มีความเห็นอย่างไรกับการทวงคืนดาวเทียมไทยคม
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
มีความเห็นอย่างไรกับการทวงคืนดาวเทียมไทยคม
โพสต์ที่ 1
เมื่อท่านประธาน ต้องการทวงคืนดาวเทียม ไม่รู้ว่าท่านมีเหตุผลอะไรนะ
ช่วงก่อน ก็บ่นเรื่องการดักฟังว่าพูดที่ไทยแต่ไปโผล่ที่สิงคโปร์
ฟังดูก็แปลกๆ ไม่มีหลักฐานอ้างอิงอะไร แต่ก็พูดได้ กล่าวหาได้ และที่สำคัญคณะของท่านยังใช้โทรศัพท์มือถือของบริษัทนี้อยู่อีกหรือ
ผมว่าคณะท่านคงเปลี่ยนบริษัทตั้งแต่ช่วงคิดการเปลี่ยนแปลงแล้วมั๊งครับ
คราวนี้หวังว่า เราคงได้ฟังเหตุผลที่ดีจากท่าน และถ้ามีหลักฐานอ้างอิงด้วยก็ดีครับ
อย่าให้ Double Standard ชัดเจนมากเลยครับ
ช่วงก่อน ก็บ่นเรื่องการดักฟังว่าพูดที่ไทยแต่ไปโผล่ที่สิงคโปร์
ฟังดูก็แปลกๆ ไม่มีหลักฐานอ้างอิงอะไร แต่ก็พูดได้ กล่าวหาได้ และที่สำคัญคณะของท่านยังใช้โทรศัพท์มือถือของบริษัทนี้อยู่อีกหรือ
ผมว่าคณะท่านคงเปลี่ยนบริษัทตั้งแต่ช่วงคิดการเปลี่ยนแปลงแล้วมั๊งครับ
คราวนี้หวังว่า เราคงได้ฟังเหตุผลที่ดีจากท่าน และถ้ามีหลักฐานอ้างอิงด้วยก็ดีครับ
อย่าให้ Double Standard ชัดเจนมากเลยครับ
จงอยู่เหนือความดี อย่าหลงความดี
-
- Verified User
- โพสต์: 1468
- ผู้ติดตาม: 0
Re: มีความเห็นอย่างไรกับการทวงคืนดาวเทียมไทยคม
โพสต์ที่ 3
เสียดายเขียนไปก็คงไม่มีใครในรัฐบาลมาฟังค่ะ
ถ้าหมุนเงินของคนอื่น เพื่อไปไถ่คืน ไม่เห็นด้วยค่ะ
ถ้าเอาเงินเยอะๆ ไปต่อเงิน เพื่อเพิ่มเงินสำรองประเทศจะดีกว่าค่ะ
ถึงเอาคืนมา ท่านบริหารไม่เป็น ก็เจ๊ง เป็นไก่ได้พลอยอยู่ดี
กล้วยทอดไม่ได้เลือกท่านๆ กลุ่มนี้ มาเป็นกระบอกเสียงแทนซะหน่อย
ไม่อยากให้ตัดสินใจแทนคนทั้งประเทศ ในเรื่องใหญ่ๆ เลย
กลัวเสียค่าโง่เยอะค่ะ
ถ้าหมุนเงินของคนอื่น เพื่อไปไถ่คืน ไม่เห็นด้วยค่ะ
ถ้าเอาเงินเยอะๆ ไปต่อเงิน เพื่อเพิ่มเงินสำรองประเทศจะดีกว่าค่ะ
ถึงเอาคืนมา ท่านบริหารไม่เป็น ก็เจ๊ง เป็นไก่ได้พลอยอยู่ดี
กล้วยทอดไม่ได้เลือกท่านๆ กลุ่มนี้ มาเป็นกระบอกเสียงแทนซะหน่อย
ไม่อยากให้ตัดสินใจแทนคนทั้งประเทศ ในเรื่องใหญ่ๆ เลย
กลัวเสียค่าโง่เยอะค่ะ
..สักวันจะเก่งเหมือนพี่บ้าง..
- bsk(มหาชน)
- Verified User
- โพสต์: 3206
- ผู้ติดตาม: 0
มีความเห็นอย่างไรกับการทวงคืนดาวเทียมไทยคม
โพสต์ที่ 6
ป๋มไม่ต้องการดาวเทียมคืน
แต่ขอสิทธิในการครอบครองวงจรคืนสู่ไทยจะได้มั้ยคับ...
แต่ขอสิทธิในการครอบครองวงจรคืนสู่ไทยจะได้มั้ยคับ...

-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
มีความเห็นอย่างไรกับการทวงคืนดาวเทียมไทยคม
โพสต์ที่ 7
พักหลังอะไรก็เอาชาตินิยมมาอ้าง
ค้าปลีกก็อ้างชาตินิยม
โทรศัพท์ก็อ้างชาตินิยม
ดาวเทียมก็ชาตินิยม
จริงๆแล้ว เอกชนไทย ดีกว่า ต่างชาติจริงหรือ
แล้วโทรศัพท์มือถือสัญชาตินอร์เวย์ไม่เห็นมีใครอยากทวงคืนเลยนะครับ
แล้วกรณีที่ขายโดยไม่เสียภาษีให้แก่รัฐบาลของยักษ์มือถือเบอร์ 2 ก็ไม่มีใครไปทวงเลยแฮะ
การเมืองไทยหนอการเมืองไทย หาข้ออ้างมั่วไปเรื่อย
ค้าปลีกก็อ้างชาตินิยม
โทรศัพท์ก็อ้างชาตินิยม
ดาวเทียมก็ชาตินิยม
จริงๆแล้ว เอกชนไทย ดีกว่า ต่างชาติจริงหรือ
แล้วโทรศัพท์มือถือสัญชาตินอร์เวย์ไม่เห็นมีใครอยากทวงคืนเลยนะครับ
แล้วกรณีที่ขายโดยไม่เสียภาษีให้แก่รัฐบาลของยักษ์มือถือเบอร์ 2 ก็ไม่มีใครไปทวงเลยแฮะ
การเมืองไทยหนอการเมืองไทย หาข้ออ้างมั่วไปเรื่อย
จงอยู่เหนือความดี อย่าหลงความดี
-
- Verified User
- โพสต์: 1250
- ผู้ติดตาม: 0
มีความเห็นอย่างไรกับการทวงคืนดาวเทียมไทยคม
โพสต์ที่ 8
ทหารพูดซะแบบนี้ไม่เอาปืนไปยึดเลยล่ะครับ :?
ผมเข้าใจว่า ดาวเทียม เป็นของคนไทย
ส่วนมือถือ เสา หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่ใช้เพื่อกิจการโทรคมนาคม เป็นของ รัฐ
บริษัท ที่เข้ามา ทำ คือเป็นการ ซื้อสัมปทานเวลาจากรัฐ เสาเครือข่ายที่สร้าง วงโคจร หรือ ดาวเทียม เป็นของรัฐ
ไม่รู้ว่าเข้าใจผิดรึปล่าว :?:
แต่ว่า ผมมีน้องสาวทำงาน เป็น วิศวะกรระบบที่ เอไอเอส เค้าก็บอกว่า ของรัฐ ไม่ว่าจะเสาเครือข่ายหรืออุปกรณ์ เชือมวงจร ยกเว้น ตึกกับคน แล้วก็อุปกรณ์สำนักงาน คือ บริษัทลงทุน แต่รัฐเป็นเจ้าของ แล้วก็ ให้บริษัทนั้นๆ ถือเวลาในการครอบครองเพื่อทำเงิน
ผมเข้าใจว่า ดาวเทียม เป็นของคนไทย
ส่วนมือถือ เสา หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่ใช้เพื่อกิจการโทรคมนาคม เป็นของ รัฐ
บริษัท ที่เข้ามา ทำ คือเป็นการ ซื้อสัมปทานเวลาจากรัฐ เสาเครือข่ายที่สร้าง วงโคจร หรือ ดาวเทียม เป็นของรัฐ
ไม่รู้ว่าเข้าใจผิดรึปล่าว :?:
แต่ว่า ผมมีน้องสาวทำงาน เป็น วิศวะกรระบบที่ เอไอเอส เค้าก็บอกว่า ของรัฐ ไม่ว่าจะเสาเครือข่ายหรืออุปกรณ์ เชือมวงจร ยกเว้น ตึกกับคน แล้วก็อุปกรณ์สำนักงาน คือ บริษัทลงทุน แต่รัฐเป็นเจ้าของ แล้วก็ ให้บริษัทนั้นๆ ถือเวลาในการครอบครองเพื่อทำเงิน
-
- Verified User
- โพสต์: 857
- ผู้ติดตาม: 0
มีความเห็นอย่างไรกับการทวงคืนดาวเทียมไทยคม
โพสต์ที่ 9
กำลังสงสัยอยู่ว่านายก ฯ เมืองไทยตอนนี้สงสัยชื่อสนธิ ขยันให้สัมภาษณ์จัง เมืองไทยต้องเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ตามที่ท่านต้องการ
และสงสัยอีกว่าแคมเปญ สุวรรณภูมิ ท่าทางจะไม่ค่อย work เลยกำลังหาแคมเปญใหม่ ๆ ใหข้ออ้างปฏิวัติดูดีให้ได้ มั้ง :lol:
และสงสัยอีกว่าแคมเปญ สุวรรณภูมิ ท่าทางจะไม่ค่อย work เลยกำลังหาแคมเปญใหม่ ๆ ใหข้ออ้างปฏิวัติดูดีให้ได้ มั้ง :lol:
-
- Verified User
- โพสต์: 1104
- ผู้ติดตาม: 0
มีความเห็นอย่างไรกับการทวงคืนดาวเทียมไทยคม
โพสต์ที่ 12
ไม่อยากได้ดาวเทียมคืนครับ
เเต่อยากได้พื้นที่บนอวกาศใน โควต้า ของประเทศคืนครับ
8)
เเต่ผมชอบรัฐมนตรี ICT คนนี้มากครับ
ดูเป็นคนตรงไปตรงมา มาก
ถ้าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง คงไม่ได้มาเป็นเเน่ๆ

เเต่อยากได้พื้นที่บนอวกาศใน โควต้า ของประเทศคืนครับ
8)
เเต่ผมชอบรัฐมนตรี ICT คนนี้มากครับ
ดูเป็นคนตรงไปตรงมา มาก
ถ้าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง คงไม่ได้มาเป็นเเน่ๆ

-
- Verified User
- โพสต์: 79
- ผู้ติดตาม: 0
มีความเห็นอย่างไรกับการทวงคืนดาวเทียมไทยคม
โพสต์ที่ 13
พล.อ.สนธิ ชี้ซื้อคืนดาวเทียมไทยคมเป็นแนวทางที่เป็นไปได้ที่สุด
14:05 น.
พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) และ ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ระบุว่า การซื้อคืนดาวเทียม น่าจะเป็นแนวทางที่ชัดเจนที่สุด ขณะที่ข้อเสนอให้มีการตั้งกองทุนเพื่อระดมทุนซื้อดาวเทียมกลับคืนนั้น เป็นเรื่องของอนาคต
"ที่ประชุมคมช.ได้มีการเชิญเจ้าหน้าที่มาอธิบายเรื่องดาวเทียม เพื่อนำมาศึกษา ส่วนการซื้อคืนหรือเอาคืนอย่างไร มีหลายวิธี และวิธีที่น่าจะเป็นไปได้ คือการซื้อคืน แต่ยังไม่มีความชัดเจน เป็นการวิเคราะห์ในคมช."พล.อ.สนธิ กล่าวภายหลังประชุม คมช.เช้านี้
เขา กล่าวถึงข้อเสนอให้มีการตั้งกองทุนเพื่อระดมทุนซี้อดาวเทียมกลับคืนมา เป็นเรื่องของสถานการณ์และอนาคต ซึ่งวิธีการที่จะได้มา ต้องอยู่บนความถูกต้อง คมช.จะไม่ใช้อำนาจยึดคืน เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายในระบบการค้าระหว่างประเทศ
"อะไรเป็นสมบัติชาติ ก็อยากจะให้อยู่กับชาติบ้านเมือง" พล.อ.สนธิ กล่าว
ที่มา เนชั่นทันข่าว
จาก http://breakingnews.nationchannel.com/r ... 904&lang=T
จะซื้อคืนแล้วนะครับ ขอให้ตั้งเป็นกองทุนแล้วไปซื้อนะ อย่ามาตั้งงบประมาณแผ่นดินไปซื้อละกันนะท่าน
14:05 น.
พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) และ ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ระบุว่า การซื้อคืนดาวเทียม น่าจะเป็นแนวทางที่ชัดเจนที่สุด ขณะที่ข้อเสนอให้มีการตั้งกองทุนเพื่อระดมทุนซื้อดาวเทียมกลับคืนนั้น เป็นเรื่องของอนาคต
"ที่ประชุมคมช.ได้มีการเชิญเจ้าหน้าที่มาอธิบายเรื่องดาวเทียม เพื่อนำมาศึกษา ส่วนการซื้อคืนหรือเอาคืนอย่างไร มีหลายวิธี และวิธีที่น่าจะเป็นไปได้ คือการซื้อคืน แต่ยังไม่มีความชัดเจน เป็นการวิเคราะห์ในคมช."พล.อ.สนธิ กล่าวภายหลังประชุม คมช.เช้านี้
เขา กล่าวถึงข้อเสนอให้มีการตั้งกองทุนเพื่อระดมทุนซี้อดาวเทียมกลับคืนมา เป็นเรื่องของสถานการณ์และอนาคต ซึ่งวิธีการที่จะได้มา ต้องอยู่บนความถูกต้อง คมช.จะไม่ใช้อำนาจยึดคืน เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายในระบบการค้าระหว่างประเทศ
"อะไรเป็นสมบัติชาติ ก็อยากจะให้อยู่กับชาติบ้านเมือง" พล.อ.สนธิ กล่าว
ที่มา เนชั่นทันข่าว
จาก http://breakingnews.nationchannel.com/r ... 904&lang=T
จะซื้อคืนแล้วนะครับ ขอให้ตั้งเป็นกองทุนแล้วไปซื้อนะ อย่ามาตั้งงบประมาณแผ่นดินไปซื้อละกันนะท่าน
-
- Verified User
- โพสต์: 697
- ผู้ติดตาม: 0
มีความเห็นอย่างไรกับการทวงคืนดาวเทียมไทยคม
โพสต์ที่ 15
เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่แต่ไม่เกิน 50% ครับ
ไม่เข้าข่ายนอมินี่ ไม่เข้าข่ายผิดกฎหมาย
sattel ไม่เคยทำผิดสัมปทาน ไม่เคยเบี้ยวเงิน
ส่วนเรื่อง สัมปทานเอื้อประโยชน์แก่ sattel ต้องมาตีความกันยาวเป็นหางว่าว
เพราะถ้าดูในอดีต ก็คงรู้น่ะครับ ธุรกิจของ sattel ไม่ได้กำไร หรือ กินผลประโยชน์ของประเทศชาติ
ส่วนเรื่องอ้างความมั่นคง sattel ชนะในชั้นศาลแน่นอน
ผมเข้าใจว่า รัฐต้องการเข้ามาเล่นงาน ระบบทุนเก่า รวมถึง ทางสิงคโปร์ ซะมากกว่า เลยต้องกุเรื่อง หาช่องทาง บีบทุกหนทาง
ไม่เข้าข่ายนอมินี่ ไม่เข้าข่ายผิดกฎหมาย
sattel ไม่เคยทำผิดสัมปทาน ไม่เคยเบี้ยวเงิน
ส่วนเรื่อง สัมปทานเอื้อประโยชน์แก่ sattel ต้องมาตีความกันยาวเป็นหางว่าว
เพราะถ้าดูในอดีต ก็คงรู้น่ะครับ ธุรกิจของ sattel ไม่ได้กำไร หรือ กินผลประโยชน์ของประเทศชาติ
ส่วนเรื่องอ้างความมั่นคง sattel ชนะในชั้นศาลแน่นอน
ผมเข้าใจว่า รัฐต้องการเข้ามาเล่นงาน ระบบทุนเก่า รวมถึง ทางสิงคโปร์ ซะมากกว่า เลยต้องกุเรื่อง หาช่องทาง บีบทุกหนทาง
- bsk(มหาชน)
- Verified User
- โพสต์: 3206
- ผู้ติดตาม: 0
มีความเห็นอย่างไรกับการทวงคืนดาวเทียมไทยคม
โพสต์ที่ 18
"ดาวเทียมไทยคม"ขอคืนได้ไหม
โดย กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ
ท่านประธาน คมช. เอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาน่าจะเป็นข่าวไปอีกหลายวัน หลายคนสนับสนุนเพราะมีความเชื่อว่าวันนี้ดาวเทียมไทยคมได้ตกไปอยู่ในมือของต่างชาติแล้ว แน่นอนครับ เรื่องทั้งหมดนี้หนีไม่พ้นผลพวงที่เกิดขึ้นจากการที่คนในตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ขายหุ้นชินทั้งหมดให้กับหน่วยงานลงทุนของรัฐบาลสิงค์โปร์ที่ชื่อเทมาเส็กนั่นเอง
ความจริงถ้าจะดูกันตามตัวอักษร ตามข้อกำหนดสัญญาสัมปทานแล้ว ดาวเทียมทั้ง 5 ดวง บริษัทชินฯได้ยกกรรมสิทธิ์ของดาวเทียมทุกดวงให้เจ้าของสัญญาสัมปทาน กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (เดิมคือกระทรวงคมนาคม) หลังจากส่งดาวเทียมเข้าสู่ตำแหน่งวงโคจรและผ่านการทดสอบการใช้งานเรียบร้อยแล้ว ส่วนสถานีควบคุมดาวเทียมและอุปกรณ์ต่างๆ ได้ตกเป็นของกระทรวงหลังการจัดตั้งและทดสอบประสิทธิภาพเช่นกัน
สัญญาดำเนินกิจการได้ระบุไว้ด้วยว่า กระทรวงต้องมอบทรัพย์สินทั้งหมดนี้ให้บริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) ไปครอบครองเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการ ความกังวลของท่านประธาน คมช. ผมเดาว่าไม่ใช่เรื่องความต้องการดาวเทียมคืนหรอกครับ แต่ท่านไม่ต้องการให้การดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารไปตกอยู่ในมือของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะเป็นนักลงทุนที่แปลงร่างมาจากรัฐบาลต่างชาติ แบบที่พวกเรารู้ๆ กันอยู่
ท่านประธาน คมช.กล่าวว่า อยากได้คืน แต่ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร
ผมค้นข้อมูลบางส่วนมาให้ท่านผู้อ่านได้ลองพิจารณา จะได้ช่วยท่านประธาน คมช.คิดหาทางออก บ้านเมืองช่วงนี้ต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือครับ
เริ่มต้นกันที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) (ดูตารางประกอบ)
ไม่เห็นชื่อต่างชาติแม้แต่คนเดียว เกิดอะไรขึ้น
ข่าวที่ว่าเทมาเส็กไม่ค่อยจะสนใจกิจการดาวเทียมมากนัก น่าจะมีมูล
เป็นเพราะอะไรครับ ตอบแบบนักธุรกิจได้เลยว่า กิจการดาวเทียมเพื่อการสื่อสารเป็นธุรกิจที่อาจกำไรดีแต่มีปัจจัยเสี่ยงสูง (high risk high return) ผมจะไม่นำรายะเอียดมาประกอบคำอธิบายให้มากความ แต่จะนำข้อมูลเกี่ยวกับดาวเทียมที่เราอยากได้คืน มาเล่าให้ฟัง
ดูเรื่องอายุใช้งานกันก่อน ส่วนใหญ่ดาวเทียมจะมีอายุใช้งานประมาน 15 ปี ดาวเทียมที่ชื่อ ไทยคม 1A และ ไทยคม 2 สองดวงนี้สู่วงโคจรเมื่อปี 2536 ใช้งานมา14 ปีแล้ว กำลังจะกลายป็นเศษเหล็ก ส่วนไทยคม 3 เกิดปัญหาทางเทคนิค ต้องปลดระวาง ตัดบัญชีออกไป เหลือแค่ไทยคม 4 และไทยคม 5 ไทยคม 4 ไอพีสตาร์น่าจะดังที่สุด มีเรื่องให้นินทามากที่สุด ถูกส่งขึ้นโคจรเมื่อเดือนสิงหาคม 2548 นี้เอง ยังใหม่ อายุใช้งานอีกกว่า 10 ปี ส่วนไทยคม 5 ปล่อยขึ้นสู่วงโคจรเมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่ผ่านมา สดๆ ร้อนๆ เพื่อทดแทนไทยคม 3 ที่ถูกปลดระวางไป
ดูต่อครับ ดูรายได้ของบริษัทกันครับ กำไรไม่มาก ปี 2548 กำไร 1,383.72 ล้านบาท ปี 2549 ผมยังไม่เห็นตัวเลข แต่เชื่อว่าขาดทุน เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการปลดระวางไทยคม 3 สำหรับเงินปันผลนั้นไม่ได้จ่ายมาหลายปีแล้ว จ่ายช่วงปี 2546 ได้เงินปันผลหุ้นละ 0.50 บาท หลังจากนั้นก็เงียบหายไป
ธุรกิจดาวเทียมใช้เงินลงทุนไม่น้อยครับ (ไม่รวมไทยคม 5)
อาคารและอุปกรณ์ภายใต้สัญญาสัมปทานสุทธิ ณ 31 ธันวาคม 2548
(ดูตารางประกอบ)
ราคาหุ้นของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) ซื้อขายกันประมานหุ้นละ 7-8 บาท นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นในนามของบริษัทชินไม่เกิน 451 ล้านหุ้น ถ้าอยากได้ดาวเทียมนี้จริง ใช้เงินไม่น่าจะมากไปกว่า 5,000 ล้านบาท ครับ
อ่านข้อมูลเบื่องต้นแล้วเห็นชัดว่าเรื่องดาวเทียมไม่น่าจะเป็นเรื่องใหญ่ใช่ไหมครับ
ไม่ครบถ้วนเสียทีเดียว เพราะผมยังไม่ได้พูดเรื่องที่สำคัญที่สุด
ตำแหน่งวงโคจรและการประสานงานความถี่ครับ ตรงนี้ครับคือทรัพยากรของชาติที่แท้จริง ที่ต้องหวงแหน เพราะมีน้อย พื้นที่วงโคจรค้างฟ้าไม่ได้มีมากมายเหมือนที่คิดนะครับ แต่ละชาติก็แย่งกันทั้งนั้น รัฐบาลไทยให้นักธุรกิจนำไปใช้ทำประโยขน์ เราก็ต้องมั่นใจว่าประเทศจะได้รับประโยนชน์สูงสุดและคุ้มค่า โดยเฉพาะต้องหวงแหน ไม่ให้ธุรกิจนี้ตกอยูในมือรัฐบาลต่างชาติ
เนื่องจากวงโคจรค้างฟ้าเป็นของส่วนรวม ต้องมีการจัดสรรให้ถูกต้อง สหประชาชาติจึงทำหน้าที่เป็นผู้ดูแล มีหน่วยงานเฉพาะที่ดูแลเกี่ยวกับการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นเจ้าภาพ ประเทศทั่วโลกเป็นสมาชิก เรียกกันว่าสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ประเทศไทยเป็นสมาชิกด้วยและกระทรวงไอซีทีทำหน้าที่เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยในการเจรจา
เข้าใจเรื่องนี้ง่ายที่สุด ต้องสมมุติกันหน่อย สมมุติว่าวันนี้ท่านผู้อ่านอยากจะลงทุน ประกอบธุรกิจกิจการดาวเทียมเพื่อการสื่อสาร ส่งดาวเทียมไปโคจรรอบโลก ทำได้ไหม
หลายปีที่ผ่านมา ท่านไม่มีสิทธิ ทำไมได้ เพราะสัญญากิจการดาวเทียมที่บริษัทชินลงนามไว้กับกระทรวงคมนาคมนั้น คุ้มครองบริษัทชินและห้ามผู้อื่นประกอบกิจการแข่งขันเป็นเวลา 8 ปี ถึงวันนี้ท่านผู้อ่านขอประกอบการได้แล้วครับ ธุรกิจนี้เปิดเสรีแล้ว ขั้นตอนการขออนุญาตมีมาก เมื่อรัฐบาลเห็นชอบในโครงการของท่าน รัฐบาลยังต้องเจรจากับรัฐบาลต่างประเทศที่เป็นสมาชิก ข้อมูลทางเทคนิคของระบอบดาวเทียมของท่านต้องพร้อม กระทรวงไอซีทีจะต้องแจ้งความประสงค์เพื่อจองตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมส่งไปยังหน่วยงานของสหประชาชาติ ข้อมูลจะถูกส่งเวียนไปยังประเทศสมาชิก ถ้ามีการทักท้วง ก็จะเป็นเรื่องยาว กำหนดไว้ 4 เดือนครับ จะส่งดาวเทียมแต่ละดวงต้องทำอย่างนี้ทุกครั้ง
ถ้าท่านไม่ใช่คนที่ตั้งกระทรวงไอซีที ไม่ใช่คนที่ตั้งรัฐมนตรีว่าการของกระทรวงนี้ด้วยมือ หรือแม้แต่ความพยายามที่จะส่งคนของตัวเองไปเป็นเลขาธิการสหประชาชาติ อย่าหวังเลยครับที่จะประกอบธุรกิจดาวเทียมได้อย่างสะดวกโยธิน
ช่วงที่เทมาเส็กซื้อหุ้นชิน รัฐบาลสิงค์โปร์บอกว่าเป็นเรื่องของการลงทุนทางธุรกิจ ของภาคเอกชน ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล วันนี้กระทรวงต่างประเทศสิงค์โปร์ได้ให้สัมภาษณ์พาดพิง แสดงออกชัดถึงความกังวล เวลาอาจเหมาะที่จะเริ่มคุยกัน
ผมมีข้อเสนอหาทางออกครับ
สัญญาสัมปทานดาวเทียมเพื่อการสื่อสาร ลงนามโดยกระทรวงคมนาคม ปัจจุบันโอนภารกิจนี้ไปที่กระทรวงไอซีที กับบริษัท ชินคอร์ป บริษัทเดียวหรือรวมบริษัทชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) ด้วย ตรวจสอบให้ชัดเจน เพราะเมื่อบริษัทชินคอร์ปเป็นคู่สัญญาสัมปทาน ไม่ใช่บริษัทชินแซทเทลไลท์ โอกาสเรียกมานั่งเจรจากันจะทำได้ง่ายกว่า
หัวใจของเรื่องนี้จึงอยู่ที่บริษัทกุหลาบแก้วว่าเป็นบริษัทนอมินีหรือไม่ คดีความอยู่ที่กรมตำรวจ ทำท่าจะเงียบหายไป ถ้าเรื่องนี้ชัดเจน บริษัทชินคอร์ปจะกลายเป็นบริษัทต่างชาติผิดสัญญาสัมปทาน รัฐมีสิทธิยกเลิกสัญญาสัมปทานได้ แต่ถ้าจะสมานฉันท์ไม่เอากันถึงตายก็นั่งโต๊ะเจรจา นักธุรกิจเจรจาได้อยู่แล้ว ประเด็นสำคัญอยู่ที่แนวทางการหาข้อยุติที่ทุกฝ่ายควรได้ประโยชน์ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคนชื่อ ทักษิณ ชินวัตร ครับ
- bsk(มหาชน)
- Verified User
- โพสต์: 3206
- ผู้ติดตาม: 0
มีความเห็นอย่างไรกับการทวงคืนดาวเทียมไทยคม
โพสต์ที่ 19
มติชน วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10573
จุดกระแสทวง"สมบัติชาติ" ชั่งน้ำหนัก"ซื้อคืน"-"ยึดสัมปทาน" ?
*หมายเหตุ - นายสิทธิชัย โภไคยอุดม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดแถลงข่าวแนวทางการแก้ไขปัญหาสัมปทานดาวเทียมของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งถูกมองว่าอาจจะเป็นนิติบุคคลต่างด้าว ท่ามกลางกระแสการทวงคืนสมบัติของชาติ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา*
เรื่องดาวเทียมที่บริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) (บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือชินคอร์ป เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่) เป็นผู้รับสัมปทาน จริงๆ ปัญหาคือการพิจารณาว่าดาวเทียมเป็นของต่างชาติหรือไม่ โดยเริ่มต้นจะต้องตีความว่าบริษัท กุหลาบแก้ว จำกัด (อยู่ระหว่างถูกสอบสวนว่าเป็นผู้ถือหุ้นแทน (นอมินี) ให้กับกลุ่มเทมาเส็กเข้าถือหุ้นใหญ่ชินคอร์ป) เป็นนิติบุคคลต่างชาติหรือเปล่า เมื่อมีการวินิจฉัยว่าบริษัทกุหลาบแก้วเป็นต่างชาติ บริษัท ชินคอร์ปก็ต้องเป็นต่างชาติ จะทำให้บริษัทชินแซทฯไม่มีสิทธิจะได้รับสัมปทาน แต่ขณะนี้การสอบสวนบริษัท กุหลาบแก้ว ยังไม่ได้มีการวินิจฉัยว่าเป็นต่างชาติหรือเปล่า เพราะฉะนั้นเรื่องดังกล่าวจึงอยู่ในเหตุการณ์ที่ไม่ชัดเจน
ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้สอบสวนบริษัทกุหลาบแก้วเบื้องต้นไปแล้ว โดยเข้าใจว่าได้ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง (สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) สอบสวนดำเนินการ ซึ่งยังมีความล่าช้าอยู่ ขณะที่ในแง่ของกิจการโทรคมนาคมมีหลักเกณฑ์ว่าต่างชาติจะมีอำนาจมากกว่า 50% ไม่ได้ ดังนั้น กระทรวงไอซีทีน่าจะมีหน้าที่สอบสวนโดยตรงเพื่อจะได้มีความรวดเร็วขึ้น ซึ่งจะขออนุญาตปรึกษาทางด้านกฎหมายต่างๆ ว่าทำได้หรือไม่ โดยคาดว่าจะใช้เวลาในการพิจารณาในแง่ของกฎหมายประมาณ 1 เดือน ถึงจะทราบว่ากระทรวงไอซีทีมีอำนาจตามกฎหมายหรือไม่
สำหรับเรื่องดาวเทียมความเห็นของประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นของต่างชาติไปแล้ว ทั้งที่ยังไม่มีการตีความอย่างเป็นทางการออกมา เพราะฉะนั้นตอนนี้จึงมีกระแสออกมาว่าถ้าดาวเทียมเป็นของต่างชาติจริง จะมีโอกาสเอาคืนมาเป็นของคนไทยหรือรัฐบาลไทยได้หรือไม่ ซึ่งเป็นที่รู้กันอยู่ว่าทำได้หลายทาง
นักวิชาการหลายคนเสนอว่าควรจะยึดเอาดาวเทียมคืน เพราะอาจจะผิดสัญญาสัมปทาน ในเรื่องนี้ขอเรียนว่า ตามความเห็นเบื้องต้น ก็ผิดแน่ๆ โดยได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่งมาตรวจให้รอบคอบอีกครั้ง ก่อนที่จะส่งคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเป็นครั้งสุดท้าย อย่างไรก็ตาม แต่ความผิดที่เจอ เป็นความผิดที่ไม่ได้สร้างความเสียหายมาก เพราะเป็นความผิดทางด้านเทคนิคจากการแก้ไขสัญญาประมาณ 10 ครั้ง ตั้งแต่หลังปี 2535 เป็นต้นมา ซึ่งสามารถแก้ไขได้อยู่แล้ว
อีกอย่างสัญญาสัมปทานที่บริษัทชินแซทฯทำไว้ ค่อนข้างละเอียดรอบคอบ ข้อผิดพลาดแต่ละข้อไม่มีช่องทางที่จะให้เลิกสัมปทานได้เลย มีแต่ช่องทางที่จะต้องเจรจาทั้งนั้น ดังนั้นการที่จะบอกว่าเขาผิดสัญญาและไปยึดสัมปทาน ในความเห็นแล้วคิดว่าทำไม่ได้ ถ้าดำเนินการคงจะต้องมีการดำเนินกฎหมายอีกนาน และไม่รู้จะชนะหรือไม่
มีเพียงข้อเดียวที่คิดว่าถ้าดำเนินการแล้ว สัญญาสัมปทานดาวเทียมก็จะกลับมาเป็นคนไทยทันที คือ เรื่องที่ว่าบริษัทชินแซทฯ เป็นต่างชาติหรือไม่ ถ้าวินิจฉัยออกมาว่าเป็นต่างชาติ ทุกอย่างก็จบแน่นอน เพราะกฎหมายหลายฉบับ เช่น กฎหมายโทรคมนาคม และกฎหมายของกระทรวงพาณิชย์ ต่างก็ชี้ไปในแนวทางเดียวกันว่ากิจการโทรคมนาคมจะต้องดำเนินการโดยบริษัทคนไทย
นอกจากนั้น ยังมีข้อเสนอให้ใช้วิธีซื้อสัมปทานกลับมา วิธีนี้กระทรวงไอซีทีพิจารณากันอยู่ประมาณ 3-4 เดือนแล้ว และไม่ใช่ความคิดของกระทรวงไอซีทีเองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นแนวคิดที่อยู่ในตลาดมาเกือบครึ่งปีแล้ว
ปัญหาของการซื้อกลับ คือ ทำได้ แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวัง ด้วยเหตุผลต่างๆ ดังนี้ คือ 1.จะซื้อบริษัทไหนระหว่างชินคอร์ปกับชินแซทฯ ถ้าซื้อชินแซทฯราคาในตลาดราคาไม่ถึงหมื่นล้านบาทก็ซื้อได้ทั้งหมด แต่ซื้อชินคอร์ป ราคาในตลาดยังสูงอยู่ คือ ประมาณ 1 แสนล้านบาท ถ้าซื้อจะต้องเสียเงินเป็นจำนวนมาก แต่ข้อดีคือจะได้บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส มาด้วย แต่ถ้าซื้อชินแซทฯใช้เงินน้อยกว่า แต่ได้เฉพาะสัมปทานดาวเทียม นั้นเป็นปัญหาว่าจะซื้อบริษัทไหน
2.ปัญหาว่าทางสิงคโปร์จะขายให้หรือไม่ หากไม่ขายก็ซื้อไม่ได้ เพราะการกระทำของรัฐบาลทุกอย่างต้องกระทำภายใต้กฎหมาย เป็นธรรม ไม่สามารถจะดำเนินการอะไรในลักษณะไม่เป็นธรรมได้ เพราะจะส่งผลให้ผู้ลงทุนอื่นๆ เกิดความไม่ไว้วางใจ ไม่กล้าที่จะมาลงทุนในประเทศไทยอีกต่อไป 3.จะต้องดูว่าประชาชนเห็นด้วยหรือไม่ แต่เท่าที่สำรวจในตอนนี้พบว่าประชาชนเห็นว่าการซื้อกลับเป็นวิธีการที่ดีอันหนึ่ง
4.จะซื้อในราคาเท่าไร เพราะผู้ขายคงอยากจะขายในราคาแพง ส่วนเราก็อยากจะซื้อในราคาถูก ดังนั้นราคาจะต้องเป็นธรรม อันนี้จะพิจารณาดูว่าเป็นอย่างไร
จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นว่าวิธีการซื้อชินแซทฯเป็นวิธีการที่ใช้เงินน้อยที่สุด แต่ปัญหาคือ สมควรที่จะซื้อจริงๆ หรือไม่ อันนี้ก็ต้องพิจารณาดูเหมือนกัน เพราะว่าตอนนี้ชินแซทฯ มีดาวเทียมอยู่ 4 ดวง คือ ไทยคม 1, 2, 4, และ 5 ส่วนไทยคม 3 เสียไปแล้ว ไทยคม 1 และ 2 อายุการใช้งานเหลือไม่นาน ดังนั้นคงจะเหลือดาวเทียม 2 ดวง ขณะที่อายุสัมปทานของชินแซทฯ จะเหลืออยู่ประมาณ 10 ปี เพราะฉะนั้นถ้าจะซื้อก็ต้องพิจารณาในแง่ต่างๆ เหล่านี้
ดังนั้นจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 คณะ คณะแรกจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที เป็นประธาน เพื่อพิจารณาแนวทางเบื้องต้นในการแก้ไขปัญหาสัญญาสัมปทานดาวเทียม และไม่ใช่จะมาพิจารณาเรื่องซื้อเพียงอย่างเดียว แต่จะพิจารณาทุกปัญหาว่าจะมีวิธีการอย่างไร รวมทั้งจะพิจารณาว่ากุหลาบแก้วเป็นไทยหรือไม่ สัญญาสัมปทานจะมีทางทำอะไรได้หรือเปล่าด้วย
ในที่สุดหากตัดสินใจว่าซื้อโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ คงต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่งที่จะเป็นคณะกรรมการดำเนินการ โดยจะประกอบด้วยบุคคลที่น่าเชื่อถือในด้านความโปร่งใส เป็นธรรม เพราะถ้าเป็นบุคคลที่สังคมไม่ไว้วางใจ ก็คงจะต้องเจอปัญหาอีกมากในข้อกล่าวหาต่างๆ
นอกจากนั้น เพื่อไม่ให้ปัญหาด้านอุตสาหกรรมดาวเทียมซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงของชาติเกิดปัญหาเช่นนี้อีก จะขอประกาศเป็นนโยบายของกระทรวงไอซีที และต้องออกเป็นมติ ครม.เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงทำให้ยากในรัฐบาลชุดต่อๆ ไป คือ
1.การต่ออายุสัญญาสัมปทานดาวเทียม ทางกระทรวงไอซีทีจะไม่อนุญาตให้ต่อกับบริษัทใด ซึ่งเป็นที่สงสัยว่าคนต่างชาติเป็นเจ้าของ 2.กระทรวงไอซีทีจะไม่อนุญาตให้บริษัทใดซึ่งเป็นต่างชาติ ดำเนินการเรื่องของดาวเทียม ส่งดาวเทียมขึ้นไปเพิ่มเติม
3.เพื่อให้เกิดการแข่งขันทางด้านกิจการโทรคมนาคมทางด้านดาวเทียม กระทรวงไอซีทีจะมีนโยบายอนุมัติให้เอกชน หรือหน่วยงานของรัฐรายอื่นมาขอสัมปทานในการประกอบกิจการดาวเทียมได้เหมือนกัน เพราะถ้ามีการแข่งขันกัน น่าจะทำให้อุตสาหกรรมเจริญก้าวหน้าขึ้นได้
อันนี้ก็เป็นมาตรการขั้นต้นที่จะออกมา ซึ่งแน่นอนว่าจะไม่สามารถแก้ปัญหาดาวเทียมชุดที่เกิดปัญหาอยู่ได้ แต่จะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหากิจการดาวเทียมตกอยู่ในมือของชาวต่างชาติอีกในอนาคต
- bsk(มหาชน)
- Verified User
- โพสต์: 3206
- ผู้ติดตาม: 0
มีความเห็นอย่างไรกับการทวงคืนดาวเทียมไทยคม
โพสต์ที่ 20
นายคณิสสร นาวานุเคราะห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า กรณีที่จะยึดคืนดาวเทียมจากสิงคโปร์ ไอซีที ดำเนินการได้ภายใต้ พ.ร.บ.กิจการโทรคมนาคม เพราะกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า การให้สัมปทานด้านกิจการโทรคมนาคมนั้น ผู้ที่รับสัมปทานต้องเป็นคนไทยเท่านั้น คนต่างชาติไม่มีสิทธิที่จะได้รับสัมปทาน
กรณีดาวเทียมไทยคมขณะนี้อยู่ในการครอบครองของชินคอร์ป และชินคอร์ป ถูกกองทุนเทมาเส็กจากสิงคโปร์ซื้อไป โดยผ่านบริษัท กุหลาบแก้ว จำกัด และกรมฯ ได้ชี้มูลเบื้องต้นว่ากุหลาบแก้วเป็นนอมินี ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของตำรวจ ถ้าตำรวจสรุปข้อมูลและส่งฟ้องศาล มีการตัดสินตามที่ มีการชี้มูลความผิดเอาไว้ สามารถที่จะยึดคืนสัมปทานได้ทันที นายคณิสสร กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้กุหลาบแก้วจะปรับสัดส่วนการถือหุ้นเพื่อไม่ให้เป็นนอมินี ก็ไม่ถือว่าพ้นผิด เพราะความผิดได้เกิดขึ้นแล้ว และขอยืนยันว่าจะไม่มีผลตามที่การปรับปรุง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ที่ให้โอกาสปรับตัวด้วย เนื่องจากกรณีที่ให้ปรับตัวเป็นเงื่อนไขให้บริษัทที่แต่เดิมไม่เป็นบริษัทต่างด้าว แต่พอปรับปรุงกฎหมายแล้วเป็นต่างด้าวเท่านั้น
ส่วนการตรวจสอบบริษัทที่มีคนต่างด้าวถือหุ้นว่าอาจเข้าข่ายการเป็นนอมินีหรือไม่นั้น เท่าที่ดูเบื้องต้นมีประมาณ 4-5 หมื่นบริษัท ซึ่งกรมฯ ได้สุ่มตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง และกำลังจะกำหนดหลักเกณฑ์ในการสุ่มตรวจสอบออกมา เพื่อป้องกันปัญหาว่าบริษัทที่ถูกตรวจสอบกล่าวหาว่าถูกกรมฯ กลั่นแกล้ง เพราะถ้าใช้หลักเกณฑ์เดียวกัน ทุกคนจะมีโอกาสถูกตรวจสอบเท่ากันหมด
นอกจากนี้ จะจัดตั้งหน่วยตรวจสอบขึ้นมาเป็นการเฉพาะ เพราะเจ้าหน้าที่เดิมที่มีอยู่ทำทั้งการพิจารณาคำขอ การออกใบอนุญาต และตรวจสอบ ทำให้การทำงานล่าช้า แต่หน่วยตรวจสอบที่ตั้งขึ้นมาใหม่ จะทำหน้าที่โดยตรง และอนาคตจะพัฒนาให้ถึงขั้นการตรวจสอบบริษัท ตรวจสอบสำนักงานว่ามีจริงหรือไม่ อยู่ที่ไหน และทำธุรกิจจริงหรือไม่ด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้ศึกษาเรื่องความคุ้มทุน หากจะซื้อดาวเทียมไทยคมกลับคืนมาหรือไม่ นายสิทธิชัย กล่าวว่า ยังไม่มีการศึกษาอย่างเป็นทางการ แต่เรื่องความคุ้มทุนเราพิจารณาได้ 2 ทางคือ ความคุ้มทุนทางด้านจิตใจ ที่อาจจะมีความคุ้มค่าได้ แต่ความคุ้มทุนทางด้านเศรษฐกิจ ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจดาวเทียมมาวิเคราะห์อีกครั้งหนึ่ง
เมื่อถามว่า จะต้องหารือกับกระทรวงการต่างประเทศก่อนหรือไม่ เพราะเกี่ยวข้องกับสิงคโปร์ นายสิทธิชัย กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับตน ไม่คำนึงถึงประเด็นนี้ เรามีอธิปไตย
ผมเป็นรัฐมนตรีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมไม่ใช่รัฐมนตรีของประเทศสิงคโปร์ นายสิทธิชัย ระบุ
-
- Verified User
- โพสต์: 857
- ผู้ติดตาม: 0
มีความเห็นอย่างไรกับการทวงคืนดาวเทียมไทยคม
โพสต์ที่ 21
อ่านยังไงผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเอากลับมาแล้ว มันจะ "ดี" ต่อประเทศชาติยังไง นอกจากความพยายามบอกว่า วงโคจรมันมีจำกัดมันเป็นสมบัติชาติ ผมไม่เห็นความแตกต่างว่าการ operate ภายใต้ เจ้าของสัมปทานเก่า หรือสัมปทานใหม่ มันจะสร้างความเลวร้ายหรือดีต่อคนไทยยังไง ในเมื่อส่วนใหญ่ก็ขายสัญญาณให้ประเทศเพื่อนบ้าน
ถ้าสามารถยกตัวอย่างว่าอยู่ภายใต้เจ้าของใหม่แล้วมันแย่มาก ๆ มีผลร้ายต่อไทยมาก ๆ ถึงน่าจะซื้อคืน แต่ถ้ายังไงมันก็ทำได้แค่เหมือน ๆ เดิมจะเจ๊งมิเจ๊งแหล่ จะดิ้นรนไปซื้อคืนมาทำไม ถึงวงโคจรมีจำกัด แต่มันก็ยังเป็นของไทยอยู่ดี สัญญาสัมปทานน่าจะเหลืออีกไม่นานนัก พอหมดก็เป็นของเราทุกอย่าง และไม่ใช่ว่าตอนนี้ถ้าเรื่องที่สำคัญแล้วรัฐบาลจะสั่งให้ sattel ทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วเขาจะไม่ทำได้ซะหน่อย และผมก็เชื่ออย่างยิ่งว่าได้คืนมามันก็เอาไปขายใหม่อยู่ดีนั่นแหละ รัฐบาลทำเองก็มีแต่เจ๊ง ขายให้ใครไป มันก็เอาไปทำธุรกิจเดิม ๆ อยู่ดี :roll:
ถ้าพยายามหาตังมาซื้อคืน ผมก็ยังคิดว่า "เจี๊ยะป้าบ่อสื่อจ่อ" อยู่ดี หาเรื่องผลาญเงินของคนในชาติ ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้ย่ำแย่กันมากอยู่แล้ว
ถ้าสามารถยกตัวอย่างว่าอยู่ภายใต้เจ้าของใหม่แล้วมันแย่มาก ๆ มีผลร้ายต่อไทยมาก ๆ ถึงน่าจะซื้อคืน แต่ถ้ายังไงมันก็ทำได้แค่เหมือน ๆ เดิมจะเจ๊งมิเจ๊งแหล่ จะดิ้นรนไปซื้อคืนมาทำไม ถึงวงโคจรมีจำกัด แต่มันก็ยังเป็นของไทยอยู่ดี สัญญาสัมปทานน่าจะเหลืออีกไม่นานนัก พอหมดก็เป็นของเราทุกอย่าง และไม่ใช่ว่าตอนนี้ถ้าเรื่องที่สำคัญแล้วรัฐบาลจะสั่งให้ sattel ทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วเขาจะไม่ทำได้ซะหน่อย และผมก็เชื่ออย่างยิ่งว่าได้คืนมามันก็เอาไปขายใหม่อยู่ดีนั่นแหละ รัฐบาลทำเองก็มีแต่เจ๊ง ขายให้ใครไป มันก็เอาไปทำธุรกิจเดิม ๆ อยู่ดี :roll:
ถ้าพยายามหาตังมาซื้อคืน ผมก็ยังคิดว่า "เจี๊ยะป้าบ่อสื่อจ่อ" อยู่ดี หาเรื่องผลาญเงินของคนในชาติ ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้ย่ำแย่กันมากอยู่แล้ว
-
- Verified User
- โพสต์: 697
- ผู้ติดตาม: 0
มีความเห็นอย่างไรกับการทวงคืนดาวเทียมไทยคม
โพสต์ที่ 22
ถ้าคนได้ทำความเข้าใจในธุรกิจดาวเทียมอย่างดี คงเห็นเหมือนกันว่า ปัจจุบัน ดาวเทียมให้บริการอยู่เต็มค้างฟ้า การที่ดาวเทียมไม่ใช่สัญชาติไทย ก็ไม่ได้แปลว่า ไทยเราจะใช้ดาวเทียมจากสัญชาติอื่นไม่ได้ ยังมีอีกหลายดวงที่พร้อมอ้าแขนให้บริการอยู่ครับ และที่สำคัญถูกกว่าสัญชาติไทยเสียด้วย
จะชาตินิยม ก็ต้องมองให้รอบๆด้วยครับ ได้ประโยชน์เสียประโยชน์อะไรยังไง
จะชาตินิยม ก็ต้องมองให้รอบๆด้วยครับ ได้ประโยชน์เสียประโยชน์อะไรยังไง
-
- Verified User
- โพสต์: 857
- ผู้ติดตาม: 0
มีความเห็นอย่างไรกับการทวงคืนดาวเทียมไทยคม
โพสต์ที่ 23
"สุรยุทธ์"ยอมรับห่วงปัญหาใต้ ย้ำจับเข่าคุยแกนนำป่วนใต้แน่
Source - เว็บไซต์คมชัดลึก (Th)
Thursday, February 22, 2007 15:21
32149 XTHAI XCLUSIVE ARTI V%NETNEWS P%WKC
นายกฯ ยอมรับห่วงปัญหาใต้ ขอให้ใจเย็นอีกนิด เพราะศอ.บต.เพิ่งเริ่มทำงาน ยังไม่ปลด"สนธิ"คุมแก้ใต้ เรียกร้องประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ย้ำเปิดเจรจาแต่รอรมว.ต่างประเทศ ไทย-มาเลย์ หารือรายละเอียกกันก่อน
(22กพ.) พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.อุตสาหกรรม คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์และนายธีรภัทร เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมงาน นายกฯ พบสื่อทำเนียบ ครั้งที่ 4 โดยในครั้งนี้นายกรัฐมนตรี ได้แจกหลวงพ่อสิงห์เพชร วัดบุญวาทย์วิหาร จ.ลำปาง นอกจากนั้นยังจัดเตรียมอาหารกล่อง อาทิ ข้าวหน้าปลาแซลมอล ราเมงหน้าเนื้อ หน้าหมู เป็นต้น ไว้เลี้ยงสื่อมวลชน
นายกรัฐมนตรี กล่าวในตอนแรกว่า ตนมีความห่วงใยในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา และในช่วงเช้าของวันที่ 19 ก.พ. ตนได้เชิญประชุม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.) ซึ่งได้มีการวางแนวทาง เพื่อให้เกิดความร่วมมือจากประชาชนให้มากขึ้น และการทำงานร่วมกันระหว่างพลเรือนและทหารกระชับมากขึ้น ส่วนการปฏิบัติงานในระดับล่างนั้น เป็นเรื่องของกอ.รมน. ภาคที่ 4 และศูนย์อำนวยการบริหารงานจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จะนำไปดำเนินการในรายละเอียดต่อไป สิ่งที่มีความห่วงใย คงเป็นเช่นเดียวกับประชาชน คืออยากเห็นความรุนแรงในพื้นที่ลดลง และการที่จะบรรลุความมุ่งหมายนั้น จะต้องมีวิธีการทั้งในด้านการปฏิบัติทางยุทธวิธี และการได้รับความร่วมมือจากประชาชน ในการสอดส่องดูแลพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอเมืองและเขตชุมชน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มกำลังทหารลงไปในพื้นที่หรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า การดูแลกำลังทหาร เป็นเรื่องของ กอ.รมน.ตนคงไม่เข้าไปก้าวก่าย เพราะเป็นการทำงานในเรื่องนโยบายเท่านั้น ส่วนการปฏิบัติ หรือการใช้กำลังทางยุทธการเป็นเรื่องที่ กอ.รมน.จะต้องพิจารณาเอาเอง หากมีความจำเป็นอื่นใดเพิ่มเติม คงจะต้องมีการขอการสนับสนุนในภาครัฐต่อไป
"ส่วนการเจรจากับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบนั้น ผมได้หารือกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในการที่จะเปิดการหารือ และพูดคุยกันในแนวทางกว้างๆ แต่ยังไม่ได้มีการหารือในรายละเอียด ซึ่งได้มอบหมายให้ รมว.ต่างประเทศ เป็นผู้หารือในรายละเอียดในทุกๆ เรื่อง ที่จะมีความสัมพันธ์กับมิตรประเทศ รวมทั้งการเจรจาด้วย เราไม่ดำเนินการในลักษณะที่กระทำโดยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่ต้องเป็นความเห็นชอบร่วมกัน ระหว่างไทยและมาเลเซีย ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้ง 2 ประเทศ จะเป็นผู้แทนในการเจรจาในเรื่องเหล่านี้ให้ลุล่วง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำให้เหตุการณ์สงบ หรือความร่วมมือด้านสังคม เศรษฐกิจ " นายกฯระบุ
เมื่อถามว่า การเจรจากับกลุ่มต่างๆ มีความคืบหน้าอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า เป็นเรื่องที่ตนต้องรอ รมว.ต่างประเทศ พูดคุยกับ รมว.ต่างประเทศมาเลเซียก่อน ส่วนการพูดคุยในระดับล่างนั้น เป็นเรื่องที่ ศอ.บต.หรือ กอ.รมน. สามารถดำเนินการได้ ซึ่งเราได้เปิดโอกาสให้มีการหารือกันภายในอยู่แล้ว และรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน โดย ศอ.บต.จะเป็นจุดศูนย์รวมข้อคิดเห็น ปัญหา และหาทางแก้ไขปัญหา
ต่อข้อถามว่า นายกฯ มีมาตรการในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ด้านอื่นอีกหรือไม่ นอกจากขอความร่วมมือจากประชาชน พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องที่ตนเป็นห่วงคืออยากให้มีความสงบ เพราะฉะนั้นความร่วมมือจากทุกส่วน เป็นเรื่องสำคัญ และเห็นว่าเหตุการณ์ร้ายแรงไม่มีประโยชน์ หรือทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาได้ จึงควรจะร่วมมือกัน นอกจากนั้นยังได้มีการหารือด้านอื่นๆ เช่น มีการกำหนดเป็นพื้นที่พัฒนาพิเศษ ที่ทุกกระทรวงและศอ.บต. ได้ทำงานร่วมกัน เหตุที่ติดขัดคงมีเรื่องเดียว คือความรุนแรงที่เกิดขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการคาดการณ์จากที่ประชุม กอ.รมน. ว่าเหตุการณ์อาจจะลุกลามมาถึงพื้นที่กทม. นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คำถามถามว่าเป็นการคาดการณ์ เพราะฉะนั้นการคาดการณ์ ก็คือการคาดการณ์ ซึ่งถือว่าสามารถคาดการณ์ได้ แต่ภาครัฐจะต้องยืนอยู่บนความไม่ประมาท และพยายามตรวจสอบดูแลให้เหตุการณ์สงบ และยุติลงในเวลาที่เร็วที่สุด เท่าที่จะสามารถทำได้
เมื่อถามว่า กฎหมาย ศอ.บต. กำหนดให้การทำงานขึ้นตรงกับกระทรวงหมาดไทย จะส่งผลกระทบต่อการทำงานหรือไม่ เพราะดูเหมือนว่าจะเป็นการแยกการทำงาน ระหว่างพลเรือนและทหาร อย่างชัดเจน พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า กฎหมายศอ.บต. เป็นแนวทางการบริหารงานบุคคล หมายความว่าข้าราชการส่วนใหญ่ขึ้นกับการบังคับบัญชาของกระทรวงมหาดไทย มีบางกระทรวงเข้าไปร่วมงานด้วย เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม เป็นต้น แต่การตั้งอัตราประมาณ 200 อัตรานั้น เป็นข้าราชการของกระทรวงมหาดไทย จึงให้การบริหารงานบุคคลขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย ส่วนการทำงานนั้น แนวความคิดคือการทำงานร่วมกัน ระหว่างพลเรือน ตำรวจ ทหาร ซึ่งจะต้องทำงานใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่ และกองบัญชาการพลเรือน ตำรวจและทหาร อยู่ภายใต้ กอ.รมน.ภาคที่ 4 ซึ่งกอ.รมน.ภาคที่ 4 จะดูแลภาพรวม และทำงานร่วมกับ ศอ.บต.
ผู้สื่อข่าวถามว่า การก่อเหตุในขณะนี้ ทำให้ประชาชนเกิดความไม่มั่นใจ โดยเฉพาะในเรื่องการค้าการลงทุนซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณจำนวนหนึ่ง ในการแก้ไขปัญหาแล้ว คิดว่ารัฐบาลได้สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้หรือไม่พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า เท่าที่ตนได้รับทราบในการประชุมที่ กอ.รมน. ซึ่ง เลขาธิการ กอ.รมน. ได้ชี้แจงว่า เป็นการทำงานที่สามารถเชื่อมโยงครอบคลุมพื้นที่ได้ และมีการติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิดในพื้นที่พอสมควร สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้ เพียงแต่ขาดการเชื่อมโยงเครือข่ายกัน เพื่อสะดวกในการติดตามข่าวสาร ส่วนการเพิ่มจำนวนนั้น คงจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ตัวเมืองมากนัก แต่จะเป็นการเพิ่มในส่วนพื้นที่อำเภอ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะเป็นผู้ดำเนินการ
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกรัฐมนตรีได้ประเมินผลการทำงานของรัฐบาลในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ว่าเป็นอย่างไร และควรปรับปรุงแก้ไขอย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตนรับฟังโพล และความคิดเห็นต่างๆ และสิ่งที่ตนได้พูดตั้งแต่เบื้องต้น คือเรื่องสถานการณ์ทางภาคใต้ เพราะอยู่ในลำดับความเร่งด่วนสูงที่สุดของรัฐบาล เพราะการดำเนินการยังไม่คืบหน้าไปมากนัก ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นในใจตนก็ทุ่มเท ที่จะสร้างความสงบสันติสุขที่เกิดขึ้นมาให้ได้ ตนถือว่าปัญหาภาคใต้ เป็นปัญหาสำคัญเป็นลำดับที่หนึ่ง ส่วนปัญหาอื่นๆ รองลงมา และได้พยายามหาทางดำเนินการอยู่
เมื่อถามว่า รัฐบาลมีแนวคิดในการจัดพื้นที่ปกครองพิเศษในพื้นที่ภาคใต้ในบางเรื่องอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราได้จัดให้พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นพื้นที่พัฒนาพิเศษแล้ว ซึ่งถือว่ารัฐบาลให้ความสนใจ ส่วนเรื่องการปกครองไม่ได้มีการดำเนินการอื่นใดนอกเหนือจากที่เป็นอยู่ เพราะการปกครองเป็นเรื่องที่กว้างใหญ่ ต้องมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นผู้พิจารณาอย่างไรก็ตามรัฐบาลนี้พยายามที่จะยุติความรุนแรงที่มีอยู่ในปัจจุบันให้ลดลง และขณะนี้ยังไม่มีนโยบายอื่นในการที่จะแก้ไขปัญหาภาคใต้
ต่อข้อถามว่า ดูเหมือนว่ายังไม่มีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาในภาคใต้ ทั้งที่นายกรัฐมนตรีได้มอบอำนาจเต็ม ให้กับพล.อ.สนธิ บุญรัตนกลิน ผบ.ทบ. เมื่อเป็นเช่นนี้ทำไมไม่ประเมิน และหาคนอื่นที่มีศักยภาพเข้าไปแก้ไขปัญหาให้เกิดผล เพราะไม่เช่นนั้นก็จะถูกสื่อวิพากษ์วิจารณ์ได้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผมก็คิดเหมือนคุณเวลารัฐบาลก็เหลือน้อย สิ่งที่เราจะต้องดำเนินการก็ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ในเรื่องของกฎหมาย ตัวบุคคล งบประมาณ เราก็คงจะต้องใจเย็นๆ อีกนิดหนึ่ง แต่สิ่งที่มีความเป็นห่วงคือ ทำอย่างไรที่จะสร้างความร่วมมือ สร้างความเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชน ให้หันมาร่วมมือกับเราให้มากขึ้น สิ่งนี้เป็นส่วนสำคัญ เราเรียนตามตรงว่า เราเพิ่งทำงานได้ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ที่จะเข้าไปทำงานพบปะกับประชาชนในพื้นที่ เพราะเดิมที่ผ่านมา เป็นการทำงานในส่วนของกองกำลังเพียงอย่างเดียว แต่ขณะนี้มีส่วนราชการอื่นเข้าไปทำงานด้วย การที่จะทำให้ประชาชนให้ความร่วมมือ ก็ต้องใช้เวลา ตนอยากให้พี่น้องคนไทยทุกคน ได้ตระหนักว่าการที่จะสร้างความเข้าใจ สร้างความร่วมมือ ต้องใช้เวลาและใช้ความอดทน ใช้เวลาสั้นๆ 3-4 เดือนก็คงยังไม่เห็นผลอะไรมากมายนัก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา เป็นบาดแผลที่ลึกพอสมควร ที่เกิดขึ้นกับประชาชนในระดับล่าง ในความรู้สึกของพี่น้องมุสลิมภาคใต้ การที่จะเยียวยาสร้างความเข้าใจ เป็นเรื่องไม่ใช่ง่ายนัก แต่มีโอกาสที่จะดีขึ้น ซึ่งตนลงไปในพื้นที่หลายครั้ง ก็ได้รับการตอบสนองที่ดีขึ้น แต่ในส่วนของผู้ที่พยามยามขัดขวาง และผู้ก่อความไม่สงบ เขาก็จะต้องพยายามขัดขวาง เพื่อไม่ให้แนวทางสมานฉันท์ประสบความสำเร็จ เพราะหากความสมานฉันท์ก้าวหน้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว ก็หมายถึงว่า ผู้ก่อความไม่สงบ และแนวคิดของเขา ก็ไม่มีทางที่จะสำเร็จตามที่เขาคิดไว้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทุกคนมองว่าสิ่งที่นายกรัฐมนตรีพูด เป็นเพียงนามธรรม ไม่ปรากฎเป็นรูปธรรม ทั้งการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ที่ยังไม่นำมาสู่การปฏิบัติ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิ่งนี้ได้นำไปสู่การปฏิบัติแล้ว ตนไปพูดกับประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ซึ่งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัตแห่งชาติ และได้หารือกันตลอดว่า จะทำอย่างไรกันบ้าง โดยคณะกรรมการซึ่งมีพล.อ.ปานเทพ ภูวนารถนุรักษ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ก็เป็นผู้ที่ได้พยายามจะดำเนินการในส่วนนี้ซึ่งคนเหล่านี้มีความตั้งใจ และพยายามแก้ปัญหาภาคใต้ ดังนั้นขณะนี้ทำอย่างไรที่จะเยียวยาจิตใจของพี่น้องประชาชนซึ่งต้องมีผู้เข้าไปสัมผัส สร้างความเชื่อใจในระดับตำบลระดับหมู่บ้าน ซึ่งเรากำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ และหากสื่อมวลชนต้องการดูการทำงาน เราก็พร้อมให้ไปดูได้ว่า ศอ.บต.และจังหวัด ได้ดำเนินการไปแล้วอย่างไรบ้าง
ผู้สื่อข่าวถามว่า หลายคนมองว่าประธานคมช. ไม่ใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ แต่กลับใช้เวลาไปตามหากลุ่มอำนาจเก่า หรือยึดคืนดาวเทียม นายกรัฐมนตรี กล่าวพร้อมกับหัวเราะว่า ผมคิดว่า ถามผิดที่แล้ว ท่านควรจะไปถามประธานคมช.--จบ--

Source - เว็บไซต์คมชัดลึก (Th)
Thursday, February 22, 2007 15:21
32149 XTHAI XCLUSIVE ARTI V%NETNEWS P%WKC
นายกฯ ยอมรับห่วงปัญหาใต้ ขอให้ใจเย็นอีกนิด เพราะศอ.บต.เพิ่งเริ่มทำงาน ยังไม่ปลด"สนธิ"คุมแก้ใต้ เรียกร้องประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ย้ำเปิดเจรจาแต่รอรมว.ต่างประเทศ ไทย-มาเลย์ หารือรายละเอียกกันก่อน
(22กพ.) พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.อุตสาหกรรม คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์และนายธีรภัทร เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เข้าร่วมงาน นายกฯ พบสื่อทำเนียบ ครั้งที่ 4 โดยในครั้งนี้นายกรัฐมนตรี ได้แจกหลวงพ่อสิงห์เพชร วัดบุญวาทย์วิหาร จ.ลำปาง นอกจากนั้นยังจัดเตรียมอาหารกล่อง อาทิ ข้าวหน้าปลาแซลมอล ราเมงหน้าเนื้อ หน้าหมู เป็นต้น ไว้เลี้ยงสื่อมวลชน
นายกรัฐมนตรี กล่าวในตอนแรกว่า ตนมีความห่วงใยในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา และในช่วงเช้าของวันที่ 19 ก.พ. ตนได้เชิญประชุม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.) ซึ่งได้มีการวางแนวทาง เพื่อให้เกิดความร่วมมือจากประชาชนให้มากขึ้น และการทำงานร่วมกันระหว่างพลเรือนและทหารกระชับมากขึ้น ส่วนการปฏิบัติงานในระดับล่างนั้น เป็นเรื่องของกอ.รมน. ภาคที่ 4 และศูนย์อำนวยการบริหารงานจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จะนำไปดำเนินการในรายละเอียดต่อไป สิ่งที่มีความห่วงใย คงเป็นเช่นเดียวกับประชาชน คืออยากเห็นความรุนแรงในพื้นที่ลดลง และการที่จะบรรลุความมุ่งหมายนั้น จะต้องมีวิธีการทั้งในด้านการปฏิบัติทางยุทธวิธี และการได้รับความร่วมมือจากประชาชน ในการสอดส่องดูแลพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอเมืองและเขตชุมชน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มกำลังทหารลงไปในพื้นที่หรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า การดูแลกำลังทหาร เป็นเรื่องของ กอ.รมน.ตนคงไม่เข้าไปก้าวก่าย เพราะเป็นการทำงานในเรื่องนโยบายเท่านั้น ส่วนการปฏิบัติ หรือการใช้กำลังทางยุทธการเป็นเรื่องที่ กอ.รมน.จะต้องพิจารณาเอาเอง หากมีความจำเป็นอื่นใดเพิ่มเติม คงจะต้องมีการขอการสนับสนุนในภาครัฐต่อไป
"ส่วนการเจรจากับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบนั้น ผมได้หารือกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในการที่จะเปิดการหารือ และพูดคุยกันในแนวทางกว้างๆ แต่ยังไม่ได้มีการหารือในรายละเอียด ซึ่งได้มอบหมายให้ รมว.ต่างประเทศ เป็นผู้หารือในรายละเอียดในทุกๆ เรื่อง ที่จะมีความสัมพันธ์กับมิตรประเทศ รวมทั้งการเจรจาด้วย เราไม่ดำเนินการในลักษณะที่กระทำโดยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่ต้องเป็นความเห็นชอบร่วมกัน ระหว่างไทยและมาเลเซีย ซึ่งรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้ง 2 ประเทศ จะเป็นผู้แทนในการเจรจาในเรื่องเหล่านี้ให้ลุล่วง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำให้เหตุการณ์สงบ หรือความร่วมมือด้านสังคม เศรษฐกิจ " นายกฯระบุ
เมื่อถามว่า การเจรจากับกลุ่มต่างๆ มีความคืบหน้าอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้า เป็นเรื่องที่ตนต้องรอ รมว.ต่างประเทศ พูดคุยกับ รมว.ต่างประเทศมาเลเซียก่อน ส่วนการพูดคุยในระดับล่างนั้น เป็นเรื่องที่ ศอ.บต.หรือ กอ.รมน. สามารถดำเนินการได้ ซึ่งเราได้เปิดโอกาสให้มีการหารือกันภายในอยู่แล้ว และรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน โดย ศอ.บต.จะเป็นจุดศูนย์รวมข้อคิดเห็น ปัญหา และหาทางแก้ไขปัญหา
ต่อข้อถามว่า นายกฯ มีมาตรการในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ด้านอื่นอีกหรือไม่ นอกจากขอความร่วมมือจากประชาชน พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า เรื่องที่ตนเป็นห่วงคืออยากให้มีความสงบ เพราะฉะนั้นความร่วมมือจากทุกส่วน เป็นเรื่องสำคัญ และเห็นว่าเหตุการณ์ร้ายแรงไม่มีประโยชน์ หรือทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาได้ จึงควรจะร่วมมือกัน นอกจากนั้นยังได้มีการหารือด้านอื่นๆ เช่น มีการกำหนดเป็นพื้นที่พัฒนาพิเศษ ที่ทุกกระทรวงและศอ.บต. ได้ทำงานร่วมกัน เหตุที่ติดขัดคงมีเรื่องเดียว คือความรุนแรงที่เกิดขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการคาดการณ์จากที่ประชุม กอ.รมน. ว่าเหตุการณ์อาจจะลุกลามมาถึงพื้นที่กทม. นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คำถามถามว่าเป็นการคาดการณ์ เพราะฉะนั้นการคาดการณ์ ก็คือการคาดการณ์ ซึ่งถือว่าสามารถคาดการณ์ได้ แต่ภาครัฐจะต้องยืนอยู่บนความไม่ประมาท และพยายามตรวจสอบดูแลให้เหตุการณ์สงบ และยุติลงในเวลาที่เร็วที่สุด เท่าที่จะสามารถทำได้
เมื่อถามว่า กฎหมาย ศอ.บต. กำหนดให้การทำงานขึ้นตรงกับกระทรวงหมาดไทย จะส่งผลกระทบต่อการทำงานหรือไม่ เพราะดูเหมือนว่าจะเป็นการแยกการทำงาน ระหว่างพลเรือนและทหาร อย่างชัดเจน พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า กฎหมายศอ.บต. เป็นแนวทางการบริหารงานบุคคล หมายความว่าข้าราชการส่วนใหญ่ขึ้นกับการบังคับบัญชาของกระทรวงมหาดไทย มีบางกระทรวงเข้าไปร่วมงานด้วย เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม เป็นต้น แต่การตั้งอัตราประมาณ 200 อัตรานั้น เป็นข้าราชการของกระทรวงมหาดไทย จึงให้การบริหารงานบุคคลขึ้นอยู่กับกระทรวงมหาดไทย ส่วนการทำงานนั้น แนวความคิดคือการทำงานร่วมกัน ระหว่างพลเรือน ตำรวจ ทหาร ซึ่งจะต้องทำงานใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่ และกองบัญชาการพลเรือน ตำรวจและทหาร อยู่ภายใต้ กอ.รมน.ภาคที่ 4 ซึ่งกอ.รมน.ภาคที่ 4 จะดูแลภาพรวม และทำงานร่วมกับ ศอ.บต.
ผู้สื่อข่าวถามว่า การก่อเหตุในขณะนี้ ทำให้ประชาชนเกิดความไม่มั่นใจ โดยเฉพาะในเรื่องการค้าการลงทุนซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณจำนวนหนึ่ง ในการแก้ไขปัญหาแล้ว คิดว่ารัฐบาลได้สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้หรือไม่พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า เท่าที่ตนได้รับทราบในการประชุมที่ กอ.รมน. ซึ่ง เลขาธิการ กอ.รมน. ได้ชี้แจงว่า เป็นการทำงานที่สามารถเชื่อมโยงครอบคลุมพื้นที่ได้ และมีการติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิดในพื้นที่พอสมควร สามารถครอบคลุมพื้นที่ได้ เพียงแต่ขาดการเชื่อมโยงเครือข่ายกัน เพื่อสะดวกในการติดตามข่าวสาร ส่วนการเพิ่มจำนวนนั้น คงจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ตัวเมืองมากนัก แต่จะเป็นการเพิ่มในส่วนพื้นที่อำเภอ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะเป็นผู้ดำเนินการ
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกรัฐมนตรีได้ประเมินผลการทำงานของรัฐบาลในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ว่าเป็นอย่างไร และควรปรับปรุงแก้ไขอย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตนรับฟังโพล และความคิดเห็นต่างๆ และสิ่งที่ตนได้พูดตั้งแต่เบื้องต้น คือเรื่องสถานการณ์ทางภาคใต้ เพราะอยู่ในลำดับความเร่งด่วนสูงที่สุดของรัฐบาล เพราะการดำเนินการยังไม่คืบหน้าไปมากนัก ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นในใจตนก็ทุ่มเท ที่จะสร้างความสงบสันติสุขที่เกิดขึ้นมาให้ได้ ตนถือว่าปัญหาภาคใต้ เป็นปัญหาสำคัญเป็นลำดับที่หนึ่ง ส่วนปัญหาอื่นๆ รองลงมา และได้พยายามหาทางดำเนินการอยู่
เมื่อถามว่า รัฐบาลมีแนวคิดในการจัดพื้นที่ปกครองพิเศษในพื้นที่ภาคใต้ในบางเรื่องอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราได้จัดให้พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นพื้นที่พัฒนาพิเศษแล้ว ซึ่งถือว่ารัฐบาลให้ความสนใจ ส่วนเรื่องการปกครองไม่ได้มีการดำเนินการอื่นใดนอกเหนือจากที่เป็นอยู่ เพราะการปกครองเป็นเรื่องที่กว้างใหญ่ ต้องมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นผู้พิจารณาอย่างไรก็ตามรัฐบาลนี้พยายามที่จะยุติความรุนแรงที่มีอยู่ในปัจจุบันให้ลดลง และขณะนี้ยังไม่มีนโยบายอื่นในการที่จะแก้ไขปัญหาภาคใต้
ต่อข้อถามว่า ดูเหมือนว่ายังไม่มีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาในภาคใต้ ทั้งที่นายกรัฐมนตรีได้มอบอำนาจเต็ม ให้กับพล.อ.สนธิ บุญรัตนกลิน ผบ.ทบ. เมื่อเป็นเช่นนี้ทำไมไม่ประเมิน และหาคนอื่นที่มีศักยภาพเข้าไปแก้ไขปัญหาให้เกิดผล เพราะไม่เช่นนั้นก็จะถูกสื่อวิพากษ์วิจารณ์ได้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผมก็คิดเหมือนคุณเวลารัฐบาลก็เหลือน้อย สิ่งที่เราจะต้องดำเนินการก็ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ในเรื่องของกฎหมาย ตัวบุคคล งบประมาณ เราก็คงจะต้องใจเย็นๆ อีกนิดหนึ่ง แต่สิ่งที่มีความเป็นห่วงคือ ทำอย่างไรที่จะสร้างความร่วมมือ สร้างความเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชน ให้หันมาร่วมมือกับเราให้มากขึ้น สิ่งนี้เป็นส่วนสำคัญ เราเรียนตามตรงว่า เราเพิ่งทำงานได้ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ที่จะเข้าไปทำงานพบปะกับประชาชนในพื้นที่ เพราะเดิมที่ผ่านมา เป็นการทำงานในส่วนของกองกำลังเพียงอย่างเดียว แต่ขณะนี้มีส่วนราชการอื่นเข้าไปทำงานด้วย การที่จะทำให้ประชาชนให้ความร่วมมือ ก็ต้องใช้เวลา ตนอยากให้พี่น้องคนไทยทุกคน ได้ตระหนักว่าการที่จะสร้างความเข้าใจ สร้างความร่วมมือ ต้องใช้เวลาและใช้ความอดทน ใช้เวลาสั้นๆ 3-4 เดือนก็คงยังไม่เห็นผลอะไรมากมายนัก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา เป็นบาดแผลที่ลึกพอสมควร ที่เกิดขึ้นกับประชาชนในระดับล่าง ในความรู้สึกของพี่น้องมุสลิมภาคใต้ การที่จะเยียวยาสร้างความเข้าใจ เป็นเรื่องไม่ใช่ง่ายนัก แต่มีโอกาสที่จะดีขึ้น ซึ่งตนลงไปในพื้นที่หลายครั้ง ก็ได้รับการตอบสนองที่ดีขึ้น แต่ในส่วนของผู้ที่พยามยามขัดขวาง และผู้ก่อความไม่สงบ เขาก็จะต้องพยายามขัดขวาง เพื่อไม่ให้แนวทางสมานฉันท์ประสบความสำเร็จ เพราะหากความสมานฉันท์ก้าวหน้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว ก็หมายถึงว่า ผู้ก่อความไม่สงบ และแนวคิดของเขา ก็ไม่มีทางที่จะสำเร็จตามที่เขาคิดไว้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทุกคนมองว่าสิ่งที่นายกรัฐมนตรีพูด เป็นเพียงนามธรรม ไม่ปรากฎเป็นรูปธรรม ทั้งการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ที่ยังไม่นำมาสู่การปฏิบัติ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิ่งนี้ได้นำไปสู่การปฏิบัติแล้ว ตนไปพูดกับประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ซึ่งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัตแห่งชาติ และได้หารือกันตลอดว่า จะทำอย่างไรกันบ้าง โดยคณะกรรมการซึ่งมีพล.อ.ปานเทพ ภูวนารถนุรักษ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ก็เป็นผู้ที่ได้พยายามจะดำเนินการในส่วนนี้ซึ่งคนเหล่านี้มีความตั้งใจ และพยายามแก้ปัญหาภาคใต้ ดังนั้นขณะนี้ทำอย่างไรที่จะเยียวยาจิตใจของพี่น้องประชาชนซึ่งต้องมีผู้เข้าไปสัมผัส สร้างความเชื่อใจในระดับตำบลระดับหมู่บ้าน ซึ่งเรากำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ และหากสื่อมวลชนต้องการดูการทำงาน เราก็พร้อมให้ไปดูได้ว่า ศอ.บต.และจังหวัด ได้ดำเนินการไปแล้วอย่างไรบ้าง
ผู้สื่อข่าวถามว่า หลายคนมองว่าประธานคมช. ไม่ใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ แต่กลับใช้เวลาไปตามหากลุ่มอำนาจเก่า หรือยึดคืนดาวเทียม นายกรัฐมนตรี กล่าวพร้อมกับหัวเราะว่า ผมคิดว่า ถามผิดที่แล้ว ท่านควรจะไปถามประธานคมช.--จบ--

- สามัญชน
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 5162
- ผู้ติดตาม: 0
มีความเห็นอย่างไรกับการทวงคืนดาวเทียมไทยคม
โพสต์ที่ 24
MisterK

ตำรวจบกพร่องไปปลดเขาแบบสายฟ้าแลบ
พอเป็นตาหานจาก้าอ่ะเป่า......
กลัวเขาปลดตัวเองจากนายก ลาม้าง.....
เก่งแต่ก๊ะคนไม่มีทางสู้.....
ปล้นอำนาจก็ทำตอนเขาไม่อยู่ โฮะ ๆ ๆ ๆ
ชายชากตาหานจินๆ
โปดฟังอีกคั้งหนึ่ง......
ยังงี้ผู้สื่อข่าวต้องเปลี่ยนคำถามใหม่ว่าผู้สื่อข่าวถามว่า หลายคนมองว่าประธานคมช. ไม่ใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ แต่กลับใช้เวลาไปตามหากลุ่มอำนาจเก่า หรือยึดคืนดาวเทียม นายกรัฐมนตรี กล่าวพร้อมกับหัวเราะว่า ผมคิดว่า ถามผิดที่แล้ว ท่านควรจะไปถามประธานคมช.--จบ--
อิอิ ดูจิ๊...จาตอบยางงายผู้สื่อข่าวถามว่า หลายคนมองว่าผบ.ทบ. ไม่ใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ แต่กลับใช้เวลาไปตามหากลุ่มอำนาจเก่า หรือยึดคืนดาวเทียม

ตำรวจบกพร่องไปปลดเขาแบบสายฟ้าแลบ
พอเป็นตาหานจาก้าอ่ะเป่า......
กลัวเขาปลดตัวเองจากนายก ลาม้าง.....
เก่งแต่ก๊ะคนไม่มีทางสู้.....
ปล้นอำนาจก็ทำตอนเขาไม่อยู่ โฮะ ๆ ๆ ๆ
ชายชากตาหานจินๆ
โปดฟังอีกคั้งหนึ่ง......
ทุกความเห็นย่อมเปลี่ยนไปตามความรู้ การเรียนรู้ย่อมไม่มีจุดสิ้นสุด
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
มีความเห็นอย่างไรกับการทวงคืนดาวเทียมไทยคม
โพสต์ที่ 27
อาทิตย์ก่อนฟังรายการวิทยุ คลื่น 101 ช่วงเย็นๆ
สัมภาษณ์นายทหารผู้รับผิดชอบ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คนหนึ่ง (เสียดายจำชื่อท่านไม่ได้)
ท่านบอกว่า สถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนแปลงไป สังเกตจากการวางระเบิดและลอบยิงประชาชน โดยไม่สนใจว่าประชาชนเหล่านั้นนับถือศาสนาอะไร
ท่านเลยสงสัยว่า จะมีคนจ้างให้มาก่อการ สร้างปัญหาเพิ่มเติม (ซึ่งก็คงรู้ว่าท่านหมายถึงพวกไหนที่ว่าจ้างมา)
สงสัยจะกำลังหาแพะซะแล้ว ยุคนี้สมัยนี้ เกิดอะไรไม่ดีในประเทศไทย ก็มีแพะตัวใหญ่ ตัวเดิมอยู่ทุกครั้งเลยแฮะ
สัมภาษณ์นายทหารผู้รับผิดชอบ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คนหนึ่ง (เสียดายจำชื่อท่านไม่ได้)
ท่านบอกว่า สถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนแปลงไป สังเกตจากการวางระเบิดและลอบยิงประชาชน โดยไม่สนใจว่าประชาชนเหล่านั้นนับถือศาสนาอะไร
ท่านเลยสงสัยว่า จะมีคนจ้างให้มาก่อการ สร้างปัญหาเพิ่มเติม (ซึ่งก็คงรู้ว่าท่านหมายถึงพวกไหนที่ว่าจ้างมา)
สงสัยจะกำลังหาแพะซะแล้ว ยุคนี้สมัยนี้ เกิดอะไรไม่ดีในประเทศไทย ก็มีแพะตัวใหญ่ ตัวเดิมอยู่ทุกครั้งเลยแฮะ
จงอยู่เหนือความดี อย่าหลงความดี
-
- Verified User
- โพสต์: 857
- ผู้ติดตาม: 0
มีความเห็นอย่างไรกับการทวงคืนดาวเทียมไทยคม
โพสต์ที่ 28
คำต่อคำบทสัมภาษณ์'สุรยุทธ์'เปิดใจกับBBC
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 23 กุมภาพันธ์ 2550 01:36 น.
พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี
บีบีซีนิวส์ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ โจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำกรุงเทพฯ โดยที่โทรทัศนืบีบีซี เวิลด์ ได้นำบทสัมภาษณ์ดังกล่าวมาตัดต่อออกอากาศเป็นรายงานข่าว ในช่วงกลางวัน และออกอากาศบทสัมภาษณ์ส่วนใหญ่ในช่วงรายการ เอเชีย ทูเดย์ ตอน 20.30 น. ตลอดจนนำคลิปวิดีโอมาเสนอไว้ในเว็บไซต์ news.bbc.co.uk
ต่อไปนี้เป็นหลายประเด็นหลายคำถามคำตอบของการให้สัมภาษณ์คราวนี้
เกี่ยวกับผลงานของรัฐบาล
พล.อ.สุรยุทธ์กล่าวว่า เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่าตนเองเป็นผู้นำที่อ่อนแอและไม่กล้าตัดสินใจนั้น เป็นการวิจารณ์ที่ไม่เป็นธรรม เพราะขณะนี้ เรากำลังพยายามแก้ไขปัญหาทางการเมือง เรากำลังพยายามแก้ไขความไม่ยุติธรรม เรากำลังพยายามสร้างรัฐบาลใหม่ และรัฐธรรมนูญใหม่ และผมเชื่อว่า เราจะสามารถจัดการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม และเป็นอิสระได้ภายในสิ้นปีนี้ พลเอกสุรยุทธ์ กล่าว
ในเรื่องแก้กฎหมายประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
พล.อ.สุรยุทธ์บอกว่า สิ่งที่รัฐบาลพยายามจะทำคือ พยายามทำให้สนามแข่งขันมีความราบเรียบสม่ำเสมอ ไม่ใช่เพื่อไปสู่ทิศทางใดๆ หรอก
บีบีซี: การรัฐประหารทำให้เกิดความวิตกอย่างมาก กระทั่งเป็นไปได้ว่าถึงขั้นตื่นตระหนกสำหรับวงการนักลงทุนต่างประเทศ หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือไม่ได้เห็นว่ามีการนำเสนอนโยบายกันอย่างดีเท่าที่ควร
สุรยุทธ์: เรายังคงเปิดกว้างรับฟังความเห็นจากฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มันยังอยู่ในกระบวนการร่างเท่านั้น
บีบีซี: ท่านวิตกไหม ถึงปฏิกิริยาในทางลบของประชาคมนักลงทุนต่างประเทศ
สุรยุทธ์: ผมรู้สึกวิตก แต่ไม่ใช่ในทางที่จะทำให้ผมไม่สามารถเดินหน้าตามเจตนาของผมที่จะจัดเตรียมสนามที่เสมอภาคเป็นธรรมสำหรับนักลงทุนในอนาคต
การสอบสวนความผิดของ ทักษิณ
บีบีซี: ทำไมรัฐบาลของท่านและหน่วยงานต่างๆ ที่ท่านตั้งขึ้น จึงต้องใช้เวลานานเหลือเกินในการหาหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำผิดของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในเมื่อการกระทำผิดของพ.ต.ท.ทักษิณ การกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณคอร์รัปชั่น ถูกหยิบยกมาเป็นเหตุผลความชอบธรรมในการทำรัฐประหาร
สุรยุทธ์: ผมขอบอกคุณว่ามันเป็นภารกิจที่ยากลำบากมาก เพราะรัฐบาลชุดที่แล้วได้ใช้อำนาจในทางมิชอบ เข้าครอบงำสิ่งที่คุณอาจจะเรียกว่า หน่วยงานสาธารณะที่เป็นอิสระ หน่วยงานเหล่านี้ทั้งหมดไม่สามารถปฏิบัติงานให้เป็นไปตามหน้าที่ซึ่งได้รับการจัดตั้งขึ้นมา เช่น ไม่มีการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรม ไม่มีระบบตรวจสอบและคานอำนาจ สิ่งที่เรากำลังพยายามทำอยู่คือ การปกครองโดยหลักนิติธรรม ผมคิดว่าในระยะเวลาอีกไม่นาน อาจจะในสองหรือสามเดือนข้างหน้า คุณจะสามารถได้เห็นคดีหลายๆ คดีที่พิสูจน์ถึงการใช้อำนาจในทางมิชอบ คดีการทุจริตคอร์รัปชั่น
บทบาทของทหาร
บีบีซี: สิ่งหนี่งที่ชาวต่างประเทศจำนวนมากรู้สึกกังวลก็คือ คณะนายพลที่นำการก่อรัฐประหารในปีที่แล้ว ยังคงออกมาพูดอย่างเปิดเผยมากในเรื่องเกี่ยวกับนโยบายต่างๆ ทั้งที่พวกเขาได้ให้สัญญาไว้ในเดือนกันยายนว่า จะถอยกลับไปอยู่ข้างหลังอย่างรวดเร็ว แต่เรื่องดังกล่าวก็ไม่ได้เกิดขึ้น ทำไมถึงไม่ถอยกันไปล่ะ
สุรยุทธ์: พวกเขาย่อมสามารถที่จะออกความเห็นอะไรกันบ้าง ซึ่งผมคิดว่าน่าจะดี เพราะผมคิดว่าผมเชื่อในเรื่องการพูดการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี และผมยังส่งเสริมคนอื่นๆ ให้เข้าร่วมในการแสดงทัศนะ
บีบีซี: แต่ท่านต้องการให้คณะนายพลที่ล้มรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว ออกมาพูดถึงประเด็นซึ่งอ่อนไหวจริงๆ แทบเหมือนกับว่าพวกเขากำลังบริหารประเทศอยู่งั้นหรือ
สุรยุทธ์: ผมคิดว่าน่าจะดี สำหรับตัวผมนะ เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาของการรับฟังแนวความคิดหลากหลาย ให้มีการเข้าร่วมมากๆ จากประชาชนคนไทยทั้งมวล ในระเบียบวาระของผมนั้น ผมมีประเด็นปัญหาอยู่เยอะแยะมากมาย ถ้าพวกเขาคิดว่ามันเป็นปัญหา ผมก็ยินดีรับฟัง แต่ไม่ใช่ผมจะทำตามนะ
สไตล์ความเป็นผู้นำ
บีบีซี: นั่นทำให้ท่านดูจะเป็นผู้นำที่ค่อนข้างลังเล เป็นผู้นำในสไตล์ผ่อนคลายสบายๆ เหมือนกับไม่ต้องกังวลกับอะไรเลย
สุรยุทธ์: ผมไม่ใช่ผู้นำที่ลังเลนะ ผมเป็นผู้นำที่ฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ฟังคำแนะนำ และแม้กระทั่งการสบประมาท ตลอดจนจากคนของฝ่ายอื่นๆ ด้วย ผมไม่เคยมองว่านั่นเป็นการละเมิดทำให้ขุ่นเคืองหรืออะไร ในกรณีของรัฐบาลชั่วคราว คุณจะต้องมีพวกนักการเมืองทั้งหลาย กลุ่มกดดันทั้งหลาย ที่พยายามทำให้คุณเห็นด้วยว่า นี่เป็นวิธีที่ถูกในการทำสิ่งต่างๆ และนั่นอาจจะนำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ ผมเชื่องช้าเกินไป แต่ผมต้องเฝ้าดูและรับฟังและขบคิดว่าผมควรจะต้องทำอะไร ผมไม่สามารถทำอะไรทั้งหมดโดยทันที เพราะผมไม่ได้มีฐานสนับสนุนอะไรเลย
การแก้ปัญหาภาคใต้
บีบีซี: ปัญหาที่หนักหนาสาหัสปัญหาหนึ่งที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังโดยรัฐบาลชุดก่อนหน้าท่าน ก็คือความขัดแย้งในภาคใต้ ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่โดยส่วนตัวของท่านเองมีความกังวลเป็นอย่างยิ่ง ท่านได้ใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อแก้ไขวิกฤตดังกล่าวให้ได้อย่างสันติ นับตั้งแต่ที่ท่านเข้ามาดำรงตำแหน่ง ท่านคิดว่าทำไมจึงยังไม่ได้ผล ยังคงมีความรุนแรงมากมายในภาคใต้เหมือนกับช่วงที่ผ่านๆ มา
สุรยุทธ์: ห้าปีแห่งความรุนแรงเชียวนะครับ ในระยะเวลาของรัฐบาลชุดก่อนหน้าผม ผมคิดว่ามันจะไม่ใช่ง่ายๆ หรอกที่จะแก้ไขความรุนแรงทั้งหมดภายในระยะเวลา 4 เดือน (ของรัฐบาลชุดพล.อ.สุรยุทธ์) มันจะต้องใช้เวลานานทีเดียว ในความพยายามที่จะทำให้ผู้คนแน่ใจว่า นั่นไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องหรอกที่จะแก้ปัญหา ถ้าพวกเขาต้องการแก้ปัญหาแล้ว พวกเขาควรจะเข้ามาและพูดจากัน นั่นเป็นวิธีดีที่สุด เรากำลังพยายามเรื่องนี้กันอยู่ ผมคิดว่าก่อนที่รัฐบาลของผมจะหมดอายุลง เราจะสามารถสร้างความคืบหน้าได้ในแง่ของการลดระดับความรุนแรง และริเริ่มให้เกิดการพูดจาอะไรกัน กับกลุ่มที่เป็นผู้ก่อการร้ายตัวจริงซึ่งพยายามสร้างความรุนแรงในภาคใต้
ถ้ารู้ว่าหนักขนาดนี้ยังจะรับตำแหน่งไหม
บีบีซี: ท่านทราบไหมว่ามันจะภารกิจที่หนักหน่วงขนาดนี้ ตอนที่ท่านได้รับการทาบทามให้รับตำแหน่งนี้ ภายหลังการรัฐประหารเมื่อปีที่แล้ว ท่านคิดไหมว่าถ้าตอนนั้นท่านทราบอย่างที่ตอนนี้ได้ทราบแล้ว ท่านจะตอบปฏิเสธไป
สุรยุทธ์: ไม่ครับ ผมทราบดีว่าภารกิจข้างหน้าผมนั้นเป็นภารกิจที่ใหญ่โตมโหฬาร
บีบีซี: ท่านทราบไหมว่ามันจะลำบากถึงขนาดนี้ ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์มากขนาดนี้
สุรยุทธ์: ผมทำใจไว้แล้วว่าผมจะต้องเผชิญกับสิ่งทั้งหมดเหล่านี้ ผมคิดว่าผู้คนจำนวนมากทีเดียวสงสารผม แต่ผมคิดว่ามันเป็นหน้าที่ของผม หน้าที่ของผมในฐานะคนซึ่งพยายามแก้ไขวิกฤตนี้ ไม่อย่างนั้นแล้ว ใครล่ะที่จะสามารถทำเรื่องนี้ได้
:lol:
- bsk(มหาชน)
- Verified User
- โพสต์: 3206
- ผู้ติดตาม: 0
มีความเห็นอย่างไรกับการทวงคืนดาวเทียมไทยคม
โพสต์ที่ 29
ลองอ่านบทสัมภาษณ์ของผู้ที่น่าเชื่อว่า"สันทัดกรณี"เกี่ยวกับวงโคจรดาวเทียม กสท., กทช.และที่มาที่ไปที่น่าสนใจ น่าจะช่วยให้กระจ่างขึ้นได้ ไม่มากก็น้อย...
'ใช้กฎหมาย'
บทสัมภาษณ์ :อานุภาพ ถิรลาภ25 กุมภาพันธ์ 2550
"ที่เราคุยกันตอนนี้มันเป๋ เราไปพูดเรื่องการซื้อ เราพูดถึงการยึด เราไม่ได้พูดถึงเรื่องที่ว่าเราไปจัดการต้นตออย่างไร เพราะถ้าเราไม่ควบคุมการซื้อขายพวกนี้
ไปซื้อมาอย่างไรไปยึดมาอย่างไรปัญหาเก่าก็เกิดขึ้นได้"
ผู้อำนวยการสถาบันบริหารการสื่อสารไทย เป็นผู้รู้จริงหนึ่งในน้อยราย เกี่ยวกับเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม ตั้งแต่มือถือขึ้นไปถึงดาวเทียม ขณะเดียวกันก็เข้าไปมีส่วนร่วมร่าง พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 และร่างที่กำลังแก้ไขในสภานิติบัญญัติอยู่วันนี้
ประเด็นที่น่าสนใจคือ เขาเสนอแนวคิดว่า ไม่จำเป็นต้องซื้อ ไม่จำเป็นต้องยึด แต่สามารถใช้ พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคมวินิจฉัยว่าชินคอร์ปทำผิดกฎหมาย สั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้
มาตรา 54
อาจารย์อานุภาพอธิบายให้เข้าใจง่ายก่อนว่า สัมปทานดาวเทียมสำคัญที่วงโคจร
"โทรศัพท์มือถือเกิดไม่ได้ถ้าไม่มีความถี่วิทยุ ธุรกิจดาวเทียมเกิดไม่ได้ถ้าไม่มีตำแหน่งวงโคจร ซึ่งเป็นทรัพยากรที่จำกัดทั้งคู่ แต่ตำแหน่งวงโคจรจำกัดยิ่งกว่าความถี่วิทยุ ตำแหน่งวงโคจรหมดแล้วหมดเลย ประเทศหนึ่งได้จุดเดียว ยกเว้นประเทศใหญ่อาจจะ 4-5 จุด ถ้าเป็นเทคโนโลยีสมัยก่อน 1 วงโคจรคือ 1 ดาวเทียม แต่สมัยใหม่ 1 วงโคจรมีหลายดาวเทียมขึ้น เพราะเราลดการกวนกันของความถี่วิทยุ มันจึงซ้อนกันได้ ตอนซื้อขายชินคอร์ปหลายคนคอมเม้นท์เรื่องไม่เสียภาษี ผมเห็นว่านักธุรกิจทุกคนทำ แต่ผมห่วงเรื่องดาวเทียม เพราะหมดแล้วหมดเลย คุณมีเงินไปซื้อใครก็ไม่ได้ แต่วงโคจรนี้ถูกขายให้ต่างชาติซึ่งผมห่วงที่สุด ถ้าไม่จัดการปล่อยให้ซื้อผ่านมืออย่างนี้ สิ่งที่น่ากลัวต่อไป สมมติสิงคโปร์ขายต่อให้อิหร่าน อิหร่านขายต่อให้รัสเซีย อะไรเกิดขึ้น หนึ่ง ทรัพยากรของคุณแท้ๆ คนไทยไม่ได้ใช้ สอง มันจะเริ่มเกิดความกังวลเรื่องความมั่นคง ทำไมต้องไปอยู่ในความเสี่ยง"
"แต่ที่เราคุยกันตอนนี้มันเป๋ เราไปพูดเรื่องการซื้อ เราพูดถึงการยึด เราไม่ได้พูดถึงเรื่องที่จะไปจัดการต้นตออย่างไร เพราะถ้าเราไม่ควบคุมการซื้อขายพวกนี้ ไปซื้อมาอย่างไรไปยึดมาอย่างไรปัญหาเก่าก็เกิดขึ้นได้ ผมประหลาดใจมาก"
ในความเห็นของอานุภาพ เขาไม่เห็นด้วยการซื้อหรือยึด แต่เห็นว่าควรใช้กฎหมาย พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคมนั่นเอง
"บังเอิญผมมีโอกาสไปทำกฎหมายฉบับนี้ กฎหมายประกอบกิจการโทรคมนาคม ซึ่งออกเมื่อปี 2544 ถึงแม้ผมจะไม่ได้ทำตามที่ผมต้องการทุกอย่าง เพราะผมเป็นกรรมการเสียงส่วนน้อยเสมอ แต่โอเค มันก็ออกมาพอดูได้ ดีกว่าฉบับพรรคไทยรักไทยทำ เราใส่ลงไปใน 3 มาตราใหญ่ๆ ที่เรากังวล เราไม่รู้จะมันจะเกิดหรอก แต่เราเห็นว่ามันมีการซื้อขายกิจการในยุโรปอเมริกา หนึ่ง เราใส่เข้าไปในมาตรา 8 เรื่องสัดส่วนถือหุ้นของคนต่างด้าว และเรารู้ว่า trick เขาทำกันอย่างไร เราก็ใส่ลึกลงไปอีกว่าไม่ใช่แค่ดูจำนวนหุ้นนะ มันต้องดูเรื่องอำนาจการโหวตด้วยนะ ต้องไปดูอำนาจการแต่งตั้งกรรมการบริหารด้วยนะ คนที่แย้งกลับเป็นกฤษฎีกา เขาบอกว่าไม่ต้องใส่หรอก เพราะกฎหมายไทยเวลานับผู้ถือหุ้นเรานับอย่างนี้อยู่แล้ว คนส่วนใหญ่ในคณะกรรมาธิการไม่ใช่นักกฎหมาย พอกฤษฎีกาให้ความเห็นอย่างนี้คนก็คล้อยตาม ซึ่งไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับกฤษฎีกา ก็ไปอย่างนั้น แต่เราก็พบว่าความเห็นอันนี้มันผิด เพราะพอเกิดเหตุการณ์จริงมันไม่ใช่"
"อันที่สองเราใส่ในมาตรา 30 ถ้าเกิดกรณีมีภัยพิบัติหรือภัยความมั่นคง รัฐบาลอาจจะร้องขอให้กทช.หรือผู้กำกับดูแลกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง และตัวที่สำคัญที่สุด อันที่สาม เราใส่ในมาตรา 54 เรากลัวเรื่องการเทคโอเวอร์ซึ่งทำกันเยอะมากในช่วงนั้น เราถือว่าบุคคลหรือนิติบุคคลใดที่ทำสัญญาจากต่างประเทศจะต้องเอาสัญญาให้ กทช.เห็นชอบก่อน มิฉะนั้นอาจเพิกถอนใบอนุญาตได้ อันนี้เป็นมาตราเดียวในทั้งหมด 81-82 มาตรา ที่พูดถึงบทลงโทษที่ชัดเจน และนี่เป็นมาตราเดียวที่ไม่ได้เขียนว่าให้เป็นไปตามที่กทช.ประกาศ เราต้องการให้เรื่องการยึดใบอนุญาตเร็ว ยึดได้เลย เราต้องการเอามาป้องกันสิ่งเหล่านี้"
"แต่ที่เราพูดกันวันนี้เราไม่ได้พูดถึงเลย นี่คือสาเหตุที่ผมอยากให้สัมภาษณ์ ผมอยากเปิดประเด็นนี้ เพราะถ้าไม่เปิดประเด็นนี้แก้ปัญหาไม่จบ คุณไปซื้อคืนมามันก็ไปขายต่อ เพราะคุณไม่ได้แก้ที่ต้นตอของปัญหา และกฎหมายที่มีแท้ๆ จัดการได้เร็ว เป็นเกณฑ์มาตรฐานสากล คุณไปดูกฎหมายมาตรานี้มีในทุกประเทศ ถ้าใครมาเถียงไปดูตัวอย่างนี้เลย บริษัทโวดาโฟนในอังกฤษต้องการไปซื้อ MAM MESMNES ของเยอรมัน ซึ่งใหญ่เป็นอันดับสอง รองจากดอยชท์เทเลคอม มันไม่ใช่เพียงแต่เขาต้องไปขออนุญาตผู้กำกับดูแลของเยอรมนี เขายังต้องขออนุญาตออฟเทล ผู้กำกับดูแลของอังกฤษซึ่งตอนนี้เป็นออฟคอม ในเรื่องของการซื้อ เขาไม่ได้กังวลเรื่องสัญชาติด้วยซ้ำไปเพราะอียูเริ่มรวมกัน แต่สิ่งที่เขาต้องการให้ขออนุญาตคือเขากลัวว่าจะก่อให้เกิดการผูกขาดไหม เขาห่วงว่าผลประโยชน์ผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบหรือไม่ เขาห่วงว่าคุณภาพบริการอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง คุณมีเงินไปซื้อคนขายอยากขายก็ซื้อขายไม่ได้ แต่ในบ้านเรา กฎหมายเขียนไว้ชัดว่าถ้าไม่ขออนุญาตก่อนคุณอาจจะถูกยึดใบอนุญาต แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ กทช.บ้านเราไม่ทำงาน กฎหมายเกิดปี 2544 การซื้อขายปี 2549 พอเกิดเหตุการณ์ขึ้นผมก็จี้ กทช.ทำไมไม่เอามาตรานี้มาจัดการ ซึ่งเขาไม่ได้ขออนุญาต แม้แต่ผู้ถือหุ้นซึ่งคือบุคคลก็ไม่ได้"
เขาอาจจะตีความว่าไม่ได้ขายชินแซท เขาขายชินคอร์ป
"เหมือนกันไม่ว่าจะทำบุคคลหรือนิติบุคคล สมมติเขาหนีไปทางนั้นจริงๆ ถ้าดีลชินคอร์ปไม่ได้ทุกอย่างก็ไม่ได้ คุณซื้อขายไม่ได้ โอกาสที่จะดิ้นยากมาก แต่ว่าประเด็นนี้ไม่ได้ถูกเปิดออกมา นี่คือการแก้ปัญหาต้นตอ และนี่คือวิธีจัดการกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ประพฤติมิชอบ อย่างกทช.ผมไม่ได้บอกว่าใส่เกียร์ว่าง แต่ผมมองว่าถอดเกียร์ออกไปเลย คือไม่ต้องมาถามฉันว่าทำไมไม่จัดการ เพราะฉันบอกว่าโทรคมนาคมไม่อยู่ในอำนาจกำกับของฉัน ผมก็ไปดูกฎหมาย ผมไม่เห็นมีข้อยกเว้นเลยว่ากทช.ไม่ต้องกำกับดาวเทียม ไม่มีตรงไหนบอกว่าดาวเทียมไม่ใช่โทรคมนาคม"
เขาตีความว่าดูแลแค่มือถือหรือ
"ผมก็ถามว่ามือถือเอามาคุมได้แล้วทำไมดาวเทียมเอามาคุมไม่ได้ กทช.ก็ตอบเหตุผลไม่ได้ มันก็คล้ายกับที่ กกต.ตีความว่าคูหาหันออกนอกได้ เอาตัวเลขผู้สมัครมาแปะหน้าคูหาได้ กฎหมายก็ไม่ได้เขียนไว้ สุดท้ายติดคุกนั่นแหละถึงยอมออก ผมก็นึกถึงการตีความของอธิบดีกรมสรรพากร ก็ทำนองเดียวกัน ผมคิดว่าถ้าเราไม่จัดการที่ต้นตอ หยิบอำนาจมาตรา 54 มาใช้ เพราะมันเป็นเกณฑ์สากลทั่วโลก และความผิดสำเร็จ และกระบวนการก็เร็ว ไม่ต้องขึ้นศาล พอคุณใช้มาตรานี้เลิกสัญญาสัมปทานปั๊บ สิ่งที่ได้มาทันทีก็คือตำแหน่งวงโคจร ที่เหลือแค่ตัวดาวเทียม"
- bsk(มหาชน)
- Verified User
- โพสต์: 3206
- ผู้ติดตาม: 0
มีความเห็นอย่างไรกับการทวงคืนดาวเทียมไทยคม
โพสต์ที่ 30
อธิบายให้ฟังว่าสัญญาสัมปทานดาวเทียมมี 2 แบบคือสร้างเสร็จยกดาวเทียมให้รัฐแต่บริษัทมีสิทธิทำธุรกิจตามสัญญา กับแบบที่ดาวเทียมยังเป็นของบริษัท แต่ใช้วงโคจรของรัฐ
"ถ้าสัญญาเป็น BTO (Built Tranfer Operate) ก็จบ เหมือนทุกวันนี้คุณสร้างโทรศัพท์คุณต้องยกให้รัฐก่อนแล้วคุณค่อยทำงาน แต่ถ้าเป็น BOO (Built Own Operate) สร้างเสร็จแล้วเป็นของฉัน เขาจะเลือกแค่ 2 ทาง หนึ่ง ยกให้กับเจ้าของตำแหน่งวงโคจรไป เพราะไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ถ้าอยากให้สะใจ ไม่ยกให้ ทำลาย การทำลายที่เสียค่าใช้จ่ายถูกลงคือเอาเชื้อเพลิงส่วนที่เหลือเปลี่ยนวิถีวงโคจร ให้มันออกไปสู่อวกาศเสีย ก็กลายเป็นขยะอวกาศไป ถ้าเสียค่าใช้จ่ายแพงขึ้นคือเอาพลังงานที่เหลือดึงมันเปลี่ยนวงโคจรให้ตกมาสู่โลก และให้ชั้นบรรยากาศเผาผลาญเรื่อยๆ แต่มีค่าใช้จ่ายสูงเพราะต้องระวังพื้นที่ที่ตกต้องควบคุมได้ ส่วนใหญ่เขาจะเลือกแบบแรก แต่ถ้าต้องการสะใจเขาก็เลือกแบบที่สอง" (ตรงนี้อาจารย์ไปพลิกเอกสารดูภายหลังพบว่าเป็น BTO แต่อธิบายไว้เพื่อเสริมความเข้าใจ)
"ฉะนั้นผมถึงบอกว่ากฎหมายมีอยู่แล้ว กฎหมายมาตรฐานสากล และกฎหมายที่จัดการได้เร็ว แน่นอนเขาอาจจะฟ้องร้องบ้าง แต่เจ้าของเปลี่ยนมือทันที ถ้าคุณไปฟ้องศาลปกครองถึงแม้ศาลคุ้มครอง ความเป็นเจ้าของก็เปลี่ยนไปแล้ว เพราะอย่างน้อยตำแหน่งวงโคจรเปลี่ยนแล้ว และไม่มีธุรกิจดาวเทียมไหนทำงานได้ถ้าไม่มีตำแหน่งวงโคจร"
"ผมเลยไม่เข้าใจว่าทำไมเราไปพูดถึงเรื่องการซื้อ เพราะเวลาพูดถึงการซื้อก็ยังไม่ได้ตอบอีก 2 ประเด็นสำคัญ คือกฎหมายนอกจากมีแล้วไม่ใช้ แต่ไปพูดเรื่องการซื้อ ซึ่งคุณต้องตอบก่อน และยังไม่ได้ตอบเลยว่าซื้อมาทำอะไร ยังไม่มีใครพูด เพราะซื้อหมายถึงการลงทุน ซื้อเอามาให้ทหารใช้? ซื้อมาให้หน่วยงานรัฐใช้? หรือซื้อมาทำเป็นธุรกิจ"
"ถ้าซื้อมาให้ทหารใช้คุณต้องไปดัดแปลง และการดัดแปลงอุปกรณ์ภาคอวกาศ บอกเลิกกันเลย ถ้าถามว่าเป็นไปได้ไหม ก็เป็นไปได้ แต่คุณต้องอาศัยพวกกระสวยอวกาศขึ้นไป ซึ่งต้นทุนยิงใหม่คุ้มกว่า สิ่งที่คุณทำได้คือภาคพื้นดิน ดัดแปลงได้ แต่มันไม่มีประสิทธิผลเท่า เพราะดาวเทียมจารกรรมทั้งหมดอยู่ข้างบน ข้างล่างเป็นเรื่องการรับส่งเท่านั้นเอง"
"สอง เอามาให้ราชการใช้ ตอนนี้ไทยคมในสัญญาก็มีแบ่งจำนวนช่องให้ทหาร ราชการใช้อยู่แล้ว ประมาณไม่เกิน 5% ถามว่าคุณจะไปซื้อคอนโดอีก 95 ห้องเพื่อให้เกิดความสบายใจใน 5 ห้องมันคุ้มหรือ"
"สาม คุณจะเอามาเป็นธุรกิจใหม่ เป็นรัฐวิสาหกิจใหม่ แล้วรัฐวิสาหกิจเดิมที่ทำธุรกิจโทรคมนาคมเราเจริญเติบโตกำไรดีไหม ดูผลประกอบการองค์การโทรศัพท์ ถ้าตัดค่าสัมปทาน Access Charge ขาดทุนมาแล้ว 8 ปี กสท.นับวันผลประกอบการก็ต่ำทุกที และผมมั่นใจว่าถ้าเปิดเสรีโทรศัพท์ระหว่างประเทศเมื่อไหร่ผลก็จะร่วงกว่านี้อีกเยอะ ลองมีเอกชนอีก 20 เจ้าเข้ามาแข่ง ลองคิดดู ฉะนั้นก็บอกได้เลยว่ามันไม่คุ้มค่า"
"ถามว่าอย่างนั้นจะคุณซื้อมาทำไม ไม่เห็นมีใครตอบ คุณบอกว่าแค่อยากเป็นไทย แต่ถ้าเขาทำผิดกฎหมาย ผมไม่อยากใช้คำว่ายึด ยึดเหมือนเขาไม่มีความผิด แต่นี่ความผิดมันสำเร็จ คุณไม่ใช้กฎหมายที่คุณมีอยู่แล้ว และกฎหมายนี้แก้ต้นตอด้วย เพราะทำไม่ได้อีก ถ้าบังคับอย่างนี้ทุกคนรู้ เราไม่ได้ห้ามเปลี่ยนมือแต่ต้องขออนุญาตก่อน"
"อย่างนักการเมืองคนหนึ่งเป็นคนเสนอแนวคิดให้ซื้อตั้งแต่ต้นๆ ด้วยซ้ำ บอกว่าธุรกิจนี้ทำแล้วมีกำไร ผมอยากให้ท่านซื้อเลย ไปรวบรวมเงินสมัครพรรคพวกส่วนตัว ไม่ได้เอาเงินประชาชนนะ เพราะเวลาคุณเอาเงินประชาชน เป็นกระแสที่คุณโหมความรักชาติมันไม่ยาก เงิน 10 บาท 20 บาท 60 ล้านคนก็เยอะแล้ว แต่เวลาเจ๊งล่ะ พอเหตุการณ์ผ่านไปแล้วไม่เกี่ยว ใช้ไม่ได้"
เหมือนบางจากของคนไทย เจ๊ง
"อย่าไปใช้ความรู้สึกอันนั้น ทุกวันนี้เราหลงประเด็น เราไปไล่มาตรา 8 ผมบอกเลยว่าผิด จำกรณีแอร์เอเชียได้ไหม พอเปลี่ยนปั๊บกระทรวงคมนาคมบอกว่าผิด อีกอาทิตย์ต่อมาถูกเลย ทำไง เขาก็ใส่ชื่อคนไทยเข้าไป so what? คุณไม่ได้แก้ปัญหาต้นตอ นี่เราบอกสัญญาต้องขออนุญาต ถ้าไปใช้มาตรา 30 เรื่องความมั่นคงคุณต้องพิสูจน์ให้ได้ ป่านนี้ก็ยังไม่มีการพิสูจน์ แต่มาตรา 54 ที่ความผิดสำเร็จ เกิดแล้ว ไม่ทำ ไม่มาไล่เบี้ย กทช. ปล่อยให้กทช.ถอดเกียร์ออก และเราก็ไปทำเรื่องซื้อ ไปทำเรื่องหุ้น มัน so what? คุณกำลังทำให้หุ้นเขามีราคาขึ้นหรือเปล่า ทั้งๆ ที่เขาตกทุกวัน และสมมติคุณมีเหตุผลว่าคุ้มค่าในการซื้อจริง คุณดำเนินไปเลยมาตรการตามกฎหมาย ถ้าคุณจะซื้อจริงๆ มันถูกมาก มันไม่ใช่วิธีนี้ ฉะนั้นผมเลยไม่เข้าใจว่านักการเมืองกำลังทำอะไรกันอยู่"
ดาวเทียมสื่อเสรี?
อานุภาพบอกว่าวิธีการใช้กฎหมายของเขาไม่เหมือนกับการยึดคืน
"เราพูดยึดคืนเหมือนไม่มีความผิด ผมอยากให้เราทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย ไม่อยากให้ละเว้น"
แล้วถ้าได้มาจะทำอย่างไรต่อ ใครจะบริหาร
"ได้กลับมาปั๊บ อันแรกสุดเราไม่ได้เอาเงินไปซื้อนะครับ มันเป็นความผิดที่เกิดขึ้น และกฎหมายรองรับ ผมอยากจะเอาดาวเทียมนี้ที่มีหลายดวง เป็นส่วนหนึ่งของการเปิดเสรีสื่อ ทุกวันนี้ทีวีมีจำกัดคนอยากทำรายการก็ต้องไปวิ่งช่องสีเทา ถ้ามีโครงการนี้เราไม่ต้องมีเนชั่นที่ต้องไปวิ่งอ้อมไต้หวัน ไม่ต้องมี ASTV ที่ต้องหลบเลี่ยง ที่จริงมีมากกว่านี้อีก MTV T CHANEL ทีวีดาวเทียมเยอะมากที่ใช้วิธีนี้ ทำไมต้องเอาเงินไปให้ต่างชาติ คุณก็ขึ้นจากเมืองไทยลงเมืองไทยสิ เพราะเราทำได้อีก 100 ช่อง ด้วยดาวเทียมที่เรามีอยู่ และนี่เป็นส่วนหนึ่งของการเปิดสื่อเสรี ผมไม่อยากให้เราเอาธุรกิจไปผูกขาดและให้คนใดคนหนึ่งรวย ประชาชนก็จะมีทางเลือกมาขึ้น พอมี 50-60 ช่อง คนก็จะดูช่องที่เขาชอบ ถ้าคุณไม่เปิดสื่อเสรีเราก็จะเกิดไอทีวีใหม่ มันมีจำกัดก็ประมูลสูง พอธุรกิจไปไม่ได้ก็มาปรับเนื้อหา มันก็ผิดสัญญา ก็กลับมาอีกรอบ สังคมไม่ได้ประโยชน์"
แล้วส่วนที่เขาทำธุรกิจอยู่ล่ะ เขาบอกว่าให้มีบริษัทมาบริหารได้
"ปกติการทำสัญญาดาวเทียมมักไม่ทำระยะยาว คนขายอยากขายตลอดอายุดาวเทียม แต่คนซื้ออยากซื้อระยะสั้น เพราะมันมีความเสี่ยงที่ดาวเทียมจะเสีย สัญญาส่วนใหญ่ก็จะอยู่กลางๆ ประมาณ 3 ปี ถ้าคุณซื้อปีเดียวแล้วเกิดปีที่ 2 เขาไปขายคนอื่นแล้วคุณไม่มีใช้ก็เหนื่อย พอมีใครจะยิงดวงใหม่ยังมีเวลาไปจ่อ transponder ซึ่งในส่วนนี้ผมคิดว่าเราต้องให้บริการเขาต่อไป แต่ปล่อยให้มีการแข่งขันเสรี ให้มีบริษัทมาบริหารดาวเทียมพวกนี้ แต่สิ่งที่รัฐต้องกำกับคือเอาบทเรียนครั้งนี้ถือเป็นโอกาสเปิดสื่อเสรี"
อธิบายให้ฟังว่าสัญญาสัมปทานที่ชินแซททำกับกระทรวงคมนาคม ซึ่งปัจจุบันโอนมากระทรวงไอซีที เป็นสัมปทานสิทธิในการใช้ตำแหน่งวงโคจร ปัจจุบันมีดาวเทียม 5 ดวง คือไทยคม 1,2,3 ไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) และไทยคม 5 ซึ่งยิงขึ้นไปแทนดาวเทียมไทยคม 3 ที่เสีย
ไทยคม 1 และ 2 อีกไม่นานจะหมดอายุ เนื่องจากหมดเชื้อเพลิง ซึ่งถ้าเชื้อเพลิงใกล้หมดเมื่อไหร่ก็จะเอาเชื้อเพลิงส่วนที่เหลือยิงออกนอกโลก ส่วนดวงที่ 3 พลังงานยังไม่หมด แต่ถูกคลื่นแม่เหล็กจากดวงอาทิตย์ทำให้อุปกรณ์เสียหาย จึงต้องยิงดวงที่ 5 ขึ้นไปแทน และหลังจากนี้ก็จะต้องยิงดาวเทียมดวงที่ 6 และ 7 ขึ้นไปทดแทนดวงที่ 1 และ 2
สัญญาสัมปทานนี้ไม่ได้กำหนดว่าจะมีดาวเทียมได้กี่ดวง เป็นเรื่องที่แล้วแต่เทคโนโลยีจะเอื้ออำนวย จึงเห็นได้ว่าจากตอนแรกๆที่มีแค่ 1-2 ก็เพิ่มเป็น 3-4-5 ตามลำดับ
ดาวเทียมไทยคม 1-2-3 และ 5 เป็นดาวเทียมแบบ Broadcasting ดาวเทียมเพื่อการแพร่ภาพเป็นหลัก มีแต่ไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมเพื่อโทรคมนาคมหรือดาวเทียมเพื่อใช้ในการสื่อสารเป็นหลัก
ซึ่งตอนที่ส่งขึ้นไปก็เป็นที่ฮือฮามาก
"คุณคงได้ข่าวเขาบอกว่าดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมโทรคมนาคมดวงแรกและดวงใหญ่ที่สุดในโลก จริงไหม ตอบว่าจริง แสดงว่าประเทศไทยก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากเลย อเมริกาก็สู้เราไม่ได้ ญี่ปุ่นก็สู้เราไม่ได้ ไม่มีใครสู้เราได้หมด เพราะไทยเราเก่งมาก ยิงเป็นดวงแรกและดวงเดียวของโลก เพราะอะไรรู้ไหม"
"ไม่มีใครเขาทำ (หัวเราะ) คือแนวคิดการยิงดาวเทียมโทรคมนาคมเกิดในช่วงอินเตอร์เน็ตบูม ทุกคนก็พยายามยิงดาวเทียมเพราะการลากสายไฟเบอร์มันช้า ยิงดาวเทียมเร็วกว่า ก็เกิดทั้งโครงการอีริเดียม โครงการไอเพิล โครงการอิลิปโซ จริงๆ ชินวัตรเกาะหลังเขามาด้วยซ้ำไป แต่ว่าเกาะมาในช่วงที่เขาลง ตัวเองลงทุนไปแล้ว โครงการพวกนี้เดี๋ยวนี้เจ๊งทุกโครงการ แม้แต่โครงการอีลิเดียมที่ใหญ่ที่สุดขณะนี้ก็อยู่ได้ด้วยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ทีนี้พอเขาลงหมดแล้วตัวเองค้างเติ่งก็ต้องมีทางเลือกว่าจะเลิกหรือไม่เลิก แต่คุณทักษิณไม่คิดจะเลิก เพราะคิดว่ามีโอกาสที่ทำธุรกิจได้ พอเข้าสู่ภาวะการขาย ถ้าจำได้จะเห็นว่าเขาเลื่อนการยิง 3 ครั้ง ในการทำธุรกิจดาวเทียมการตลาดต้องจบก่อนยิง คือขายหมดก่อนยิงนี่สุดยอด ถ้าไม่จบก่อนยิงต้องมั่นใจว่ายิงแล้วมีโอกาสคุ้มทุนหรือคืนทุน เพราะเมื่อคุณยิงไปแล้วจะไม่มีโอกาสแก้ไขใดๆ อีกเลย ไอพีสตาร์ขายได้เพราะอะไร ขายได้บนพื้นฐานเอฟทีเอ เอาเอฟทีเอไปแลกกับอินเดีย แลกกับออสเตรเลีย แลกกับจีน ส่วนพม่าเอาเงินกู้ไปแลกมา ส่วน sector ในประเทศง่ายมาก บังคับองค์การโทรศัพท์ซื้อ และก็เพื่อนพ้องบริษัทโทรคมนาคมในไทย แต่เชื่อผมเถอะเพื่อนพ้องไม่ทำการกุศลหรอก ทำไมเพื่อนพ้องซื้อ เพราะเอาพวก school net เอาพวกอบต. ผูกเข้าไป พวกนี้ต้องไปใช้ดาวเทียม มันถึงขายหมดไง ถึงบอกได้ว่าเป็นดวงเดียวเพราะไม่มีชาวบ้านเขาทำ"
แล้วตามสัญญาสัมปทานที่ว่าจะไม่ให้เขายิงดวงที่ 6 ทำได้ไหม
"ไม่ได้ ยกเว้นต้องไปพบว่าเขาผิดอะไรสักอย่าง ถ้าเขาไม่ผิดเขายิงได้อยู่แล้ว เพราะว่ารัฐให้สิทธิในการใช้ตำแหน่งวงโคจร ไม่ได้พูดถึงมีดาวเทียมได้กี่ดวง ในสัญญาไม่ได้พูดถึง"