|0 คอมเมนต์
'ตัวตน' ที่หายไป..
By ลูกแม่กิ่ง (
[email protected] )
Character - ระยะหลังผมเห็นคำนี้บ่อยมากในยามที่ได้อ่านคำสัมภาษณ์หลังเกมที่ลิเวอร์พูล ลงเล่น
ในความหมายเดิมที่คุ้นเคย คำว่า Character มีความหมายในเชิงเรื่องของบุคลิกภาพหรือ "ตัวตน" ก็ได้
แต่ในเชิงของภาษาฟุตบอล ความหมายของคำนี้ยังหมายถึงเรื่องของ "คุณภาพ" (Quality) อีกด้วย
เมื่อเอามาผสมกันกลั้วๆเข้าให้ลงตัวได้ความหมายถึงตัวตนที่มีสิ่งที่ดีและมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะฝ่าฟันเอาชนะอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวงได้
และคำคำนี้ก็กลายเป็นคำยอดฮิตของทั้งราฟา เบนิเตซ ,ลูกทีม หรือนักวิเคราะห์วิจารณ์ต่างๆที่พากันตั้งคำถามถึง Character ของหงส์แดง
มันหายไปไหน ?
เป็นคำถามที่ใครก็ตอบไม่ได้ และไม่ใช่คำถามเฉพาะของใครคนหนึ่งเท่านั้น
บนซากปรักหักพังของความหวัง - คนที่รับผิดชอบไม่ใช่แค่วิศวกรก่อสร้างอย่างราฟา เบนิเตซ แต่แรงงานก่อสร้างอย่างลูกทีมทุกคนไล่จนถึงหัวหน้าคนงานอย่างสตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ต้องรับผิดชอบร่วมกัน
ความผิดหวังซ้ำซากในฤดูกาลนี้ที่ท้ายที่สุดราฟา ก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงลิเวอร์พูล ให้เป็นทีมที่แข็งแกร่งพร้อมสมบูรณ์ได้
โดยเฉพาะในเรื่องของ "จิตใจ"
ลิเวอร์พูล ในเวลานี้ไม่มีความห้าวหาน ก้าวร้าว ดุดัน เหี้ยมเกรียม ไม่มีอะไรทำนองนี้อยู่เลย
และที่จริง - ก็เป็นแบบนี้มานานแล้วนะ ?
ส่วนหนึ่งผมเชื่อว่ามาจากการที่ราฟา เบนิเตซ เป็นผู้จัดการทีมหัวสมัยใหม่ที่เชื่อมั่นในหลักการทำงานที่เป็นระบบแบบแผนมาก
ปรัชญาในการทำงานของราฟา คือการทำงานด้วยความมานะพยายาม
ไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพราะผลงาน 2 แชมป์ลีก 1 แชมป์ยูฟ่า คัพ กับบาเลนเซีย พิสูจน์ได้ดีเกินพออยู่แล้วสำหรับกุนซือคนนี้
แต่กับสโมสรที่เปี่ยมไปด้วยเรื่องราว และการทำทีมในลีกที่อารมณ์ความรู้สึกส่งผลรุนแรงมากกว่าที่ใดในโลก - ผมอยากเห็นราฟา เติม Passion ในทีมให้มากกว่านี้
ในบรรดาผู้เล่นที่มี มีเพียง 2 คนเท่านั้นที่มีบุคลิกของการกระหายชัยชนะอย่างเห็นได้ชัด
หนึ่งคือเจอร์ราร์ด ส่วนอีกหนึ่งคือเคร็ก เบลลามี่
ส่วนที่เหลือไม่ใช่ไม่มี แต่มันไม่เด่นชัดเท่าสองคนนี้ที่เล่นแล้วมันได้ "อารมณ์" อย่างเห็นได้ชัด (แม้หลังๆสตีวี่ ดูจะปลงโลกไปมากก็เถอะ)
ทีมที่ไม่มี Passion ในการเล่น ก็ยากที่จะแสดง Character ออกมาให้เห็น
เมื่อไม่มีสองอย่างนี้ - ในยามที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์คับขัน การจะเอาตัวรอดกลับมาได้จึงเป็นเรื่องยาก
ยิ่งเจอคู่แข่งที่สูสีในระดับเดียวกัน บางครั้งเส้นบางๆที่แบ่งแยกระหว่างชัยชนะกับความพ่ายแพ้มันอยู่แค่เรื่องที่ว่า "ใจ" ใครเหนือกว่าใครแค่นั้น
ผมนึกถึงเทนนิสรายการหนึ่งเมื่อเดือนก่อน ภราดร ของเราไล่บดบี้กับโรเจอร์ เฟดเดอเรอร์ มาได้จนถึงช่วงไทเบรกแล้ว และมีโอกาสที่จะพลิกล็อกตบมืออันดับ 1 ของโลกตกรอบในรายการที่บ้านเกิด (สวิส)
วันนั้นความมุ่งมั่นของเจ้าบอลมีอย่างเต็มเปี่ยม และนำไปสู่โอกาสที่ดีแล้ว แต่สุดท้าย "ใจ" ที่เยือกเย็นและนิ่งกว่าของเฟ็ด ก็ทำให้เขาพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่ายชนะได้อย่างหืดขึ้นคอ
กรณีของลิเวอร์พูล ก็เช่นกันครับ - ในแง่ของคุณภาพการเล่นแล้วพวกเขาคือทีมที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว เพราะผู้เล่นชุดนี้น่าจะเป็นชุดที่ดีกว่าชุด 3 แชมป์ของเชราร์ อุลลิเยร์ พอสมควร
ระบบการเล่นก็ไม่ขี้เหร่ การเซ็ตบอลที่สวยงามก็มี ลูกสูตรทีเด็ดก็พอมีอยู่
แต่ "ใจ" มันไม่ค่อยนิ่ง สมาธิไม่มี ความมมุ่งมั่นค่อยๆเลือนรางไปตามเข็มนาฬิกาของเกมการแข่งขัน
พอ "โดน" เข้าก็ไม่รู้จะทำอะไรต่อดี จะบุกก็ไม่กล้าบุกเต็มที่กลัวจะโดนสวนกลับ แต่ยังไม่ทันคิดอะไรต่อก็เผลอปล่อยให้คู่แข่งหลุดเข้าไปยิงได้อีก
เมื่อเป็นแบบนี้บ่อยๆเข้า ก็ไม่แปลกที่เกมเยือนจะเป็นของ "แสลง" สำหรับนักเตะหงส์แดงไป
อย่างน้อยก็มี 3 จาก 5 นัดที่แพ้เพราะหัวใจไม่นิ่งและขาดเลือดนักสู้ที่จะกลับมาจากสถานการณ์คับขัน
ผมชอบคำพูดของพี่ไข่มุกดำ - คอลัมนิสต์รุ่นเก๋าของคิกออฟที่เราสนิทกัน - ที่บ่นขึ้นมาว่าบอลจะแพ้ก็ช่าง แต่ทำไมไม่ชวนทะเลาะหน่อย ?
ใช่ - บดเข้าไปสิ บี้เข้าไปสิ กดดันเข้าไปสิ วิ่งเร็วนักก็หวดมันซะเลย
เรื่องแค่นี้ทำได้หรือเปล่า ?
ที่จริงผมไม่อยากโทษว่าเป็นเพราะโปรแกรมการแข่งขันที่จัดโดยพรีเมียร์ลีกในปีนี้มันเพี้ยน
ลิเวอร์พูล เลยต้องเจอโปรแกรมนัดเยือนโหดๆมาทุกเดือน
เอฟเวอร์ตัน ,โบลตัน ,เชลซี ,แมนฯ ยูไนเต็ด และอาร์เซนอล ล้วนแต่เป็นทีมที่ลูกทีมของราฟา เบนิเตซ ไม่ชอบที่จะเล่นด้วยทั้งนั้น
ผมเองไม่อยากโทษด้วยว่า ความสำเร็จต่อเนื่องจากแชมเปี้ยนส์ ลีก สู่เอฟเอ คัพ และฟอร์มการเล่นที่ดีขึ้นในฤดูกาลก่อนทำให้ลิเวอร์พูล กลายเป็นทีมที่มี Ego มากเกินไป
แต่มันก็อดคิดไม่ได้จริงๆทั้งสองเรื่อง
อย่างไรก็ดี เรื่องแรกนั้นเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือจากการควบคุม - ตรงข้ามกับเรื่องหลังที่อยู่กับตัวกับใจเราเอง
ชายตามองดูลิเวอร์พูล วันนี้ภาพลักษณ์ภายนอกดูสวยงามกว่าทีมที่คว้าเจ้า Big Ears มาได้จากอิสตันบูลเป็นไหนๆ
แต่ไม่รู้ทำไม - ผมถึงกลับชอบลิเวอร์พูล ชุดนั้นมากกว่าก็ไม่รู้ ?
ลิเวอร์พูล ที่เล่นด้วยใจและความเชื่อมั่นว่าถึงฝีเท้าจะเป็นรองแต่ใจของพวกเขาไม่เคยแพ้ใครในโลก
คิดแล้วก็อยากให้ราฟา งัดสไตล์แบบ Underdog หรือ "สุนัขจนตรอก" มาใช้อีกครั้งให้รู้แล้วรู้รอด
vแต่คิดไปคิดมา - ลิเวอร์พูล ก็แทบไม่เหลือเกมนัดเยือนโหดๆเขี้ยวๆอีกแล้วนี่หว่า ?
ผมเชื่อนะครับว่าหลังจากนี้ไม่นานนัก เดี๋ยวหงส์แดงของราฟา ก็จะกลับมาสยายปีกได้อีกครั้งตามคุณภาพของทีมที่มีอยู่
แต่เมื่อหอคอยความหวังที่ล่มสลายไปแล้ว - ผมจึงไม่คาดหวังกับการลุ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้อีกต่อไป
ผมแค่อยากขอดู "ใจ" ของพวกเขาสักหน่อยว่าที่แท้แล้วมันเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหน ? เพื่อที่จะได้คิดคาดหวังต่อไปในเวลาข้างหน้า
ไม่เอาอะไรมากหรอกครับ - แค่รู้จักชวนทะเลาะคู่แข่งบ้างก็ดีใจจะแย่แล้ว ..