ค่าเงินบาทและยอดส่งออก
-
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 11443
- ผู้ติดตาม: 0
ค่าเงินบาทและยอดส่งออก
โพสต์ที่ 1
ช่วงก่อนหน้านี้ ตอนค่าเงินบาทเริ่มกลับมาแข็งค่าขึ้น
ผู้ส่งออกต่างออกมาพูดว่า เงินบาทแข็งค่าเกินไป ส่งออกไม่ได้
แต่ทำไมตัวเลขยอดส่งออกเดือนล่าสุด ถึงได้มากสุดเป็นประวัติการณ์ละครับ
แล้วทำไมผู้ส่งออกถึงบอกว่าส่งออกไม่ได้ละครับ
จริงๆแล้ว ผู้ส่งออกคงอยากจะพูดว่า ค่าเงินบาทแข็งค่า ทำให้พวกตนกำไรลดลงมากกว่า
คงกลัวเขินอายมั๊ง เลยอ้างผลประโยชน์ของประเทศมากกว่าของตัวเอง
ผู้ส่งออกต่างออกมาพูดว่า เงินบาทแข็งค่าเกินไป ส่งออกไม่ได้
แต่ทำไมตัวเลขยอดส่งออกเดือนล่าสุด ถึงได้มากสุดเป็นประวัติการณ์ละครับ
แล้วทำไมผู้ส่งออกถึงบอกว่าส่งออกไม่ได้ละครับ
จริงๆแล้ว ผู้ส่งออกคงอยากจะพูดว่า ค่าเงินบาทแข็งค่า ทำให้พวกตนกำไรลดลงมากกว่า
คงกลัวเขินอายมั๊ง เลยอ้างผลประโยชน์ของประเทศมากกว่าของตัวเอง
- สามัญชน
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 5162
- ผู้ติดตาม: 0
ค่าเงินบาทและยอดส่งออก
โพสต์ที่ 6
เห็นด้วยกับท่านฉัตรชัยครับ เงินแข็งเงินอ่อนมีผลดีผลเสียทั้งสองด้าน ดังนั้นในบางเวลาจึงขึ้นอยู่กับด้านไหนมีมากกว่ากัน ถ้ามองสุดโต่งก็จะเถียงกันไม่มีวันจบ จะต้องหาว่าจุดพอดีอยู่ตรงไหน
จุดที่พอดีคงจะทำให้พออยู่ได้ทั้งสองฝ่ายและน่าจะเกิดประโยชน์สูงสุด
แต่ในความเห็นผมนั้น อยากจะให้ค่าเงินแข็งกว่าจุดพอดีนิดๆ นิดหน่อยนะครับ ไม่มาก(เพราะสงสารผู้ส่งออกในปัจจุบันเหมือนกัน) ซึ่งจะทำให้กลไกการปรับตัวมุ่งไปสู่เป้าหมายที่ดีกว่า เช่นส่งเสริมให้มีธุรกิจที่แข็งแกร่ง ชนะได้แม้ไม่แข่งราคา หรือพัฒนาเพื่อให้แข่งด้านคุณภาพมากขึ้น หรืออื่นๆอีกมากมายอย่างที่คิดไม่ถึงเลยทีเดียว
ถ้าค่าเงินอ่อนกว่าจุดพอดีนิดๆ ธุรกิจก็จะเดินไปในทางแข่งขันด้านราคา กลุ่มที่แข่งราคาจะได้รางวัลและจะเติบโต สุดท้ายประเทศเราอาจจะมีแต่ธุรกิจที่แข่งราคา ซึ่งไม่ดีในระยะยาว
จุดที่พอดีคงจะทำให้พออยู่ได้ทั้งสองฝ่ายและน่าจะเกิดประโยชน์สูงสุด
แต่ในความเห็นผมนั้น อยากจะให้ค่าเงินแข็งกว่าจุดพอดีนิดๆ นิดหน่อยนะครับ ไม่มาก(เพราะสงสารผู้ส่งออกในปัจจุบันเหมือนกัน) ซึ่งจะทำให้กลไกการปรับตัวมุ่งไปสู่เป้าหมายที่ดีกว่า เช่นส่งเสริมให้มีธุรกิจที่แข็งแกร่ง ชนะได้แม้ไม่แข่งราคา หรือพัฒนาเพื่อให้แข่งด้านคุณภาพมากขึ้น หรืออื่นๆอีกมากมายอย่างที่คิดไม่ถึงเลยทีเดียว
ถ้าค่าเงินอ่อนกว่าจุดพอดีนิดๆ ธุรกิจก็จะเดินไปในทางแข่งขันด้านราคา กลุ่มที่แข่งราคาจะได้รางวัลและจะเติบโต สุดท้ายประเทศเราอาจจะมีแต่ธุรกิจที่แข่งราคา ซึ่งไม่ดีในระยะยาว
ทุกความเห็นย่อมเปลี่ยนไปตามความรู้ การเรียนรู้ย่อมไม่มีจุดสิ้นสุด
-
- Verified User
- โพสต์: 312
- ผู้ติดตาม: 0
ค่าเงินบาทและยอดส่งออก
โพสต์ที่ 10
เคยฟังอาจารย์เศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งบอกว่า ถ้าเรายังคงนโยบายค่าเงินอ่อนเพื่อหวังผลการแข่งขันก็เท่ากับว่าเราเอาแรงงานและทรัพยากร(วัตถุดิบ)ในชาติไปปรนเปรอคนชาติอื่นเพราะเขาซื้อของเราได้ถูกๆกินทิ้งกินขว้างได้ แต่คนไทยเองกลับยากจนไม่สามารถซื้อหาของดีจากต่างชาติหรือแม้กระทั่งของเกรดพรีเมี่ยมที่ผลิตเองในประเทศได้ เข้าทำนองของดีส่งออกของกระจอกของเน่าเรากินเองใช้เอง แล้วเราจะแข่งขันไปทำใมเพื่อให้คนไทยลำบากเป็นเบี้ยล่างไปตลอดหรือ การปล่อยให้ค่าเงินแข็งไปตามความเป็นจริงพร้อมๆกับพัฒนาศักยภาพการแข่งขันไปด้วยน่าจะดีกว่า
(ความเห็นของผม)นโยบายครัวไทยสู่ครัวโลกถ้าสำเร็จ ทำให้อาหารไทยเป็นสินค้าชั้นสูงและมีความภักดีของผู้บริโภคในต่างประเทศได้ น่าจะยกระดับของประเทศไทยได้อย่างมาก เพราะวัตถุดิบและพ่อครัวมีที่เดียวในโลก และจากจุดเด่นที่อาหารไทยเป็นทั้งยาและอาหารในขณะที่คนมีฐานะดีบางส่วนกำลังมีปัญหาสุขภาพจากการกินดีอยู่ดี
(ความเห็นของผม)นโยบายครัวไทยสู่ครัวโลกถ้าสำเร็จ ทำให้อาหารไทยเป็นสินค้าชั้นสูงและมีความภักดีของผู้บริโภคในต่างประเทศได้ น่าจะยกระดับของประเทศไทยได้อย่างมาก เพราะวัตถุดิบและพ่อครัวมีที่เดียวในโลก และจากจุดเด่นที่อาหารไทยเป็นทั้งยาและอาหารในขณะที่คนมีฐานะดีบางส่วนกำลังมีปัญหาสุขภาพจากการกินดีอยู่ดี
การทำอะไรแบบเดิมๆเป็นเวลานานๆทำให้ชีวิตเสียหาย
- สามัญชน
- สมาชิกกิตติมศักดิ์
- โพสต์: 5162
- ผู้ติดตาม: 0
ค่าเงินบาทและยอดส่งออก
โพสต์ที่ 11
เห็นด้วยกับท่าน 3 ด. ครับ
ทุเรียนที่คนไทยกินอยู่ทุกวันนี้เป็นทุเรียนเกรดต่ำ เกรดดีๆส่งออกหมด ผมเคยถามคนขายทุเรียน(ที่จริงควรจะถามเจ้าของสวน) ว่าทำไมให้คนไทยด้วยกันกินแต่ของเกรดรอง ต่างชาติเป็นบรรพบุรุษเราหรืออย่างไรถึงต้องส่งของดีๆไปเป็นบรรณาการ เขาบอกว่าของเกรดเอต้องส่งนอกเพราะขายราคาสูง ผมบอกว่าขายแพงผมก็ซื้อ เขาบอกว่าไม่มีแล้ว ส่งออกหมดแล้ว คนไทยจนไม่ค่อยมีตังค์ซื้อของดีหรอก
ผมฟังแล้วหดหู่ และเรื่องนี้ก็คงจะเป็นเรื่องทำนองเดียวกันกับพวกข้าว ปลา กุ้ง ไก่ หรือทุกอย่าง
ผมก็นึกว่าเมืองนอกก็คงเป็นเหมือนเรามั้งเพราะเป็นระบบทุนนิยมเหมือนกันนี่นา ต้องเอาใจผู้บริโภคไว้ก่อน และก็เดาว่าเมืองนอกส่งของดีๆมาขายให้เราและเก็บของแย่ๆไว้บริโภคเอง ซึ่งก็โอเค เจ๊ากันไป
แต่พอเช็คดูกลับไม่ใช่อย่างที่คิด กลายเป็นว่าสินค้ากลุ่มยุโรปอเมริกา ส่งแต่ของแย่ๆมาขายให้เรา ส่วนของดีเขาไว้ใช้กันเอง ผมก็งง เอ๊ะ.....ทำไมเป็นอย่างนั้นหละ คำตอบง่ายๆ ก็ประเทศเรายากจนอ่ะ ส่งของดีมาก็ขายไม่ออก ส่งแย่ๆราคาถูกๆถึงจะขายได้ ยิ่งพวกเราเคารพยกย่องฝรั่งอย่างนี้ แค่เห็นว่าเป็นของนอกก็ปลื้มจะแย่อยู่แล้ว เรื่องคุณภาพวัดไม่ค่อยถูกเท่าไหร่หรอก อุปทานมันบทบังความจริงหมด
กลับมาเรื่องค่าเงิน ยี่สิบปีก่อน 20บาท/ดอล ต่อมาเศรษฐกิจแย่ กลายเป็น 25บาท/ดอล ต่อมาวิกฤติเศรษฐกิจ 37-45บาท/ดอล
อนาคตถ้าเรายังอยู่ในกรอบความคิดเดิม 60บาท/ดอลก็ไม่ใช่เรื่องยาก หรืออีกสามสิบปี อาจจะเป็น 100บาท/ดอล ถึงตอนนั้นปัญหาที่เรากลัวในวันนี้จะรุนแรงขึ้นอีกเยอะมาก ประวัติศาสตร์ขะซ้ำรอยรอบแล้วรอบเล่าโดยไม่เคยเรียนรู้
เวลามีวิกฤติเรานึกถึงแต่เรื่องลดค่าเงิน ซึ่งดูๆแล้วไม่ส่งผลดีในระยะยาวเพราะเป็นลักษณะเดียวกันกับธุรกิจที่แข่งขันด้านราคา เวลาเล่นหุ้นเรามองหาหุ้นที่แข่งคุณภาพ แต่ชีวิตจริงพอจะเอาจริงจะแข่งคุณภาพให้สำเร็จจริงๆก็กลัวเจ็บตัว ทำไมไม่ยอมผ่าฝีเจ็บนิดหน่อยเพื่อหายขาดในระยะยาว แต่เลือกที่จะหนีความเจ็บแต่แล้วก็ต้องโดนตัดขาทีหลังตอนหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว
มาคิดดูอีกทีอาจจะเป็นเพราะแบงค์ชาติมีเงินน้อยมั้งครับ หน้าตักน้อยก็เลยต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ถ้าไปฝืนตลาดอาจจะเจ็บตัว
แต่ช่วงนี้ก็เห็นแบงค์ชาติจะเข้าแทรกแซงไม่ให้แข็งเกินไป อาจจะกลัวความผันผวนที่รุนแรงตามมามั้งครับ แบบว่าถ้าแข็งไปถึง 30 หรือ 35 แล้วเวลาอ่อนก็อ่อนมาที่42-45บาท จะทำให้เงินบาทไม่มีเสถียรภาพ ทำธุรกิจยาก
หรือจะเพราะห่วงผู้ส่งออกจริงๆ อืม......
ทุเรียนที่คนไทยกินอยู่ทุกวันนี้เป็นทุเรียนเกรดต่ำ เกรดดีๆส่งออกหมด ผมเคยถามคนขายทุเรียน(ที่จริงควรจะถามเจ้าของสวน) ว่าทำไมให้คนไทยด้วยกันกินแต่ของเกรดรอง ต่างชาติเป็นบรรพบุรุษเราหรืออย่างไรถึงต้องส่งของดีๆไปเป็นบรรณาการ เขาบอกว่าของเกรดเอต้องส่งนอกเพราะขายราคาสูง ผมบอกว่าขายแพงผมก็ซื้อ เขาบอกว่าไม่มีแล้ว ส่งออกหมดแล้ว คนไทยจนไม่ค่อยมีตังค์ซื้อของดีหรอก
ผมฟังแล้วหดหู่ และเรื่องนี้ก็คงจะเป็นเรื่องทำนองเดียวกันกับพวกข้าว ปลา กุ้ง ไก่ หรือทุกอย่าง
ผมก็นึกว่าเมืองนอกก็คงเป็นเหมือนเรามั้งเพราะเป็นระบบทุนนิยมเหมือนกันนี่นา ต้องเอาใจผู้บริโภคไว้ก่อน และก็เดาว่าเมืองนอกส่งของดีๆมาขายให้เราและเก็บของแย่ๆไว้บริโภคเอง ซึ่งก็โอเค เจ๊ากันไป
แต่พอเช็คดูกลับไม่ใช่อย่างที่คิด กลายเป็นว่าสินค้ากลุ่มยุโรปอเมริกา ส่งแต่ของแย่ๆมาขายให้เรา ส่วนของดีเขาไว้ใช้กันเอง ผมก็งง เอ๊ะ.....ทำไมเป็นอย่างนั้นหละ คำตอบง่ายๆ ก็ประเทศเรายากจนอ่ะ ส่งของดีมาก็ขายไม่ออก ส่งแย่ๆราคาถูกๆถึงจะขายได้ ยิ่งพวกเราเคารพยกย่องฝรั่งอย่างนี้ แค่เห็นว่าเป็นของนอกก็ปลื้มจะแย่อยู่แล้ว เรื่องคุณภาพวัดไม่ค่อยถูกเท่าไหร่หรอก อุปทานมันบทบังความจริงหมด
กลับมาเรื่องค่าเงิน ยี่สิบปีก่อน 20บาท/ดอล ต่อมาเศรษฐกิจแย่ กลายเป็น 25บาท/ดอล ต่อมาวิกฤติเศรษฐกิจ 37-45บาท/ดอล
อนาคตถ้าเรายังอยู่ในกรอบความคิดเดิม 60บาท/ดอลก็ไม่ใช่เรื่องยาก หรืออีกสามสิบปี อาจจะเป็น 100บาท/ดอล ถึงตอนนั้นปัญหาที่เรากลัวในวันนี้จะรุนแรงขึ้นอีกเยอะมาก ประวัติศาสตร์ขะซ้ำรอยรอบแล้วรอบเล่าโดยไม่เคยเรียนรู้
เวลามีวิกฤติเรานึกถึงแต่เรื่องลดค่าเงิน ซึ่งดูๆแล้วไม่ส่งผลดีในระยะยาวเพราะเป็นลักษณะเดียวกันกับธุรกิจที่แข่งขันด้านราคา เวลาเล่นหุ้นเรามองหาหุ้นที่แข่งคุณภาพ แต่ชีวิตจริงพอจะเอาจริงจะแข่งคุณภาพให้สำเร็จจริงๆก็กลัวเจ็บตัว ทำไมไม่ยอมผ่าฝีเจ็บนิดหน่อยเพื่อหายขาดในระยะยาว แต่เลือกที่จะหนีความเจ็บแต่แล้วก็ต้องโดนตัดขาทีหลังตอนหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว
มาคิดดูอีกทีอาจจะเป็นเพราะแบงค์ชาติมีเงินน้อยมั้งครับ หน้าตักน้อยก็เลยต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ถ้าไปฝืนตลาดอาจจะเจ็บตัว
แต่ช่วงนี้ก็เห็นแบงค์ชาติจะเข้าแทรกแซงไม่ให้แข็งเกินไป อาจจะกลัวความผันผวนที่รุนแรงตามมามั้งครับ แบบว่าถ้าแข็งไปถึง 30 หรือ 35 แล้วเวลาอ่อนก็อ่อนมาที่42-45บาท จะทำให้เงินบาทไม่มีเสถียรภาพ ทำธุรกิจยาก
หรือจะเพราะห่วงผู้ส่งออกจริงๆ อืม......
ทุกความเห็นย่อมเปลี่ยนไปตามความรู้ การเรียนรู้ย่อมไม่มีจุดสิ้นสุด
-
- Verified User
- โพสต์: 312
- ผู้ติดตาม: 0
ค่าเงินบาทและยอดส่งออก
โพสต์ที่ 13
ที่จริงนักธุรกิจที่อยู่มานานมีหน้าตักมากหน่อยหรือทำหลายอย่างกระจายความเสี่ยงไว้แล้วคงเข้าใจเรื่องนี้ดีและคงพอจะรับมือได้ และเขาก็ไม่ห่วงนะว่าถ้าค่าเงินจะค่อยๆเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ แต่เวลาสื่อเผยแพร่ออกมามักจะเวอร์เสมอๆ แต่ถ้าผันผวนในระยะสั้นขนาดที่ท่านสามัญชนยกตัวอย่างคงเละแน่ โดยเฉพาะระดับเอสเอ็มอีที่เป็นความหวังใหม่ของชาติรัฐบาลหรือแบ๊งค์ชาติคงต้องเป็นห่วงมากหน่อย ไม่รู้ว่าระดับความผันผวนที่นักธุรกิจวางใจควรจะเป็นเท่าไร ผมว่าแบงค์ชาติคงจะมีตัวเลขเป้าหมายอยู่แล้วในใจแต่อาจไม่เปิดเผย ถ้าสูงสุดแกว่งตัวไม่เกิน3-5%ในหนึ่งปีจะดีมั๊ย อยากฟังจากผู้รู้ครับ
ค่าเงินบาทแข็งขึ้นบางทีผมว่าก็ทำให้ศักยภาพในการแข่งขันเราดีขึ้นนะอย่างน้อยก็สามารถจัดหาสินค้าทุนเกรดดีที่เรายังไม่มีเช่นเครื่องจักรและวัตถุดิบราคาแพงและประสิทธิภาพสูงเข้ามาเสริมได้ง่ายขึ้น บางทีคิดเลยไปว่าที่อุตสาหกรรมสิ่งทอรายใหญ่ที่ล้มไปจนกลายเป็นพวกตะวันตกดินนี่มาจากเรื่องค่าเงินเราอ่อนเกินไปด้วยหรือเปล่า
เรื่องของนอกนี่ผมเคยเจอกับตัวเองตลกหรือเศร้าก็ไม่รู้ เมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้วน้องข้างบ้านฝากซื้อนาฬิกาสวิสจากลูเซิร์นมาอยู่เมืองไทยไม่ถึงปีเจ๊ง หน้าเหี่ยวเลยผม อีกสองสามปีต่อมาญาติซื้อมาฝากผมยี่ห้อดังระดับโลกซะด้วย ราคาหลายหมื่นบาท สองปีกว่าเจ๊งสนิท สงสัยไม่ถูกกับอากาศเมืองไทย ที่เศร้ากว่านั้นฝรั่งสวิสที่เป็นซัพพลายเออร์ของผมฟังผมเล่าแล้วมันส่ายหัว มันบอกเป็นไปไม่ได้ ผมเลยเลิกใส่นาฬิกาไปเลย
ค่าเงินบาทแข็งขึ้นบางทีผมว่าก็ทำให้ศักยภาพในการแข่งขันเราดีขึ้นนะอย่างน้อยก็สามารถจัดหาสินค้าทุนเกรดดีที่เรายังไม่มีเช่นเครื่องจักรและวัตถุดิบราคาแพงและประสิทธิภาพสูงเข้ามาเสริมได้ง่ายขึ้น บางทีคิดเลยไปว่าที่อุตสาหกรรมสิ่งทอรายใหญ่ที่ล้มไปจนกลายเป็นพวกตะวันตกดินนี่มาจากเรื่องค่าเงินเราอ่อนเกินไปด้วยหรือเปล่า
เรื่องของนอกนี่ผมเคยเจอกับตัวเองตลกหรือเศร้าก็ไม่รู้ เมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้วน้องข้างบ้านฝากซื้อนาฬิกาสวิสจากลูเซิร์นมาอยู่เมืองไทยไม่ถึงปีเจ๊ง หน้าเหี่ยวเลยผม อีกสองสามปีต่อมาญาติซื้อมาฝากผมยี่ห้อดังระดับโลกซะด้วย ราคาหลายหมื่นบาท สองปีกว่าเจ๊งสนิท สงสัยไม่ถูกกับอากาศเมืองไทย ที่เศร้ากว่านั้นฝรั่งสวิสที่เป็นซัพพลายเออร์ของผมฟังผมเล่าแล้วมันส่ายหัว มันบอกเป็นไปไม่ได้ ผมเลยเลิกใส่นาฬิกาไปเลย
การทำอะไรแบบเดิมๆเป็นเวลานานๆทำให้ชีวิตเสียหาย