ทุกคนที่ขับรถ: กรุณาอ่าน

เชิญมาพักผ่อน คลายร้อนนั่งเล่น คุยกันเย็นๆ พร้อมเรื่องกีฬา สัพเพเหระ ทัศนะนานา ชีวิตชีวา สุขภาพทั่วไป บันเทิงขำขัน รอบเรื่องเมืองไทย ชวนเที่ยวที่ไหน อยากไปก็นัดมา ...โย่วๆ

โพสต์ โพสต์
chatchai
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 11443
ผู้ติดตาม: 0

ทุกคนที่ขับรถ: กรุณาอ่าน

โพสต์ที่ 1

โพสต์

วันที่ 14 สิงหาคม 2549 เวลาประมาณ 11.00 น.เป็นวันจันทร์หยุดชดเชย และเป็นวันที่ ผมมิอาจ
ลืมได้
ในชีวิตนี้
ผมได้ขับรถขึ้นทางด่วนพิเศษจาก ถนนจันทน์ มุ่งหน้าไป ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อที่จะไปทำ
บุญบริจาคสิ่งของ
ที่บ้านเด็กอ่อนพญาไท ติด ถ.แจ้งวัฒนะ- ปากเกร็ด ขณะขับรถไปได้ประมาณ 20 นาที และ
มองไปที่คันเร่ง เห็นหน้าจอ
ที่ 140 กม.ผมก็ได้ถอนคันเร่งและแตะเบรก 2 ครั้งเพื่อลดความเร็ว แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยน
แปลง ผมได้ลองใหม่อีก 3 ครั้ง
คราวนี้กระชากเบรกมือด้วยอีก 2 ครั้ง เบรกเท้าอีกก็เหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ลองเกียร์ว่าง 1 ครั้ง ความเร็วอยู่ที่
130 กม/ชม. ผมได้พยายามกดโทรศัพท์ไปหา เพื่อนสนิทที่นัดแนะไปทำบุญด้วยกัน เพื่อนแนะ
ให้ลดเกียร์ จาก D เป็น 2
และ L ความเร็วลดจาก 130/ชม. เป็น 120- 110 ซึ่งลดลงได้เพียงเท่านี้ ความ
พยายามในการชะลอรถมากกว่า 10 นาที
และลองเกียร์ว่าง 1 ครั้ง ไม่มีผลเลย ผมคิดว่าคงอาจจบชีวิตบนการทางพิเศษแล้ว
และคิดว่าถ้าไม่มีอุบัติเหตุใดใดเลยจะขอทำบุญบวชอีกครั้งในชีวิต ( บวชพราหมณ์หรือพระ
ภายใน 2 ปีนี้ )
และจะเริ่มลดละบาปกรรม เพื่อนได้แนะอีกครั้ง และสมาธิเริ่มรวบรวม ความพยายาม
ประมาณครั้งที่ 7
โดยการดับเครื่อง คราวนี้รถได้ชะลอความเร็วลงมาก
ผมได้ประคองขับรถต่อไปอีกประมาณ 5 กม. กว่ารถจะหยุดได้ ซึ่งผมก็สามารถหยุดชิดขอบ
ทางได้ เหมือนรอดตายพ้นนรก
ผมรีบโทรบอกที่บ้านเพราะตอนแรกนึกว่าคงไม่ได้โทรสั่งเสียหรือสั่งลา ลูกก็ยังเล็กและอยู่ใน
วัยเรียน
ผมได้เดินอีกประมาณ 100 เมตรไปบอกเจ้าหน้าที่เก็บเงินที่ ด่านเก็บเงินใกล้แจ้งวัฒนะเพื่อ
ขอความช่วยเหลือ รอประมาณ
10 นาที ก็มาช่วย ผลปรากฏว่าสาเหตุที่คันเร่งค้าง เพราะกล่องสัญญาณกันขโมยซึ่งหนักประ
มาณเกือบครึ่งกิโลไปทับอยู่ที่
ก้านของคันเร่งและเกิดการล็อคขึ้น ช่างทางด่วนแนะนำว่าหากกดคันเร่งค้างไว้ และความ
เร็วขนาดเกิน 100 กม/ ชม.
เบรกใช้ไม่มีผลแน่นอน

วันรุ่งขึ้นผมได้ไปวัดทำบุญสะเดาะเคราะห์รดน้ำมนต์แล้ว

ขอเล่าเป็นวิทยาทานและขออุทิศส่วนบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว
[email protected]
081 6221349
จงอยู่เหนือความดี อย่าหลงความดี
ดร.โหน่ง
Verified User
โพสต์: 877
ผู้ติดตาม: 0

ทุกคนที่ขับรถ: กรุณาอ่าน

โพสต์ที่ 2

โพสต์

พ้นเคราะห์แล้วครับพี่ ขนาดผ่านมา 4-5 วัน แล้ว พี่ยังเล่าได้เห็นภาพชัดเลย สติดีสุดยอดครับ ผมมาเป็นกำลังใจให้ครับ
ดร.โหน่ง
Verified User
โพสต์: 877
ผู้ติดตาม: 0

ทุกคนที่ขับรถ: กรุณาอ่าน

โพสต์ที่ 3

โพสต์

เบอร์ข้างบน ไม่ใช่เบอร์พี่ฉัตรนี่ครับ โทรไปแล้วไม่ทราบใครรับก็ไม่รู้ เค้าบอกไม่ใช่พี่ฉัตร..... :roll:
Jeng
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 14783
ผู้ติดตาม: 0

ทุกคนที่ขับรถ: กรุณาอ่าน

โพสต์ที่ 4

โพสต์

โห ดีใจด้วยครับ กับการมีสติแก้ไขปัญหา

เพื่อนหมอผมเคยเจอ พวงมาลัย มันหลุด คือ ไม่สามารถบังคับรถได้

ดีนะที่เค๊ามีสติไม่แตะเบรค และปล่อยให้รถค่อยๆ ชลอ ลงข้างทางไป

รอดเหมือนกัน

ยินดีด้วยครับ คุณฉัตรชัย รอดแบบนี้ ปาติหารย์ มาก

ชีวิตคุณฉัตรชัย คงเป็นประโยชน์กับคนอีกมาก ก็เลยตายยากครับ 555
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

ทุกคนที่ขับรถ: กรุณาอ่าน

โพสต์ที่ 5

โพสต์

8) ดร.โหน่งที่พี่เขาเล่าเนี่ยมันสิงหา49 นะ
    มันจะ4-5วันได้ไงกัน
    แล้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเนี่ย
    ผมว่าไม่ใช่พี่ฉัตร เขาหรอก
    เล่าว่าขึ้นทางด่วนที่ตรอกจันทร์ บ้านคุณฉัตรอยู่พุทธมณทลโน่น
    ยิ่งดูชื่อกะอีแมว ไม่ใช่พี่ฉัตรหรอก
    อาจเป็นเพื่อนแกมากกว่า
    นัดกันไปทำบุญ กะอีกคน คนนี้ตะหากอาจเป็นพี่ฉัตรได้.....
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
chatchai
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 11443
ผู้ติดตาม: 0

ทุกคนที่ขับรถ: กรุณาอ่าน

โพสต์ที่ 6

โพสต์

ขอโทษทีครับ  ลืมบอกว่าเป็น mail ที่ได้รับมา

คนที่เผชิญเหตุการณ์ไม่ใช่ผมหรอกครับ

ผมขับเร็วสุดก็ได้แค่ 110 - 120  ครับ  แค่นี้ก็มือไม้สั่น  หัวใจก็จะหยุดเต้นแล้วครับ
จงอยู่เหนือความดี อย่าหลงความดี
ภาพประจำตัวสมาชิก
เพื่อน
Verified User
โพสต์: 1826
ผู้ติดตาม: 0

ทุกคนที่ขับรถ: กรุณาอ่าน

โพสต์ที่ 7

โพสต์

ทีแรกก็นึกว่าคุณฉัตรชัยเหมือนกัน เป็นห่วงแทบแย่ ว่าจะถามต่อว่าใช้รถยี่ห้ออะไร
พอเห็นอีเมล์กับเบอร์โทรแล้วก็เข้าใจว่าคัดลอกมาอีกที ถึงว่าสิผ่านมาเป็นเดือน ทำไมเพิ่งนึกมาเล่าให้ฟัง.... :lol:

เหตุการณืของเพื่อนคุณเจ๋งก็คงระทึกใจน่าดูเหมือนกัน

ผมเองเคยเจอคล้ายๆครับ หลังจากเอารถออกจากอู่ซ่อม(ไปเปลี่ยนผ้าเบรคมา) ขับไปเซ็นทรัล ตอนแรกก็ปกติดี พอขับจะกลับบ้าน(ช่วงกลางคืน ฝนก็ตกอีกต่างหาก) ช่วงเลี้ยวโค้งใต้สะพาน ปรากฎว่าเบรกไม่อยู่ เหยียบแล้วจมหมดเลย....ย้ำเบรกก็ไม่ค่อยช่วยอะไรเลย จมตลอด

ต้องถือว่าโชคดีที่เริ่มเป็นตอนขับยังไม่เร็ว และเป็นรถเกียร์แมนนวล เลยค่อยๆลากเกียร์1สลับ2 ขับไปจอดอู่ให้เค้าช่วยดูตอนเช้า

ปรากฎช่างบอกว่าสายอ่อนเบรกรั่วครับ ....นี่ถ้ามารู้ตัวตอนขับบนทางด่วน คงแย่เหมือนกัน

ฝากเตือนเพื่อนๆให้เช็คเบรกแล้วอย่าลืมส่วนต่อเนื่องทั้งระบบด้วยนะครับ ชีวิตเรา(และครอบครัว)ขึ้นอยู่กับมันจริงๆ
chatchai
สมาชิกกิตติมศักดิ์
โพสต์: 11443
ผู้ติดตาม: 0

ทุกคนที่ขับรถ: กรุณาอ่าน

โพสต์ที่ 8

โพสต์

ขอบคุณทุกท่าน  สำหรับความเป็นห่วง

และขอโทษอีกครั้งที่ทำให้เข้าใจผิด   :bow:
จงอยู่เหนือความดี อย่าหลงความดี
ภาพประจำตัวสมาชิก
por_jai
Verified User
โพสต์: 14338
ผู้ติดตาม: 0

ทุกคนที่ขับรถ: กรุณาอ่าน

โพสต์ที่ 9

โพสต์

การขับรถ

คอลัมน์ จับจิตด้วยใจ

โดย นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์ หัวใจใหม่ ชีวิตใหม่ เชียงราย [email protected]

การขับรถเป็นเรื่องราวที่ผมประทับใจเป็นพิเศษ เพราะมีเหตุการณ์สำคัญๆ
เกิดขึ้นในชีวิตผมกับเรื่องการขับรถ แต่ไม่ได้หมายความว่า ผมเคยประสบเหตุการณ์อะไรพิเศษๆ
ประเภทขับรถไปเจอมนุษย์ต่างดาวหรือเคยขับรถข้ามมหาสมุทรข้ามโลกหรืออะไรแบบนั้น

แต่เป็นการขับรถ "ที่เป็นธรรมดาๆ" "ที่เป็นปกติ" ในชีวิตประจำวันนี่แหละ

เมื่อหลายปีก่อนผมอ่านเจอในหนังสือเล่มหนึ่งของท่านติช นัท ฮันห์ที่ชื่อ Peace Is Every Step
(มีผู้แปลเป็นภาษาไทยแล้วชื่อหนังสือสันติภาพทุกย่างก้าว)
ท่านบอกว่าทุกครั้งที่เห็นสัญญาณไฟแดงในขณะที่ขับรถ ให้ลองถือเสมือนว่าเป็น "สัญญาณเตือน"
ให้เรากลับมาหาตัวเอง ให้กลับมาฝึกลมหายใจของตัวเองทุกครั้ง

ท่านติช นัท ฮันห์เป็นพระชาวเวียดนาม ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านพลัมประเทศฝรั่งเศส
ปัจจุบันถือได้ว่าเป็นเสาหลักที่สำคัญคนหนึ่งของพุทธศาสนาเคียงคู่กับองค์ทะไลลามะ
ทั้งสองท่านนี้ได้ทำให้พุทธศาสนาเป็นที่ปรากฏและรู้จักไปทั่วโลก คำว่า "ปรากฏและรู้จัก"
ในที่นี้ไม่ได้หมายความแค่ "ปรากฏและรู้จัก"
ทางภายนอกเท่านั้นแต่รูปธรรมก็คือมีผู้คนทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกาหันมาสนใจที่จะ
"ฝึกฝนตัวเอง" อย่างจริงจังในแนวพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก
โดยที่ยังคงอาจจะดำรงตนอยู่ในศาสนาเดิมและไม่จำเป็นจะต้องหันมาทำตัวหรือมาเปลี่ยนศาสนาให้เป็นพุทธศาสนิก
ใดๆ

จุดเด่นที่เป็นลักษณะพิเศษของท่านติช นัท
ฮันห์คือท่านเน้นว่าการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องของการทำกิจวัตรปกติในชีวิตต่างๆ ได้เช่นการล้างจาน
การถูบ้าน การกินอาหาร รวมไปถึง "การขับรถ"
ไม่จำเป็นจะต้องนุ่งขาวห่มขาวนั่งสมาธิเข้าวัดสร้างวัดเท่านั้นที่ถือว่าเป็น "การปฏิบัติธรรม"
โดยที่ท่านเน้นเรื่อง "การอยู่กับปัจจุบันขณะ" โดยอาศัย "ลมหายใจ"
เป็นตัวเชื่อมที่สำคัญ

ผมอยากจะขยายความเพื่ออธิบายเรื่อง "ลมหายใจ" ของท่านนัท ฮันห์อีกสักเล็กน้อย
จุดประสงค์ของการฝึกเรื่องลมหายใจคือเป็นการฝึก "ตัวรู้" ของเรา ให้กลับมาสู่ปัจจุบัน
ผมคิดว่าอุบายของท่าน "แยบยลมาก" ที่มุ่งทำให้เกิด "ความเป็นปกติ" ในชีวิตทั่วๆ
ไปของพวกเรา เมื่อรถติดไฟแดงคนส่วนใหญ่ก็จะ "เผลอหงุดหงิด"
ในช่วงเวลาที่หงุดหงิดหรือวิตกกังวลว่าจะไปทำงานไม่ทัน, ไปถึงที่หมายไม่ทันนั้น คุณกำลังตก
"ร่องอารมณ์"
คุณกำลังทำร้ายตัวเองเพราะร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนด้านลบที่เป็นฮอร์โมนแห่งความเครียดออกมามากมายตามที่ผมไ
ด้เคยให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาหลายครั้งแล้วในบทความครั้งก่อนๆ

การเลือกที่จะกลับมาสู่ "สภาวะแห่งความเป็นปกติ" ด้วยวิธีง่ายๆ
ด้วยลมหายใจนั้นช่วยให้ร่างกายของคุณหลั่งฮอร์โมนด้านบวกอย่างเอ็นดอร์ฟินออกมา

ถ้าเราลองมองในภาพรวมเราจะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าแค่ในช่วงติดไฟแดงเพียงไม่กี่นาทีตรงนั้น
คนที่โดยไม่รู้ตัวเลือกที่จะหงุดหงิดจะมี "ความแตกต่าง"
กับคนที่เลือกโดยรู้ตัวที่อยู่กับสิ่งที่เป็นอยู่จริงมากมายในทุกเรื่อง
ไม่ใช่แค่เรื่องฮอร์โมนบวกลบซึ่งจะมีผลต่อสุขภาพที่ดีตามที่ผมอธิบายเท่านั้น
แต่จะสามารถส่งผลในทุกเรื่องของชีวิต ประสิทธิภาพในการทำงานได้ดี ความรู้สึกสนุกกับชีวิตอยากเรียนรู้
ประสบการณ์ของเอ็นดอร์ฟินเป็นประสบการณ์ที่อบอุ่นหัวใจ ความสุขในชีวิต ความสัมพันธ์ที่ดีๆ กับคนรอบข้าง
ฯลฯ

ในแต่ละวันเราจะพบกับ "กับดัก" ในพื้นที่ของชีวิตนั้นมีมากมายเหลือเกิน พวกเราพร้อมที่จะ
"ตกลงไป" "หลุดเข้าไป" ใน "กับดัก" เหล่านั้นอย่างไม่รู้ตัว
เป็นการเข้าไปสู่ "ความไม่ปกติของชีวิต" ซึ่งเรื่องนี้ก็จะนำไปสู่
"การสะสมความเครียด" มากขึ้นไปเรื่อยๆ ทำร้ายร่างกายตัวเองไปเรื่อย ทำร้ายคนรอบข้างไปเรื่อยๆ
และบางคนทำร้ายสังคมไปเรื่อยๆ เช่นกัน

โดยส่วนตัวผมพบประสบการณ์ที่น่าสนใจในเรื่องการฝึกแบบนี้อยู่เรื่องหนึ่งก็คือ ใหม่ๆ
จะทำค่อนข้างยากคือมักจะลืม แต่ "สัญญาณไฟแดง" แบบที่ท่านนัท ฮันห์แนะนำนี้เป็น
"ตัวเตือน" ที่ดีมากและเมื่อฝึกเรื่องนี้มากขึ้นๆ น่าแปลกที่เหมือนกับว่าทำให้เรา
"เรียนรู้ใหม่" เรียนรู้เส้นทางของความคิดและอารมณ์ "เส้นทางใหม่" ที่จะไม่นำไปสู่
"ฮอร์โมนลบ"

"การเรียนรู้ใหม่" (Re-Learn) ที่ว่านี้ก็ตรงกับที่บรูซ
ลิปตันนักชีววิทยาผู้เสนอทฤษฎีเซลล์แบบใหม่ที่บอกว่า เซลล์ของร่างกายเราสามารถสร้าง
"ยีนส์ใหม่" ได้จากผนังเซลล์ โดยที่ไม่จำเป็นต้องทำตาม "ความเคยชิน"
ตามที่ยีนส์ในนิวเคลียสได้กำหนดมาไว้แล้ว ลิปตันบอกว่าการเรียนรู้คือการสร้างยีนส์ใหม่ออกมานั่นเอง

โดยส่วนตัวผมพบว่าการขับรถเป็น "บริเวณของชีวิต"
ของผมที่ผมสามารถพัฒนาขึ้นมาได้อย่างเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมาก
จากเดิมที่ผมเคยหงุดหงิดเป็นประจำและมากถึง 80-90% ของเวลาที่ใช้ในการขับรถมาเหลืออยู่เพียง 10-20%
เท่านั้น

เดี๋ยวนี้ผมรู้จักรอที่จะให้รถทางขวาไปก่อน ไม่พยายามแย่งชิงจังหวะตัดหน้ากัน
แถมยังสามารถส่งยิ้มส่งความปรารถนาดีๆ ไปให้คนขับคนอื่น
เดี๋ยวนี้ผมรู้จักรอให้รถฝั่งตรงข้ามที่ต้องการจะเลี้ยวขวาเพื่อเข้าซอยที่อยู่ฝั่งผม
เดี๋ยวผมรู้สึกเข้าใจแล้วว่าทำไมมอเตอร์ไซค์หรือจักรยานไม่ค่อยอยากจะชิดซ้ายมากนัก
รู้สึกเข้าใจสามล้อถีบที่ขวางทางอยู่ข้างหน้า ทั้งๆ
ที่เมื่อก่อนจะหงุดหงิดมอเตอร์ไซค์ที่ไม่ยอมชิดขอบทางและขับเกะกะ
รู้สึกหงุดหงิดกับสามล้อที่ช้าต้วมเตี้ยมขวางทางอยู่ข้างหน้า

และเดี๋ยวนี้ผมรู้สึกว่าผมควรจะหยุดรถเพื่อให้คนเดินข้ามถนนและผมพร้อมที่รอคนเหล่านี้ข้ามถนน ทั้งๆ
ที่เมื่อก่อนนี้จะรู้สึกว่าถนนเป็นของรถยนต์คนข้ามถนนควรจะต้องรอรถยนต์มากกว่าให้รถยนต์หยุดรอ

ที่เล่ามานี้ก็เพียงแค่เล่าให้เห็นประสบการณ์ที่ผ่านมาว่าเป็นไปได้ที่คนเราจะเปลี่ยนแปลงให้มีอารมณ์ดีขึ
้นได้โดยผ่าน "ประสบการณ์ปกติธรรมดาๆ" ที่เราเจอกันอยู่ทุกวี่ทุกวันอย่างเช่นการขับรถนี้
ผมเชื่อว่าหลายท่านจะทำได้เหมือนผมและหลายท่านก็คงจะทำได้ดีกว่าผมไปแล้วด้วยซ้ำ

ที่เล่ามานี้ผมไม่ได้มีเจตโอ้อวดใดๆ ตัวผมยังต้องเรียนรู้ใน "บริเวณอื่นๆ ของชีวิต "อีกมากมาย
ตัวอย่างเช่นในเรื่องการเลี้ยงลูกเป็นตัวอย่างที่ท้าทายยิ่ง
กล่าวคือเป็นบริเวณพื้นที่ของชีวิตที่ผมยังอาจจะทำได้ไม่ดีนัก เป็นต้น

ผมเชื่อว่า เราสามารถเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ปกติธรรมดาๆ ได้เป็นอย่างดี
เราคงต้องรู้สึกขอบคุณชีวิตที่ให้ "แบบฝึกหัด" ต่างๆ
มากมายที่ผ่านเข้ามาในแต่ละวันที่ทำให้ทุกวันเป็นวันที่เสมือนหนึ่งทำให้เราพบ
"ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ" กันได้ตลอดเวลาอย่างที่ติช นัท ฮันห์ได้นำเสนอไว้จริงๆ
กรูเก่ง กิเลสเก่งกว่า
bandi
Verified User
โพสต์: 108
ผู้ติดตาม: 0

ทุกคนที่ขับรถ: กรุณาอ่าน

โพสต์ที่ 10

โพสต์

ดีจังเลยครับ อ่านแล้วได้สติ

ถ้ามีสติอยู่กับตัวเราก็จะมองสิ่งแวดล้อมได้ชัดขึ้น แก้ไขปัญหาได้ดี

ขอบคุณพี่ๆทุกท่านนะครับ
ปุย
Verified User
โพสต์: 2032
ผู้ติดตาม: 0

ทุกคนที่ขับรถ: กรุณาอ่าน

โพสต์ที่ 11

โพสต์

ขอบคุณ พี่ฉัตรชัย และ พี่พอใจ สำหรับ ข้อคิดเตือนใจ

ผมสรุปได้ว่า ทำอะไร ต้องมีสติ เสมอ


เพิ่งดูทีวีเมื่อวัน - 2วันนี้  เขารวมภาพ ตำรวจที่ อเมริกา โดนรถชนมั่ง หลบรถมั่ง  เรื่องของเรื่อง คือ ตำรวจที่กำลังเขียนใบสั่ง ให้กับรถผิดกฎ อยู่ด้านข้างถนน แต่กลับมีรถเสียหลักมาชนเอารถที่จอดอยู่ หลายรายหลบทัน หลายรายหลบไม่ทัน (เหตุการณ์ คงคล้ายกับ คุณคริส เบญจกุล)

ที่ถ่ายวีดีโอเอาไว้ได้ ก็มาจากกล้องที่ติดอยู่จากรถตำรวจที่จอดอยู่ด้านหลัง


ถ้ารถคุณเสียข้างทาง ก็ระวังกันด้วยนะครับ   :lol:
โพสต์โพสต์