ฟังข่าวตอนเที่ยง แล้วน้ำตาไหลครับ
- น้ำครึ่งแก้ว
- Verified User
- โพสต์: 1098
- ผู้ติดตาม: 0
ฟังข่าวตอนเที่ยง แล้วน้ำตาไหลครับ
โพสต์ที่ 1
http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.a ... 0000126174
อยากให้คนไทยรักกันมากๆ พวกเราผ่านอะไรมาหลายๆอย่าง
ในช่วงปี สองปีนี้ เป็นอะไรที่หนักมากๆกับคนไทยทุกคน แต่
อยากให้ทุกคนอย่าท้อถอย ชีวิตคนมันสั้น เกิดมาต้องทำประโยชน์
แก่ตนเอง ผู้อื่น ประเทศชาติ และพระผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย
อยากให้คนไทยรักกันมากๆ พวกเราผ่านอะไรมาหลายๆอย่าง
ในช่วงปี สองปีนี้ เป็นอะไรที่หนักมากๆกับคนไทยทุกคน แต่
อยากให้ทุกคนอย่าท้อถอย ชีวิตคนมันสั้น เกิดมาต้องทำประโยชน์
แก่ตนเอง ผู้อื่น ประเทศชาติ และพระผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย
" ชีวิตไม่เคยขาดความหวาน "
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 9795
- ผู้ติดตาม: 0
-
- Verified User
- โพสต์: 73
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องเล่าหลังงานฉลอง
โพสต์ที่ 3
คณะของ สวาซิเลนด์ ทำเอาชาวบ้านหัวใจเกือบวายด้วยการประกอบพิธีโดยคุณ"Spiritualist" ในคณะ เมื่อคราวเสด็จ ฯ พระที่นั่นอนันตฯ ตอนที่คณะจะเสด็จกลับ คุณ "Spiritualist" ซึ่งได้รับเชิญให้มากับกษัตริย์สวาซิแลนด์คนนี้ก็เดินกลับมาหาในหลวงแล้วตะโกนเสียงดังมาก ท่าทางขึงขังราวกับจะเข้ามาทำร้าย แล้วก็เดินจากไป ขณะที่พระองค์ท่านพระพักตร์นิ่งมาก ๆ ส่วนทุกคนในที่นั้นหน้าซีดเผือด คืนนั้นทหารของวังก็มาที่โรงแรมทันที เล่นเอานายตำรวจเกียรติยศของเราที่เป็นราชองค์รักษ์ให้กับคณะถึงกับลมใส่ แต่ปรากฎว่าไม่มีอะไรค่ะ ในวังสั่งให้มาสอบถามฝ่ายสวาซิแลนด์ว่าคุณหมอผีแกพูดว่าอะไร และท่าทางในขณะนั้นมีความหมายว่าอย่างไร คำตอบน่ารักมาก เค้าบอกว่านั่นคือพิธีถวายพระพรพระเจ้าอยู่หัว แต่เสียดายมากที่ไม่สามารถทำได้อย่าง"ครบเครื่อง" เพราะตามปกติต้องมีชุดประจำชาติ(ซึ่งจะมีหอกและไม้เท้า) แต่โดยที่เราไม่อนุญาตให้พกอาวุธ (ยกเว้นเป็นเครื่องแต่งกายปกติของกษัตริย์ อาทิ ชุดของ King คูเวต และมาเลเซียซึ่งเหน็บกริชด้วย) จึงไม่สามารถทำได้อย่างครบถ้วนถูกต้อง แล้วก็ขอโทษมาด้วย คนที่ได้ยินเลยอมยิ้มไปตาม ๆ กัน
(ยังมีต่อ) ไม่ทราบว่าเคยมีใครอ่านแล้วหรือเปล่า มีเพื่อน E-mail มาให้เห็นว่าน่ารักดีก็เลยนำมาให้อ่านกัน

-
- Verified User
- โพสต์: 73
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องเล่าหลังงานฉลอง2
โพสต์ที่ 4
สมเด็จพระบรมนาถสีหมุนี วันเสด็จไปกองทัพเรื่อนั้น ประชาชนมารอรับเสด็จกันเนืองแน่น พระองค์ท่านโบกพระหัตถ์อยู่ในรถ จนคุณตำรวจเกียรติยศทูลถามว่า ทรงประสงค์จะให้เอากระจกลงหรือไม่ ตอนแรกพระองค์ท่านทรงปฎิเสธ แต่ในที่สุดเมื่อทอดพระเนตรเห็นฝูงชนที่บีบเข้ามาเรื่อย ๆรถก็เคลื่อนไปได้ช้า จึงรับสั่งให้เอากระจกลง พอชาวบ้านเห็นก็ตะโกนกันใหญ่ว่า ทรงพระเจริญ พระองค์ท่านแย้มสรวลให้จนมีเสียงผู้หญิงคนหนึ่งตะโกนฝ่ามาจากฝูงชนว่า "ทรงหล่อมาก ๆ"คราวนี้พระองค์ท่านแย้มพระสรวลไม่หุบเลย
-
- Verified User
- โพสต์: 73
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องเล่าหลังงานฉลอง3
โพสต์ที่ 5
บรูไนกับมาเลเซีย
คืนวันที่ 12 ราว ๆ 2 ยามเห็นจะได้ เจ้าหน้าที่สถานทูตบรูไน 3 คน มาที่โรงแรม Shangri-la และได้ขอพบเลซอง(liaison เจ้าหน้าที่ประสานงานให้กับคณะของพระราชอาคันตุกะ)มาเลเซีย แล้วก็บอกว่าควีนบรูไน มีของมาถวายองค์รายา ประไหมสุหรี อากง(ควีนมาเลเซีย) ต้องถวายให้ได้ในคืนนั้น ของนั้นเป็นถุงกระดาษสีน้ำตาลเล็ก ๆ มี scotch tape พัน ๆ อยู่ ดูแล้วไม่เรียบร้อยเลยแม้แต่น้อย แต่เจ้าหน้าที่บรูไนมีเอกสารมาให้เซ็นต์รับเป็นอย่างดี และยืนยันต้องถวายให้ได้ โชคดีว่าขณะนั้น ทรงประทับเสวยพระกระยาหารมื้อดึกอยู่ ยังไม่เข้าบรรทม ราชเลขาธิการมาเลเซียจึงได้นำของดังกล่าวเข้าไปถวายโดยใส่พาน แต่มิได้แกะห่อ จึงทรงรับสั่งให้แกะห่อออกดู
ทายซิว่าของในห่อทีดูไร้ค่ามาก ๆ คืออะไร?
มันคือ เครื่องเพชรค่ะ เครื่องเพชรอันใหญ่เบ้ง ประกอบด้วย พัชราวลัย (สร้อยคอ) กุณฑล(ต่างหู) และกำไลข้อพระกรอีก 1 คู่ (ปาดเหงื่อ 1 ที) งานนี้เลซองเกือบซวยค่ะ เธอสารภาพว่า คิดว่าจะแอบเอาไปโยนทิ้งอยู่แล้ว เพราะสภาพของห่อดีกว่าห่อขนมไข่หงส์นิดเดียว
คืนวันที่ 12 ราว ๆ 2 ยามเห็นจะได้ เจ้าหน้าที่สถานทูตบรูไน 3 คน มาที่โรงแรม Shangri-la และได้ขอพบเลซอง(liaison เจ้าหน้าที่ประสานงานให้กับคณะของพระราชอาคันตุกะ)มาเลเซีย แล้วก็บอกว่าควีนบรูไน มีของมาถวายองค์รายา ประไหมสุหรี อากง(ควีนมาเลเซีย) ต้องถวายให้ได้ในคืนนั้น ของนั้นเป็นถุงกระดาษสีน้ำตาลเล็ก ๆ มี scotch tape พัน ๆ อยู่ ดูแล้วไม่เรียบร้อยเลยแม้แต่น้อย แต่เจ้าหน้าที่บรูไนมีเอกสารมาให้เซ็นต์รับเป็นอย่างดี และยืนยันต้องถวายให้ได้ โชคดีว่าขณะนั้น ทรงประทับเสวยพระกระยาหารมื้อดึกอยู่ ยังไม่เข้าบรรทม ราชเลขาธิการมาเลเซียจึงได้นำของดังกล่าวเข้าไปถวายโดยใส่พาน แต่มิได้แกะห่อ จึงทรงรับสั่งให้แกะห่อออกดู
ทายซิว่าของในห่อทีดูไร้ค่ามาก ๆ คืออะไร?
มันคือ เครื่องเพชรค่ะ เครื่องเพชรอันใหญ่เบ้ง ประกอบด้วย พัชราวลัย (สร้อยคอ) กุณฑล(ต่างหู) และกำไลข้อพระกรอีก 1 คู่ (ปาดเหงื่อ 1 ที) งานนี้เลซองเกือบซวยค่ะ เธอสารภาพว่า คิดว่าจะแอบเอาไปโยนทิ้งอยู่แล้ว เพราะสภาพของห่อดีกว่าห่อขนมไข่หงส์นิดเดียว

-
- Verified User
- โพสต์: 73
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องเล่าหลังงานฉลอง4
โพสต์ที่ 6
Speech ประวัติศาสตร์ที่จับใจคนทั้งโลกขององค์สุลต่านบรูไน
ก่อนหน้านั้นเพียงวันเดียว ท่านได้ทรงขอข้อมูลจากฝ่ายไทยเกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเตรียมการยกร่าง และคำถามที่ถามกันมากเหลือเกินว่าใครคือผู้ยกร่าง ผู้ร่างก็คือ องค์สุลต่านนั่นเองค่ะ ยืนยันจากเจ้าหน้าที่โต๊ะกระทรวงการต่างประเทศที่นั่งทำงานอยู่ข้าง ๆ ดิฉันเนี่ยะแหละ เพราะเธอเป็นคนให้ข้อมูลกับท่านไปเองค่ะ และท่านทรงยกร่างเองและรัฐมนตรีต่างประเทศเพียงเตรียมเป็นประเด็นสั้น ๆ (pointers) ให้ทราบว่าทรงปลาบปลื้มพระทัยยิ่งกับความเอาพระทัยใส่ของในหลวงของเราที่ทรงรับสั่งแสดงความยินดีกับองค์สุลต่านที่พระชายาชาวมาเลเซียมีประสูติกาลพระโอรสเพียง 1 สัปดาห์ก่อนเสด็จมาประเทศไทย อยากจะบอกว่าภาษาอังกฤษที่ทรงใช้นั้นไม่มีอะไรที่ซับซ้อนเลย เป็นภาษาที่แสนจะง่าย ธรรมดาสามัญ แต่เมื่อประกอบกันขึ้นเป็น speech แล้ว กลับซาบซึ้งกินใจเป็นยิ่ง
ก่อนหน้านั้นเพียงวันเดียว ท่านได้ทรงขอข้อมูลจากฝ่ายไทยเกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเตรียมการยกร่าง และคำถามที่ถามกันมากเหลือเกินว่าใครคือผู้ยกร่าง ผู้ร่างก็คือ องค์สุลต่านนั่นเองค่ะ ยืนยันจากเจ้าหน้าที่โต๊ะกระทรวงการต่างประเทศที่นั่งทำงานอยู่ข้าง ๆ ดิฉันเนี่ยะแหละ เพราะเธอเป็นคนให้ข้อมูลกับท่านไปเองค่ะ และท่านทรงยกร่างเองและรัฐมนตรีต่างประเทศเพียงเตรียมเป็นประเด็นสั้น ๆ (pointers) ให้ทราบว่าทรงปลาบปลื้มพระทัยยิ่งกับความเอาพระทัยใส่ของในหลวงของเราที่ทรงรับสั่งแสดงความยินดีกับองค์สุลต่านที่พระชายาชาวมาเลเซียมีประสูติกาลพระโอรสเพียง 1 สัปดาห์ก่อนเสด็จมาประเทศไทย อยากจะบอกว่าภาษาอังกฤษที่ทรงใช้นั้นไม่มีอะไรที่ซับซ้อนเลย เป็นภาษาที่แสนจะง่าย ธรรมดาสามัญ แต่เมื่อประกอบกันขึ้นเป็น speech แล้ว กลับซาบซึ้งกินใจเป็นยิ่ง

- น้ำครึ่งแก้ว
- Verified User
- โพสต์: 1098
- ผู้ติดตาม: 0
ฟังข่าวตอนเที่ยง แล้วน้ำตาไหลครับ
โพสต์ที่ 7
ลืมไปครับ ต้องขอบคุณ ชาวอยุธยา ในหลายๆพื้นที่ ที่ยอมให้ทดน้ำเข้า
นาของตัว ตามแนวพระราชดำรัสของในหลวง เพื่อช่วยบรรเทาปัญหา
น้ำท่วมให้ชาวกรุงเทพฯ
ขอแสดงความขอบคุณจากใจ ชาวกรุงเทพฯ คนหนึ่ง
นาของตัว ตามแนวพระราชดำรัสของในหลวง เพื่อช่วยบรรเทาปัญหา
น้ำท่วมให้ชาวกรุงเทพฯ
ขอแสดงความขอบคุณจากใจ ชาวกรุงเทพฯ คนหนึ่ง
" ชีวิตไม่เคยขาดความหวาน "
-
- Verified User
- โพสต์: 73
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องเล่าหลังงานฉลอง 5
โพสต์ที่ 8
พ.ต.ท.เชิดชาย ชมธวัช วัย 64 ปี นายตำรวจเกษียณราชการ ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ได้รับพระราชทานวโรกาสให้เข้าเฝ้าพระประมุขแห่งญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด
คุณลุงเล่าย้อนเวลาเมื่อ 12 ปีที่ผ่านมา เมื่อครั้งที่ยังรับราชการในตำแหน่งรอง ผกก.หน.สภ.อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน ได้พบว่าในพื้นที่ อ.ขุนยวม มีข้าวของเครื่องใช้ของทหารญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกหลงเหลืออยู่กระจัดกระจายเป็นจำนวนมาก เลยมีความคิดที่จะรวบรวมสิ่งที่หลงเหลือจากประวัติศาสตร์รวมกันไว้ เพื่อเป็นแหล่งความรู้ให้กับคนรุ่นหลัง จึงเริ่มสะสมและเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นนับแต่นั้นมา
คุณลุงได้รับหนังสือเชิญจากสถานทูตญี่ปุ่นเชิญตัวคุณลุงและภรรยาเข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตและสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโก๊ะ ในวันที่ 13 มิย. โดยข้อความทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษและเขียนชื่อคุณลุงเป็นภาษาไทย และเจ้าหน้าที่ก็ได้มอบภาพถ่ายของทั้งสองพระองค์ให้กับคุณลุงด้วย เจ้าหน้าที่ได้จัดลำดับให้คุณลุงเข้าเฝ้าเป็นลำดับที่ 3 จากผู้มีโอกาสเข้าเฝ้ากว่า 40 คน เมื่อได้เข้าเฝ้าพระจักรพรรดิอากิฮิโตได้สัมผัสมือกับคุณลุงและตรัสผ่านล่ามว่ารู้สึกขอบคุณและขออภัยที่ทำให้ต้องเดินทางมาไกล และตรัสว่าในนามของประชาชนชาวญี่ปุ่นและในนามของประมุขของประเทศญี่ปุ่น ขอขอบคุณที่ได้จัดสร้างพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวขึ้นมาและฝากความระลึกถึงชาวบ้าน3 คนที่ไม่มีโอกาสเดินทางมาด้วย ซึ่งในการพูดคุยพระองค์ทรงมีอัธยาศัยอย่างไมตรีและไม่ถือตัวสร้างความปิติให้กับคุณลุงและภรรยาอย่างที่สุด
โดยการเข้าเฝ้าในวันที่ 13 มิย.ที่ผ่านมา สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตได้พระราชทานจอกเงินที่มี่ตราราชวงศ์ญี่ปุ่นประทับอยู่ ให้กับคุณลุงและภรรยาด้วยคุณลุงเชิดชายยังบอกด้วยว่า พิพิธภัณฑ์สงครามโลกมีความสำคัญกับชาวญี่ปุ่นและคนไทยที่ฝ่าฟันประวัติศาสตร์ร่วมกัน โดยเฉพาะเส้นทางเดินทัพที่พาดผ่าน อ.ขุนยวม เรียกกันว่าเป็น "เส้นทางโครงกระดูก" โดยในขณะนั้นทหารฝ่ายพันธมิตรได้ปิดล้อมกองทหารญี่ปุ่นตั้งแต่เมืองโอคิมาของอินเดียตอนใต้ไล่ลงมาอิรวดีของพม่าและเข้าสู่ภาคเหนือของไทยที่ อ.ขุนยวม ซึ่งยุทธการปิดล้อมครั้งนั้นได้ทำให้ทหารญี่ปุ่นต้องเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก และเนื่องในปีนี้เป็นปีมงคล คุณลุงจึงตั้งใจถวายพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ให้เป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระจักรพรรดิอากิฮิโตแห่งญี่ปุ่น คุณลุงปฎิญาณว่าจะตั้งใจดำเนินการสะสมสิ่งของในอดีตรวมทั้งเป็นแห่งความรู้ให้กับผู้สนใจศึกษาต่อไปด้วย
คุณลุงเล่าย้อนเวลาเมื่อ 12 ปีที่ผ่านมา เมื่อครั้งที่ยังรับราชการในตำแหน่งรอง ผกก.หน.สภ.อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน ได้พบว่าในพื้นที่ อ.ขุนยวม มีข้าวของเครื่องใช้ของทหารญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกหลงเหลืออยู่กระจัดกระจายเป็นจำนวนมาก เลยมีความคิดที่จะรวบรวมสิ่งที่หลงเหลือจากประวัติศาสตร์รวมกันไว้ เพื่อเป็นแหล่งความรู้ให้กับคนรุ่นหลัง จึงเริ่มสะสมและเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นนับแต่นั้นมา
คุณลุงได้รับหนังสือเชิญจากสถานทูตญี่ปุ่นเชิญตัวคุณลุงและภรรยาเข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตและสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโก๊ะ ในวันที่ 13 มิย. โดยข้อความทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษและเขียนชื่อคุณลุงเป็นภาษาไทย และเจ้าหน้าที่ก็ได้มอบภาพถ่ายของทั้งสองพระองค์ให้กับคุณลุงด้วย เจ้าหน้าที่ได้จัดลำดับให้คุณลุงเข้าเฝ้าเป็นลำดับที่ 3 จากผู้มีโอกาสเข้าเฝ้ากว่า 40 คน เมื่อได้เข้าเฝ้าพระจักรพรรดิอากิฮิโตได้สัมผัสมือกับคุณลุงและตรัสผ่านล่ามว่ารู้สึกขอบคุณและขออภัยที่ทำให้ต้องเดินทางมาไกล และตรัสว่าในนามของประชาชนชาวญี่ปุ่นและในนามของประมุขของประเทศญี่ปุ่น ขอขอบคุณที่ได้จัดสร้างพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวขึ้นมาและฝากความระลึกถึงชาวบ้าน3 คนที่ไม่มีโอกาสเดินทางมาด้วย ซึ่งในการพูดคุยพระองค์ทรงมีอัธยาศัยอย่างไมตรีและไม่ถือตัวสร้างความปิติให้กับคุณลุงและภรรยาอย่างที่สุด
โดยการเข้าเฝ้าในวันที่ 13 มิย.ที่ผ่านมา สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตได้พระราชทานจอกเงินที่มี่ตราราชวงศ์ญี่ปุ่นประทับอยู่ ให้กับคุณลุงและภรรยาด้วยคุณลุงเชิดชายยังบอกด้วยว่า พิพิธภัณฑ์สงครามโลกมีความสำคัญกับชาวญี่ปุ่นและคนไทยที่ฝ่าฟันประวัติศาสตร์ร่วมกัน โดยเฉพาะเส้นทางเดินทัพที่พาดผ่าน อ.ขุนยวม เรียกกันว่าเป็น "เส้นทางโครงกระดูก" โดยในขณะนั้นทหารฝ่ายพันธมิตรได้ปิดล้อมกองทหารญี่ปุ่นตั้งแต่เมืองโอคิมาของอินเดียตอนใต้ไล่ลงมาอิรวดีของพม่าและเข้าสู่ภาคเหนือของไทยที่ อ.ขุนยวม ซึ่งยุทธการปิดล้อมครั้งนั้นได้ทำให้ทหารญี่ปุ่นต้องเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก และเนื่องในปีนี้เป็นปีมงคล คุณลุงจึงตั้งใจถวายพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ให้เป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระจักรพรรดิอากิฮิโตแห่งญี่ปุ่น คุณลุงปฎิญาณว่าจะตั้งใจดำเนินการสะสมสิ่งของในอดีตรวมทั้งเป็นแห่งความรู้ให้กับผู้สนใจศึกษาต่อไปด้วย

-
- Verified User
- โพสต์: 73
- ผู้ติดตาม: 0
เรื่องเล่าหลังงานฉลอง(ส่งท้าย)
โพสต์ที่ 9
แม่ค้าผลไม้ที่เจ้าชายแห่งลักเซมเบิร์ก ได้เสด็จเยี่ยมชมตลาดและทรงลองเสวยทุเรียน
ซึ่งคุณแม่ค้าสาว 2 พี่น้องเจ้าของร้าน"นันท์-น้อย" เล่าถึงความประทับใจและระทึกใจต่อเจ้าชายหนุ่มว่า
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะที่กำลังขายผลไม้อยู่หน้าร้าน ปรากฎว่าบริเวณหน้าตลาด อตก.มีผู้คนคึกคักผิดปกติ
เลยรู้ว่ารอชมพระบารมีของเจ้าชาย คุณแม่ค้าและน้องสาวก็ตื่นเต้นดีใจที่มีพระราชอาคันตุกะเสด็จมาชมตลาด(ขอแทรกค่ะ)แถมการเสด็จครั้งนี้ ท่านทรงพระดำเนินมาตั้งแต่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสมายังตลาด คิดดูว่าทั้งร้อนทั้งไกลขนาดไหน
คุณแม่ค้าเล่าอย่างเห็นภาพว่า มาถึงพระองค์ทรงหยุดมองทุเรียนที่วางขายอยู่หน้าร้าน ซึ่งดิฉันก็บอกกับล่ามของพระองค์ว่า สามารถชิมได้ พระองค์มีท่าทีสนพระทัยและยิ้มแย้มที่ได้เห็นทุเรียน แต่ทางผู้ติดตามบอกว่าพระองค์ไม่สามารถชิมได้เพราะเกรงว่าจะท้องเสีย แต่พอล่ามได้บอกกับพระองค์ว่าแม่ค้าอยากให้ชิม พระองค์จึงตรัสว่าจะลองชิม แล้วผู้ติดตามก็ได้ให้ดิฉันเช็ดมีดให้สะอาด แล้วเอาไม้มาให้พระองค์จิ้มเสวย แต่ปรากฎว่าพระองค์ทรงใช้มือหยิบเสวย พร้อมชมว่าอร่อยมาก ๆ
คุณแม่ค้าเล่ามาถึงตรงนี้ก็ยิ้มปลื้มก่อนจะบอกว่า เสวยทุเรียนเสร็จ ดิฉันก็ถวายมังคุดให้เสวยต่อ ซึ่งพระองค์ก็ชอบมากอีกเช่นกัน ดิฉันเลยบอกผู้ติดตามว่าจะขอถวายผลไม้ให้ได้ไหม แต่ทางผู้ติดตามบอกว่าจะขอซื้อ เพราะถ้าถวายกลัวแม่ค้าขาดทุน เพราะต้องซื้อเป็นจำนวนมากเท่านั้นแหละเธอถึงยอมใจอ่อน ตัดใจขายทุเรียนให้พระองค์ท่านไป 4 กิโล หนึ่งพันบาท แล้วก็แถมผลไม้อย่างอื่นให้ด้วย
คุณพี่แม่ค้าเล่าตอนนี้อย่างปลื้มสุด ๆ อีกว่า พระองค์ถามดิฉันว่า ทำไมต้องให้ฟรี ดิฉันบอกว่าพระองค์เป็นแขกของในหลวงพระเจ้าแผ่นดินที่ดิฉันเคารพรักมาก เมื่อพระองค์มาเยือนประเทศไทยมาเป็นแขกของพระเจ้าแผ่นดิน ดิฉันก็ต้องต้อนรับให้ดีที่สุดเช่นกัน พอล่ามแปลให้ฟัง พระองค์ท่านก็ทรงยิ้มแย้ม
หลังจากวันนั้นคุณพี่แม่ค้าก็มีเหตุระทึกใจเกิดขึ้น เพราะวันถัดมา จู่ ๆ ก็มีโทรศัพท์ของบุคคลผู้ไม่คุ้นเคย โทรมาหาบอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่สายสืบ สน.บางซื่อ พอรู้เท่านั้นแหละ คุณพี่แม่ค้าต๊กกะใจ นึกว่าพูดอะไรออกไป
แต่ปรากฎว่าคุณพี่ตำรวจนายนั้น โทรมาบอกว่า คืนนั้นเจ้าชายทรงบรรทมไม่หลับเพราะยังคิดและประทับใจในคำพูดที่ดิฉันมีต่อพระเจ้าแผ่นดินและปลื้มใจที่มีประชาชนชาวไทยรักในหลวงมากมายขนาดนี้
......โอย
ซึ่งคุณแม่ค้าสาว 2 พี่น้องเจ้าของร้าน"นันท์-น้อย" เล่าถึงความประทับใจและระทึกใจต่อเจ้าชายหนุ่มว่า
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะที่กำลังขายผลไม้อยู่หน้าร้าน ปรากฎว่าบริเวณหน้าตลาด อตก.มีผู้คนคึกคักผิดปกติ
เลยรู้ว่ารอชมพระบารมีของเจ้าชาย คุณแม่ค้าและน้องสาวก็ตื่นเต้นดีใจที่มีพระราชอาคันตุกะเสด็จมาชมตลาด(ขอแทรกค่ะ)แถมการเสด็จครั้งนี้ ท่านทรงพระดำเนินมาตั้งแต่สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสมายังตลาด คิดดูว่าทั้งร้อนทั้งไกลขนาดไหน
คุณแม่ค้าเล่าอย่างเห็นภาพว่า มาถึงพระองค์ทรงหยุดมองทุเรียนที่วางขายอยู่หน้าร้าน ซึ่งดิฉันก็บอกกับล่ามของพระองค์ว่า สามารถชิมได้ พระองค์มีท่าทีสนพระทัยและยิ้มแย้มที่ได้เห็นทุเรียน แต่ทางผู้ติดตามบอกว่าพระองค์ไม่สามารถชิมได้เพราะเกรงว่าจะท้องเสีย แต่พอล่ามได้บอกกับพระองค์ว่าแม่ค้าอยากให้ชิม พระองค์จึงตรัสว่าจะลองชิม แล้วผู้ติดตามก็ได้ให้ดิฉันเช็ดมีดให้สะอาด แล้วเอาไม้มาให้พระองค์จิ้มเสวย แต่ปรากฎว่าพระองค์ทรงใช้มือหยิบเสวย พร้อมชมว่าอร่อยมาก ๆ
คุณแม่ค้าเล่ามาถึงตรงนี้ก็ยิ้มปลื้มก่อนจะบอกว่า เสวยทุเรียนเสร็จ ดิฉันก็ถวายมังคุดให้เสวยต่อ ซึ่งพระองค์ก็ชอบมากอีกเช่นกัน ดิฉันเลยบอกผู้ติดตามว่าจะขอถวายผลไม้ให้ได้ไหม แต่ทางผู้ติดตามบอกว่าจะขอซื้อ เพราะถ้าถวายกลัวแม่ค้าขาดทุน เพราะต้องซื้อเป็นจำนวนมากเท่านั้นแหละเธอถึงยอมใจอ่อน ตัดใจขายทุเรียนให้พระองค์ท่านไป 4 กิโล หนึ่งพันบาท แล้วก็แถมผลไม้อย่างอื่นให้ด้วย
คุณพี่แม่ค้าเล่าตอนนี้อย่างปลื้มสุด ๆ อีกว่า พระองค์ถามดิฉันว่า ทำไมต้องให้ฟรี ดิฉันบอกว่าพระองค์เป็นแขกของในหลวงพระเจ้าแผ่นดินที่ดิฉันเคารพรักมาก เมื่อพระองค์มาเยือนประเทศไทยมาเป็นแขกของพระเจ้าแผ่นดิน ดิฉันก็ต้องต้อนรับให้ดีที่สุดเช่นกัน พอล่ามแปลให้ฟัง พระองค์ท่านก็ทรงยิ้มแย้ม
หลังจากวันนั้นคุณพี่แม่ค้าก็มีเหตุระทึกใจเกิดขึ้น เพราะวันถัดมา จู่ ๆ ก็มีโทรศัพท์ของบุคคลผู้ไม่คุ้นเคย โทรมาหาบอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่สายสืบ สน.บางซื่อ พอรู้เท่านั้นแหละ คุณพี่แม่ค้าต๊กกะใจ นึกว่าพูดอะไรออกไป
แต่ปรากฎว่าคุณพี่ตำรวจนายนั้น โทรมาบอกว่า คืนนั้นเจ้าชายทรงบรรทมไม่หลับเพราะยังคิดและประทับใจในคำพูดที่ดิฉันมีต่อพระเจ้าแผ่นดินและปลื้มใจที่มีประชาชนชาวไทยรักในหลวงมากมายขนาดนี้
......โอย
