าง
โพสต์ที่ 13
เหตุผลอยู่ตรงนี้ครับว่า จะต้องมีเงื่อนไขที่ว่าจะไม่กระทบก็ต่อเมื่อบริษัทย่อยมี่นโยบายการจ่ายปันผลที่สูงขึ้น ทำให้บริษัทแม่ได้รับกระแสเงินสดมากขึ้นครับ ตามข้อมูลที่ Post ครับ
แต่บริษัทโฮลดิ้งก็สามารถจ่ายเงินปันผลเท่าเดิมได้
ถึงแม้การรับรู้เงินลงทุนในบริษัทร่วมและบริษัทย่อยจะลดลง
โดยการเปลี่ยนนโยบายการจ่ายปันผลเพิ่มขึ้น เช่น
จากเดิมมีนโยบายจ่ายปันผล 40 % ของกำไรสุทธิ
ก็อาจปรับเพิ่มเป็น 60 % ของกำไรสุทธิ ก็ได้
ดังนั้นเชื่อว่าผลกระทบต่อการจ่ายปันผลของบริษัทจดทะเบียน
ที่เปลี่ยนวิธีการบันทึกบัญชีแบบใหม่คงไม่มาก
แต่ถ้าไม่ได้เปลี่ยนแปลงนโยบายการจ่ายปันผลของบริษัทย่อยและบริษัทร่วม ตลอดจนที่ผ่านมาบริษัทแม่มีกำไรจากบริษัทร่วมและบริษัทย่อยมีสัดส่วนที่ค่อนข้างมากหรือมากกว่ากำไรของบริษัทแม่เป็นอย่างมาก และบริษัทร่วมและบริษัทย่อยยังคงนโยบายการจ่ายปันผลค่อนข้างน้อยหรือไม่ได้จ่ายปันผลเลย ก็อาจมีผลกระทบกับกระแสเงินสดของบริษัทแม่ในการจ่ายปันผลในอัตราเดิมได้ครับ
แต่บริษัทโฮลดิ้งก็สามารถจ่ายเงินปันผลเท่าเดิมได้
ถึงแม้การรับรู้เงินลงทุนในบริษัทร่วมและบริษัทย่อยจะลดลง
โดยการเปลี่ยนนโยบายการจ่ายปันผลเพิ่มขึ้น เช่น
จากเดิมมีนโยบายจ่ายปันผล 40 % ของกำไรสุทธิ
ก็อาจปรับเพิ่มเป็น 60 % ของกำไรสุทธิ ก็ได้
ดังนั้นเชื่อว่าผลกระทบต่อการจ่ายปันผลของบริษัทจดทะเบียน
ที่เปลี่ยนวิธีการบันทึกบัญชีแบบใหม่คงไม่มาก
แต่ถ้าไม่ได้เปลี่ยนแปลงนโยบายการจ่ายปันผลของบริษัทย่อยและบริษัทร่วม ตลอดจนที่ผ่านมาบริษัทแม่มีกำไรจากบริษัทร่วมและบริษัทย่อยมีสัดส่วนที่ค่อนข้างมากหรือมากกว่ากำไรของบริษัทแม่เป็นอย่างมาก และบริษัทร่วมและบริษัทย่อยยังคงนโยบายการจ่ายปันผลค่อนข้างน้อยหรือไม่ได้จ่ายปันผลเลย ก็อาจมีผลกระทบกับกระแสเงินสดของบริษัทแม่ในการจ่ายปันผลในอัตราเดิมได้ครับ
- ปรัชญา
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 18252
- ผู้ติดตาม: 0
มีใครถือหุ้น ๗ บริษัทนี้บ้าง
โพสต์ที่ 14
คุณหมอแนะนำแนวคิดเยี่ยมมากครับ
_____________________________________________________
ผู้ถือหุ้นบี้‘ซีมิโก้’ปันผล50สต.
โพสต์ทูเดย์ — ผู้ถือหุ้นซีมิโก้รวมหัวคว่ำมติบอร์ด ขอเงินปันผล 0.50 บาทต่อหุ้น หรือ 267.37% ของกำไรสุทธิ จากเดิมจ่ายเพียง 0.187 บาท หรือ 100% ด้าน SFC หุ้นใหญ่รับเละเฉียด 70 ล้านบาท
นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีมิโก้ (ZMICO) กล่าวว่า การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2550 เมื่อวันที่ 18 เมษายน มีผู้ถือหุ้นได้เสนอให้บริษัทนำกำไรสะสมที่มีอยู่ 800 ล้านบาท มาจ่ายเงินปันผลเพิ่มเป็นหุ้นละ 0.50 บาท หรือ 267.37% ของกำไรสุทธิ จากเดิมที่คณะกรรมการมีมติให้จ่ายเงินปันผลหุ้นละ 0.187 บาท หรือ 100% ของกำไรสุทธิต่อหุ้นในปี 2549 ซึ่งอยู่ที่ 0.19 บาท หรือ ขอเงินปันผลเพิ่มอีกหุ้นละ 0.31 บาท ซึ่งผู้ถือหุ้นที่ได้รับสิทธิ คือถือหุ้นก่อน 29 มีนาคม 2550
บริษัทจึงได้เปิดให้ผู้ถือหุ้นลงคะแนนว่าจะจ่ายเงินปันผลเพิ่ม
ตามที่ผู้ถือหุ้นเสนอหรือไม่ ปรากฏว่าผู้ถือหุ้นลงคะแนนให้จ่ายปันผลเพิ่มด้วยคะแนนเสียง 219 ล้านหุ้น หรือ 77.74% ของเสียงผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 281.71 ล้านหุ้น และมีผู้ถือหุ้นที่ลงคะแนนให้ยึดตามมติบอร์ดเพียง 62.71 ล้านหุ้นเท่านั้น
ทั้งนี้ เงินปันผลที่มากขึ้นทำให้ Starategic Capital Acquisitions (S.F.C.) ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ เข้ามาถือหุ้น 125.06 ล้านหุ้น หรือ 15% ได้รับเงิน 62.53 ล้านบาท จากเดิมจะได้รับแค่ 23.38 ล้านบาท
นายเรืองวิทย์ ดุษฎีสุรพจน์ กรรมการอำนวยการ บล.ซีมิโก้ กล่าวว่า แม้ได้พยายามชี้แจงผู้ถือหุ้นว่าบริษัทมีความจำเป็น
ต้องมีเงินทุนที่มากพอในการทำธุรกิจในอนาคตรองรับเปิดเสรี เพราะหากเอากำไรสะสมมาจ่ายปันผลเพิ่มจะทำให้ฐานทุนและเงินสำรองอ่อนแอลง และหากจะระดมทุนหรือเพิ่มทุนในภายหน้าจะลำบาก
----------------------------------------------------------------------------------
นานจะเจอสักที ที่รายย่อยจับมือรายใหญ่
ล้วงเอากำไรสะสมของบริษัทมาแบ่งกัน
_____________________________________________________
ผู้ถือหุ้นบี้‘ซีมิโก้’ปันผล50สต.
โพสต์ทูเดย์ — ผู้ถือหุ้นซีมิโก้รวมหัวคว่ำมติบอร์ด ขอเงินปันผล 0.50 บาทต่อหุ้น หรือ 267.37% ของกำไรสุทธิ จากเดิมจ่ายเพียง 0.187 บาท หรือ 100% ด้าน SFC หุ้นใหญ่รับเละเฉียด 70 ล้านบาท
นายพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีมิโก้ (ZMICO) กล่าวว่า การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2550 เมื่อวันที่ 18 เมษายน มีผู้ถือหุ้นได้เสนอให้บริษัทนำกำไรสะสมที่มีอยู่ 800 ล้านบาท มาจ่ายเงินปันผลเพิ่มเป็นหุ้นละ 0.50 บาท หรือ 267.37% ของกำไรสุทธิ จากเดิมที่คณะกรรมการมีมติให้จ่ายเงินปันผลหุ้นละ 0.187 บาท หรือ 100% ของกำไรสุทธิต่อหุ้นในปี 2549 ซึ่งอยู่ที่ 0.19 บาท หรือ ขอเงินปันผลเพิ่มอีกหุ้นละ 0.31 บาท ซึ่งผู้ถือหุ้นที่ได้รับสิทธิ คือถือหุ้นก่อน 29 มีนาคม 2550
บริษัทจึงได้เปิดให้ผู้ถือหุ้นลงคะแนนว่าจะจ่ายเงินปันผลเพิ่ม
ตามที่ผู้ถือหุ้นเสนอหรือไม่ ปรากฏว่าผู้ถือหุ้นลงคะแนนให้จ่ายปันผลเพิ่มด้วยคะแนนเสียง 219 ล้านหุ้น หรือ 77.74% ของเสียงผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 281.71 ล้านหุ้น และมีผู้ถือหุ้นที่ลงคะแนนให้ยึดตามมติบอร์ดเพียง 62.71 ล้านหุ้นเท่านั้น
ทั้งนี้ เงินปันผลที่มากขึ้นทำให้ Starategic Capital Acquisitions (S.F.C.) ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่ เข้ามาถือหุ้น 125.06 ล้านหุ้น หรือ 15% ได้รับเงิน 62.53 ล้านบาท จากเดิมจะได้รับแค่ 23.38 ล้านบาท
นายเรืองวิทย์ ดุษฎีสุรพจน์ กรรมการอำนวยการ บล.ซีมิโก้ กล่าวว่า แม้ได้พยายามชี้แจงผู้ถือหุ้นว่าบริษัทมีความจำเป็น
ต้องมีเงินทุนที่มากพอในการทำธุรกิจในอนาคตรองรับเปิดเสรี เพราะหากเอากำไรสะสมมาจ่ายปันผลเพิ่มจะทำให้ฐานทุนและเงินสำรองอ่อนแอลง และหากจะระดมทุนหรือเพิ่มทุนในภายหน้าจะลำบาก
----------------------------------------------------------------------------------
นานจะเจอสักที ที่รายย่อยจับมือรายใหญ่
ล้วงเอากำไรสะสมของบริษัทมาแบ่งกัน
- ply33
- Verified User
- โพสต์: 592
- ผู้ติดตาม: 0
มีใครถือหุ้น ๗ บริษัทนี้บ้าง
โพสต์ที่ 15
แปลว่าทุกบริษัทก็ต้องใช้มาตรฐานบัญชีใหม่เช่นเดียวกันใช่ไหมครับ
กำลังจะถามว่า PTT ล่ะครับ แต่พี่หมอมาย้ำให้แล้ว ขอบคุณคับ
ปตท.กำไรวูบรับเกณฑ์บัญชีใหม่ โบรกฯคาดทั้งปีลดลง2หมื่นล้าน
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 19 เมษายน 2550 08:20 น.
เกณฑ์มาตรฐานบัญชีใหม่กระทบรายได้-กำไรบริษัทจดทะเบียน โบรกเกอร์คาดกำไร "ปตท." ปีนี้ลดลง 20,000 ล้านบาท ขณะที่คาด ปตท.สผ. กำไรไตรมาส 1/50 รูด 8% หลังราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลง ระบุการซื้อปั้มเจ็ทส่งผลดีต่อภาพลักษณ์บริษัท เชื่อดันรายได้เพิ่มขึ้นไม่มาก
การเปลี่ยนแปลงการบันทึกบัญชีรูปแบบใหม่โดยใช้วิธีการบันทึกเงินลงทุนในบริษัทร่วม/ย่อย ที่ให้บันทึกเงินลงทุนด้วยวิธีราคาทุนในงบการเงินเฉพาะกิจการ ซึ่งมีผลให้การแสดงตัวเลขกำไรอาจไม่เท่ากับตัวเลขกำไรในงบการเงินรวม หลังสภาชีพบัญชีได้ปรับเปลี่ยนเกณฑ์ในการบันทึกเพื่อยกระดับมาตรฐานบัญชีไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานบัญชีสากล ส่งผลกระทบต่อบริษัทมีลักษณะการดำเนินธุรกิจแบบโฮลดิ้ง คอมปานี คือการรับส่วนแบ่งจากการลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทในเครือในรูปของกำไรจากการดำเนินงาน รวมถึงเงินปันผลที่ได้รับจากการดำเนินธุรกิจ
นายวรุตม์ ศิวะศริยานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โกลเบล็ก จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การบันทึกบัญชีแบบใหม่ส่งผลกระทบต่อบริษัทที่มีลักษณะในรูปของโฮลดิ้ง คอมปานี เนื่องจากจะมีการปรับเปลี่ยนวิธีการในการบันทึกผลกำไรจากผลการดำเนินงานของบริษัทลูก โดยบริษัทขนาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากเกณฑ์แบบใหม่ คือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT แต่อาจจะไม่ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิของบริษัทมากนัก เนื่องจากยังสามารถรับรู้กำไรจากเงินปันผลได้เต็มจำนวน
ทั้งนี้ คาดว่ากำไรสุทธิของบมจ.ปตท.ในปีนี้จะลดลงจากปีที่ผ่านซึ่งอยู่ที่ 95,000 ล้านบาท เหลือ 82,000 ล้านบาท หรือลดลงประมาณ 13,000 ล้านบาท หรือ 13.68% เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงจากปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ในปีนี้บริษัทและบริษัทในเครือ คือ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC จะต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 7 พันล้าน เพื่อจัดการเกี่ยวกับปัญหาเรื่องมลภาวะที่เกิดขึ้นในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด
"แม้ว่ากำไรในปีนี้ของบริษัทอาจจะปรับลดลงแต่เรายังแนะนำให้ลงทุนในหุ้น PTT เพราะราคาที่ซื้อขายในปัจจุบันยังต่ำกว่ามูลค่าที่จริง เพราะราคาน้ำมันในปัจจุบันยังคงผันผวนค่อนข้างมากแต่เชื่อว่าราคาเฉลี่ยในปีนี้ยังน่าจะอยู่ใกล้เคียงกับระดับในปีที่ผ่านมา"นายวรุตม์กล่าว
ส่วนข่าวการเข้าไปซื้อสถานีบริการน้ำมันเจ็ท (JET) ที่เปิดให้บริการในประเทศไทยจากบริษัท โคโนโค (ประเทศไทย) จำกัด คาดว่าจะทำให้ส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เกตแชร์) เพิ่มขึ้นประมาณ 4% และน่าส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของบริษัท แต่รายได้ในส่วนดังกล่าวถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับรายได้ที่เกิดขึ้นของปตท.เอง อย่างไรก็ตามหากพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายที่บริษัทต้องเสียไปเพื่อขยายสาขาปั้มน้ำมันถือว่าคุ้มค่าที่ลงทุน
แหล่งข่าวจากบริษัทหลักทรัพย์ ซิกโก้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่างบการเงินของปตท.ในปีนี้ อาจจะได้รับผลกระทบจากการทำบัญชีแบบใหม่ โดยคาดว่ารายได้จากบริษัทในเครือจะหายไปค่อนข้างมาก ขณะที่กำไรสุทธิของบริษัทน่าจะลดลงกว่า 40,000 ล้านบาท แต่บริษัทจะได้รับชดเชยในลักษณะรายได้จากเงินปันผลจากบริษัทลูกอีกประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งส่งผลทำให้กำไรสุทธิของบริษัทในปีนี้อาจจะลดลงประมาณ 20,000 ล้านบาท
สำหรับผลการดำเนินงานของบมจ.ปตท.ในช่วงไตรมาส1/50 เชื่อว่าแม้ว่าบริษัทจะได้รับผลกระทบจากกำไรในบริษัทในเครือที่ลดลงจากมาตรการบัญชีใหม่โดยเฉพาะกำไรจากบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP แต่บริษัทน่าจะได้รับกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากผลการดำเนินงานบริษัทในเครือ 2 บริษัท คือ บริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTCH และบริษัท อะโรเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ATC ประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งน่าจะเข้ามาชดเชยส่วนที่ไม่สามารถบันทึกได้
ด้านกำไรสุทธิของบมจ.ปตท.สผ. ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่ใหญ่ที่สุดกำไรสุทธิในช่วงไตรมาส1/50 น่าจะลดลงประมาณ 8% เนื่องจากราคาน้ำมันรวมถึงกำลังการผลิตที่ไม่เพิ่มแต่เชื่อว่าผลการดำเนินงานทั้งปียังน่าจะสามารถอยู่ในระดับปีที่ผ่านมาได้
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการจ่ายปันผลของบริษัทในเครือของบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากเฏณฑ์การบันทึกบัญชีจะเร็วกว่าที่ผ่านมา เนื่องจากแต่ละบริษัทไม่ต้องการให้กำไรที่ไม่สามารถนำมาบันทึกได้หากยังไม่ได้รับเงินปันผลจริงเข้ามาฉุดผลการดำเนินงานของบริษัท
"การซื้อปั้มน้ำมัน JET น่าจะส่งผลดีต่อปตท.เป็นอย่างมาก โดยหลังการการซื้อ จะทำให้ ปตท. กลายเป็นผู้นำที่ครองส่วนแบ่งในตลาดปั้มน้ำมัน ของประเทศไทยกว่า 40%" แหล่งข่าวกล่าว
บทวิเคราะห์บล. กรุงศรีอยุธยา ระบุว่า ในไตรมาส 1 ปี 2550 นี้ คาดการณ์ว่าผลประกอบการของบริษัทปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จะมีกำไรสุทธิเมื่อไม่รวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 6,154 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิถึง 7,839 ล้านบาท หรือลดลง 21% ขณะที่กำไรจากการดำเนินธุรกิจอยู่ที่ประมาณ 5,951 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาส 1 ปี 2549 ที่มีผลกำไรจากการดำเนินธุรกิจปกติ 7,095 ล้านบาท หรือ 16%
ทั้งนี้ สาเหตุที่กำไรของบริษัทปรับตัวลดลงนั้น เนื่องมาจากปริมาณการขายปิโตเลียมเทียบน้ำมันดิบที่ลดลงวันละ 5,425 บาร์เรล เป็นผลจากการลดลงของปริมาณการขายน้ำมันดิบของโครงการนางนวล และการลดลงของปริมาณการขายคอนเดนเสทของโครงการบงกช รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งตัวต่อเนื่อง
กำลังจะถามว่า PTT ล่ะครับ แต่พี่หมอมาย้ำให้แล้ว ขอบคุณคับ
ปตท.กำไรวูบรับเกณฑ์บัญชีใหม่ โบรกฯคาดทั้งปีลดลง2หมื่นล้าน
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 19 เมษายน 2550 08:20 น.
เกณฑ์มาตรฐานบัญชีใหม่กระทบรายได้-กำไรบริษัทจดทะเบียน โบรกเกอร์คาดกำไร "ปตท." ปีนี้ลดลง 20,000 ล้านบาท ขณะที่คาด ปตท.สผ. กำไรไตรมาส 1/50 รูด 8% หลังราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลง ระบุการซื้อปั้มเจ็ทส่งผลดีต่อภาพลักษณ์บริษัท เชื่อดันรายได้เพิ่มขึ้นไม่มาก
การเปลี่ยนแปลงการบันทึกบัญชีรูปแบบใหม่โดยใช้วิธีการบันทึกเงินลงทุนในบริษัทร่วม/ย่อย ที่ให้บันทึกเงินลงทุนด้วยวิธีราคาทุนในงบการเงินเฉพาะกิจการ ซึ่งมีผลให้การแสดงตัวเลขกำไรอาจไม่เท่ากับตัวเลขกำไรในงบการเงินรวม หลังสภาชีพบัญชีได้ปรับเปลี่ยนเกณฑ์ในการบันทึกเพื่อยกระดับมาตรฐานบัญชีไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานบัญชีสากล ส่งผลกระทบต่อบริษัทมีลักษณะการดำเนินธุรกิจแบบโฮลดิ้ง คอมปานี คือการรับส่วนแบ่งจากการลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทในเครือในรูปของกำไรจากการดำเนินงาน รวมถึงเงินปันผลที่ได้รับจากการดำเนินธุรกิจ
นายวรุตม์ ศิวะศริยานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โกลเบล็ก จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การบันทึกบัญชีแบบใหม่ส่งผลกระทบต่อบริษัทที่มีลักษณะในรูปของโฮลดิ้ง คอมปานี เนื่องจากจะมีการปรับเปลี่ยนวิธีการในการบันทึกผลกำไรจากผลการดำเนินงานของบริษัทลูก โดยบริษัทขนาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากเกณฑ์แบบใหม่ คือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT แต่อาจจะไม่ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิของบริษัทมากนัก เนื่องจากยังสามารถรับรู้กำไรจากเงินปันผลได้เต็มจำนวน
ทั้งนี้ คาดว่ากำไรสุทธิของบมจ.ปตท.ในปีนี้จะลดลงจากปีที่ผ่านซึ่งอยู่ที่ 95,000 ล้านบาท เหลือ 82,000 ล้านบาท หรือลดลงประมาณ 13,000 ล้านบาท หรือ 13.68% เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงจากปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ในปีนี้บริษัทและบริษัทในเครือ คือ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC จะต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 7 พันล้าน เพื่อจัดการเกี่ยวกับปัญหาเรื่องมลภาวะที่เกิดขึ้นในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด
"แม้ว่ากำไรในปีนี้ของบริษัทอาจจะปรับลดลงแต่เรายังแนะนำให้ลงทุนในหุ้น PTT เพราะราคาที่ซื้อขายในปัจจุบันยังต่ำกว่ามูลค่าที่จริง เพราะราคาน้ำมันในปัจจุบันยังคงผันผวนค่อนข้างมากแต่เชื่อว่าราคาเฉลี่ยในปีนี้ยังน่าจะอยู่ใกล้เคียงกับระดับในปีที่ผ่านมา"นายวรุตม์กล่าว
ส่วนข่าวการเข้าไปซื้อสถานีบริการน้ำมันเจ็ท (JET) ที่เปิดให้บริการในประเทศไทยจากบริษัท โคโนโค (ประเทศไทย) จำกัด คาดว่าจะทำให้ส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เกตแชร์) เพิ่มขึ้นประมาณ 4% และน่าส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของบริษัท แต่รายได้ในส่วนดังกล่าวถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับรายได้ที่เกิดขึ้นของปตท.เอง อย่างไรก็ตามหากพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายที่บริษัทต้องเสียไปเพื่อขยายสาขาปั้มน้ำมันถือว่าคุ้มค่าที่ลงทุน
แหล่งข่าวจากบริษัทหลักทรัพย์ ซิกโก้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่างบการเงินของปตท.ในปีนี้ อาจจะได้รับผลกระทบจากการทำบัญชีแบบใหม่ โดยคาดว่ารายได้จากบริษัทในเครือจะหายไปค่อนข้างมาก ขณะที่กำไรสุทธิของบริษัทน่าจะลดลงกว่า 40,000 ล้านบาท แต่บริษัทจะได้รับชดเชยในลักษณะรายได้จากเงินปันผลจากบริษัทลูกอีกประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งส่งผลทำให้กำไรสุทธิของบริษัทในปีนี้อาจจะลดลงประมาณ 20,000 ล้านบาท
สำหรับผลการดำเนินงานของบมจ.ปตท.ในช่วงไตรมาส1/50 เชื่อว่าแม้ว่าบริษัทจะได้รับผลกระทบจากกำไรในบริษัทในเครือที่ลดลงจากมาตรการบัญชีใหม่โดยเฉพาะกำไรจากบริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP แต่บริษัทน่าจะได้รับกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากผลการดำเนินงานบริษัทในเครือ 2 บริษัท คือ บริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTCH และบริษัท อะโรเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ATC ประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งน่าจะเข้ามาชดเชยส่วนที่ไม่สามารถบันทึกได้
ด้านกำไรสุทธิของบมจ.ปตท.สผ. ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่ใหญ่ที่สุดกำไรสุทธิในช่วงไตรมาส1/50 น่าจะลดลงประมาณ 8% เนื่องจากราคาน้ำมันรวมถึงกำลังการผลิตที่ไม่เพิ่มแต่เชื่อว่าผลการดำเนินงานทั้งปียังน่าจะสามารถอยู่ในระดับปีที่ผ่านมาได้
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการจ่ายปันผลของบริษัทในเครือของบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากเฏณฑ์การบันทึกบัญชีจะเร็วกว่าที่ผ่านมา เนื่องจากแต่ละบริษัทไม่ต้องการให้กำไรที่ไม่สามารถนำมาบันทึกได้หากยังไม่ได้รับเงินปันผลจริงเข้ามาฉุดผลการดำเนินงานของบริษัท
"การซื้อปั้มน้ำมัน JET น่าจะส่งผลดีต่อปตท.เป็นอย่างมาก โดยหลังการการซื้อ จะทำให้ ปตท. กลายเป็นผู้นำที่ครองส่วนแบ่งในตลาดปั้มน้ำมัน ของประเทศไทยกว่า 40%" แหล่งข่าวกล่าว
บทวิเคราะห์บล. กรุงศรีอยุธยา ระบุว่า ในไตรมาส 1 ปี 2550 นี้ คาดการณ์ว่าผลประกอบการของบริษัทปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จะมีกำไรสุทธิเมื่อไม่รวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 6,154 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิถึง 7,839 ล้านบาท หรือลดลง 21% ขณะที่กำไรจากการดำเนินธุรกิจอยู่ที่ประมาณ 5,951 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาส 1 ปี 2549 ที่มีผลกำไรจากการดำเนินธุรกิจปกติ 7,095 ล้านบาท หรือ 16%
ทั้งนี้ สาเหตุที่กำไรของบริษัทปรับตัวลดลงนั้น เนื่องมาจากปริมาณการขายปิโตเลียมเทียบน้ำมันดิบที่ลดลงวันละ 5,425 บาร์เรล เป็นผลจากการลดลงของปริมาณการขายน้ำมันดิบของโครงการนางนวล และการลดลงของปริมาณการขายคอนเดนเสทของโครงการบงกช รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งตัวต่อเนื่อง
0--- ฉลามเสือดาว ล่องลอยไปในทะเลกว้างใหญ่ ---0
-
- Verified User
- โพสต์: 674
- ผู้ติดตาม: 0
มีใครถือหุ้น ๗ บริษัทนี้บ้าง
โพสต์ที่ 16
สำหรับบริษัทที่ไม่ขี้เหนียวปันผลนี่คงไม่มีผลกระทบเท่าไรหรอกครับ
ถ้าอยากจ่ายจริงก็แค่ให้บริษัทลูกปันผลออกมา
แต่บริษัทที่มีแนวโน้มขี้เหนียวปันผล แบบว่านโยบายปันผลเท่าไรก็ปันเท่านั้นโดยไม่สนใจว่าเงินสดในบริษัทจะเหลือมากเพียงใด เช่น หุ้นในเครือสหพัฒน์ อาจจะต้องลุ้นอยู่เหมือนกันว่าจะยึดตามนโยบาย หรือ จะปันมากกว่านโยบายเพื่อให้เงินปันผลไม่ลดลง
ถ้าอยากจ่ายจริงก็แค่ให้บริษัทลูกปันผลออกมา
แต่บริษัทที่มีแนวโน้มขี้เหนียวปันผล แบบว่านโยบายปันผลเท่าไรก็ปันเท่านั้นโดยไม่สนใจว่าเงินสดในบริษัทจะเหลือมากเพียงใด เช่น หุ้นในเครือสหพัฒน์ อาจจะต้องลุ้นอยู่เหมือนกันว่าจะยึดตามนโยบาย หรือ จะปันมากกว่านโยบายเพื่อให้เงินปันผลไม่ลดลง
- pongo
- Verified User
- โพสต์: 1075
- ผู้ติดตาม: 0
มีใครถือหุ้น ๗ บริษัทนี้บ้าง
โพสต์ที่ 17
มีสัมนาครับ ผมว่าน่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปรับมาตรฐานการรับรู้รายได้ของ บ.ร่วม, ย่อย นะครับ
บริษัทหลักทรัพย์ นครหลวงไทย จำกัด ขอเชิญนักลงทุนเข้าร่วมสัมมนาเรื่อง “ มารู้จักมาตรฐานบัญชีใหม่และผลกระทบฐานะทางการเงินของบริษัทจดทะเบียน " โดยมีวิทยกร คือ คุณสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ และทีมฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ ในวันเสาร์ที่ 28 เมษายน 2550 เวลา 13.00 -16.00 น. ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์สังเวียนฯ ชั้น 3 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำรองที่นั่งฟรีได้ที่โทร. 0-2624-8961-66
http://www.scis.co.th/prod/calendar_onclick.php?id=34
บริษัทหลักทรัพย์ นครหลวงไทย จำกัด ขอเชิญนักลงทุนเข้าร่วมสัมมนาเรื่อง “ มารู้จักมาตรฐานบัญชีใหม่และผลกระทบฐานะทางการเงินของบริษัทจดทะเบียน " โดยมีวิทยกร คือ คุณสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ และทีมฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ ในวันเสาร์ที่ 28 เมษายน 2550 เวลา 13.00 -16.00 น. ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์สังเวียนฯ ชั้น 3 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำรองที่นั่งฟรีได้ที่โทร. 0-2624-8961-66
http://www.scis.co.th/prod/calendar_onclick.php?id=34